ออสเตรียได้นายกฯ คนใหม่อายุน้อยที่สุดในโลก

 BBC Thai 17102560 Politic

นายเซบาสเตียน คูร์ซ หัวหน้าพรรคของประชาชน (People's Party) จะได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของออสเตรียอย่างแน่นอนแล้ว เมื่อผลการนับคะแนนเสียงล่าสุดในการเลือกตั้งทั่วไปชี้ว่า พรรคของเขามีคะแนนนำกว่า 31% ซึ่งจะทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคที่มีคะแนนรองลงมาได้

การที่นายคูร์ซมีอายุเพียง 31 ปี ทำให้เขากลายเป็นว่าที่ผู้นำประเทศที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก แต่อย่างไรก็ตาม การนับคะแนนที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์อย่างเป็นทางการ ทำให้ยังไม่ทราบชัดว่า พรรคที่มีคะแนนเสียงมาเป็นอันดับสองจะได้แก่ พรรคประชาธิปไตยสังคม (Social Democrats) หรือพรรคอิสรภาพ (Freedom Party) กันแน่ แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่านายคูร์ซจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคอิสรภาพ ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพเช่นเดียวกัน

นายคูร์ซกล่าวต่อกลุ่มผู้สนับสนุนหลังได้รับทราบผลการนับคะแนนล่าสุดว่า "นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นอาณัติที่แข็งแกร่งจากประชาชนซึ่งชี้ทางให้เราเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ผมขอขอบคุณทุกคนที่ทำให้มันเป็นไปได้ ผมดีใจและตั้งตาคอยวันที่จะได้เริ่มทำงานเพื่อประเทศออสเตรีย" นายคูร์ซกล่าว

ก่อนหน้านี้นายคูร์ซเป็นนักการเมืองหนุ่มดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคของประชาชน ด้วยการปฏิรูปภาพลักษณ์ของพรรคแนวอนุรักษ์นิยมนี้เสียใหม่ เขาเริ่มเข้าร่วมงานกับรัฐบาลในปี 2011 และรั้งตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2013 ตอนที่อายุเพียง 27 ปี การที่เขาเป็นคนรุ่นใหม่มากความสามารถ ทำให้ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับฉายาว่า "หนุ่มน้อยมหัศจรรย์" (มาจากคำว่า Wonderwuzzi ซึ่งแปลตรงตัวว่า คนที่สามารถเดินบนน้ำได้) หลายคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนหนุ่มด้วยกันทั้งสิ้น

นายคูร์ซให้คำมั่นระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งว่า จะปิดเส้นทางการอพยพเข้ายุโรป จำกัดเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลมอบแก่ผู้ลี้ภัย รวมทั้งจะไม่ให้ผู้อพยพรับสวัสดิการของรัฐจนกว่าจะพำนักในออสเตรียครบ 5 ปี

แนวทางที่นายคูร์ซกล่าวดังข้างต้น ทำให้นายไฮนซ์-คริสเตียน สตราเคอ หัวหน้าพรรคอิสรภาพออกมากล่าวหาว่า นายคูร์ซขโมยนโยบายของฝ่ายขวาจัดไปใช้ เนื่องจากก่อนหน้านี้พรรคฝ่ายขวาจัดของเขามีคะแนนนิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเกือบ 27% ซึ่งเป็นผลจากกระแสชาตินิยมที่หวนกลับมาอีกครั้งในหลายประเทศของยุโรป

ข้อมูลจาก BBC ไทยภาพจากมติชนออนไลน์ วันที่ 16 ตุลาคม 2560

JoomSpirit