โตโยต้า เอฟเฟ็กต์

Last Updated on Saturday, 16 November 2013 11:56
+ 2008-12-29

จากหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4066 (3266)

นับจากผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ยกทีมประกาศตัวเลข คาดการณ์ผลประกอบการในปีงบการเงินปัจจุบันว่า อาจมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี นับจากปี 2481 อันเป็นปีแรกที่บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตรถยนต์

เป็นตัวเลขที่สูงถึง 1.50 แสนล้านเยน หรือประมาณ 1.66 พันล้านดอลลาร์ พร้อมกับปรับลดเป้ายอดขายรถทั่วโลกลง 540,000 คัน เหลือ 8.96 ล้านคัน ลดลง 4% จากยอดขาย ปี 2550 ที่ 9.37 ล้านคัน เนื่องจากยอดขายทั่วโลกที่ซบเซาและ เงินเยนที่แข็งค่าขึ้น

ข่าวดังกล่าวกระทบต่อตลาดหุ้นโตเกียวอย่างรุนแรง เฉพาะโตโยต้าปรับตัวลง 4% แรงสั่นสะเทือนของโตโยต้ายังสั่นคลอนตลาดหุ้นในสหรัฐ ดัชนี ดาวโจนส์  ปรับตัวลงกว่า 100 จุด จากปัจจัยที่นักวิเคราะห์ในตลาดเรียกว่า โตโยต้า เอฟเฟ็กต์

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การขาดทุนของโตโยต้ากำลังสะท้อนบทเรียน ที่ผู้ผลิตรถยนต์กำลังได้รับอย่างถ้วนทั่ว ไม่เฉพาะกับโตโยต้าเท่านั้น โดยเป็นบทเรียน ที่เกี่ยวข้องกับการขยายโรงงานในทั่วโลกมากเกินไป จนก่อให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้นเกินความต้องการ และตัวเลข กำลังการผลิตส่วนเกินที่มีการประเมิน กันไว้อาจต่ำกว่าความเป็นจริง

ภาพสะท้อนของกำลังการผลิตส่วนใหญ่กำลังเด่นชัดขึ้นทุก ขณะ อาทิ จากการตัดสินใจชะลอการผลิตรถแบรนด์ใหม่ของโตโยต้า "ทูเปโลก" ในมิสซิสซิปปี ออกไปก่อน เพราะโตโยต้า ไม่จำเป็นต้องผลิตรถยนต์ในสหรัฐมากไปกว่าระดับที่มีอยู่อีกแล้ว

หรือการตกต่ำของยอดขายรถยนต์เดือนพฤศจิกายนของโตโยต้า ซึ่งตกฮวบเกือบ 22% ถือเป็นการลดลงต่ำสุดในรอบ 8 ปี ทั้งๆ ที่เมื่อปีที่แล้ว โตโยต้าเพิ่ง แซง เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของโลก

สถานการณ์ที่โตโยต้าเผชิญอยู่ ทั้งในแง่ของการขาดทุน และยอดขายตก เกิดขึ้นอย่างถ้วนหน้ากับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ รวมถึงนิสสัน มอเตอร์

นิสสัน ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดอันดับ 3 ของญี่ปุ่น มียอดขายเดือนพฤศจิกายนตกลง 19.8% ขณะที่ยอดขายรถทั่วโลกดิ่งวูบ 33.7% ถือเป็นการตกต่ำ ของยอดขายมากที่สุด นับจากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลในปี 2528

สำหรับ ฮอนด้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถอันดับ 2 ของประเทศ แม้จะไม่ให้ตัวเลขยอดขายทั่วโลก แต่ปัญหาในลักษณะเดียวกันได้สะท้อนไปที่ตัวเลขการผลิตทั่ว โลกในเดือนพฤศจิกายน ที่ลดลง 9.9% ถือเป็นการลดลงของยอดผลิตมากที่สุดในรอบ 5 ปี

สถานการณ์ของอุตสาหกรรมกำลังเข้มข้น ทั้งในระดับลึกและกว้างมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะหากพิจารณาจากยอดขายรถยนต์ ของค่ายญี่ปุ่นที่ลดลงอย่าง ฮวบฮาบ เพราะนั่นหมายถึงผลกระทบกำลังส่งแรงสะเทือนมายังการส่งออกในเอเชีย โดยเฉพาะไทย และไต้หวัน ซึ่งพบว่าการส่งออกของประเทศทั้งสองตก ฮวบลงเกือบ 20% ในเดือนพฤศจิกายน เช่นเดียวกับการส่งออกของจีน ที่ลดลงมากที่สุดในรอบ 7 ปี

คลิด เพรสโตวิตช์ ประธาน สถาบันวิจัยยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ตั้งข้อสังเกตถึงสถานการณ์ที่โตโยต้าและค่ายรถยนต์ทั่วโลกกำลังเผชิญว่า บางทีสถานการณ์ ที่โลกเผชิญอยู่อาจเป็นเพียงระยะเริ่มต้น หรือระยะกลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งไม่ใช่แค่การลดลงของการส่งออกของโตโยต้า และไม่ใช่แค่การตกต่ำทางธุรกิจของโตโยต้า เพราะทุกประเทศในเอเชียกำลังตกอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่สถานการณ์ ที่เกิดขึ้น กับโตโยต้ากำลังเกิดขึ้นซ้ำในเกาหลีใต้ ในจีน และทั่วภูมิภาค

เพรสโตวิตช์ชี้ถึงโมเดลของเศรษฐกิจที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอด 50 ปีที่ผ่านมาว่า เป็นไปในลักษณะของเอเชียผลิต และอเมริกาเป็นคนเอาไป (หรือบริโภค)

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับโตโยต้าแรงสั่นสะเทือนจึงเกิดขึ้นกับประเทศในเอเชียด้วย อันเป็นผลมาจากการที่อเมริกาได้เดินมาถึงทางตัน ของตัวเอง ผู้บริโภคชาวอเมริกันไม่สามารถบริโภค ไม่สามารถรองรับสินค้าส่งออกจากเอเชีย ได้อีกต่อไป

จริงๆ แล้ว นักเศรษฐศาสตร์ในญี่ปุ่นได้เคยเตือนมาก่อนหน้านี้ถึงแนวโน้มการลดกำลังผลิต หลังจากที่พบว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังมีปัญหารุนแรงขึ้น เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยังมองด้วยว่า การลดลงของการผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังเป็นสัญญาณว่า ปัญหาเดียวกัน ซึ่งได้เขย่าอุตสาหกรรมรถยนต์ อเมริกันจนแทบจะพังพาบไปทั้งระบบ กำลังขยายวงกว้างไปยังภูมิภาค จากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง

ดังรายงานข่าวที่ว่า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุด 2 รายของเกาหลีใต้ ได้แก่ ฮุนได มอเตอร์ และเกีย ได้ตัดสินใจปรับลดตัวเลขคาดการณ์ยอดขายลงประมาณ 12% อันเป็นผลมาจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของอินเดียด้วย โดยมีบริษัทรถยนต์หลายรายกำลังปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการตกต่ำของยอดขาย โดยการลดกะการผลิตลง ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติในแดนภารต กำลังปรับลดแผน ขยายกำลังการผลิต

ไมเคิล โรบิเนต รองประธานบริหาร ฝ่ายวิเคราะห์รถยนต์ทั่วโลก ของซีเอสเอ็ม เวิรลด์ไวด์ บริษัทวิจัยรถยนต์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่การผลิตรถยนต์ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย ในอัตราเฉลี่ย 3% นับจากต้นทศวรรษมา พบว่ายอดขายที่แท้จริงกลับตกลง ในทุกภูมิภาค อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอลง อย่างรวดเร็ว และภาวะตึงตัวของสินเชื่อ ดังนั้น เป็นไปได้ว่าบริษัทรถยนต์จะลดการผลิตลงสูงสุด 10% ในปี 2552

โรบิเนตชี้ว่า การตกต่ำของยอดขายรถยนต์เร่งระดับเร็วขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคพยายามอย่างมากที่จะให้ได้สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์ ซึ่งในทางกลับกัน ผู้ผลิตรถยนต์ได้ปิดโรงงานเพื่อลดปริมาณรถยนต์ในสต๊อก และดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

จากข้อมูลของซีเอสเอ็มระบุว่า บริษัทรถยนต์มีโรงงานที่สามารถผลิตรถยนต์ได้ 90 ล้านคันต่อปี อย่างไรก็ตาม จากโรงงานที่มีอยู่กลับใช้ผลิตรถยนต์เพียง 66 ล้านคันในปี 2551 และอาจจะรวมถึงในอีก 2-3 ปีข้างหน้าด้วย

ด้านไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ประเมินว่า การผลิตรถยนต์ทั่วโลกได้ลดลง 16% ในไตรมาสที่ 4 การลดลงอย่างฮวบฮาบของการผลิตรุนแรงกว่าที คาดการณ์กันไว้อย่างมาก และมากกว่าสถานการณ์ในอดีตด้วย

นั่นคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บิ๊กทรีหรือผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สุดของสหรัฐกำลังปรับลดกำลังการผลิตในสหรัฐลงสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับจากทศวรรษ 1950 ปัญหาของผู้ผลิตรถยนต์รุนแรงถึงขั้นที่รัฐบาลสหรัฐต้องตัดสินใจอนุมัติแผนช่วยเหลือ 1.74 หมื่นล้านดอลลาร์ในรูปเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่เจนเนอรัล มอเตอร์ส และไครสเลอร์ คอร์ป

แม้แต่ในยุโรปเอง ก็หาได้มีภูมิคุ้มกันผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยไม่ ดังกรณีของค่ายเฟียต ที่ตัดสินใจขยายเวลาการปิดโรงงาน ชั่วคราวหลายสิบ แห่งในอิตาลีออกไปอีก 2 เดือน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ เปอโยต์ ซีตรอง ผู้ผลิตรถยนต์ตัดสินใจระงับการผลิตรถยนต์ทั่วประเทศ ที่มีอยู่หลายสิบโรงงานเช่นเดียวกัน

ภาวะซบเซากำลังทดสอบแม้กระทั่งค่ายรถที่แข็งแกร่งที่สุด ในจำนวนนั้น รวมถึงโตโยต้า มอเตอร์ ของญี่ปุ่น ดังที่ คัตสึนากิ วาตานาเบ ประธานบริหาร โตโยต้า ยอมรับระหว่างการแถลงข่าวว่า ช่วงเวลาที่ยากลำบากกำลังกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ อย่างรุนแรง กว้างขวาง และรวดเร็วกว่า ที่คาด การณ์ไว้้มากนัก ถือเป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือ

จากการเคลื่อนไหวของโตโยต้าในช่วงที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ ต่างคาดการณ์ในลักษณะเดียวกันว่า แรงเขย่าที่เกิดขึ้นกับ อุตสาหกรรมรถยนต์ อาจรุนแรงมาก ขึ้นในปีหน้า โดยที่บริษัทที่อ่อนแอจะถูกบีบให้ต้องเลิกกิจการ หรือถูกคู่แข่งรายแข็งแกร่งกว่าซื้อกิจการ ซึ่งไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเมื่อใด แต่มีแนวโน้มของ ความเป็นไปได้สูง เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ทั้งระบบ รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกำลังสูญเสียเงินมากขึ้นเรื่อยๆ