ญี่ปุ่น

Japan1
ธง
 
Japanese Imperial Seal japanGoshichi no kiri
ตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ ตราสัญลักษณ์รัฐบาล

 

 

ชื่อทางการ

ญี่ปุ่น หรือ Japan

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่ด้านฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย หรือทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะญี่ปุ่นทอดตัวเป็นรูปโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว จากทางตอนเหนือที่ละติจูด 45 องศา 33 ลิปดาเหนือ มาทางใต้ ที่ละติจูด 20 องศา 25 ลิปดาเหนือ โดยมีความยาวทั้งสิ้น 3,800 กิโลเมตร

พื้นที่

377,915 ตารางกิโลเมตร (พื้นดิน 364,485 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 13,430 ตารางกิโลเมตร) ชายฝั่งทะเลยาว 29,751 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

เป็นประเทศหมู่เกาะ ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยประมาณ 3,900 เกาะ พื้นที่รวม 377,915 ตารางกิโลเมตร (ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2548) โดยมีเกาะใหญ่ที่สำคัญ 4 เกาะ คือ

  1. ฮอกไกโด (83,456 ตารางกม.)
  2. ฮอนชู (231,100 ตารางกม.)
  3. คิวชู (42,177 ตารางกม.)
  4. ชิโกกุ (18,790 ตารางกม.)

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขา โดยร้อยละ 71 ของพื้นที่ทั้งหมดของญี่ปุ่นเป็นภูเขา ในขณะที่มีพื้นที่ราบเพียงร้อยละ 25 ซึ่งใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตรได้เพียงร้อยละ11 เท่านั้น ญี่ปุ่นมีภูเขาไฟมากประมาณ 1 ใน 10 ของทั้งโลก โดยมีภูเขาฟูจิเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ (3,776 เมตร) และเป็นภูเขาไฟที่สงบอยู่แต่ยังไม่ดับ และจากการที่ญี่ปุ่นอยู่ในเขตที่มีภูเขาไฟมาก ทำให้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเสมอ

สภาพภูมิอากาศ

ภูมิอากาศหลากหลาย ทางตอนใต้ลักษณะอากาศเขตร้อน (Tropical) ทางตอนเหนือของประเทศอากาศเย็น มี 4 ฤดูหลัก ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ

  1. ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม): อากาศอบอุ่น
  2. ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม): อากาศร้อนชื้นโดยมีช่วงฤดูฝนสั้น ๆ ประมาณ 1 เดือน ในช่วงต้นฤดู เเละร้อนจัดในช่วงสิงหาคม-กันยายน
  3. ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม-พฤศจิกายน): อากาศอบอุ่น โดยมีพายุไต้ฝุ่นมากในช่วงเดือนกันยายน
  4. ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์): อากาศหนาว มีหิมะตกโดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศและฝั่งทะเลญี่ปุ่น ส่วนทางใต้และฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศจะอบอุ่นกว่า

ทรัพยากรธรรมชาติ

ปลา (เนื่องจากญี่ปุ่นมีทรัพยากรธรรมชาติน้อยมาก จึงกลายเป็นประเทศที่นำเข้าทรัพยากรที่ใช้เป็นพลังงานเช่นถ่านหินและก๊าซธรรมชาติชนิดเหลวรายใหญ่ที่สุดของโลก และนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับสองของโลก)

ภัยธรรมชาติ

ภูเขาไฟ แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวประมาณ 1,500 ครั้งต่อปี สึนามิ พายุไต้ฝุ่น

จำนวนประชากร

126,702,133 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม 2559)

อัตราการเติบโตของประชากร

-0.19 (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

สัญชาติ

ญี่ปุ่น (Japanese)

เชื้อชาติ

เชื้อชาติญี่ปุ่น ในทางประวัติศาสตร์เชื่อกันโดยทั่วไปว่าบรรพบุรุษของชาวญี่ปุ่นได้แก่กลุ่ม เผ่าพันธุ์หนึ่งที่เรียกในปัจจุบันว่า เผ่าพันธุ์ยามาโตะ ผสมกับคนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ ได้แก่ จีนและเกาหลี ปัจจุบันคนต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในญี่ปุ่น ได้แก่ ชาวเกาหลีและชาวจีน รวมทั้งเผ่าไอนุซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะฮอกไกโด ทั้งนี้ ญี่ปุ่นไม่ถือว่าประเทศของตนมีชนกลุ่มน้อย สัดส่วนมีดังต่อไปนี้ ญี่ปุ่น 98.5% เกาหลี 0.5% จีน 0.4% อื่นๆ 0.6%

ศาสนา

ศาสนาใหญ่ๆ มี 2 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ และศาสนาชินโต นอกจากนั้นได้แก่ ศาสนาคริสต์และลัทธิขงจื้อ สัดส่วนการนับถือศาสนามีดังนี้ ศาสนาชินโต 83.9% ศาสนาพุทธ 71.4% ศาสนาคริสต์ 2%อื่นๆ 7.8% (สัดส่วนรวมกันสูงกว่า 100% เนื่องจากประชากรบางส่วนนับถือ 2 ศาสนา คือนับถือทั้งศาสนาพุทธและศาสนาชินโต)

ภาษา

ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการ

การแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์

เวลายุคยุคยุคย่อยผู้ปกครอง
35,000 – 14,000 ปีก่อน ค.ศ. ยุคหินญี่ปุ่น   ชนเผ่า
14,000 - 400 ปีก่อน ค.ศ. ยุคญี่ปุ่นโบราณ ยุคโจมง   กลุ่มชนท้องถิ่น
400 ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 250 ยุคยะโยอิ   กลุ่มชนท้องถิ่น
ค.ศ. 250 - ค.ศ. 538 ยุคยะมะโตะ ยุคโคะฟุง   กลุ่มชนยะมะโตะ
ค.ศ. 538 - ค.ศ. 710 ญี่ปุ่นคลาสสิก ยุคอะซึกะ
ค.ศ. 710 - ค.ศ. 794 ยุคนะระ   ราชสำนักนะระ
ค.ศ. 794 - ค.ศ. 1185 ยุคเฮอัง   ราชสำนักเฮอังปกครองโดยเซ็สโซ และ คัมปะกุ (เกียวโตะ)
ค.ศ. 1185 - ค.ศ. 1333 ยุคศักดินาญี่ปุ่น ยุคคะมะกุระ   โชกุนคะมะกุระ
ค.ศ. 1333 - ค.ศ. 1336 การฟื้นฟูเคมมุ   จักรพรรดิญี่ปุ่น และ เซ็สโซ และ คัมปะกุ
ค.ศ. 1336 - ค.ศ. 1392 ยุคมุโระมะจิ ยุคนัมโบะกุโจ โชกุนอะชิคะงะ โนะบุนะงะ โอะดะ ฮิเดะโยะชิ โทะโยะโตะมิ
ค.ศ. 1392 - ค.ศ. 1573 ยุคเซงโงะกุ
ค.ศ. 1573 - ค.ศ. 1603 ยุคอะซึจิ โมะโมะยะมะ
ค.ศ. 1603 - ค.ศ. 1868 ยุคใกล้ ยุคเอะโดะ   โชกุนโทะกุงะวะ
ค.ศ. 1868 - ค.ศ. 1912 ยุคปัจจุบัน เมจิ   จักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญ (จักรพรรดิเมจิ) , สภาขุนนางญี่ปุ่น
ค.ศ. 1912 - ค.ศ. 1926 ไทโช ประชาธิปไตยแบบไทโช กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (จักรพรรดิไทโช) , สภาขุนนางญี่ปุ่น
ค.ศ. 1926 - ค.ศ. 1945 โชวะ จักรวรรดินิยม กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (จักรพรรดิโชวะ) ,สภาขุนนางญี่ปุ่น
ค.ศ. 1945 - ค.ศ. 1952 ญี่ปุ่นภายใต้การดูแล ฝ่ายสัมพันธมิตร
ค.ศ. 1952 - ค.ศ. 1989 ยุคหลังสงคราม ประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา; จักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ

 

ที่มา ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น - วิกิพีเดีย

 

 

 

รูปแบบการปกครอง

ระบอบเสรีประชาธิปไตยภายใต้รัฐ ธรรมนูญ (Constitutional Monarchy with a parliamentary government) โดยมีรัฐสภาเป็นสถาบันสูงสุดของรัฐ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติไว้ว่าสมเด็จพระ จักรพรรดิทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ มิใช่องค์ประมุขและไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ

เมืองหลวง

กรุงโตเกียว (Tokyo)

การแบ่งการปกครอง

ญี่ปุ่นแบ่งเขตการปกครองท้องถิ่นออก เป็น 47 จังหวัด (Prefecture) ซึ่งรวมกรุงโตเกียว (Tokyo Metropolis) ด้วย การปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัดแยกออกเป็น นคร เมือง และหมู่บ้าน ยกเว้นกรุงโตเกียวที่มีเขตการปกครอง เฉพาะในส่วนใจกลาง 23 เขต นอกเหนือไปจากเขตชานกรุง ซึ่งประกอบด้วย 27 นคร 5 เมือง และ 8 หมู่บ้าน รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีของนครขนาดใหญ่ ของเมืองและของหมู่บ้านตลอดจนสมาชิกสภาส่วนท้องถิ่นทุกระดับมาจากการเลือกตั้ง

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

Regions and Prefectures of Japan

ญี่ปุ่นแบ่งการปกครองออกเป็น 47 จังหวัด และ แบ่งภาคออกเป็น 8 ภูมิภาค ซึ่งมักจะถูกจับเข้ากลุ่มตามเขตแดนที่ติดกันที่มีวัฒนธรรมและสำเนียงการพูดใกล้เคียงกัน ทุกจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหาร

ในแต่ละจังหวัดมีการแบ่งเขตย่อยลงไปเป็นเมืองและหมู่บ้าน แต่ในปัจจุบันกำลังมีการปรับโครงสร้างการแบ่งเขตการปกครองโดยการรวมเขตย่อยที่อยู่ใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเขตการปกครองย่อยและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารเขตลงได้ การรวมเขตการปกครองนี้เป็นนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยมีการคาดการณ์ที่จะลดจาก 3,232 เขตใน พ.ศ. 2542 ให้เหลือ 1,773 เขตใน พ.ศ. 2553

ประเทศญี่ปุ่นมีเมืองใหญ่เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละเมืองต่างมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงมีสำเนียงภาษาที่แตกต่างกันออกไป

ฮกไกโดโทโฮะกุคันโตจูบุ

1.  ฮกไกโด

2.  อะโอะโมะริ
3.  อิวะเตะ
4.  มิยะงิ
5.  อะกิตะ
6.  ยะมะงะตะ
7.  ฟุกุชิมะ

8.  อิบะระกิ
9.  โทะจิงิ
10.  กุนมะ
11.  ไซตะมะ
12.  จิบะ
13.  โตเกียว
14.  คะนะงะวะ

15.  นิอิงะตะ
16.  โทะยะมะ
17.  อิชิกะวะ
18.  ฟุกุอิ
19.  ยะมะนะชิ
20.  นะงะโนะ
21.  กิฟุ
22.  ชิซึโอะกะ
23.  ไอจิ

คันไซจูโงะกุชิโกะกุคีวชู และ  โอะกินะวะ

24.  มิเอะ
25.  ชิงะ
26.  เกียวโตะ
27.  โอซะกะ
28.  เฮียวโงะ
29.  นะระ
30.  วะกะยะมะ

31.  ทตโตะริ
32.  ชิมะเนะ
33.  โอะกะยะมะ
34.  ฮิโระชิมะ
35.  ยะมะงุจิ

36.  โทะกุชิมะ
37.  คะงะวะ
38.  เอะฮิเมะ
39.  โคจิ

40.  ฟุกุโอะกะ
41.  ซะงะ
42.  นะงะซะกิ
43.  คุมะโมะโตะ
44.  โออิตะ
45.  มิยะซะกิ
46.  คะโงะชิมะ
47.  โอะกินะวะ

ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/Japan

วันที่ได้รับเอกราช

660 ก่อนคริสตการล (จักรพรรดิ JIMMU เป็นผู้ก่อตั้งประเทศ)

รัฐธรรมนูญ

3 พฤษภาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947)

รัฐสภา

เรียกชื่อว่า "สภาไดเอท" ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives) ซึ่งมีสมาชิก 480 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี และวุฒิสภา (House of Councillors) ซึ่งมีสมาชิก 242 คน วาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยเลือกตั้งจำนวนครึ่งหนึ่งสลับกันไปทุก 3 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556(ค.ศ. 2013)

ฝ่ายบริหาร

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ AKIHITO ทรงเป็นประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยสภาไดเอท เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลและเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี โดยส่วนใหญ่หัวหน้าพรรคที่มีคะแนนเสียงข้างมาก หรือหัวหน้าพรรคร่วมสภาผู้แทนราษฎรที่มีเสียงข้างมากจะได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ฝ่ายตุลาการ

ระบบศาลฎีกา (Supreme Court) คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกคณะผู้พิพากษาและหัวหน้าผู้พิพากษา หลังจากนั้นหัวหน้าผู้พิพากษาจะได้รับการแต่งตั้งโดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

ระบบกฏหมาย

มีรูปแบบมาจากระบบกฎหมายแพ่งของ เยอรมัน (German Civil Law system) โดยได้อิทธิพลจากกฎหมายอเมริกัน-อังกฤษ เช่นกัน (English-American Influence) มีการตรวจสอบความเห็นชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายของบทบัญญัติที่ออกโดยผ่านสภานิติบัญญัติที่ศาลฎีกา (Supreme Court) ยอมรับเขตอำนาจโดยบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) โดยมีการสงวนสิทธิ์บางประการ

พรรคการเมือง

  • Democratic Party of Japan (DPJ)
  • Japan Communist Party (JCP)
  • Komeito
  • Liberal Democratic Party (LDP)
  • Social Democratic Party (SDP)

 

Update มกราคม 2559

Chiefs of State and Cabinet Members of Foreign Governments
ข้อมูล ณ วันที่  5 สิงหาคม  2559

 

  • Emperor AKIHITO
  • Prime Min. Shinzo ABE
  • Dep. Prime Min. Taro ASO
  • Chief Cabinet Sec. Yoshihide SUGA
  • Min. of Agriculture, Forestry, & Fisheries Yuji YAMAMOTO
  • Min. of Defense Tomomi INADA
  • Min. of Economy, Trade, & Industry Hiroshige SEKO
  • Min. of Education, Culture, Sports, Science, & Technology Hirokazu MATSUNO
  • Min. of the Environment Koichi YAMAMOTO
  • Min. of Finance Taro ASO
  • Min. of Foreign Affairs Fumio KISHIDA
  • Min. of Health, Labor, & Welfare Yasuhisa SHIOZAKI
  • Min. of Justice Katsutoshi KANEDA
  • Min. of Land, Infrastructure, Transport, & Tourism Keiichi ISHII
  • Min. of Reconstruction Masahiro IMAMURA
  • Min. in Charge of the Abduction Issue Katsunobu KATO
  • Min. in Charge of Admin. Reform Kozo YAMAMOTO
  • Min. in Charge of Building National Resilience Jun MATSUMOTO
  • Min. in Charge of "Challenge Again" Initiative Katsunobu KATO
  • Min. in Charge of Civil Service Reform Kozo YAMAMOTO
  • Min. in Charge of Comprehensive Policy Coordination for Revival From the Nuclear Accident at Fukushima Masahiro IMAMURA
  • Min. in Charge of "Cool Japan" Strategy Yosuke TSURUHO
  • Min. in Charge of Creating Society Where 100 Million Can Be Active Katsunobu KATO
  • Min. in Charge of Economic Revitalization Nobuteru ISHIHARA
  • Min. in Charge of Education Rebuilding Hirokazu MATSUNO
  • Min. in Charge of Industrial Competitiveness Hiroshige SEKO
  • Min. in Charge of Information Technology Policy Yosuke TSURUHO
  • Min. in Charge of Internal Affairs & Communications Sanae TAKAICHI
  • Min. in Charge of Ocean Policy and Territorial Issues Jun MATSUMOTO
  • Min. in Charge of Overcoming Deflation & Yen Appreciation Taro ASO
  • Min. in Charge of Overcoming Population Decline & Vitalizing Local Economy in Japan Kozo YAMAMOTO
  • Min. in Charge of Reducing US Military Bases Burden on Okinawa Yoshihide SUGA
  • Min. in Charge of Reform on Work-Related Practices Katsunobu KATO
  • Min. in Charge of the Response to the Economic Impact Caused by the Nuclear Incident Hiroshige SEKO
  • Min. in Charge of Support for Women's Empowerment Katsunobu KATO
  • Min. in Charge of Tokyo Olympic and Paralympic Games Tamayo MARUKAWA
  • Min. in Charge of Total Reform of Social Security & Tax Nobuteru ISHIHARA
  • Min. in Charge of Water Cycle Policy Keiichi ISHII
  • Min. of State for Consumer Affairs & Food Safety Jun MATSUMOTO
  • Min. of State for Disaster Management Jun MATSUMOTO
  • Min. of State for Economic & Fiscal Policy Nobuteru ISHIHARA
  • Min. of State for Financial Services Taro ASO
  • Min. of State for Gender Equality Katsunobu KATO
  • Min. of State for Intellectual Property Strategy Yosuke TSURUHO
  • Min. of State for Measures for Declining Birthrate Katsunobu KATO
  • Min. of State for the My Number System (Social Security and Tax) Sanae TAKAICHI
  • Min. of State for the Nuclear Damage Compensation & Decommissioning Facilitation Corporation Hiroshige SEKO
  • Min. of State for Nuclear Emergency Preparedness Koichi YAMAMOTO
  • Min. of State for Okinawa & Northern Territories Affairs Yosuke TSURUHO
  • Min. of State for Regulatory Reform Kozo YAMAMOTO
  • Min. of State for Science & Technology Policy Yosuke TSURUHO
  • Min. of State for Space Policy Yosuke TSURUHO
  • Chmn., National Public Safety Commission Jun MATSUMOTO
  • Governor, Bank of Japan Haruhiko KURODA
  • Ambassador to the US Kenichiro SASAE
  • Permanent Representative to the UN, New York Koro BESSHO

 

 ที่มา: https://www.cia.gov/library/publications/resources/world-leaders-1/JA.html

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

4.932 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP รายหัว (GDP per Capita)

38,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

GDP แยกตามภาคการผลิต

• ภาคการเกษตร 1.2%
• ภาคอุตสาหกรรม 27.7%
• ภาคการบริการ 71.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการว่างงาน

3.2% (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

หนี้สาธารณะ

234.7% ของ GDP (ค่าประมาณ พ.ศ.2559)

อัตราเงินเฟ้อ

-0.1% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

อัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรมการผลิต

0.5% ของค่า GDP (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

ผลผลิตทางการเกษตร

ข้าว ต้นบีท (ต้นไม้ที่ใช้รากทำน้ำตาล) ผัก ผลไม้ เนื้อสุกร สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นม ไข่ได่ ปลา

อุตสาหกรรม

เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มผู้ผลิตรถที่ใช้เครื่องยนตร์รายใหญ่และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลก อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือเครื่องจักร เหล็ก เรือ เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ อาหารสำเร็จรูป

ดุลบัญชีเดินสะพัด


176.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

มูลค่าการส่งออก

641.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้าส่งออกที่สำคัญ

ยานยนต์ 13.6%; อุปกรณ์กึ่งตัวนำ 6.2%; เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก 5.5%; ชิ้นส่วนยานยนต์ 4.6%; วัสดุพลาสติก 3.5%; เครื่องกำเนิดพลังงาน 3.5%

ประเทศคู่ค้า (ส่งออก) ที่สำคัญ

US 20.2%, China 17.5%, South Korea 7.1%, Hong Kong 5.6%, Thailand 4.5% (พ.ศ.2559)

มูลค่าการนำเข้า

629.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่าประมาณ พ.ศ. 2559)

สินค้านำเข้าที่สำคัญ

ปิโตรเลียม 15.5%; ก๊าซธรรมชาติเหลว 5.7%; เสื้อผ้า 3.9%; อุปกรณ์กึ่งตัวนำ 3.5%; ถ่านหิน 3.5%; อุปกรณ์ภาพและเสียง 2.7%

ประเทศคู่ค้า (นำเข้า) ที่สำคัญ

China 24.8%, US 10.5%, Australia 5.4%, South Korea 4.1% (พ.ศ. 2558)

สกุลเงิน

เยน (Yen)

สัญลักษณ์สกุลเงิน

JPY

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

คลิกเพื่อตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ

        ญี่ปุ่นเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เป็นลำดับที่สามในด้านการส่งออกและสำดับที่หนึ่งในด้านการนำเข้า ญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีสัดส่วนการลงทุนคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของยอดการลงทุนจากต่างประเทศ ประเทศไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น และเป็นลำดับที่ 8 ของคู่ค้าของญี่ปุ่นทั่วโลก หอการค้าญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ มีบริษัทสมาชิกมากกว่า 1,300 ราย เป็นหอการค้าญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประมาณว่าหากนับรวมบริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิกหอการค้าญี่ป่น จะพบว่ามีบริษัทญี่ปุ่นมากกว่า 6,000 บริษัทในประเทศไทย บริษัททั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกหอการค้า สร้างงานมากกว่า 510,000 ตำแหน่ง
 
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันทั้งสองประเทศมีมิตรไมตรีที่ดีและใกล้ชิดต่อกัน แต่ที่ผ่านมาก็มีช่วงเวลาแห่งความยุ่งยากที่เราต้องร่วมกันก้าวข้าม หลายท่านอาจยังจำการเคลื่อนไหวต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในต้นทศวรรษ 1970 นับตั้งแต่นั้นมาประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายนำเข้าทุนจากต่างประเทศ ปฏิรูปกฏกติกา และส่งเสริมการผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ ในส่วนของญี่ปุ่น ได้ส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในสาขา เช่น การปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ความช่วยเหลือที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้แก่ ”โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก” เพื่อช่วยส่งเสริมสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทยซึ่งดำเนินการอย่างเข้มแข็งโดยรัฐบาลไทยในเวลานั้น
 
หลังการตกลง Plaza Accord ในปี ค.ศ. 1985 บริษัทญี่ปุ่นได้เริ่มย้ายแหล่งผลิตจากญี่ปุ่นไปยังต่างประเทศ หรือขยายการจัดหาชิ้นส่วนจากต่างประเทศเพื่อชดเชยการแข็งค่าอย่างมากของเงินเยน บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเลือกลงทุนในประเทศไทยอันเป็นผลจากการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในด้านสถานการณ์การลงทุน บริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้ได้สร้างการจ้างงาน พร้อมทั้งพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีในสังคมไทย ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวญี่ปุ่นและชาวไทยก็ขยายตัวสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย ปฏิสัมพันธ์ต่อกันมีบทบาทสำคัญในการนำมาซึ่งมิตรไมตรีอันดีระหว่างกันดังเช่นปัจจุบัน
 
เมื่อเกิดวิกฤตการการเงินในเอเชีย หรือ ต้มยำกุ้ง ในปี ค.ศ. 1997 รัฐบาลญี่ปุ่นได้เป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือกับองค์การนานาชาติและประเทศ G7 ระดมเครื่องมือทางการเงินที่มีช่วยเหลือฟื้นฟูและสร้างเสถียรภาพแก่เศรษฐกิจเอเชีย ในการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ในปี 1998 ได้นำเสนอการริเริ่มแผน “The New Miyazawa Initiative” เป็นโครงการสนับสนุนทางการเงินมูลค่า 30,000 ล้านดอลล่าร์ให้แก่เอเชีย เป็นความช่วยเหลือจำนวนสูงสุดในขณะนั้น 
 
สิ่งเหล่านี้สร้างความมั่นคงของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ในปี ค.ศ. 2007 ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่น-ไทย มีผลบังคับใช้ ทำให้สามารถยกเลิกภาษีศุลกากรของสินค้านำเข้าและส่งออกมากกว่าร้อยละ 90 ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือให้ยิ่งเข้มแข็งในสาขาต่างๆ เช่น การขยายการลงทุน การเปิดเสรีด้านบริการ และส่งเสริมความร่วมมือใน 9 สาขา เช่น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมธุรกิจสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และ ทุกวันนี้ มีการดำเนินความร่วมมือหลากหลายภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็ง
 
ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย
        ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย นักลงทุนญี่ปุ่นและบริษัทญี่ปุ่นต้องการจะลงทุนในประเทศไทยต่อไปเพื่อการแข่งขันในตลาดโลกผ่านความ เป็นหุ้นส่วนกับประเทศไทย เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ความมีเสถียรภาพและความสามารถในการคาดการณ์สภาวะการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ยามที่นักลงทุนญี่ปุ่นและบริษัทญี่ปุ่นตัดสินใจเรื่องการลงทุนในต่างประเทศพวกเขากำลังจะประสบความยุ่งยากในการเลือกตัวเลือก เพราะว่าการลงทุนในต่างประเทศอาจทำให้อุตสาหกรรมเกิดช่องว่างภายในและการจ้างงานในประเทศญี่ปุ่นลดลง เราได้ก้าวสู่ยุคใหม่ที่บริษัทรถยนตร์ญี่ปุ่นในประเทศไทยเริ่มต้นผลิตรถยนตร์เพื่อส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น แม้การดำเนินการเช่นนี้จะทำให้การจ้างงานในประเทศญี่ปุ่นยิ่งลดน้อยลง แต่บริษัทญี่ปุ่นยังคงเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศไทยเพื่อให้สามารถยืนหยัดในโลกการแข่งขัน แต่ ปัญหามาบตาพุดก็จู่โจมนักลงทุนอย่างฉับพลัน แก่นของปัญหาสำหรับนักลงทุนคือการก่อสร้าง หรือปฎิบัติการภายในโรงงานต้องหยุดทันทีแม้ว่าในความเป็นจริง โรงงานจะได้รับอนุญาตถูกต้องก็ตาม หากว่าการลงทุนโครงการสำคัญสามารถถูกรบกวนในลักษณะเช่นนี้ ความเป็นหุ้นส่วนอาจเสียหายรุนแรงตั้งแต่รากฐาน ความเสียหายอันเนื่องมาจากการประท้วงของ นปช เป็นปัญหาอีกประการหนึ่ง ผู้ดำเนินธุรกิจจำนวนมากรวมถึงบริษัทญี่ปุ่นล้วนได้รับผลกระทบรุนแรงจากการประท้วง จึงสำคัญสำหรับประเทศไทยในการจะยอมรับว่าความมีเสถียรภาพของบรรยากาศการลงทุนคือเงื่อนไขที่จำเป็นของการไป สู่ความรุ่งเรืองสำหรับประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น และต่อการจะดำเนินนโยบายและมาตรการจำเป็นในการแก้ไขปัญหาที่กำลังค้างคา รวมถึงปัญหามาบตาพุด
 
การส่งเสริมการตกลงการค้าเสรีเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่กำลังคอยประเทศไทยอยู่ข้างหน้าอย่างจดจ่อ การจะดำรงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะประเทศเป้าหมายของการลงทุน ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามนโยบาย FTA ของประเทศอื่นๆ ให้ทัน คู่แข่งที่มีศักยภาพจะดำเนินความพยายามเพื่อการบรรลุข้อตกลง FTA ใหม่ๆ หากตามไม่ทัน จะมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ผมเชื่อว่าจะสามารถเอาชนะปัญหาเหล่านี้ด้วยการเจรจาอย่างอดทนและไตร่ตรองแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์
 
ยิ่งกว่านั้น การส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนก็เป็นปัจจัยสำคัญ ด้วยจำนวนประชากร 575 ล้านคนซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรในอียู แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจอาเซียนยังคงอยู่ที่ระดับต่ำกว่าร้อยละ 8 ของเศรษฐกิจอียู ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นศักยภาพในการเติบโตของอาเซียนในฐานะเป็นภูมิภาค หากอาเซียนมีสถานภาพทางเศรษฐกิจดังที่เป็นอยู่ก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เหมือนอียูได้ และจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนมากขึ้น หากอาเซียนดำเนินความพยายามต่อเนื่องในการรวมเศรษฐกิจและปรับปรุงการเชื่อมต่อภายในภูมิภาคดังเช่นที่อียูได้ดำเนินการมาตลอดหลายปี ก็จะนำไปสู่การพัฒนาความสามารถของการแข่งขันในสากล และความรุ่งเรืองสำหรับประเทศไทย การรวมตัวกันของเศรษฐกิจอาเซียนเป็นเป้าหมายสำคัญ ขณะเดียวกันควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศลุ่มน้ำโขงด้วย
 
 
การพัฒนาภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
        ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ยังมิได้ใช้ศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อใช้ศักยภาพที่มีให้เกิดประโยชน์เราควรพยายามสร้างการพัฒนาให้ทั่วทั้งภูมิภาค การเชื่อมข้ามเขตแดนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความแตกต่างกันภายในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทำให้ยากต่อการเกิดการเชื่อมต่อ ขณะที่ความร่วมมือในภูมิภาคกำลังก้าวรุดหน้าที่จะลดความแตกต่าง ข้าพเจ้าเชื่อว่าญี่ปุ่นควรสนับสนุนกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ ความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสามารถเกื้อหนุนต่อการลดความแตกต่างภายในอาเซียนในขณะที่อาเซียนกำลังวางแผนก่อตั้งชุมชนอาเซียนภาย ในปี ค.ศ. 2015 อาเซียนได้ย้ำว่าหนึ่งในเป้าหมายคือการเสริม“การเชื่อมต่อ” ให้แข็งแกร่งนั้น จะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะว่าการขาดแคลนเครือข่ายทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ในหมู่ฐานการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรมที่กระจายทั่วภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทำให้การดำเนินการภาคเศรษฐกิจล่าช้า
 
ในเดือนพฤศจิกายน 2009 ได้มีการจัดประชุมสุดยอดญี่ปุ่นและประเทศลุ่มน้ำโขงห้าประเทศครั้งแรก ณ กรุงโตเกียว ผู้นำของทุกประเทศมีความเห็นพ้องกันว่า ญี่ปุ่นและประเทศลุ่มน้ำโขงควรระดมทรัพยากรเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ และจัดการปัญหาที่ท้าทาย “ความมั่นคงของมนุษย์” เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะบรรยากาศ โรคติดต่อ และภัยธรรมชาติ ภายหลังการประชุมได้มีการประกาศ “ปฏิญญาโตเกียว” (Tokyo Declaration) และ”แผนปฎิบัติการ 63” (Action Plan 63) ญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขง จึงดำเนินนโยบายขยายการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) แก่กลุ่มประเทศ CLV ได้แก่ กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม ญี่ปุ่นได้ตกลงให้ความช่วยเหลือ ODA มากกว่า 500,000 ล้านเยนเพื่อภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในระยะเวลา 3 ปี พร้อมทั้งมีมติให้มีการประชุมสุดยอดทุกปี และการประชุมครั้งต่อไปจะมีที่ กรุงฮานอย ในเดือนตุลาคม ปีนี้
 
 
การเอาชนะความแตกต่างทางเศรษฐกิจในสังคม
        ประเทศไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันในอันจะบรรเทาความแตกต่างทางเศรษฐกิจท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ตามความเห็นของผม เห็นว่าการปรับปรุงระบบความมั่นคงทางสังคม (social security) คือหนึ่งในวิธีแก้ปัญหานี้ การสร้างพลังให้ชนชั้นกลางด้วยการขยายระบบประกันสังคมที่ทุกคน ในสังคมจะได้รับการแบ่งปันผลของการเติบโตของเศรษฐกิจเป็นผลให้ ประเทศญี่ปุ่นก้าวสู่การเติบโตสูงทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การดำเนินการเช่นนี้ในท้ายสุดจะเอื้อต่อการสร้างสังคมที่มั่นคง
ท่ามกลางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยและประเทศในอาเซียนต้องเตรียมรับมือกับปัญหาเกี่ยวกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย สังคมที่จำนวนผู้เยาว์มีน้อยลง จึงจำเป็นจะต้องเอาใจใส่ถึงความสำคัญของปัญหานี้ให้มากขึ้น 
 
การลงทุน
        ญี่ปุ่นลงทุนเป็นอันดับหนึ่งของไทย การลงทุนของญี่ปุ่นในปี 2553 มีมูลค่า 1.04 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34.97 จากปี 2552 คิดเป็นร้อยละ 44.24 ของการลงทุนต่างประเทศทั้งหมดที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปัจจุบัน มีบริษัทญี่ปุ่นในไทยประมาณ 7,000 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในช่วงกลางปี 2553 บริษัทโตโยต้า มิตซูบิชิ และนิสสัน ได้ประกาศขยายโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย
 
ปี 2555 ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ 1 ของไทย โดยการลงทุนที่ญี่ปุ่นยื่นขอรับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนมีจำนวน 872 โครงการ (มีโครงการได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมลงทุนแล้ว 761 โครงการ) คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 3.74 แสนล้านบาท จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.7 มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 92.9 และคิดเป็นร้อยละ 58 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์โลหะ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
 
แนวโน้มรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ ของญี่ปุ่นที่น่าจับตามองคือ เป็นการลงทุนโดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) และธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้น บริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานในการลงทุนต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยในปี 2556 BOI มีโครงการชักจูงการลงทุนและเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ญี่ปุ่นและไทย โดยการร่วมลงทุน การซื้อขายวัตถุดิบและชิ้นส่วน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทั้งในสาขาอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์ และในสาขานวัตกรรมใหม่ๆ เช่น อากาศยาน และ Green Technology
 
แม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2556 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2557 แต่ก็ยังมีรายงานการเข้าไปเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการเพิ่มเติมในไทยของบริษัทญี่ปุ่นทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาบริการ เช่นบริษัท Gulliver ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์มือสองชั้นนำของญี่ปุ่น ได้ร่วมทุนกับบริษัท วิริยะประกันภัย จัดตั้งบริษัท วี-กัลลิเวอร์ ในไทย เพื่อขยายเครือข่ายธุรกิจรถมือสองมายังไทย
 
ช่วง ม.ค. - มี.ค. 57 มรโครงการของญี่ปุ่นยื่นการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI 96 โครงการ มูลค่า 61,135 ล้านบาท ซึ่งจำนวนและมูลค่าลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 45.4 และ 30.1 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี มีรายงานบริษัทญี่ปุ่นมาเปิด/ขยายกิจการในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาบริการในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาบริการ เช่น บริษัท Gulliver ที่กล่าวไว้่ข้างต้น และบริษีท Sagami Group ธุรกิจอาหารขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมีแผนขยายกิจการในไทย รวมถึงบริษัท Mikimoto ผู้ผลิตเครื่องประดับขนาดใหญ่ก็จะมาเปิดสาขาในไทยด้วย อีกทั้งบริษัทรถยนต์ เช่น โตโยต้า มาสด้า ก็สนใจที่จะขยายกำลังการผลิตรถยนต์ Eco-car ในไทยมากขึ้น
 
การท่องเที่ยว
        ในปี 2553 นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมาไทย (โดยเครื่องบิน) มีจำนวน 984,763 คน เป็นอันดับสอง (รองจากจีน) ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นในปี 2553 มีจำนวน 214,900 คน คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปญี่ปุ่น 
 
·       ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทยและญี่ปุ่นได้ลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย –ญี่ปุ่น หรือ Japan – Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นความตกลงที่ครอบคลุมการเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุนและการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น เกษตรกรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่องเที่ยว พลังงานและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังมีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน –ญี่ปุ่น หรือ ASEAN – Japan Comprehensive Economic Partnership (AJCEP) ซึ่งเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 สำหรับญี่ปุ่น และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 สำหรับไทย โดยทำหน้าที่เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยรองรับการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันภายใต้กรอบของภูมิภาคอาเซียน
 
ความนิยมญี่ปุ่นในหมู่คนไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นจากนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2555 มีนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นจำนวน 268,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ร้อยละ 79.9 และมีอัตราการขยายตัวของนักท่องเที่ยวสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยนักท่องเที่ยวไทยมีมากเ็ป็นอันดับ 5 รองจาก เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน สหรัฐฯ และฮ่องกง อันเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยกเว้นการตรวจลงตราให้นักท่งเที่ยวของไทย โดยเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 
 
ในขณะเดียวกันปี 2555 มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมาไทย 1,371,253 คน มากเป็นอันดับสามรองจากนักท่องเที่ยวมาเลเซียและจีน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ร้ยละ 19.38 โดยไทยเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวอันดับที่ 5 รองจาก เกาหลีใต้ จีน รัฐฮาวาย(สหรัฐอเมริกา) และไต้หวัน
 
ในช่วงเดือน ม.ค. - ก.พ. 2557 ตามสถิติของ Japan National Tourism Organization (JNTO) มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปญี่ปุ่น จำนวน 61,500 คน เพิ่ีมขึ้นร้อยละ 70.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวไทยยังมีแนวโน้มเข้าไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังรัฐบาลญี่ปุ่นยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นไม่เกิน   15 วัน ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2556
 
 
สนธิสัญญา ข้อตกลงทวิภาคี (ในวงเล็บคือวันเดือนปีที่มีผลบังคับใช้)
  • ข้อตกลงทางการบิน (วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2496)
  • ข้อตกลงทางวัฒนธรรม (วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2498)
  • ข้อตกลงทางการพาณิชย์ (วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501)
  • ข้อตกลงทางภาษี (วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 แก้ไขปรับปรุงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2533)
  • ข้อตกลงในการส่งอาสาสมัครร่วมมือเยาวชน (วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2524)
  • ข้อตกลงความร่วมมือทางเทคโนโลยี (วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524)
  • ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(JTEPA:Japan-Thailand Economic Partnership Agreement) (วันที่1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550)

ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (FTA)

ที่มา สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

 

6 ศตวรรษความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น

โดย ฯพณฯ นายเคียวจิ โคะมะจิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
วันที่ 7 กันยายน 2553
 
ศตวรรษที่ 14 เริ่มต้นของการติดต่อ
        ประเทศไทยกับญี่ปุ่นมีประวัติการแลกเปลี่ยนยาวนานกว่า 600 ปี จากบันทึกยืนยันว่าได้มีการติดต่อครั้งแรกกับชาวไทยในสมัยอยุธยา จากเอกสารที่บันทึกไว้พบว่าในปี ค.ศ. 1388 นักเดินเรือที่ได้รับบัญชาจากกษัตริย์แห่งอยุธยาให้นำของขวัญไปถวายกษัตริย์แห่งเกาหลีได้พำนักในญี่ปุ่นเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนเดินทางต่อ หากนับจากปีดังกล่าว ความสัมพันธ์ของสองประเทศจะยาวนานกว่า 600 ปี เอกสารของฝ่ายจีนแสดงให้เห็นว่าจีนได้ช่วยเรือของอยุธยาที่จะเดินทางไปโอกินาวาแต่ได้ออกนอกเส้นทางจนไปถึงจีน ยิ่งกว่านั้น ในศตวรรษที่ 14 มีการส่งออกเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงของสุโขทัยไปญี่ปุ่น และญี่ปุ่นใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบพิธีชงชาของญี่ปุ่นกันอย่างกว้างขวาง
 
ยังมีบันทึกอื่นอีกว่าในศตวรรษที่ 15 โอกินาวา ซึ่งเป็นเกาะทางตอนใต้สุดของญี่ปุ่น มีการค้าขายกับประเทศจีนและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างคึกคัก และระหว่างปี ค.ศ. 1425 ถึง 1570 ได้ส่งเรือไปค้าขายกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 150 ลำ ในจำนวนนี้ 57 ลำ เดินทางไปอยุธยา 20 ลำไปมะละกา (Malacca) 10 ลำไปปัตตานี และ 6 ลำไปชวา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการค้าขายกับอยุธยา สินค้าที่ค้าขายในสมัยนั้น ญี่ปุ่นส่งออกดาบซามูไรญี่ปุ่น พร้อมด้วยเครื่องเคลือบดินเผา และ แพรพรรณคุณภาพดีจากจีนไปขายที่อยุธยา ในงานพิธีสำคัญๆ บุคคลที่เข้าร่วมงานจะแต่งกายในชุดเต็มยศ และนิยมสะพายดาบที่ประดับประดาอย่างสวยงาม และดาบคุณภาพดีก็นำเข้าจากญี่ปุ่น
 
ศตวรรษที่ 17
        ภายใต้การนำโดยโชกุน โทกุกะว่า( Shogun Tokugawa) หลังจากผ่านพ้นช่วงสงครามกลางเมือง แม้ว่าโชกุนสมัยโทกุกะวะ จะดำเนินนโยบายปิดประเทศ แต่การค้าระหว่างญี่ปุ่นกับอยุธยาคงดำเนินไปโดยผ่านพ่อค้าชาวดัชท์ ขณะที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ อยุธยากลับเปิดติดต่อกับโลกกว้างยิ่งขึ้น ในหนังสือ “Discovering Ayutthaya” โดยดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวว่า ในอยุธยายุคนั้น มีชนชาติต่างๆอาศัยอยู่มากกว่า 40 เชื้อชาติ ซึ่งยืนยันโดยทูตฝรั่งเศส ที่เดินทางมาอยุธยาในศตวรรษที่ 17 ชนชาติต่างๆ เหล่านั้นมี ญี่ปุ่น จีน ดัชท์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส และอังกฤษ รวมอยู่ด้วย ตลอดจนชนชาติซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของประเทศไทยในปัจจุบัน ชาวตะวันตกเข้ามาอยุธยาเพื่อทำการค้าหรือไม่ก็เพื่อเผยแพร่คริสตศาสนา มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาทำการค้าขายจำนวนไม่น้อย แต่ก็มีพวกที่หลบหนีการประหัตประหารชาวคริสต์ในญี่ปุ่น ยังมีซามูไรที่สูญเสียหัวหน้า และแสวงหาโอกาสในต่างแดน
 
ตามข้อเขียนของอาจารย์ชาญวิทย์ ชาวญี่ปุ่นในหมู่บ้านญี่ปุ่นเคยมีจำนวนสูงสุดระหว่าง 1,000 ถึง 1,500 คน ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในยุคนั้นคือ “ยามาดะ นางะมะซะ” ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็น “ออกญา เสนาภิมุข” นามนี้เป็นที่รู้จักดีในญี่ปุ่น และมีเรื่องของ ยามาดะ นางะมะซะ ในบทเรียนสำหรับนักเรียนมัธยมต้นในประเทศไทยด้วย
 
เรื่องราวที่น่าสนใจอีกตอนหนึ่งที่ประดับในหน้าประวัติศาสตร์ คือ เรื่องเกี่ยวกับสุภาพสตรี ชื่อ “Mrs. Gimmer” หรือที่เรียกกันว่า “ท้าวทองกีบม้า” บิดามารดาของท้าวทองกีบม้านับถือคริสต์ มารดาเป็นญี่ปุ่น และบิดาสืบเชื้อสายจากทั้งญี่ปุ่นและโปรตุเกส ทั้งคู่หลบหนีการประหัตประหารชาวคริสต์ในญี่ปุ่นมาตั้งรกรากที่อยุธยา และบุตรสาวก็แต่งงานกับชาวกรีก ท้าวทองกีบม้าได้แนะนำขนม “ฝอยทอง” ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งกลายเป็นขนมหวานที่ได้รับความนิยม ขนมหวานชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดที่โปรตุเกส และกลายเป็นขนมหวานที่ได้รับความนิยมมากที่ นางาซากิ เช่นกัน โดยมีชื่อเรียกในญี่ปุ่นว่า “Keiran-soumen” (เคอิรัง โซเมง) จึงเป็นไปได้ว่า เธอได้สูตรทำขนมขณะครอบครัวอยู่ในญี่ปุ่นและนำมาเผยแพร่ในประเทศไทย
 
เรื่องเกี่ยวกับอาหารที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง: สินค้าหลักที่ส่งจากญี่ปุ่นมาอยุธยาในศตวรรษ 17 และ 18 ได้แก่ ทองแดง ซอสถั่วเหลือง สาหร่าย (konbu) และปลาตากแห้ง (katsuobushi) คะเนจากประเภทสินค้าที่นำเข้ามา คาดว่าชาวอยุธยาคงสนใจอาหารญี่ปุ่นไม่น้อย เหล้าขาว “อะวาโมริ” ที่มีชื่อเสียงของโอกินาวา เดิมทีก็นำไปจากอยุธยาในศตวรรษที่ 14 หรือ 15 แม้จนทุกวันนี้ ยังมีการส่งข้าวไทยจากอยุธยาไปโอกินาวาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ ในการผลิตเหล้า อะวาโมริ ความสนใจซึ่งกันและกันเกี่ยวกับอาหารตั้งแต่สมัยโบราณอาจเป็นเหตุผลของความนิยมอาหารไทยในญี่ปุ่น และความนิยมอาหารญี่ปุ่นในไทยในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงเรื่องอาหาร ขอแทรกให้ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นมีโครงการฝึกทำอาหารญี่ปุ่นให้พ่อครัวคนไทย และจัดส่งพ่อครัวเหล่านี้ไปทำงาน ณ บ้านพักเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศต่างๆ ปัจจุบัน มีพ่อครัวคนไทยผู้มีฝีมือเกือบ 30 คน ทำงานเป็นพ่อครัวประจำบ้านพักเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โครงการนี้ริเริ่มในประเทศไทยและยังคงเป็นที่เดียวที่ให้การอบรมเช่นนี้
 
สินค้าที่อยุธยาส่งไปญี่ปุ่นได้แก่ หนังกวาง และหนังฉลาม สินค้าเหล่านี้จะนำไปทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เกราะสำหรับนักรบซามูไร หรือด้ามดาบ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงการค้าที่ขยายครอบคลุมหลากหลายสาขาในศตวรรษที่ 17
 
 ศตวรรษที่ 19
        เมื่อล่วงเข้าศตวรรษที่ 19 ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นต่างต้องเผชิญกับการล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก พลเรือจัตวา แมทธิว ซี. เพอร์รี่ แห่งสหรัฐอเมริกาบังคับญี่ปุ่นให้เปิดประเทศ และยุตินโยบายการอยู่สันโดษ ในปี ค.ศ. 1868 ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ยุคเมจิ (Meiji) และได้เริ่มต้นนโยบายความทันสมัย ขณะที่ประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1868 และทรงริเริ่มปรับปรุงสู่ความเป็นสมัยใหม่ ทั้งสองประเทศเริ่มต้นกระบวนการสู่ความสมัยใหม่ในระยะเวลาเดียวกัน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทั้งสองประเทศดำเนินความพยายามสุดความสามารถในการผดุงเอกราชหลังจากได้ก้าวเข้าสู่การไหลบ่าของกระแสความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความเหมือนของโชคชะตาของสองประเทศ คือ ในปี ค.ศ. 1858 ญี่ปุ่นได้ทำสนธิสัญญาสันติภาพและการค้า กับ Mr. Townsend Harris ผู้เดินทางถึงญี่ปุ่นในฐานะกงสุลใหญ่สหรัฐประจำญี่ปุ่น ก่อนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น Mr. Harris ได้เดินทางมาประเทศไทย และระหว่างอยู่ในประเทศไทย ก็ได้ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1856
 
ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยในฐานะเป็นประเทศที่คงความเป็นเอกราชเพียงไม่กี่ประเทศในเอเชีย ได้เริ่มต้นดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตในช่วงเวลานี้ ผู้นำของไทยบางท่านได้เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อศึกษาสถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยในปี ค.ศ. 1887 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์ วโรปการฯ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงลงพระนามใน ปฏิญญาว่าด้วยพระราชไมตรีและการพาณิชย์ระหว่างประเทศสยามและประเทศญี่ปุ่น ขณะเสด็จเยือนญี่ปุ่นในโอกาสเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางการทูตที่รัฐบาลสมัยเมจิได้ลงนามกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก จากนั้น ได้มีการสถาปนาสถานเอกอัครราชทูตทั้งที่โตเกียว และ กรุงเทพฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ได้เสด็จประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1890 การเสด็จประเทศญี่ปุ่นของพระราชวงศ์ และการเยือนของบุคคลชั้นนำจากประเทศไทยนำไปสู่การส่งที่ปรึกษาญี่ปุ่นมาประเทศไทย มีที่ปรึกษาชาวต่างประเทศหลายท่านที่ช่วยในกระบวนการพัฒนาสู่ความทันสมัย แต่จะขอกล่าวเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นบางท่าน
 
        เรื่องแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนราชินี ครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินีเป็นสุภาพสตรีชาวญี่ปุ่นชื่อ นางสาวยาซุย เท็ตสึ ความเป็นมาของเรื่องนี้สืบเนื่องจากที่โรงเรียนสตรีแห่งแรก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งขึ้น ต้องปิดลงเพราะระบบการศึกษาแบบตะวันตกไม่ค่อยเหมาะกับประเทศไทย ต่อมา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิราวุธฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ถวายรายงานเกี่ยวกับระบบการศึกษาสำหรับสตรีของญี่ปุ่นครั้งเมื่อพระองค์ได้เสด็จฯ ณ ประเทศญี่ปุ่นหลังการเสด็จฯ ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1902 Mr. Inagaki หัวหน้าคณะทูตญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ ได้รับคำขอให้ช่วยส่งที่ปรึกษาด้านการศึกษาสำหรับสตรี รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการญี่ปุ่นจึงได้ทาบทาม นางสาวยาซุย เท็ตสึ ซึ่งกลับจากการไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลาสามปี และกำลังเป็นครูสอนที่โรงเรียน แรกทีเดียวนางสาวยาซุย เท็ตสึ ลังเล แต่ต่อมาก็ตกลงและเดินทางมาประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ. 1904 และกลายเป็นครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนราชินีเป็นเวลา 3 ปี เมื่อคุณครูยาซุย ได้เดินทางกลับญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ก็ได้ตั้งสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่ Tokyo Women’s Christian University การอุทิศตนเพื่อการศึกษาของสตรียังเป็นที่จดจำของโรงเรียนจนทุกวันนี้ เมื่อผมไปเยี่ยมโรงเรียนราชินีในปีที่ผ่านมา ได้พบว่ายังมีภาพของคุณครูยาซุย และสายตาที่มองดูนักเรียนจากในภาพก็เปี่ยมด้วยความเอาใจใส่และอ่อนโยน
 
ดร.มะซะโอะ โทกิชิ (Dr. Masao Tokichi) คือที่ปรึกษาอีกท่านหนึ่งที่มาจากประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1897 ในเวลานั้น ประเทศไทยกำลังพยายามก่อตั้งระบบกฎหมายสมัยใหม่เพื่อให้รับกับเงื่อนไขในการเจรจาทบทวนสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาค ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้เริ่มการเจรจากับประเทศตะวันตกเพื่อฟื้นสิทธิด้านภาษี ดร.มะซะโอะ เดินทางมาประเทศไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือการดำเนินความพยายามของรัฐบาลไทยด้วยประสบการณ์ของญี่ปุ่น ท่านช่วยร่างกฏหมายอาญาและจัดทำกฏหมายพาณิชย์ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทูต แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ท่านเสียชีวิตลงที่กรุงเทพฯ ระหว่างได้รับมอบหมายหน้าที่
 
เรื่องราวความสัมพันธ์ในศตวรรษที่ 19 เรื่องสุดท้าย เกี่ยวกับ ‘วัด Nittaiji‘ หรือ “วัดญี่ปุ่น-ไทย” สร้างขึ้นที่ นาโกย่าในปลายศตวรรษ ในปี ค.ศ. 1898 นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้พบหม้อดินบรรจุอัฐิมนุษย์ในภาคเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งภายหลังมีการยืนยันจากการถอดข้อความโบราณจารึกบนหม้อว่าเป็นอัฐิ หรือพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รัฐบาลอังกฤษได้ทูลเกล้าถวายพระบรมสารีริกธาตุที่ทรงคุณค่ายิ่งนี้แด่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และประดิษฐานไว้ ณ วัดสระเกศ เมื่อประเทศญี่ปุ่นได้ขอมีส่วนร่วมบูชาพระธาตุ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงทรงมอบพระบรมสารีริกธาตุเป็นของขวัญแก่ชาวญี่ปุ่นทั้งมวลไม่ว่าจะสังกัดนิกายใด ผู้นำทางพุทธศาสนาทุกนิกายของญี่ปุ่นได้หารือและเห็นชอบในการให้ความร่วมมือจัดสร้างวัดแห่งใหม่เพื่อรับของขวัญชิ้นนี้ โดยไม่ขึ้นสังกัดสำนักใดสำนักหนึ่ง สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปทอง และพระราชทานทุนทรัพย์บางส่วนสำหรับใช้ในการสร้างวัด Nittaiji ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1904 เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่นใน ปี ค.ศ. 1963 ได้เสด็จฯ ณ วัด Nittaiji ด้วย พระอุโบสถหลังใหม่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปทองสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1984 ภายในวัดได้จัดแสดงพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 หน้าพระอุโบสถประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1987 วัด Nittaiji จึงเป็นสัญญลักษณ์แห่งสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย
 
ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องถึงศตวรรษที่ 20 ท่ามกลางการก้าวสู่ความทันสมัย และการติดต่อสัมพันธ์กับประชาคมโลก ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้ขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้น ใน ปีค.ศ. 1952 ได้มีการฟื้นฟูสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศภายหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
 
ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ในปัจจุบัน
 
ดังที่ได้กล่าวในตอนต้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน มีความใกล้ชิดและดำเนินไปอย่างดียิ่งในแทบทุกสาขา
 
ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชวงศ์
        พระราชไมตรีอันใกล้ชิดระหว่างพระราชวงศ์ไทยและพระราชวงศ์ญี่ปุ่นได้เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 19 และได้มีการเจริญพระราชไมตรีอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นมาจนทุกวันนี้
 
สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย 3 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร และในปี ค.ศ. 1991 ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยเป็นประเทศแรกในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิ ต่อมาในปี ค.ศ. 2006 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงร่วมงานพระราชพิธีฉลองสิริราชย์สมบัติ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1963 สื่อของญี่ปุ่นรายงานว่าแม้เป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่นครั้งแรก แต่พระองค์ทรงคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น และเสวยอาหารญี่ปุ่นสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนหลากหลาย รวมถึงการเสด็จเป็นทางการและไม่เป็นทางการของพระราชวงศ์ การแลกเปลี่ยนและการเยี่ยมเยือนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความรู้สึกที่ดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
 
การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน เป็นเวลานานกว่าหนึ่งร้อยปีแล้วนับตั้งแต่ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ทรงส่งนักศึกษาไทยชุดแรกประกอบด้วย นักศึกษาชาย 4 คน และนักศึกษาหญิง 4 คน ไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 1902 ปัจจุบันมีศึกษาไทยมากกว่า 2,000 คน กำลังศึกษาในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย นักเรียนเก่าญี่ปุ่นก็มีบทบาทและประสบความสำเร็จในสาขาต่างๆ ในปี ค.ศ. 1951 ได้ก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นในประเทศไทย เป็นสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นแห่งแรกในเอเชีย และอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นักเรียนเก่าญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
 
การแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนของบุคคลสำคัญ
พระราชวงศ์
  • วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2543 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมพระราชพิธีศพสมเด็จพระราชชนนีในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่น และทรงเป็นพระราชอาคันตุกะพระองค์เดียวจากต่างประเทศที่ทรงได้เข้าร่วมงานพิธี
  • ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2544 เจ้าชายอากิชิโนและเจ้าหญิงคิโกะ เสด็จมาประเทศไทยเพื่อทรงรับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อทรงรับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยกักคุชูอิน และในเดือนตุลาคม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นด้วย
 
ระดับผู้นำประเทศ
  • นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม พ.ศ.2542
  • นายเคอิโซ โอบุชิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสการมาเยือนประเทศอาเซียน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี โอบุชิ ยังได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2543
  • นายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย และดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมงานศพอดีตนายกรัฐมนตรี เคอิโซ โอบุชิ ในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน และยังเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งก่อนการประชุมสุดยอด Kyusu-Okinawa Summit ในฐานะเจ้าภาพการประชุม UCTAD X และประธาน ASEAN การเยี่ยมเยือนกันและกันของผู้นำของสองประเทศดังกล่าวนี้ ได้กระชับสัมพันธภาพไทย-ญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
  • พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2544 ในโอกาสนี้ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิ จากนั้นได้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี จุนอิชิโร โคะอิซุมิ และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่นายกรัฐมนตรี จุนอิชิโร โคะอิซุมิ เป็นเจ้าภาพ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวสุนทรพรจน์ในงานสัมมนาว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย และยังได้เดินทางเยือนจังหวัดโออิตะเพื่อเยี่ยมชมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นด้วย
 
การเยี่ยมเยือนกันและกันของผู้นำระดับสูง ได้กระชับสัมพันธภาพไทย-ญี่ปุ่น ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นตลอดมา ในด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ก็มีการขยายตัวของการลงทุนของญี่ปุ่น ในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทย มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าแก่ประเทศไทย โดยมากจึงได้ยุติลง อย่างไรก็ดีประเทศไทย ยังคงเป็นประเทศ ผู้รับสำคัญที่สุดรายหนึ่ง ของความช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาทางการ (โอดีเอ) (Official Development Assistance - ODA) ของรัฐบาลญี่ปุ่น ในด้านความช่วยเหลือทางเทคนิค และความช่วยเหลือ เกี่ยวกับเงินกู้เงินเยน
 
        โดยรวมแล้ว คนไทยมีความรู้สึกที่ดีกับญี่ปุ่นจากการสำรวจความคิดเห็นในกลุ่มประเทศอาเซียน 5 ประเทศ ("ASEAN Study V") ที่จัดทำในเดือนเมษายน พ.ศ.2540 โดยกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ปรากฎว่า คนไทยร้อยละ 98 เห็นว่าญี่ปุ่นคือมิตรประเทศ ความเห็นเช่นนี้ ส่งให้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่หนึ่งของประเทศ ที่มีทัศนะที่ดีต่อญี่ปุ่น นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2540 ประเทศญี่ปุ่นให้การสนับสนุนประเทศไทย ทั้งในระดับรัฐบาลและภาคธุรกิจ และก็ประจักษ์ชัดว่าคนไทยชื่นชมการสนับสนุนของญี่ปุ่น
 
ที่ผ่านมา แทบจะไม่มีคนญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางมาประเทศไทยเข้าไปพัวพันในคดีอาชญากรรมใด ๆ แต่เมื่อจำนวนคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น คดีความที่มีชาวญี่ปุ่นเป็นผู้เสียหายรวมถึงคดีมโนสาเร่ เช่น การถูกลักขโมย การถูกฉ้อโกง เป็นต้น ก็เพิ่ม ประมาณงานของแผนกกงสุล สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในการดูแลคนญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาในประเทศไทย เช่น อุบัติเหตุ การตาย และเจ็บป่วยก็มีมากขึ้น
 
ความสัมพันธ์ทางการเมือง
         ในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของเอเชีย-แปซิฟิก ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยดำเนินบทบาทสำคัญในฐานะเป็นพันธมิตรของสหรัฐ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น ทั้งสองประเทศได้เสริมสร้างและขยายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ความร่วมมือว่าด้วยการเจรจาสันติภาพกัมพูชา ในการประชุมเรื่องกัมพูชาจัดขึ้นที่โตเกียวเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1990 รัฐบาลญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทยได้ทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุการตกลงระหว่างเขมร 4 ฝ่าย เป็นความช่วยเหลือที่ประสบผลสำเร็จจากความพยายามร่วมกัน อีกตัวอย่างของความร่วมมือด้านการเมืองและการทหารที่เด่นชัดได้แก่ การส่งกองกำลังนานาชาติไปติมอร์ตะวันออกในปี ค.ศ. 1999 รัฐบาลไทยได้ส่งกองกำลังเข้าร่วมกับ กองกำลังนานาชาติในติมอร์ตะวันออก (International Force for East Timor – INTERFET) และรัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรงบจำนวน 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของ INTERFET ต่อมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองมากกว่า 2,300 นายไปปฎิบัติการช่วยเหลือร่วมกับคณะปฎิบัติงานของสหประชาชาติในติมอร์ตะวันออก (United Nations Missions in East Timor)
 
ในระยะไม่กี่ปีมานี้ กองทัพอากาศของไทยและกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นได้พัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในการสนับสนุนสันติภาพระหว่างประเทศด้วยความเข้มแข็ง ตัวอย่าง เช่น ในการช่วยเหลือฟื้นฟูอัฟกานิสถาน กองทัพอากาศไทยได้ส่งหน่วยช่างไปไปอัฟกานิสถานในปี ค.ศ. 2003 และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนด้านการขนส่ง ในการขานรับปัญหาพิบัติภัยจากสึนามิในปี ค.ศ. 2003 กองกำลังป้องกันตนเองได้ช่วยในปฎิบัติการบรรเทาทุกข์ รวมถึงการค้นหา และช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ป้องกันการระบาดของโรค และขนส่งอุปกรณ์บรรเทาทุกข์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 กองกำลังป้องกันตนเองได้เข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของการฝึก คอบร้าโกลด์ ที่มุ่งหมายเพื่อประกันสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค การแลกเปลี่ยนบุคลากรที่ดำเนินมายาวนานได้เสริมสัมพันธไมตรีอันดีให้ยิ่งเข้มแข็ง มีข้าราชการทหารไทยมากกว่า 200 นาย ได้ไปศึกษาที่สถาบันป้องกันตนแห่งชาติ (National Defense Academy) ประเทศญี่ปุ่น และมีเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก (Army Command and General Staff College) ประเทศไทย
 

ที่มา สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย 

 

 

 

รายการ มูลค่า : ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.) 2556 2557 2558 2558(ม.ค.-ธ.ค.) 2559(ม.ค.-ธ.ค.)
ไทย - โลก
มูลค่าการค้า 478,911.68 455,271.89 417,005.39 417,005.39 409,994.16 0.14 -4.94 -8.41 -8.41 -1.68 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
การส่งออก 228,504.89 227,523.51 214,352.40 214,352.40 215,326.62 -0.26 -0.43 -5.79 -5.79 0.45 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
การนำเข้า 250,406.80 227,748.38 202,652.99 202,652.99 194,667.54 0.52 -9.05 -11.02 -11.02 -3.94 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00
ดุลการค้า -21,901.91 -224.88 11,699.41 11,699.41 20,659.09
ไทย - ญี่ปุ่น
มูลค่าการค้า 63,318.26 57,247.38 51,295.64 51,295.64 51,240.89 -12.31 -9.59 -10.40 -10.40 -0.11 13.22 12.57 12.30 12.30 12.50
การส่งออก 22,235.26 21,740.77 20,059.77 20,059.77 20,563.05 -5.24 -2.22 -7.73 -7.73 2.51 9.73 9.56 9.36 9.36 9.55
การนำเข้า 41,083.00 35,506.61 31,235.86 31,235.86 30,677.84 -15.71 -13.57 -12.03 -12.03 -1.79 16.41 15.59 15.41 15.41 15.76
ดุลการค้า -18,847.74 -13,765.84 -11,176.09 -11,176.09 -10,114.79

 ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 8,981.6 7,590.6 6,242.3 6,242.3 5,884.4 -23.68 -15.49 -17.76 -17.76 -5.73 21.86 21.38 19.98 19.98 19.18
2 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 5,679.9 5,205.4 4,338.4 4,338.4 3,931.4 -9.01 -8.35 -16.66 -16.66 -9.38 13.83 14.66 13.89 13.89 12.82
3 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ 6,038.7 3,827.2 3,496.0 3,496.0 3,694.2 -10.48 -36.62 -8.65 -8.65 5.67 14.70 10.78 11.19 11.19 12.04
4 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 3,936.7 3,599.4 3,109.7 3,109.7 3,274.8 -19.15 -8.57 -13.60 -13.60 5.31 9.58 10.14 9.96 9.96 10.67
5 เคมีภัณฑ์ 2,583.9 2,363.4 2,050.1 2,050.1 2,078.4 -4.94 -8.53 -13.26 -13.26 1.38 6.29 6.66 6.56 6.56 6.77
6 แผงวงจรไฟฟ้า 1,546.7 1,746.7 1,380.0 1,380.0 1,405.2 -11.66 12.93 -20.99 -20.99 1.83 3.76 4.92 4.42 4.42 4.58
7 สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 1,353.8 1,299.8 1,270.7 1,270.7 1,190.6 2.77 -3.99 -2.24 -2.24 -6.31 3.30 3.66 4.07 4.07 3.88
8 เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การ 1,438.5 1,244.6 1,153.0 1,153.0 1,164.6 -19.51 -13.48 -7.36 -7.36 1.01 3.50 3.51 3.69 3.69 3.80
9 ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก 992.0 949.3 938.6 938.6 975.1 -18.20 -4.30 -1.13 -1.13 3.89 2.41 2.67 3.00 3.00 3.18
10 ผลิตภัณฑ์โลหะ 1,324.9 1,328.0 977.6 977.6 788.0 -7.15 0.23 -26.38 -26.38 -19.39 3.23 3.74 3.13 3.13 2.57
รวม 10 รายการ 33,876.7 29,154.5 24,956.5 24,956.5 24,386.8 -14.97 -13.94 -14.40 -14.40 -2.28 82.46 82.11 79.90 79.90 79.49
อื่นๆ 7,206.3 6,352.1 6,279.4 6,279.4 6,291.0 -19.02 -11.85 -1.15 -1.15 0.19 17.54 17.89 20.10 20.10 20.51
รวมทั้งสิ้น 41,083.0 35,506.6 31,235.9 31,235.9 30,677.8 -15.71 -13.57 -12.03 -12.03 -1.79 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00

 

 

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

 

 

อันดับที่ ชื่อสินค้า มูลค่า : ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว (%) สัดส่วน (%)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2559
 (ม.ค.-ธ.ค.)
2556 2557 2558 2558
 (ม.ค.
2559
 (ม.ค.
1 รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 1,342.1 1,313.4 1,290.7 1,290.7 1,296.7 -19.01 -2.14 -1.72 -1.72 0.46 6.04 6.04 6.43 6.43 6.31
2 ไก่แปรรูป 1,004.1 860.3 982.4 982.4 1,106.1 -5.54 -14.32 14.20 14.20 12.59 4.52 3.96 4.90 4.90 5.38
3 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง 754.2 708.3 745.4 745.4 824.2 2.40 -6.09 5.24 5.24 10.57 3.39 3.26 3.72 3.72 4.01
4 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 816.9 960.8 819.7 819.7 807.8 -21.06 17.62 -14.68 -14.68 -1.45 3.67 4.42 4.09 4.09 3.93
5 เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ 623.3 562.5 551.0 551.0 720.2 8.57 -9.76 -2.04 -2.04 30.70 2.80 2.59 2.75 2.75 3.50
6 ผลิตภัณฑ์พลาสติก 651.6 661.9 624.8 624.8 693.1 -3.95 1.58 -5.61 -5.61 10.94 2.93 3.04 3.11 3.11 3.37
7 อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 775.7 658.1 595.6 595.6 637.6 -9.66 -15.16 -9.49 -9.49 7.06 3.49 3.03 2.97 2.97 3.10
8 เม็ดพลาสติก 753.3 931.9 595.7 595.7 595.4 -8.74 23.70 -36.07 -36.07 -0.06 3.39 4.29 2.97 2.97 2.90
9 แผงวงจรไฟฟ้า 499.0 520.4 576.1 576.1 573.0 -12.30 4.28 10.72 10.72 -0.54 2.24 2.39 2.87 2.87 2.79
10 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 592.9 487.3 469.4 469.4 545.2 13.56 -17.81 -3.66 -3.66 16.15 2.67 2.24 2.34 2.34 2.65
รวม 10 รายการ 7,813.0 7,664.6 7,250.9 7,250.9 7,799.3 -8.29 -1.90 -5.40 -5.40 7.56 35.14 35.25 36.15 36.15 37.93
อื่นๆ 14,422.3 14,076.1 12,808.9 12,808.9 12,763.8 -3.51 -2.40 -9.00 -9.00 -0.35 64.86 64.75 63.85 63.85 62.07
รวมทั้งสิ้น 22,235.3 21,740.8 20,059.8 20,059.8 20,563.1 -5.24 -2.22 -7.73 -7.73 2.51 100.00 100.00 100.00 100.00 100.00

 

 

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

 

 

เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย    

ฯพณฯ นาย ชิโร ซะโดะชิมะ 

 

ที่ตั้งสถานเอกอัครราชทูต


177 Witthayu Road,
Lumphini, Pathum Wan Bangkok 10330

Tel: 0-2696-3000, 0-2207-8500

Fax: 0-2207-8510

Website: http://www.th.emb-japan.go.jp/

Website: แผนกกงสุล 

 

  1. กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ (www.mfa.go.th)
  2. สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย กระทรวงพาณิชย์ (www.moc.go.th)
  3. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (www.bot.or.th)
  4. The World Factbook, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  5. World Leaders, Central Intellegence Agency (CIA) จาก www.cia.gov
  6. www.wikipedia.org
  7. http://www.eastasiawatch.in.th

 

 

JoomSpirit