ไทย - มาเลเซีย

1. ลักษณะทั่วไป

ที่ตั้ง : มาเลเซียประกอบด้วยดินแดนสองส่วน คือ มาเลเซียตะวันตกอยู่บนคาบสมุทรมาลายู และมาเลเซียตะวันออก บนเกาะกาลิมันตัน มาเลเซียตะวันตกประกอบด้วย 11 รัฐ คือ ปาหัง สลังงอ เนกรีเซมบิลัน มะละกา ยะโฮร์ เปรัก กลันตัน ตรังกานู ปีนัง เคดาห์ นอกจากนี้ ยังมีเขตสหพันธ์รัฐอีก 2 เขต คือกรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งเป็นนครหลวงและลาบวน เปอร์ลิศ มาเลเซียตะวันออก ประกอบด้วย 2 รัฐ คือ ซาบาห์ และซาราวัก

พื้นที่ : 330,400 ตร.กม. หรือ 128,430 ตร.ไมล์

ภูมิอากาศ : ร้อนชื้นและมีฝนตกชุกอุณหภูมิระหว่าง 21-32 องศาเซลเซียส

เวลาท้องถิ่น : เร็วกว่าเวลาในประเทศไทย 1 ชั่วโมง

ดอกไม้ประจำชาติ : ดอกชบา (Bunga Raya)

วันชาติ : 31 สิงหาคม (ค.ศ.1957)

ทรัพยากรธรรมชาติ : ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ดีบุก ไม้ ทองแดง เหล็ก สัปปะรด

2. ประชากร

ประชากร 22.66 ล้านคน (ปี 2545) มาเลเซียเป็นสังคมหลายเชื้อชาติประกอบด้วย

- ชาวมาเลย์ 58%

- ชาวจีน 26%

- ชาวอินเดีย 7%

- อื่นๆ 9%

3. เชื้อชาติ

สังคมของมาเลเซียตะวันตก ประกอบด้วยชาวมลายูหรือภูมิบุตร ชาวจีน ชาวอินเดียตะวันออก ประกอบด้วยพวกคาคาซาน (32%) พวกบาโจ (13%) พวกมุรัท (5%) ชาวจีน ชาวอินเดีย (ในรัฐซาบาห์)

อัตราการเกิด 24.22/1,000 คน (ปี 2545)

อัตราการตายของทารก 19.66/1,000 คน (ปี 2545)

อัตราเฉลี่ยอายุยืน ชาย 68.75 ปี หญิง 74.21 ปี (ปี 2545)

อัตราการเจริญเติบโตของประชากรร้อยละ 1.91 (ปี 2545)

4. ศาสนา

อิสลาม (ศาสนาประจำชาติ 59%) พุทธ (17.3%) ขงจื้อและเต๋า (11.6%) ฮินดู (7%) คริสเตียน (8.6%) และอื่นๆ(1%)(ปี 2542)

5. ภาษา

มาเลย์ (ภาษาประจำชาติและภาษาราชการ) ซึ่งเป็นภาษาของคนส่วนใหญ่ อังกฤษ จีนท้องถิ่น ภาษาจีน เป็นภาษาที่ใช้กว้างขวางรองลงมา ในหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน (กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แต้จิ๋วและจีนกลาง) และทมิฬ เป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่อธุรกิจ

ในปี 2555 การค้าระหว่างไทย-มาเลเซีย มีมูลค่า 793,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน (749,798.1 ล้านบาท) ร้อยละ 5.8 แบ่งเป็นการส่งออก 383,709.31 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 การนำเข้า 409,618.69 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 ขาดดุลการค้า 25,909.38 ล้านบาท สำหรับปี 2556 (มกราคม-กุมภาพันธ์) การค้าระหว่างไทย-มาเลเซีย มีมูลค่า 122,718.45 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.1 แบ่งเป็นการส่งออก 58,904.65 ล้านบาท ขยายตัวลดลงร้อยละ 6.6 การนำเข้า 63,813.80 ล้านบาท ขยายตัวลดลงร้อยละ 1.8 ขาดดุลการค้า 4,909.15 ล้านบาท

สินค้าส่งออกไปมาเลเซียที่สำคัญ ได้แก่ 1) น้ำมันสำเร็จรูป 2) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3)ยางพารา 4) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 5) เคมีภัณฑ์ และ 6) ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น

สินค้านำเข้าจากมาเลเซียที่สำคัญ ได้แก่ 1) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2) น้ำมันดิบ 3)เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 4) เคมีภัณฑ์ 5) แผงวงจรไฟฟ้า และ 6) สื่อบันทึกข้อมูล ภาพ เสียง เป็นต้น

ภาครัฐบาล
- ความตกลงจัดตั้งคณะกรรมธิการร่วมไทย-มาเลเซียลงนาม เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2539 มีการประชุมไปแล้ว 8 ครั้ง ครั้งที่ 8 เมื่อระหว่าง วันที่ 5-7 สิงหาคม 2542 ที่กรุงเทพฯ
- ความตกลงทางการค้าไทย-มาเลเซีย มีการจัดลงนามในวันที่ 6 ตุลาคม 2543 และจัดให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม ทางการค้าไทย-มาเลเซีย

ภาคเอกชน
- ข้อตกลงความร่วมมือ (Agreement of Cooperation) ระหว่างหอการค้าไทยและหอการค้าอุตสาหกรรมแห่งชาติมาเลเซีย ลงนามเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2541 โดยมีวัตถุประสงค์ ให้มีการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-มาเลเซีย

การค้าปกติ
ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกของมาเลเซีย ต้องจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าส่งออกและขอใบอนุญาตนำเข้าและส่งออกสินค้าจากกระทรวงการค้า นอกจากนี้รัฐบาลมีนโยบายให้ความช่วยเหลือธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง โดยการให้เครดิตเงินกู้จัดให้มีตลาดเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ รวมถึงการให้ความรู้ด้านการค้า จัดระบบการขายส่งและขายปลีกให้ทันสมัยและให้ขยายตัว การให้ชนชาติมาเลเซียดั้งเดิม คือ ภูมิบุตร ได้มีส่วนทำการค้ามากขึ้น นอกจากนี้ยังจัดให้มีความสะดวกและคล่องตัวด้านการค้า โดยการสร้างถนนหนทาง งานก่อสร้างสาธารณูปโภค และด้านพลังงาน รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจทางเรือ และการประกันภัย

การค้าผ่านแดน
เป็นการค้าที่ผู้นำเข้ามาเลเซียซื้อสินค้าจาก ผู้ส่งออกไทยและขนส่งสินค้าผ่านไปสิงคโปร์ ซึ่งไทยและมาเลเซียได้ลงนามความตกลงขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านแดนโดยทางถนนจาก ประเทศไทยผ่านมาเลเซียไปสิงคโปร์เมื่อปี 2521 ขณะนี้มีผู้ที่ได้รับอนุญาตจากทั้งสองฝ่ายให้เป็นผู้ประกอบการขนส่งฯ จำนวน 3 ราย คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) และ Consortium โดยมาเลเซียจะอนุญาตให้ขนส่งสินค้าเน่าเสียทุกประเภทผ่านมาเลเซียไปสิงคโปร์ได้ 30,000 ตันต่อปี หากเกินโควต้าที่กำหนด ฝ่ายมาเลเซียจะเรียกเก็บภาษี ซึ่งในส่วนนี้ผู้ส่งออกไทยสามารถเรียกคืนได้ในภายหลัง ขณะนี้ฝ่ายมาเลเซียได้เสนอให้ฝ่ายไทยพิจารณาการจัดทำความตกลงขนส่งสินค้ากรณีไทยผ่านไปอินโดนีเซีย ในเรื่องนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

สถาบันการเงิน

สถาบันการเงินในมาเลเซียอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ “Bank Negara Malaysia” ซึ่งเป็นธนาคารชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการเงิน นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน รักษาเสถียรภาพและส่งเสริมโครงสร้างทางการเงินให้เข็มแข็ง รวมทั้งเป็นนายธนาคารให้กับรัฐบาลด้วย สถาบันการเงินในมาเลเซียมีความหลากหลายและจัดกลุ่มไม่เหมือนประเทศไทย โดยอาจแบ่งออกได้ ดังนี้

-Commercial Banks -Development Banks -IsIamic Banks

-Merchant Banks -Discount Houses -Finance Companies

-Money Brokers -Insurance Companies

สำหรับธนาคารพาณิชย์(Commercial Banks) มีทั้งสิ้น 34 แห่ง เป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจำนวน 10 แห่ง คือ

1 Affin Bank Bhd. 2 Alliance Bank Malaysia Bhd. 3 Am Bank (M) Bhd.

4 CIMB Bank Bhd. 5 EON Bank Bhd. 6 Hong Leong Bank Bhd.

7 Malayan Banking Bhd. 8 Public Bank Bhd. 9 RHB Bank Bhd.

10 Southern Bank Bhd.

ส่วนธนาคารพาณิชย์ต่างชาติที่เข้ามาดำเนินกิจการในมาเลเซียแล้ว มีจำนวน 13 แห่ง โดยมีธนาคารจากประเทศไทยเพียงแห่งเดียวคือ Bangkok Bank Bhd. รายชื่อธนาคารต่างชาติในมาเลเซีย ดังนี้

1 Bangkok Bank Bhd. 2 Bank of America (M) Bhd. 3 Bank of China (M) Bhd.

4 Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ (M) Bhd. 5 ABN Amro Bank Bhd. 6 Citibank Bhd.

7 Deutsche Bank (M) Bhd. 8 HSBC Bank (M) Bhd. 9 JP Morgan Chase Bank Bhd.

10 Bank of Nova Scotia Bhd. 11 OCBC Bank (M) Bhd. 12 Standard Chartered Bank (M) Bhd.

13 United Overseas Bank (M) Bhd.

นอกจากนี้ ยังมีธนาคารเพื่อการลงทุน (Investment Banking) ที่มีลักษณะคล้ายบริษัทหลักทรัพย์ของไทยที่สำคัญคือ

1. Affin Investment Bank Bhd.

2. Alliance Investment Bank Bhd.

3. Am Investment Investment Bank Bhd.

4. Aseambankers Investment Bank Bhd.

5. CIMB Investment Bank Bhd.

6. HwangDBS Investment Bank Bhd.

7. KAF Investment Bank Bhd.

8. Kenanga Investment Bank Bhd.

9. MIDF Amanah Investment BankBhd.

10. MIMB Investment Bank Bhd.

11. OSK Investment Bank Bhd.

12. Public Investment Bank Bhd.

13. RHB Investment Bank Bhd.

14. Southern Investment Bank Bhd.

สถาบันการเงินที่สำคัญของมาเลเซียอีกประเภทหนึ่งคือ ธนาคารอิสลาม (Islamic Banks) ซึ่งเริ่มดำเนินการในมาเลเซียเมื่อเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา และมีการแยกประเภทออกจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยอยู่ภายใต้กฎหมาย Islamic Banking Act (IBA) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2526 สำหรับธนาคารอิสลามที่สำคัญของมาเลเซียคือ

1) Affin Islamic Bank Bhd 2) Am Islamic Bank Bhd.

3) Bank Islamic Malaysia Bhd. (เป็นธนาคารอิสลามแห่งแรกของมาเลเซีย)

4) Bank Muamalat Malaysia Bhd. 5) CIMB Islamic Bank Bhd. 6) EONCAP Islamic Bank Bhd.

7) Hong Leong Islamic Bank Bhd. 8) RHB Isla

การจัดจำหน่ายและการกระจายตัวของสินค้าไทย ในมาเลเซียตามด่านศุลกากรในจังหวัดต่างๆ เช่น ยางพารา, สัตว์น้ำ, อาหารทะเลกระป๋องแปรรูป, ผักสด, ผลไม้, ปลาป่น, สินค้าเบ็ดเตล็ด, ขนสัตว์, รถยนต์, เครื่องอิเลคทรอนิคส์, เสื้อผ้าสำเร็จรูป, สายเคเบิ้ล, อิฐ และไม้แปรรูป ฯลฯ มีการส่งออกทางรถยนต์ และรถไฟ
- ด่านศุลกากรสะเดา ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ในจังหวัดสงขลา
- ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ในจังหวัดนราธิวาส
- ด่านศุลกากรเบตง ในจังหวัดยะลา
- ด่านศุลกากรตากใบ ในจังหวัดนราธิวาส
- ด่านศุลกากรวังประจัน ในจังหวัดสตูล
- ด่านศุลกากรสงขลา ในจังหวัดสงขลา
- ด่านศุลกากรนราธิวาส ในจังหวัดนราธิวาส
- ด่านศุลกากรสตูล ในจังหวัดสตูล
- ด่านศุลกากรปัตตานี ในจังหวัดปัตตานี
นอกจากนี้ยังมีการส่งออกทางด่านศุลกากร ท่าอากาศยานด้วย

1 จังหวัดที่มีการค้าชายแดนไทย - มาเลเซีย
ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับประเทศมาเลเซีย โดยผ่านจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกันรวม 5 จังหวัด ได้แก่
1. จังหวัดสงขลา
2. จังหวัดนราธิวาส
3. จังหวัดยะลา
4. จังหวัดสตูล
5. จังหวัดปัตตานี

2 ด่านศุลกากรที่ควบคุมดูแลการค้าชายแดนไทย - มาเลเซีย
ปัจจุบันไทยมีด่านศุลกากรที่ควบคุม ดูแลการค้าชายแดนไทย กับประเทศมาเลเซียจำนวน 11 ด่าน ได้แก่
1. ด่านศุลกากรสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
2. ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
3. ด่านศุลกากรสงขลา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
4. ด่านศุลกากรนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
5. ด่านศุลกากรตากใบ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
6. ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
7. ด่านศุลกากรเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา
8. ด่านศุลกากรสูล อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล
9. ด่านศุลกากรปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล
10. ด่านศุลกากรวังประจัน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล
11. ด่านศุลกรกรปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
(หมายเหตุ : ไม่รวมด่านศุลกากรท่าอากาศยาน)

การค้าชายแดนปี 2555 ไทยมีมูลค่าการค้าชายแดนกับมาเลเซียรวม 515,923.47 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 7.98 แบ่งเป็นการส่งออกมีมูลค่า 303,019.53 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20.12 การนำเข้ามีมูลค่า 212,903.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.44 ไทยได้เปรียบดุลการค้า 90,115.59 ล้านบาท

สำหรับปี 2556 (มกราคม-กุมภาพันธ์) ไทยมีมูลค่าการค้าชายแดนกับมาเลเซียรวม 83,458.30 ล้านบาทลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.7 แบ่งเป็นการส่งออกมีมูลค่า 47,883.53 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.4 การนำเข้ามีมูลค่า 35,574.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 ไทยได้เปรียบดุลการค้า 12,308.76 ล้านบาท

มูลค่าการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ปี 2553-2556 (มกราคม-กุมภาพันธ์)

รายการ มูลค่า (ล้านบาท)
2553 2554 2555 2555 2556
(มกราคม-กุมภาพันธ์)
มูลค่ารวม 497590 560655 515923.5 84072.7 83458.3
ส่งออก 320405 379364 303019.5 51136.1 47883.5
นำเข้า 177185 181291 212903.9 32936.6 35574.8
ดุลการค้า 143220 198073 90115.59 18199.4 12308.8

1. ความต้องการของตลาดค้า
สินค้าออกที่ไทยส่งไปขายมาเลเซียที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ ยางพารา อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องอิเลกทรอนิกส์ เครื่องคอมพิวเตอร์และ ส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า รถยนต์ ผักสด ผลไม้ สัตว์น้ำ อาหารทะเลกระป๋องแปรรูป และสินค้าเบ็ดเตล็ด เป็นต้น

นอกจากจากมาเลเซียจะเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยแล้ว ยังเป็นคู่แข่งขันทางการค้าของไทยด้วย เนื่องจากมีสินค้าหลายประเภทที่คล้ายคลึงกัน และต้องแข่งขันกันในการส่งออก เช่น ดีบุก ยางพารา เสื้อผ้าสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า กาแฟ และใบยาสูบ นอกจากนี้ยังมีการกีดกันสินค้าบาง ประเภทระหว่างกันบ้าง เช่น น้ำมันปาล์ม เนื้อไก่แช่เย็นและแช่แข็ง ฯลฯ

2. ประเทศคู่แข่ง

2.1 ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เยอรมนี และไทย

2.2 สินค้าส่งออกที่สำคัญของมาเลเซีย ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็คโทรนิก น้ำมันปาล์มและผลิตภัณฑ์ น้ำมันดิบ ไม้ เสื้อผ้า ยางพารา ฯลฯ

2.3 สินค้านำเข้าที่สำคัญของมาเลเซีย ได้แก่ เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ อาหาร แร่ธาตุ เชื้อเพลิง ฯลฯ

3. ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ
เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องบริเวณชายแดนทั้งสองฝ่าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่ศุลกากร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฯลฯ จักต้องร่วมมือกันหาลู่ทาง แก้ไขและปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

อนึ่ง นโยบาย “ เขตการค้าเสรีอาเซี่ยน - AFTA” จะมีส่วนช่วยคลี่คลายและลดปัญหาการลับลอบสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้ถูกจัดเป็นสินค้าเกษตรขั้นปฐม ซึ่งทั้งประเทศไทยและมาเลเซียในฐานะประเทศสมาชิกอาเซี่ยน ได้กระทำความตกลงร่วมกัน ที่จะลดอากรขาเข้า (import duty) ลงเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 10-15 ปี

3.1 การขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านแดนมาเลเซียทางถนนไปยังสิงคโปร์ การขนส่งสินค้าจากไทยเข้าในประเทศมาเลเซียนั้น ผู้ส่งออกไทย จำเป็นต้องเลือกวิธีขนถ่ายสินค้าลงรถบรรทุกของมาเลเซียที่บริเวณชายแดนมากกว่าที่จะนำรถบรรทุกสินค้าไทยเข้าไปในมาเลเซีย ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยง ความล่าช้าและความไม่สะดวกที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาที่ทางการมาเลเซียวางมาตรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การค้าอาวุธเถื่อน และการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตในมาเลเซีย และรถบรรทุกสินค้าต้องถูกเปิดตรวจสอบบ่อยครั้งอันอาจเป็นผลให้สินค้าต้องเน่าเสีย หรืออาจเสื่อมคุณภาพ

ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2522 มาเลเซียอนุญาตให้รถบรรทุกไทย 45 คัน และรถบรรทุก มาเลเซีย 12 คัน รวม 57 คัน เท่านั้นที่สามารถขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายของไทยปีละ 30,000 ตัน ผ่านแดนมาเลเซียโดยทางถนนไป-กลับยังสิงคโปร์

ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ระหว่างไทย-มาเลเซีย ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2537 ไทยได้ขออนุญาตบรรทุกเนื้อไก่ นมและผลิตภัณฑ์นม นอกเหนือจากรายการสินค้าเน่าเสียง่าย ซึ่งกำหนดอยู่ใน MOU ซึ่งมาเลเซียได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากไทย เพื่อนำกลับไปพิจารณาฯ

นอกจากนี้ไทยยังได้ขอให้มาเลเซีย พิจารณาให้ไทยใช้รถบรรทุก 10 ล้อธรรมดา (ซึ่งไม่ใช่รถบรรทุก ซึ่งกำหนดไว้ภายใต้ MOU) ขนส่งผลไม้ (รวมทั้งทุเรียน) ผ่านแดนมาเลเซียไปยังสิงคโปร์อีกด้วย ซึ่งมาเลเซียรับว่าจะได้นำกลับไปแจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาฯ เช่นกัน

ส่วนมาเลเซียก็ได้ขอร้องให้ไทยพิจารณาลด เงินค้ำประกัน (insurance bond) สำหรับรถบรรทุกมาเลเซีย (ภายใต้ MOU) ซึ่งศุลกากรไทยเรียกเก็บคันละ 50,000 ริงกิต (หรือประมาณ 500,000 บาท) ทั้งขอให้ไทยอนุญาตให้รถบรรทุกดังกล่าวของมาเลเซียเข้าไปรับ บริการสินค้าเน่าเสียง่ายในจังหวัดอื่นๆ ได้ นอกเหนือจากหาดใหญ่และสงขลาตามที่ตกลงไว้ ซึ่งฝ่ายไทยขอนำไปพิจารณาฯ

3.2 ปัจจุบันมีแนวโนัมว่า มาเลเซียมีแผนใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตข้าวให้มาเลเซีย และมาเลเซียจะเป็นผู้ช่วยเหลือเวียดนามด้านวิธีการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาดมาเลเซีย โดยจะใช้นโยบายทางการค้าแลกเปลี่ยนข้าวเวียดนามกับปุ๋ยมาเลเซียและอื่นๆ

3.3 การค้าโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างเอกชนกับเอกชน สาเหตุส่วนใหญ่เนื่องจากการทำสัญญาซื้อขายกันโดยไม่ใช้ระบบ ธนาคาร และการส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามเวลาที่กำหนด หรือไม่ตรงตามลักษณะและคุณภาพที่สั่งซื้อ เป็นต้น

4. ลู่ทางขยายการค้า

ลู่ทางการค้าไทยและมาเลเซีย

4.1 ความร่วมมือของประเทศในกลุ่ม ASEAN ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซี่ยน (AFTA) เพื่อเปิดเสรีทางการค้า โดยลดภาษีศุลกากรระหว่างกันเหลือ ร้องละ 0-5 ภายในระยะ 10 ปี (2536-2546) และข้อผูกพันต้องยกเลิกมาตรการอื่นที่มิใช่ภาษีภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากนำสินค้ามาลดภาษี และยังมีความร่วมมือด้านอื่นๆอันจะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างกัน

4.2 โครงการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-thailand Growth Triangle-IMT-GT) เป็น โครงการความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนทางเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาค ซึ่งมีการพัฒนามาเป็นลำดับ จากการประชุมครั้งล่าสุด 1-3 มีนาคม 2543 มีความร่วมมือจะพัฒนาโครงการต่างๆร่วมกัน จะส่งผลให้การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย รวมถึงผ่านแดนไปอินโดนีเซียสะดวกและ มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

4.3 รัฐบาลมีโครงการจะนำก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง (Joint Development Area-JDA) ในทะเลมาขึ้นบกที่จังหวัดสงขลา จะเป็นตัวกระตุ้น ระบบเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องและพัฒนาในภูมิภาคนี้
4.4 โครงการก่อสร้างถนนสตูล-เปอร์ลิส เป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างไทยและมาเลเซีย ตัดผ่านอ่าวตำมะลัง จังหวัดสตูล จะทำให้การคมนาคมขนส่งระหว่างกันมีความคล่องตัว ส่งผลให้มีการค้าชายแดนระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น

4.5 ไทยขอขยายเวลาเปิดด่านซึ่งจะทำให้มีการผ่านเข้า-ออกสะดวกขึ้น คือ
1) ด่านสะเดา(สงขลา)และสุไหง-โกลก(นราธิวาส)ขอขยายเวลาเปิดด่านเป็นตลอด 24 ชั่วโมง(จากเดิม 05.00-21.00 น.)
2) ด่านปาดังเบซาร์(สงขลา) ขอขยายเวลาเปิดด่านถึง 24 น.(จากเดิม 05.00-21.00 น.)
3) ด่านเปตง(ยะลา) ขอขยายเวลาเปิดด่านถึง 21 น.(จากเดิม 05.00-18.00 น.)
4.6 รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการที่จะพัฒนาพื้นที่ในเขตภาคใต้ ให้มีศักยภาพในการทำการค้ากับต่างประเทศ โดยมีโครงการต่างๆ อาทิ เขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการถนนสี่ช่องทาง การพัฒนาท่าเทียบเรือต่างๆเป็นต้น และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ต่างให้ความสำคัญใน การที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการค้าระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

5. ลู่ทางขยายการลงทุน

5.1 การขยายการส่งออก ไทยควรขยายการส่งออกสินค้าประเภทอาหาร ทั้งนี้เนื่องจากตามแผนพัฒนาประเทศของมาเลเซีย ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2534-68) มาเลเซียคาดว่าจะเพิ่มประชากรในประเทศจากปัจจุบัน 18 ล้านคน เป็น 70 ล้านคน ในปี 2568 ซึ่งในช่วงเวลานั้นคงมีความ จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าประเภทอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และสินค้าอื่นๆที่มึความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น ส่วนผักและผลไม้ ซึ่ง มาเลเซียผลิตไม่ได้หรือผลิตได้น้อย เช่น ทุเรียน มะม่วง ลิ้นจี่ และลำไย ฯลฯ นั้น ไทยควรส่งเข้ามาเพราะได้เปรียบด้านราคาเนื่องจากการขนส่งซึ่ง ใกล้และสะดวกรวดเร็วกว่า

โดยที่ในปี 2537 มาเลเซียได้จัดให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยว “VISIT MALAYSIA YEAR” ครั้งที่ 2 และมีผลต่อเนื่องจาก การโฆษณาประชาสัมพันธ์มาถึงปี 2538 ไทยจึงควรเร่งการส่งออกประเภทอาหารเข้ามาในมาเลเซียเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจในปี 2538 มาเลเซียยังพัฒนาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ดังนั้นสินค้าประเภทที่ใช้ใน งานอุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเคมีภัณฑ์ต่างๆ ย่อมเป็นที่ต้องการนำเข้า

5.2 มาเลเซียมีโครงการระยะยาวปรับปรุงและพัฒนาชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ภายในรัศมี 5 กิโลเมตร (ตั้งแต่รัฐเปอร์ลิสตลอดแนว ลงไปจนถึงรัฐยะโฮร์) ซึ่งโครงการดังกล่าวจะทำให้มาเลเซียต้องการวัสดุก่อสร้าง เครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ตลอดจนแรงงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ไทยจึงควรฉวยโอกาสนี้ส่งออกสินค้ามายังมาเลเซียเช่นกัน

1. ปัญหาและอุปสรรค

1.1 การกีดกันทางการค้า

1) มาเลเซียกำหนดให้องค์การข้าวแห่งชาติ(Burnas) เป็นผู้นำเข้าข้าวทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐ และจากเอกชนในต่างประเทศแต่ ผู้เดียวเป็นการผูกขาด ส่งผลให้ราคาจำหน่ายข้าวในมาเลเซียมีราคาสูงก่อให้เกิดการลักลอบนำเข้าข้าวบริเวณชายแดน
2) องค์กรพัฒนาการประมงแห่งมาเลเซีย(LKIM - Kemajuan Ikan Malaysia) dกำหนดให้ใช้ภาชนะ(ลัง)พลาสติกที่ผลิตในมาเลเซียเท่านั้น บรรจุปลานำเข้ามาเลเซียโดยกำหนดวัสดุที่นำมาใช้ รูปแบบ ขนาด และความสะดวกใน การจัดเก็บ โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อสะดวกในการใช้เครื่องมือตรวจสอบอาวุธ ซึ่งอาจจะซุกซ่อนมากับสัตว์น้ำได้
3) องค์กรพัฒนาการประมงแห่งมาเลเซีย(LKIM) ขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับค่าบริการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำนำเข้ามาเลเซีย จาก เดิม 5 เท่า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมประมงของมาเลเซียและใช้กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยเพียงประเทศเดียว
4) มาเลเซียเรียกเก็บภาษีสินค้าประเภทผักผลไม้สดในอัตราที่สูง
5) มาเลเซียตั้งเงื่อนไขด้านสุขอนามัยกีดกันการนำเข้าผลไม้ อาทิ การห้ามการนำเข้าลำใยที่เคลือบด้วยสารกำมะถันทั้งๆที่ การเคลือบดังกล่าวเป็นไปเพื่อการรักษาผลไม้ไม่ให้เน่าเสียและปริมาณที่ไม่เกินมาตรฐานที่จะเกิดอันตราบต่อสุขภาพ

1.2 การขนส่งสินค้า

1) มาเลเซียไม่อนุญาตให้รถบรรทุกสินค้าของไทย(รถ 10 ล้อ) เข้าไปส่งสินค้าในมาเลเซีย โดยอ้างว่ารถไม่เป็นไปตาม มาตรฐานสากล ทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องขนถ่ายสินค้าขึ้นรถมาเลเซียที่บริเวณชายแดนทำให้เกิดความล่าช้าและมีผลเสียต่อสินค้าเกษตรประเภท ผักผลไม้

2) มาเลเซียกำหนดเงื่อนไขให้รถยนต์ที่ผ่านเข้า-ออกมาเลเซียจะต้องจดทะเบียนและทำการประกันภัยในมาเลเซีย โดยเฉพาะ รถขนส่งสินค้าจะต้องใช้คนขับของมาเลเซียจึงจะได้รับการอำนวยความสะดวก

1.3 การค้านอกระบบและการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี : แนวชายแดนไทย-มาเลเซียมีอาณาเขตติดต่อกันเป็นแนวยาว พื้นที่บางแห่งง่ายต่อการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี สาเหตุมาจากมาเลเซียห้ามนำเข้าหรือเรียกเก็บภาษีนำเขเาบางชนิดในอัตราสูง จึงต้องการ หลีกเลี่ยง อาทิ ข้าวสาร น้ำตาลทราย เป็นต้น ส่วนการลักลอบนำเข้าประเทศไทย เนื่องจากสินค้าบางชนิดจากมาเลเซียมีราคาต่ำกว่าราคาภายใน ประเทศไทย อาทิ น้ำมันปาล์ม เป็นต้น

1.4 การพิพาททางการค้า : การค้าชายแดนบางส่วนดำเนินธุรกิจโดยไม่ผ่านระบบธนาคารเพราะมูลค่าการค้าไม่สูงมากนัก และ อาศัยความคุ้นเคยกัน บางครั้งจึงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าการส่งมอบและการชำระเงิน ซึ่งทางราชการเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ยาก

2. แนวทางแก้ไข

2.1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและมาเลเซียควรจะมีการเจรจากันเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้า เช่น กำหนดโควต้านำเข้า ข้าว ตามพันธกรณีกับองค์การการค้าโลก ( WTO )

2.2 เจรจาให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสินค้า ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศทำการตรวจสอบโดยไม่ต้องมีการขนถ่าย เปลี่ยนรถบรรทุก ทั้งนี้ฝ่ายไทยต้องเข้มงวดกับผู้ประกอบการขนส่วสินค้าของไทยให้ปฎิบัติตามกฎหมายของประเทศมาเลเซียอย่างเคร่งครัด

2.3 เจรจากับประเทศมาเลเซียขอให้ใช้มาตรการผ่อนปรนและลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าจากประเทศไทยเพราะเป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน ด้วยกัน

2.4 ในภาวะการค้าของโลกมีการแข่งขันและมีการกีดกันทางการค้าสูง ผู้ผลิตและผู้ส่งสินค้าของไทยต้องมีการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ ตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึงการหาวิธีในการลดต้นทุนในการผลิตเพื่อโอกาสในการแข่งขัน

2.5 จัดให้มีการศึกษาโอกาส ลู่ทางขยายการค้า ความร่วมมือบริเวณการค้าชายแดน ตลอดจนวิธีการลดข้อจำกัด ปัญหาอุปสรรคเพื่อ อำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนในการขนส่งวัตถุดิบผ่านเขตแดน
2.6 พิจารณาลดขั้นตอนการปฎิบัติ เช่น การขออนุญาตส่งสินค้าออก การตั้งด่านศุลกากร ด่านตรวจคนเข้าเมือง ขั้นตอนการส่งสินค้า ผ่านแดน การเคลื่อนย้ายแรงงานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโดยเฉพาะพิธีการศุลกากรให้มีการทำระบบการตรวจปล่อย ณ จุดเดียว (One stop service) มาใช้

2.7 ส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยการพิจารณาความเป็นไปได้ในการพิจารณาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งเสริมการส่งออกบริเวณ ชายแดน และเสริมสภาพคล่องของธุรกิจระหว่างประเทศ

กลยุทธทางการค้า
กลยุทธสำคัญ 3 ประการ ที่จะทำให้ Vision 2020 ที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเป็นดังต่อไปนี้

1. การจัดการเพื่อการพัฒนาโดยรวม (Total Development Management : TDM)
แนวคิดนี้มองที่การพัฒนาโดยรวมของปัจเจกบุคคลว่าไม่มีบุคคลใดที่จะกลายเป็นผู้พัฒนาเต็มขั้น ถ้าประสบความ สำเร็จทางด้านวัตถุแต่เพียงด้านเดียวการจะเป็นผู้พัฒนาเต็มขั้น บุคคลจะต้องมีสติปัญญา คำนึงถึงสังคม มีจริยธรรม ประหยัด และมีจิตสำนึก บุคคลจึงจะแน่ใจได้ว่ามีความเหมาะสมทางกายภาพ

สำหรับความเป็นประเทศจะเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลสถาบันการศึกษาและองค์กรอื่นๆ ที่ประกอบไปด้วย ปัจเจกบุคคลแรงผลักดันสู่ความเป็นประเทศพัฒนาเต็มขั้น จึงเป็นการแสดงบทบาทของรัฐบาล องค์กรอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาภายใต้ ขอบเขตความสามารถทั้งยังรวมถึงข้อผูกมัดจากทุกพรรคในการจัดการเรื่องการพัฒนาโดยรวมผ่านการศึกษา การพัฒนาตนเอง และการอบรม จริยธรรมและค่านิยม

การพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นได้ปัจเจกบุคคลจะต้องได้รับการอบรมที่สมดุลกัน ระหว่างค่านิยมทางกายภาพ จิตใจ สังคม ศีลธรรม ศาสนา และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างมาก จากสุนทรพจน์ก็กล่าวถึงแผน พัฒนามาเลเซีย 6 ปี ที่ว่า

“เพื่อที่มาเลเซียจะกลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิต เป็นประเทศอุตสาหกรรมและสังคมพัฒนาจากเดิมที่ เป็นสังคมเกษตรกรรม จะต้องกำหนดค่านิยมที่ถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนรุ่นใหม่”

หัวใจสำคัญ ณ ที่นี้ คือค่านิยมที่ถูกต้อง ที่จะต้องมีความสมดุลกับการจะก้าวสู่ความเป็นประเทศพัฒนาเต็มขั้น

2. สร้างแรงกระตุ้นการแข่งขันระดับโลก

เงื่อนไขกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ของมาเลเซีย ประการหนึ่งคือแรงงาน จะต้องมีทักษะสูง มีความคิดสร้าง สรรคในกระบวนการผลิตและผลิตสินค้าบริการที่มีคุณภาพเพื่อเข้าแข่งขันในเวทีระดับโลก ต้องได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีศักยภาพในการผลิต สินค้าและบริการ

หมายความว่าผู้บริหารในภาคอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าหัวใจสำคัญของการผลิต คือ ทรัพยากรมนุษย์โดยจะต้องจัดหาสาธารณูปโภคที่จำเป็นให้พร้อมแรงงานจะได้มั่นใจว่าสามารถผลิตในระดับที่แข่งขันกับประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้

แม็คคินเซย์ได้สร้างกฎ 7 S แห่งการทำงาน RIGHT STRUCTURE SYSTEM STAFF SKILLS STRATEGY และ SHARED VALUES นั่นคือโครงสร้างที่เหมาะสมระบบ รูปแบบ ทีมงาน ทักษะ กลยุทธ์ และค่านิยมร่วมกัน

อย่างไรก็ตามการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องให้ผลตอบแทนทางการเงินที่เหมาะสม แก่ลูกจ้างของเขา รวมทั้งบริการสาธารณะที่มั่นคง การให้ผลตอบแทนที่มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติภายใต้กฏเกณฑ์เดียวกัน

3. สร้างเอกภาพในชาติ

ความต้องการจากแผนสร้างเอกภาพเรื่องนี้มาจากแนวที่ว่ามาเลเซียอาจไม่สามารถเป็นหนึ่งในประเทศอุตสาหกรรมภายใน 30 ปี ได้ถ้าขาดความเป็นหนึ่งเดียวในชาติและสิ่งที่มาเลเซีย ต้องการคือความเป็นเอกภาพในชาติทั้งร่างกาย จิตใจและวิญญาณอันจะกลายเป็น เครื่องป้องกันผลประโยชน์ของประเทศ

การจะแข่งขันกับ “มังกร” ทั้งสี่แห่งเอเซียนั้นมาเลเซียจะต้องดำรงอยู่และร่วมมือกันในประเทศหลายเชื้อชาติหลาก วัฒนธรรม ศาสนาและเอกลักษณ์เฉพาะชาวมาเลเซียจะต้องร่วมมือกันเป็นหนึ่งในการทำสงครามเศรษฐกิจจากการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นและปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศในตลาดโลก

“การจะบรรลุ Vision 2020 ได้นั้นทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรู้สึกว่าทรรศนะนี้เป็นทรรศนะของตนไม่ใช่เป็นของ รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี แต่เป็นทรรศนะแห่งชาติมาเลเซียภาครัฐอย่างเดียวไม่สามารถกระตุ้นให้ประเทศก้าวสู่ความเป็นอุตสาหกรรมได้ แต่หาก อุตสาหกรรมไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐโครงการต่างๆ ย่อมไม่สำเร็จเช่นกัน” คือสิ่งที่ผู้นำของมาเลเซียพยายามจะตอกย้ำกับคนในชาติอยู่เสมอ

แนวทางส่งเสริมการค้า

เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องสร้างยุทธวิธีที่เหมาะสมระหว่างภาครัฐ องค์กรอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ประกอบด้วยการสื่อสาร ความร่วมมือ รัฐบาลจะต้องประสานงานอย่างใกล้ชิด กับภาคอุตสาหกรรมในการจัดหาสาธารณูปโภคเพื่อตอบสนองการพัฒนา

สถาบันการศึกษาจะต้องตระหนักในทักษะและความรู้ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรม นักศึกษา จะต้องได้รับการฝึกอบรมทักษะที่มีคุณค่าและ พอเพียงจากสถาบัน

องค์กรอุตสาหกรรมจะต้องสนับสนุนการวิจัยและกิจกรรมเพื่อการพัฒนาของมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา เช่น จัดโครงการ ฝึกอบรมให้นักศึกษาฝึกงานหรือเยี่ยมชมองค์กรเหล่านี้เป็นการศึกษาจากสถานที่จริงทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามองค์กรอุตสาหกรรมสามารถดึงทักษะที่ ไม่เหมาะสมของผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยได้ มหาวิทยาลัยก็มีสิทธิทักท้วงภาคอุตสาหกรรมได้เช่นกัน หากไม่ให้การสนับสนุนในการวิจัย

ความขัดแย้งระหว่างองค์กรอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสถาบันการศึกษาจะต้องยุติหากมาเลเซียต้องการเป็นประเทศที่พัฒนาเต็มขั้น

มาเลเซียจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับโลกผ่านภาคเอกชน หน่วยงานทั้ง 3 หน่วยดังกล่าวจะต้องฝ่าฟันในทุกระดับทั้งระดับ ชาติ รัฐ และท้องถิ่นลงไปสู่การสนทนาระดับชุมชน การตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา ทีมงานที่ปฏิบัติการเฉพาะอย่าง รวมทั้งกลไกการปฏิบัติของสาม องค์กรจะต้องได้รับการสนับสนุน

เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจจะได้รับผลสะท้อนถึงการแก้ไขโอกาสสำหรับการพัฒนาและการเจริญเติบโต นี่คือวิญญาณเบื้องหลังแนวคิดความ ร่วมมือของชาวมาเลเซียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างดี

วิธีการนี้ทางรัฐ องค์การอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาต้องทำงานร่วมกันเพื่อนำแผน OPP 2 และแผนพัฒนา 6 ปี ด้วย 3 ยุทธวิธีที่ จะบรรลุ Vision 2020 เป็นการส่งเสริมความร่วมมือที่หลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว อันจะชี้ให้เห็นถึงการปฏิบัติการในหลายระดับตั้งแต่รัฐบาล กลาง รัฐ ท้องถิ่น และชุมชน จะช่วยส่งเสริมศักยภาพการผลิตสินค้าและบริการ

มาเลเซียมีทรัพยากรที่จำเป็นมากมายในการพัฒนาประเทศ มีผู้นำที่มีคุณภาพ คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา แรงงานที่มีฝีมือซึ่งจะต้องได้รับ การสนับสนุนในด้านสาธารณูปโภคและทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์

รัฐบาลมาเลเซีย มีนโยบายทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการนำเข้า - ส่งออก ที่จะมุ่งในการประหยัดและการออม ส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้า และส่งเสริมการส่งออกและควบคุมเงินเฟ้อ รัฐบาลได้จัดให้มีการลดหรือยกเลิกอัตราภาษีนำเข้าสินค้าที่จำเป็น ซึ่งเป็นที่ ต้องการภายในประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลยังให้ความสำคัญทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ภายใต้ความร่วมทางเศรษฐกิจของอาเซียน กับประเทศที่สาม ตลอดจนให้การสนับสนุนการให้สิทธิพิเศษด้านภาษี PTA และ วิธีการลดอากรขาเข้าตามระบบ CEPT ภายใต้โครงการเขตการค้า เสรีอาเซียนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจสามเส้าในภูมิภาค ทั้งยังกระจายความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจไปยังประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออก ได้ แสวงหาตลาดใหญ่ ในประเทศกำลังพัฒนา พยายามกระตุ้นให้มีการรวมตัวทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเหล่านั้น ส่วนในด้านการส่งออก รัฐบาลได้ จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศมาเลเซีย เพื่อพัฒนาผู้ส่งออกให้มีความชำนาญขึ้น

 

JoomSpirit