นโยบายการเงิน

Last Updated on Saturday, 16 November 2013 11:55
+ 2008-12-29

บทความโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์จานร้อน  หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2551 ธนาคารกลางสหรัฐประกาศปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (คือ ดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนระหว่างธนาคารพาณิชย์) จาก 1% เป็น 0-0.25% ซึ่งเป็นการปรับลดที่เกินกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่เชื่อว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.5% ตลาดหุ้นที่สหรัฐได้ตอบรับ การปรับลดดังกล่าว เป็นอย่างดี โดยปรับขึ้นไป 3-4%

โดยปกติ การดำเนินนโยบายการเงินนั้น ธนาคารกลางจะกำหนดอัตราดอกเบี้ย (ระยะสั้น) ที่คิดว่าเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจโดยการควบคุมการเพิ่ม หรือลดของปริมาณเงินในระบบ เช่นเมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ก็จะเพิ่มปริมาณเงินในระบบ จนกระทั่งดอกเบี้ยปรับลดลง ถึงระดับดอกเบี้ยใหม่ที่ธนาคารกลาง กำหนด เมื่อดอกเบี้ยระยะสั้นปรับลดก็จะทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากลดลง ทำให้คนฝากเงินน้อยลงและนำเงินไปใช้มากขึ้น และดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะปรับลดลงไปด้วย ทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง จึงจะเห็นได้ว่าการที่ธนาคาร กลางปรับลดหรือ เพิ่มปริมาณเงิน ในระบบนั้น จะทำให้ดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งจะส่งผลในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหรือฟื้นตัวขึ้น

จุดอ่อนของนโยบายการเงิน คือ ในกรณีที่เศรษฐกิจมีปัญหาอย่างรุนแรง อาทิเช่น ปัจจุบันการลดดอกเบี้ยลง อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้นักลงทุน และประชาชนมั่นใจมากขึ้น อาทิเช่น เมื่อยอดขายรถยนต์ในสหรัฐปรับลดลง 20% การลงดอกเบี้ยลง 2-3% ก็ไม่สามารถช่วยให้หลีกเลี่ยง การลด คนงานในอุตสาหกรรมดังกล่าว หรือแม้กระทั่งความล้มละลายของบริษัทจีเอ็มและไครสเลอร์ได้ทำนองเดียวกันเมื่อการว่างงานเพิ่มขึ้น 2 ล้านคน ในสหรัฐอเมริกาในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะมีการปลดคนงานอีก 1-2 ล้านคนในครึ่งแรกของปีหน้าก็ยากที่การลดดอกเบี้ย 2-3% จะทำให้การบริโภคของประชาชนเพิ่มขึ้นได้ ที่สำคัญ คือ เมื่อดอกเบี้ยถูกปรับลดลงไปที่ศูนย์แล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่านโยบายการเงิน ได้ถูกนำไปใช้กระตุ้น เศรษฐกิจอย่างเต็มความสามารถแล้ว

ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่าเมื่อปรับดอกเบี้ยลงเหลือศูนย์ธนาคารกลางสหรัฐ "หมดกระสุน" แล้ว แต่ก็จะเป็นข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง เพราะนายเบน เบอร์นันเก้ ได้ขยายบทบาทของนโยบายการเงินอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่ได้อยู่ในตำราเศรษฐศาสตร์ทั่วไป กล่าวคือ ธนาคารกลางสหรัฐได้มีลู่ทางในการเพิ่ม ปริมาณเงินในระบบ (quantitative easing) ในลักษณะต่างๆ ได้แก่

1. ซื้อตราสารหนี้อสังหาริมทรัพย์ของบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล อาทิเช่น แฟนนี เมและเฟรดดี แมค

2. ซื้อตราสารระยะสั้น (ประมาณ 3-6 เดือน) ที่ออกโดยบริษัทชั้นดี (commercial paper market)

3. รับเงินฝากและ/หรือการค้ำประกันจากกระทรวงการคลังของสหรัฐมาปล่อยกู้และ/หรือเข้าไปถือหุ้นให้กับสถาบันการเงินที่มีปัญหาได้รับการเยียวยา อาทิเช่น การซื้อสินทรัพย์เสียของแบร์สเติร์นส์และการปล่อยกู้ให้กับเอไอจี เป็นต้น

4. ทำสัญญาซื้อคืนกับธนาคารกลางที่สำคัญๆ ทั่วโลก อาทิเช่น ธนาคารกลาง ยุโรป อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ เป็นต้น

กิจกรรมดังกล่าวข้างต้นเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบการเงินสหรัฐและระบบการเงินของโลก ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือ ทางการเงินที่เฉพาะ เจาะจงสำหรับสถาบันการเงินที่มีปัญหา ซึ่งเป็นส่วนที่เกินกว่าบทบาทปกติของธนาคารกลางที่จะเพิ่ม หรือลดปริมาณเงินในระบบ เพื่อทำให้ดอกเบี้ยลดลง หรือเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยลดลงเหลือศูนย์ไปแล้วธนาคารกลาง ก็ยังจะสามารถเพิ่มสภาพคล่องในระบบได้ต่อไปโดยไม่มีขอบเขตจำกัด

หากพิจารณางบดุลของธนาคารกลางสหรัฐเมื่อก่อนเกิดวิกฤติการเงินในเดือนตุลาคม 2007 จะพบว่างบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ จะมีมูลค่าทั้งสิ้น 873,589 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่ คือ สินทรัพย์ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 779,624 ล้านดอลลาร์ และหนี้สินได้แก่ปริมาณธนบัตร (เงิน) ดอลลาร์ ที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลกเท่ากับ 777,927 แต่เมื่อดูงบดุลในวันที่ 10 ธันวาคม 2008 มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ มิใช่การพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะเงินดอลลาร์ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบนั้นเท่ากับ 837,563 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ การทำกิจกรรมต่างๆ ที่ผมได้กล่าวข้างต้น นอกจากนี้แล้ว ในวันที่ 16 ธันวาคม คือ ธนาคารกลางสหรัฐประกาศว่าจะเข้าไปซื้อตราสารหนี้ของแฟนนี เม และเฟรดดี แมค อีกเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมกับการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น (commercial paper) อีก 2 แสนล้าน แปลว่างบดุลของธนาคารสหรัฐนั้นมีแนวโน้ม จะเพิ่มขึ้นได้อีก 8 แสนล้านดอลลาร์

ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบอรก์ รายงานว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรึกษาหารือกับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ นายบารัก โอบามา เพื่อพิจารณาให้ธนาคารกลาง เข้าไปซื้อตราสารหนี้ของบริษัทและสถาบันการเงินที่ได้รับการจัดอันดับต่ำกว่า AAA ซึ่งจะต้องได้รับการค้ำประกันจากกระทรวงการคลังสหรัฐ

จึงมีข้อสรุป 3 ข้อ คือ

1. เมื่อดอกเบี้ยปรับลดลงไปที่ศูนย์แล้วนโยบายการเงินก็ยังเดิน "นอกตำรา" โดยการเพิ่มปริมาณเงินโดยวิธีการต่างๆ ได้ ซึ่งการติดตามดูการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้ต้องหันไปตรวจสอบงบดุล มิใช่การติดตามดูดอกเบี้ยเช่นเดิม

2. ธนาคารกลางสหรัฐกำลังทำตัวเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือทดแทนภารกิจของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ธนาคารพาณิชย์สหรัฐยังไม่กล้าปล่อยกู้ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เสี่ยงสำหรับธนาคารกลางสหรัฐอย่างยิ่ง

3.เงินดอลลาร์นั้นพิมพ์ขึ้นมาโดยการหนุนหลังของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและบทบาทของธนาคารกลางสหรัฐที่เข้าไปกอบกู้สถาบันการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงของสหรัฐ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตก็จะเป็นภาวะเพิ่มขึ้นให้กับรัฐบาลสหรัฐ ทั้งนี้ เมื่อรวมกับภาวะที่จะเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายการคลัง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกหลายแสนล้านดอลลาร์ จะทำให้หนี้สินของรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นได้อีก 1 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 1-2 ข้างหน้า จึงไม่น่าแปลกใจที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง อย่างต่อเนื่องครับ