ไทย - พม่า

การค้าชายแดนภาคเหนือ - พม่า มีจุดทำการค้ารวมทั้งสิ้น 16 จุด กระทำผ่านด่านศุลกากรในภาคเหนือรวม 6 แห่ง ใน 4 จังหวัด คือ ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย แต่ที่สำคัญมีเพียง 2 แห่ง คือด่านศุลกากรแม่สาย จังหวัดเชียงราย และด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก ในปี 2552 มูลค่าผ่านด่านศุลกากรทั้ง 6 แห่ง รวม 33,096.9 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าส่งออก 31,379.1 ล้านบาท และมูลค่านำเข้า 1,717.8 ล้านบาท สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าอุปโภคและบริโภค สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าผลิตภัณฑ์โลหะ สินค้าสิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ สินค้าอัญมณี สินค้าเกษตรและของป่า นอกจากนี้ การค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยกับพม่ามิใช่เป็นการค้าขายแลกเปลี่ยนเพื่อการยังชีพซึ่งกระทำในพื้นที่พรมแดนติดต่อกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำสินค้าสู่เมืองสำคัญของพม่าหรือส่งผ่านต่อไปยังประเทศอื่นต่อไป

ภาครัฐบาล

  1. ข้อตกลงทางการค้าไทย - พม่า ลงนามเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2532 ณ กรุงย่างกุ้ง
  2. บันทึกความเข้าใจเพื่อการจัดตั้งคณะกรรมาธิการทางการค้าไทย-พม่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2533 ณ กรุงย่างกุ้ง (ยังไม่เคยมีการประชุม)
  3. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการทางการค้าไทย-พม่า ลงนามเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2536 ณ กรุงเทพ
  4. ความตกลงการค้าชายแดนไทย-พม่า ลงนามเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2539 ณ กรุงย่างกุ้ง
  5. การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-พม่า ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 8 - 9 ธันวาคม 2540 ณ กรุงย่างกุ้ง
  6. Agreed Records Of The Consultation Between H.E. DR. Adisai Bodharamik Minister OF Commerce Of The Kingdom Of Thailand And H.E. Brig - Gen Pyi Sone Minister For Commerce Of The Union Of Myanmar Bangkok,Thailand 21 August 2001

 

ภาคเอกชน

ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กับหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมสหภาพพม่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2538 ณ กรุงย่างกุ้ง

วิธีการค้า

  1. การค้าปกติ (Normal Trade) เป็นการติดต่อทำธุรกิจค้าขายโดยการทำสัญญาซื้อขาย และการเปิด L/C ตามปกติ
  2. การค้าต่างตอบแทน (Counter Trade) วิธีการนี้สามารถทำได้ 2 แบบ คือ การค้าระหว่างบริษัทต่างชาติกับบริษัทเอกชนของพม่า โดยผู้ส่งออกต่างชาติจะต้องนำเข้าสินค้าจากพม่าด้วยมูลค่าเท่ากับการส่งออก ซึ่งการชำระเงินจะผ่านระบบ L/C ส่วนอีกวิธีหนึ่ง คือการค้าระหว่างบริษัทเอกชนต่างชาติกับรัฐวิสาหกิจของพม่า ซึ่งการซื้อขายไม่ต้องเปิด L/C ให้ชำระค่าสินค้าผ่านธนาคารกลางแห่งประเทศพม่า
  3. การค้าแบบขายฝาก (Sales on Consignment basis) บริษัทต่างชาติสามารถส่งสินค้าของตนให้กับเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจของพม่าเพื่อการฝากขาย ซึ่งการซื้อขายจะใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ หรือเงินสกุลจ๊าดของพม่า
  4. การค้าแบบนำเข้าก่อนส่งออกหลัง (Import First and Export Later System) บริษัทต่างชาติส่งสินค้าเข้ามาขายในพม่าก่อน แล้วบริษัทผู้นำเข้าสินค้าของพม่าจึงจะส่งสินค้าจากพม่าออกไปขายให้บริษัทต่างชาติ โดยมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าการนำเข้าสินค้า CIF บวกอีกร้อยละ 10

 

ลักษณะของผู้นำเข้าของพม่า

  1. บริษัทของรัฐบาล (State - Owned Company) เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ ซึ่งสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่นำเข้าเพื่อวัตถุประสงค์ใช้ในราชการและสินค้าทุนที่ใช้ภายใต้โครงการลงทุนประจำปี หน่วยงานที่ทำหน้าที่นี้ของประเทศพม่า คือ Myanmar Import - Export Service
  2. บริษัทของเอกชน (Private Company) เป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน บริษัทหรือสหกรณ์ ที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าส่งออกจากสำนักงานทะเบียนนำเข้า - ส่งออก (Export - Import Registration Office) กรมการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยสามารถนำเข้า - ส่งออก สินค้าได้ทุกชนิดตามเงื่อนไขของกฎและระเบียบที่ระบุไว้
  3. ผู้ค้าชายแดน ผู้ทำการค้าต้องยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้า - ส่งออก จากกรมการค้าหรือเมืองชายแดนนั้นๆ และผู้ดำเนินการค้าชายแดนจะต้องเป็นสมาชิกของหอการค้าในจังหวัดชายแดนนั้นๆ

 

การชำระเงินในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศไทย - พม่า

  1. ารชำระด้วยการเปิด L/C (Letter of Credit) ผู้ซื้อจะต้องไปติดต่อกับธนาคารของตนเองเพื่อขอเปิด L/C ให้กับผู้ขาย โดยผ่านธนาคารในประเทศของผู้ขายหลังจากนั้นธนาคารผู้ขาย จะส่ง L/C ให้ผู้ขายเพื่อส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ ซึ่งธนาคารที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกของพม่า มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือ Myanmar Foreign Trade Bank
  2. การชำระเงินโดยวิธี T/T (Telegraphic Transfer) เป็นวิธีที่ใช้กันมากในการซื้อขายสินค้าระหว่างบริษัทเอกชนไทยกับบริษัทเอกชนพม่า โดยผู้ส่งออกไทยขายสินค้าให้ผู้นำเข้าพม่า โดยให้เครดิตระยะหนึ่งเมื่อครบกำหนดเครดิตผู้นำเข้าพม่า จะโอนเงินมาให้ผู้ส่งออกของไทย
  3. ชำระด้วยเงินสดเป็นสกุลเงินบาทและสกุลเงินจ๊าด รวมทั้งการชำระค่าสินค้าผ่านระบบหักบัญชี (หรือเรียกว่าโพยก๊วน) ผู้ส่งออกไทยขายสินค้าให้ผู้นำเข้าพม่าโดยให้เครดิตระยะหนึ่ง เมื่อครบกำหนดเครดิต จะมีนายหน้าโอนเงินมาให้ผู้ส่งออกไทยแทนผู้นำเข้าพม่า

ระบบการเงินในพม่าปัจจุบันใช้สกุลเงินจ๊าด (Kyat) อัตราแลกเปลี่ยนทางการอยู่ที่ 6 จ๊าด ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบันระบบการธนาคารของพม่า ประกอบด้วย ธนาคารกลาง ธนาคารเฉพาะด้านของรัฐ จำนวน 4 แห่ง ธนาคารพาณิชย์เอกชนของพม่าประมาณ 8 แห่ง และสำนักงานตัวแทนของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติประมาณ 11 แห่ง ซึ่งมีลักษณะการดำเนินงานดังนี้

1. ธนาคารกลาง (The Central Bank of Myanmar) ทำหน้าที่ควบคุมสถาบันการเงินทั้งหมด กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก อัตราส่วนของสินทรัพย์และหนี้สิน อัตราแลกเปลี่ยนและออกธนบัตร

2. ธนาคารเฉพาะด้านของรัฐ ได้แก่

  • The Myanmar Economic Bank ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อแก่รัฐ และเอกชนในพม่า พร้อมทั้งบริการรับฝากเงินผ่านสาขา 259 แห่งทั่วประเทศ โดยมี Myanmar Small Loans Enterprise ซึ่งเป็น สาขาของ Myanmar Economic Bank ดูแลสถานธนานุเคราะห์
  • The Myanmar Foreign Trade Bank ทำหน้าที่ให้บริการด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และธุรกิจการธนาคารระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกของพม่า ธนาคารนี้ไม่รับฝากสะสมทรัพย์ มีแต่บัญชีเดินสะพัด และให้กู้เป็นเงินตราต่างประเทศ ภายใต้การอนุมัติของรัฐในรูปตั๋วสัญญาใช้เงิน
  • The Myanmar Agriculture and Rural Development Bank ทำหน้าที่ให้บริการด้านการเงินแก่ภาคเกษตรกรรมภายในประเทศ เช่น การให้เงินกู้แก่เกษตรกร โดยผ่านธนาคารในท้องถิ่น (Village Bank) ให้เงินกู้สหกรณ์ และธุรกิจที่ประกอบกิจการทางด้านการเกษตร และ ปศุสัตว์
  • The Myanmar Investment and Commercial Bank ทำหน้าที่ให้บริการด้านสินเชื่อแก่หน่วยธุรกิจที่ลงทุนในพม่า รับฝากเงินระยะสั้น และระยะยาว โดยให้ดอกเบี้ยตอบแทนการจัดหาเงินกู้ เพื่ออสังหาริมทรัพย์และการลงทุน

3. ธนาคารพาณิชย์เอกชน ธนาคารพาณิชย์เอกชนของพม่าได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจเฉพาะภายในประเทศ (Domestic Business) เท่านั้นไม่สามารถทำธุรกิจด้านต่างประเทศได้ (Foreign Transaction) ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์เอกชนของพม่ามี 8 แห่ง ได้แก่

  • The Myanmar Citizen Bank เป็นธนาคารเอกชนรายแรก เป็นการร่วมลงทุนระหว่างบริษัท Joint Venture Corporation Limited และรัฐบาลพม่า
  • The Yangon City Bank
  • The First Private Bank
  • The Myawaddy Bank
  • The Co-operative Bank
  • The Yoma Bank
  • The Yadanarbon Bank
  • The East Oriented Bank

4. ธนาคารต่างประเทศ (สำนักงานตัวแทน) ภายใต้กฎหมายธนาคารกลางของพม่าที่เรียกว่า Central Bank of Myanmar Law and the Financial Institutions of Myanmar Law กำหนดให้ธนาคารต่างประเทศ ได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นสำนักงานตัวแทน (Representative Office) ได้เท่านั้น และดำเนินธุรกิจได้เพียงการเป็นสำนักงานติดต่อประสานงาน (Liaison) ในปัจจุบันสำนักงานผู้แทนของธนาคารต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เปิดสำนักงาน และดำเนินการแล้ว มีธนาคารพาณิชย์ของไทย 6 ธนาคาร และอีก 5 แห่งเป็นธนาคารของประเทศสิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ดังนี้

  • ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • The Banque Indosuez
  • The Development Bank of Singapore
  • The United Overseas Bank Singapore
  • The Overseas Chinese Bank Corporation
  • The Kepple Bank of Singapore

5. หน้าที่ของสำนักงานตัวแทนธนาคารพาณิชย์ไทยในพม่า มีดังนี้ คือ

  1. ช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของพม่า และสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างขั้นพื้นฐานของรัฐ ด้วยการประสานงานจัดหาแหล่งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย
  2. สนับสนุนการค้าและการลงทุนในพม่าโดยเป็นที่ปรึกษาวิเคราะห์โครงการลงทุน และให้ข้อมูลต่างๆ ประกอบการตัดสินใจแก่ผู้สนใจทำธุรกิจในพม่า
  3. สนับสนุนการค้าและการลงทุนในพม่า โดยอำนวยความสะดวกในการติดต่อ และประสานงานระหว่างนักธุรกิจไทยและพม่า
  4. ช่วยพัฒนาระบบของธนาคารพาณิชย์ของพม่า โดยการเผยแพร่ระบบและเทคโนโลยีสำนักงานธนาคาร และพัฒนาบุคลากรของพม่า โดยการจ้างแรงงานในท้องถิ่น

ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าและการกระจายสินค้าในตลาดพม่า ส่วนใหญ่ใช้วิธีส่งสินค้าให้กับตัวแทนจำหน่าย (Sole Agent) หรือให้ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) เพื่อกระจายสินค้าไปตามกลุ่มลูกค้าจังหวัดต่างๆ ช่องทางการจำหน่ายและการกระจายสินค้าแยกตามประเภทสินค้าเป็น ดังนี้

1. สินค้าอุปโภคบริโภด ผู้นำเข้า(Importer) หรือตัวแทนจำหน่าย (Sole Agent) จะนำสินค้าเข้ามายังพม่า และกระจายสินค้าต่อไปให้ตัวแทนขาย (Dealer) ผู้ค้าส่ง (Wholesaler) ผู้ค้าปลีก (Retailer) หรือกระจายไปตามซูเปอร์มาเก็ต และมินิมาร์ทในพม่า

2. สินค้าอุตสาหกรรม ผู้นำเข้า (Importer) จะนำสินค้าเข้ามายังพม่า และกระจายสินค้าไปยังผู้จำหน่าย (Dealer) พนักงานขายตรง (Direct Sale) และผู้ค้ารายย่อย (Retailer)

3. วัสดุก่อสร้าง ผู้นำเข้าสินค้าประเภทนี้จะมีทั้งที่เป็นผู้จำหน่ายสินค้าเอง (Distributor) และเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า (Sole Agent) โดยนำเข้าสินค้าเพื่อไปกระจายต่อให้กับตัวแทนขาย (Dealer) ร้านค้าปลีก (Retailer) และขายให้ผู้ใช้โดยตรง

จุดการค้าที่สำคัญในพม่าจะเป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆได้แก่ กรุงย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ พุกาม เกาะสอง เมียวดี เชียงตุง และมูเซ เป็นต้น โดยเส้นทางการค้าของพม่า จะใช้เส้นทางคมนาคมที่มีอยู่ภายในประเทศ และเส้นทางที่เชื่อมต่อเมืองอื่นๆ ของประเทศเพื่อนบ้านของพม่า ดังนี้

1. เส้นทางคมนาคมทางบก

  1. เส้นทางการค้าระหว่างแม่สอด-เมียวดี-ท่าเรือชายฝั่งเมาะละแหม่ง ระยะทาง 150 กิโลเมตรและเส้นทางต่อไปยังกรุงย่างกุ้ง ระยะทาง 310 กิโลเมตร
  2. เส้นทางจากกรุงย่างกุ้งต่อไปยังบังคลาเทศ อินเดีย และต่อขึ้นเหนือไปเมืองมัณฑะเลย์-ลาเจียง-คุนหมิง (จีนตอนใต้)
  3. เส้นทางจากเชียงราย - เชียงตุง (พม่า) - เชียงรุ้ง (จีนตอนใต้) - คุนมิง
  4. เส้นทางเมียวดี (พม่า) - แม่สอด - ตาก - สุโขทัย - พิษณุโลก - ขอนแก่น - มุกดาหาร - สุวรรณเขต (ลาว) - ดงฮา - ดานัง (เวียดนาม)

 

2. เส้นทางคมนาคมทางอากาศ จากพม่าที่สำคัญได้แก่

  1. ย่างกุ้ง - มัณฑะเลย์ - คุนหมิง - ฮานอย
  2. ย่างกุ้ง - เวียงจันทร์ - โฮจิมินห์
  3. ย่างกุ้ง - กรุงเทพฯ - พนมเปญ
  4. ย่างกุ้ง - บังคลาเทศ
  5. ย่างกุ้ง - อินเดีย

 

3. การคมนาคมทางน้ำที่สำคัญ ได้แก่

  1. ท่าเรือย่างกุ้ง (Yangon) สามารถรับเรือที่มีระวางตั้งแต่ 15,000 ตันขึ้นไป
  2. ท่าเรือเมาะละแหม่ง (Moulmein) มีระยะห่างจากแม่สอดของไทย 170 กิโลเมตร แต่ท่าเรือนี้ไม่สามารถรองรับเรือเดินสมุทรได้
  3. ท่าเรือแอมเฮิรสท์ (Amhurst) หรือ ไจกะมี (Kyaikami) เป็นท่าเรือเก่าสร้างสมัยอังกฤษปกครองพม่า ท่าเรือนี้ติดต่อกับไทยทางฝั่งด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี
  4. ท่าเรือจ๊อกพยิว (Kyaukpyu) เป็นท่าเรือที่ใช้ทำการค้าระหว่างจีนกับพม่า และพม่าใช้ท่าเรือนี้เชื่อมต่อไปสู่มหาสมุทรอินเดียและยุโรป
  5. ท่าเรือทีละวา (Thilawa) เป็นท่าเรือที่อยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมย่างกุ้งมีความลึกขนาด 10,000 ตัน อยู่ห่างจากอำเภอแม่สอดของไทยเป็นระยะทาง 508 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

พม่าได้เปิดประเทศสู่ระบบการค้าเสรีและได้เปิดจุดการค้าที่สำคัญกับไทย 3 จุด คือ ด่านศุลกากรแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตรงกับด่านท่าขี้เหล็กของพม่า ด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก ตรงกับด่านเมียวดีของพม่า และด่านศุลกากรระนอง จังหวัดระนอง ตรงกับด่านเกาะสองของพม่า ทำให้มูลค่าการค้าขายของไทยกับพม่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนี้

ตารางแสดงมูลค่าการค้าชายแดน ปี 2552 – 2555 (มกราคม – สิงหาคม) 

(หน่วย: ล้านบาท)

รายการ

มูลค่า (ล้านบาท)

อัตราเปลี่ยนแปลง

2552

2553

2554

2554

2555

53/52

54/53

55/54

(ม.ค. – ส.ค.)

(ม.ค. – ส.ค.)

มูลค่าการค้ารวม

134,766.4

137,869.3

164,375.3

102,934.2

112,688.8

2.3

19.2

9.5

การส่งออก

42,604.4

50,854.4

60,599.3

40,559.0

45,618.9

19.4

19.2

12.5

การนำเข้า

92,162.0

87,014.9

103,776.0

62,375.2

67,070.0

-5.6

19.3

7.5

ดุลการค้า

-49,557.6

-36,160.5

-43,176.7

-21,816.2

-21,451.1

ที่มา : กองเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมการค้าต่างประเทศ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

หมายเหตุ : มูลค่าการค้าชายแดนปี 2555 ยังไม่รวมการนําเข้าก๊าซธรรมชาติ (เดือนมกราคม) มูลค่าประมาณ 6,782.2 ล้านบาท  (จากการสอบถามสํานักงานพาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี)

สินค้าสำคัญที่ประเทศไทยส่งออกไปยังพม่า คือ สินค้าไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ สินค้าเคมีภัณฑ์ สินค้าเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าเม็ดพลาสติก และสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น

สินค้าสำคัญที่ประเทศไทยนำเข้าจากพม่า คือ สินค้าไม้ซุง ไม้แปรรูปและไม้อื่นๆ สินค้าเหล็กและเหล็กกล้า สินค้าสินแร่โลหะอื่นๆ และเศษโลหะ สินค้าถ่านหิน และสินค้าผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผลไม้ เป็นต้น

รูปแบบการค้า

1) รูปแบบการค้าชายแดน

  1. การค้าในระบบ เป็นการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้นำเข้า-ส่งออกจะทำการนำเข้า และส่งออกสินค้าผ่านพิธีการศุลกากร โดยมีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง
  2. การค้านอกระบบ เป็นการลักลอบทำการค้าตามแนวชายแดนจุดที่มีการลักลอบนำเข้าได้แก่ บริเวณแม่น้ำแม่สาย แม่น้ำเมย การค้าแบบนี้เรียกว่า สินค้าลอยน้ำ
  3. การค้าผ่านแดน เป็นการค้าของไทยกับประเทศที่สาม โดยอาศัยพม่า เป็นทางผ่านสินค้าไปสู่จีน อินเดีย และบังคลาเทศ เป็นต้น

2) ลักษณะของผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนไทย-พม่า มีดังนี้

  1. นิติบุคคล นิติบุคคลที่จะนำเข้าและส่งออกสินค้าได้ จะต้องเป็นสมาชิกของหอการค้าในจังหวัดชายแดนนั้นๆ
  2. บุคคลธรรมดา หรือผู้ค้ารายย่อย มีทั้งที่เป็นร้านค้าที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และร้านค้าแผงลอยที่ไม่ต้อง จดทะเบียนพาณิชย์

3) รูปแบบการชำระเงิน

  1. การชำระค่าสินค้านอกระบบ (หรือเรียกว่าโพยก๊วน) เนื่องจากระบบเงินตราในประเทศพม่า ยังไม่เป็นมาตรฐานสากล ทำให้การค้ากับพม่าประมาณร้อยละ 44 ของมูลค่าการค้ารวมจะใช้การชำระเงินด้วยวิธีนี้
  2. การชำระค่าสินค้าด้วยเงินสดสกุลบาทและจ๊าด เป็นที่นิยมรองลงมาจากการชำระสินค้าแบบโพยก๊วนคิดเป็นร้อยละ 42
  3. การชำระค่าสินค้าด้วยวิธีโอนเงินผ่านธนาคาร (Telegraphic Transfer) และการชำระค่าสินค้าด้วยวิธีการเปิด L/C ซึ่งการทำธุรกรรมการค้าต่างประเทศ จะต้องติดต่อผ่านธนาคาร Myanmar Foreign Trade Bank (MFTB) เท่านั้น

ช่องทางการจำหน่าย

พบว่าผู้นำเข้าสินค้าตามแนวชายแดนไทย-พม่า ส่วนม่ากจะเป็นสมาชิกหอการค้าจังหวัดชายแดน หรือเป็นผู้ค้ารายย่อย ที่เป็นร้านค้าแผงลอย ดังนั้นการกระจายตัวของสินค้าตามแนวชายแดนจะมีลักษณะเหมือนกันในทุกสินค้า คือผู้นำเข้าพม่าจะนำสินค้าจากชายแดนไทย เพื่อไปกระจายให้กับร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก และมินิมาร์ท ในตลาดชายแดนพม่า และตลาดในกรุงย่างกุ้ง

จุดการค้าและเส้นทางการค้า

จุดการค้าชายแดนไทย-พม่า ที่ทางการของพม่าเปิดให้ทำการซื้อขายสินค้าระหว่างไทยกับพม่าได้มีเพียง 3 แห่ง ดังนี้

  1. ด่านแม่สอด จังหวัดตาก ตรงข้ามกับด่านเมียวดีของพม่า
  2. ด่านแม่สาย จังหวัดเชียงรายตรงข้ามกับด่านท่าขี้เหล็กของพม่า
  3. ด่านระนอง จังหวัดระนอง ตรงข้ามกับด่านเกาะสองของพม่า

สภาวะการค้าชายแดน

ตารางมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทย - พม่า ตั้งแต่ปี 2546 - กุมภาพันธ์ 2553

ปี

การค้ารวม

ส่งออก

นำเข้า

ดุลการค้า

2550

97,451.00

33,043.00

80,031.00

-46,988.00

2551

143,701.00

43,859.00

112,426.00

-68,567.00

2552

134,766.40

42,604.39

92,162.01

-49,557.62

2553

137,869.29

50,854.43

87,014.86

-36,160.43

2554

164,375.26

60,599.26

103,776.00

-43,176.74

2555

180,471.53

69,975.66

110,495.87

-40,520.21

2556

179,105.67

72,457.73

106,647.94

-34,190.21

ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

สินค้าสำคัญที่ส่งออกตามแนวชายแดน ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร สินค้ายานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าเชื้อเพลิง สินค้าพลาสติกและผลิตภัณฑ์ และสินค้าสิ่งทอ เป็นต้น

สินค้าสำคัญที่นำเข้าตามแนวชายแดน ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง สินค้าประมงและปศุสัตว์ สินค้าแร่สินค้ากสิกรรมและสินค้าสิ่งทอ เป็นต้น

ความต้องการของตลาดคู่ค้า

1. ความต้องการของตลาดพม่าในปัจจุบัน

จากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรี และการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในพม่า อุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การส่งเสริมการลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเภสัชภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า การผลิตเครื่องจักร เครื่องหนัง อุปกรณ์และเครื่องมือสื่อสาร การผลิตของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น ทำให้ความต้องการของตลาดพม่าส่วนใหญ่ จะเป็นสินค้าที่ใช้เพื่ออุตสาหกรรมเหล่านี้ได้แก่

  1. เครื่องจักรที่ไม่ใช้ไฟฟ้าและยานพาหนะ
  2. โลหะสามัญ และผลิตภัณฑ์
  3. เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า
  4. กระดาษ กระดาษเเข็ง และผลิตภัณฑ์
  5. น้ำมันพืช
  6. เภสัชภัณฑ์
  7. ผลิตภัณฑ์ยาง
  8. เครื่องเทศ
  9. ซีเมนต์
  10. เคมีภัณฑ์

2. ความต้องการของตลาดพม่าในอนาคต

ความต้องการสินค้าของตลาดพม่าในอนาคต ยังคงเป็นสินค้าในหมวดที่ต้องการอยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ดังนี้

  1. สินค้าประเภททุน ยังเป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาดพม่า เนื่องจากประเทศพม่ายังต้องมีการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศอยู่หลายโครงการ ทั้งด้านคมนาคมขนส่ง และการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการขยายตัวด้านการค้าจากกลุ่มประเทศเอเซีย
  2. สินค้าอุปโภคบริโภคยังมีแนวโน้มต้องการเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในพม่า ยังเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง ทำให้ปริมาณการผลิตที่ได้ในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ
  3. วัตถุดิบและอะไหล่เครื่องจักร พม่าต้องการส่งเสริมให้มีการลงทุนในพม่าเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรม และอะไหล่เครื่องจักรเป็นจำนวนมาก

3. ส่วนแบ่งตลาดไทย

หลังจากที่พม่าได้เปิดประเทศสู่ระบบการค้าเสรี ทำให้ในปัจจุบันมีประเทศคู่ค้ามากกว่า 12 กลุ่ม จากสถิติส่วนแบ่งตลาดการค้าในพม่าพบว่า คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของพม่า คือ สิงคโปร์ ประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และไทย โดยแต่ละประเทศมีส่วนแบ่งตลาดการค้าในพม่า ดังนี้

  1. สิงคโปร์ เป็นคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของพม่า
  2. ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับที่สองรองจากสิงคโปร์
  3. เกาหลีใต้เป็นคู่ค้าอันดับที่สาม
  4. มาเลเชียเป็นคู่ค้าอันดับที่สี่
  5. จีนเป็นคู่ค้าอันดับที่ห้า
  6. ประเทศไทยเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่หก

4. ประเทศคู่แข่ง

ประเทศคู่แข่งที่สำคัญของประเทศไทยในตลาดพม่า ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ

1. ข้อได้เปรียบของประเทศไทย

  1. การชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศไทยและพม่า จะเป็นการให้เครดิตซึ่งกันและกัน ซึ่งผู้ส่งออกของไทยมักจะให้เครดิตนานกว่าประเทศคู่แข่ง รวมทั้งการซื้อขายสินค้าระหว่างไทยกับพม่า จะทำกันแบบง่ายๆ โดยใช้สกุลเงินบาทและเงินจ๊าด
  2. สินค้าที่นำเข้าจากชายแดนไทยมีราคาต่ำกว่าคู่แข่งและสินค้าไม่ได้รับความเสียหายในขณะขนส่ง
  3. คุณภาพของสินค้าอุปโภคบริโภคของประเทศไทยเป็นที่นิยมของชาวพม่า เนื่องจากได้รับอิทธิพลของการค้าชายแดนที่มีมาเป็นเวลานาน ทำให้ชาวพม่าแถบชายแดนนิยมบริโภคสินค้าไทยมากกว่าของประเทศคู่แข่ง
  4. การบริการขนส่งสินค้าไทย สามารถจัดส่งได้รวดเร็ว และสามารถระบุสถานที่รับสินค้าได้
  5. ประเทศไทยสามารถค้าขายตามแนวชายแดนไทย - พม่า ทำให้การกระจายสินค้าเข้าสู่เมืองต่างๆ ของพม่าเข้าไปได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ในแถบชายแดนไทย - พม่า
  6. ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบธนาคาร และฝึกอบรมด้านการจัดระบบเอกสารให้แก่พม่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ส่งออกของไทยในเรื่องการเปิด L/C

2. ข้อเสียเปรียบของไทย

  1. การขนส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังพม่าโดยการค้าปกติทางเรือ มีต้นทุนการขนส่งสินค้าสูง เนื่องจากเรือสินค้าจะต้องอ้อมแหลมมลายู และขนถ่ายสินค้าที่สิงคโปร์ ทำให้ต้นทุนของสินค้าไทยแพงกว่าคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย
  2. การซื้อขายสินค้าของประเทศไทยกับพม่าจะอาศัยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่มีหลักค้ำประกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาข้อโต้แย้งระหว่างพ่อค้าไทยและพ่อค้าพม่า ในเรื่องการส่งสินค้าและการชำระเงินได้
  3. ประเทศคู่แข่งจะเข้ามาจ้างบริษัทของประเทศไทยผลิตสินค้า เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในประเทศพม่า ทำให้สินค้าจากประเทสไทยที่มีคุณภาพเดียวกันเข้าไปแข่งขันกันเองในตลาดพม่า
  4. ผู้ผลิตสินค้าไทยยังไม่ให้ความสนใจตลาดพม่าอย่างจริงจัง โดยผู้ผลิตสินค้ายังคงปล่อยให้นายหน้า เป็นผู้ส่งสินค้าของตนเข้าไปจำหน่ายในพม่า หากสินค้าที่นำเข้าไปจำหน่ายเป็นสินค้าที่หมดอายุหรือไร้คุณภาพ ทำให้สินค้าไทยเสียชื่อเสียง และไม่ได้รับการยอมรับในตลาดพม่าในระยะยาว
  5. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับท้องถิ่นของทั้งสองประเทศ จะทำให้ความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นของทั้งสองประเทศขาดความต่อเนื่อง เมื่อเกิดปัญหาตามแนวชายแดนของไทย-พม่า จะไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นนั้นๆ ของพม่า
  6. ประเทศญี่ปุ่นให้เงินกู้กับรัฐบาลทหารพม่า และให้พม่าซื้อสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นได้โดยการโอนค่าสินค้าเข้ารวมกับบัญชีเงินกู้ ทำให้พม่านำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ทำให้ไทยไม่สามารถขายสินค้าให้กับรัฐบาลพม่าได้
  7. ความสัมพันธ์และนโยบายระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย และรัฐบาลพม่ายังมีน้อยมาก ทำให้รัฐบาลพม่าประกาศปิด-เปิดด่านการค้าบ่อยครั้ง ซึ่งกระทบกระเทือนต่อการค้าชายแดนของไทย

3. ลู่ทางขยายการค้า

สินค้าไทยที่มีศักยภาพและมีลู่ทางในการขยายตลาดในพม่า ได้แก่

3.1 สินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากพม่าไม่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้เพียงพอกับความต้องการบริโภค ทำให้ต้องการสินค้าในหมวดนี้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นผู้ประกอบการและผู้ส่งออกของไทย ควรเพิ่มการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าไปสู่ตลาดพม่าให้มากขึ้น และใช้พม่าเป็นฐานในการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคไปสู่ตลาดเอเซียใต้ ได้แก่ อินเดีย บังคลาเทศ และจีนได้
3.2 สินค้าวัตถุดิบและอะไหล่สำหรับอุตสาหกรรม จากการที่พม่าเร่งให้มีการขยายตัวด้านการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อการส่งออกส่งผลให้พม่า มีความต้องการสินค้าประเภทนี้เป็นจำนวนมาก ผู้ส่งออกของไทยควรเพิ่มปริมาณการส่งออกสินค้าในหมวดนี้ให้มากขึ้น

3.3 สินค้าประเภททุน จากการที่พม่าต้องพัฒนาอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภค และเส้นทางคมนาคมขนส่งทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศอีกหลายเส้นทาง ทำให้พม่าต้องนำเข้าสินค้าในหมวดนี้มาก ผู้ส่งออกของไทยควรเร่งติดต่อผู้นำเข้าที่มีศักยภาพของสินค้าในหมวดนี้

1) กระทรวงพาณิชย์พม่าได้ออกประกาศฉบับที่ 2/2000 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ห้ามนำเข้าสินค้าในรูปแบบการค้าปกติทางทะเล จำนวน 15 รายการ ซึ่งประกอบด้วย ผงชูรส, น้ำหวานและเครื่องดื่ม, ขนมปังกรอบทุกชนิด, หมากฝรั่ง, ขนมเค๊ก, ขนมเวเฟอร์, ช็อกโกแลต, อาหารกระป๋อง(เนื้อสัตว์และผลไม้), เส้นหมี่ทุกชนิด, เหล้า, เบียร์, บุหรี่, ผลไม้สดทุกชนิด, สินค้าที่ควบคุมการนำเข้าโดย กฎหมายที่มีอยู่แล้ว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสงวนเงินตราต่างประเทศและคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ

2) กระทรวงพาณิชย์พม่าได้ออกประกาศฉบับที่ 9/99 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ห้ามนำเข้าสินค้าในรูปแบบการค้าปกติผ่านทางชายแดน จำนวน 15 รายการ ซึ่งประกอบด้วย ผงชูรส, น้ำหวานและเครื่องดื่ม, ขนมปังกรอบทุกชนิด, หมากฝรั่ง, ขนมเค๊ก, ขนมเวเฟอร์, ช็อกโกแลต, อาหารกระป๋อง(เนื้อสัตว์และผลไม้), เส้นหมี่ทุกชนิด, เหล้า, เบียร์, บุหรี่, ผลไม้สดทุกชนิด, ผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับใช้ในครัวเรือนและใช้ส่วนตัวทุกชนิด, สินค้าที่ควบคุมการนำเข้าโดยกฎหมายที่มีอยู่แล้ว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อสงวนเงินตราต่างประเทศและคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ

3) พม่ากำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นการจำกัดปริมาณนำเข้า เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า เช่น

  • การเปิด L/C เพื่อนำเข้าสินค้า ต้องเป็นเงินที่ได้จากการส่งออกเท่านั้น
  • กำหนดเพดานการนำเข้า ไม่เกินปีละ 50,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบริษัท
  • ห้ามนำเข้าสินค้า 15 ชนิด ได้แก่ ผงชูรส, เครื่องดื่ม(Soft drink), ขนมปังกรอบ, อาหารและผลไม้กระป๋อง, เส้นหมี่และบะหมี่สำเร็จรูปทุกชนิด,หมากฝรั่ง, ขนมเค๊ก, ขนมเวเฟอร์, ช็อกโกแล็ต, เหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, เบียร์, บุหรี่, ผลไม้สดทุกชนิด, ผลิตภัณฑ์พลาสติกสำหรับใช้ในครัวเรือนและใช้ส่วนตัวทุกชนิดและสินค้าที่ควบคุมการนำเข้าโดยกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

4) เส้นทางคมนาคมทางบกเชื่อมระหว่างไทยกับพม่า มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ

5) ปัญหาการเรียกเก็บเบี้ยใบ้รายทางเป็นจำนวนมากจากรถบรรทุกสินค้า ที่ขนส่งสินค้าจากชายแดนเข้าไปยังกรุงย่างกุ้ง ทำให้สินค้ามีต้นทุนสูง

6) ธนาคารพาณิชย์ในพม่าผูกขาดโดยรัฐบาล และฐานะของธนาคารไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ระบบการเงินไม่มีเสถียรภาพ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตสูงกว่าความเป็นจริงมาก

7) ขาดกำลังซื้อ

8) ปัญหาการสู้รบระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อย ทำให้ไม่มีความปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย-พม่า

9) มีการปิดด่านการค้าชายแดนที่ติดต่อกับไทยบ่อย ทำให้สินค้าไทยไม่สามารถขนส่งเข้าไปยังพม่าได้ต่อเนื่อง จึงเกิดการขาดแคลนสินค้าและเสียเปรียบสินค้าจากประเทศคู่แข่งอื่นๆ

10) ขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ อาทิ การคมนาคม การสื่อสาร

11) นักธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจนักธุรกิจไทย

แนวทางการแก้ไขปัญหา

1) ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับพม่าให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

2) จัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า ไทย - พม่า ระดับรัฐมนตรี (Joint Trade Commission) อย่างต่อเนื่อง

3) ควรมีการประสานกันระหว่างภาครัฐและเอกชนให้มากขึ้น และส่งเสริมสนับสนุนนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาจเข้าไปถือหุ้นในกิจการที่นักธุรกิจไทยไปดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อถือและความมั่นใจ

4) ควรกำหนดหน่วยงานระดับท้องถิ่นให้มีบทบาทที่จะรับผิดชอบดูแลการค้าชายแดนให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานสากล

5) ควรมีการประสานกันดำเนินการในการกำหนดเขตพื้นที่ทั้งภาคอุตสาหกรรม/เกษตรกรรมให้ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการค้าชายแดน

6) ควรมีหน่วยงานของรัฐบาลในการทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน แก่นักธุรกิจ/นักลงทุนไทยในการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับ JETRO ของญี่ปุ่น

7) จัดงานแสดงสินค้าไทยในพม่า เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้ผู้บริโภคชาวพม่าได้รู้จักมากขึ้นพร้อมทั้งเชิญชวนชาวพม่าเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย อาทิ งานแสดงสินค้าอัญมณี ซึ่งจะสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีในภูมิภาค

เพื่อให้สินค้าไทยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในพม่า พร้อมทั้งขยายฐานการตลาดในพม่าให้มากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดที่ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณานำมาใช้ในการศึกษา และขยายตลาดในพม่ามีดังนี้

1. กลยุทธ์ด้านลักษณะสินค้าและบริการ

  1. สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรมีการพัฒนารูปแบบให้มีขนาด และลักษณะเหมาะแก่การใช้งาน เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้ พม่าได้นำเข้าจากจีนเป็นจำนวนมาก และมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสินค้าไทยในกลุ่มนี้ควรกำหนด รูปแบบของสินค้า ให้สามารถขายในราคาที่แข่งกับจีนได
  2. ผ้าผืน ไม่ควรเปลี่ยนแปลงการออกแบบและสีสันไปจากเดิมมากนักเนื่องจากตลาดพม่าค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยมและใช้ผ้าจากไทยมาก ถ้าหากมีการเปลี่ยนสีหรือแบบจะทำให้คิดว่าเป็นสินค้าจากประเทศอื่น
  3. สินค้าวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม เช่น ยางพารา เหล็กและเหล็กกล้า พลาสติก และเส้นใยประดิษฐ์ ควรรักษาส่วนแบ่งตลาดและขยายตลาด โดย ติดต่อโดยตรงกับโรงงานต่างๆ ในพม่าให้มากขึ้น เนื่องจากพม่ามีการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปมาก
  4. เน้นการขนส่งสินค้าของไทย เข้าสู่พม่าทางด้านชายแดนให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการกระจายสินค้า และประหยัดเวลาในการขนส่งโดยมีจุดการขนส่งที่สำคัญ 2 จุด คือ ด่านแม่สอด จังหวัดตากและ ด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย

2. กลยุทธ์ด้านราคา

สินค้าระดับกลางถึงระดับสูง ควรตั้งราคาให้ใกล้เคียงกับสินค้าจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ส่วนสินค้าที่มีคุณภาพต่ำควรตั้งราคาให้ต่ำ เพราะหมู่บ้านในแถบชายแดนพม่าส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อน้อย และไม่ควรมีการกระจายสินค้าคุณภาพต่ำเหล่านี้ เข้าไปในเมืองใหญ่ เนื่องจากจะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากจีนได้

3. กลยุทธ์ด้านการจัดจำหน่าย และการกระจายตัวของสินค้า

  1. ผู้ส่งออกของไทย จะต้องเข้าไปร่วมทำการค้ากับผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ของพม่า โดยคัดเลือกบริษัทที่มีเครือข่ายในการกระจายสินค้าได้มากๆ
  2. เน้นการค้าตามแนวชายแดนไทย-พม่า เนื่องจากไทยและพม่ามีชายแดนติดต่อกันเป็นแนวยาว ประกอบกับการคมนาคมขนส่งของพม่าที่ออกไปยังจังหวัดต่างๆ ยังไม่สะดวก ดังนั้น ชาวพม่าจะอาศัยซื้อสินค้าจากชายแดนไทยเป็นหลัก
  3. จากการที่พม่ามีชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้านคือจีน อินเดียและบังคลาเทศ ดังนั้นควรใช้ผู้นำเข้า-ส่งออกของพม่า เป็นผู้กระจายสินค้าไทยไปสู่ประเทศจีน อินเดียและบังคลาเทศ
  4. ผู้ส่งออกและผู้ผลิตของไทย ควรมีการตั้งสำนักงานตัวแทน หรือตัวแทนจำหน่ายตามแนวชายแดนไทย-พม่า เพื่อบริการการขายที่รวดเร็วให้กับพ่อค้าชายแดนของพม่า และเพื่อการจัดแสดงสินค้าให้กับผู้นำเข้าพม่าได้เข้ามาดูตัวอย่างสินค้าใหม่ๆ ของไทยได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเข้ามายังโรงงานผลิตในกรุงเทพฯ
  5. ผู้ส่งออกที่จะเข้าไปทำการค้า หรือลงทุนในธุรกิจขนาดใหญ่ควรเข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่า เพราะเป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติในการดำเนินโครงการต่างๆ

4. กลยุทธ์ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์

  1. การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ได้แก่ การติดโปสเตอร์ การลงโฆษณาในสมุดหน้าเหลืองของพม่า การโฆษณาทางโทรทัศน์/วิทยุ ซึ่งชาวพม่าที่อาศัยอยู่ทางด้านชายแดนที่ติดกับประเทศไทย สามารถรับสื่อเหล่านี้ได้
  2. การทำการส่งเสริมการขายร่วมกับตัวแทนจำหน่ายในพม่า โดยผู้ส่งออกไทยให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น แจกตัวอย่างสินค้าให้กับลูกค้าทดลองใช้ก่อน รับแลกสินค้าจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าเป็นประจำ หรือซื้อสินค้าในปริมาณมาก การให้ค่าคอมมิชชั่นกับผู้นำเข้าพม่าที่สามารถทำยอดขายได้ตรงตามเป้าหมาย
  3. การติดต่อผ่านสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง เพื่อเป็นผู้ประสานงานในการประชาสัมพันธ์สินค้าไทย และผู้ส่งออกไทยให้กับผู้นำเข้าพม่าที่สนใจสินค้าไทย
  4. การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าประจำปีของพม่า เช่นงาน Myanmar Building

แนวทางการแก้ไขปัญหา

จากปัญหาของผู้ส่งออกไทยดังกล่าวข้างต้นนั้น แนวทางในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาในการส่งออกไปยังตลาดพม่า และแนวทางในการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดพม่า มีดังนี้

1) ควรส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคกลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยยังมีโอกาสขยายตลาดในพม่าได้ เพราะเป็นกลุ่มสินค้าที่ตลาดพม่ามีความต้องการมาก และยังไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีได้ในประเทศ ทั้งนี้ภาครัฐควรช่วยสนับสนุนในด้านข้อมูลการตลาด และรายชื่อผู้นำเข้าที่สำคัญในการติดต่อให้แก่ผู้ส่งออก

2) ส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว พม่าเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งแร่ธาตุ ป่าไม้ และแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ และควรส่งเสริมให้มีการเข้าไปลงทุนในด้านอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมอัญมณี

3) พม่ามีความต้องการพัฒนาสาธารณูปโภคภายในประเทศหลายอย่าง เช่น การก่อสร้างถนน ก่อสร้างทางรถไฟ การก่อสร้าง และปรับปรุงสนามบิน รวมทั้งระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบสื่อสาร เป็นต้น ดังนั้นควรมีการส่งเสริมให้เข้าไปลงทุนในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถขยายการส่งออกสินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้างได้เพิ่มขึ้น

4) ส่งเสริมให้บริษัทผู้ส่งออกของไทยเข้าไปตั้งสำนักงานตัวแทน หรือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าในพม่าให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยส่งเสริมการใช้ชื่อการค้า (Brand Name) ของไทยในการทำการค้าเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคชาวพม่าในระยะยาว

5) ส่งเสริมให้มีการนำคณะผู้ส่งออกและผู้สนใจที่จะเข้าตลาดพม่าไปร่วมงานแสดงสินค้า ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในประเทศพม่าให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในพม่าแก่ผู้ส่งออก ที่สนใจอย่างทั่วถึง

6) ควรเพิ่มความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพาณิชย์จังหวัดของทั้งสองประเทศ ในด้านการป้องกันและปราบปรามการลักลอบการนำเข้าสินค้า และในด้านข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างพ่อค้าท้องถิ่นของแต่ละประเทศ รวมทั้งมีการร่วมเจรจาแก้ไขปัญหาการค้าอื่นๆ ในระดับท้องถิ่นให้มากขึ้น

7) กรมศุลกากรควรจัดทำระบบ One Stop Service สำหรับการนำเข้า-ส่งออก เพื่อให้ดำเนินการพิธีการส่งออกและนำเข้าทุกพิธีการอยู่ในสถานที่เพียงแห่งเดียว เพื่อลดความยุ่งยากในการนำเข้า - ส่งออก

8) ควรเร่งรัดให้มีการเปิดจุดผ่อนปรน จุดผ่านแดนถาวร ด่านศุลกากรตามช่องทางที่มีการค้าขายตามแนวชายแดนให้มากขึ้น เพื่อขยายการส่งออกสินค้าจากชายแดนไทยไปสู่พม่าให้มากขึ้น รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ควรมีการเช่าโกดังสินค้า เพื่อจัดทำเป็น Distribution Center ของรัฐที่กรุงย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ เพื่อให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าไทยในพม่า

9) การค้าระหว่างไทยและพม่าเป็นการค้าแบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter Trade) เมื่อผู้ส่งออกของไทยส่งสินค้าเข้าไปขายในพม่าแล้ว จะต้องมีการนำสินค้าของพม่ากลับออกมา ดังนั้นการท่าเรือแห่งประเทศไทยควรเข้ามาจัดการด้านการเดินเรือบรรทุกสินค้า ที่สามารถขนส่งสินค้าจากไทยไปพม่า และขนสินค้าจากพม่ากลับมาไทยได้โดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยลดต้นทุนของผู้ส่งออกไทย

มาตรการด้านนำเข้า - ส่งออก

รัฐบาลพม่าได้กำหนดมาตรการและกฎระเบียบของการนำเข้า - ส่งออก ดังนี้

1.1 ขั้นตอนการนำเข้า - ส่งออก

1) ผู้ที่จะทำธุรกิจนำเข้า - ส่งออกสินค้าจะต้องยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าและส่งออกที่สำนักงานทะเบียนนำเข้า-ส่งออก (Export-Import-Registration-Office) กรมการค้ากระทรวงพาณิชย์ โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน 5,000 จ๊าด สำหรับระยะเวลา 1 ปี และ 10,000 จ๊าด สำหรับระยะเวลา 3 ปี

2) คุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถยื่นขอจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าส่งออก มีดังนี้

  • บุคคลธรรมดาทั้งหลายที่มีสัญชาติพม่า หรือที่แปลงสัญชาติเป็นพม่า (Naturallsed Citizenship)
  • ห้างหุ้นส่วน บริษัททั้งหลายที่จัดตั้งขึ้นในพม่า
  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทร่วมทุน ทั้งหลายที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ กฎหมายการลงทุนต่างประเทศของพม่า
  • สหกรณ์ทั้งหลายที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายสหกรณ์ของ พม่า ปี 2533

3) สิทธิของผู้จดทะเบียนนำเข้าส่งออก

  • สามารถส่งออกสินค้าทุกชนิดยกเว้น ไม้สัก น้ำมันปิโตรเลียม แก๊สธรรมชาติ ไข่มุก หยก อัญมณี แร่ธรรมชาติ และสินค้า อื่นๆ ที่ระบุว่าสามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แต่เพียงผู้เดียว
  • สามารถนำเข้าสินค้าทุกชนิดตามเงื่อนไขของกฎและระเบียบ ที่ระบุไว้ ยกเว้นสินค้าที่เป็นสินค้าห้ามนำเข้า
  • สามารถจำหน่ายสินค้าในตลาดภายในประเทศได้
  • สามารถยื่นขอหนังสือเดินทางประเภทธุรกิจไปต่างประเทศได้
  • สามารถที่จะรับรองแขกต่างประเทศ เพื่อการเจรจาธุรกิจได้

1.2 การส่งออกและนำเข้าสินค้า และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต

1) การส่งสินค้าออก

  • ผู้ส่งออกที่จดทะเบียนก่อนที่จะส่งสินค้าออกจะต้องได้รับใบอนุญาตส่งออกจากกระทรวงพาณิชย์มีระยะเวลา 6 เดือน
  • ผู้ซื้อในต่างประเทศจะต้องเปิด L/C ที่ Myanmar-Investment-and-Commercial-Bank-(MICB) หรือ Myanmar-Foreign-Trade-Bank (MFTB) ผ่านทางธนาคารในต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและจะต้องแจ้งต่อเรือที่จะขนสินค้าด้วย
  • ในกรณีที่จะต้องตรวจสินค้าก่อนขนส่ง-The-Inspection-and-Agency-Service-Department จะดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับคุณลักษณะ น้ำหนัก คุณภาพ และการบรรจุภัณฑ์ของสินค้าที่จะขนส่งทางเรือ
  • เอกสารเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางเรือ เช่น-Shipping-Bills-Freight-Bill เป็นต้น จะต้องยื่นต่อธนาคารที่ได้เปิด L/C

2) การนำเข้าสินค้า

  • ผู้นำเข้าจะต้องเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศที่ Myanmar-Investment-and-Commercial-Bank (MICB) หรือ Myanmar-Foreign-Trade-Bank (MFTB) เพื่อยื่นใบอนุญาตนำเข้าสินค้าจากกระทรวงพาณิชย์
  • แนบสัญญาขาย (Sale Contact) และ Proforma Invoice ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับสินค้า บรรจุภัณฑ์ และระยะเวลาการส่งมอบ
  • ในกรณีที่ซื้อเป็นราคา FOB ผู้นำเข้าจะต้องทำการประกันภัยสินค้ากับ Myanmar Insurance Company และใช้บริษัท Myanmar Five Star Line เป็นผู้ขนส่งสินค้าเท่านั้น -ค่าธรรมเนียมในการอนุญาตนำเข้าสินค้า กระทรวงพาณิชย์จะคิดในอัตราส่วนของราคานำเข้าโดยกำหนดไว้ดังนี้

ตารางแสดงค่าธรรมเนียมในการนำเข้าสินค้าของพม่า (ราคา C.I.F)

ราคานำเข้า C.I.F. ท่าเรือย่างกุ้ง (จ๊าด) ค่าธรรมเนียมนำเข้า (จ๊าด)
10,000 แรก 250
10,000 - 25,000 625
25,001 - 50,000 1,250
50,001 - 100,000 2,500
100,001 - 200,000 5,000
200,001 - 400,000 10,000
400,001 - 1,00,000 20,000
มากกว่า 1,00,001 50,000

ผู้นำเข้าสินค้าจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการนำเข้าภายใน 21 วัน นับจากวันตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตนำเข้า

1.3 สินค้านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการนำเข้า

1) สินค้านำเข้าโดยองค์การที่ดำเนินธุรกิจในพม่าภายใต้กฎหมายการลงทุนต่างประเทศของพม่า มีวัตถุประสงค์การใช้เพื่อธุรกิจได้แก่

  • เครื่องจักร เครื่องมือ ส่วนประกอบของเครื่องจักร ชิ้นส่วนอะไหล่ และวัสดุที่ใช้ทางธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้สำหรับการก่อสร้าง โดยนำเข้ามาในฐานะทุนของต่างประเทศที่ระบุ โดยคณะกรรมการลงทุนพม่า (Myanmar Investment Commision หรือ MIC)
  • วัตถุดิบและวัสดุที่ใช้สำหรับการบรรจุภัณฑ์ (สำหรับช่วง 3 ปีแรกเท่านั้น) ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สำหรับใช้ร่วมในการ ก่อสร้างเพื่อการผลิตและส่งออกให้สมบูรณ์

2) สินค้าที่นำเข้าโดยหน่วยงานของรัฐ

  • สินค้าที่นำเข้าเพื่อวัตถุประสงค์ใช้ในราชการ
  • สินค้าทุนที่นำเข้าภายใต้โครงการลงทุนประจำปี

3) รถยนต์ใหม่ที่ใช้เพื่อธุรกิจที่นำเข้าโดยระบบขายฝากและขายในประเทศเป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐฯ โดยผ่านหน่วยงาน Vehicle, Machinery and Equipment Trading Inspection and Agency Services Co.Ltd Myanmar Motor Limited ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินธุรกิจภายใต้การส่งเสริมการลงทุน นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่นำเข้าโดยบริษัทน้ำมันที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ข้อตกลงร่วมกับ Myanmar Oil and Enterprise และสินค้าที่นำเข้าโดยคณะฑูตานุทูต

4) ผลิตภัณฑ์ยา และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาที่นำเข้าโดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐหรือภาคเอกชนที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าส่งออก เพื่อใช้ในการสนับสนุน และปรับปรุงการสาธารณสุขหรือสวัสดิการของประชาชนที่รับการรักษาทางการแพทย์

5) ปุ๋ย เครื่องมือการเกษตร เครื่องจักรการเกษตรและยาฆ่าแมลง ที่ใช้เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตร ที่นำเข้าโดยหน่วยงานวิสาหกิจของรัฐ หรือภาคเอกชนที่จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าส่งออก

6) สินค้าผ่านแดน การนำเข้าสินค้าไปสู่ประเทศที่ 3 โดยใช้พม่าเป็นตัวกลางผ่านสินค้า ผู้ส่งออกจะเสียค่าคอมมิชชั่นร้อยละ 5 ให้ผู้นำเข้าพม่า เสียร้อยละ 2.5 บวกเพิ่มร้อยละ 5 ให้กรมศุลกากรพม่า สินค้าผ่านแดนส่วนใหญ่ได้แก่ ยานพาหนะและอุปกรณ์

1.4 สินค้าที่อนุญาตให้นำเข้า

กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดรายการสินค้านำเข้า โดยจำแนกออกเป็น

1) รายการสินค้าที่จำเป็น (Priority Items) ได้แก่ เครื่องจักรและอะไหล่วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช เมล็ดพันธุ์สำหรับการเกษตร (Agricultural Inputs) อาหารปรุงแต่ง วัสดุก่อสร้าง ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ผลิตภัณฑ์ยาและอุปกรณ์ผลิตยา เครื่องจักรและวัสดุด้านการประมง วัสดุสำหรับเพาะเลี้ยงปศุสัตว์ เครื่องมือการไฟฟ้า เครื่องมือการคมนาคม เครื่องเขียน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

2) รายการสินค้าฟุ่มเฟือย (Optional Items) ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ ของใช้ส่วนบุคคล ของในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ และสินค้าเบ็ดเตล็ด

1.5 เงื่อนไขการนำเข้าสินค้าในรายการสินค้าจำเป็นและรายการสินค้าฟุ่มเฟือย

1) การนำเข้ารายการสินค้าฟุ่มเฟือย อนุญาตให้นำเข้าโดยวิธีนำเข้าจากเงินได้ที่ส่งออก นำเข้าตามระบบนำเข้าก่อนส่งออกหลัง และนำเข้าตามระบบฝากขาย โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • มูลค่าสูงสุดที่อนุญาตให้นำเข้า ครั้งละไม่เกิน 100,000 เหรียญสหรัฐฯ
  • สินค้าจำเป็นจะต้องนำเข้าก่อนภายในระยะเวลา 6 เดือน นับจากวันที่กำหนดในใบอนุญาตนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย
  • หากไม่มีการนำเข้ารายการสินค้าจำเป็น ภายหลังจากที่มีการนำเข้ารายสินค้าฟุ่มเฟือยแล้ว จะไม่มีการพิจารณาอนุญาตให้นำเข้ารายการสินค้าฟุ่มเฟือยครั้งใหม่
  • หากนำเข้าโดยระบบนำเข้าก่อนส่งออกหลัง และระบบขายฝากจะอนุญาตให้มีการส่งออกได้ ก็ต่อเมื่อมีการนำเข้ารายการสินค้าฟุ่มเฟือยก่อนแล้ว
  • หากไม่สามารถนำเข้ารายการสินค้าจำเป็น หรือมีการกระทำการใดๆ เพื่อฉ้อโกงหรือหลอกลวงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จะมีการพิจารณาถึงขั้นยกเลิกใบจดทะเบียนผู้นำเข้าส่งออก

2) การนำเข้ารายการสินค้าฟุ่มเฟือย อนุญาตให้นำเข้าโดยเงินที่ได้จากการส่งออกการนำเข้าตามระบบนำเข้าก่อนส่งออกหลัง การนำเข้าตามระบบขายฝาก โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

  • มูลค่าการนำเข้าจริงของสินค้าในรายการสินค้าจำเป็นจะต้องเท่ากับจำนวนที่กำหนดไว้สำหรับการนำเข้าสินค้าในรายการนี้
  • จะต้องมีการนำเข้าสินค้าในรายการสินค้าที่จำเป็นตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตนำเข้า
  • การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย จะมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าการนำเข้าสินค้าจำเป็นที่นำเข้าจริง จะใช้พิจารณาสำหรับอนุญาตการนำเข้าโดยเงินที่ได้จากการส่งออกในโอกาสต่อไป
  • ถ้าการนำเข้าสินค้าจำเป็นโดยเงินที่ได้จากการส่งออกสะสมกันจากใบอนุญาตส่งออก 3-4 ใบ และมีมูลค่าเท่ากับที่กำหนดไว้แล้ว จึงจะพิจารณาอนุญาตการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย
  • ในกรณีของสินค้าอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในรายการทั้งสองนี้ หากมีการนำเข้าสินค้าจำเป็นตามวิธีดังกล่าวข้างต้น ในจำนวนมูลค่า 3 เท่าของจำนวนนำเข้า

1.6 การจัดตั้งบริษัทในพม่า

การดำเนินธุรกิจตัวแทน

บริษัทต่างชาติสามารถแต่งตั้งบุคคล หรือผู้ประกอบการเป็นตัวแทนธุรกิจในพม่าได้โดยตัวแทนจะต้องจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ของพม่า

การตั้งบริษัทหรือสำนักงานสาขา

บริษัทต่างชาติหรือสำนักงานสาขาที่ตั้งในพม่าจะต้องขออนุญาตทำการค้า (Permit to Trade) จากกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติก่อนจดทะเบียนบริษัทกับสำนักงานจดทะเบียน

รายชื่อสินค้าควบคุมนำเข้า - ส่งออก

1. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ สหภาพพม่า ฉบับที่ 9/99 วันที่ 26 พฤศจิกายน 1999 เดิมเคยมีประกาศฉบับที่5/98 ลงวันที่ 20 มีนาคม 1998 กำหนดรายการสินค้าที่ห้ามนำเข้าด้านชายแดน 10 รายการสินค้า การประกาศครั้งนี้เพิ่มรายการสินค้าอีก 5 รายการ รวมเป็น 15 รายการ

ประกาศชนิดสินค้าที่ห้ามนำเข้าทางด้านชายแดน ดังนี้

  1. ผงชูรส
  2. น้ำหวาน/เครื่องดื่ม (Soft drink)
  3. ขนมปังกรอบทุกชนิด (Biscuits)
  4. หมากฝรั่ง
  5. ขนมเค้ก
  6. ขนมเวเฟอร์
  7. ช็อกโกแล็ต
  8. อาหารกระป๋อง (เนื้อสัตว์ และผลไม้)
  9. เส้นหมี่ทุกชนิด
  10. เหล้า
  11. เบียร์
  12. บุหรี่
  13. ผลไม้ทุกชนิด
  14. ผลิตภัณท์พลาสติกสำหรับใช้ในครัวเรือนและใช้ส่วนตัวทุกชนิด
  15. สินค้าต้องห้ามอื่นฯที่มีกฎหมายปัจจุบันห้ามนำเข้า

2. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ สหภาพพม่า ฉบับที่ 2/2000

ประกาศชนิดสินค้าที่ห้ามนำเข้าทางทะเล

ผู้ที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออก กลุ่มสหกรณ์ ซึ่งนำเข้าสินค้าในรูปของการค้าปกติ(Normal Trade) ทางทะเล หรือผ่านทางชายแดน ห้ามมิให้นำเข้าสินค้าที่ระบุ นับจากวันที่ออกประกาศ ดังนี้

  1. ผงชูรส
  2. น้ำหวาน/ เครื่องดื่ม (Soft drink)
  3. ขนมปังกรอบทุกชนิด (Biscuits)
  4. หมากฝรั่ง
  5. ขนมเค้ก
  6. ขนมเวเฟอร์
  7. ช็อกโกแล็ต
  8. อาหารกระป๋อง (เนื้อสัตว์ และผลไม้)
  9. เส้นหมี่ทุกชนิด
  10. เหล้า
  11. เบียร์
  12. บุหรี่
  13. ผลไม้ทุกชนิด
  14. สินค้าต้องห้ามอื่นๆ ที่มีกฎหมายปัจจุบันห้ามนำเข้า

3. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ สหภาพพม่า ฉบับที่ 10/99 วันที่ 26 พฤศจิกายน 1999 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 (1) ของพระราชบัญญัติควบคุมการนำเข้าและส่งออก(ชั่วคราว) ปี 1947 กระทรวงพาณิชย์แห่งรัฐบาลสหภาพพม่าประกาศห้ามส่งออกสินค้า

ประกาศสินค้าชนิดที่ห้ามส่งออก

1. ผู้ที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออก กลุ่มสหกรณ์ ซึ่งนำเข้าสินค้าในรูปของการค้าปกติ(Normal Trade) ทางทะเล หรือผ่านทางชายแดน ห้ามมิให้ส่งออกสินค้าที่ระบุ นับจากวันที่ออกประกาศ ดังนี้

1.1 รายการสินค้าห้ามส่งออกในรูปการค้าปกติทางทะเล

ผลิตผลเกษตรกรรม

  1. ข้าว ปลายข้าว รำ
  2. น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลดิบ
  3. ถั่วลิสง น้ำมันถั่วลิสง
  4. งา น้ำมันงา
  5. เมล็ด Niger และน้ำมัน
  6. เมล็ดมัสตาด และน้ำมัน
  7. เมล็ดทานตะวันและน้ำมัน
  8. กากพิชน้ำมันทุกชนิด
  9. ฝ้ายและผลิตภัณฑ์ฝ้าย (ฝ้าย เส้นใย)

แร่ธาตุ

  1. น้ำมันปิโตรเลี่ยม
  2. อัญมณี
  3. ทองคำ
  4. หยก
  5. ไข่มุก
  6. เพชร
  7. ตะกั่ว
  8. ดีบุก
  9. วูลแฟรม
  10. ส่วนผสมดีบุกและชีไลท์
  11. เงิน
  12. ทองแดง
  13. สังกะสี
  14. ถ่านหิน
  15. โลหะอื่น ๆ

สัตว์และผลิตผลของสัตว์

  1. งาช้าง
  2. วัว ควาย ช้าง ม้า และสัตว์หายาก
  3. หนังสัตว์

สินค้าประมง

  1. เปลือกกุ้งป่น

สินค้าทั่วไป

  1. อาวุธ และเครื่องกระสุน
  2. วัตถุโบราณ ผลิตภัณฑ์จากป่า
  3. ยางพารา

1.2 รายการสินค้าห้ามส่งออกในรูปการค้าปกติผ่านทางชายแดน

ผลิตผลเกษตรกรรม

  1. ข้าว ปลายข้าว รำ
  2. น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลดิบ
  3. ถั่วลิสง น้ำมันถั่วลิสง
  4. งา น้ำมันงา
  5. เมล็ด Niger และน้ำมัน
  6. เมล็ดมัสตาด และน้ำมัน
  7. เมล็ดทานตะวันและน้ำมัน
  8. กากพืชน้ำมันทุกชนิด
  9. ฝ้ายและผลิตภัณฑ์ฝ้าย (ฝ้าย เส้นใย)

แร่ธาตุ

  1. น้ำมันปิโตรเลี่ยม
  2. อัญมณี
  3. ทองคำ
  4. หยก
  5. ไข่มุก
  6. เพชร
  7. ตะกั่ว
  8. ดีบุก
  9. ทังสเตน
  10. วูลแฟรม
  11. เงิน
  12. ทองแดง
  13. สังกะสี
  14. ถ่านหิน
  15. โลหะอื่นๆ

สัตว์และผลิตผลของสัตว์

  1. งาช้าง
  2. วัว ควาย ช้าง ม้า และสัตว์หายาก
  3. หนังสัตว์

สินค้าประมง

  1. เปลือกกุ้งป่น

สินค้าทั่วไป

  1. อาวุธ และเครื่องกระสุน
  2. วัตถุโบราณ

ผลิตภัณฑ์จากป่า

  1. ยางพารา
  2. ไม้สัก

สินค้าที่ประกาศห้ามส่งออก จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ขึ้นกับสถานการณ์ความต้องการของตลาดภายในประเทศ

มาตรการด้านภาษี

ภาษีการค้า

  • ธุรกิจประเภทผลิตสินค้าเพื่อขาย จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 - 20 ของรายได้
  • ธุรกิจบริการ เฉพาะธุรกิจขนส่งทางน้ำ ทางอากาศ รถยนต์ รถไฟ ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจการค้า จัดเก็บในอัตราร้อยละ 8 - 30
  • ธุรกิจ โรงแรม และภัตตาคาร จัดเก็บในอัตราร้อยละ10 ของรายได้

ภาษีนำเข้า

สินค้าที่สำคัญที่จัดเก็บมีดังนี้

  • สิ่งทอ จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 - 300 ของมูลค่านำเข้า
  • เครื่องจักรและอุปกรณ์ จัดเก็บในอัตราร้อยละ 15 - 200 ของมูลค่านำเข้า
  • อุปกรณ์ในการขนส่ง จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 - 300 ของมูลค่านำเข้า
  • สินค้าอุปโภคบริโภค จัดเก็บในอัตราร้อยละ 50 - 200 ของมูลค่านำเข้า

ภาษีส่งออก

มี 5 ประเภทคือ

  • แป้ง แป้งข้าวจ้าว จัดเก็บในอัตรา 10 จ๊าดต่อเมตริกตัน
  • รำข้าว จัดเก็บในอัตรา 10 จ๊าดต่อเมตริกตัน
  • กากน้ำมันพืช จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าส่งออก
  • ธัญพืช จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าส่งออก
  • ไม้ไผ่ หนังสัตว์ จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 และร้อยละ 10 ของมูลค่าส่งออก

บุคคลธรรมดา

ชาวต่างชาติจะเสียภาษีร้อยละ 35 ของรายได้

นิติบุคคล

  1. หากเป็นบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายพม่าเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30
  2. สำนักงานสาขาของบริษัทต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในพม่า เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 หรือร้อยละ 3 - 50 ของรายได้ ทั้งนี้ ทางรัฐบาลจะพิจารณาว่าจัดเก็บในอัตราใดที่ได้จำนวนสูงกว่า

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจในพม่า จะเสียภาษีดังกล่าวโดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ผู้ที่พำนักในพม่ากับผู้ที่มิได้พำนักในพม่า โดยจะเสียในอัตรา ดังนี้

  • ภาษีดอกเบี้ย ผู้พำนักเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 ไม่พำนักเสียร้อยละ 20
  • ภาษีจากการได้รับใบอนุญาติต่างๆ ผู้พำนักเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 ไม่พำนักเสียร้อยละ 20
  • ค่าธรรมเนียมการทำสัญญากับรัฐบาล ผู้พำนักเสียภาษีในอัตราร้อยละ 4 ไม่พำนักเสียร้อยละ 3.5
  • กรณีที่เงินปันผล กำไรของกิจการสาขา และส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับการหักภาษีแล้ว ไม่ต้องชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีก

ชื่ออย่างเป็นทางการ

ภายหลังการประชุมรัฐสภาเมียนมาร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 เมียนมาร์ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์” (เดิมคือ The Union of Myanmar เปลี่ยนเป็น The Republic of the Union of Myanmar) ปัจจุบันมีรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสภาประชาชน สภาชาติพันธุ์ และสภาท้องถิ่น โดยมีนายเต็ง เส่ง ดำรงตำแหน่งประธาธิบดี ซึ่งเป็นประมุขและหัวหน้ารัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2554

ที่ตั้ง

ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือติดกับจีน (๒,๑๘๕ กม.)

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับลาว (๒๓๕ กม.) และไทย (๒,๔๐๑ กม.)

ทิศตะวันตกติดกับอินเดีย (๑,๔๖๓ กม.) และบังกลาเทศ (๑๙๓ กม.)

ทิศใต้ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล

พื้นที่

678,500 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 1.3 เท่าของไทย) พื้นดิน 657,740 ตารางกิโลเมตร พื้นน้ำ 20,760 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

พรมแดนทั้งหมดยาว 5,876 กิโลเมตร ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือติดกับจีน (2,185 กิโลเมตร) ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับลาว (235 กิโลเมตร) และไทย (2,401 กิโลเมตร) ทิศตะวันตกติดกับอินเดีย (1,463 กิโลเมตร) และบังกลาเทศ (193 กิโลเมตร) ทิศใต้ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล และมความยาวชายฝั่งทั้งสิ้น 1,930 กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

ที่ราบต่ำตอนกลาง ล้อมรอบด้วยหุบเขาชันและขรุขระ (ในลักษณะวงแหวน)

สภาพภูมิอากาศ

อากาศแบบลมมรสุมเขตร้อน ฤดูร้อนมีเมฆมาก มีฝน และอากาศชื้น (อากาศแบบมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน) ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนเมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูหนาวมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีเมฆน้อย มีปริมาณฝนไม่มาก ความชื้นต่ำ และอุณหภูมิเย็นสบาย

ทรัพยากรธรรมชาติ

ปิโตรเลียม ไม่ซุง ดีบุก สังกะสี ทองแดง ทังสเตน ตะกั่ว ถ่านหิน หินอ่อน หินปูน อัญมณี ก๊าซธรรมชาติ พลังงานน้ำ

ภัยธรรมชาติ

แผ่นดินไหวและพายุไซโคลน ทำให้เกิดน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน-กันยายน) และจะเผชิญภัยจากความแห้งแล้งเป็นครั้งคราว

จำนวนประชากร

48,137,741 (ค่าประมาณ เดือนกรกฏคม พ.ศ. 2552)

อัตราการเติบโตของประชากร

0.783% (ค่าประมาณ พ.ศ. 2551)

สัญชาติ

พม่า (Burmese)

เชื้อชาติ

เผ่าพันธุ์ 135 เผ่าพันธุ์ ประกอบด้วย เชื้อชาติหลัก ๆ 8 กลุ่ม คือพม่า (68%) ไทยใหญ่ (8%) กะเหรี่ยง (7%) ยะไข่ (4%) จีน (3%) มอญ (2%) อินเดีย (2%)

ศาสนา

ศาสนาพุทธ (ร้อยละ 89) ศาสนาคริสต์ (ร้อยละ 5) ศาสนาอิสลาม (ร้อยละ 4) อื่น ๆ (ร้อยละ 2)

ภาษา

ภาษาพม่า และชนกลุ่มน้อยแต่ละกลุ่มมีภาษาเป็นของตนเอง

 

JoomSpirit