ไทย - กัมพูชา

ชื่อประเทศ
ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)
เมืองหลวง
กรุงพนมเปญ (Phnom Penh)
พื้นที่
181,035 ตารางกิโลเมตร
ที่ตั้ง
ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรอินโดจีน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศต่าง ๆ ดังนี้ทิศเหนือ : มีพรมแดนติดกับประเทศไทย และสปป.ลาวทิศใต้ : มีพรมแดนติดกับอ่าวไทยทิศตะวันออก : มีพรมแดนติดกับเวียดนามทิศตะวันตก : มีพรมแดนติดกับประเทศไทย
ประชากร
ในปี พ.ศ. 2556 ประเทศกัมพูชามีประชากร 15,205,539 คน กว่าร้อยละ 90 มีเชื้อสายเขมรและพูดภาษาเขมรอันเป็นภาษาราชการ นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศได้แก่ชาวเวียดนาม ร้อยละ 5 และชาวจีน ร้อยละ 1 นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยเชื้อสายไทยในจังหวัดเกาะกง ชาวจามในจังหวัดกำปงจามและจังหวัดกระแจะ ชาวลาวในจังหวัดรัตนคีรีและจังหวัดสตึงแตรง และชนเผ่าทางตอนเหนือต่อชายแดนประเทศลาวที่เรียกรวม ๆ ว่า แขมรเลอ
ศาสนา
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ส่วนศาสนาอื่นได้แก่ อิสลาม และศาสนาคริสต์
ภาษา
ภาษาราชการที่ใช้คือภาษาเขมร ส่วนภาษาทางธุรกิจ มี 2 ภาษา คือ อังกฤษ และฝรั่งเศส
การปกครอง
ระบบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์เป็นประมุข นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำประเทศ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
กัมพูชาเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติตั้งแต่ปี 2540 และอยู่ในฐานะผู้สังเกตการองค์การการค้าโลกมาโดยตลอด (WTO) นอกจากนี้ยังได้รับสถานะ MFN (Most-Favoured Nation Treatment) จากสหรัฐอเมริกาและได้รับ GSP จากยุโรป
เศรษฐกิจ
- รายได้ประชาชาติ (GDP) มาจาก ภาคเกษตรกรรม 74.5% ภาคบริการ18.9% ภาคอุตสาหกรรม 6.6%
- หน่วยเงินตรา เรียล (1 บาท ประมาณ 130 เรียล)
- ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 13.16 พันล้าน USD
- รายได้ประชาชาติต่อหัว 911.73 USD
- การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 6.7การคมนาคมทางอากาศ สนามบินนานาชาติโปเซนตง (Pochengtong) ที่กรุงพนมเปญ และมีสนามบินภายในประเทศ เช่น เสียมราช กัมปงโสม เกาะกง พระตะบอง เป็นต้นทางน้ำ ท่าเรือกัมปงโสม หรือสีหนุวิลล์ เป็นท่าเรือที่ใหญ่และทันสมัยที่สุด รองลงมาคือท่าเรือพนมเปญ ไม่สามารถรองรับเรือเดินสมุทรได้ การขนส่งจากชายแดนไทยสามารถใช้จุดผ่อนปรนจังหวัดตราด-เกาะกงได้ทางบก ทางรถไฟและรถยนต์ การขนส่งระหว่างไทยไปกัมพูชาจะใช้จุดผ่อนปรนในจังหวัดสระแก้ว ตราด สุรินทร์ อุบลราชธานีและจันทบุรี
ทรัพยากร
กัมพูชามีทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมากที่ยังมิได้นำออกมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เนื่องจากฐาน การผลิต ภาคอุตสาหกรรมยังไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการในประเทศ อาทิ-ป่าไม้ มีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 66 ของพื้นที่ทั้งประเทศบริเวณที่ป่าไม้หนาแน่น อยู่ปริเวณเทือกเขาบรรทัดทาง ตอนใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ-สัตว์น้ำ มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ยาวประมาณ 443 กิโลเมตร และเป็นแหล่งชุกชุมทั้งปลาน้ำจีด และปลาน้ำเค็มรวมทั้งสัตว์ทะเลต่าง ๆ-น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัฐบาลกัมพูชาได้เปิดประมูลสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบนชายฝั่ง 1 แห่งและ นอกชายฝั่ง 3 แห่ง การสำรวจน้ำมันนอกชายฝั่งเหมาะสมกว่า เนื่องจากห่างไกลจากเขตการสู้รบที่ปัจจุบันยังเต็มไปด้วย กับระเบิดชนิดต่าง ๆ-อัญมณี เป็นแหล่งอัญมณีที่มีคุณภาพดี โดยเฉพาะอัญมณีที่อำเภอไพลิน จังหวัดพระตะบอง ซึ่งเป็นแร่พลอยสายเดียวกับจังหวัดตราดและจันทบุรีของไทย แหล่งที่มีแร่พลอยมากอยู่ในบริเวณเทือกเขาเพชรหรือเขาสามพันล้าน และในเทือกเขาบรรทัดอันเป็นเส้นกั้นพรมแดนไทย - กัมพูชา- สินแร่ มีทรัพยากรสินแร่เป็นจำนวนมาก อาทิ เหล็ก ฟอสเฟต, บ๊อกไซด์,ซิลิคอน และแมงกานีส เป็นต้น
ภาวะการค้ารวมระหว่าง ไทย – กัมพูชาในปี 2556 การค้าระหว่างประเทศ ไทย - กัมพูชา มีมูลค่า 139,563.38 ล้านบาท อัตราการขยายตัว ร้อยละ 12.03 แบ่งเป็นการส่งออก 128,643.33 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.16 และการนาเข้า 10,920.05 ล้านบาท มีขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.00 โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 117,723.28 ล้านบาทสินค้าส่งออกไปกัมพูชาที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบฯ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ ยางยานพาหนะ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยานพาหนะอื่นๆ และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องสําอาง สบู่ และผ้าผืนและด้าย เป็นต้นสินค้านำเข้าจากกัมพูชาที่สำคัญ ได้แก่ ผัก และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ลวดและสายเคเบิล วงจรพิมพ์ อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ มอเตอร์ไฟฟ้าชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องรับส่งสัญญาณและอุปกรณ์ติดตั้ง ทองแดงและผลิตภัณฑ์ เหล็ก เศษกระดาษ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้นสำหรับปี 2557 (ม.ค.-มี.ค.) การค้าระหว่างประเทศ ไทย-กัมพูชา มีมูลค่า 41,643.65 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 25.77 เป็นการส่งออกมูลค่า 37,268.16 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.08 และเป็นการนาเข้ามูลค่า 4,375.49 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.32
1. ภาครัฐบาลความสัมพันธ์ทวิภาคี- ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission for Bilateral Cooperation: JC) ไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2537 มีการประชุมไปแล้ว 8 ครั้ง ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25-26 ธันวาคม 2555 ณ กรุงเทพฯ- ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนลงนามเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2538- ความตกลงว่าด้วยการค้า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และวิชาการ ไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2539- บันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2543 ประชุมไปแล้ว 4 ครั้ง ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 21-22 เมษายน 2556 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา- ความตกลงการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549- บันทึกการประชุมการค้าแบบหักบัญชีไทย-กัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549ความสัมพันธ์ในกรอบอื่น- อาเซียน : กัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542 โดยปัจจุบันอาเซียนได้ตั้งเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) ในปี 2558- กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region Economic Cooperation: GMS-EC) ตั้งแต่ปี 2535 ประกอบด้วย ประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ เวีดนาม ไทย และจีนตอนใต้ มีความก้าวหน้าที่สำคัญ คือ การพัฒนาเส้นทางเศรษฐกิจ (Economic Corridors) เชื่อมโยงระหว่างกัน และการจัดท้าความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (Cross Border Transport Agreement: CBTA)- ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (Ayeyawady - Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 ประกอบด้วย ประเทศสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ เวีดนาม และไทย โดยได้ร่วมกันออกปฏิญญาพุกาม (Pagan Declaration) และแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) ครอบคลุมความร่วมมือ ๕ สาขา ได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ความร่วมมือด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์2. ภาคเอกชน- บันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วมฯ ระหว่างคณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมไทยและสมาคมธนาคารไทยกับหอการค้ากัมพูชา (MOU on Establishing Thai-Cambodia Joint Standing Committee between Commerce, Industry and Banking of Thailand and the Cambodia Chamber of Commerce) ภายใต้กรอบ ACMECS- การประชุมระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนกัมพูชา ครั้งที่ 1 (The 1st Cambodian- Thai Business Summit 2011) ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 ภายใต้นโยบาย 3 วงแหวน 5 ประตูการค้า

ที่มา : ส่วนบริหารงานทวิภาคีสำนักอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

1. วิธีการค้า
1) การค้าแบบปกติ
ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกของกัมพูชาจะต้องขอจดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าและส่งออกสินค้าที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยการนำเข้าสินค้าของกัมพูชานั้นจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพสินค้าจากบริษัท SGS ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน ที่กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาจัดจ้างขึ้นมาเพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้า2) การค้าชายแดน
การค้าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน โดยการค้าชายแดนจะเป็นการค้าระหว่างผู้ส่งออกไทยที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนไทยกับผู้นำเข้ากัมพูชา ที่อยู่ตามจังหวัดชายแดนของกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขาย ครั้งละไม่เกิน 5 แสนบาท2. ประเภทของผู้นำเข้าและส่งออกของกัมพูชา
1) บริษัทของรัฐบาล (State-owned Company)เป็นหน่วยงานของรัฐที่ตั้งขึ้นเพื่อนำเข้าสินค้าที่จำเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การนำเข้าอาหารและข้าว เพื่อใช้แจกเป็นสวัสดิการแก่ทหารและข้าราชการ2) บริษัทเอกชน (Private Company)เป็นบริษัทผู้นำเข้า (Importer) หรือบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (Sole Agent) หรือเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ของกัมพูชา3) ผู้ค้าชายแดน เป็นผู้รับจ้างนำเข้าสินค้าให้กับร้านค้าย่อยตามตลาดต่างๆ โดยพ่อค้าชายแดนจะรับสินค้าจากชายแดนไทยไปส่งตามร้านค้าและแผงลอยในกัมพูชา ซึ่งสินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค3. การชำระเงินค่าสินค้าระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าของกัมพูชา มีดังนี้
1) การชำระด้วยระบบ L/C (Letter of Credit) เป็นการชำระเงินค่าสินค้าที่มีมูลค่าสูง โดยผู้ซื้อในกัมพูชาจะติดต่อกับธนาคารของตนเองเพื่อให้ธนาคารของตนเปิด L/C ให้กับผู้ส่งออกไทยโดยผ่านธนาคารของไทย หลังจากนั้นธนาคารของไทยจะส่ง L/C ให้ผู้ส่งออกเพื่อดำเนินการส่งมอบสินค้าให้กับผู้ซื้อต่อไป
2) การชำระค่าสินค้าด้วยเงินสดสกุลเงินที่นิยมนำมาใช้มากที่สุดคือ ดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาท หรือบางครั้งจะชำระด้วยทองคำ
3) การชำระเงินระบบ D/P (Documents Against Payment) และ D/A (Documents Against Acceptance) ผู้ส่งออกของไทยจะทำการตรวจสอบฐานะและประวัติของผู้ซื้อกัมพูชาก่อนจนเป็นที่พอใจแล้วจึงส่งเอกสารและสินค้าไปให้กับธนาคารของผู้นำเข้าโดยผู้นำเข้าจะต้องชำระเงินค่าสินค้าก่อนจึงจะสามารถนำเอกสารไปออกสินค้าได้
4) การชำระเงินด้วยระบบ T/T (Telegraphic Transfer) ผู้ส่งออกของไทยจะส่งสินค้าไปให้กับผู้นำเข้ากัมพูชาโดยให้เครดิตระยะหนึ่ง เมื่อครบกำหนดเครดิตผู้นำเข้าของกัมพูชาจะโอนเงินโดยทางโทรเลขกลับมาให้ผู้ส่งออกของไทย
ระบบการเงิน
ในอดีตกัมพูชาไม่มีสกุลเงินเป็นของตนเอง ราคาสินค้าถูกกำหนดโดยเงินดองของเวียดนาม เงินบาทของไทย ทองคำ และข้าว โดยอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวตามอัตราตลาดในปี 2533 รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศใช้ระบบเงินตราโดยนำสกุลเงินเรียล (Riel) มาใช้ ต่อมาในปี 2538 กัมพูชาได้ใช้นโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและได้มีการส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ ทำให้สกุลเงินที่ใช้ในการติดต่อค้าขายในประเทศมีหลายสกุลด้วยกันคือ
- เงินเหรียญสหรัฐฯ ใช้ในการชำระค่าสินค้านำเข้าหรือส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์หรือสินค้าที่ผ่านทางสิงคโปร์
- เงินบาท ใช้ในการชำระค่าสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกไปจากประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดที่ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชา
- ทองคำ เป็นที่นิยมในการชำระหนี้มากที่สุด โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออก หรือนำเข้าจากประเทศสังคมนิยมและยุโรปตะวันออกตลอดจนใช้เป็นตัวกำหนดค่าแลกเปลี่ยนเงินและซื้อขายสินค้าในตลาดทั่วไป
- เงินเรียล (Riel) เป็นสกุลเงินของประเทศกัมพูชาที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ของกัมพูชา อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 2,700 เรียล ต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ (ในปี 2539)ระบบธนาคาร
หลังจากที่รัฐบาลกัมพูชาได้นำสกุลเงินเรียลกลับมาใช้นั้นรัฐบาลได้จัดตั้งธนาคารแห่งชาติ (National Bank of Cambodia) ขึ้นมากำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลเปิดกว้างให้เข้ามาดำเนินการทั้งในลักษณะการขยายสาขา และการร่วมทุนกับธนาคารชาติกัมพูชา ปัจจุบันธนาคารในกัมพูชามีดังนี้ คือ
1) ธนาคารชาติกัมพูชา (National Bank of Cambodia) ทำหน้าที่ออก กฎระเบียบและนโยบายต่างๆ เพื่อการควบคุมธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศและธนาคารพาณิชย์ของเอกชนและยังทำหน้าที่กึ่งธนาคารพาณิชย์ด้วยในการระดมทุนกับรัฐบาลและปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคเอกชน
2) ธนาคารการค้าต่างประเทศ (Foreign Trade Bank of Kampuchea) ทำธุรกิจทางด้านการค้าระหว่างประเทศและธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
3) ธนาคารแห่งประชาชนกัมพูชา (Public Bank of Kampuchea) ทำธุรกิจ ด้านการเงินภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อด้านการเกษตร
4) ธนาคารร่วมทุน (Joint Venture Bank) เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างชาติที่ร่วมทุนกับรัฐบาลกัมพูชา โดยเป็นธนาคารไทย 5 แห่ง และธนาคารต่างชาติ ดังนี้
- ธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ จำกัด (Cambodia Commercial Bank Ltd.) เป็นการร่วมทุนธนาคารไทยพาณิชย์กับธนาคาร-ชาติกัมพูชาในอัตราส่วน 70 ต่อ 30
- ธนาคารกสิกรกัมพูชา จำกัด (Cambodia Farmers Bank Ltd.)
- ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งกัมพูชา (Cambodia Development Bank) เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Cambodia Overseas Enterprises Co.,Ltd.หรือ C.O.E กับธนาคารชาติกัมพูชาในอัตราส่วน 90 ต่อ 10
- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพนมเปญ
- ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพนมเปญ
- ธนาคารกัมฟู (Cambodian Public Bank Ltd. หรือ Campu Bank) ร่วมทุนระหว่าง Malaysian Public Bank ของมาเลเซียกับธนาคารชาติกัมพูชา
- Agricultural and Commercial Bank of Cambodia
- ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพนมเปญ
- Royal Cambodia Bank
- Cambodia Asia Bank
- Banque Indosuez
- Singapore Banking Cooporating
- Standard Chartered Bank
- Malayan Banking Barhad (Miay Bank)
- Singapore Commercial Bank
- Great International Bank
- Bank of National Wealth of Cambodia
- Phnom Penh City Bank
- ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพนมเปญ
- MBF Asia Capital Bank
- Global Commercial Bank
- First Overseas Bank
- Pacific Commercial Bank
- Chansavongwonk Bank Corporation
- Union Commercial Bank
- Asia Capital Bank
- Emperor International Bank
- Cambodia Mekong Bankบทบาทและหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์ไทยในประเทศกัมพูชา มีดังนี้คือ
- เสริมสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา โดยการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจระหว่างประเทศ เช่น การให้สินเชื่อด้านการค้าระหว่าง ประเทศระยะสั้น การโอนเงินระหว่างประเทศ
- ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาโดยการศึกษาลู่ทางการค้าและการลงทุนให้บริการด้านคำปรึกษาต่างๆ รวมทั้งการให้สินเชื่อแก่ ผู้ลงทุนในระยะยาวด้านอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นปัจจัยหลัก (Labor Intensive) และการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ
- ช่วยพัฒนาระบบการธนาคารโดยการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีที่ประเทศกัมพูชายังขาดแคลนรวมทั้งการพัฒนาบุคลากรด้วยการจ้างแรงงานในท้องถิ่น
- เข้าร่วมให้การช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศกัมพูชาเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศในภาคต่างๆ
ช่องทางการจัดจำหน่ายและการกระจายตัวของสินค้าในตลาดกัมพูชา จำแนกตามสินค้าที่สำคัญดังนี้1) สินค้าอุปโภคบริโภค ผู้นำเข้าของกัมพูชาจะนำสินค้าจากไทยไปกระจายให้กับร้านค้าส่ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต มินิมาร์ท และ ร้านค้าปลีก ในกรุงพนมเปญและเมืองการค้าต่างๆ2) สินค้าวัสดุก่อสร้าง ผู้นำเข้าจะเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเองโดยจะกระจายสินค้าต่อไปยังตัวแทนขายและร้านค้าปลีก รวมทั้งการขายโดยตรงให้ผู้บริโภคทั้งในกรุงพนมเปญและจังหวัดต่างๆช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านแดนผู้นำเข้าของกัมพูชาจะนำสินค้าเข้าจากไทยแล้วส่งต่อไปจำหน่ายที่เวียดนามโดยเป็นลักษณะของการขนสินค้าผ่านแดน
จุดการค้าที่สำคัญของกัมพูชาที่มีชายแดนติดกับไทยได้แก่ พระตะบอง เสียมเรียบ และเกาะกง ส่วนเมืองการค้าที่ไม่มีเขตติดต่อกับไทยได้แก่ กรุงพนมเปญ กัมปงโสม สวายเรียง สะตรึงเตร็ง และรัตนคีรี ส่วนเส้นทางการค้าในกัมพูชาที่ใช้ขนส่งสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นการขนส่งทางรถยนต์และการขนส่งทางเรือดังนี้เส้นทางคมนาคมทางบกที่ใช้รถยนต์ในการขนส่งสินค้าที่สำคัญได้แก่1) ถนนหมายเลข 1 เป็นเส้นที่เชื่อมจากกรุงพนมเปญเข้าสู่ นครโฮจิมินห์ของประเทศเวียดนาม2) ถนนหมายเลข 4 เป็นเส้นทางการค้าที่ใช้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือกัมปงโสมเข้าสู่กรุงพนมเปญ3) ถนนหมายเลข 5 เป็นถนนที่ตัดผ่านจากชายแดนไทยที่อำเภออรัญประเทศผ่านเมืองสำคัญต่างๆ ของกัมพูชาและเข้าสู่กรุงพนมเปญ4) ถนนหมายเลขที่ 7 เป็นถนนสายสำคัญอีกเส้นหนึ่งที่ใช้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวและการค้าโดยตัดจากกรุงพนมเปญเข้าสู่เมืองกัมปงจาม5) ถนนหมายเลขที่ 13 เป็นถนนสายเอเซียที่เชื่อม 4 ประเทศจากประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีของไทยผ่านเข้าสู่เมืองสะตรึงเตร็งของกัมพูชาและเข้าสู่นครโฮจิมินห์ของ เวียดนามเส้นทางคมนาคมทางน้ำ ท่าเรือหลักที่ใช้ขนส่งสินค้าของกัมพูชา มี 2 แห่ง คือ1) ท่าเรือกัมปงโสม สามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาด 10,000 ตัน ได้พร้อมกัน 4 ลำ นอกจากนี้ยังมีท่าเทียบเรือขนาดเล็กสำหรับเรือลำเลียงที่มีขนาดใหญ่
2) ท่าเรือพนมเปญ เป็นท่าเรือขนาดเล็กมีความยาวหน้าท่าประมาณ 183 เมตร และท่าลอยน้ำ 3 แห่ง รองรับเรือที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 100 เมตร ได้ นอกจากนี้ยังมีท่าเทียบเรือสำหรับรองรับเรือขนาดเล็กด้วย
การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ในปี 2556 มีมูลค่าการค้ารวม 93,836.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 14.31 คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 67.24 ของการค้าระหว่างสองประเทศ โดยแบ่งเป็นการส่งออก 84,087.90 ล้านบาท และนาเข้า 9,748.41 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 74,339.49 ล้านบาทสำหรับปี 2557 (ม.ค.-มี.ค.) การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มีมูลค่า 27,958.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ร้อยละ 16.32 โดยเป็นการส่งออก 23,849.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.52 และการนาเข้า 4,109.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.58 ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ามูลค่า 19,739.57 ล้านบาท

การค้าระหว่างประเทศและการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ปี 2554-2557 (ม.ค.-มี.ค.)

รายการ

มูลค่า (ล้านบาท)

อัตราการเปลี่ยนแปลง(%)

สัดส่วน(%)

2554

2555

2556

2556

2557

55/54

56/55

57/56

(ม.ค.-มี.ค.)

2556

2557

(ม.ค.-มี.ค.)

(มกราคม-มีนาคม)

การค้าระหว่างประเทศ (1)

มูลค่าการค้า

86,611.74

124,705.5

139,563.38

33,110.38.

41,543.65

43.84

12.03

25.77

100.00

100.00

ส่งออก

81,238.91

116,780.03

128,643.33

30,035.87

37,268.16

43.75

10.16

24.08

100.00

100.00

นำเข้า

5,372.83

7,800.0

10,920.05

3,074.51

4,375.49

45.18

40.00

42.32

100.00

100.00

ดุลการค้า

75,566.08

108.979.8

117,723.28

26,961.36

32,892.67

การค้าชายแดน (2)

มูลค่าการค้า

63,977.38

82,089.07

93,836.31

24,036.88

27,958.57

28.31

14.31

16.32

67.24

67.14

ส่งออก

59,065.32

74,921.52

84,087.90

21,194.46

23,849.07

26.85

12.23

12.52

65.37

63.99

นำเข้า

4,912.06

7,167.55

9,748.41

2,842.42

4,109.50

45.92

36.01

44.58

89.27

93.92

ดุลการค้า

54,153.26

67,753.97

74,339.49

18,352.04

19,739.57

ที่มา : กองเทคโนโลยีสารสนเทศ กรมการค้าต่างประเทศ โดยความร่วมมือกรมศุลกากรการส่งออกชายแดนไทยไปกัมพูชา ปี 2556 มีมูลค่าส่งออก 128,643.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า คิดเป็นร้อยละ 10.16 สาหรับปี 2557 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกไปกัมพูชามูลค่า 23,849.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2556 ร้อยละ 12.52 เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ร้อยละ 9.62สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปกัมพูชา ได้แก่ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ยานพาหนะอื่นๆ และส่วนประกอบ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางยานพาหนะ น้ามันเบนซิน เครื่องสำอาง เครื่องหอมและสบู่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ และ น้าตาลทราย เป็นต้นการนำเข้าชายแดนไทยจากกัมพูชา ปี 2556 มูลค่าการนำเข้า 9,748.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 7,167.55 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 36.01 สาหรับปี 2557 (ม.ค.-มี.ค.) ไทยนำเข้าสินค้าจากกัมพูชา มูลค่า 4,109.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 44.58 เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าร้อยละ 56.80สินค้านำเข้าที่สำคัญจากกัมพูชา ได้แก่ ผักและของปรุงแต่งจากผัก เครื่องจักรกลอื่นๆ และส่วนประกอบ เครื่องรับ-ส่งสัญญาณและอุปกรณ์ติดตั้ง (โทรศัพท์ วิทยุ โทรเลข โทรทัศน์และอุปกรณ์) ลวดและสายเคเบิลที่หุ้มฉนวน อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ มอเตอร์ไฟฟ้าชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรม และส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืชอื่นๆ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

ที่มา : ศูนย์ข้อมูลการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน Http://www.dft.go.th

1 ความต้องการของตลาดคู่ค้า1.1 ความต้องการของตลาดกัมพูชาในปัจจุบันความต้องการของตลาดกัมพูชาในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและสินค้าที่ใช้ในการพัฒนาประเทศได้แก่1) อาหาร เป็นสินค้าที่ตลาดกัมพูชาต้องการมากที่สุด เนื่องจากเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในปี 2539 มูลค่าการนำเข้าสินค้าหมวดอาหารของกัมพูชาเท่ากับ 102.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ร้อยละ 15.592) รถยนต์ เป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ตลาดกัมพูชาต้องการมาก ในปี 2539 กัมพูชามีการนำเข้ารถยนต์คิดเป็นมูลค่า 105.51 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ร้อยละ 16.653) วัสดุก่อสร้าง เป็นสินค้าที่ตลาดกัมพูชามีความต้องการสูงมาก ในปี 2539 มีมูลค่าการนำเข้า 76.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2538 ร้อยละ 172.77 โดยสินค้าที่ต้องการมากในปัจจุบันคือ ปูนซิเมนต์ และเหล็กเส้น4) ยารักษาโรค ในปี 2539 มีมูลค่าการนำเข้า 43.69 ล้านเหรียญ-สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ร้อยละ 2.375) ผ้าผืน ในปี 2539 มีการนำเข้าทั้งสิ้น 40.05 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ร้อยละ 40.856) สินค้าเชื้อเพลิง ในปี 2539 มีมูลค่านำเข้า 110.25 ล้านเหรียญ-สหรัฐฯ ลดลงจากปี 2538 ร้อยละ 25.051.2 ความต้องการของตลาดกัมพูชาในอนาคตความต้องการสินค้าในอนาคตของตลาดกัมพูชา ยังคงเป็นสินค้าในหมวดที่มีความต้องการอยู่ในปัจจุบัน โดยสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดกัมพูชาในอนาคต ได้แก่1) อาหาร จากปัญหาการสู้รบภายในประเทศที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารภายในประเทศสูงจึงต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก2) รถยนต์ ในอนาคตยังมีแนวโน้มของการนำเข้าสูง เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์ที่มีอยู่ในตลาดยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ3) วัสดุก่อสร้าง มีแนวโน้มการนำเข้าสูงเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนและสาธารณูปโภคต่างๆ ในอนาคต4) ยารักษาโรค จากระบบสาธารณสุขของกัมพูชาที่ยังล้าหลังอยู่มากและมีการสู้รบในประเทศทำให้มีทหารได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ดังนั้นในอนาคตเวชภัณฑ์จึงเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงในกัมพูชา
5) เชื้อเพลิง ความต้องการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงของตลาดกัมพูชาในอนาคตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการยานพาหนะที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ2 ส่วนแบ่งตลาดของไทยในกัมพูชากัมพูชามีประเทศคู่ค้ามากกว่า 23 ประเทศ จากสถิติส่วนแบ่งตลาดการค้าในกัมพูชา พบว่าคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกัมพูชาคือ สิงคโปร์ ส่วนประเทศคู่ค้าสำคัญอื่นๆ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ไต้หวัน และจีน โดยแต่ละประเทศมีส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชา ดังนี้ (ดูตารางที่ 3.1)2.1 สิงคโปร์ เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา โดยในปี 2539 ครองส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาได้ถึงร้อยละ 15.39 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่ง-ตลาดร้อยละ 10.23 จากการคาดการณ์ของกรมศุลกากรกัมพูชาในปี 2540 ประมาณการว่า สิงคโปร์จะครองตลาดในกัมพูชาได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17.262.2 ไทย เป็นคู่ค้าอันดับที่สองในปี 2539 ครองส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาได้ร้อยละ 12.35 เพิ่มขึ้นจาก ปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 7.35 จากการคาดการณ์ของกรมศุลกากรกัมพูชาในปี 2540 ไทยจะครองส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาได้ถึงประมาณร้อยละ 19.57 โดยไทยจะครองส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาเป็นอันดับที่หนึ่ง2.3 ญี่ปุ่น เป็นคู่ค้าอันดับที่สาม ในปี 2539 ครองส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชา ร้อยละ 9.08 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 7.82 ในปี 2540 กรมศุลกากรกัมพูชาคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะมีส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาลดลงเหลือร้อยละ 8.422.4 ไต้หวัน เป็นคู่ค้าอันดับที่สี่ ในปี 2539 มีส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาร้อยละ 6.87 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 1.79 ในปี 2540 กรมศุลกากรกัมพูชาได้คาดการณ์ว่าไต้หวันจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.212.5 จีน เป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ห้า ในปี 2539 มีส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาร้อยละ 4.81 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาด ร้อยละ 2.47 ในปี 2540กรมศุลกากรกัมพูชาได้คาดการณ์ว่าจีนจะสามารถครองตลาดกัมพูชาได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.26
2.6 ฝรั่งเศส เป็นคู่ค้าอันดับที่หก ในปี 2539 มีส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชา ร้อยละ 3.97 เพิ่มขึ้นจากปี 2538 ที่มีส่วนแบ่งตลาด 3.38 ในปี 2540 กรมศุลกากรกัมพูชาได้คาดการณ์ว่าฝรั่งเศสจะครองส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.733 ประเทศคู่แข่งในปี 2540 ไทยส่งสินค้าเข้าไปขายยังกัมพูชา มีมูลค่า 9,620.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2539 ร้อยละ 4.7 เมื่อพิจารณาด้านอัตราการขยายตัวของการส่งออก พบว่าการส่งออกของไทยมีแนวโน้มของการเติบโตที่ลดลง โดยในปี 2537 มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 44.10 ในปี 2538 เป็นร้อยละ 27.20 ในปี 2539 เป็นร้อยละ 10.40 สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชามากที่สุด ได้แก่ ยานพาหนะและส่วนประกอบ รองลงมา ได้แก่น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ น้ำตาลทราย เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ประเทศคู่แข่งที่สำคัญของสินค้าไทยในตลาดกัมพูชา ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และฝรั่งเศส เป็นต้น4 ข้อได้เปรียบเสียเปรียบ4.1. ข้อได้เปรียบของไทย1) การส่งมอบสินค้าของไทยมีความสะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากไทยและกัมพูชามีอาณาเขตติดต่อกันเป็นแนวยาว2) การชำระค่าสินค้าของไทยกับกัมพูชาสามารถกระทำได้โดยวิธีง่ายๆ โดยชำระค่าสินค้าเป็นเงินบาท เงินเหรียญสหรัฐฯ และทองคำทำให้การซื้อขายสินค้าของไทยมีความคล่องตัวสูงกว่าประเทศคู่แข่ง3) สินค้าไทยมีคุณภาพดี รูปแบบสวยงาม เป็นที่พอใจของตลาดกัมพูชาเพราะชาวกัมพูชานิยมสินค้าไทยตามการโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ไทย ทำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากกว่าสินค้าจากประเทศอื่นๆ4) รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือด้านที่พักอาศัยแก่ผู้อพยพชาวกัมพูชาส่งผลให้ชาวกัมพูชาคิดว่าไทยเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และมีความเชื่อใจไทยในเรื่องไม่คดโกงมากกว่ากับประเทศคู่แข่ง5) การกระจายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดกัมพูชาทางด้านชายแดนมีปริมาณมากทำให้สินค้าไทยครองตลาดต่างจังหวัดของกัมพูชาได้มากกว่าประเทศคู่แข่งรวมทั้งผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ของกัมพูชาซึ่งมักจะเป็นหุ้นส่วนกับพ่อค้าไทย ซึ่งจะเป็นผู้นำเข้าสินค้าไทยเข้าไปกระจายต่อให้กับพ่อค้าส่งและพ่อค้าปลีกในตลาดกัมพูชา ทำให้สินค้าไทยสามารถกระจายอยู่ทั่วทุกตลาดในกัมพูชา6) นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ทำให้การสั่งซื้อสินค้าวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมจากไทยมีมากกว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้งตัวแทนหรือเปิดบริษัทสาขาจำหน่ายสินค้าในกรุงพนมเปญ เพื่อให้ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกของกัมพูชาเข้ามาเลือกซื้อสินค้าที่ร้านได้ทุกวัน7) ไทยสามารถอาศัยผู้นำเข้าของกัมพูชาเป็นผู้จำหน่ายสินค้าไทยต่อไปยังประเทศเวียดนามและลาวได้4.2 ข้อเสียเปรียบ1)การขนส่งสินค้าทางเรือ ของไทยมีต้นทุนสูงและใช้ระยะเวลาการเดินเรือนานกว่าประเทศคู่แข่ง รวมทั้งเที่ยวเรือจากไทยไปกัมพูชามีน้อยเที่ยวกว่าคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์2) การซื้อขายสินค้าของไทยกับกัมพูชาจะอาศัยความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันทำให้ไม่มีหลักค้ำประกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการคดโกงกันได้3) ต้นทุนการผลิตสินค้าไทยสูง เนื่องจากรัฐบาลไทยมีการจัดเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบในอัตราที่สูง4) ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยยังไม่ให้ความสนใจตลาดกัมพูชาอย่างจริงจัง โดยผู้ผลิตสินค้ายังคงปล่อยให้นายหน้าเป็นผู้ส่งสินค้าของตนเข้าไปจำหน่ายในกัมพูชา ซึ่งบางครั้งนายหน้าชาวต่างชาติจะติดยี่ห้อสินค้าเป็นของประเทศตนเอง ทำให้ผู้บริโภคชาวกัมพูชาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสินค้าของประเทศอื่น5) ปัญหาการสู้รบภายในประเทศกัมพูชา ทำให้รัฐบาลไทยงดการออก วีซ่าให้ชาวกัมพูชาที่จะเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ผู้นำเข้าของกัมพูชาหันไปซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งแทน นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชายังมีน้อย6) ประเทศคู่แข่ง เช่น สิงคโปร์ จะเข้าไปร่วมมือทางการค้ากับรัฐบาลกัมพูชา และอาศัยรัฐบาลเป็นผู้กระจายสินค้าไปยังหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐส่งผลให้สินค้าไทยไม่สามารถเข้าไปขายให้กับหน่วยงานราชการของกัมพูชาได้7) ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ได้เข้ามาอบรมและสอนภาษาให้กับชาวกัมพูชา ส่งผลให้การติดต่อค้าขายระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาทำได้ดีกว่าไทย เนื่องจากมีความเข้าใจในภาษาซึ่งกันและกัน5 ลู่ทางขยายการค้ากัมพูชาเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่ไทยน่าจะขยายการส่งออกสินค้าเข้าไปสู่ตลาดกัมพูชาให้มากขึ้นโดยสินค้าที่ควรขยายการส่งออก ได้แก่5.1 สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก และกัมพูชายังไม่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ5.2 อุปกรณ์และเครื่องจักรการเกษตร เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกและกัมพูชามีความต้องการใช้อุปกรณ์และเครื่องจักรการเกษตรเพื่อใช้ในการผลิตผลิตผลทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก5.3 ยานพาหนะ ไทยมีประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าในกลุ่มยานพาหนะสูง ซึ่งตลาดกัมพูชามีความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้มาก5.4วัสดุก่อสร้าง ตลาดกัมพูชาต้องการวัสดุก่อสร้างเพื่อใช้ในประเทศเป็นจำนวนมากเนื่องจากต้องมีการปรับปรุงและซ่อมแซมสาธารณูปโภคภายในประเทศที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบภายในประเทศ และการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมารองรับการลงทุนจากต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสทางการค้าของไทยที่จะส่งเสริมการส่งออกสินค้าประเภทนี้เข้าสู่ตลาดกัมพูชาให้มากขึ้น6 ลู่ทางขยายการลงทุนกัมพูชาเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุนสูง เนื่องจากเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งกัมพูชาเป็นประเทศด้อยพัฒนาได้รับสิทธิพิเศษด้านการค้า (MFN) และสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร (GSP) ทำให้กัมพูชาเหมาะแก่การเข้าไปลงทุนเพื่อผลิตสินค้าบริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออกไปทั่วโลก โอกาสการลงทุนในกัมพูชาที่น่าสนใจ มีดังต่อไปนี้6.1 การประมง รัฐบาลกัมพูชาได้เปิดให้ต่างชาติเข้ามาทำการประมง ในกัมพูชาได้โดยต้องมีการติดต่อและปฎิบัติตามขั้นตอนการเสียภาษีของทางการก่อน ทำให้เป็นโอกาสที่ดีของชาวประมงไทยที่จะเข้าไปประกอบกิจการประมงในกัมพูชา6.2 การทำเหมืองแร่ กัมพูชามีแร่ธาตุ อัญมณี และทองคำ อยู่ตามจังหวัดต่างๆ เป็นจำนวนมาก รัฐบาลกัมพูชาต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อนำเทคโนโลยี และเงินลงทุนเข้ามาพัฒนาการทำเหมืองแร่ในกัมพูชาจึงเป็นโอกาสที่นักธุรกิจไทยจะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจเหมืองแร่6.3 อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ กัมพูชามีพื้นที่ป่าไม้ ประมาณร้อยละ 74.00 ของพื้นที่ทั้งหมด รัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้มีการแปรรูปไม้เพื่อการส่งออกได้จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนของไทยจะเข้าไปทำธุรกิจไม้แปรรูปเพื่อการส่งออกในกัมพูชา6.4 การท่องเที่ยวและโรงแรม เป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลกัมพูชาให้การส่งเสริมการลงทุนมากจึงเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีศักยภาพที่นักธุรกิจไทยน่าจะเข้าไปลงทุน6.5 ธุรกิจก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รัฐบาลกัมพูชาได้เร่งพัฒนา บูรณะและก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานอย่างเร่งด่วนเพื่อรองรับการขยายด้านการค้าและการลงทุนในอนาคตจึงเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่นักธุรกิจไทยจะเข้าไปลงทุนในกัมพูชา7 ศักยภาพของคู่ค้า7.1 จุดแข็ง (Strength)
เป็นประเทศที่มีอาณาเขตทางทิศเหนือติดกับลาวและ ทิศตะวันออกติดกับเวียดนาม ทำให้ไทยมีความได้เปรียบด้านการส่งออกสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศลาวและเวียดนามได้ รวมทั้งกัมพูชาเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากเหมาะที่จะใช้เป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรม
7.2 จุดอ่อน (Weakness)
ระบบสาธารณูปโภคของประเทศกัมพูชายังไม่ได้รับการพัฒนาแรงงานที่มีอยู่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ รวมทั้งขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจต่างประเทศ กฎระเบียบด้านการค้า มีการ เปลี่ยนแปลงบ่อย และระบบราชการกัมพูชามีการคอรัปชั่นสูง
7.3 โอกาส (Opportunity)
ในอนาคตหากการสู้รบภายในประเทศสงบลงและกัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ไทยจะสามารถใช้กัมพูชาเป็นทางผ่านเพื่อส่งสินค้าเข้าไปสู่เวียดนาม และใช้กัมพูชาเป็นฐานในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก โดยอาศัยสิทธิพิเศษที่กัมพูชาได้รับทั้ง GSP และ MFN รวมทั้งใช้ทรัพยากรที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ในประเทศกัมพูชาได้
7.4 อุปสรรค (Threats)
กัมพูชาขาดเสถียรภาพทางการเมืองและระบบการเงินการธนาคาร รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบบ่อยครั้ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการเข้าไปลงทุนในกัมพูชา
1 ปัญหาและอุปสรรคการส่งออกของไทยไปยังกัมพูชาในปัจจุบันพบว่า ผู้ส่งออกไทยมีปัญหาและอุปสรรคในการส่งสินค้าไปตลาดกัมพูชา โดยปัญหาเหล่านี้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศไทยเองและปัญหาที่เกิดจากข้อจำกัดต่างๆ ภายในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ปัญหาที่สำคัญๆ เรียงตามลำดับ ดังนี้
1.1 กัมพูชาไม่มีความมั่นคงทางการเมือง มีการสู้รบเพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองภายในประเทศ ทำให้กฏระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง และบางพื้นที่จะมีกฏระเบียบเป็นของตัวเอง โดยที่พื้นที่เหล่านั้นเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงในการค้าขาย
1.2 ขั้นตอนและระเบียบการส่งออกของไทย มีระเบียบขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนและมีเอกสารประกอบมาก ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูง รวมทั้งการขอคืนภาษีอากรล่าช้า ทั้งภาษีตามมาตรา 19 ทวิ เงินชดเชย ภาษีมุมน้ำเงิน ซึ่งการขอคืนภาษีเหล่านี้จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและใช้เวลานาน ทำให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องของเงินทุนหมุนเวียน
1.3 ปัญหาเรื่องค่าเงินเรียลซึ่งเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในกัมพูชาขาดเสถียรภาพทำให้การซื้อขายสินค้าจะไม่สามารถรับการชำระค่าสินค้าเป็นเงินสกุลดังกล่าวได้ ส่วนใหญ่จะรับชำระค่าสินค้าเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ และเงินบาทของไทย หรือบางครั้งต้องรับชำระเป็นทองคำแทน
1.4 เส้นทางการขนส่งจากชายแดนไทยไปยังกรุงพนมเปญ มีกลุ่มอิทธิพลต่างๆ คุมเส้นทางอยู่ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางดังกล่าวจะต้องเสียค่าผ่านทางให้กับกลุ่มต่างๆ ที่มีประมาณกว่า 100 ด่าน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าสูงขึ้นกว่าปกติ
1.5 ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปศึกษาวิจัยทางด้านการตลาดของประเทศกัมพูชาอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ส่งออกไม่ทราบถึงรสนิยม และความต้องการของผู้บริโภค ข้อบังคับ กฎหมายและขั้นตอนวิธีการทำการค้า ภาวะการแข่งขันของตลาด ช่องทางการจัดจำหน่ายและรายชื่อผู้นำเข้า รวมไปถึงกลยุทธ์ที่ใช้ในการแข่งขันในตลาดกัมพูชา ทำให้ผู้ส่งออกรายใหม่ไม่สามารถเข้าถึงตลาดกัมพูชาได้
1.6 การค้าระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้ากัมพูชาบริเวณชายแดน ส่วนใหญ่เป็นการทำการค้าที่ไม่มีการทำสัญญา ส่งผลให้ผู้ส่งออกของไทยถูกโกงจากผู้นำเข้ากัมพูชาบ่อยครั้ง
1.7 ปัญหาเรื่องระเบียบและขั้นตอนการนำเข้าสินค้าในกัมพูชาที่ยุ่งยากโดยสินค้าที่จะนำเข้ากัมพูชาต้องผ่านการตรวจสอบจากบริษัท SGS ที่กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาตั้งขึ้นมา เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้าและทำการประเมินพิกัดศุลกากร ถ้าสินค้าใดไม่ผ่านการตรวจสอบจะไม่สามารถส่งเข้าไปขายในตลาดกัมพูชาได้
1.8 การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านการส่งออกของ ผู้ประกอบการของไทย
1.9 ปัญหาค่าจ้างแรงงานมีการปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของไทยสูงทำให้ศักยภาพในการแข่งขันในตลาดกัมพูชาลดลง
1.10 ไทยเป็นประเทศที่จัดว่ามีการจัดเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักรและชิ้นส่วนในอัตราที่สูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่ง2 แนวทางแก้ไขจากการรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ส่งออกไทย ในด้านความต้องการการช่วยเหลือจากภาครัฐของไทย สามารถสรุปได้ ดังนี้
2.1 ลดขั้นตอนและระเบียบการส่งออกเดิมที่มีการกำหนดไว้ว่า การค้าชายแดนจะต้องมีมูลค่าการส่งออกไม่เกิน 500,000 บาท โดยปรับให้กฎเกณฑ์เหล่านี้สามารถสอดคล้องกับสภาวะการณ์ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่งออก
2.2 ควรปรับปรุงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ และภาษี มุมน้ำเงินให้เร็วขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกของไทย สามารถขยายการส่งออกไปสู่ตลาดการค้าได้มากขึ้น
2.3 สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ศึกษาวิจัยข้อมูลทางการตลาดของประเทศกัมพูชาทั้งแนวลึกและแนวกว้าง เช่น ภาวะการแข่งขันของสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดกัมพูชา ลู่ทางการค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย รวมไปถึงรายชื่อผู้นำเข้ารายใหญ่ของกัมพูชา เพื่อให้ผู้ส่งออกของไทยได้ใช้เป็นช่องทางในการส่งออก
2.4 ลดอัตราภาษีนำเข้า วัตถุดิบ เครื่องจักรกล และชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกให้เป็นไปตามข้อตกลงของอาฟต้า เพื่อให้ราคาสินค้าของไทยสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้
2.5 ปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้บริการได้อย่างสม่ำเสมอ และครอบคลุมเขตอุตสาหกรรมต่างๆ และควรมีการลดราคาอัตราค่าบริการด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศลง
2.6 ควรควบคุมราคาค่าบริการในการขนส่งต่างๆ และให้มีการเปิดเสรีของการให้บริการท่าเรือ เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและค่าบริการ
2.7 จัดหาแหล่งเงินทุนระยะยาว และดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ส่งออก โดยเฉพาะกับผู้ส่งออกขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีสภาพคล่องต่ำ
2.8 ควรมีความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ในด้านการหามาตรการป้องกันการแก้ไขการคดโกงของผู้นำเข้ากัมพูชา
เพื่อให้สินค้าไทยสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาพร้อมทั้งขยายฐานการตลาดในกัมพูชาให้มากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดที่ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณานำมาใช้ในการรักษาและขยายตลาดในกัมพูชามีดังนี้1 กลยุทธ์ด้านลักษณะสินค้าและบริการกลยุทธ์ด้านลักษณะสินค้าและบริการที่ควรจะนำมาใช้ในการเข้าไปทำตลาดในกัมพูชามีดังนี้1) สินค้าอุปโภคบริโภค ควรมีลักษณะเช่นเดียวกับที่ขายในประเทศไทยเนื่องจากผู้บริโภคกัมพูชาได้รับอิทธิพลจากสื่อโทรทัศน์ของไทยจึงพยายามหาซื้อสินค้าที่มีลักษณะตามคำโฆษณาเหล่านั้น
2) สินค้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเกษตรและการประมงควรมีรูปแบบ คุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่คงที่ เนื่องจากกัมพูชาซื้อสินค้าในกลุ่มนี้จากประเทศไทยมาเป็นเวลานานถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสินค้าอาจจะทำให้ประชาชนกัมพูชาเข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าจากประเทศอื่น3) การบริการขนส่งสินค้าของผู้ส่งออกไทยต้องบริการขนส่งให้รวดเร็วเนื่องจากผู้นำเข้ากัมพูชาจะซื้อสินค้าต่อครั้งในปริมาณไม่มากแต่มักจะมีความถี่ในการซื้อสินค้าหลายๆ ครั้งในหนึ่งเดือน2 กลยุทธ์ด้านราคากลยุทธ์ด้านราคาและการชำระเงินของไทย ในการเข้าไปทำตลาดกัมพูชา มีดังนี้1) ควรเสนอขายสินค้าที่มีคุณภาพระดับกลางถึงสูงในราคาใกล้เคียงกับราคาในประเทศไทย ส่วนสินค้าคุณภาพต่ำที่ขายตามจังหวัดชายแดนควรตั้งราคาขายให้ต่ำเนื่องจากผู้ชื้อมีกำลังซื้อน้อยและเพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้าจากเวียดนามได้2) การให้เครดิตกับผู้นำเข้ากัมพูชา ผู้ส่งออกไทยควรเลือกให้เครดิตกับผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงและปัญหาความขัดแย้งที่จะเกิดระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้ากัมพูชา3.3 กลยุทธ์ด้านการจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้ากลยุทธ์ด้านการจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้าไทยในตลาดกัมพูชา ทำได้ดังนี้1) ผู้ส่งออกของไทยจะต้องเข้าไปร่วมทำการค้ากับผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ของกัมพูชา เพื่อกระจายสินค้าไทยให้ทั่วถึงทุกตลาด เนื่องจากผู้นำเข้าของกัมพูชา รายใหญ่ๆ จะมีการตั้งตัวแทนหรือสาขาจำหน่ายสินค้าอยู่ทั่วทุกจังหวัดในกัมพูชา2) เน้นการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากไทยและกัมพูชามี ชายแดนติดต่อกันเป็นแนวยาว ส่งผลให้การกระจายตัวของสินค้าเข้าไปสู่จังหวัดต่างๆของกัมพูชาสามารถกระทำได้ทั่วถึงและมีความสะดวก ผู้ส่งออกของไทยควรให้ความสำคัญในเรื่องการค้าชายแดนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นจุดที่สามารถกระจายสินค้าไทยไปสู่ตลาดกัมพูชาได้มากที่สุด3) ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าไทยอีกวิธีหนึ่ง คือ การส่งผ่านผู้นำเข้า-ส่งออกของกัมพูชาเพื่อส่งสินค้าไทยต่อไปยังประเทศเวียดนามและลาวอีกทอดหนึ่ง พร้อมกันนี้ควรเข้าไปตั้งสำนักงานตัวแทนหรือบริษัทสาขาในกัมพูชาเพื่อความสะดวกในการกระจายสินค้า3.4 กลยุทธ์ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์1) การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ได้แก่ โปสเตอร์ หนังสือพิมพ์ สมุดหน้าเหลืองของกัมพูชา ป้ายโฆษณา (Bill Board) โทรทัศน์/วิทยุ เป็นต้น2) การใช้การส่งเสริมการขายต่างๆ เช่น เข้าไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำเข้ากัมพูชา โดยให้ความช่วยเหลือในด้านการส่งเสริมการขาย เช่น การแจกตัวอย่างสินค้าให้กับลูกค้าทดลองใช้ การใช้ Presenter ไปแนะนำและสาธิตวิธีการใช้ สินค้าใหม่ที่เข้าสู่ตลาด การให้ค่าคอมมิชชั่นกับผู้นำเข้ากัมพูชาที่สามารถทำยอดขายได้ตรงตามเป้าหมายพร้อมทั้งเข้าไปร่วมกับสถานีโทรทัศน์ จัดงานแสดงดนตรีต่างๆ และให้มีการสะสมยอดซื้อเพื่อแลกของสมนาคุณจากร้านค้าได้แนวทางการส่งเสริมการค้าจากปัญหาของผู้ส่งออกไทย ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ส่งออกไทยในการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ดังกล่าวนั้น สามารถสรุปแนวทางในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งออกไปยังตลาดกัมพูชา และแนวทางในการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดกัมพูชา ดังนี้1 ควรส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยเป็นผู้นำในตลาดกัมพูชา นอกจากนี้ยังเป็นสินค้าที่ตลาดกัมพูชา มีความต้องการอย่างมาก ส่วนสินค้าวัสดุก่อสร้างและสินค้าเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร ควรมีการตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศกัมพูชา เนื่องจากตลาดกัมพูชามีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้อย่างมาก2 ควรส่งเสริมให้มีการเข้าไปลงทุนในด้านอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมเหมืองแร่ การบริการและการท่องเที่ยวในกัมพูชาให้มากขึ้น
3 ควรเพิ่มความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นของไทยและกัมพูชาตามแนว ชายแดนให้มากขึ้น เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบการนำเข้าสินค้าและแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ค้าท้องถิ่นของไทยและกัมพูชา
4จัดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาดและการค้าโดยให้มีการเชิญผู้นำเข้าของกัมพูชาเข้ามาเยี่ยมชมกิจการหรือร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการค้าของประเทศทั้งสอง
5 ขอความร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญช่วยกระตุ้นให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาผลสรุปร่วมกันในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นของผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้ากัมพูชาเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งควรปรับปรุงและสร้างภาพพจน์ของไทยให้เป็นที่น่าเชื่อถือในสายตาของผู้นำเข้ากัมพูชา
6 ส่งเสริมให้มีการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลของตลาดกัมพูชาให้ถูกต้องและมีการเปลี่ยน-แปลงข้อมูลให้มีความทันสมัยและครบถ้วน รวมไปถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ ทันสมัยให้กับผู้ส่งออก ได้แก่
- รายละเอียดของผู้นำเข้าในกัมพูชา
- ข้อมูลสถิติการนำเข้าและส่งออกที่สำคัญของไทยและกัมพูชา
- สินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออกสู่ตลาดกัมพูชา
- รูปแบบความต้องการของสินค้าในตลาดกัมพูชา
7 รัฐควรหามาตรการควบคุมสินค้าไทยที่ส่งออกไปขายในกัมพูชา แล้วผู้นำเข้ากัมพูชาส่งกลับเข้ามาขายบริเวณชายแดนไทย ทำให้สินค้าเข้ามาแข่งขันกันเองตามแนวชายแดนไทย โดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาควรร่วมมือกันในการหามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว
1. มาตรการด้านนำเข้า - ส่งออก1.1 การนำเข้า
กัมพูชามีนโยบายการค้าเสรี ไม่มีข้อกีดกันทางการค้า หรือกำหนดโควตาในการนำเข้าสินค้า ผู้ประสงค์จะนำสินค้าเข้ากัมพูชาต้องชำระภาษีขาเข้าและภาษีผู้บริโภคตามที่กำหนด นอกจากนี้ในการนำสินค้าเข้าประเทศกัมพูชาต้องผ่านการตรวจสอบและกำหนดพิกัดศุลกากร โดยกระทรวงพาณิชย์ว่าจ้างให้บริษัทเอกชน คือ บริษัท Societe Generale de Surveillance S.A. หรือ SGS ตรวจสอบสินค้าก่อนการนำเข้า (Preshipment Inspection : PSI) และมีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง เป็นผู้จัดเก็บภาษีนำเข้า1.2 การส่งออก
กัมพูชามีนโยบายการค้าเสรี ไม่มีข้อกีดกันทางการค้า สามารถส่งออกโดยเสรียกเว้นรายการสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์กัมพูชากำหนดให้ออกได้ต้องมีเอกสารรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าจากกรมสิทธิประโยชน์กัมพูชา หรือเอกสารหนังสืออนุญาตส่งออกจากกรมการค้าต่างประเทศกัมพูชา2. รายชื่อสินค้าควบคุมการนำเข้าส่งออกกระทรวงพาณิชย์กำหนดระเบียบขั้นตอนการตรวจสอบสินค้าก่อนการนำเข้า (Preshipment Inspection : PSI) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Societe Generale de Surveillance S.A. หรือ SGS สำหรับสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐฯ ดังต่อไปนี้2.1 สินค้าที่ยกเว้นการตรวจสอบก่อนการนำเข้า ได้แก่
1) หินและโลหะที่มีราคาแพง
2) วัตถุด้านงานศิลป์
3) วัตถุระเบิดและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการระเบิด
4) กระสุนดินดำ อาวุธและยุทโธปกรณ์
5) สัตว์มีชีวิต
6) หนังสือพิมพ์รายวันและรายคาบ
7) เครื่องใช้ในบ้านเรือนและทรัพย์สินส่วนตัว รวมถึงยานยนต์ใช้แล้ว
8) พัสดุที่ฝากส่งทางไปรษณีย์ หรือตัวอย่างสินค้า
9) สิ่งของซึ่งรัฐบาลต่างชาติ หรือองค์กรระหว่างประเทศจัดส่งให้แก่มูลนิธิองค์กรการกุศล และองค์กรเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ
10) สิ่งของและวัสดุครุภัณฑ์ซึ่งนำมาเพื่อใช้ในภาระกิจของคณะทูต สถานทูต กงสุล หรือสถานกงสุล และองค์การสหประชาชาติ รวมถึงตัวแทนขององค์การในด้านต่าง ๆ
11) สินค้าทุนทุกชนิดซึ่งได้รับอนุญาตให้นำเข้าโดยยกเว้นภาษีจากสภาเพื่อพัฒนากัมพูชา (ไม่ว่าสินค้านั้นจะถูกกำหนดให้เสียภาษีหรือไม่ก็ตาม)
12) สินค้าทุกชนิดที่รัฐบาลได้กำหนดให้นำเข้าโดยไม่ต้องเสียภาษี เช่น ปุ๋ยเคมี อุปกรณ์และเครื่องยนต์ที่ใช้ด้านการเกษตร เครื่องใช้ด้านการศึกษาและเครื่องกีฬา ฯลฯ2.2 ห้ามนำเข้าสินค้าบางชนิดที่มีผลกระทบความมั่นคง ปลอดภัย สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และ อุตสาหกรรมภายในประเทศ ได้แก่ อาวุธ วัตถุระเบิด รถยนต์และเครื่องจักรที่ใช้ในการทหาร ทอง เครื่องเงิน เงินตรา ยาและยาพิษ2.3 รายสินค้าที่ควบคุมการนำเข้า-ส่งออกของประเทศกัมพูชา1) การนำเข้า กัมพูชามีนโยบายการค้าเสรีไม่มีข้อกีดกันทางการค้า หรือกำหนดโควต้าใน การนำเข้าสินค้า ผู้ประสงค์ต้องชำระภาษีผู้บริโภคตามที่กำหนด2) การส่งออก สินค้าส่งออกที่ต้องมีเอกสารกำกับคือ2.1) เอกสารหนังสือรับรองของแหล่งกำเนิดสินค้า กรมสิทธิประโยชน์ (GSP Dept.)
กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา จะออกเอกสารหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าให้กับผู้ส่งออกสินค้าที่ประเทศผู้นำเข้าต้องการเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและอื่น ๆ ขณะนี้มีสินค้าที่ต้องออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าส่งออกไปบางประเทศ เช่น
- ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้
- เสื้อผ้าสำเร็จรูปและถุงมือ
- รองเท้า
- กุ้งแช่แข็ง
- ข้าว
- เบียร์ บุหรี่
2.2) เอกสารหนังสืออนุญาตส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กัมพูชาจะออกใบอนุญาตส่งออกสินค้าที่ควบคุมส่งออก คือ
- ไม้ และผลิตภัณฑ์จากไม้
- ข้าว3. มาตรการทางภาษี
3.1 ภาษีธุรกิจ1) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT)
กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกัมพูชา ได้มีประกาศใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
ก) ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ของกัมพูชาจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542
ข)ภาษีมูลค่าเพิ่มของกัมพูชามี 2 อัตรา คือ อัตรามาตรฐานร้อยละ 10 และอัตราศูนย์
ค)บุคคลผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องจดทะเบียนชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบด้วย
- Sole Proprietor
- Partnership
- Private Company
- Public Company
- Joint Venture
- Pass Trough
- Club or Association
ง)ให้ผู้มีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ยื่นขอจดทะเบียน ณ ที่ทำการกรมสรรพากร
จ)ผู้ที่จดทะเบียนชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต้องเสียภาษีการค้า (Turnover Tax) และภาษีผู้บริโภค (Consumption Tax)
ฉ)ผู้นำเข้าสินค้ารายใดที่ไม่ได้จดทะเบียนเพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กรมสรรพากรกำหนดจะไม่สามารถนำสินค้าเข้ากัมพูชาได้
2) Coporate Tax หรือ Advance Payment of Profit Tax - เริ่ม 1 มกราคม 2539 คิดในอัตรา 1% ของยอดรายได้รวมของธุรกิจ
3) Patent Tax เป็นภาษีที่คิดจากยอดรายได้รวมทั้งปี4) Joint Venture
กรณีการ Joint Venture ร่วมกับภาครัฐบาลต้องจ่ายเงินส่วนแบ่งให้กับรัฐบาลตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ และตามระยะเวลาที่กำหนด(4.1) วิธีชำระภาษี รับเฉพาะเงินเรียล โดยการทำบัญชี หากทำเป็นเงินเรียลก็นำไป ชำระตามยอดได้ทันที แต่หากลงบัญชีเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ ต้อง Converse ค่าของเงินเหรียญสหรัฐฯ เป็นเรียล ตามอัตราแลกเปลี่ยนของทางราชการ (กำหนดโดยธนาคารชาติ) การชำระใช้ได้ทั้งชำระเป็นเงินสด หรือเช็ค กรณีซื้อเช็คซื้อได้เฉพาะจากธนาคารท้องถิ่น โดยธนาคารแห่งนั้นจะเขียนเช็คเพื่อให้ ผู้ว่าการธนาคารชาติลงนาม แล้วจึงมอบเช็คดังกล่าวให้ผู้ซื้อโดยคิดค่าธรรมเนียมฉบับละ 5 เหรียญสหรัฐฯ(4.2 ) ณ สิ้นปีต้องยื่นงบดุล บัญชีรายได้ และตารางว่าด้วยข้อมูลเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรทราบอย่างช้า 3 เดือน ภายใน (วันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป) เพื่อแสดงผลการดำเนินงานให้ทางราชการทราบ ตามแบบฟอร์มที่ทางราชการกำหนดไว้ ในกรณีที่ทางบริษัทมีระบบบัญชีของตนเอง โดยมีวิธีคิดแตกต่างจากระบบของกัมพูชา ซึ่งใช้ระบบฝรั่งเศส ต้องมีการชี้ให้เจ้าหน้าที่ทราบ (เพราะกัมพูชาไม่ได้กำหนดไว้ว่า จะให้ใช้เฉพาะระบบฝรั่งเศส) ทั้งนี้ หากมีการยื่นช้ากว่ากำหนดต้องมีหนังสือแจ้งเหตุผลประกอบเพื่อการพิจารณาด้วย(4.3) บริษัทที่มีรายได้ต่อปีจากการค้าขายเกินกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเกิน 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับบริษัทที่มีกิจการทางด้านบริการจะต้องได้รับการรับรองบัญชีของตนจากบริษัทบัญชี หรือบริษัทตรวจสอบ ซึ่งได้รับอนุญาตจากกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง(4.4) บริษัทที่อยู่ในขอบเขตต้องเสียภาษีเงินได้ประจำปีในระบบความเป็นจริงนี้ มีดังนี้
- บริษัทส่วนบุคคล หรือบริษัทเงินทุนที่เป็นของส่วนบุคคล
- บริษัทผู้นำเข้า ส่งออก
- บริษัทที่หลังจากได้เข้าร่วมประกวดราคา และได้ทำข้อตกลงกับรัฐ หรือกับกลุ่มสาธารณะแล้ว
- บริษัทภายใต้กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชา
- บริษัทที่ติดค้างอากรผลิตผลจากการประกอบการในอัตราผลกำไร 10%(4.5) เฉพาะผู้ที่ติดค้างภาษีจากกำไรผลผลิตจากการประกอบการประจำปี ดังที่ได้กำหนดข้างต้นแล้วนั้น ต้องเสียภาษีตามระบบเหมางานตามที่มีแจ้งในประกาศของกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง เลข 019 รปภ.สหก. ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 ทั้งนี้ ผู้ติดค้างชำระภาษีเงินได้ตามระบบความเป็นจริง มีพันธกรณีที่จะต้องถือบัญชีทวิภาคและต้องเป็นภาษาเขมร แต่ผู้ที่คิดค้างภาษี สามารถที่จะถือบัญชีภาษีฝรั่งเศส หรือภาษาอังกฤษประกอบด้วยก็ได้
บัญชีตามระเบียบทวิภาคีจะต้องมีรายการอย่างน้อย ดังนี้
ก. งบดุล
ข. ผลการดำเนินงาน
ค. บัญชีรายได้ - รายจ่ายประจำวัน
ง. บัญชีงบประมาณ
จ. บัญชีเครื่องใช้
ฉ. บัญชีการผ่อนชำระ3.2 ภาษีเงินได้ (Personal Income Tax)ภาษีเงินได้นี้ ต้องชำระตามอัตราเพิ่มของเงินได้ประจำปี ดังต่อไปนี้

เงินได้สำหรับภาษีประจำปี (เรียล) อัตราภาษี
ต่ำกว่า 750,000 0%
750,000-1,000,000 5%
1,000,001-10,000,000 10%
10,000,001-20,000,000 15%
เกิน 20,000,000 20%

ผู้ชำระภาษีที่มีรายได้ประจำปีจากการค้าขายเกินกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายได้จากการประกอบอาชีพประจำเกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และการดำเนินธุรกิจด้านบริการเกินกว่าครึ่งของรายได้ทั้งหมด จะต้องเสียภาษีในระบบความเป็นจริง4. มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี4.1 พิธีการศุลกากร
ทางการกัมพูชาได้กำหนดระเบียบปฏิบัติในการนำเข้าสินค้า โดยให้มีการตรวจสอบสินค้าก่อนการส่งสินค้าเข้าไปยังกัมพูชาที่เรียกว่า PRE-SHIPMENT INSPECTION (PSI) สำหรับสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่า 5,000.00 เหรียญสหรัฐฯ ตามประกาศของกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชา ลงวันที่ 8 กันยายน 2538 โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 25384.2 สินค้าที่ห้ามนำเข้า1211.90.10 Cannabis1211.90.20 Coca plants1301.90.10 Cannabis resin1302.11 Opium1302.39.10 Concentrated poppy straw2921 Amine-function compounds2922 Oxygen-function amino compounds2924 Carboxyamide-function compounds : amine-function compounds of carbonic acid2925 Carboxyamide-function compounds (including saccharin and its salts) and amine-functioncompounds2926 Nitrile - function compounds2932 Heterocyclic compounds with oxygen hetero - atoms(s) only2933 Heterocyclic compounds with oxygen hetero - atoms(s) only nucleic acids and their salts2934 Other heterocyclic compounds8702/870/38704/8705 Vehicles with steering wheels on the right side9706 Antiques of an age exceeding one hundred years Pornographic material, toxic waste,counterfeit goods, Body parts of motor vehicles (front and rear cut)การจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้าในกัมพูชาไม่มีการจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้าแต่อย่างใด5. ระเบียบทางการค้า5.1 การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศประเทศกัมพูชาใช้เงินเหรียญสหรัฐฯ หมุนเวียนในตลาดมากกว่าเงินเรียล ซึ่งเป็นเงินพื้นเมือง ดังนั้น การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงเป็นไปค่อนข้างจะเสรีอย่างมาก5.2 มาตรฐานสินค้ายังไม่มีกฎหมายกำหนด5.3 ข้อกำหนดในการปิดฉลากและเครื่องหมายทางการค้าข้อกำหนดการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวมทั้งสิทธิการคุ้มครองผู้ประกอบการต่างชาติ- เอกสารที่ใช้ประกอบการดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
กรอกแบบฟอร์มจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
หนังสือต้นฉบับ Power of Attorney ของสินค้าที่จดทะเบียน
ระยะเวลาที่ใช้ในการยื่นเรื่องแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบมีระยะเวลา 6 เดือน (ตามระเบียบที่กำหนด) แต่เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญากัมพูชาแจ้งว่า หากมีเอกสารครบและไม่มีปัญหาใด ๆ จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเท่านั้น- สิทธิการคุ้มครองผู้ประกอบการหลังจากได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเรียบร้อยแล้ว เจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติจะได้รับการคุ้มครองระยะเวลา 10 ปี และในปีที่ 5 เจ้าของเครื่องหมายการค้าต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์ว่าได้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นหรือยัง-การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการคุ้มครองเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนถือปฏิบัติตามกฎหมายของกัมพูชาที่แนบมาพร้อมหนังสือนี้ คือDeclaration No.368 on Procedures of the Division Intellectual Property ลงวันที่ 15 ธันวาคม 1997Trade-Related Intellectual Property regimeLaw Concerning marks, Collective Marks, Trade Name and Acts of Unfair Competition (In Draft)- ข้อเสนอแนะการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในกัมพูชาผู้ประกอบการไทยที่ประสงค์จะมีเครื่องหมายการค้าในกัมพูชาจะต้องยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในกัมพูชาจากการสังเกตการณ์โดยทั่วไปเห็นว่าการละเมิดเครื่องหมายการค้าในกัมพูชามีไม่มากนักเพราะกัมพูชามีความชำนาญในการผลิต หรือการลอกเลียนแบบในระดับต่ำ- ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 1 ยี่ห้อ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้รัฐบาลเท่ากับ 125 เหรียญสหรัฐฯ- ต้องไปยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์กัมพูชา ตั้งอยู่ที่ 20 A-B Norodom blvd., Phnom Penh, Cambodia, Tel (855-23) 366875, 426396- ค่าแปลเอกสารจากภาษาเขมร-อังกฤษ-เขมร 1 หน้าเท่ากับ 5 เหรียญสหรัฐฯ- เอกสารที่ใช้ประกอบการดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
กรอกแบบฟอร์มจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
หนังสือตัวจริง Power of Attorney ของสินค้าที่ขอจดทะเบียน
ตัวอย่างเครื่องหมายการค้าจำนวน 15 ใบ
ระยะเวลาที่ใช้ในการยื่นเรื่องแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ต้นจะจบมีระยะเวลา 6 เดือน (ตามระเบียบที่กำหนด) แต่เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งว่า หากไม่มีปัญหาใด ๆ จะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนเท่านั้น5.4 การเดินทางเข้าประเทศ
ผู้ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศกัมพูชาจะต้องขอวีซ่าจากสถานทูตกัมพูชาในต่างประเทศ หรือจะขอวีซ่าที่ท่าอากาศยานเมื่อเดินทางไปถึงก็ได้เช่นเดียวกัน

 

JoomSpirit