ความสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น สะเทือน เมื่อแคนเบอร์ราไม่เลือกเรือดำน้ำโตเกียว

      
       ญี่ปุ่นไม่พอใจการที่รัฐบาลออสเตรเลียตัดสินใจเลือกบริษัทฝรั่งเศสให้เป็นผู้ชนะโครงการมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ในการต่อเรือดำน้ำรุ่นต่อไปของแดนจิงโจ้ ทั้งๆ ที่บริษัทแดนอาทิตย์อุทัยเคยถูกมองเป็นตัวเต็งมาตลอด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เรื่องนี้ส่งผลกระทบกระเทือนความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศนี้ มันก็จะเป็นรอยร้าวเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น ลงท้ายแคนเบอร์รากับโตเกียวก็ยังจะเป็นหุ้นส่วนกันและจับมือกับสหรัฐฯในการต่อต้านอิทธิพลซึ่งกำลังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ของจีน 
 
ber
 
     
  Australia-Japan defense vision takes hit with submarine snub 
       BY JOHN POWER 
       27/04/2016
 
       การที่รัฐบาลออสเตรเลียตัดสินใจเลือกบริษัทฝรั่งเศส ให้เป็นผู้ต่อเรือดำน้ำรุ่นต่อไปจำนวน 12 ลำของตน กำลังกลายเป็นการสร้างความอึดอัดขัดข้องให้แก่ความผูกพันด้านกลาโหมกับญี่ปุ่นที่อยู่ในภาวะเบ่งบาน โดยที่บ่อยครั้งทีเดียวประเทศทั้งสองมักถูกระบุว่าเป็นหุ้นส่วนกันโดยธรรมชาติที่จะต้องร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการต้านทานอิทธิพลซึ่งกำลังทวีขึ้นอย่างรวดเร็วของจีน
       
       การที่กรุงแคนเบอร์ราเลือกบริษัทดีซีเอ็นเอส (DCNS) ซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงปารีส ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาแสดงความผิดหวังจากกรุงโตเกียว ที่นักวิเคราะห์จำนวนมากกะเก็งว่าจะเป็นผู้ที่ได้สัญญาฉบับนี้ไป เนื่องจากญี่ปุ่นมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทั้งในฐานะที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯด้วยกันและก็เป็นมหาอำนาจในเอเชีย ทั้งนี้ในการประกวดราคาแข่งขันกันคราวนี้ นอกจากบริษัทของฝรั่งเศสและญี่ปุ่นแล้ว อีกรายหนึ่งซึ่งยื่นข้อเสนอให้ทางการออสเตรเลียพิจารณาด้วยคือ กลุ่มทีเคเอ็มเอส (TKMS) ของเยอรมนี
       
       รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น เกน นากาตานิ (Gen Nakatani) กล่าวถึงการตัดสินของออสเตรเลียเมื่อวันอังคารที่ 27 เมษายนว่า ทำให้ “รู้สึกเสียใจอย่างล้ำลึก” พร้อมกับโทรศัพท์ติดต่อขอให้ทางแคนเบอร์ราช่วยอธิบายให้ฟังว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนี้
       
       ในช่วงสมัยของ โทนี แอ็บบอต นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียคนก่อน ผู้ซึ่งต้องสูญเสียตำแหน่งไปเพราะเป็นฝ่ายปราชัยในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันในคณะผู้นำพรรคแกนนำรัฐบาลแดนจิงโจ้เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เป็นที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวางว่า เขาจะเลือกให้บริษัทญี่ปุ่นเป็นผู้ได้โครงการมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์โครงการนี้ไป ก่อนที่จะถูกกดดันให้ต้องยอมใช้วิธีแข่งขันประกวดราคา
       
       ทั้งนี้ไม่นานนักภายหลังขึ้นครองตำแหน่ง แอ็บบอตได้เรียกญี่ปุ่นว่า เป็น “เพื่อนมิตรที่ดีที่สุดในเอเชีย” ของออสเตรเลีย อีกทั้งยังพยายามบ่มเพาะปลูกสร้างความสัมพันธ์อันสนิทใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น
       
       “ผมคิดว่าถ้าหากการตัดสินใจในเรื่องนี้ พิจารณาด้วยเหตุผลในทางยุทธศาสตร์แล้ว ญี่ปุ่นย่อมต้องได้รับการพิจารณาว่าเป็นพวกวงในด้วยกัน” แอนดิริว เดวีส์ (Andrew Davies) นักวิเคราะห์ผู้ทำงานอยู่ที่ สถาบันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย (Australian Strategic Policy Institute) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงแคนเบอร์รา กล่าวกับเอเชียไทมส์ “ผมคิดว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบที่แข็งแกร่ง ผมคิดว่าฝ่ายอเมริกันก็ปรารถนาที่จะให้ทางญี่ปุ่นได้โครงการนี้ไป และผมคิดว่ารัฐบาลของอดีตนายกฯแอ็บบอตก็ถือหางเห็นดีเห็นงามให้เลือกทางญี่ปุ่นอย่างเต็มที่”
       
       ออสเตรเลียนั้นได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถึงความตั้งใจซึ่งจะประพฤติตนเป็นกันชนคอยขวางกั้นการยืนกรานแข็งกร้าวที่นับวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของฝ่ายจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตทะเลจีนใต้ ซึ่งปักกิ่งเข้าไปมีข้อพิพาทช่วงชิงดินแดนกับหลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นว่า เอกสารสมุดปกขาวด้านกลาโหมประจำปี 2016 (2016 Defense White Paper) ของรัฐบาลแดนจิงโจ้ที่นำโดยพรรคลิเบอรัลปาร์ตี้ (Liberal Party) ซึ่งมีแนวทางอนุรักษนิยมนั้น ได้รับความสนใจจับตามองเป็นอย่างมากเนื่องจากมุ่งโฟกัสไปที่ความตึงเครียดดังกล่าว จนกระทั่งถูกทางการจีนออกปากต่อว่าต่อขานกันทีเดียว
       
       นอกเหนือจากสหรัฐฯแล้ว ออสเตรเลียเป็นอีกชาติหนึ่งที่ส่งเรือรบและเครื่องบินทหารออกตรวจการณ์ในบริเวณเหล่านี้เป็นประจำอยู่ในเวลานี้ มิหนำซ้ำแคนเบอร์รายังได้ร่วมกับวอชิงตันและโตเกียว ในการประท้วงคัดค้านโครงการถมทะเลก่อสร้างเกาะเทียมขึ้นในน่านน้ำดังกล่าวของปักกิ่ง
       
       ท่ามกลางความตึงเครียดเหล่านี้ ในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ ออสเตรเลียจึงดูเหมือนกำลังเคลื่อนตัวเอียงมาทางข้างญี่ปุ่น ถึงแม้จีนกำลังกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของตนไปแล้วก็ตามที
       
       ระหว่างเดินทางไปเยือนโตเกียวในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศ จูลี บิช็อป (Julie Bishop) ซึ่งยังคงรักษาตำแหน่งนี้ที่เธอเริ่มครองมาตั้งแต่ยุคของแอ็บบอตเอาไว้ได้ ก็ได้ป่าวร้องถึงแผนการต่างๆ ที่ประเทศทั้งสองจะมีการแลกเปลี่ยนกันทางการทหารเพิ่มขึ้น ตลอดจนมีการฝึกซ้อมรบร่วมกันมากขึ้น
       
       แต่แล้วในตอนท้าย ข้อพิจารณาทางยุทธศาสตร์ ดูเหมือนจะพ่ายแพ้ให้แก่รายละเอียดสเปคทางเทคนิค โดยแบบเรือดำน้ำที่ฝ่ายฝรั่งเศสเสนอ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ดัดแปลงปรับปรุงจากเรือดำน้ำชั้นบาร์ราคูดา (Barracuda) ของตน และตั้งชื่อว่า “ชอร์ตฟิน บาร์ราคูดา” (Shortfin Barracuda) ดูจะมีความได้เปรียบทั้งในด้านขนาดและระบบขับเคลื่อน ทั้งนี้ตามความเห็นของเดวีส์
       
       “ฝ่ายญี่ปุ่นถูกลากเข้ามาให้ทำการแข่งขันกับบริษัทพาณิชย์ของยุโรปถึง 2 ราย และพวกเขาไม่ได้ชื่นชอบเลยสักนิด” เดวีส์ กล่าว “ตอนนี้พวกเขายังเสียหน้าและรู้สึกอับอายเนื่องจากเป็นฝ่ายแพ้ ดังนั้นเมื่อมองโดยภาพรวมแล้ว นี่เป็นประสบการณ์ที่ไม่ทำให้ญี่ปุ่นปลื้มใจเลย และผมคาดหมายว่าในช่วงไม่กี่เดือนถัดจากนี้ไปหรือกระทั่งยาวนานกว่านั้นอีก จะต้องมีความเย็นชาให้เห็นได้อย่างชัดเจนในความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่น”
       
       ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของแดนจิงโจ้ มัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ ยังคงพยายามยืนยันว่า “ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างพิเศษ” ที่ออสเตรเลียมีอยู่กับญี่ปุ่น จะยังคงมีความสำคัญในลำดับต้น ขณะที่เขาประกาศชื่อบริษัทผู้ชนะในการประกวดราคาคราวนี้ที่เมืองแอดิเลด (Adelaide) เมืองเอกของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่ต่อเรือดำน้ำเหล่านี้
       
       อย่างไรก็ตาม เดวีส์มองว่า แม้ความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองจะได้รับความเสียหาย แต่ก็จะเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากสภาวการณ์ภายนอกจะยังคงผลักดันให้ออสเตรเลียกับญี่ปุ่นต้องจับมือกันในระยะยาว
       
       “ผมคิดว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่นำเอาออสเตรเลียกับญี่ปุ่นเข้ามาเริ่มต้นพูดจาเกี่ยวกับเรื่องนี้ (ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์) กันตั้งแต่ทีแรกเลยนั้น ยังดำรงคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน เงื่อนไขเหล่านี้ได้แก่ การที่จีนใช้อำนาจแข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาคแถบนี้ และการแข่งขันกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯและพันธมิตรของสหรัฐฯ” เดวีส์ กล่าว “และผมคิดว่าในท้ายที่สุดแล้วออสเตรเลียกับญี่ปุ่นก็จะต้องมีความสัมพันธ์ด้านกลาโหมในระดับอย่างใหญ่โตกันอยู่ดี”
 
 
โดย จอห์น เพาเวอร์  
 
 7 พฤษภาคม 2559
       
       จอห์น เพาเวอร์ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ติดตามรายงานข่าวของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้นับจากปี 2010 ผลงานของเขาปรากฏในสื่อต่างๆ มากมาย อาทิ The Daily Mail, The Christian Science Monitor, Mashable, NK News, Asian Geographic, The Diplomat, The Korea Herald และ Narratively เวลานี้เขาพำนักอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น, ออสเตรเลีย
 
ภาพจาก atimes.com
JoomSpirit