เร่งเครื่อง "ดิจิทัลอีโคโนมี" สแตนดาร์ดเศรษฐกิจยุคใหม่

        บนเวทีเสวนา "พลิกโฉมเศรษฐกิจ การลงทุนไทยภายใต้นโยบายดิจิทัลอีโคโนมี" จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) "อุตตม สาวนายน" รัฐมนตรีไอซีที ย้ำอีกครั้งว่าจะทำให้มีโครงการที่ประชาชนจับต้องและใช้ประโยชน์ได้ใน 3-6 เดือนนี้ พร้อมผลักดันดิจิทัลอีโคโนมีให้พัฒนาเป็น "ดิจิทัลไทยแลนด์" ใช้ประโยชน์ทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคม โดยกำลังเร่งร่างแผนดิจิทัลไทยแลนด์สำหรับ 5 ปีข้างหน้า 
 
"สิ้นปีนี้จะชัดเจนในการลงทุนภาครัฐ อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ, การสร้างแรงจูงใจนักลงทุน เพื่อดึงให้บริษัทใหญ่ ๆเข้ามาตั้งออฟฟิศ ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ตลาดไทยเป็นแชมป์ในการใช้งานแล้วขาดแต่การทำกฎเกณฑ์กติกาให้ชัดเจนมั่นใจได้ คาดว่าใช้เวลา 2-3 ปีในการขับเคลื่อนทุกด้าน"
 
digital
 
"ดิจิทัล" พลิกโฉมเศรษฐกิจ
 
"ปริญญ์ พานิชภักดิ์" กรรมการผู้อำนวยการบล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) กล่าวว่าดิจิทัลอีโคโนจะพลิกโฉมเศรษฐกิจ 3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยต่ำกว่าสมัยก่อน 4-5% เพราะขาดเครื่องจักรขับเคลื่อน ขณะที่ทุกวันนี้เทคโนโลยีใหม่กำลังเข้ามาทดแทนหลายอย่าง และเปลี่ยนเร็วกว่าที่คาด ถ้าไทยยังไม่มีดิจิทัลอีโคโนมีที่ชัดเจนจะอยู่รอดได้ไหม นี่คือความเร่งด่วนที่มากับความจริงที่ว่า ไทยขาดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา 
 
"10 ปีหลังไทยต้องตื่นและตระหนัก ไม่ใช่ว่ายังยินดีกับการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า เพราะช่วยบรรเทาทุกข์ระยะสั้น แต่แผนระยะยาวคือสร้างธุรกิจใหม่นวัตกรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การวางกรอบนโยบาย การวางโครงข่ายเป็นแค่เรื่องพื้นฐานยังมีปัญหาหลายด้านที่มีจุดอ่อน อาทิ ปัญหาอีเพย์เมนต์, เฟรมเวิร์กอีคอมเมิร์ซที่ยังอ่อนแอ ทั้งที่ใช้โซเชียลมีเดียสูง"
 
จากการไปโรดโชว์ในหลายประเทศ นักลงทุนยังสนใจประเทศไทย แต่รอดูความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งฮาร์ดแวร์ เช่น โทรคมนาคม, ขนส่ง และซอฟต์แวร์ เช่น กฎหมายที่เอื้อให้ลงทุน 
 
"สุกิจ อุดมศิริกุล" กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีไอซีทีของไทยปีที่แล้วเพิ่ม 4 อันดับ คาดว่าอีก 5 ปี ข้างหน้าจะไต่ขึ้นไปใกล้เคียงสิงคโปร์ เท่ากับไอซีทีไทยจะอยู่ในระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้โดยมีนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี และการประมูล 4G ช่วยผลักดัน ถือเป็นสแตนดาร์ดของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ประเทศต้องมี เพราะเทคโนโลยีมาแล้ว
 
4G ล่มสูญ 2 ปี 2 แสนล้าน
 
การประมูล 4G ที่จะเกิดขึ้น พ.ย.นี้ โทรคมนาคมจะได้ประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะเอไอเอสและทรูจะโดดเด่นด้านนวัตกรรมและอินทิเกรตธุรกิจได้หลากหลาย จะได้ประโยชน์เรื่องมาร์เก็ตแชร์ที่มากขึ้น
 
ขณะที่กลุ่มจัสมินแม้มีศักยภาพแต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่ามีผู้เล่นเบอร์ 4 เข้ามาในตลาดแมสได้ แต่จะเป็นตลาดเฉพาะมากกว่า ส่วนดีแทคมุมมองส่วนตัวรู้สึกว่าเทเลนอร์ให้ความสำคัญกับตลาดเมียนมา เพราะมีโอกาสทำกำไรในระยะยาว ดีกว่าไทยที่แข่งขันสูงจึงเชื่อว่าเทเลนอร์จะมองเกมยาวโดยโฟกัสการลงทุนในเมียนมามากกว่า
 
และในทางกลับกัน หากประมูล 4G ไม่เกิดขึ้นจะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจมาก จากมูลค่าใบอนุญาต 4 ใบที่ กสทช.คาดว่าจะได้ราว 7 หมื่นล้านบาท และแต่ละใบอนุญาตต้องลงทุนอย่างน้อย 40,000 ล้านบาทสำหรับโครงข่ายรวม 4 ใบ เท่ากับ 1.6 แสนล้านบาท รวมใน 2 ปีถ้าไม่มีเงินลงในระบบเฉพาะที่ลงทุนตรงกว่า 2 แสนล้านบาท ไม่นับรายได้ธุรกิจต่อเนื่อง
 
ยุคทองไอที-โทรคมนาคม
 
"ธีรรัตน์ ปัณฑรสูตร" กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่นกล่าวว่า นักวิเคราะห์ทั่วโลกมองว่า 7-10 ปีจากนี้คือยุคทองของไอที-โทรคมนาคมจากเทรนด์ของบิ๊กดาต้า, อินเทอร์เน็ตออฟธิงก์, อัลตราบรอดแบนด์ ทั้งการบริโภคแบนด์วิดท์ของผู้บริโภคจะสูงมาก เฉพาะในภูมิภาคนี้โต 2 ดิจิตทุกปี คาดว่าสิ้นปี 2559 จะมีผู้ใช้ 4G ถึง 98 ล้านเลขหมาย 
 
"นอกจากโครงข่ายครอบคลุมแล้วต้องราคาถูกด้วย ค่าบริการไทยแพงกว่าสิงคโปร์ 8 เท่า ขณะที่สปีดสิงคโปร์ขั้นต่ำคือ 100 Mbps หากทำได้จะมีธุรกิจอื่นโตตาม อาทิ โลจิสติกส์ที่โตตามอีคอมเมิร์ซ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เป็นพื้นฐานให้ต่อยอดธุรกิจและการสร้างนวัตกรรมใหม่ได้"
 
พฤติกรรมผู้บริโภคแรงผลัก
 
"พงศ์พิเชษฐ์ นานานุกูล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า 5 ปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทไอซีทีเติบโตเฉลี่ย 18% ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯโตเฉลี่ย 6.7% ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วมากและเป็นแรงผลักดันสำคัญทางเศรษฐกิจ การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงสำคัญ
 
"สุกิจ" เสริมว่า ดิจิทัลอีโคโนมีทำให้ธุรกิจใช้เงินลงทุนและคนน้อยลงถือเป็นนิวอีโคโนมี แม้ช่วงแรกยังไม่ทำให้ GDP ประเทศดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จะมีธุรกิจที่ดีขึ้นและแย่ลงหากปรับตัวไม่ทัน ที่เห็นชัดคือวงการค้าปลีกจะเห็นอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ทำให้ทุกคนเข้าไปใช้ประโยชน์กับดิจิทัลได้แต่จะมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ
 
อย่าใช้รัฐวิสาหกิจผลักดัน
 
"ธีรรัตน์" กล่าวว่า นโยบาย DE จะมีอุปสรรคอีกมาก ที่สำคัญคือการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงาน เพราะครอบคลุมทุกกระทรวงแม้แต่ความมั่นคง ฉะนั้น ทุกหน่วยงานต้องเข้าใจและมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานต่างเชื่อว่ากฎหมายของตัวเองใหญ่ที่สุด 
 
ขณะที่คณะกรรมการระดับชาติที่จะมาขับเคลื่อนหวังว่าจะมีอำนาจพอ เพราะจากประสบการณ์แค่วางเคเบิลใต้น้ำต้องดีลกับหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจกว่า 30 แห่ง ใช้เวลากว่า 2 ปี
 
สุดท้ายคือ อย่าใช้กลไกรัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนประเทศมากไปหลายประเทศ เช่น มาเลเซียเทเลคอม รัฐถือหุ้นแค่ 29% และปรับตัวจนทำงานเก่งกว่าเอกชน แต่ไทยยังปกป้องรัฐวิสาหกิจโดยหวังใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้จริง ดังนั้น อะไรที่รัฐควรหยุดทำก็ต้องหยุดแล้วให้เอกชนทำ
 
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 05 พ.ย. 2558
JoomSpirit