W

 

  • waiver of immunities

    การสละความคุ้มกัน

    (ทางการทูตและกงสุล)

     
  • Waiver of Immunity

    การสละความคุ้มกันทางการทูต

    ในเรื่องนี้บางประเทศออกกฎไว้ว่า ความคุ้มกันจากอำนาจทั้งทางแพ่งหรืออาญาของผู้แทนทางการทูตที่ประจำอยู่ในประเทศผู้รับ ตามที่กฎหมายระหว่างประเทศได้มอบให้ รวมทั้งคณะเจ้าหน้าที่ทางการทูตและบุคคลในครอบครัวของเขานั้น ย่อมสละมิได้ นอกจากจะได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของผู้นั้น เหตุผลของการออกกฎข้อนี้เป็นเพราะเขาถือว่า ความคุ้มกันนั้นมิได้เกี่ยวกับตัวเจ้าหน้าที่โดยตรงหากแต่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ของเขามากกว่าเรื่องการสละความคุ้มกันข้างต้น อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตได้บัญญัติไว้ในมาตรา 32 ว่า

         "1. ความคุ้มกันจากอำนาจศาลของตัวแทนทางการทูตและของบุคคลที่อุปโภคความคุ้มกันภายใต้ขอ้ 37 อาจสละได้โดรัฐผู้ส่ง

         2. การสละต้องเป็นที่ชัดแจ้งเสมอ

         3. การริเริ่มคดีโดยตัวแทนทางการทูต หรือโดยบุคคลที่อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลภายใต้ข้อ 37 จะกันตัวแทนทางการทูตหรือบุคคลนั้นจากการอ้างความคุ้มกันของอำนาจศาล ในส่วนที่เกี่ยวกับการฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียกร้องสิทธิสำคัญนั้น

         4. การสละความคุ้มกันจากอำนาจศาลในส่วนที่เกี่ยวกับคดีแพ่งหรือคดีปกครอง ไม่ให้ถือว่ามีนัยเป็นการสละความคุ้มกันในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษา ซึ่งจำเป็นต้องมีการสละต่างหากอีก"

     
  • War Crimes

    อาชญากรรมสงคราม

    ตามกฎบัตรต่อท้ายความตกลงว่าด้วยการพิจารณาลงโทษอาชญากรสงครามที่สำคัญ ๆ ของฝ่ายอักษะยุโรป (European Axis) การกระทำต่อไปนี้ถือว่าเป็นอาชญากรรมสงครามคือ การละเมิดกฎหมายหรือประเพณีของการสงคราม เช่น การฆ่า การปฏิบัติอันโหดร้าย หรือการขับคนไปทำงานเยี่ยงทาส หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด ซึ่งกระทำต่อราษฎรพลเรือนของดินแดนที่ถูกยึดครอง การฆ่าหรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อเชลยศึกหรือบุคคลในท้องทะเล การฆ่าตัวประกัน การปล้นสะดมทรัพย์สินสาธารณะหรือส่วนบุคคล การทำลายล้างตัวเมืองหรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่จำเป็นในแง่การทหาร

     
  • watershed

    สันปันน้ำ

    แนวสันเขาซึ่งโดยปกติเป็นส่วนที่สูงที่สุดของภูเขาที่แบ่งน้ำให้ตกออกสองข้างของภูเขานั้น ๆ เป็นลักษณะทางธรรมชาติซึ่งรัฐที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณานำมาใช้เป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศได้ เช่น สันปันน้ำของเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า

     
  • weapons of mass destruction

    อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

    เป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายมวลชน สัตว์ พืชและสิ่งของ โดยไม่อาจจำกัดหรือควบคุมเป้าหมายและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้แน่ชัด ประกอบด้วยอาวุธเคมี อาวุธชีวะ และอาวุธนิวเคลียร์

     
  • WEF (World Economic Forum)

    การประชุม "เวทีเศรษฐกิจโลก"

    นาย Klaus Schwab ได้ริเริ่มให้มีการประชุมครั้งแรกขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งในปี พ.ศ. 2514 นาย Schwab ได้จัดตั้งเป็น European Management Forum ในลักษณะขององค์กรที่ไม่หวังผลกำไร และเปิดให้นักธุรกิจชั้นนำ รวมทั้งนักการเมืองระดับสูงเป็นสมาชิก ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น World Economic Forum และเปิดรับสมาชิกจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มีสำนักงานตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กิจกรรมสำคัญประจำปี ได้แก่ การประชุมประจำปีที่เมืองดาวอส (มกราคม หรือ กุมภาพันธ์) การจัดพิมพ์ World Competitiveness Report และการจัดประชุมเพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในประเทศต่าง ๆ

     
  • wetlands

    พื้นที่ชุ่มน้ำ

    หมายถึง พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม มีน้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยอาจเป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายทะเล และพื้นที่ของทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุดมีความลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร ซึ่งภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ประเทศต่าง ๆ สามารถที่จะกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ เช่น ประเทศไทยได้ประกาศให้บริเวณเขตพรุควนขี้เสียน และบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ นอกจากนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำบางแห่งอาจอยู่ตามพรมแดนระหว่างประเทศด้วย

     
  • WEU (Western European Union)

    องค์การความร่วมมือทางด้านการทหารของประเทศในทวีปยุโรป

    ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ คือ เบลเยี่ยม เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน ฝรั่งเศส กรีซ ลักเซมเบิร์ก โปรตุเกส และสหราชอาณาจักร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2501

     
  • WFC (World Food Council)

    สภาอาหารโลก
     
     
  • WFP (World Food Programme)

    โครงการอาหารโลก
     
     
  • WGIC (Working Group on Industrial Cooperation)

    คณะทำงานด้านความร่วมมือทางอุตสาหกรรมของอาเซียน
     
     
  • WGIPC (Working Group on Intellectual Property Cooperation)

    คณะทำงานด้านความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาของอาเซียน
     
     
  • white tie

    ชุดราตรีสโมสร

    เสื้อสูทหางยาวสีดำ กางเกงสีดำมีผ้าผูกคอหูกระต่าย (bow-tie) สีขาว เสื้อเชิ้ตสีขาว แถบดิ้นไหมสีดำ ใช้ในโอกาสงานกลางคืนที่จัดอย่างเป็นทางการ (งานราตรีสโมสร - formal evening entertainments) เช่น งานพระราชทานเลี้ยงกระยาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดี ซึ่งมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ งานแสดงอุปรากร งานเต้นรำ

     
  • white tie with sash and decoration

    ชุดราตรีสโมสร ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
     
     
  • white uniform

    เครื่องแบบปกติขาว
     
     
  • white uniform girded with sword

    ชุดเครื่องแบบปกติขาวคาดกระบี่
     
     
  • WHO (World Health Organization)

    องค์การอนามัยโลก
     
     
  • WIPO (World Intellectual Property Organization)

    องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก
     
     
  • Wives of Diplomats

    ภรรยาของนักการทูต

    ในประเทศที่มีกษัตริย์ และเอกอัครราชทูตจัดถวายพระราชสาส์นตราตั้งต่อกษัตริย์หรือราชินีในฐานะประมุขของรัฐนั้น มักจะให้ภรรยาเข้าเฝ้าด้วยต่างหาก แต่การเข้าเฝ้านั้นจะมีพิธีรีตองน้อยกว่าของเอกอัครราชทูต

    ในอดีตกาล ภรรยาของเอกอัครราชทูตมักจะไม่ได้รับการพิจารณารับรองและยกย่องเหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาทิเช่น ที่กรุงเวนิส ตามกฎหมายปี ค.ศ. 1268 ไม่อนุญาตให้ภรรยาของเอกอัครราชทูตติดตามไปด้วย ไม่ว่าจะไปประจำแห่งไหน เพราะเกรงว่าภรรยาอาจจะปากโป้งเกี่ยวกับการงานของสามี แต่กฎหมายได้กำหนดให้เอกอัครราชทูตนำพ่อครัวของตนเองติดตามไปด้วย เพื่อกันมิให้เอกอัครราชทูตต้องถูกวางยาพิษในอาหารที่รับประทาน กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ทุกวันนี้ภรรยาของเอกอัครราชทูตได้อุปโภคเอกสิทธิ เกียรติ ลำดับอาวุโส และความคุ้มกันต่าง ๆ เหมือนกับสามี ถึงแม้ในบางกรณีเอกอัครราชทูตกับภรรยาอาจแยกกันอยู่ก็ตาม ภรรยาของเอกอัครราชทูตที่เพิ่งยื่นสารตราตั้ง มักจะหาโอกาสไปเยี่ยมคารวะภรรยาของเอกอัครราชทูตอื่น ๆ ด้วย แม้ว่าในทุกวันนี้ธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวอาจจะไม่เคร่งครัดเหมือนกับสมัยก่อน อนึ่ง ในบางประเทศได้มีระเบียบข้อบังคับ ห้ามมิให้ผู้แทนทางการทูตและทางการกงสุลที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ แต่งงานกับคนต่างชาติโดยมิได้รับอนุมัติจากรัฐบาลของตนก่อน

     
  • WMO (World Meteorological Organization)

    องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก
     
     
  • Work of the United Nations for the Independence of Colonial Peoples

    งานขององค์การสหประชาชาติ ในการช่วยให้ชาติอาณานิคมทั้งหลายได้รับความเป็นเอกราช

    นับตั้งแต่เริ่มตั้งองค์การสหประชาชาติเมื่อปี ค.ศ.1945 เป็นต้นมา มีชนชาติของดินแดนที่ยังมิได้ปกครองตนเอง รวมทั้งดินแดนในภาวะทรัสตีตามส่วนต่าง ๆ ของโลก ได้รับความเป็นเอกราชไปแล้วไม่น้อยกว่า 170 ล้านคน ดินแดนที่แต่ก่อนยังไม่มีฐานะปกครองตนเองราว 50 แห่งได้กลายฐานะเป็นรัฐเอกราช มีอธิปไตยไปแล้ว ขณะนี้ยังเหลือดินแดนที่ยังมิได้ปกครองตนเองอีกไม่มาก กำลังจะได้รับฐานะเป็นประเทศเอกราชต่อไปแม้ว่าปัจจัยสำคัญที่สุดซึ่งทำให้เกิดวิวัฒนาการอันมีความสำคคัญทางประวัติศาสตร์ จะได้แก่ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของประชาชนในดินแดนเมืองขึ้นทั้งหลาย แต่องค์การสหประชาชาติก็ได้แสดงบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนชนชาติที่ยังมิได้เป็นเอกราช และชาติที่ยังปกครองดินแดนเหล่านั้นอยู่ ให้รีบเร่งที่จะให้ชาชาติในดินแดนเหล่านั้นได้รับฐานะเป็นเอกราชโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    การที่องค์การสหประชาชาติมีบทบาทหน้าที่ดังกล่าวเพราะถือตามหลักแห่งความเชื่อศรัทธาที่ว่า มนุษย์ไม่ว่าชายหรือหญิง และชาติทั้งหลายไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน และได้ยืนยันความตั้งใจอันแน่วแน่ของประเทศสมาชิกที่จะใช้กลไกระหว่างประเทศ ส่งเสริมให้ชนชาติทั้งหลายในโลกได้ประสบความก้าวหน้าทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม

    นอกจากนั้น เพื่อเร่งรัดให้ชนชาติที่ยังอยูใต้การปกครองแบบอาณานิคมได้ก้าวหน้าไปสู่เอกราช สมัชชาของสหประชาชาติ (General Assembly of the United Nations) ก็ได้ออกปฏิญญา (Declaration) เกี่ยวกับการให้ความเป็นเอกราชแก่ประเทศและชนชาติอาณานิคม เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1960 ซึ่งในปฏิญญานั้น ได้ประกาศยืนยันความจำเป็นที่จะให้ลัทธิอาณานิคมไม่ว่าในรูปใด สิ้นสุดลงโดยเร็วและปราศจากเงื่อนไขใด ๆ

    สมัชชายังได้ประกาศด้วยว่า การที่บังคับชนชาติอื่นให้ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครอง แล้วเรียกร้องประโยชน์จากชนชาติเหล่านั้น ถือว่าเป็นการปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐาน เป็นการขัดกับกฎบัตรของสหประชาชาติ เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมสันติภาพและความร่วมมือของโลก สมัชชาสหประชาชาติยังได้ประกาศต่อไปว่า จะต้องมีการดำเนินการโดยด่วนที่สุด โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อสงวนใด ๆ ตามเจตนารมณ์ซึ่งแสดงออกอย่างเสรี โดยไม่จำกัดความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ หลักความเชื่อถือ หรือสีผิว เพื่อให้ดินแดนทั้งหลายที่ยังไม่ได้มีการปกครองของตนเองเหล่านั้นได้รับความเป็นเอกราชและอิสรภาพโดยสมบูรณ์

    ในปี ค.ศ. 1961 สมัชชาสหประชาชาติก็ได้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อตรวจดูและให้มีการปฏิบัติให้เป็นตามคำปฏิญญาของสหประชาชาติ และถึงสิ้นปี ค.ศ. 1962 คณะกรรมการดังกล่าวได้ประชุมกันหลายต่อหลายครั้งทั้งในและนอกสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ แล้วรวบรวมเรื่องราวหลักฐานจากบรรดาตัวแทนของพรรคการเมืองทั้งหลาย จากดินแดนที่ยังไม่ได้รับการปกครองตนเอง แล้วคณะกรรมการได้ตั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยมุ่งจะเร่งรัดให้การปกครองอาณานิคมสิ้นสุดลงโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

     
  • Work of the United Nations on Human Rights

    งานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

    งานสำคัญชิ้นหนึ่งของสหประชาชาติคือ วควมมปรารถนาที่จะให้ประเทศทั้งหลายต่างเคารพและให้ความคุ้มครองแก่สิทธิมนุษยชนตลอดทั่วโลก ดังมาตรา 1 ในกฎบัตรของสหประชาติได้บัญญัติไว้ว่า

         "1. เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และมีเจตนามุ่งมั่นต่อจุดหมายปลายทางนี้ จะได้ดำเนินมาตรการร่วมกันให้บังเกิดผลจริงจัง เพื่อการป้องกันและขจัดปัดเป่าการคุกคามต่อสันติภาพ รวมทังเพื่อปราบปรามการรุกรานหรือการล่วงละเมิดอื่น ๆ ต่อสันติภาพ ตลอดจนนำมาโดยสันติวิธี และสอดคล้องกับหลักแห่งความยุติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งการปรับปรุงหรือระงับกรณีพิพาทหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่การล่วงละเมิดสันติภาพได้

         2. เพื่อพัฒนาสัมพันธไมตรีระหว่างประชาชาติทั้งปวงโดยยึดการเคารพต่อหลักการแห่งสิทธิเท่าเทียมกัน และการกำหนดเจตจำนงของตนเองแห่งประชาชนทั้งปวงเป็นมูลฐานและจะได้ดำเนินมาตรการอันเหมาะสมอย่างอื่น เพื่อเป็นกำลังแก่สันติภาพสากล

         3. เพื่อทำการร่วมมือระหว่างประเทศ ในอันที่จะแก้ปัญหาระหว่างประเทศในทางเศรษฐกิจ การสังคม วัฒนธรรม และมนุษยธรรม รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนการเคารพสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพ อันเป็นหลักมูลฐานสำหรับทุก ๆ คนโดยปราศจากความแตกต่างด้านเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา

         4. เพื่อเป็นศูนย์กลางและประสานการดำเนินงานของประชาชาติทั้งปวงในอันที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางเหล่านี้ร่วมกันด้วยความกลมกลืน"

    ดังนั้น เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 สมัชชาแห่งสหประชาชาติจึงได้ลงข้อมติรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชุมชนระหว่างประเทศ ที่ได้ยอมรับผิดชอบที่จะให้ความคุ้มครอง และเคารพปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วยข้อความรวม 30 มาตรา กล่าวถึง

            1. สิทธิของพลเมืองทุกคนที่จะมีเสรีภาพ และความเสมอภาค รวมทั้งสิทธิทางการเมือง

            2. สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

    มาตรา 1 และ 2 เป็นมาตราที่กล่าวถึงหลักทั่วไป เช่น มนุษย์ปุถุชนทั้งหลายต่างเกิดมาพร้อมกับ อิสรภาพ และทรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและสิทธิเท่าเทียมกัน ดังนั้น ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพตามที่ระบุในปฏิญญาสากล โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างใด ๆ เชื้อชาติ เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรืออื่น ๆ ต้นกำเนิดแห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สินหรือสถานภาพอื่น ๆ

    ส่วนสิทธิของพลเมืองและสิทธิทางการเมืองนั้น ได้รับการรับรองอยู่ในมาตรา 3 ถึง 21 ของปฏิญญาสากล เช่น รับรองว่าทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ มีเสรีภาพและความมั่นคงปลอดภัย มีอิสรภาพจากความเป็นทาสหรือตกเป็นทาสรับใช้ มีเสรีภาพจากการถูกทรมาน หรือการถูกลงโทษอย่างโหดร้าย สิทธิที่จะได้รับการรับรองเป็นบุคคลภายใต้กฎหมาย ได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย มีเสรีภาพจากการถูกจับกุม กักขัง หรือถูกเนรเทศโดยพลการ มีสิทธิที่จะเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้ สิทธิที่จะมีสัญชาติ รวมทั้งสิทธิที่จะแต่งงานและมีครอบครัว เป็นต้น

    ส่วนมาตรา 22 ถึง 27 กล่าวถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางวัฒนธรรม เช่น มีสิทธิที่จะอยู่ภายใต้การประกันสังคม สิทธิที่จะทำงาน สิทธิที่จะพักผ่อนและมีเวลาว่าง สิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพสูงพอที่จะให้มีสุขภาพอนามัย และความเป็นอยู่ที่ดี สิทธิที่จะได้รับการศึกษาและมีส่วนร่วมในชีวิตความเป็นอยู่ตามวัฒนธรรมของชุมชน

    มาตรา 28 ถึง 30 กล่าวถึงการรับรองว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะมีขีวิตอยู่ท่ามกลางความสงบเรียบร้อยของสังคมและระหว่างประเทศ และขณะเดียวกันได้เน้นว่า ทุกคนต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อชุมชนด้วยสมัชชาสหประชาชาติได้ประกาศให้ถือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นมาตรฐานร่วมกันที่ทุกประชาชาติจะต้องปฏิบัติตามให้ได้ และเรียกร้องให้รัฐสมาชิกของสหประชาชาติช่วยกันส่งเสริมรับรองเคารพสิทธิและเสรีภาพตามที่ปรากฎในปฏิญญาสากลโดยทั่วกัน โดยเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ สมัชชาสหประชาชาติจึงลงมติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1950 ให้ถือวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

     
  • working lunch

    งานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเจรจาการทำงาน
     
     
  • working uniform

     

    สำหรับข้าราชการพลเรือน หมายถึง เครื่องแบบปกติสีกากี คอพับ แขนยาว สำหรับข้าราชการตำรวจ/ทหาร หมายถึง เครื่องแบบปกติ คอพับ สีตามเหล่าทัพ

     
  • World Bank

    ธนาคารโลก

    ประกอบด้วยสถาบันต่าง ๆ รวม 4 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ (IBRD) ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1945 บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1956 สมาคมพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA) ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1960 และองค์การประกันการลงทุนหลายฝ่าย (Multilateral Investment Guarantee Agency) ตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1988

    วัตถุประสงค์ร่วมกันของสถาบันการเงินทั้งสี่แห่งนี้ คือ ต้องการลดภาวะความยากจน และยกมาตรฐานการครองชีพของประชากรให้สูงขึ้น โดยส่งเสริมการพัฒนาและความเติบโตทางเศรษฐกิจ

     
  • World Food Summit

    การประชุมสุดยอดอาหารโลก

    จัดโดย FAO ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2539 เป็นการประชุมระดับผู้นำรัฐบาล เพื่อสร้างเจตนารมณ์ด้าน การเมือง และข้อผูกพันระหว่างประเทศให้เกิดความมั่นคงด้านอาหาร และการขจัดปัญหาความหิวโหยสำหรับประชากรโลก

     
  • World Intellectual Property Organization

    องค์การเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า

    ถือกำเนิดจากอนุสัญญากรุงปารีส ปี ค.ศ. 1883 และอนุสัญญากรุงเบอร์นส์ ปี ค.ศ. 1886 ว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรมอนุสัญญาจัดตั้งองค์การเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการค้านี้ ได้มีการลงนามกันเมื่อปี ค.ศ. 1967 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 เป็นองค์การชำนัญพิเศษแห่งหนึ่งของสหประชาชาติ และมีประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การแล้วรวม 155 ประเทศ

    วัตถุประสงค์สำคัญขององค์การคือ ต้องการให้ทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่ทั่วโลกได้รับการธำรงรักษาและเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อจะกระตุ้นให้มีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและวัฒนธรรม และเอื้ออำนวยต่อการถ่ายทอดวิทยาการเทคโนโลยี รวมทั้งให้เผยแพร่งานวรรณกรรม และศิลปกรรม ทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม และทรัพย์สินทางลิขสิทธิ์กับสิทธิที่ใกล้เคียงองค์การมีสำนักเลขาธิการตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตำแหน่งหัวหน้าขององค์การนี้ เรียกว่า ผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งขณะนี้ได้แก่ Dr.Arpad Bogsch

     
  • World Trade Organization (WTO)

    องค์การการค้าโลก

    ก่อนจัดตั้งองค์การนี้ขึ้นมาได้บรรดาประเทศสมาชิกทั้งปวงในโลกต่างประชุมเจรจาเรื่องนี้อยู่หลายปี ในที่สุดจึงสามารถทำความตกลงกันได้ และลงนามในความตกลงกันเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1994 เรียกว่าความตกลงมาร์ราเกช จัดตั้งองค์การการค้าโลกองค์การการค้าโลกนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล และจะได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยอิสระ

    ในส่วนที่เกี่ยวพันกับองค์การ ส่วนเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่ประเทศสมาชิกให้แก่ WTO เจ้าหน้าที่ของ WTO และผู้แทนของประเทศสมาชิก จะเป็นไปในทำนองเดียวกับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่ระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันขององค์การชำนัญพิเศษ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสมัชชาสหประชาชาติเมื่อ 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947

    ในการก่อตั้งองค์การ WTO บรรดาประเทศภาคีความตกลงต่างเล็งเห็นว่า จำเป็นที่ประเทศสมาชิกทั้งหลายต้องดำเนินการเพื่อยกมาตรฐานความเป็นอยู่ ขยายการผลิตและการค้าสินค้าและบริการ ในขณะที่ให้มีการใช้ทรัพยากรของโลกให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนาอย่างถาวร จะต้องกำหนดรูปแบบที่จะประกันว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดจะได้รับส่วนแบ่งจากความเติบโตของการค้าระหว่างประเทศที่พอเพียง และสอดคล้องกับความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของตน ทั้งยังเห็นพ้องกันที่จะพัฒนาระบบการค้าพหุภาคี (Multilateral Trade System) ซึ่งรวมทุกเรื่องเข้าด้วยกัน และมีผลในทางปฏิบัติและมีความคงทนถาวรมากขึ้น โดยรวมเข้าไว้ซึ่งความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ผลของความพยายามในการเปิดเสรีทางด้านการค้าในอดีต และผลทั้งหมดของการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย

    หน้าที่ต่าง ๆ ขององค์การ WTO ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตาม การบริหาร และการดำเนินการ การส่งเสริมวัตถุประสงค์ของความตกลงนี้และความตกลงการค้าพหุภาคี จัดให้มีเวทีเพื่อการเจรจาระหว่างสมาชิกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าพหุภาคีของสมาชิกเหล่านั้นบริหารความเข้าใจว่าด้วยกฎและวิธีดำเนินการที่ใช้บังคับการระงับข้อพิพาท บริหารกลไกทบทวนนโยบายทางการค้า และร่วมมือตามที่เหมาะสมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกับธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

    ตามความตกลงมาร์ราเกซนี้ ยังให้มีสำนักเลขาธิการของ WTO อันมีผู้อำนวยการใหญ่ (Director-general) เป็นหัวหน้าผู้อำนวยการใหญ่จะแต่งตั้งบุคลากรของสำนักเลขาธิการ (Secretariat) และกำหนดหน้าที่และเงื่อนไขของการปฏิบัติน้าที่ของบุคลากรเหล่านั้น โดยสอดคล้องกับข้อบังคับที่วางไว้ สมาชิกของ WTO นี้จะให้ความเคารพลักษณะระหว่างประเทศของความรับผิดชอบของผู้อำนวยการใหญ่ และเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการ และไม่หาทางใช้อิทธิพลต่อบุคคลดังกล่าวในการปฏิบัติหน้าที่

    สมาชิกแต่ละประเทศจะชำระเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่ WTO โดยเร็วตามส่วนของตน สมาชิกใดๆ อาจถอนตัวจากความตกลงนี้ได้ และจะมีผลเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันที่ผู้อำนวยการใหญ่ของ WTO ได้รับคำแจ้งขอถอนตัวเป็นลายลักษณ์อักษร

    ในปัจจุบัน องค์การการค้าโลกมีกลไกในรูปคณะมนตรีและคณะกรรมการต่าง ๆ หลายคณะ ทำหน้าที่บริหารกิจการให้เป็นไปตามความตกลงรวม 28 ฉบับ เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งปรากฎในกรรมสารสุดท้ายที่รวบรวมตัวบทความตกลงดังกล่าวอันเป็นผลจากการปิดการเจรจารอบอุรุกวัย เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1993 และได้ตกลงกัน ณ การประชุมที่มาร์ราเกซ ประเทศมอร็อคโค นอกจากเอกสารความตกลงดังกล่าวนี้แล้ว ยังมีความตกลงหลายฝ่าย (Multilateral agreements) อีก 4 ฉบับที่ปรากฏอยู่ในภาคผนวกของความตกลง WTO ซึ่งคณะผู้แทนบางประเทศได้ลงนามในความตกลงดังกล่าวเพียงหนึ่งฉบับ หรือมากกว่านั้น

    กล่าวย่อ ๆ ความตกลง WTO หมายถึงความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 อันเป็นที่รู้จักกันในนามของแกตต์ 1994 แต่องค์การการค้าโลกมีขอบเขตอำนาจมากกว่าแกตต์ เพราะองค์การนี้เป็นสถาบันทางกฎหมายแห่งเดียวที่วางรากฐานของระบบการค้าหลายฝ่าย แกตต์จะมีผลบังคับเพียงชั่วคราว แต่องค์การการค้าโลกจะมีผลบังคับทางกฎหมายโดยถาวร และมีอำนาจหน้าที่สำคัญ ๆ 5 ประการ คือ

         1. บริหาร และปฏิบัติให้เป็นไปตามความตกลงหลายฝ่ายเกี่ยวกับการค้าขาย

         2. ทำหน้าที่เสมือนชมรม (Forum) สำหรับการเจรจาการค้าหลายฝ่ายระหว่างประเทศสมาชิก

         3. แสวงหาหนทางที่จะระงับกรณีพิพาททางการค้าในระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน

         4. ดูแลตรวจตราเกี่ยวกับนโยบายการค้าของแต่ละประเทศสมาชิก

         5. ร่วมมือกับสถาบันระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่มีส่วนในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของโลก

    กล่าวคือ องค์การการค้าโลกนั้นทำหน้าที่เสมือนยาม (Watchdog) คอยดูแลสอดส่องเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เช่น จะทำการตรวจพิจารณาเกี่ยวกับระบบการค้าของประเทศสมาชิกทั้งหมดเป็นประจำ ประเทศสมาชิกของแกตต์ทั้ง 128 ประเทศ จะเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกไปในตัว

    องค์กรที่มีความสำคัญที่สุดขององค์การการค้าโลกนั้นเรียกว่า องค์กรการประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Conference) จะประชุมกันอย่างน้อย 1 ครั้งทุกสองปี

    ผู้อำนวยการใหญ่ (Director-General) องค์การการค้าโลกคนปัจจุบันคือ นายโรแบร์โต คาร์วัลโญ เดอ อาเซเวโด (Mr. Roberto Carvalho de Azevêdo) ชาวบราซิล 

    สำนักงานใหญ่ขององค์การตั้งอยู่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

     
  • written contract

    สัญญาเป็นหนังสือ
     
     
  • WSIS (World Summit on Information Society)

    การประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยสังคมสารสนเทศ
     
     
  • WTO (World Trade Organization)

    องค์การการค้าโลก

    ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2538 บนพื้นฐานของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade - GATT) เมื่อปี พ.ศ. 2490 ซึ่งได้ปรับปรุงและมีภาคผนวกเพิ่มเติมเป็น GATT ปี พ.ศ. 2537 มีสมาชิกทั้งหมด 137 ราย (ณ เดือนตุลาคม2543) สำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

     

 

ที่มา: หนังสือคำศัพท์-คำย่อทางการทูต สถาบันการต่างประเทศ กต. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2)

JoomSpirit