ไทย - ลาว

1 โครงสร้างทางเศรษฐกิจ
1.1 ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ลาวได้มีการปฎิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 ปี 2539-2543 ได้ปรับเปลี่ยนการวางแผนงานส่วนกลางมาเป็นการดำเนิน นโยบายตลาดเสรี และใช้กลไกด้านราคาเป็นตัวกำหนด จากการดำเนินงานแผนงานดังกล่าว สามารถสรุปดัชนีบ่งชี้ภาวะเศรษฐ กิจที่สำคัญของลาว ได้แก่

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาลาวประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำมาโดยตลอด คือ ในปี 2538 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของลาวประมาณร้อยละ 7.1 ลดลงจากปี 2537 ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโต ประมาณร้อยละ 8.1 ต่อมาในปี 2539 เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 4 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของลาวอยู่ที่ร้อยละ 6.8 ซึ่งตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 4 ได้ตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2539-2543 ไว้เฉลี่ยร้อยละ 8-8.5 ซึ่งในปี 2539 ที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าหมาย ร้อยละ 1.2

รายได้เฉลี่ยต่อคน
ในปี 2538 ลาวมีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อประชากรประมาณ 350 เหรียญสหรัฐฯ เพิ่มจากปี 2537 ซึ่งมีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อประชากร 335 เหรียญสหรัฐฯ คือ ร้อยละ 4.47 และในปี 2539 มีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อประชากร 384 เหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.71 ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของลาวตั้งเป้าหมายไว้ว่าปี 2543 ลาวจะมีรายได้เฉลี่ยต่อประชากร 500 เหรียญสหรัฐฯ

อัตราเงินเฟ้อ
สาธารณรัฐประชาชนลาวเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2537 -2539 อัตราเงินเฟ้อร้อยละ 6.8 19.4 และ 13.9 ตามลำดับ ซึ่งในปี 2539 นี้ เป็นอัตราเฉลี่ยทางการ ซึ่งตามข้อเท็จจริงอัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 20 เนื่องจากค่าเงินกีบมีความผันผวนค่อนข้างมาก ประกอบกับรัฐบาลขาดเงินตราต่างประเทศ ทำให้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้เงินตราต่างประเทศในการซื้อสินค้าเข้าประเทศ รัฐจึงควบคุมการนำเข้าสินค้าที่ใช้เงินตราต่างประเทศจำนวนมาก เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ โดยในปี 2539-2543 ลาวตั้งเป้าหมาย ในการควบคุมเงินเฟ้อ ไว้ไม่ให้เกินร้อยละ 10

ดุลการค้า
ลาวประสบปัญหาขาดดุลการค้ามาโดยตลอด ในปี 2538 ลาวขาดดุลการค้า 278 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากปี 2537 คือ 258.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2539 ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 367 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ดุลบัญชีเดินสะพัด
ในปี 2537 ลาวขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 10.10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2538 ลาวได้ดุลบัญชีเดินสะพัด ประมาณ 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯและในปี 2539 ลาวได้ ดุลบัญชีเดินสะพัด ประมาณ 71.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รายได้ประชาชาติ
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ลาวได้นำมาใช้ส่งผลให้ลาวมีรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2538 มีรายได้ประชาชาติ 1,525.91 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในปี 2539 มี รายได้ประชาชาติ 1,813.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.85

2 ระบบการเงิน การธนาคาร
สกุลเงินที่ใช้ในลาวปัจจุบันเป็นสกุลเงินกีบ ในปี 2539 มีอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 943 กีบต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ

ในปัจจุบันระบบธนาคารของลาวจะประกอบด้วย ธนาคารแห่งชาติ (State Bank of the Lao PDR) ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ 8 แห่ง ธนาคารพาณิชย์ร่วมทุนกับ ต่างประเทศ 2 แห่ง และธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ 7 แห่ง โดยเป็นธนาคารพาณิชย์ของ ไทย 6 แห่ง และธนาคารพาณิชย์ของมาเลเซีย 1 แห่ง ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานดังนี้

1)ธนาคารแห่งชาติ (State Bank of the Lao PDR)
ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางกำหนดนโยบายการเงินควบคุมตรวจสอบการ ดำเนินงานของธนาคารต่างๆที่อยู่ภายในประเทศให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

2) ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ
การดำเนินงานจะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลซึ่งแต่ละธนาคารจะมีหน้าที่รับผิดชอบ รับฝากเงินและให้สินเชื่อประชาชน รัฐวิสาหกิจ และบริษัท การค้าของรัฐ โดยแต่ละธนาคาร จะเน้นหนักกิจกรรมต่างกัน เช่น ธนาคารการค้า และการต่างประเทศทำหน้าที่อำนวยความสะดวกทางด้านธุรกิจการค้าต่างประเทศ การออกแอล/ซี (L/C) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อการนำเข้าและส่งออก

- ธนาคารนครหลวงเวียงจันทน์ ทำหน้าที่รับฝากและให้สินเชื่อแก่เกษตรกร

- ธนาคารเชษฐาธิราช จะทำหน้าที่รับฝากเงินจากงบประมาณของประเทศ เป็นต้น

3) ธนาคารพาณิชย์ร่วมทุนกับต่างประเทศ มี 2 แห่ง คือ
- ธนาคารร่วมพัฒนา (Joint Development Bank Ltd.) เป็นการร่วมทุน ระหว่างบริษัทพรหมสุวรรณไซโลและอบพืช จำกัด ของไทยกับธนาคารแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาชนลาว ในอัตราส่วน 70 ต่อ 30 ให้บริการด้านรับฝากเงินให้กู้ยืมเงินและประกอบธุรกิจธนาคารด้านต่างประเทศ โดยการให้กู้ยืมเงินส่วนใหญ่เป็นเงินบาทและจะดูแลรับผิดชอบโครงการอุตสาหกรรมของรัฐบาลเป็นหลัก

- ธนาคารเวียงจันทน์ (Vientiane Commercial Bank., Ltd.) เกิดจากการร่วมทุนของนักธุรกิจลาว และนักธุรกิจออสเตรเลีย ในอัตราส่วน 75 ต่อ 25

4) ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ของไทย ได้แก่
- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด

- ธนาคารกสิกรไทย จำกัด

- ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด

- ธนาคารกรุงไทย จำกัด

- ธนาคารทหารไทย จำกัด

- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด

และที่เหลือ 1 แห่ง คือ Public bank (ของประเทศมาเลเซีย) ลักษณะการดำเนินงานได้แก่ รับฝากเงิน ให้กู้ยืมเงิน บริการชำระหนี้ให้แก่ลูกค้าและให้บริการด้านการเงินอื่นๆ ได้แก่ แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รับซื้อขายและถือหุ้น พันธบัตร เอกสารและหลักทรัพย์ต่างๆ

5) สำนักงานตัวแทนธนาคารในต่างประเทศ
มีแห่งเดียว คือ สำนักงาน ตัวแทนธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เฉพาะการติดต่อกับธนาคารธุรกิจ หรือสถาบันการเงินอื่นๆ ที่เป็นลูกค้าหรือสถาบันการ เงินอื่นๆ ที่ตนเป็นตัวแทนเท่านั้น โดยไม่สามารถดำเนินธุรกิจธนาคาร หรือคล้ายคลึงธุรกิจธนาคารได้

สถาบันการเงินไทย ได้เข้าไปมีบทบาทต่อการพัฒนาระบบการเงินใน ประเทศลาว ดังนี้

- ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างไทยกับลาว เนื่องจาก เดิมประเทศลาวมีธนาคารที่สามารถทำธุรกิจด้านต่างประเทศได้เพียง แห่งเดียวเท่านั้น คือ ธนาคารการค้า และการต่างประเทศ

- ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ และนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในลาว ให้มีความสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ด้านการลงทุน ระหว่างประเทศไทยกับลาวให้เพิ่มขึ้น

- ในปัจจุบันเป็นช่วงการปฎิรูประบบธนาคารในลาว โดยมีการจัดรูป แบบและองค์กรใหม่ สถาบันการเงินไทยได้เข้าไปช่วยพัฒนาระบบธนาคารของลาว โดยการถ่ายทอดความรู้ ด้านเทคโนโลยีพัฒนาบุคลากร รวมทั้งนำเงินทุนไปปล่อยสินเชื่อในลาว

- เข้าไประดมเงินออมของประชาชนลาว โดยการเข้าไปจัดตั้งธนาคารร่วมพัฒนา

- ปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจไทยรายใหญ่ๆ ที่เข้าไปลงทุนในลาว เช่น กลุ่มบริษัท ชินวัตร เพื่อใช้ในโครงการสื่อสารในลาว
3 ภูมิศาสตร์

3.1 แหล่งที่ตั้งและอาณาเขต
1) ที่ตั้ง
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Lao People's Democratic Republic) ตั้งอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (Land Lock Country) ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศต่างๆ ดังนี้

ด้านทิศเหนือ : ติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นระยะทาง505 กิโลเมตร

ด้านทิศใต้ : ติดกับประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย เป็นระยะทาง 435 กิโลเมตร

ด้านทิศตะวันออก : ติดกับประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นระยะ ทาง 2,069 กิโลเมตร

ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ : ติดกับประเทศสหภาพพม่าเป็นระยะทาง 236 กิโลเมตร

ด้านทิศตะวันตก : ติดกับประเทศไทย เป็นระยะทาง 1,730 กิโลเมตร

2) ขนาดพื้นที่
ประเทศลาวมีขนาดพื้นที่ทั้งสิ้น 236,800 ตารางกิโลเมตร

3) ภูมิประเทศ
โดยทั่วไปมีสภาพเป็นป่าไม้และภูเขา รวมพื้นที่ประมาณ 4 ใน 5 ส่วนของ ประเทศแบ่งออกเป็น 3 ภาค

ภาคเหนือ : ประกอบด้วยพื้นที่ 3 ส่วนได้แก่ พื้นที่ภูเขาบริเวณลุ่มแม่น้ำอูกับแม่น้ำสาขาต่างๆ พื้นที่ราบสูงตรานินท์ และพื้นที่บริเวณหุบเขาแม่น้ำโขง

ภาคกลาง : คือพื้นที่ตอนกลางของประเทศ แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนได้แก่ พื้นที่ด้านตะวันออกของประเทศ เป็นป่าทึบ ภูเขา และที่ราบสูงติดต่อกับ เทือกเขาฮันนัม และพื้นที่ด้านตะวันตกของประเทศ เป็นที่ราบลุ่มบริเวณที่ราบลุ่มบริเวณ

ประเทศไทยมีแนวชายแดนติดต่อกับ สปป.ลาว 12 จังหวัด ดังนี้

- เชียงราย มีพื้นที่ติดต่อกับ แขวงบ่อแก้ว และอุดมไซ สปป.ลาว

- พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก มีพื้นที่ติดต่อกับ แขวงไชยบุรี สปป.ลาว

- เลย มีพื้นที่ติดต่อกับ แขวงไชยบุรี และนครหลวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว

- หนองคาย มีพื้นที่ติดต่อกับ นครหลวงเวียงจันทร์ และแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

- บึงกาฬ มีพื้นที่ติดต่อกับแขวงบอริคำไซ สปป.ลาว

- นครพนมมีพื้นที่ติดต่อกับ แขวงคำม่วน สปป.ลาว

- มุกดาหาร อำนาจเจริญ มีพื้นที่ติดต่อกับ แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

- อุบลราชธานี มีพื้นที่ติดต่อกับ แขวงจำปาสัก สปป.ลาว

มูลค่าการค้าขายชายแดนประเทศไทย กับ สปป.ลาว ด้านจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับ สปป.ลาว ในเดือน มกราคม 2555 มีมูลค่าการค้ารวม 14,807.76 ล้านบาท ลดลงจากเดือนที่แล้ว 1,251.28 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.79 ไทยได้ดุลการค้า 8,783.23 ล้านบาท ลดลงจากเดือนที่แล้ว 1,732.91 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.48 การส่งออกมีมูลค่า 11,795.50 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 3,012.21 ล้านบาท

ความสัมพันธ์ทางการค้า

1 ภาครัฐบาล

1) ความตกลงว่าด้วยการค้าระหว่างไทย-ลาว ลงนามวันที่ 20 มิถุนายน 2534

2) คณะกรรมาธิการว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว (JC) มีการประชุมไปแล้ว 8 ครั้ง หลังสุด เมื่อวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2541 ที่กรุงเทพฯ

3) คณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-ลาว (JTC) ในระดับรัฐมนตรี ประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2541 ที่กรุงเทพฯ

4) ความตกลงว่าด้วยการส่งสินค้าผ่านแดน ลงนามเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2521

5) ความตกลงเพื่อส่งเสริมการลงทุน ลงนามเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2533

6) ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนน ลงนามเมื่อ 5 มีนาคม 2542

2 ภาคเอกชน

1) ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสภาการค้าและ อุตสาหกรรมแห่งชาติลาว ลงนามเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2533

รูปแบบการค้า

1 รูปแบบการนำเข้าส่งออกของลาว

1) การค้าปกติ

การนำเข้าสินค้าของลาวจะต้องกระทำผ่านบริษัทขาข้า-ขาออกที่ได้รับอนุญาต จากกระทรวงการค้าให้เป็นผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้าตามประเภทหรือหมวดที่ได้รับอนุญาต ผู้นำเข้ารายย่อยที่ไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ต้องการซื้อสินค้าจากไทยซึ่งจะติดต่อกับผู้ส่งออกไทยโดยตรง แล้วทำการนำเข้าสินค้าผ่านบริษัทนายหน้านำเข้า-ส่งออกสินค้าในลาว ซึ่งจะเสียค่านายหน้าร้อยละ 1-3 ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า

2) การค้าชายแดน

เป็นการค้าระหว่างผู้ส่งออกที่อยู่จังหวัดชายแดนกับผู้นำเข้าลาวที่อยู่จังหวัดชายแดนนั้นๆ

2 ลักษณะของผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าของลาว ปัจจุบันมีดังนี้

1)บริษัทของรัฐ (State-Owned Company)

เป็นหน่วยงานของรัฐใช้ชื่อว่า ลาวขาเข้า- ขาออก (Societe Lao Import-Export) โดยกระทรวงการค้าของลาวเป็นผู้ดูแลและกำกับโดยการนำเข้าและส่งออกจะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

2) บริษัทเอกชน (Private Company)

เป็นบริษัทที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้าตามประเภทและหมวดที่ยื่นขอ และได้รับอนุญาตจากรัฐแล้วเท่านั้น โดยในลาวจะมีบริษัทที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าและส่งออกประมาณ 200 บริษัท โดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทนายหน้านำเข้าและส่งออกสินค้าซึ่งคิดค่าบริการร้อยละ 1 ถึง 3

3) พ่อค้าชายแดน (Border Merchant)

เป็นผู้ที่ทำการค้าขายตามแนวชายแดนทั้งที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออก ตามแนวชายแดนหรือเป็นร้านค้าแผงลอยที่รับจ้างขนส่งสินค้า พ่อค้าชายแดนเหล่านี้จะมารับใบสั่งซื้อสินค้าตามร้านค้า และมินิมาร์ทในกรุงเวียงจันทน์ทุกวันและทำการขนสินค้าจากชายแดนไทยมาจัดส่งให้ร้านค้าและมินิมาร์ทดังกล่าว

3 การชำระเงินในการซื้อขายสินค้าระหว่างไทย-ลาว

1) การชำระเงินโดยการใช้ระบบการเปิด L/C (Letter of Credit) ส่วนใหญ่เป็นการชำระเงิน จากรัฐบาลไทยในการซื้อพลังงานไฟฟ้าจากลาว

2) การชำระด้วยเงินสดคือ เงินบาทของไทย และเงินกีบของลาวซึ่งการซื้อขายระหว่างไทย-ลาว จะนิยมชำระเป็นเงินบาทมากกว่าเงินกีบ เนื่องจากการจำกัดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของรัฐบาลลาวและ ค่าเงินกีบไม่มีเสถียรภาพ

3) การชำระเงินโดยใช้ระบบ T/T (Telegraphic Transfer)เป็นระบบของการไว้ใจซึ่งกันและกัน โดยผู้ส่งออกไทยจะส่งสินค้าไปให้ผู้นำเข้าลาวโดยให้เครดิต (ระยะเวลาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์) เมื่อครบกำหนดเครดิตผู้นำเข้าลาวจะโอนเงินกลับมาให้ผู้ส่งออกของไทย

4) การชำระเงินโดยระบบ D/A (Document Against Acceptance) ผู้ส่งออกของไทยจะ ตรวจสอบฐานะของผู้นำเข้าลาวจนเป็นที่พอใจแล้วจะส่งสินค้าไปให้ผู้นำเข้าลาว พร้อมส่งเอกสารการออกสินค้า (Shipping Documents) ให้ธนาคารในลาว เพื่อการชำระเงิน ผู้นำเข้าของลาวจะต้องนำเงินมาชำระสินค้าที่ ธนาคารก่อน จึงจะได้รับเอกสารเพื่อนำไปออกสินค้าจากคลังสินค้าได้

สกุลเงินที่ใช้ในลาวปัจจุบันเป็นสกุลเงินกีบ ในปัจจุบัน มีอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 226.5 กีบต่อ 1 บาทไทย

ในปัจจุบันระบบธนาคารของลาวจะประกอบด้วย ธนาคารแห่งชาติ (State Bank of the Lao PDR) ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ธนาคารการค้าต่างประเทศ ธนาคารพัฒนาลาวใหม่ ธนาคารร่วมพัฒนา ธนาคารล้านซ้าง ธนาคารส่งเสรีมกะสิกำและการกระเศษ ธนาคารร่วมมือลาว เวียดนามนอกนั้นยังมีธนาคารของประเทศไทยอีก 6 แห่ง และธนาคารพาณิชย์ของมาเลเซีย 1แห่ง ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานดังนี้
1)ธนาคารแห่งชาติ (State Bank of the Lao PDR)
ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางกำหนดนโยบายการเงินควบคุมตรวจสอบการ ดำเนินงานของธนาคารต่างๆที่อยู่ภายในประเทศให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล
2) ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ
การดำเนินงานจะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลซึ่งแต่ละธนาคารจะมีหน้าที่รับผิดชอบ รับฝากเงินและให้สินเชื่อประชาชน รัฐวิสาหกิจ และบริษัท การค้าของรัฐ โดยแต่ละธนาคาร จะเน้นหนักกิจกรรมต่างกัน เช่น ธนาคารการค้า และการต่างประเทศทำหน้าที่อำนวยความสะดวกทางด้านธุรกิจการค้าต่างประเทศ การออกแอล/ซี (L/C) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อการนำเข้าและส่งออก
3) ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ของไทย ได้แก่
- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน)
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)และธนาคารPublic bank (ของประเทศมาเลเซีย) ลักษณะการดำเนินงานได้แก่ รับฝากเงิน ให้กู้ยืมเงิน บริการชำระหนี้ให้แก่ลูกค้าและให้บริการด้านการเงินอื่นๆ ได้แก่ แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รับซื้อขายและถือหุ้น พันธบัตร เอกสารและหลักทรัพย์ต่างๆ และธนาคารร่วมมือลาว-เวียดนาม
4) สำนักงานตัวแทนธนาคารในต่างประเทศ
มีแห่งเดียว คือ สำนักงาน ตัวแทนธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เฉพาะการติดต่อกับธนาคารธุรกิจ หรือสถาบันการเงินอื่นๆ ที่เป็นลูกค้าหรือสถาบันการ เงินอื่นๆ ที่ตนเป็นตัวแทนเท่านั้น โดยไม่สามารถดำเนินธุรกิจธนาคาร หรือคล้ายคลึงธุรกิจธนาคารได้
สถาบันการเงินไทย ได้เข้าไปมีบทบาทต่อการพัฒนาระบบการเงินใน ประเทศลาว ดังนี้
- ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างไทยกับลาว เนื่องจาก เดิมประเทศลาวมีธนาคารที่สามารถทำธุรกิจด้านต่างประเทศได้เพียง แห่งเดียวเท่านั้น คือ ธนาคารการค้า และการต่างประเทศ
- ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ และนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในลาว ให้มีความสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ด้านการลงทุน ระหว่างประเทศไทยกับลาวให้เพิ่มขึ้น
- ในปัจจุบันเป็นช่วงการปฎิรูประบบธนาคารในลาว โดยมีการจัดรูป แบบและองค์กรใหม่ สถาบันการเงินไทยได้เข้าไปช่วยพัฒนาระบบธนาคารของลาว โดยการถ่ายทอดความรู้ ด้านเทคโนโลยีพัฒนาบุคลากร รวมทั้งนำเงินทุนไปปล่อยสินเชื่อในลาว
- เข้าไประดมเงินออมของประชาชนลาว โดยการเข้าไปจัดตั้งธนาคารร่วมพัฒนา
- ปล่อยสินเชื่อให้กับนักธุรกิจไทยรายใหญ่ๆ ที่เข้าไปลงทุนในลาว เช่น กลุ่มบริษัท ชินวัตร เพื่อใช้ในโครงการสื่อสารในลาว

จุดการค้าที่สำคัญในตลาดลาวจะเป็นเมืองใหญ่ ๆ ของลาว ได้แก่ กรุงเวียงจันทน์ จำปาสักหลวงพระบางและสะหวันนะเขตเนื่องจากเป็นเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มากและเป็นเมืองด่านเศรษฐกิจของลาวเส้นทาง การค้าในลาว จะใช้เส้นทางคมนาคมที่มีอยู่ในประเทศ ดังนี้

1 เส้นทางคมนาคมทางบก

การขนส่งสินค้าทางบกนั้นลาวจะใช้ทางรถยนต์ เนื่องจากลาวยังไม่มีระบบการขนส่งทางรถไฟ ในปี 2542 ไทยจะสร้างทางรถไฟจากหนองคาย เชื่อมต่อไปยังกรุงเวียงจันทน์แล้วเสร็จ ปัจจุบันเส้นทางคมนาคมทางบกระหว่างประเทศที่ สำคัญของลาว ได้แก่

1) ถนนสายที่ 6 ระหว่างเมืองจำเหนือกับเมืองสบเสาติดชายแดนเวียดนาม

2) ถนนสายที่ 13 เชื่อมระหว่างเมืองหลวงพระบางผ่านกรุงเวียงจันทน์ เข้าสะหวันนะเขตจนถึงชายแดนกัมพูชา และผ่านเข้าถึงท่าเรือโฮจิมินห์ของเวียดนาม

3) ถนนสายที่ 7,8,9 เป็นถนนที่เชื่อมภาคตะวันออกของลาวกับภาคตะวันตก ของเวียดนามโดยเฉพาะสาย 8 และสาย 9 เป็นสายเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อ ไทย-ลาว-เวียดนาม

4) ถนนสายที่ 10 เริ่มจากเมืองปากเซ แขวงจำปาสักไปยังด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานีของไทย

5) สะพานมิตรภาพไทย-ลาว จากจังหวัดหนองคายของไทยเข้าไปบริเวณท่านาแล้ง กรุงเวียงจันทน์ ของลาว

2 เส้นทางคมนาคมทางน้ำ

เนื่องจากลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล การคมนาคมทางน้ำที่ใช้คือ การคมนาคมในแม่น้ำโขง ได้แก่

1) ท่าข้ามบริเวณจังหวัดหนองคาย ตรงข้ามกับเมืองท่าเดื่อของกรุงเวียงจันทน์

2) ท่าข้ามบริเวณบึงกาฬ จังหวัดหนองคายตรงข้ามกับเมืองปากซัน แขวงบลิคำไซ

3) ท่าข้ามบริเวณจังหวัดนครพนม ตรงข้าม เมืองท่าแขกแขวงคำม่วน

4) ท่าข้ามบริเวณจังหวัดมุกดาหาร ตรงข้าม แขวงสุวรรณเขต

5) ท่าข้ามบริเวณเชียงคาน จังหวัดเลย ตรงข้ามเมืองสานะคามแขวงเวียงจันทน์

6) ท่าข้ามบริเวณเชียงแสน จังหวัดเชียงรายตรงข้ามบ้านห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว

3 เส้นทางคมนาคมทางอากาศจากลาวที่สำคัญ ได้แก่

1) เวียงจันทน์ - กรุงเทพฯ

2) เวียงจันทน์ - พนมเปญ

3) เวียงจันทน์ - คุนหมิง

4) เวียงจันทน์ - โฮจิมินห์

5) เวียงจันทน์ - ฮานอย

6) เวียงจันทน์ - เชียงใหม่

ภาวะการค้าชายแดนปี 2554 มีมูลค่าการค้ารวม 101,660.8 ล้านบาท (ปี 2553 มูลค่า 79,238.9 ล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.3 โดยแบ่งเป็นการส่งออก 81,124.8 ล้านบาท (ปี 2553 มูลค่า 64,118.1 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.5 การนําเข้า 20,536.0 ล้านบาท (ปี 2553 มูลค่า 15,120.8 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.8 ได้เปรียบดุลการค้า 60,588.8 ล้านบาท สําหรับปี 2555 (มกราคม – สิงหาคม) มีมูลค่าการค้ารวม 89,920.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกนของปี 2554 (มูลค่า 65,504.9 ล้านบาท) ร้อยละ 37.3 แบ่งเป็นการส่งออก 73,642.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.9 การนําเข้า 16,277.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4 ได้ดุลการค้า 57,364.9 ล้านบาท

ตารางแสดงมูลค่าการค้าชายแดน ปี 2552 - 2555

รายการ มูลค่า (ล้านบาท)
2552 2553 2554 2554 2555
(ม.ค.-ส.ค.)
มูลค่าการค้ารวม 66367.1 79238.9 101661 65504.9 89920.5
ส่งออก 53740.9 64118.1 81124.8 51520.6 73642.7
นำเข้า 12626.2 15120.8 20536 19948.3 16227.8
ดุลการค้า 41146.6 48997.3 60588.8 37536.3 57364.9

ที่มา : กองเทคโนโลยีสารสนเทศกรมการค้าต่างประเทศ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

สินค้าส่งออก-นําเข้าที่สําคัญของการค้าชายแดน ในปี 2555 (มกราคม – สิงหาคม)

1. สินค้าส่งออกที่สําคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล มีมูลค่า 11,879.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 7,824.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.5 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่า 5,353.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 474.6 น้ำมันเบนซิน มีมูลค่า 3,597.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 เครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างและส่วนประกอบ มีมูลค่า 2,901.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64.1 เป็นต้น

2. สินค้านําเข้าที่สําคัญ ได้แก่ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ มีมูลค่า 11,743.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.3 ไม้แปรรูป 1,147.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.0 ธัญพืช มีมูลค่า 601.1 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17.4 มันสําปะหลัง มีมูลค่า 404.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 และเคมีภัณฑ์อนินทรีย์ มีมูลค่า 372.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 358.6 เป็นต้น

รูปแบบการค้า
1) การนำเข้าและส่งออกตามชายแดน

(1) การค้าในระบบเป็นการนำเข้าและส่งออกโดยผ่านพิธีการศุลกากรซึ่งการซื้อสินค้า ในแต่ละครั้งที่มีมูลค่าไม่เกินครั้งละ 500,000 บาท ผู้ค้ารายย่อยของลาวจะนำเข้าสินค้าจากไทยในนาม ของบริษัทที่ได้รับ ใบอนุญาตให้เป็นผู้นำเข้า และส่งออกโดยจะเสียค่าธรรมเนียมให้กับบริษัทฯดังกล่าว

(2)การค้าชายแดนนอกระบบ เป็นการลักลอบค้าขายโดยอาศัยช่องทางความสะดวกของภูมิประเทศตามแนวชายแดน ที่ติดกันโดยไม่ผ่านศุลกากร โดยการค้า นอกระบบนี้มูลค่าประมาณร้อยละ 70 ของการค้าชายแดนโดยรวม
2) ลักษณะของผู้นำเข้า-ส่งออก
ผู้ที่ทำการค้าตามแนวชายแดนไทย-ลาว สามารถทำการค้าขายได้โดยเสรี โดยกรมการค้า ต่างประเทศได้ออกประกาศ ยกเลิกการจดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้ากับลาว ตั้งแต่ วันที่ 27 มกราคม 2540 แล้ว

- นิติบุคคลต้องจดทะเบียนพาณิชย์ที่กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือสำนักงาน ทะเบียนการค้าจังหวัด

- บุคคลทั่วไป ถ้าเป็นร้านค้าจะต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่ถ้าเป็นแผงลอยสามารถทำการค้า ขายได้โดยไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งการซื้อขายแลกเปลี่ยนในแต่ละครั้งจะมีจำนวนไม่มากนัก
3) รูปแบบการชำระเงิน
การค้าตามแนวชายแดนไทย-ลาว พบว่าการซื้อขายสินค้าในปัจจุบัน จะชำระด้วยเงินสด หรือวิธีโอนเงินผ่านธนาคาร (Telegraphic Transfer) โดยสกุลเงินที่นิยมนำมาใช้คือเงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ และเงินสกุลบาท ของไทย ส่วนสกุลเงินกีบของลาวจะนำมาใช้น้อยมากเนื่องจากเงินกีบของลาวขาดเสถียรภาพ

ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าชายแดนไทย-ลาว
ในการนำเข้าสินค้าตามแนวชายแดนไทย-ลาว ผู้นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับจ้างลักลอบ สินค้าเพื่อนำไปส่งให้กับมินิมาร์ท ร้านค้าและแผงลอยในกรุง เวียงจันทน์และจังหวัดชายแดนของลาว

1 ความต้องการของตลาดคู่ค้า

1.1 ความต้องการของตลาดคู่ค้าในปัจจุบัน

ปัจจุบันลาวประสบปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศอย่างมาก รัฐบาลได้กำหนดมาตรการจำกัดสินค้า หรือกีดกันสินค้าฟุ่มเฟือย ดังนั้นความต้องการสินค้าของตลาดลาว จึงเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยสินค้าที่ตลาดลาวต้องการมากในปัจจุบัน ได้แก่

1) สินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ เสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่ม อาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง และแก๊ส ยาและอุปกรณ์การแพทย์ และ เครื่องกีฬา เป็นต้น โดยในปี 2539 ลาวนำเข้าสินค้าในหมวดนี้ 275.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ร้อยละ 2.38 ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้า 268.63 ล้านเหรียญสหรัฐฯและการนำเข้าในปี 2538 เพิ่มจากปี 2537 ที่มีมูลค่าการนำเข้า 161.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 66.34

2) วัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้า ลาวมีการก่อสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ใน การบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน โครงการก่อสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าของลาวปัจจุบันมีทั้งสิ้น 23 โครงการ ซึ่งคาดว่า ในอนาคตจะมีการก่อสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกเพื่อรองรับการขยายตลาดด้านการค้า และการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้มีความต้องการสินค้า ประเภทวัสดุ ก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น ในปี 2539 ลาวนำเข้าสินค้าวัสดุก่อสร้างและเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นมูลค่า 156.00 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง เพียงเล็กน้อยจากปี 2538 ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้า 165.00 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลงร้อยละ 5.45 เนื่องจากการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ อย่างไร ก็ตามในปี 2538 ลาวมีการนำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้ เพิ่มขึ้นจากปี 2537 ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้า 72.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 128.53
3) สินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ ในปี 2539 มีมูลค่าการนำเข้า 120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ซึ่งมีมูลค่าการนำเข้า 98.53 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.79 ส่วนการนำเข้าในปี 2538 เพิ่มขึ้นจากปี 2537 ที่มีมูลค่า การนำเข้า 54.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 82.02

1.2 ความต้องการของตลาดลาวในอนาคต

ในอนาคตลาวจะมีรายได้จากการขายพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ จากเขื่อน 23 โครงการซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทั้งสิ้น 6,849 เมกกะวัตต์ มีมูลค่า 9.49 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ลาวมี รายได้เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมากและเชื่อว่ารัฐบาลลาวจะสามารถยกเลิก หรือผ่อนผัน ความเข้มงวดเกี่ยวกับมาตรการ ด้านการเงิน และด้านการค้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้กับผู้นำเข้า-ส่งออก ดังนั้นความต้องการ การบริโภค สินค้า ในอนาคตของลาวจะเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น สำหรับสินค้าจำเป็นที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดลาว อยู่แต่อาจจะลดปริมาณลง เนื่องจากนโยบายการส่งเสริมการลงทุน ตั้งโรงงานผลิตสินค้าจากวัตถุดิบที่มีภายในประเทศ สินค้าที่คาดว่าจะเป็นที่ ต้องการของตลาดลาวในอนาคตได้แก่

1) สินค้าฟุ่มเฟือย ในปี 2540 แผนกสถิติกระทรวงการค้าลาว ได้ประมาณการความต้องการสินค้าในหมวดนี้คิดเป็นมูลค่า 279.76 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2539 ร้อยละ 103.74 สินค้าในหมวดนี้ ได้แก่ ยานพาหนะ สุรา บุหรี่ เป็นต้น

2) สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าในหมวดอุปโภคบริโภคในอนาคต คาดว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดลาวมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิต ของลาวยังเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ทำให้ผลผลิตที่ได้ ยังมีคุณภาพไม่ดีนักและไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นยังคงต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อให้เพียงพอกับการ บริโภคภายในประเทศ เหมือนดังที่ผ่านมา

3) เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลาดลาวยังมีความต้องการสูงเนื่องจากลาว ยังไม่มีโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า การบริโภคภายในประเทศอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมดอีกทั้งลาวยังมีไฟฟ้าใช้ในประเทศ เองอย่าง เหลือเฟือในอนาคต

4) เครื่องจักรและอุปกรณ์ สินค้าในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ คาดว่าจะเป็นสินค้าที่ตลาดลาวต้องการมากในอนาคต เนื่องจากลาวต้องการ พัฒนาอุตสาหกรรมและพัฒนาการเกษตร ซึ่งจำเป็นต้อง ใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว

2 ส่วนแบ่งตลาดไทย

ปัจจุบันลาวมีประเทศ คู่ค้ามากกว่า 35 ประเทศ จากสถิติส่วนแบ่งตลาดการ ค้าในลาวพบว่าคู่ค้ารายใหญ่ของลาวคือ ไทย ส่วนประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆได้แก่ ญี่ปุ่น เวียดนาม จีน และสิงคโปร์ โดยแต่ละประเทศมี ส่วนแบ่งตลาดการค้าในลาวดังนี้ (ดูตารางที่ 1)

1) ไทย เป็นคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของลาว โดยในปี 2539 ไทยสามารถ ครองส่วนแบ่งตลาดการค้าในลาวได้ถึงร้อยละ 44.95 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 41.26

2) ญี่ปุ่น เป็นคู่ค้าอันดับที่สองรองลงมาจากไทย โดยในปี 2539 ญี่ปุ่น ครองตลาดการค้าในลาวได้ร้อยละ 7.62 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.99

3) เวียดนาม เป็นคู่ค้าอันดับที่สาม ในปี 2539 เวียดนามครองตลาด การค้าในลาวร้อยละ 3.74 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.43

4) จีน เป็นคู่ค้าอันดับที่สี่ ในปี 2539 จีนมีส่วนแบ่งตลาดการค้าในลาว ร้อยละ 3.36 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.08

5) สิงคโปร์ เป็นคู่ค้าอันดับที่ห้า ในปี 2539 สิงคโปร์มีส่วนแบ่งตลาด การค้าในลาวร้อยละ 2.45 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ 2.25

3. ประเทศคู่แข่ง

จากสถิติการค้าในปี 2544 ไทยส่งสินค้าออกไปขายให้ลาว มีมูลค่า 18,248.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2543 ร้อยละ 18.6 สินค้าที่ไทยส่งออกไปขายให้ลาวมากที่สุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รองลงมา ได้แก่ นำ้มันสำเร็จรูป ผ้าผืน เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์เซรามิก ข้าว ผลิตภัณฑ์ ยาง เคมีภัณฑ์ผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม ช็อกโกแล็ต และ อาหาร สำเร็จรูป ซึ่งประเทศคู่แข่งที่สำคัญของสินค้าไทยในตลาดลาวได้แก่ ประเทศ ญี่ปุ่น เวียดนาม จีน สิงคโปร์ เป็นต้น

4. ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ

4.1 ข้อได้เปรียบของไทย

1) สินค้าคุณภาพระดับกลางขึ้นไปของไทย มีราคาต่ำกว่าคู่แข่ง อย่างสิงคโปร์ และมาเลเซีย และการให้เครดิตของพ่อค้าไทยมีระยะเวลานานกว่าประเทศคู่แข่ง รวมทั้งการซื้อขายสินค้าระหว่าง ไทยและลาวสามารถทำกัน แบบง่ายๆ โดยชำระกันด้วยเงินบาท

2) สินค้าไทยมีคุณภาพดี รูปแบบสวยงามตรงตามความต้องการ ของตลาดลาว เนื่องจากสินค้าไทยถูกส่งเข้าไปขายในตลาดลาวมาเป็นเวลานานทำให้สินค้าไทยติดตลาดลาวมากกว่าคู่แข่ง

3) ผู้ส่งออกของไทยสามารถจัดส่งสินค้าให้กับลาวได้รวดเร็ว และ สินค้าได้รับ ความเสียหายน้อยมากในขณะขนส่ง

4) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความรู้สึกของประชาชนลาว คิดเสมอว่า คนไทยเป็นพี่น้องกันทำให้เชื่อใจไทยในเรื่องไม่คดโกง ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ช่วยเหลือด้านการค้าแก่ลาวโดยการให้สิทธิ พิเศษภาษีสินค้าผ่าน แดน ซึ่งลาวก็ให้สิทธิพิเศษนี้แก่ไทยตอบแทนด้วย

5) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ลาวได้ตาม แนวชายแดน ไทยเกือบทั้งประเทศและยังอาศัยผู้นำเข้ารายใหญ่ๆของลาวเป็นผู้กระจายสินค้าไปยังผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกตามตลาด ต่างๆ ของลาว ส่งผลให้ สินค้าไทยกระจายเข้าสู่ตลาดลาวได้ทั่วถึง

6) ด้านการค้าผ่านแดน สินค้าไทยได้อาศัยผู้นำเข้า-ส่งออกของลาว เป็นผู้กระจาย สินค้าเข้าสู่ชายแดนเวียดนามและจีนตอนใต้ได้อีกช่องทางหนึ่ง

7) ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับลาว การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ช่วยเหลือด้านวิชาการทั้งการร่วมทุนในการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าเพื่อให้ลาวเห็นว่าไทยไม่ได้เข้าไป กอบโกยผลประโยชน์จาก ลาวฝ่ายเดียว นอกจากนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทยได้จัดตั้งตัวแทนสำนักงาน BOI ขึ้นในลาวเพื่ออำนวยความสะดวก ให้แก่นักลงทุนของไทย

8) ไทยเข้าไปร่วมพัฒนาด้านคมนาคมขนส่งในลาว เพื่ออำนวย ความสะดวกในการขนส่งสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดต่างๆ ของลาว เช่น การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง การก่อสร้างทางรถไฟ เป็นต้น ทำให้การขนส่งสินค้าจาก ไทยเข้าไปสู่ตลาดลาวสามารถทำได้สะดวกมากขึ้น

4.2 ข้อเสียเปรียบของไทย

1) สินค้าไทยระดับล่างมีราคาสูงกว่าสินค้าจากจีน และ เวียดนาม เนื่องจากการ จัดเก็บอัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรของกรมศุลกากรไทยมีอัตราสูงทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มสูงขึ้น สินค้าไทยใน ระดับล่างจึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งได้

2) มีการลักลอบการค้าตามแนวชายแดนไทย - ลาวมาก ทำให้ สินค้าไทยที่ลักลอบเข้าไปในลาวมีราคาถูกกว่าสินค้าที่นำเข้าโดยถูกวิธี ทำให้สินค้าไทยเข้าไปแข่งขันกันเองในตลาดลาว

3) สินค้าไทยจะถูกปลอมแปลงและเลียนแบบจากประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ซึ่งจะมีคุณภาพสินค้าที่ต่ำกว่าทำให้ผู้บริโภคลาวเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสินค้าไทย นอกจากนี้ยังมีผู้ส่งออกไทยบาง รายนำสินค้าหมดอายุเข้าไป จำหน่ายในลาวทำให้สินค้าไทยเสียชื่อเสียง

4) ความสัมพันธ์ด้านการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ระหว่าง ลาว - เวียดนาม ที่มีความแน่นแฟ้น ทำให้รัฐบาลลาวมักจะพิจารณาอนุมัติโครงการจากเวียดนามก่อนเสมอ และปัจจุบันรัฐบาล ลาวหลีกเลี่ยงการเป็นตลาดที่จำหน่ายสินค้าไทยแต่เพียงผู้เดียว

5) รัฐบาลจีนได้เข้ามาพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งทางภาคเหนือ ของลาวส่งผลให้ในอนาคตการค้าระหว่างจีนกับลาวสามารถทำได้โดยสะดวกอาจทำให้ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยลดลงได้

ปัญหาการค้า

1 ปัญหาและอุปสรรค
ในการส่งสินค้าไปขายยังลาวในปัจจุบันพบว่าผู้ส่งออกไทยมีปัญหาและอุปสรรคโดยมีทั้งปัญหาที่เกิดจากปัจจัย ภายในประเทศไทยเอง และปัญหาที่เกิดจากข้อจำกัดต่างๆ ภายในประเทศลาว ทั้งนี้มีปัญหาที่สำคัญๆ ดังนี้

1) การเข้า-ออก ประเทศสปป.ลาว ยังไม่สะดวกและคล่องตัวเท่าที่ควร

2) การเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มเติม เพื่อให้การค้าคล่องตัวยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากข้อจำกัดของทั้งสองฝ่าย

3) การเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าของฝ่ายสปป.ลาว เนื่องจากลาวมีเป้าหมายที่จะลดภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศ ทำให้มีการจำกัดโควต้าสินค้าที่จะนำเข้า นอกจากนี้ยังทำให้เกิดมาตรการด้านอื่นๆ ที่มิใช่ภาษี เพื่อควบคุมการนำเข้าทางอ้อม เช่น การขออนุญาตแต่ละเรื่อง มีขั้นตอนมาก และการพิจารณาล่าช้า ทำให้การนำเข้า-ส่งออกล่าช้าไปด้วย

4) ระบบการค้าระหว่างประเทศของสปป.ลาว ยังไม่เปิดเสรีโดยสมบูรณ์ ผู้นำเข้า-ส่งออกจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน และต้องมีการวางเงินค้ำประกัน จึงจะสามารถประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออกได้เฉพาะสินค้าในหมวดที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

5) ผู้ประกอบการรายย่อยที่จะนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่ไม่มีใบอนุญาต ต้องอาศัยการนำเข้า-ส่งออก ผ่านบริษัทที่มีใบอนุญาต และเสียค่านายหน้าเฉลี่ย 2-3% ทำให้ต้นทุนสินค้าสูง

6) ค่าขนส่ง และค่าบริการในการนำเข้า-ส่งออก ค่อนข้างสูงประกอบกับ เส้นทางคมนาคมยังทุรกันดาร เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้า และเป็นลักษณะผูกขาด 1) ปัญหาขั้นตอนและระเบียบการส่งออกของไทยที่ยุ่งยากซับซ้อนและมีเอกสารประกอบมากทำให้เสียเวลาและ เสียค่าใช้จ่ายสูงรวมทั้งการคืนภาษีอากรยังล่าช้าทั้งภาษีตามพรบ.19ทวิ เงินชดเชยภาษีมุมน้ำเงินทำให้ ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องของเงินทุน หมุนเวียน

7) ค่าเงินกีบไม่มั่นคง ทำให้ผู้ค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อยไม่กล้าสต๊อคสินค้า เพราะเกรงว่าจะเกิดการขาดทุนจากค่าเงินกีบ

8) สปป.ลาว ยังขาดกำลังซื้อ

9) การค้านอกระบบส่งผลกระทบต่อผู้ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของไทยที่อยู่ในสปป.ลาว เนื่องจากสินค้าที่ลักลอบนำเข้ามีต้นทุนต่ำกว่า ตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้องในระบบไม่สามารถแข่งขันได้ส่งผลให้ผู้ทำการค้าไม่สนใจที่จะเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มาจากประเทศไทย เว้นแต่สินค้าที่มีข้อจำกัดไม่สามารถขนถ่ายโดยใช้เรือเล็กได้

10) ความตกลงขนส่งสินค้าผ่านแดนไทย-สปป. ลาว ยังมีปัญหา เพราะปัจจุบันลาวสามารถขนส่งสินค้าผ่านแดนไทยได้ แต่ไทยไม่สามารถขนส่งผ่านแดนสปป.ลาว ได้ (คาดว่าจะมีการลงนามได้ในเร็ว ๆ นี้)

11) ขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ อาทิ การคมนาคม การสื่อสาร

12) นักธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจนักธุรกิจไทย

2 แนวทางแก้ไข

1) จัดให้มีการประชุมหารือร่วมกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ระหว่างกัน และส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับ เพื่อกระชับความสัมพันธ์

2) รัฐควรให้การส่งเสริม/สนับสนุน/ให้คำปรึกษา แก่ภาคเอกชน ในการเข้าไปทำธุรกิจ ในสปป.ลาว เพื่อลดความเสี่ยง โดยอาจเข้าไปถือหุ้นในกิจการที่นักธุรกิจไทยไปดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อถือและความมั่นใจ

3) มีส่วนร่วม ในการชักชวนประเทศที่สาม หรือมูลนิธิต่างประเทศ เพื่อเข้าไปพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในสปป.ลาว

4) พิจารณา ดำเนินการด้านการค้าชายแดนอย่างจริงจัง โดยมีนโยบายและการดำเนินการที่ชัดเจน ตลอดจนการประสานระหว่างหน่วยงานภาคราชการและเอกชนของไทย ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ควรกำหนดหน่วยงานระดับท้องถิ่นให้มีบทบาทที่จะรับผิดชอบดูแลการค้าชายแดนให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานสากล

5) ควรมีการประสานกันดำเนินการในการกำหนดเขตพื้นที่ทั้งภาคอุตสาหกรรม/เกษตรกรรม ให้ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการค้าชายแดน

6) ควรมีหน่วยงานของรัฐบาลในการทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน แก่นักธุรกิจ/นักลงทุนไทยในการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับ JETRO ของญี่ปุ่น

1. กลยุทธ์ด้านลักษณะสินค้าและบริการ

เพื่อให้สินค้าไทยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในลาวพร้อมทั้งขยายฐานการตลาดในลาวให้มากขึ้น ดังนั้น กลยุทธ์การตลาด ที่ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณานำมาใช้ในการรักษา และขยายตลาดในลาว มีดังนี้

1) กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ไทยยังสามารถครองตลาดลาวได้เกือบทั้งหมด ดังนั้นควรรักษาระดับคุณภาพและ มาตรฐานสินค้าของไทย ซึ่งติดตลาดลาวอยู่แล้วให้คงที่ไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงสูตรหรือหีบห่อซึ่งผู้บริโภค ลาวอาจจะ เข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าต่างชนิดกันได้

2) กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรมีลักษณะเช่นเดียวกับที่เสนอขายในประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคลาวได้รับ อิทธิพลจากสื่อโทรทัศน์ของไทยจึงพยายามหาซื้อสินค้าที่มีลักษณะตามคำโฆษณา

3) เนื่องจากผู้นำเข้าลาวสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่มากนักแต่จะสั่งสินค้าเดือนละหลายๆครั้ง ดังนั้น ผู้ส่งออกของไทยควร มีการจัดระบบการขนส่งสินค้าไปยังลาวให้มีความรวดเร็วเพื่อไม่ให้สินค้าไทยขาดตลาด ในลาวเพื่อ ป้องกันไม่ให้สินค้าของคู่แข่ง เข้ามาแทนที่สินค้าไทยได้

4) ผู้ส่งออกของไทยควรเข้าไปเยี่ยมและสร้างความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกับผู้นำเข้าลาวหรือผู้จำหน่ายสินค้าราย ใหญ่ๆ พร้อมทั้งช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการค้าที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้นำเข้าของลาวจะให้ความสำคัญในเรื่อง ความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างมาก

2. กลยุทธ์ด้านราคา

สินค้าระดับกลางถึงระดับสูงของไทยมีคุณภาพใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ดังนั้น ควรจะตั้งราคาให้ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งเล็กน้อย ส่วนสินค้า คุณภาพต่ำควรตั้งราคาให้ใกล้เคียงกับคู่แข่งขัน เช่น เวียดนาม แต่จะไปเน้นในเรื่องคุณภาพหรือรูปแบบของสินค้าแทน ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคควรตั้งราคา ให้ใกล้เคียงกัน หรือเท่ากับราคาของสินค้าที่จำหน่ายในประเทศไทยหรือชายแดนไทย

3. กลยุทธ์ด้านการจัดจำหน่ายและการกระจายตัวของสินค้า

1) ตลาดการบริโภคสินค้าของลาวมีขนาดเล็ก ทำให้มีผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่เพียง 2-3 รายก็สามารถนำสินค้า เข้าไปสนองความต้องการของตลาดได้ทั้งหมด ดังนั้นช่องทางการส่งออกสินค้าของผู้ส่งออกไทยควรจะเข้าไป ติดต่อผู้นำเข้ารายใหญ่ของลาวโดยตรงให้เป็นผู้กระจายสินค้าในลาวให้กับผู้ส่งออกไทย

2) ช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยไปสู่ตลาดลาวอีกทางหนึ่งคือการค้าตามแนวชายแดนไทย-ลาว เนื่องจากไทย และลาวมีชายแดนติดต่อกันเป็นแนวยาว ไทยมีจังหวัดชายแดนติดต่อกับลาวถึง 11 จังหวัด ผู้ส่งออกของไทย ควรให้ความสำคัญในเรื่องการค้าชายแดนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถกระจายสินค้าไทยไป สู่ตลาดลาวได้ดีที่สุด

3) ผู้ส่งออกไทยควรเข้าไปขายสินค้าวัตถุดิบที่ใช้ป้อนโรงงานโดยติดต่อกับโรงงานโดยตรงซึ่งเป็นช่องทางการจัด จำหน่ายสินค้าวัตถุดิบที่ดีที่สุด

4) ผู้ส่งออกรายใหม่ของไทย ควรหาผู้ร่วมทุนทางการค้า (Joint Venture) กับผู้ประกอบการของลาวหรือการเข้าไป ลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศลาวแล้วนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศไทยเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก โดยอาศัยสิทธิประโยชน์ที่ลาวได้รับทั้งทางด้าน GSP และ MFN ส่วนการส่งสินค้าไทยผ่านลาวไปยังจีนและ เวียดนาม ผู้ส่งออกไทยควรเข้าไปติดต่อผู้ส่งออก-นำเข้า ของลาวโดยตรงให้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าต่อไปยังจีนและเวียดนาม

5) ผู้ส่งออกไทยควรเข้าไปร่วมลงทุน หรือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลลาว เนื่องจากรัฐบาลลาวจะพิจารณา โครงการหรือช่วยเหลือกับผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลลาวก่อนเสมอ

4. กลยุทธ์ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์

1) ควรมีการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ในลาว ได้แก่ โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ สมุดหน้าเหลือง ป้ายโฆษณา (Bill Board) โทรทัศน์/วิทยุ เป็นต้น

2) ผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทยควรเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำเข้าของลาวและร่วมทำการตลาดกับผู้นำเข้า ลาวเนื่องจากผู้นำเข้าลาวยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องของวิธีทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการส่งเสริมการขาย

3) การใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย โดยผู้ส่งออกไทยควรให้การสนับสนุนต่างๆ แก่ตัวแทนจำหน่ายในลาว ได้แก่ การแจกตัวอย่างสินค้าให้กับลูกค้าทดลองใช้ รวมทั้งการใช้ Presenter ไปแนะนำและสาธิตวิธีการใช้สินค้าใหม่ พร้อมทั้งให้ค่าคอมมิชชั่นกับผู้นำเข้าของลาวที่สามารถทำยอดขายได้ตรงตามเป้าหมาย

4) การติดต่อผ่านสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงเวียงจันทน์ เพื่อเป็นผู้ประสานงานในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้กับผู้นำเข้าลาวที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าไทย ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์และความ เชื่อถือในสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยให้ผู้นำเข้าลาวรับทราบ

1 มาตรการด้านนำเข้า - ส่งออก
กฎระเบียบและมาตรการด้านการนำเข้า - ส่งออกสินค้าลาว

1. ข้อจำกัดสินค้าในการนำเข้า - ส่งออก
1.1 สินค้าห้ามนำเข้า
รัฐบาลลาวได้กำหนดสินค้าห้ามนำเข้า หรือการกำหนดไว้เป็นบางบริเวณหรือบางเรื่องจำนวน 8 รายการ ได้แก่ อาวุธสงครามรถพวงมาลัยขวา ยาเสพติด สินค้าเกษตรที่ผลิตได้ในประเทศ เป็นต้น สิ่งของต้องห้ามเหล่านี้อาจมีข้อยกเว้นที่รัฐบาลอาจอนุญาตให้นำเข้าได้ หากกระทรวงที่เกี่ยวข้องแจ้งว่านำเข้าเพื่อใช้ประโยชน์ทางราชการ
1.2 สินค้าห้ามส่งออก
รัฐบาลลาวได้กำหนดสินค้าห้ามส่งออกหรือกำหนดไว้บางบริเวณ หรือบางเรื่องจำนวน 7 รายการ ได้แก่ ปืน สิ่งของที่เป็นวัตถุโบราณ เป็นต้น
1.3 สินค้าที่รัฐให้การคุ้มครองหรือคุ้มครองตามแขนงวิชา
หมายถึงสินค้าที่กระทรวงต่าง ๆ ได้มีข้อกำหนดเป็นการเฉพาะ ซึ่งผู้ประสงค์ที่จะนำเข้าหรือส่งออกได้ต้องทำการขอที่กระทรวงนั้น ๆ ก่อน ได้แก่
- สินค้าที่รัฐคุ้มครองการนำเข้า 5 รายการ ซึ่งกำหนดปริมาณการนำเข้า ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด เหล็กเส้นทุกชนิด ปูนซีเมนต์ทุกชนิด ข้าวสารทุกชนิดและรถทุกประเภท
- สินค้าที่รัฐคุ้มครองการนำเข้าบางประเภท เป็นสินค้าที่ต้องได้รับอนุญาต จากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการค้าจึงจะออกใบอนุญาตให้นำเข้าได้ ได้แก่ ยารักษาโรค ปืนกีฬา เป็นต้น
- สินค้าที่รัฐคุ้มครองการส่งออกตามวิชาเฉพาะมี 4 รายการ ได้แก่ กสิกรรม หนังสัตว์ เครื่องป่า ไม้ซุง ไม้แปรรูป เป็นต้น จะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้คำปรึกษาหรือหารืออย่างใกล้ชิด
1.4 ธุรกิจขาออก (Re - Export) เป็นหมวดสินค้าที่เกี่ยวข้องต้องขออนุญาตตามข้อกำหนดอยู่แล้วไม่ต้องทำการขออนุญาตเพิ่มเติม

2. ข้อจำกัดมาตรการภาษี (Tariff)
2.1 ภาษีศุลกากร
ลาวได้ประกาศอัตราภาษีขาเข้าเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539 สำหรับสินค้าขาเข้าจำนวน 3,552 รายการ แบ่งการจัดเก็บตามประเภทสินค้าได้ ดังนี้
- สินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพและสินค้าทั่วไป เช่น อาหาร ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง มี 6 อัตรา คือ ร้อยละ 5, 10, 15, 20, 30, และ 40
- ยานพาหนะ มี 5 อัตรา คือ ร้อยละ 50, 60, 80, 100 และ 150
- บุหรี่ เสียภาษีร้อยละ 60
- เหล็กและเบียร์เสียภาษีร้อยละ 80
2.2 ภาษีการค้า
ในการจัดเก็บภาษีการค้าจะเก็บตามชนิดของสินค้า โดยจะชำระที่ด่านศุลกากรเช่นเดียวกับที่ชำระภาษีศุลกากร ซึ่งคำนวณจากราคา CIF(Cost, Insurance and Freight) ของสินค้าตามที่แจ้งรวมภาษีศุลกากร สำหรับสินค้าที่นำเข้าในลักษณะขายส่ง ณ จุดขาย ผู้ขายส่งจะแจ้งและชำระภาษีเดือนละครั้งตามชนิดของสินค้า คือ ร้อยละ 3, 5, 10, 15 และร้อยละ 20 ตามลำดับ สำหรับผู้นำเข้ามาเพื่อขายต่อหรือเพื่อผลิตต่อจะได้รับการคืนภาษี
2.3 รายการสินค้าที่รัฐบาลลาวอนุญาตให้ผู้นำเข้า แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ (เหรียญสหรัฐ) ได้ เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าเป็นสินค้าที่จำเป็น ได้แก่
1) อาหาร ได้แก่
- ข้าว
- น้ำตาล
- ผลิตภัณฑ์นม
- ผงชูรส
- แป้งทุกชนิด
2) วัสดุก่อสร้าง ได้แก่
- ปูนซีเมนต์
- เหล็กเส้นทุกชนิ
- กระเบื้องมุงหลังคา
- สังกะสี
- ท่อพีวีซี
- สายไฟ
- สีทาบ้าน
3) น้ำมันเชื้อเพลิง
- น้ำมันเบนซิน
- น้ำมันดีเซล
- น้ำมันก๊าด
4 ) สินค้าที่ใช้งานเกษตรกรรม ได้แก่
- ปุ๋ย
- อาหารสัตว์
- ปั๊มน้ำ
- รถไถนา
- เครื่องสีข้าว
5)เครื่องใช้ ได้แก่
- สบู่
- ผงซักฟอก

2 รายชื่อสินค้าควบคุมนำเข้า - ส่งออก
2.1 ประเภทสินค้าห้ามนำเข้า
1) อาวุธสงครามทุกชนิด
2) พาหนะที่มีพวงมาลัยขวาทุกประเภท (เฉพาะเป็นสินค้า)
3) ชิ้นส่วนของสัตว์ทุกประเภท เช่น กระดูก หนัง เท้า ปีก หัว เป็นต้น
4) ประเภทยาเสพติด เช่น ฝิ่น เฮโรอีน มอร์ฟีน กัญชา โคเคน พืชกระท่อม วัตถุ หรือสารพิษทุกชนิด เช่น วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตใจและประสาท ยาพิษ เป็นต้น สารเคมีเพื่อใช้ผสมและผลิตเป็นสารดังกล่าว
5) ยารักษาโรคแก้ปวด ลดไข้ที่มีส่วนผสม เช่น เฟมาเซติน คาเฟอิน แอมเฟตามีน และสารที่คล้ายคลึงแอมเฟตามีน ซึ่งเคยมีชื่อการค้าและตามชื่อการค้า ดังนี้ คือ ยาวปวดหาย ยาทันใจ ยาปวดบูลา ยาแก้ปวดตราครก ยาดาก้า ยาอาวีลอน ยาโกลิซิ ดินดี หรือชื่ออื่นที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่เป็นยาตัวเดียว ยาชุด ยาขม ยาไม่ได้มาตรฐาน (ยาหมดอายุการใช้งาน ยาเสื่อมคุณภาพ ยาปลอม) ถ้ามียาต้องห้ามอื่น ๆ อีก ให้ปฏิบัติตามแขนงการประกาศใช้
6) เครื่องวัฒนธรรม เช่น
- หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสารต่าง ๆ รูปภาพ ฟิล์มวิดีโอของกลุ่มคนลาว คนต่างด้าว และต่างประเทศที่ไม่ดีอยู่ต่างประเทศ
- หนังสือสังคม การเมือง และวรรณคดีต่าง ๆ ที่มีสาระเกี่ยวกับการปองร้าย และโฆษณาโค่นล้ม โจมตีพรรครัฐ และการปฏิวัติสังคมนิยมโดยรวม
- หนังสือ วารสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์แบบลามก อนาจาร
- รูปภาพแบบลามก ฟิล์มวิดีโอและภาพยนตร์โป๊ทุกชนิด
- เครื่องเล่นการพนัน เช่น ไพ่ และอื่น ๆ
- เครื่องนุ่มห่มที่ขัดต่อประเพณี เช่น เสื้อแบบเปิดเปลือย กระโปรงสั้น เสื้อที่มีลวดลายที่ไม่เหมาะสมกับประเพณี
7) สินค้ากสิกรรมที่มีการผลิตอยู่ภายในประเทศ เช่น พริก มะเขือ มะเขือเทศ กล้วย ละมุดมะนาว ผลไม้อื่น ๆ ตามฤดูกาล
8) ประเภทเศษเคมีและเศษและเศษเหลือการผลิตอุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย
2.2ประเภทสินค้าที่ห้ามส่งออก
1) ปืนแก๊ป ปืนเพิง ปืนลูกซอง ปืนที่ใกล้เคียง ลูกปืนทุกชนิด และชิ้นส่วนทุกชนิดของ ปืน
2) เครื่องโบราณคดีและวัตถุโบราณ เช่น หนังสือโบราณ ประวัติศาสตร์เก่า หนังสือประวัติ เมื่อพระพุทธรูป เครื่องใช้เครื่องประดับที่ทำด้วยวัตถุที่มีคุณค่าสูงเก่าแก่เป็นของพื้นบ้านพื้นเมืองและหายาก เงินเหรียญ เงินเก่า เงินแท่งที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว
3) เครื่องหรือพัสดุที่มีหรือบรรจุสารยาเสพติด เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอิน กัญชา โคเคน พืช กระท่อม วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตใจและประสาท เช่น แอมเฟตามีน และจำพวกคล้ายคลึงแอมเฟตามีน พร้อมทั้งสารเคมีเพื่อใช้ผสมและผลิตเป็นสารดังกล่าว
4) ไม้ซุงทุกชนิด (ยกเว้นกรณีพิเศษ)
5) ไม้เลื่อยขนาด 15/80 เซนติเมตร ขึ้นไป (ความยาวไม่จำกัด)
6) หวายดิบทุกชนิดและหวายเส้นที่ปรุงแต่งเบื้องต้น (หวายปอกและหวายตาแห้ง)
7) สัตว์ป่าทุกชนิด

บรรดาประเภทสินค้าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นกระทรวงการค้าจะไม่ถือเป็นสินค้าและจะไม่ออกใบอนุญาตนำสินค้าเข้าหรือสินค้าส่งออกให้เด็ดขาด รายการสินค้ารัฐคุ้มครองและคุ้มครองตามแขนงการ
ตามมาตรา 8 ของข้อกำหนดเลขที่ 462/กค ลงวันที่ 8/2/1993 ของกระทรวงการค้า

1 ประเภทสินค้ารัฐคุ้มครองการนำเข้า
1.1 น้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด
1.2 เหล็กก่อสร้างทุกชนิด
1.3 ซีเมนต์ทุกชนิด
1.4 ข้าวสารทุกชนิด
1.5 รถทุกชนิด
2. ประเภทสินค้ารัฐคุ้มครองการส่งออกที่มีโควต้า
2.1ไม้ซุงทุกชนิด, โคนไม้
2.2 ไม้แปรรูปทุกชนิดรวมทั้งไม้ ไม้ชิ้นเล็ก และตะปุ่มไม้
3. ประเภทสินค้ารัฐคุ้มครองการนำเข้าตามแขนงการวิชาเฉพาะ
3.1 สินค้าประเภทอาหารทุกประเภท
1) เนื้อหมู และหมูทั้งตัว
2) เนื้อวัว และวัวทั้งตัว
3) เนื้อควาย และควายทั้งตัว
4) ปลาน้ำจืดทุกชนิด
5) ผลิตภัณฑ์นมประเภทต่าง ๆ
6) อาหารกระป๋องทุกประเภท รวมทั้งผลไม้กระป๋อง
7) อาหารแช่งแข็งประเภทเนื้อ ปลาและอาหารทะเล
8) เครื่องปรุงรสอาหาร(น้ำปลา น้ำซีอิ้ว น้ำส้ม น้ำพริก น้ำซอส มะเขือเทศ ผงชูรส)
9) ขนมทุกประเภท
10) สีผสมอาหารทุกประเภท
11) สารกันบูดประเภทต่าง ๆ
12) สารทดแทนความหวาน
13) เครื่องดื่มทุกประเภท (น้ำดื่มบริสุทธิ์ เหล้า เบียร์)
3.2 สินค้าประเภทพันธ์
1) พันธุ์พืช สัตว์ทุกชนิด
2) สัตว์มีชีวิตทุกประเภท
3.3 ปุ๋ยวิทยาศาตร์และปุ๋ยทุกประเภท
3.4 สินค้าประเภทวัฒนธรรม
1) ตลับเทปวีดีโอ ตลัปเทปเพลง ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับประเพณี
2) ฟิล์มภาพยนตร์
3) หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสารต่าง ๆ ที่ได้ตรวจตราแล้ว
4) หนังสือเกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ
5) เครื่องดนตรี
6) เครื่องเล่นประเภทฟุ่มเฟือย ดึงแนวคิดของเยาวชน ชาวหนุ่มสาว เช่น ตู้เครื่องเล่น (ตู้เกม)
7) เครื่องแกะสลัก ภาพเขียน รูปแกะสลัก
8) เครื่องรับ – ส่งผ่านดาวเทียม
3.5 สินค้าประเภทสื่อสาร
1) พาหนะสื่อสารทุกประเภท
3.6 สินค้าประเภทยารักษาโรค
1) ยารักษาโรคทุกชนิด นอกจากยาที่ได้ห้ามไม่ให้นำเข้าในข้อ 5 สารบัญเลขที่ 1 3.7 ปืนกีฬา
2) ปืนลมทุกชนิด
3) ปืนแวงเดอลง
4) ปืนลูกซอง
3.7 กีฬาวัฒนธรรม
1) สนุกเกอร์
3.8 ประเภทสินค้ารัฐคุ้มครองการส่งออกตามแขนงการวิชาเฉพาะ
1) สินค้ากสิกรรมทุกประเภท
2) สินค้าเครื่องป่าของดงทุกประเภท
3) สินค้าประเภทหนังสัตว์เป็นแผ่น
4) สินค้าประเภทไม้ซุง ไม้เลื่อย ไม้ปูพื้นทุกชนิด

3 มาตรการด้านมาตรการด้านภาษี

ตามกฎหมายภาษีของสปป.ลาว เลขที่ 04/94 ลงวันที่ 18/07/1994 และกฎหมายสรรพากร เลขที่ 04/95/สพช ลงวันที่ 14/10/1995 กำหนดวิธีการและอัตราการเก็บภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีอากร ตัวเลขธุรกิจ ซึ่งในทางปฏิบัติจะเรียกเก็บตั้งแต่ต้นทางเมื่อมีการนำเข้าสินค้าโดยให้ผู้นำเข้าเป็นผู้ชำระก่อนในเบื้องต้น ทั้งนี้มีอัตราการเรียกเก็บภาษีทั้ง 3 ประเภท ดังนี้
3.1 ภาษีนำเข้า (Import Duty) เรียกเก็บจากผู้นำเข้า แยกเป็น
- สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ และสินค้าใช้ทั่วไป เช่น อาหาร ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง มี 6 อัตรา คือ 5% 10% 15% 20% 30% และ 40%
- ยานพาหนะ มี 5 อัตรา 50% 60% 80% 100% และ 150%
- บุหรี่ 60% เหล้า/เบียร์ 80%
3.2 ภาษีสรรพสามิตร (Excise Tax) เรียกเก็บจากตัวสินค้า โดยกำหนดให้เก็บสินค้าประเภทต่าง ๆ ดังนี้
1. น้ำมันเชื้อเพลิง
(1) น้ำมันเบนซินพิเศษ 23%
(2) น้ำมันเบนซินธรรมดา 20%
(3) น้ำมันดีเซล 10%
(4) น้ำมันเครื่องบิน10%
(5) น้ำมันเครื่อง, น้ำมันไฮโดลิก, น้ำมันหล่อลื่น, น้ำมันเบรค 2%
2.แอลกอฮอลล์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์
(1) แอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ 90 ดีกรีขึ้นไป เสีย 40%
(2) เบียร์ไวน์ และเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีแอกอฮอล์ ต่ำกว่า 50 ดีกรี เสีย 30%
(3) น้ำอัดลม และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เสีย 20%
(4) บุหรี่สำเร็จรูปเป็นเส้น เป็นซอง ซิการ์ เสีย 30%
(5) น้ำหอม และเครื่องเสริมสวย เสีย 10%
(6) ไพ่ และเครื่องประเภทคล้ายเคียง พลุ ดอกไม้ไฟ เสีย 50%
3.ภาษีอากรตัวเลขธุรกิจ (Consumer Tax) เรียกเก็บจากผู้บริโภค คล้ายกับ VAT ของไทย ซึ่งมี 4 อัตรา คือ 3% 5% 10% และ 15% ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า
สปป.ลาว ได้ออกรัฐบัญญัติของประธานประเทศ เลขที่ 02/สปป ลงวันที่ 10 /05/1997 แก้ไขเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้า และเพิ่มเติมอัตราภาษีสรรพสามิตเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย หมวดยานพาหนะ เบียร์ บุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สรุปดังนี้
- กลุ่มสินค้าที่ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าที่มีอัตราภาษีนำเข้าสูงกว่า 40% ให้เหลือ 40% และเก็บภาษีสรรพสามิตแทนการลดภาษีนำเข้า จากสินค้าในหมวดยานพาหนะ จำนวน 18 รายการ ในอัตรา 12% 14% 19% 30% 51% 60% และ 90%
- กลุ่มสินค้าที่ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าที่มีอัตราภาษีนำเข้าสูงกว่า 40% เหลือ 40% และเก็บภาษีสรรพสามิตเท่าเดิม ในสินค้า 3 รายการ ได้แก่ ซิการ์ บุหรี่ เบียร์
- กลุ่มสินค้าที่มีอัตราภาษีนำเข้าคงเดิม และเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมจากสินค้าในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า และกล้องถ่ายรูป รวมจำนวน 18 รายการ ในอัตรา 5% จากเดิมที่ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต

1. โครงการศึกษาอุปสงค์ของตลาดประเทศลาวของกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ จัดทำโดย บริษัท ซีเอ อินเตอร์เนชันแนล อินฟอร์เมชัน จำกัด

2. ลู่ทางการทำธุรกิจในสปป.ลาว กลุ่มงานการค้าชายแดน สำนักมาตรการพิเศษทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ.

3. กรมเจรจาทางการค้า กระทรวงพาณิชย์

4. สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ เวียงจันทน์

 

JoomSpirit