ภาคเหนือ

north

ภาคเหนือประกอบด้วย 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี มีพื้นที่ทั้งหมด 106 ล้านไร่ (169, 600 ตารางกิโลเมตร) หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับที่ราบหุบเขา มีทรัพยากรดินอุดมสมบูรณ์เนื่องจากเป็นดินตะกอนธารน้ำ เป็นภาคที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดในประเทศไทย มีทรัพยากรน้ำอุดมสมบูรณ์ในระดับปานกลาง แม่น้ำในภาคเหนือเป็นต้นน้ำลำธาร ลักษณะเป็นแม่น้ำสายเล็กๆ ทำให้ไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่มากนัก ภาคเหนือมีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 29.2 ล้านไร่ หรือ 1 ใน 5 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ

จำนวนประชากรภาคเหนือ ณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 ประมาณ 11.72 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 18.4 ของประชากรทั้งประเทศ จังหวัดที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และนครสวรรค์ รายได้เฉลี่ยต่อหัว ปี พ.ศ. 2553 เท่ากับ 79,158บาท ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีทั้งประเทศ (150,118บาท) และสูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (49,092บาท) เท่านั้น

ภาคเหนือมีความได้เปรียบเชิงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ในการติดต่อเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน (สหภาพพม่า สปป.ลาว และจีนตอนใต้) และต่อเนื่องไปยังกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ประกอบกับบริเวณแนวพรมแดนระหว่างประเทศในพื้นที่ภาคเหนือ ได้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนในหลายพื้นที่ และมีนโยบายความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขงส่งผลให้ภาคเหนือมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ความเป็นศูนย์กลางทางการ ค้าการลงทุน และการคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และนานาชาติ

ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงประกอบด้วยทิวเขา ป่าไม้และแหล่งต้นน้ำลำธาร สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นภูเขาทางด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก บริเวณตอนกลางเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน มีลักษณะภูมิอากาศแบบร้อนชื้น เหมาะสมต่อการเพาะปลูก การทำเกษตรกรรมพืชเมืองร้อนและเมืองหนาว โดยภาคเหนือตอนบนมีที่ดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูกประมาณร้อยละ 20 ส่วนบริเวณที่ราบชายฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ของภาคเหนือตอนล่างมีลักษณะเป็นดินตะกอนน้ำพา ซึ่งมีความเหมาะสมในการเพาะปลูกพืชเป็นอย่างดีทรัพยากรน้ำ

ภาคเหนือเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายหลักของประเทศ ประกอบด้วยลุ่มแม่น้ำหลักสำคัญ 9 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำสาละวิน โขงตอนบน กก ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยลุ่มน้ำภาคเหนือมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยปีละ 47, 550 ลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ชุ่มน้ำ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และพรุน้ำจืดที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญอีกเป็นจำนวนมาก

พื้นที่ชุ่มน้ำของภาคเหนือมีประมาณ 10,573 แห่ง มีพื้นที่ประมาณ 2,841 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นคลอง/ ห้วย/ ลำธาร/ ประมาณ 5,461 แห่ง พื้นที่ 1,116 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ที่เป็นหนอง/ บึง/ อ่างเก็บน้ำ ประมาณ 4,573 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ 1,678 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ที่เป้นพรุหญ้า/ พรุน้ำจืด ประมาณ 539 แห่ง พื้นที่ 26 ตารางกิโลเมตร โดยพรุน้ำจืดที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและมีชื่อเสียงได้แก่ แอ่งเชียงแสน หนองเล็งทราย กว๊านพะเยา ที่ราบลุ่มน้ำยม บึงสีไฟ บึงบอระเพ็ด พื้นที่ชุ่มน้ำในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และแม่น้ำสาละวิน

ปริมาณน้ำฝนในปี พ.ศ. 2555 เท่ากับ 203,534ล้านลูกบาศก์เมตร/ ปี

ทรัพยากรป่าไม้

พื้นที่ป่าไม้ทั้งหมดในภาคเหนือมีจำนวน 92, 068 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 54 ของพื้นที่ภาค ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้เบญจพรรณ (ร้อยละ 65) มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ สัก ตะแบก แดงและประดู่ จังหวัดที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดคือ เชียงใหม่ ตาก และแม่ฮ่องสอน ส่งผลให้ภาคเหนือเป็นแหล่งทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญของประเทศและมีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่มากกว่าทุกภาค มีการอนุรักษ์ป่าไม้ในรูปป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและวนอุทยาน

พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติ

เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือเป็นภูเขาและเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติ ได้แก่ แผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้เกือบทุกจังหวัดของภาค โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตากและสุโขทัย

มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือในปี พ.ศ. 2551 ประมาณ 843, 244 ล้านบาท โดยสาขาการผลิตภาคการค้าและบริการมีมูลค่าสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 49 รองลงมาคือ ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 33 และภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 18

เศรษฐกิจภาคเหนือระหว่างปี พ.ศ. 2543-2549 ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.4 ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ 5 โครงสร้างเศรษฐกิจภาคเหนือขึ้นกับภาคเกษตรเป็นสำคัญ โดยในปี พ.ศ. 2549 ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนร้อยละ 19.3 ของผลิตภัณฑ์ภาค อย่างไรก็ตามภาคอุตสาหกรรมขยายตัวที่ร้อยละ 20.1 ภาคการค้าร้อยละ 15.7 การขนส่งและการสื่อสารร้อยละ 7.5

สัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือและประเทศปี 2552 ณ ราคาคงที่

สาขาการผลิต

ภาคเหนือ

ประเทศ

อุตสาหกรรม

19.6%

38.6%

เกษตรกรรม

19.3%

9.2%

การค้าส่งค้าปลีก

16.3%

14.0%

ขนส่งและสื่อสาร

7.0%

9.7%

อสังหาริมทรัพย์

6.5%

4.0%

การศึกษา

6.0%

2.7%

การบริหารราชการ

4.3%

2.9%

เหมืองแร่และย่อยหิน

4.6%

2.3%

ตัวกลางทางการเงิน

3.9%

3.9%

ก่อสร้าง

3.4%

2.2%

อื่นๆ

8.9%

10.6%

รวม

100%

100%

 

 ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคการค้าและบริการ

ภาคเหนือมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุดมีการค้าการบริการที่สำคัญ ได้แก่ ค้าส่ง ค้าปลีก โลจิสติกส์ ภัตตาคาร ด้านการค้าในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป สินค้าเกษตร และการค้าชายแดนกับสหภาพพม่า สปป.ลาว และจีนตอนใต้ จังหวัดที่มีมูลค่าการผลิตสูงสุดได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูนและเชียงราย

ภาคอุตสาหกรรม

มูลค่าผลิตภัณฑ์รวมภาคอุตสาหกรรมของภาคเหนือสูงเป็นลำดับสองของประเทศ อุตสาหกรรมหลักที่สำคัญได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมไม้ เคมีและผลิตภัณฑ์เคมี ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากโลหะประดิษฐ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จังหวัดที่มีมูลค่าการผลิตสูงสุดคือ ลำปาง ลำพูน และนครสวรรค์ อุตสาหกรรมสำคัญได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ น้ำตาล แปรรูปสินค้าเกษตร ปูนซีเมนส์ และหัตถกรรม

ภาคเกษตรกรรม

เป็นภาคการผลิตที่มีมูลค่าการผลิตมวลรวมต่ำที่สุด แต่มีจำนวนแรงงานในการการผลิตนี้สูงกว่าภาคการผลิตอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ด้านพืช ปศุสัตว์ และป่าไม้ จังหวัดที่มีมูลค่าการผลิตสูงได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และเชียงใหม่ พืชที่สำคัญได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด ใบยาสูบ ถั่วเหลือง พืชผัก และผลไม้

มูลค่าเศรษฐกิจที่สำคัญ

  • จังหวัดที่มีมูลค่าการผลิตสูงสุดได้แก่ เชียงใหม่ (ประมาณ 53,297 ล้านบาท/ปี) ลำพูน (ประมาณ 36,981 ล้านบาท/ปี) นครสวรรค์ (ประมาณ 30,867 ล้านบาท/ปี)
  • จังหวัดที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสุดคือ ลำพูน (ร้อยละ 19 ต่อปี) รองลงมาได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก น่าน ลำปาง

มูลค่าการค้าชายแดน

ประมาณ 116, 295 ล้านบาท มูลค่านำเข้าสินค้าประมาณ 46,611.1 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกสินค้า 69,624.3 ล้านบาท มีดุลการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นร้อยละ 24

รายได้จากการท่องเที่ยว

ประมาณ 56, 339 ล้านบาท โดยจังหวัดที่เป็นที่นิยมคือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก สุโขทัย พิษณุโลก และนครสวรรค์

  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค อนุกรมใหม่ ณ ราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต ภาคเหนือ พ.ศ. 2550 - 2555

สาขาการผลิต

2550

2551

2552

2553

2554

2555

ภาคเกษตร

    154,203

    209,359

   183,584

   230,981

    256,909

    334,321

เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้

     150,066

     205,939

     178,723

     226,382

     251,987

     329,350

การประมง

         4,138

         3,420

         4,861

         4,598

         4,922

         4,971

ภาคนอกเกษตร

   514,873

    544,521

    579,569

    629,304

    663,130

    731,006

การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน

       31,638

       34,215

       42,806

       45,549

       47,238

       53,227

อุตสาหกรรม

     103,265

     114,461

     123,095

     143,209

     152,982

     156,046

การไฟฟ้า แก๊ส และการประปา

       13,668

       13,671

       16,130

       17,779

       17,942

       19,891

การก่อสร้าง

       35,550

       35,617

       36,707

       37,496

       37,633

       46,750

การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน

       70,556

       78,791

       88,119

       96,377

     100,226

     121,401

โรงแรมและภัตตาคาร

       13,670

       13,907

       12,397

       13,013

       14,000

       16,023

การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม

       25,684

       26,287

       25,776

       26,022

       26,182

       30,317

ตัวกลางทางการเงิน

       35,383

       36,641

       37,894

       41,403

       43,681

       50,771

บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ

       38,839

       41,519

       42,460

       43,795

       44,969

       46,691

การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ

       55,037

       50,057

       51,397

       57,130

       62,811

       62,238

การศึกษา

       61,830

       66,412

       68,454

       72,044

       76,479

       85,867

การบริการด้านสุขภาพและสังคม

       20,517

       22,396

       23,310

       24,784

       27,115

       29,165

การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ

         7,141

         7,754

         8,249

         7,764

         8,729

         9,533

ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล

         2,095

         2,795

         2,775

         2,939

         3,143

         3,086

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค

    669,076

   753,880

    763,153

   860,284

    920,039

 1,065,326

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค ต่อคน (บาท)

     57,188

     64,509

     65,400

     73,862

     79,179

     91,922

ประชากร (1,000 คน)

     11,699

     11,686

     11,669

     11,647

     11,620

     11,589

หน่วย: ล้านบาท

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ความสำคัญของภาคเหนือต่อเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือ (Gross Regional Product: GRP) ตามตลาดราคาปี มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือในปี พ.ศ. 2555 ประมาณ 1,065,326 ล้านบาท การผลิตสาขามีความสำคัญต่อประเทศเช่น การเกษตรกรรมและสาขาเหมืองแร่ ผลผลิตของทั้งสองสาขาคิดเป็นร้อยละ 21.5 และร้อยละ 10.34 ของผลผลิตสาขาเกษตรกรรมและเหมืองแร่ของไทยตามลำดับ ภาคเหนือยังเป็นแหล่งผลิตข้าวและพืชไร่ที่สำคัญ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ข้าวและอ้อย ซึ่งมีปริมาณผลผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของประเทศ ขณะที่พืชสำคัญอื่นๆ เช่นลำไย ลิ้นจี่ กระเทียม ใบยาสูบเวอร์จิเนียและเบอร์เลย์ หอมแดง และหอมหัวใหญ่เกือบทั้งหมดผลิตในภาคเหนือ นอกจากนี้ ภาคเหนือยังเป็นแหล่งแร่ธาตุสำคัญของประเทศ เช่น ถ่านหินลิกไนต์ หินปูน และดินขาวที่จังหวัดลำปาง แร่สังกะสีที่จังหวัดตาก น้ำมันดิบที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นต้น

ลักษณะและโครงสร้างเศรษฐกิจของภาคเหนือ

เศรษฐกิจภาคเหนือระหว่างปี 2545-2552 ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 2.7 ต่ำกว่าของประเทศซึ่งขยายตัวร้อยละ 3.5 โครงสร้างการผลิตภาคเหนืออยู่ในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการค้าส่งค้าปลีก สัดส่วน  ร้อยละ 19.6, 19.3 และ 16.3 ของผลิตภัณฑ์ภาคเหนือ ตามลำดับ การกระจายตัวดีกว่าของประเทศที่กระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 38.6 พืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือได้แก่ ข้าว อ้อย ข้าวโพด ใบยาสูบ ถั่วเหลือง พืชผัก และผลไม้ ขณะที่อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรแปรรูป เซรามิค น้ำตาล ปูนซีเมนต์ และหัตถกรรม

ภาคเหนือแบ่งออกเป็น ภาคเหนือตอนบน และ ภาคเหนือตอนล่าง

ภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วย 9 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา น่าน แพร่ ลำปางและตาก มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 60 ของพื้นที่ภาคเหนือ กว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเป็นป่าเขาซึ่งมีพืนที่เพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก แต่มีลักษณะภูมิประเทศที่สวยงาม และภูมิอากาศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาพักผ่อนและพำนักอาศัยเป็นครั้งคราวและถาวร ทำให้ธุรกิจบริการเช่น ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และของที่ระลึก เป็นสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือตอนบน และเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญ ทั้งจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และไอน้ำจากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ยังมีแร่ธาตุอื่นๆ เช่นสังกะสี ถ่านหิน ลิกไนต์ หินปูน และดินขาวอุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่น อุตสาหกรรมเซรามิก ปูนซีเมนต์ และโรงงานถลุงแร่สังกะสี เป็นต้น นอกจากนี้ยกังเป็นประตูค้าจายชายแดนกับพม่า ลาว และจีน (ตอนใต้)

ภาคเหนือตอนบนมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทุกด้านของภาคและของภาคเหนือตอนบน มีสัดส่วนการผลิตประมาณร้อยละ 15.3 ของผลิตภัณฑ์ภาค มีจำนวนสาขาธนาคารพาณิชย์สูงสุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศ และมีสัดส่วนจำนวนเงินฝากและสินเชื่อสูงประมาณ 1 ใน 3 ของเงินฝากและสินเชื่อทั้งภาคเหนือ

ภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี มีพื้นที่ติดต่อภาคกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเหมาะแก่การเพาะปลูก เป็นแหล่งผลิตและค้าข้าว พืชไร่ ที่สำคัญของประเทศ การผลิตพืชสำคัญประกอบด้วย ข้าว อ้อย และข้าวโพด สภาพดินฟ้าอากาศเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตภาคเกษตร ด้านอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร เช่น อุตสาหกรรมน้ำตาลในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรในจังหวัดพิษณุโลกและนครสวรรค์ โรงสีข้าวในจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก แบะนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวประเภทโบราณสถานทางประวัติศาสตร์มากมายในหลายจังหวัด

ตารางสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเหนือที่แท้จริง (Real Regional Product)

  สัดส่วนต่อ Real GRP สัดส่วนต่อ Real GDP
รวมภาคเหนือ 100 8.19
ภาคเกษตร 19.8 1.57
เกษตรกรรม ล่าสัตว์ ป่าไม้ 18.62 1.53
ประมง 0.55 0.05
ภาคนอกเกษตร 80.82 6.62
เหมืองแร่ 4.35 0.36
อุตสาหกรรม 21.29 1.74
ไฟฟ้า 2.81 0.23
ก่อสร้าง 3.38 0.28
ขายส่ง ขายปลีก 15.42 1.26
โรงแรมและภัตตาคาร 2.13 0.17
ขนส่ง 7.45 0.61
ตัวกลางทางการเงิน 3.54 0.29
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ฯ 6.17 0.51
การบริหารราชการ 4.7 0.38
บริการการศึกษา 5.75 0.47
อื่นๆ 3.83 0.32


      หมายเหตุ: เป็นสัดส่วนของ Real Term ที่ขจัดผลของเงินเฟ้อออกไป

ภาคการเงิน

ภาคเหนือมีสาขาธนาคารพาณิชย์เปิดบริการเป็นอันดับ 3 รองจากกรุงเทพและภาคตะวันออก ณ สิ้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2549 มีสาขาธนาคารพาณิชย์เปิดดำเนินการ 587 สาขา หรือร้อยละ 12.4 ของสาขาธนาคารพาณิชย์ของทั้งประเทศ ร้อยละ 61.3 อยู่ในภาคเหนือตอนบน โดยกระจุกตัวอยู่ในอำเภอเมือง ขณะที่บริเวณภาคเหนือตอนล่างจะกระจายตัวในเขตรอบนอก เงินฝากและเงินให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2554 ภาคเหนือมีสาขาธนาคารพาณิชย์เปิดบริการ จำนวน 696 สาขา หรือร้อยละ 11.6 ของสาขาธนาคารพาณิชย์ทั้งประเทศ (จำนวน 6,013 สาขา) โดยร้อยละ 62.4 อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบน และร้อยละ 62.6 กระจุกตัวอยู่ในเขตอำเภอเมือง เงินฝากและเงินให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2554 มีจำนวน 431.8 พันล้านบาท และ 354.5 พันล้านบาท หรือร้อยละ 6.0 และร้อยละ 4.2 ของเงินฝากและสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ทั้งประเทศตามลำดับ (ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศทั้งระบบมีเงินฝาก 7,155 พันล้านบาท เงินให้สินเชื่อ 8,348 พันล้านบาท)

ช่องทางการคมนาคมและขนถ่ายสินค้า

  • มีโครงข่ายเส้นทางถนน โดยเฉพาะทางหลวงแผ่นดินสายหลักตามแนวเหนือ-ใต้ตามเส้นทางพหลโยธินที่ลงมายังท่าเรือกรุงเทพและเชื่อมต่อกับถนนสุขุมวิทออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่ท่าเรือน่ำลึกแหลมฉบังและท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด
  • มีท่าเรือเชียงแสนและท่าเรือเชียงของที่เชื่อมโยงโครงข่ายทางน้ำไปยังประเทศกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อการขนส่งสินค้าและคน
  • มีท่าอากาศยานนานาชาติคือ เชียงราย เชียงใหม่ และพิษณุโลก ซึ่งท่าอากาศยานนานาชาติที่เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่รองจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ มีเส้นทางการบินเชื่อมโยงทั้งภายในประเทศและกลุ่มประเทศแถบเอเชีย เช่น คุนหมิง ย่างกุ้ง เวียงจันทร์

ภาคเหนือมีจำนวนประชากรคาดหมาย ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2552 จำนวนทั้งสิ้น 12, 151, 000 คน คิดเป็นร้อยละ 18.49 ของประชากรทั้งประเทศ เป็นชาย 6,003,000 คน หญิง 6,148, 000 คนอัตราการเพิ่มของประชากรมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยร้อยละ 0.4 ต่อปี ยกเว้นแม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดคือ เชียงใหม่ เชียงราย นครสวรรค์ สัดส่วนประชากรเมืองต่อชนบทเท่ากับ 19:81

การกระจายตัวของประชากร

  • ความหนาแน่นประชากรเฉลี่ย 70 คนต่อตารางกิโลเมตร จังหวัดที่มีความหนาแน่นประชากรมากที่สุด คือ จังหวัดพิจิตร รองลงมาคือ นครสวรรค์และเชียงราย
  • โครงสร้างประชากร คิดเป็นสัดส่วนประชากรชายต่อประชากรหญิงเท่ากับร้อยละ 49: 51 นอกจากนี้จะมีวัยเด็กและวัยสูงอายุซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มวัยแรงงาน
  • จำนวนแรงงาน คิดเป็นร้อยละ 19 ของประชากรวัยแรงงาน ซึ่งกระจายอยู่ในภาคเกษตรกรรมร้อยละ 56 ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 14 และภาคการค้าและบริการ ร้อยละ 30
  • รายได้ต่อหัวของครัวเรือน เท่ากับ 3,881 บาทต่อคนต่อเดือน มีสัดส่วนคนยากจนร้อยละ 18 ซึ่งต่ำเป็นอันดับสองรองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตารางจำนวนประชากร พื้นที่ ความหนาแน่นประชากรจำแนกรายจังหวัด ปี พ.ศ. 2548

จังหวัด ประชากร (คน) เนื้อที่ (ตร.กม.) ความหนาแน่น 
(ต่อ ตร.กม.)
ภาคเหนือ 11883517 169644 70.05
เชียงใหม่ 1650009 20107.1 82.06
ลำพูน 404727 4505.9 89.82
ลำปาง 776726 12534 61.97
อุตรดิตถ์ 469387 7838.6 59.88
แพร่ 471447 6538.6 72.1
น่าน 478080 11472.1 41.67
พะเยา 486889 6335.1 76.86
เชียงราย 1225058 11678.4 104.9
แม่ฮ่องสอน 259609 12681.3 20
นครสวรรค์ 1077808 9597.7 112.3
อุทัยธานี 326731 6730.2 48.55
กำแพงเพชร 728265 8607.5 84.61
ตาก 522197 16406.7 31.83
สุโขทัย 610361 6596.1 92.53
พิษณุโลก 840970 10815.9 77.75
พิจิตร 558794 4531 123.33
เพชรบูรณ์ 1002459 12668.4 79.13


ที่มา: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

สภาพแรงงาน

สิ้นไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2552 ภาคเหนือมีกำลังแรงงาน ประมาณ 7 ล้านคน ประมาณร้อยละ 54 อยู่ในภาคการเกษตร อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดในภาคเหนือ (อัตราบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551) มีดังต่อไปนี้

จังหวัด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (บาท) จังหวัด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (บาท)
เชียงใหม่ 159 นครสวรรค์ 150
ลำพูน 152 กำแพงเพชร 149
ลำปาง 149 ตาก 147
อุตรดิตถ์ 147 สุโขทัย 149
แพร่ 146 พิษณุโลก 148
น่าน 144 พิจิตร 146
พะเยา 144 เพชรบูรณ์ 150
เชียงราย 146 อุทัยธานี 150
แม่ฮ่องสอน 147

 

แรงงานของภาคเหนือบางส่วนไปทำงานที่ส่วนกลางและต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ บรูไน และอิสราเอล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานรับจ้างตัดอ้อยในเขตภาคเหนือตอนล่างอีกด้วย

ตารางสภาพแรงงานภาคเหนือช่วงไตรมาศที่ 1 ปี พ.ศ. 2552

                                                                                                                                           (หน่วย: พันคน)

สถานภาพแรงงาน รวม
 ยอดรวม 12111
กำลังแรงงานรวม 7022.5
  1. กำลังแรงงานปัจจุบัน 6993.7
     1.1 ผู้มีงานทำ 6869.9
           - ทำงาน 6759.5
           - ไม่ทำงานแต่มีงานประจำ 110.4
      1.2 ผู้ว่างงาน 123.8
           - หางานทำ 19.6
           - ไม่หางานทำ/พร้อมที่จะทำงาน 104.2
  2. กำลังแรงงานที่รอฤดูกาล 28.8
ผู้ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน 2777
  1. ทำงานบ้าน 828.1
  2. เรียนหนังสือ 835.6
  3. ยังเด็ก ชรา/ไม่สามารถทำงานได้ 952.2
  4. อื่น ๆ 161.1
ผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี 2311.9


ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ตารางสภาพแรงงานภาคเหนือแยกตามภาคการผลิตช่วงไตรมาศที่ 1 พ.ศ. 2552
                                                                                                                                               (หน่วย: พันคน)

อุตสาหกรรม จำนวนลูกจ้าง ค่าจ้างเฉลี่ย
ยอดรวม 2900.5 6600.5
  1.  เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 578.6 3058
  2.  การประมง 1.1 3962.4
  3.  การทำเหมืองแร่ และเหมืองหิน 10.2 9146.8
  4.  การผลิต 473.6 4620.3
  5.  การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 17.2 32905.2
  6.  การก่อสร้าง 508.9 4285.5
  7.  การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ 
       รถจักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคล  และของใช้ในครัวเรือน
338.9   5062.7  
  8.  โรงแรม และภัตตาคาร 100.8 4920
  9.  การขนส่ง  สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 65.7 8027
 10.  การเป็นสื่อกลางทางการเงิน 35.3 16833
 11. กิจการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าและกิจกรรมทางธุรกิจ 47.2  5606.2 
 12. การบริหารราชการ และการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกัน
       สังคมภาคบังคับ
256 11494.5
 13. การศึกษา 221.9 18050.1
 14. งานด้านสุขภาพ และงานสังคมสงเคราะห์ 135.4 9878.4
 15. กิจกรรมด้านบริการชุมชน สังคม และการบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 66.2  4748.2 
 16. ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 43.7 3393.3
 17. องค์การระหว่างประเทศและองค์การต่างประเทศอื่นๆ
       และสมาชิก
48000 
 18. ไม่ทราบ        -          -  


ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ตารางแสดงการว่างงานของภาคเหนือ

2550 2551 2552 2553
ธ.ค. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค.
จำนวนผู้ว่างงาน (พันคน) 5.2 71 75 82 60 71 32 91
อัตราการว่างงาน (%) 0.8 1.0 1.1 1.1 0.8 1.0 0.4 1.3


ทีมา: ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

ด้านการศึกษา

1. จำนวนสถานศึกษาในภาคเหนือ

จังหวัด จำนวนสถานศึกษาในระบบโรงเรียน จำนวนสถานศึกษาสังกัด กศน. จำนวน
 (สถานศึกษา)
กำแพงเพชร 487 11 498
เชียงราย 797 19 816
เชียงใหม่ 1143 24 1167
ตาก 326 9 335
นครสวรรค์ 680 15 695
น่าน 441 15 456
พะเยา 349 9 358
พิจิตร 405 12 417
พิษณุโลก 541 9 550
เพชรบูรณ์ 651 11 662
แพร่ 340 8 348
แม่ฮ่องสอน 357 7 364
ลำปาง 506 13 519
ลำพูน 321 8 329
สุโขทัย 393 9 402
อุตรดิตถ์ 338 10 348
อุทัยธานี 279 8 287
จำนวนทั้งสิ้น 8354 197 8551


หมายเหตุ ข้อมูลสถานศึกษาที่เผยแพร่ หมายรวมถึง ข้อมูลสถานศึกษาจำนวน 35 แห่ง สังกัึดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่มีอยู่ในทะเบียนสถานศึกษา แต่จะเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2553

* จำนวนสถานศึกษาในระบบ รร. (สังกัด สกอ. นับรวมมหาวิืทยาลัยในส่วนวิทยาเขตและโรงเรียนสาทิตด้วย)

ที่มา: กระทรวงศึกษาธิการ

2. จำนวนนักเรียนและนักศึกษาภาคเหนือปี พ.ศ. 2556 แยกตามระดับชั้นการศึกษา

ระดับชั้น

ชาย

หญิง

รวม

เตรียมอนุบาล

3,582

3,365

6,947

อนุบาล 1(หลักสูตร 3 ปีของ สช.)/อนุบาล 3 ขวบ

59,085

55,207

114,292

อนุบาล 2(หลักสูตร 3 ปีของ สช.)/อนุบาล 1

64,920

60,824

125,744

อนุบาล 3(หลักสูตร 3 ปีของ สช.)/อนุบาล 2

19,278

18,124

37,402

เด็กเล็ก

1,077

978

2,055

ประถมศึกษาปีที่ 1

73,844

67,347

141,191

ประถมศึกษาปีที่ 2

70,873

65,610

136,483

ประถมศึกษาปีที่ 3

70,231

65,885

136,116

ประถมศึกษาปีที่ 4

68,485

64,372

132,857

ประถมศึกษาปีที่ 5

68,221

64,264

132,485

ประถมศึกษาปีที่ 6

67,422

64,368

131,790

มัธยมศึกษาปีที่ 1

70,608

65,816

136,424

มัธยมศึกษาปีที่ 2

68,092

65,412

133,504

มัธยมศึกษาปีที่ 3

68,288

67,211

135,499

มัธยมศึกษาปีที่ 4

38,008

50,690

88,698

มัธยมศึกษาปีที่ 5

35,344

49,174

84,518

มัธยมศึกษาปีที่ 6

32,299

46,145

78,444

ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1

26,281

15,792

42,073

ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2

20,562

13,991

34,553

ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3

26,042

13,336

39,378

อนุปริญญาปีที่ 1

386

674

1,060

อนุปริญญาปีที่ 2

352

893

1,245

อนุปริญญาปีที่ 3

322

569

2,136

ปวส.ปีที่ 1

14,584

10,651

25,235

ปวส.ปีที่ 2

17,782

10,410

28,192

ปวส.ปีที่ 3

12

39

51

ปริญญาตรีปีที่ 1

28,178

37,120

65,298

ปริญญาตรปีที่ 2

25,213

35,784

60,997

ปริญญาตรปีที่ 3

21,747

29,498

51,694

ปริญญาตรปีที่ 4

18,087

26,947

45,034

ปริญญาตรปีที่ 5

11,609

10,799

22,408

ปริญญาตรปีที่ 6

28

7

35

ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคครูชั้นสูงปีที่ 2

ประกาศนียบัตรบัณฑิต

231

366

597

ปริญญาโท

6,198

9,395

15,593

ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง

125

181

306

ปริญญาเอก

1,352

1,432

2,784

รวม

1,098,448

1,092,701

2,191,149

ที่มา: กระทรวงศึกษาธิการ

ด้านการสาธารณสุข

1. จำนวนโรงพยาบาลในภาคเหนือ จำแนกตามขนาดโรงพยาบาลและสถานพยาบาล พ.ศ. 2555

ขนาดของโรงพยาบาลและสถานพยาบาล จำนวนโรงพยาบาล
น้อยกว่า 31 เตียง 11
31-50    เตียง 6
51-100  เตียง 19
101-250 เตียง 6
มากกว่า 250 เตียง 12
รวม 48


ที่มา: การสำรวจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชน พ.ศ. 2555 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

2. จำนวนบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลภาคเหนือ จำแนกตามขนาดโรงพยาบาลและสถานพยาบาล พ.ศ. 2549

ขนาดของโรงพยาบาลและสถานพยาบาล จำนวนบุคลากร
รวม ทำงานเต็มเวลา ทำงานบางเวลา
น้อยกว่า 31 เตียง 1079000 868000 211000
31-50    เตียง 915000 702000 214000
51-100  เตียง 5520000 4282000 1238000
101-250 เตียง 3711000 3424000 350000
มากกว่า 250 เตียง  -  -
รวม 11225000 9E+06 2E+06


ที่มา: การสำรวจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชน พ.ศ. 2550 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร

1. สถิติการใช้เทคโนโลยี

สถิติการมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในภาคเหนือ

 ภาคเหนือ  
การมีโทรศัพท์มือถือ  รวม  ในเขตเทศบาล  นอกเขตเทศบาล
รวม 10782936 2E+06 9E+06
มีโทรศัพท์ 4678374 1156181 3522192
ไม่มีโทรศัพท์ 6104562 942547 5162015
ไม่ทราบ             -             -             -


ที่มา: การสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ครัวเรือน) พ.ศ. 2550 สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

2. สถิติการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน

(หน่วย: คน)

  การใช้คอมพิวเตอร์  การใช้อินเทอร์เน็ต 
ภาค/ เขตการปกครอง รวม ใช้ ไม่ใช้ รวม ใช้ ไม่ใช้
ภาคเหนือ 10780162 3E+06 8E+06 1E+07 1923015 8857147
ในเขตเทศบาล 2097403 787281 1310122 2097403 581672 1515731
นอกเขตเทศบาล 8682759 2139255 6543504 8682759 1341343 7341416


ที่มา: การสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ครัวเรือน) พ.ศ. 2551 สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

แหล่งพลังงาน

แหล่งพลังงานที่สำคัญของภาคเหนือคือ พลังงานน้ำจากเขื่อนต่างๆ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลเป็นต้น แหล่งพลังงานที่สำคัญรองลงมาคือ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากถ่านหินที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง นอกจากนี้เป็นพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดีเซลและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรภาคเหนือ ในปัจจุบันมีการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลเป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้มากที่สุดถึงร้อยละ 61 ของพลังงานเชื้อเพลิงทั้งหมด รองลงมาคือ น้ำมันเบนซิน ก๊าซ LPG และน้ำมันเตา

ปัญหาการใช้พลังงานในอนาคต ทำให้จำเป็นต้องหาพลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือน้ำมันไบโอดีเซล รวมทั้งยุทธศาสตร์การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ การสร้างพลังงานทดแทน การจัดระบบคมนาคมขนส่งใหม่โดยใช้ระบบราง การส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการจัดการด้านพลังงานแบบมีส่วนร่วม

ด้านการบริหารจัดการน้ำ

ภาคเหนือมีลุ่มแม่น้ำหลัก 9 ลุ่มน้ำ โดยส่วนใหญ่เป็นลุ่มน้ำต้นน้ำ โดยลุ่มน้ำที่สำคัญมากในภาคเหนือคือ ลุ่มน้ำสาละวิน โขง (ตอนเหนือ) กก ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรังและป่าสัก แม้ว่าแหล่งน้ำเหล่านี้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่ยังมีความต้องการในการกักเก็บน้ำในฤดูแล้งเนื่องจากปริมาณฝนลดลง ป่าต้นน้ำถูกทำลาย ในฤดูฝนมีปัญหาน้ำท่วมและปัญหาความขัดแย้งในการจัดสรรน้ำ แม้ว่าปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำมีค่อนข้างมาก แต่เมื่อเทียบกับความต้องการน้ำในอนาคตทำให้จำเป็นต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่ในอ่างเก็บน้ำเพื่อสำรองน้ำ การกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำเพื่อการป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก

สถิติการใช้พลังงาน

1. สถิติการใช้ไฟฟ้า

ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ารายจังหวัดภาคเหนือ ปี 2554
                                                                                                                                             หน่วย: GWh

จังหวัด

การใช้(ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง)

กำแพงเพชร

770

เชียงราย

920

เชียงใหม่

2,358

ตาก

855

นครสวรรค์

1,157

น่าน

237

พะเยา

280

พิจิตร

540

พิษณุโลก

945

แพร่

316

แม่ฮ่องสอน

94

ลำปาง

780

ลำพูน

1,105

สุโขทัย

402

อุตรดิตถ์

387

เพชรบูรณ์

759

อุทัยธานี

227

รวม

12,132

ที่มา: กระทรวงพลังงาน

2. สถิติการใช้น้ำปะปา

สถิติการใช้น้ำปะปาภาคเหนือ ประจำเดือนกุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2555

จังหวัด

จำนวนผู้ใช้น้ำ
(
คน)

กำลังผลิตที่ใช้งาน
(
ลบ.ม./วัน)

ปริมาณน้ำผลิต
(
ลบ.ม.)

ปริมาณน้ำผลิตจ่าย (ลบ.ม.)

ปริมาณน้ำจำหน่าย (ลบ.ม.)

กำแพงเพชร

29,298

32,160

699,463

670,622

487,075

เชียงราย

50,497

74,880

1,439,009

1,300,348

912,108

เชียงใหม่

136,026

180,816

4,832,188

4,589,632

3,192,453

ตาก

39,263

56,880

1,271,093

1,221,393

857,302

นครสวรรค์

50,367

58,680

1,083,028

1,050,161

791,515

น่าน

18,245

18,840

437,590

430,554

312,369

พะเยา

24,700

33,360

640,887

615,703

386,754

พิจิตร

38,251

50,640

754,218

742,326

575,033

พิษณุโลก

26,868

30,960

666,235

650,986

454,358

แพร่

20,737

25,920

493,315

478,525

323,819

แม่ฮ่องสอน

10,987

16,800

294,763

260,341

194,979

ลำปาง

50,693

63,360

1,341,052

1,290,595

880,307

ลำพูน

14,144

16,176

340,964

327,567

235,877

สุโขทัย

42,094

50,640

762,306

747,276

573,311

อุตรดิตถ์

3,015

2,880

53,293

51,740

41,338

เพชรบูรณ์

41,745

53,040

963,435

931,855

698,484

อุทัยธานี

8,190

12,000

175,590

175,380

144,987

ที่มา: การประปาส่วนภูมิภาค

3. สถานการณ์การใช้น้ำมัน

3.1 ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 ปี 2554-2556

                                                                                                                                          ปริมาณ/ พันลิตร

จังหวัด

2554

2555

2556

กำแพงเพชร

9,298

10,345

14,704

เชียงราย

16,349

17,126

29,828

เชียงใหม่

69,304

72,421

94,273

ตาก

9,251

10,162

17,941

นครสวรรค์

24,844

26,069

37,026

น่าน

4,691

4,778

9,855

พะเยา

6,257

7,704

13,207

พิจิตร

8,711

8,977

13,733

พิษณุโลก

21,917

23,143

38,099

แพร่

8,367

9,088

14,196

แม่ฮ่องสอน

1,814

2,439

4,913

ลำปาง

13,180

14,537

29,624

ลำพูน

8,667

9,463

13,748

สุโขทัย

7,110

7,740

12,999

อุตรดิตถ์

7,451

8,021

12,776

เพชรบูรณ์

8,651

9,596

16,052

อุทัยธานี

5,338

5,334

7,604

รวม

231,199

246,941

380,576

ที่มา: กระทรวงพลังงาน

3.2 ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 95 ปี 2554-2556
                                                                                                                                                             ปริมาณ/ พันลิตร

จังหวัด

2554

2555

2556

กำแพงเพชร

6,762

5,758

9,070

เชียงราย

15,665

11,462

25,527

เชียงใหม่

46,983

37,382

50,564

ตาก

6,870

6,354

15,107

นครสวรรค์

17,699

14,505

26,732

น่าน

4,291

3,487

11,844

พะเยา

4,924

4,147

6,146

พิจิตร

5,681

4,385

15,059

พิษณุโลก

18,026

14,785

27,588

แพร่

6,031

4,829

8,956

แม่ฮ่องสอน

1,699

1,429

2,943

ลำปาง

17,716

12,999

25,402

ลำพูน

5,877

3,736

6,401

สุโขทัย

5,721

4,760

14,621

อุตรดิตถ์

4,408

3,652

7,935

เพชรบูรณ์

6,961

5,942

11,292

อุทัยธานี

2,622

1,233

4,183

รวม

177,937

140,847

269,369

ที่มา: กระทรวงพลังงาน

ภาคเหนือมีชุมชนเมือง 255 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นชุมชนขนาดเล็กถึงร้อยละ 80 ประชากรที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำคิดเป็นร้อยละ 19 ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณที่ราบระหว่างหุบเขา รูปแบบการตั้งถิ่นฐานได้รับอิทธิพลจากลักษณะภูมิประเทศและเส้นทางคมนาคม มีการจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาเมืองและชนบทเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มจังหวัดความสำคัญลำดับ 1

  • กลุ่มจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปางและแม่ฮ่องสอน เป็นกลุ่มเมืองที่มีบทบาทด้านการเป็นศูนย์กลางทางการค้า การบริการ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การคมนาคม ขนส่ง ผลไม้เมืองร้อนและเมืองหนาว
  • กลุ่มจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานีและเพชรบูรณ์ เป็นกลุ่มเมืองที่มีบทบาทด้านการค้าการบริการ การท่องเที่ยว คมนาคมขนส่ง แหล่งผลผลิตพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ โดยเฉพาะข้าว พืชไร่ ผักและผลไม้

กลุ่มจังหวัดความสำคัญลำดับ 2

  • กลุ่มจังหวัดเชียงรายและพะเยา เป็นกลุ่มเมืองที่มีบทบาทด้านการค้าชายแดน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และศูนย์กลางคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงกลุ่มอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง
  • กลุ่มจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย ตากและอุตรดิตถ์ เป็นกลุ่มเมืองที่มีบทบาทด้านผลผลิตทางการเกษตร การค้า บริการ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

กลุ่มจังหวัดความสำคัญลำดับ 3

  • กลุ่มจังหวัดแพร่และน่าน เป็นกลุ่มเมืองที่มีบทบาทด้านค้า การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นและธรรมชาติ

การใช้ประโยชน์จากที่ดิน

การใช้ประโยชน์ที่ดินในปี พ.ศ. 2545 ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 57 รองลงมาเป็นพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมร้อยละ 38 พื้นที่/ เมืองร้อยละ 3 พื้นที่แหล่งน้ำร้อยละ 0.8 พื้นที่อุตสาหกรรมร้อยละ 0.03 และพื้นที่อื่นๆ ประมาณร้อยละ 1 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตรมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่อุตสาหกรรมและพื้นที่ชุมชน/เมืองมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

ลักษณะการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร พ.ศ. 2555

จังหวัด

เนื้อที่ทั้งหมด

เนื้อที่ป่าไม้

เนื้อที่ใช้ประโยชน์ทางการเกตษร

ขนาดของฟาร์ม

จำนวนฟาร์ม

นาข้าว

พืชไร่

สวนไม้ผล ไม้ยืนต้น

สวนผัก ไม้ดอก/ไม้ประดับ

เนื้อที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอื่นๆ

เนื้อใช้ประโยชน์นอกการเกษตร

กำแพงเพชร

5,379,681

1,266,890

3,071,145

39.48

77,786

1,449,680

1,319,461

158,763

3,982

139,259

1,041,646

เชียงราย

7,298,981

3,227,888

3,015,096

19.53

154,384

1,381,130

616,221

735,395

60,394

221,957

1,055,997

เชียงใหม่

12,566,911

10,380,924

1,830,686

12.19

150,169

541,665

209,359

708,354

122,724

248,584

355,301

ตาก

10,254,156

7,942,381

1,403,265

26.89

52,190

315,581

845,847

91,045

18,611

132,183

908,510

นครสวรรค์

5,998,548

550,686

4,381,268

44.59

98,257

2,643,908

1,459,809

82,162

29,032

166,357

1,066,594

น่าน

7,170,045

5,103,552

1,414,525

18.79

75,289

277,367

756,247

275,064

3,869

101,978

651,968

พะเยา

3,959,412

2,054,496

1,501,954

20.40

73,620

730,219

307,376

360,926

24,676

78,758

402,962

พิจิตร

2,831,883

7,991

2,036,800

40.11

50,777

1,808,244

148,778

10,375

9,651

59,753

787,092

พิษณุโลก

6,759,909

2,484,607

3,057,817

37.64

81,229

1,778,499

726,993

346,014

14,457

191,854

1,217,485

แพร่

4,086,624

2,572,262

796,171

12.12

65,715

323,919

296,248

113,299

6,103

56,603

718,191

แม่ฮ่องสอน

7,925,787

7,042,311

303,719

7.24

41,930

143,958

42,737

27,842

37,591

51,590

579,757

ลำปาง

7,833,726

5,976,040

897,118

8.16

109,997

461,784

206,053

132,847

21,764

74,669

960,568

ลำพูน

2,816,176

1,610,280

803,513

15.18

52,924

129,021

141,037

467,989

15,562

49,904

402,383

สุโขทัย

4,122,557

1,411,161

1,823,264

23.73

76,831

1,214,979

393,664

127,612

9,413

77,597

888,132

อุตรดิตถ์

4,899,120

3,075,566

1,248,295

21.58

57,850

680,764

315,349

153,494

12,489

86,198

575,259

เพชรบูรณ์

7,917,760

2,544,053

3,281,289

32.68

100,400

1,262,994

1,646,335

141,226

44,494

186,241

2,092,418

อุทัยธานี

4,206,404

2,170,627

1,625,833

42.60

38,168

646,267

764,558

114,407

10,993

89,608

409,944

ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การบริหารจัดการน้ำ

ภาคเหนือมีลุ่มแม่น้ำหลัก 9 ลุ่มน้ำ โดยส่วนใหญ่เป็นลุ่มน้ำต้นน้ำ โดยลุ่มน้ำที่สำคัญมากในภาคเหนือคือ ลุ่มน้ำสาละวิน โขง (ตอนเหนือ) กก ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรังและป่าสัก แม้ว่าแหล่งน้ำเหล่านี้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง แต่ยังมีความต้องการในการกักเก็บน้ำในฤดูแล้งเนื่องจากปริมาณฝนลดลง ป่าต้นน้ำถูกทำลาย ในฤดูฝนมีปัญหาน้ำท่วมและปัญหาความขัดแย้งในการจัดสรรน้ำ แม้ว่าปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ลุ่มน้ำมีค่อนข้างมาก แต่เมื่อเทียบกับความต้องการน้ำในอนาคตทำให้จำเป็นต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่ในอ่างเก็บน้ำเพื่อสำรองน้ำ การกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำเพื่อการป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก

พื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนา

ภาคเหนือมีพื้นที่ประมาณ 68, 377 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ภาค โดยกระจายอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำทางตอนล่างของภาคเหนือต่อเนื่องกันเป็นบริเวณกว้างถึงภาคกลาง ส่วนบริเวณภาคเหนือตอนบนพื้นท่าส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและพื้นที่ป่าไม้ บางพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติ ดังนั้นพื้นที่ภาคเหนือตอนบนที่เหมาะต่อการพัฒนาจึงมีอยู่อย่างจำกัด ได้แก่ แอ่งเชียงราย บริเวณลุ่มน้ำกกและแม่น้ำอิง แอ่งแพร่ บริเวณลุ่มน้ำยม แอ่งลำปาง บริเวณลุ่มแม่น้ำวัง แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน บริเวณแม่น้ำปิง แอ่งปายและแอ่งฝาง ในเขตจังหวัดเชียงใหม่

มีอยู่ 2 ลักษณะคือ

การค้าระหว่างประเทศ เป็นการค้าผ่านด่านศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่ และด่านศุลกากรนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน
การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
มูลค่าการค้าต่างประเทศภาคเหนือมากกว่าร้อยละ 80 เป็นการค้าผ่านด่านศุลกากรนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน สินค้าสำคัญคือ อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ด่านศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็นช่องทางส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปและแช่แข็งและสินค้าหัตถกรรม

ส่วนการค้าชายแดนเป็นการค้ากับพม่า ลาว และจีนตอนใต้ โดยทำการค้ากับพม่ามากกว่าร้อยละ 60 สินค้าออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ยางรถยนต์ และวัสดุก่อสร้าง ส่วนสินค้านำเข้าได้แก่ โค กระบือ และไม้แปรรูปเป็นสำคัญ

1. โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้การส่งเสริมในภาคเหนือจำแนกตามรายจังหวัดในครึ่งปีแรก (มค.-มิย.) ปี2557

จังหวัด

จำนวนโครงการ

เงินลงทุน(ล้านบาท)

การจ้างงาน(คน)

กำแพงเพชร

2

228

52

เชียงราย

5

312.4

1,111

เชียงใหม่

11

490.1

198

ตาก

-

-

-

นครสวรรค์

6

380.8

76

น่าน

-

-

-

พะเยา

-

-

-

พิจิตร

-

-

-

พิษณุโลก

3

209.3

16

แพร่

4

121.9

25

แม่ฮ่องสอน

-

-

-

ลำปาง

5

312.9

42

ลำพูน

9

357.5

231

สุโขทัย

-

-

-

อุตรดิตถ์

-

-

-

เพชรบูรณ์

3

315.1

55

อุทัยธานี

1

45

3

รวม

49

2773

1809

ที่มา: ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

อุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจยื่นคำขอรับการส่งเสริม ใน 3 อันดับแรก

1. อันดับหนึ่ง อุตสาหกรรมการเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 13 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 1,616.4 ล้านบาท ได้แก่ กิจการคัดคุณภาพข้าว กิจการผลิตปุ๋ยชีวภาพ กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากผลพลอยได้หรือเศษวัสดุทางการเกษตร กิจการผลิตไข่เป็ด กิจการชำแหละสุกรกิจการผลิตน้ำพืช ผัก ผลไม้ บรรจุภาชนะผนึก เช่น น้ำเสาวรส น้ำลูกหม่อน น้ำมะเขือเทศ และน้ำส้ม เป็นต้น

2. อันดับสอง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 12 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 439.2ล้านบาท ได้แก่ กิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และ กิจการผลิตซอฟต์แวร์

3. อันดับสาม กิจการบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 4โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 121.7 ล้านบาท ได้แก่ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) และกิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์

อุตสาหกรรมที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ใน 3 อันดับแรก

1. อันดับหนึ่งอุตสาหกรรมการเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 20 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 1,901.3 ล้านบาท ได้แก่ กิจการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ และเมล็ดในปาล์มอบแห้ง กิจการปลูกป่า กิจการผลิตอาหารสัตว์ กิจการผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ กิจการผลิตน้ำพืช ผัก ผลไม้ บรรจุภาชนะผนึก กิจการผลิตพืชผักผลไม้อบแห้ง กิจการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัด กิจการผลิตส่วนผสมอาหารสัตว์ กิจการขยายพันธุ์สัตว์(ลูกเป็ด)และกิจการอบพืชและไซโล สถานที่ตั้งโครงการอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แพร่ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และจังหวัดพิษณุโลก

2. อันดับสอง กิจการบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 13 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 457.6 ล้านบาท ได้แก่ กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือไอน้ำ และกิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์เป็นต้น สถานที่ตั้งโครงการอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ แพร่ อุทัยธานี ลำพูน ลำปาง และจังหวัดพิษณุโลก

3. อันดับสาม อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 6 โครงการมีมูลค่าการลงทุนรวม 57.3 ล้านบาท ได้แก่ กิจการผลิตอุปกรณ์ให้แสงสว่าง LED กิจการผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์โทรคมนาคม และกิจการซอฟต์แวร์ สถานที่ตั้งโครงการอยู่ที่จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่

การลงทุนของชาวต่างชาติในพื้นที่ภาคเหนือ

        การลงทุนของต่างชาติที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมในภาคเหนือ คือ การลงทุนจากฮ่องกงและสหรัฐอเมริกาประเทศละ 2 โครงการ โดยเป็นการลงทุนในกิจการผลิตอุปกรณ์ให้แสงสว่าง LED กิจการขยายพันธุ์สัตว์(ลูกเป็ด)กิจการซอฟต์แวร์ และกิจการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัด ตามด้วยการจากเนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฝรั่งเศส ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี เดนเมาร์กและแคนนาดา ประเทศละ 1 โครงการ โดยเป็นการลงทุนในกิจการกิจการผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์โทรคมนาคม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว กิจการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัด กิจการผลิตเส้นใยจากไม้ไผ่ และกิจการผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงสำหรับงานสาธารณูปโภค เป็นต้น

2. มาตรการพิเศษเพื่อเร่งรัดการลงทุนในปีแห่งการลงทุน พ.ศ. 2551-2552 (One Country One Zone) ให้สิทธิประโยชน์สูงสุดใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรม

กลุ่มที่ 1 กิจการเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน

ประเภทกิจการ ได้แก่

  • กิจการผลิตแอลกอฮอล์หรือเชื้อเพลิงจากผลผลิตทางการเกษตร
  • กิจการผลิตเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน/ ใช้พลังงานทดแทน
  • กิจการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง
  • กิจการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์
  • กิจการผลิตไฟฟ้าหลังงานทดแทน (จากวัสดุทางการเกษตร/ ก๊าซชีวภาพ/ ลม)
  • กิจการผลิตเครื่องยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับรถใช้ก๊าซธรรมชาติ
  • กิจการประกอบรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เฉพาะรถโดนสารหรือรถบรรทุกขนาดใหญ่
  • สถานีบริการ NGV

กลุ่มที่ 2 กิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ประเภทกิจการ ได้แก่

  • กิจการผลิตภัณฑ์ Advanced Ceramics
  • Functional Fiber
  • อุปกรณ์การแพทย์/ เครื่องมือวิทยาศาสตร์
  • กิจการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ (บางชนิด)
  • กิจการผลิตชิ้นส่วนยานพาหนะ (บางชนิด)
  • กิจการผลิตหรือซ่อมอากาศยาน รวมทั้งชิ้นส่วนอุปกรณ์อากาศยานหรือเครื่องใช้บนอากาศยาน
  • ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น HDD โทรคมนาคม
  • บริการบางประเภทเช่น R&D บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ Biotech

กลุ่มที่ 3 กิจการผลติดวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประเภทกิจการ ได้แก่

  • กิจการผลิตเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Chemicals)
  • กิจการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Products) ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์จากพลาสติกหรือโพลิเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กลุ่มที่ 4 กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ

ประเภทกิจการ ได้แก่

  • การผลิตรถไฟหรือรถไฟฟ้าหรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ (เฉพาะระบบราง)
  • กิจการผลิตท่อเหล็กหรือท่อเหล็กไร้สนิม
  • กิจการผลิตผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงสำหรับงานสาธารณูปโภค
  • กิจการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือเคลือบด้วยพลาสติก
  • กิจการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์

กลุ่มที่ 5 กิจการด้านการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับภาคอสังหาริมทรัพย์

กลุ่มที่ 6 กิจการในอุตสาหกรรมที่ใช้ผลิตผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบและเทคโนโลยีขั้นสูง

ประเภทกิจการ ได้แก่

  • อาหารทางการแพทย์ (Medical Food)
  • การผลิตยางยานพาหนะ

ยุทธศาสตร์และโครงการที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่าภาคการเกษตรและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่าภาคอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์การขยายฐานภาคบริการ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมเชิงรุก ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการต่างประเทศ ยุทธศาสตร์การปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐ ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ โครงการเมืองแฝดเชียงใหม่-ลำพูน โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองชายแดน โครงการการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค โครงการศูนย์บริการสี่แยกอินโดจีน

แนวคิดในการพัฒนาจังหวัด

ตามผังแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการ บทบาททางเศรษฐกิจในอนาคตของจังหวัดจะมีส่วนผลักดันเพื่อให้แผนงานและโครงการสามารถนำไปสู่การปฏิบัติ ดังนี้

จังหวัด แนวทางการพัฒนา
จังหวัดเชียงใหม่ เมืองศูนย์กลางระดับประเทศและด้านธุรกิจ การค้า การลงทุน การบริหารปกครอง การขนส่งทางอากาศ การบริการด้านท่องเที่ยว อาหารและสุขภาพที่มีมาตรฐานสากล
จังหวัดลำพูน เมืองอยู่อาศัย ชุมชนวัฒนธรรมล้านนา อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และศูนย์หัตถอุตสาหกรรมพื้นเมือง
จังหวัดลำปาง เมืองน่าอยู่ สืบสานวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมืองวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำของประเทศ
จังหวัดเชียงราย เมืองศูนย์กลางหลักของภาค เศรษฐกิจการค้าชายแดน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม
จังหวัดพะเยา เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศูนย์กลางการศึกษาวัฒนธรรมล้านนาและชุมชนท้องถิ่น และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
จังหวัดแพร่ เมืองน่าอยู่ วิธีชีวิตชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จังหวัดน่าน เมืองท่องเที่ยว วัฒนธรรมท้องถิ่น การค้าชายแดน ศูนย์บริการด้านอาหารและสุขภาพที่มีมาตรฐาน
จังหวัดพิษณุโลก เมืองศูนย์กลางระดับประเทศและภาค สี่แยกอินโดจีน ศูนย์กลางการขนส่งหลายรูปแบบ ศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านการแปรรูปการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพในระดับนานาชาติ
จังหวัดตาก เมืองการค้าชายแดน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำของประเทศร่วมกันของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน
จังหวัดกำแพงเพชร เมืองท่องเที่ยวและนันทนาการ พื้นที่มรดกโลก อุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพที่มีมาตรฐาน
จังหวัดพิจิตร เมืองการค้าและบริการด้านผลผลิตทางการเกษตร อุตสาหกรรมการแปรรูปการเกษตร และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร
จังหวดอุตรดิตถ์ เมืองน่าอยู่ แหลางผลิตพืชผลทางการเกษตร
จังหวัดเพชรบูรณ์ เมืองท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรและอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ
จังหวัดสุโขทัย เมืองมรดกโลก แหล่งผลิตพืชผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร
จังหวัดนครสวรรค์ เมืองศูนย์กลางการบริการทางธุรกิจ การค้า การลงทุน ศูนย์บริการธุรกิจเพื่อการส่งออกสินค้าเกษตรและแปรรูปสินค้าเกษตร
จังหวัดอุทัยธานี เมืองมรดกโลกห้วยขาแข้ง ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แหล่งผลผลิตทางการเกษตรและอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำของประเทศ

 

แนวคิดการส่งเสริมพื้นที่เขตเศรษฐกิจ

การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจชายแดน เน้นการพัฒนาในเชิงรุกด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมโดยอาศัยศักยภาพทางการตลาด และปัจจัยการผลิตทั้งวัตถุดิบและแรงงานบางส่วนจากประเทศเพื่อนบ้าน การร่วมทุนและสร้างศักยภาพร่วมกันในการพัฒนา โดยกำหนดให้

  • แม่สาย พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการค้า บริการ ท่องเที่ยว ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเชื่อมโยงกับสหภาพพม่า
  • เชียงแสน พัฒนาให้เป็นศูนย์บริการทางธุรกิจ การค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • เชียงของ พัฒนาให้เป็นประตูเศรษฐกิจของกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีพื้นที่เขตประกอบการอุตสาหกรรม พื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อการเกษตรครบวงจรและเขตอุตสาหกรรมทั่วไป เชื่อมโยงการผลิตกับพื้นที่เชียงราย- เชียงใหม่ - ลำพูน
  • แม่สอด พัฒนาให้เป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานและการแปรรูปการเกษตร ตามแนวแกนเศรษฐกิจตะวันออก - ตะวันตก

แนวคิดด้านการพัฒนาเมืองในเขตภาคเหนือตามผังภาคเหนือ ปี พ.ศ. 2600

1. พื้นที่เศรษฐกิจหลัก

  • พัฒนาจังหวัดเชียงราย- เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจด้านการเป็นศูนย์กลางการบริการด้านการศึกษา การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรและเป็นประตูเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน
  • พัฒนาจังหวัดตาก (แม่สอด) - พิษณุโลก เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก - ตะวันตก ให้เป็นประตูการค้า แรงงาน และวัตถุดิบแหล่งอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากสหภาพพม่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งและศูนย์กระจายสินค้า
  • พัฒนาจังหวัดนครสวรรค์ - พิจิตร- พิษณุโลก เป็นแนวเศรษฐกิจเหนือ- ใต้ ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การอุตสาหกรรม แปรรูปการเกษตร การคมนาคมขนส่งและศูนย์กระจายสินค้า

2. พื้นที่เศรษฐกิจหลักรอง

  • พัฒนาจังหวัดสุโขทัย - กำแพงเพชร -นครสวรรค์ - อุทัยธานี เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจด้านแหล่งผลิตทางเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร เชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่จังหวัดตากและสี่แยกอินโดจีนที่จังหวัดพิษณุโลก
  • พัฒนาจังหวัดเพชรบูรณ์ - พิษณุโลก-อุตรดิตถ์ -แพร่-น่าน- พะเยา เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • แนวแกนเส้นทางสุโขทัย - กำแพงเพชร เป็นแนวเศรษฐกิจที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก

3.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจชายแดน

พื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นพื้นที่เมืองชายแดน เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในการกระจายความเจริญไปยังชุมชนอื่น เพื่อทำให้เกิดความสมดุลของการพัฒนาในการพึ่งพากัน

  • จังหวัดเชียงราย โดยส่งเสริมเมืองเชียงแสนเป็นเขตส่งเสริมด้านอุตสาหกรรมการค้าและการลงทุนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เมืองเชียงของเป็นเขตประกอบอุตสาหกรรมการเกษตรครบวงจรและเขตอุตสาหกรรมทั่วไป เมืองแม่สายเป็นศูนย์กลางการค้า บริการ ท่องเที่ยวและศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า
  • จังหวัดตาก โดยส่งเสริมเมืองแม่สอดเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรม เขตการผลิตร่วมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมการแปรรูปการเกษตร และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน มีการค้าและท่องเที่ยว
  • จังหวัดน่าน โดยส่งเสริมบ้านห้วยโก๋น พัฒนาด้านการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยส่งเสริมบ้านม่วงเจ็ดต้น (ภูดู่) พัฒนาด้านการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยส่งเสริมบ้านห้วยเดื่อ พัฒนาด้านการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว เชื่อมโยงไปถึงเนปิดอร์

แนวคิดด้านการพัฒนาภาคเหนือด้านอื่นๆ

1. ด้านเกษตรกรรม

มีการกำหนดพื้นที่เกษตรกรรมที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร ให้สามารถแข่งขันด้านการผลิตและการตลาดกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค โดยพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง ลำไย ลิ้นจี่ มะขาม มะม่วง ส้ม องุ่น ไม้ดอกไม้ประดับและผลไม้เมืองหนาว ใบยาเบอร์เลย์ กลุ่มยาสูบ หอม กระเทียมและปศุสัตว์ ซึ่งจังหวัดที่มีศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ทางการเกษตรจะอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มของภาคเหนือตอนล่างและที่ราบสูงตอนบนในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่

2. ด้านอุตสาหกรรม

มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง โดยการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์จากพืชเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรมหัตถอุตสาหกรรมและกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟท์แวร์ โดยมีจังหวัดที่เป็นศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมจะอยู่ในจังหวัดเชียงราย ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก แม่สอด พิจิตรและนครสวรรค์

3. ด้านการท่องเที่ยว

กำหนดบทบาทพื้นที่เป้าหมายการท่องเที่ยวของภาคเหนือให้มีการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ โดยการพัฒนาเมืองบริการและมีการนำทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมมาใช้ในการศึกษา แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศดังนี้

3.1) พื้นที่เมืองบริการการท่องเที่ยว

  • พื้นที่เมืองหลัก เป็นศูนย์กลางการบริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ประกอบด้วยจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลกและแม่ฮ่องสอน
  • พื้นที่เมืองศักยภาพ จัดทำ Tourism Zone และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประกอบด้วย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก และน่าน
  • พื้นที่เมืองชายแดน จัดทำ Tourism Zone และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ประกอบด้วยจังหวัดเชียงรายและน่าน

3.2) พื้นที่แหล่งท่องเที่ยว

  • แหล่งท่องเที่ยวหลัก ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก สุโขทัยและกำแพงเพชร
  • แหล่งท่องเที่ยวเสริม ประกอบด้วย จังหวัดพะเยา แพร่ น่าน ลำปาง ลำพูน ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี

  1. มีการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่งที่สมบูรณ์และทันสมัยในเมืองศูนย์กลางระดับประเทศและภาคที่เชื่อมโยงประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้วยกัน
  2. มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและชนบท โดยเฉพาะเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยว
  3. ภาคเหนือตอนบนจะมีบทบาทด้านการท่องเที่ยว การขนส่งและการกระจายสินค้ากับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
  4. ภาคเหนือตอนล่างจะมีบทบาทด้านการท่องเที่ยว การขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตร
  5. ตลาดในภูมิภาคมีขนาดใหญ่ขึ้น สินค้าในตลาดมีปริมาณและความหลากหลายมากขึ้น มีการแย่งตลาดสินค้าเกษตร การแข่งขันสินค้าอุตสาหกรรมกับจีนและอินเดีย
  6. มีการย้ายถิ่นฐานและการใช้แรงงานต่างด้าวสูงขึ้น
  7. มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในกลุ่มอนุภูมิภาคอย่างเป็นระบบ

      ภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2557 ชะลอลงจากไตรมาส 4 ปีก่อน โดยด้านอุปสงค์หดตัวต่อเนื่องจากการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนหดตัวจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง รายได้เกษตรกรลดลงและได้รับผลกระทบจากการจ่ายเงินจำนำข้าวล่าช้า รวมทั้งผู้ประกอบการชะลอการลงทุนออกไป เพื่อรอประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

       สำหรับภาวะอสังหาริมทรัพย์ลดความร้อนแรงลง อย่างไรก็ดี การส่งออกเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายของภาครัฐขยายตัวดีทั้งงบประจำและลงทุน ด้านอุปทานขยายตัวเล็กน้อย โดยการท่องเที่ยวขยายตัวดีจากสภาพอากาศหนาวเย็นยาวนาน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อเนื่องและการประชุมสัมมนา ทำให้ดึงดูดชาวไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวด้วยเที่ยวบินพิเศษเพิ่มขึ้น ด้านการผลิตสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นตามปริมาณวัตถุดิบอ้อยและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูก ประกอบกับสภาพอากาศเอื้ออำนวยทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น อีกทั้งการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเลนส์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของภาคเหนืออยู่ในเกณฑ์ดี จากอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ เงินฝากปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อชะลอตัวแต่ยังขยายตัวสูง

การส่งออก

      เดือนมีนาคม และไตรมาส 1 ปี2557 มูลค่าการส่งออกผ่านด่านศุลกากรในภาคเหนือมีมูลค่า 458.4 และ 1,256.1 ล้านดอลล่าร์ สหรัฐฯ ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 13.0 และ 15.8 ตามลำดับขยายตัวดีทั้งการค้าชายแดนไปประเทศเพื่อนบ้านและการส่งออกไปตลาดสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะการค้าชายแดนขยายตัวดีตลอดทั้งไตรมาส ตามการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปเมียนมาร์ ส่วนการส่งออกไปตลาดสำคัญอื่นๆ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน ขยายตัวในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน โดยได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ความต้องการเพิ่มขึ้นตามการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่ และอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในทิศทางขยายตัว

การนำเข้า

       เดือนมีนาคม มีมูลค่า 132.1ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.2 ตามการนำเข้าจากตลาดต่างประเทศในกลุ่มสินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องจักรและส่วนประกอบ ส่วนไตรมาส 1 ปี 2557 มีมูลค่า 404.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 6.4 ตามการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เพื่อผลิตในอุตสาหกรรม เช่น วงจรรวมและส่วนประกอบ เพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน แผ่นแก้วสำหรับทำเลนส์ขณะที่การนำเข้าผ่านด่านชายแดน ขยายตัว ตามการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี(AFTA) ทั้ง โค กระบือมีชีวิต เฟอร์นิเจอร์สิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยไม้จากเมียนมาร์ และการนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง จากจีนตอนใต้

ตารางแสดงการส่งออก-นำเข้าผ่านด่านศุลการกรภาคเหนือ

N In Out

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

มูลค่าสินค้าส่งออกและนำเข้าผ่านด่านศุลกากรในภาคเหนือ ปี 2557

หน่วย : ล้านบาท

มิ.ย. 2557

พ.ค. 2557

เม.ย. 2557

มี.ค. 2557

ก.พ. 2557

ม.ค. 2557

1. มูลค่าสินค้าส่งออก

13,980.6

14,988.5

12,269.5

14,781.7

12,702.9

13,172.8

    ด่านศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่

5,697.9

5,618.4

4,815.6

5,740.1

5,268.2

5,110.6

      - ฝ่ายบริการศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่

243.6

251.8

195.6

276.4

229.2

194.6

      - ฝ่ายบริการศุลกากรลำพูน

5,454.2

5,366.6

4,619.9

5,463.6

5,039.0

4,915.9

    2. การค้าชายแดน

8,282.6

9,370.0

7,453.9

9,041.6

7,434.7

8,062.2

      - พม่า

5,936.0

6,904.3

5,590.9

6,780.4

5,940.4

6,058.1

      - ลาว

2,118.5

2,211.4

1,696.4

2,018.2

1,338.6

1,765.5

      - จีนตอนใต้

228.1

254.2

166.5

242.9

155.6

238.5

3. มูลค่าสินค้านำเข้า

4,297.6

4,194.8

4,244.4

4,308.2

4,220.8

4,585.6

    ด่านศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่

3,852.0

3,540.8

3,751.1

3,630.6

3,657.5

3,902.9

      - ฝ่ายบริการศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่

79.7

92.9

155.0

94.2

93.0

77.4

      - ฝ่ายบริการศุลกากรลำพูน

3,772.2

3,447.9

3,596.1

3,536.3

3,564.4

3,825.5

    4. การค้าชายแดน

445.6

654.0

493.2

677.6

563.2

682.6

      - พม่า

215.1

378.9

306.5

495.8

452.7

448.0

      - ลาว

207.6

235.5

163.0

141.7

98.1

186.6

      - จีนตอนใต้

22.9

39.5

23.6

40.0

12.4

47.9

5. ดุลการค้า

9,682.9

10,793.6

8,025.1

10,473.5

8,482.1

8,587.1

6. มูลค่าการค้า

18,278.2

19,183.4

16,513.9

19,090.0

16,923.7

17,758.4

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ ภาคเหนือ พ.ศ. 2551 - 2556

 สถานภาพแรงงาน

 2551

 2552

 2553

 2554

 2555

 2556

 

 (2008)

 (2009)

 (2010)

 (2011)

 (2012)

 (2013)

 รวม

 

 

 

 

 

 

 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป

       9,498,862

       9,841,411

       9,947,842

     10,032,164

     10,111,849

     10,191,033

 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน

       6,868,884

       7,164,597

       7,230,143

       7,285,447

       7,341,478

       7,332,912

        ผู้มีงานทำ

       6,752,646

       7,053,510

       7,132,529

       7,218,839

       7,269,328

       7,264,122

        ผู้ว่างงาน

            84,467

            91,138

            62,329

            42,867

            45,263

            41,525

        ผู้ที่รอฤดูกาล

            31,771

            19,949

            35,284

            23,740

            26,887

            27,265

 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน

       2,629,978

       2,676,815

       2,717,699

       2,746,717

       2,770,371

       2,858,121

 ชาย

 

 

 

 

 

 

 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป

       4,639,137

       4,821,046

       4,874,342

       4,914,209

       4,951,728

       4,989,457

 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน

       3,700,282

       3,869,715

       3,905,623

       3,932,874

       3,982,138

       3,994,888

        ผู้มีงานทำ

       3,641,995

       3,815,108

       3,855,057

       3,900,025

       3,944,198

       3,959,248

        ผู้ว่างงาน

            44,394

            44,606

            34,063

            22,372

            24,490

            22,954

        ผู้ที่รอฤดูกาล

            13,894

            10,001

            16,503

            10,477

            13,450

            12,686

 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน

          938,855

          951,331

          968,719

          981,335

          969,590

          994,568

 หญิง

 

 

 

 

 

 

 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป

       4,859,725

       5,020,366

       5,073,500

       5,117,955

       5,160,121

       5,201,576

 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน

       3,168,603

       3,294,882

       3,324,520

       3,352,573

       3,359,340

       3,338,024

        ผู้มีงานทำ

       3,110,652

       3,238,403

       3,277,473

       3,318,815

       3,325,130

       3,304,874

        ผู้ว่างงาน

            40,074

            46,532

            28,266

            20,495

            20,774

            18,571

        ผู้ที่รอฤดูกาล

            17,877

              9,948

            18,781

            13,263

            13,437

            14,579

 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน

       1,691,123

       1,725,483

       1,748,980

       1,765,382

       1,800,781

       1,863,553

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ

        ในเดือนมีนาคม 2557 การจ้างงานโดยรวมของภาคเหนือลดลงตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ขณะที่การจ้างงานภาคเกษตรขยายตัวเล็กน้อย ด้านอัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ในระดับต่ำการจ้างงาน ผู้มีงานทำมีจำนวน 6.5 ล้านคน ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.9 ตามการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมลดลงร้อยละ 6.5 การจ้างงานลดลงในเกือบทุกภาคสำคัญ โดยภาคการค้าและภาคก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.7 และ 7.6 ตามลำดับ สอดคล้องกับการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและภาคก่อสร้าง ประกอบกับส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานสูงจากการเร่งก่อสร้างในช่วงเดียวกันปีก่อน ด้านภาคการผลิตลดลงร้อยละ 4.7 อย่างไรก็ดี ภาคบริการยังคงขยายตัวดีร้อยละ 14.1 และการจ้างงานภาคเกษตรขยายตัวร้อยละ 4.0

       อัตราการว่างงาน เท่ากับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.5 มีผู้ว่างงานจำนวน 31,740 คน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ ในจำนวนผู้ว่างงานทั้งหมดร้อยละ 56.0 เป็นผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนหรือเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นครั้งแรกส่วนผู้เคยทำงานมาก่อนส่วนใหญ่เคยทำงานในภาคการค้า และการผลิต เป็นสำคัญ

รายละเอียดของแต่ละภาคเศรษฐกิจจากเอกสารข่าวธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ มีดังต่อไปนี้

ภาคเกษตรกรรม

       ภาพรวมของไตรมาสแรก ปี 2557 ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 แต่ราคาผลผลิตลดลงถึงร้อยละ 8.5 โดยเฉพาะราคาข้าวนาปรัง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรโดยรวมลดลงร้อยละ 6.5 แนวโน้มในระยะต่อไป ประมาณการรายได้เกษตรกรในเดือนเมษายนและไตรมาสที่สอง 2557 จะลดลงมากกว่าร้อยละ 10.0 จากผลกระทบภาวะภัยแล้งซึ่งจะท าให้ผลผลิตพืชสำคัญลดลง อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากราคาพืชสำคัญ อาทิ ข้าว อ้อยโรงงานยังมีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตาม ราคาสุกรยังมีทิศทางที่ดีตามความต้องการของตลาดแนวทางปรับตัว เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนขนาดใหญ่เหลือต่ำกว่าทุกปี และมีแนวโน้มเกิดปัญหาภัยแล้งในระยะต่อไป เกษตรกรในภาคเหนือโดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ควรปรับตัวปลูกพืชระยะสั้นที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดทานตะวัน และพืชผักต่างๆ ซึ่งพืชอายุสั้นเหล่านี้ใช้น้ำน้อยเพียง 300 – 400 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ทดแทนการทำนาข้าวซึ่งจะใช้น้ำมากกว่า 4 เท่าตัว คือ 1,500- 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่

ภาคอุตสาหกรรม

       ภาพรวมของไตรมาสแรก ปี 2557 ผลผลิตอุตสาหกรรมยังเพิ่มขึ้น เป็นผลจากในช่วง 2 เดือนแรกการผลิตในหมวดอาหารเพิ่มขึ้นตามปริมาณวัตถุดิบ ได้แก่ ข้าวนาปี และอ้อยโรงงาน การผลิตวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความต้องการใช้ในโครงการของภาครัฐ การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องประดับขยายตัวตามความต้องการเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ

การท่องเที่ยว

       ภาวะท่องเที่ยวไตรมาส 1 ปี 2557 การท่องเที่ยวขยายตัวดีจากสภาพอากาศหนาวเย็นยาวนานการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อเนื่องและการประชุมสัมมนา ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวด้วยเที่ยวบินพิเศษเพิ่มขึ้นเครื่องชี้สำคัญที่สะท้อนการปรับตัวดีขึ้นภาคการท่องเที่ยว ได้แก่ จำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานในเดือนมีนาคม และไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 19.2 และ 21.2 ตามลำดับ โดยท่าอากาศยานสำคัญ เช่น ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่และเชียงราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.3 และ 22.3 ตามลำดับ อัตราเข้าพักเดือนมีนาคมอยู่ที่ร้อยละ 56.0 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.6 ในระยะเดียวกันปีก่อน และไตรมาส 1 มีอัตราเข้าพักร้อยละ 64.4 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60.5 ในระยะเดียวกันปีก่อน ส่วนราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืนในเดือนมีนาคมและไตรมาส 1 อยู่ที่ 1,538.9 บาทและ 1,643.1 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทโรงแรมและภัตตาคาร (สะท้อนภาพธุรกิจเดือนกุมภาพันธ์) เดือนมีนาคมและไตรมาส 1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 และ 12.0 ตามลำดับ

ภาคการค้า

       การค้าปลีกลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 12.4และ 11.8 ตามการจำหน่ายสินค้าคงทนกลุ่มยานยนต์และเกี่ยวเนื่อง ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อะไหล่และการซ่อมแซมยานยนต์ ยอดขายวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ลดลงตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ยอดขายเครื่องเขียน เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย และยอดขายอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหารลดลงตามการระมัดระวังการใช้จ่ายของประชาชน ขณะที่ยอดขายในห้างสรรพสินค้าชะลอลง

       การค้าส่งเดือนมีนาคมและไตรมาส 1 ปี 2557 ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 3.1และ 4.0 โดยสินค้าที่ยังขยายตัวดี ได้แก่ วัตถุดิบการเกษตรโดยเฉพาะยาและเคมีการเกษตร วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียน เครื่องดนตรีและกีฬา เครื่องดื่ม เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ส่วนเครื่องใช้ในครัวเรือนชะลอตัวลง

การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน

       เดือนมีนาคม และไตรมาส 1 ปี 2557 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 5.8 และ 6.5 ตามการระมัดระวังการใช้จ่ายและบริโภคเฉพาะสินค้าจำเป็น ผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับลดลงต่ำสุดต่อเนื่องจากสถานการณ์การเมือง ประกอบกับรายได้ครัวเรือนลดลงทั้งในภาคเกษตรที่ราคาพืชผลการเกษตรลดต่ำลงและการจ่ายเงินจำนำข้าวล่าช้า และนอกภาคเกษตรรายได้จากการทำงานล่วงเวลาลดลง ปริมาณการจดทะเบียนรถยนต์นั่ง รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และรถจักรยานยนต์ ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคจึงไม่อยากมีภาระหนี้สินผูกพันในระยะยาวจึงชะลอการตัดสินใจซื้อ ขณะที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ยอดขายหมวดขายส่งขายปลีกและหมวดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง และรายได้ลดลง ทำให้ลดการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย ส่งผลให้ยอดขายให้างสรรพสินค้าชะลอตัวลงตามไปด้วย

       ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภาคเหนือลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 สาเหตุจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลเชิงลบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและรายได้ของผู้บริโภคในอนาคต

      แนวโน้มการบริโภคในระยะต่อไปคาดว่ายังคงชะลอลงต่อไปอีกระยะหนึ่ง หากสถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นอกจากนี้ภาระหนี้ครัวเรือนและภาระค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง กอปรกับรายได้ลดลงทั้งในและนอกภาคเกษตร ย่อมส่งผลต่อกำลังซื้อของครัวเรือน ทำให้ครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

การลงทุนภาคเอกชน

       ไตรมาสแรกปี 2557 ดัชนีการลงทุนภาค เอกชนของภาคเหนือ (เบื้องต้น) อยู่ที่ระดับ 128.5 หดตัวร้อยละ 4.6 จากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง โดยเฉพาะการลงทุนในภาคก่อสร้าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์โดยรวมมีการชะลอหรือเลื่อนการเปิดโครงการออกไป อีกทั้งสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและบางแห่งงดพิจารณาสินเชื่อในโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ ทำให้ภาวะการลงทุนของภาคเหนือในไตรมาสแรกปีนี้ ปรับตัวลดลง

       อย่างไรก็ดี การก่อสร้างภาครัฐในโครงการที่ผ่านการอนุมัติแล้วจะเป็นแรงขับเคลื่อนการลงทุนในระยะต่อไป ได้ระดับหนึ่ง สะท้อนจากเครื่องชี้ความต้องการปริมาณการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง

การค้าต่างประเทศ

       การส่งออกผ่านด่านศุลกากรในภาคเหนือมีมูลค่า 458.4 และ 1,256.1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 13.0 และ 15.8 ตามลำดับขยายตัวดีทั้งการค้าชายแดนไปประเทศเพื่อนบ้านและการส่งออกไปตลาดสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะการค้าชายแดนขยายตัวดีตลอดทั้งไตรมาส ตามการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปเมียนมาร์ ส่วนการส่งออกไปตลาดสำคัญอื่นๆ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน ขยายตัวในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน โดยได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ความต้องการเพิ่มขึ้นตามการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่ และอุตสาหกรรมยานยนต์ยังอยู่ในทิศทางขยายตัว

       การนำเข้า เดือนมีนาคม มีมูลค่า 132.1ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.2 ตามการนำเข้าจากตลาดต่างประเทศในกลุ่มสินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องจักรและส่วนประกอบ ส่วนไตรมาส 1 ปี 2557 มีมูลค่า 404.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนร้อยละ 6.4 ตามการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เพื่อผลิตในอุตสาหกรรม เช่น วงจรรวมและส่วนประกอบ เพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน แผ่นแก้วสำหรับทำเลนส์ขณะที่การนำเข้าผ่านด่านชายแดน ขยายตัว ตามการนำเข้าสินค้าเกษตรที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี(AFTA) ทั้ง โค กระบือมีชีวิต เฟอร์นิเจอร์สิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยไม้จากเมียนมาร์ และการนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง จากจีนตอนใต้

การเงิน

       ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2557 เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ มียอดคงค้าง 593,419 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.1 ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยยอดคงค้างเงินฝากลดลง 4,974 ล้านบาท จากการถอนเงินของส่วนราชการและสถาบันการศึกษาเพื่อนำไปใช้ในโครงการของภาครัฐ และส่วนหนึ่งไหลกลับไปยังธนาคารออมสิน ประกอบกับการระดมเงินฝากเพื่อให้เป็นไปตามเป้าก่อนสิ้นรอบบัญชีประจำปีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ทำให้เงินฝากของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งตัวจากร้อยละ4.1 เดือนก่อน เป็นร้อยละ 8.2 โดยมียอดคงค้าง 379,804 ล้านบาท

       ด้านเงินให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์มียอดคงค้าง 571,756 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 11.5 ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 เนื่องจากผลของฐานสูงปีก่อนหมดไป ทั้งการรับโอนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากส่วนกลางและสินเชื่อเช่าซื้อตามโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล นอกนั้นเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ การระมัดระวังการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และระดับหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลและธุรกิจภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 11.9 และ 11.1 ตามลำดับ จากความต้องการสินเชื่อเพื่ออยู่อาศัยเช่าซื้อรถยนต์และส่วนบุคคลอื่น ด้านสินเชื่อธุรกิจภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากความต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุนและหมุนเวียนในหลายธุรกิจ ทั้งเพื่อการเกษตรกรรม พาณิชย์ อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ภาคบริการ และธุรกิจการเงิน โดยขยายตัวร้อยละ 15.1, 13.9, 11.1, 8.4,7.5 และ 5.9 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์หดตัวต่อเนื่องตามการชะลอลงของโครงการก่อสร้างโดยเฉพาะของภาคเอกชน ส่วนเงินให้สินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ มียอดคงค้าง 589,432 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.1 ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 แต่ยอดคงค้างเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 6,243 ล้านบาท โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อเกษตรกรของ ธกส. อีกทั้งยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารออมสิน       สำหรับสัดส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ร้อยละ 96.3 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 95.2 เดือนก่อน ขณะที่สัดส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินฝากของสถาบันการเงินเฉพาะกิจอยู่ที่ร้อยละ 155.2 ลดลงจากร้อยละ 160.8 เดือนก่อน เนื่องจากเงินฝากเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าเงินให้สินเชื่อ

ที่มา : รายงานเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือเดือนมีนาคม และไตรมาส 1 ปี 2557

1. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

2. สำนักงานสถิติแห่งชาติ

3. ธนาคารแห่งประเทศไทย

4. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

5. โครงการวางและจัดทำผังประเทศและผังภาค

6. กรมศุลกากร

7. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

8. กระทรวงศึกษาธิการ

9. กระทรวงพลังงาน

10. การประปาส่วนภูมิภาค

11. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

JoomSpirit