ที่ไหนในโลกที่มีผู้หญิงในวงการวิทยาศาสตร์มากกว่าผู้ชาย?

 BBC Thai 13112560 Science

ส่วนหนึ่งของรายงานขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก เกี่ยวกับผู้หญิงในวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ระบุว่าหลายประเทศมีสัดส่วนนักวิจัยผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยประเทศที่โดดเด่นอย่างมากในเอเชียคือ เมียนมา ซึ่งมีสัดส่วนนักวิจัยเป็นผู้หญิง 85.5% ถือว่าสูงสุดในเอเชีย ขณะที่สัดส่วนทั่วโลกมีไม่ถึง 30%

แต่ยูเนสโกเองยอมรับว่าจริง ๆ แล้วตัวเลขอาจจะไม่สูงถึงขนาดนั้น เพราะข้อมูลที่ใช้เป็นพื้นฐานในการจัดทำรายงานนั้นได้มาจากข้อมูลที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเมียนมา รวบรวมขึ้นเมื่อปี 2002 และมหาวิทยาลัยของเมียนมาหลายแห่งอาจนับรวมอาจารย์ผู้สอนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ทำงานวิจัย

ยังคงมากกว่าครึ่ง

แม้ว่าตัวเลขจริงอาจไม่สูงถึง 85.5% แต่ก็ดูเหมือนว่านักวิจัยส่วนใหญ่ในเมียนมาเป็นผู้หญิง

จากการตรวจสอบจำนวนเจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยย่างกุ้งในปี 2013 พบว่าในจำนวนผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และรองศาสตราจารย์ 45 คน ในจำนวนนี้ 31 คน เป็นผู้หญิง

ดร. ทาซิน ฮาน หัวหน้างานวิจัยอาหารที่กรมวิจัยและนวัตกรรมของรัฐบาลเมียนมา เล่าถึงผลงานของเธอเกี่ยวกับการใช้เปลือกกุ้งเหลือทิ้งเพื่อนำมาทำเป็นปุ๋ยว่า ถือเป็น "งานวิจัยที่ให้ผลคุ้มค่ามากที่สุด"

"ผลงานนี้มีประโยชน์ต่อเกษตรกรของเรามาก" เธอกล่าว

ดร. ฮาน กล่าวว่าศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสายงานเดียวกับเธอ ทุก ๆ 9 ใน 10 คน เป็นผู้หญิง แต่พวกเธอก็ไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในเมียนมาที่เป็นพนักงานของรัฐ นั่นหมายความว่า งานที่ทำไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สูงนัก

"สภาพเศรษฐกิจของเมียนมาทำให้ผู้ชายต้องทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว" ดร. ฮาน กล่าว

"เงินเดือนของฉัน ซึ่งเป็นระดับบริหาร อยู่ที่ประมาณ 300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน (ประมาณ 10,500 บาท)" เธอบอกว่าเงินเดือนจำนวนนี้ไม่เพียงพอจุนเจือครอบครัว ดังนั้นผู้ชายจึงไม่เลือกที่จะทำอาชีพนี้

นักวิทยาศาสตร์ของทางการเมียนมา ยังคงเผชิญความท้าทายอีกหลายอย่าง รวมถึงการขาดแคลนทรัพยากร และความเสี่ยงที่จะถูกโอนย้ายไปประจำที่มหาวิทยาลัยซึ่งไม่มีแผนกวิจัย

ดร. ฮาน เองก็เคยถูกย้ายไปประจำที่มหาวิทยาลัยในเมืองที่อยู่ห่างไกล โดยไม่มีแผนกวิจัยเป็นเวลา 6 ปี และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เธอเพิ่งถูกย้ายมาประจำในหน่วยงานที่เธอสามารถทำงานวิจัยได้อีกครั้ง

"ฉันกลับมามีชีวิตที่มีความสุขอีกครั้ง" เธอพูด

เจ้าหญิงนักเคมี

ลองมาดูอีก 2 ประเทศซึ่งมีนักวิจัยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง นั่นก็คือไทย โดยมีสัดส่วน 53.3% และตูนิเซีย ซึ่งอยู่ที่ 53.9%

ยูเนสโกระบุว่า ตัวเลขของทั้งสองประเทศดูน่าจะใกล้เคียงความเป็นจริง

รศ.ดร.พัชณิตา ธรรมยงค์กิจ แห่งภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีอินทรีย์ มีดีกรีรางวัลระดับโลก

แต่เธอก็เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเลขานุการของนักวิทยาศาสตร์ชายที่เข้าร่วมประชุมงานหนึ่งเมื่อปี 2551 ผู้จัดงานเข้าใจว่าศาสตราจารย์ที่เข้าร่วมประชุมนั้นเป็นผู้ชาย

รศ.ดร.พัชณิตา ซึ่งมีความภาคภูมิใจที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นนักสนับสนุนสิทธิสตรี เล่าว่า ราชวงศ์ไทยทรง "นำทาง" สนับสนุนให้ผู้หญิงเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงศึกษาด้านเคมี และทรงจบการศึกษาในปี 2522 ทั้งยังทรงสนับสนุนวงการวิทยาศาสตร์ในไทยอย่างต่อเนื่อง

พระองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์เอเชียพระองค์แรกที่ทรงได้รับการทูลเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคมเคมีอังกฤษ

รศ.ดร.พัชณิตา กล่าวว่า "คนจากหลายประเทศถึงกับออกปากว่า 'โอ้ คุณมีเจ้าหญิงเป็นนักเคมีเหรอ'"

งานวิจัยด้านวิชาการอาจน่าดึงดูดใจสำหรับผู้หญิงด้วยหลายเหตุผล

ประเทศไทยกำหนดให้ผู้หญิงลาคลอดได้ 3 เดือน และอาชีพในวงการวิชาการ "ก็ไม่เลวร้ายสำหรับการเป็นแม่"

นักวิทยาศาสตร์หญิงแห่งจุฬาฯ กล่าวว่า "โรงเรียนในสังกัดมหาวิทยาลัยเปิดรับเด็กเข้าเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อเจ้าหน้าที่ในคณะตั้งครรภ์ ก็สามารถเอาชื่อลูกไปลงทะเบียนได้ทันที"

เส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของนักวิทยาศาสตร์ตูนิเซีย

ในตูนิเซียนั้นผู้หญิงในแวดวงวิทยาศาสตร์ต้องเผชิญกับปัญหาหลายอย่าง ศ.อูม คาลทูม เบน ฮัสซีน นักชีววิทยาทางทะเล ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บอกว่าแนวคิดหัวเก่าในสังคมตูนิเซียทำให้เธอเกือบไม่ได้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์

"ตอนอายุ 12 ปี ครอบครัวของฉันอยากให้ฉันลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปแต่งงาน" เธอเล่าถึง "เส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค" กว่าจะได้เป็นนักวิทยาศาสตร์

ศ.เบน ฮัสซีน บอกว่า เธอเป็นเด็กผู้หญิงคนแรกในเมืองบ้านเกิดทางใต้ของตูนิเซีย ที่ได้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอได้แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนวิทย์จากจากครูสอนวิทยาศาสตร์ของเธอเอง

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาตูนิเซียจะเป็นประเทศที่มีพัฒนาการด้านความความเท่าเทียมทางเพศมากกว่าชาติอื่นในตะวันออกกลาง แต่ ศ.เบน ฮัสซีน บอกกับบีบีซี นิวส์ ว่า ตำแหน่งระดับอาวุโส อย่างผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการ หรือ ศาสตราจารย์ ยังคงมีแต่ผู้ชาย ในความคิดของเธอ "ผู้ชายยังคงเป็นใหญ่ในวงการวิชาการของตูนิเซีย

โครงการชีเมรา (Shemera project) ของสหภาพยุโรป ระบุว่า ตูนิเซียมีสัดส่วนผู้หญิงจบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพเมื่อเทียบกับผู้ชายอยู่ที่สัดส่วน 76% แต่ในด้านวิศวกรรมอยู่ที่ 41%

แต่คนตูนิเซียไม่ว่าหญิงหรือชายต่างต้องเผชิญปัญหาว่างงาน โดยข้อมูลของสถาบันสถิติแห่งชาติตูนิเซีย ระบุว่า 19% ของผู้ชายที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีตกงาน ส่วนผู้หญิงมีอัตราว่างงานอยู่ที่ 41%

ทีมงานของโครงการชีเมราระบุว่า แม้ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกยังหางานทำได้ยาก และสถานการณ์ยิ่งแย่ขึ้นไปอีกหากเป็นผู้หญิง"

ข้อมูลและภาพจาก BBC ไทย วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560

JoomSpirit