ภาคกลาง

356px-Thailand Central

แผนที่ภาคกลาง ระบบ 4 ภาค (เหนือ กลาง อีสาน ใต้) ซึ่งรวมภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเข้ามภาคกลาง หมายถึง ภูมิภาคตอนกลางของไทย ครอบคลุมพื้นที่แห่งที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่กึ่งกลางระหว่างภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ในระบบ 4 ภาค (เหนือ กลาง อีสาน ใต้) ภาคกลางรวมถึงภาคตะวันตกและภาคตะวันออกด้วย จังหวัดในภาคกลางประกอบด้วย

1. กรุงเทพมหานครฯ2. กาญจนบุรี3. จันทบุรี4. ฉะเชิงเทรา5. ชลบุรี6. ชัยนาท7. ตราด8. นครนายก9. นครปฐม

10. นนทบุรี11. ปทุมธานี12. ประจวบคีรีขันธ์13. ปราจีนบุรี14. พระนครศรีอยุธยา15. เพชรบุรี16. ระยอง17. ราชบุรี18. ลพบุรี

19. สมุทรปราการ20. สมุทรสงคราม21. สมุทรสาคร22. สระบุรี23. สิงห์บุรี24. สุพรรณบุรี25. อ่างทอง26. สระแก้ว

         

  

ประชากรจากการทะเบียน จำแนกตามเพศ และเขตการปกครอง ภาคกลาง พ.ศ. 2551 - 2555

เพศ และ เขตการปกครอง

2551

2552

2553

2554

2555

 

(2008)

(2009)

(2010)

(2011)

(2012)

รวม

15,615,968

15,742,529

15,922,094

16,060,141

16,222,892

ชาย

7,635,327

7,687,262

7,770,604

7,831,061

7,905,485

หญิง

7,980,641

8,055,267

8,151,490

8,229,080

8,317,407

ในเขตเทศบาล

5,415,338

5,805,650

5,983,497

6,081,027

6,145,897

ชาย

2,616,318

2,799,835

2,887,259

2,932,397

2,962,633

หญิง

2,799,020

3,005,815

3,096,238

3,148,630

3,183,264

นอกเขตเทศบาล

10,200,630

9,936,879

9,938,597

9,979,114

10,076,995

ชาย

5,019,009

4,887,427

4,883,345

4,898,664

4,942,852

หญิง

5,181,621

5,049,452

5,055,252

5,080,450

5,134,143

 สาเหตุที่ทำให้จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรลดลง เนื่องจากโครงการปรับปรุงแก้ไข และจำหน่ายรายการบุคคลในทะเบียนบ้านกลางทั่วราชอาณาจักร และโครงการตรวจสอบแก้ไขรายบุคคลในทะเบียนบ้าน กรณีชื่อเกิน และซ้ำซ้อนThe Department of Provincial Administration, Ministry of Interior, has reviewed, made necessary correction and properly dealt with double counting of the figure on Thailand's total population, therefore, the accurate figure of the country's total population has been accordingly attained.ที่มา: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยSource: Department of Provincial Administration, Ministry of Interior รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติCompiled by: Statistical Forecasting Bureau, National Statistical Officeภาคกลางเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีความสําคัญอย่างยิ่งในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่ม เอื้ออํานวยให้มีการเดินทางอย่างทั่วถึงสามารถเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมได้โดยสะดวก ทั้งทางบกและทางน้ำ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมเส้นทางของแม่น้ำสายสําคัญของประเทศ จึงทําให้เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรดินที่มีการสะสมของตะกอนดินจากแม่น้ำ และอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรน้ำ ด้วยความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ดังกล่าว ทําให้กลุ่มจังหวัดภาคกลางเป็นศูนย์กลางการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตข้าวซึ่งเป็นพืชที่สําคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทยและเป็นพืชเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศ ภาคกลางจึงได้ชื่อว่าเป็น "อู่ข้าว อู่น้ำ" และยังเป็นแหล่งผลิตพืชผลการเกษตร การปศุสัตว์และการประมงที่สําคัญ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วประเทศรวมทั้งในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บางส่วนของภาคกลางมีลักษณะเป็นเนินเขา บางแห่งเป็นภูเขาสูงซึ่งทำให้กลุ่มจังหวัดภาคกลางมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและสมบูรณ์ภาคกลางทั้ง 26 จังหวัดมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 104,331 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 64.9 ล้านไร่ จําแนกเป็นพื้นที่เกษตรกรรม 25.9 ล้านไร่ (ร้อยละ 40) พื้นที่ป่าไม้ 17.6 ล้านไร่ (ร้อยละ 27) และพื้นที่อื่นๆ 21.4 ล้านไร่ (ร้อยละ 33)รายได้เฉลี่ยต่อหัวปี พ.ศ. 2553 สูงกว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีทั้งประเทศ (150,118 บาท)

พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยที่ราบซึ่งเกิดจากการที่แม่น้ำพัดพาเอาเศษหิน เศษดิน กรวดทราย และตะกอนมาทับถมพอกพูนมานับเป็นเวลาล้าน ๆ ปี บริเวณที่ราบของภาคนี้กินอาณาบริเวณตั้งแต่ทางใต้ของจังหวัดอุตรดิตถ์ลงไปจนจรดอ่าวไทย นับเป็นพื้นที่ราบที่มีขนาดกว้างใหญ่กว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ อย่างไรก็ตามบางบริเวณของภาคกลาง มีภูเขาโดด ๆ ทางจังหวัดนครสวรรค์และด้านตะวันตกของจังหวัดพิษณุโลก จากหลักฐานทางธรณีวิทยา สันนิษฐานว่าภูเขาโดดเหล่านี้เดิมเคยเป็นเกาะ เพราะน้ำทะเลท่วมขึ้นไปถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ในหลายยุค พื้นดินยกตัวสูงขึ้น รวมทั้งการกระทำของแม่น้ำหลาย ๆ สายซึ่งมีการกัดเซาะสึกกร่อนและการทับถมพอกพูน ทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ของประเทศเมื่อพิจารณาตามลักษณะโครงสร้าง บริเวณภาคกลางสามารถแบ่งได้เป็น 3 เขต คือ1. ภาคกลางตอนบน ได้แก่ บริเวณตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไปทางตอนบน ครอบคลุมพื้นที่ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย รวมทั้งบางบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ ภูมิประเทศโดยทั่วไปในบริเวณตอนบนนี้ ประมาณ 2 ใน 3 ของพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบลูกฟูก (rolling plains) ซึ่งเกิดจากการกระทำของแม่น้ำสายสำคัญๆ คือ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และลำน้ำสาขา ภูมิประเทศที่เป็นลูกฟูกนั้นอาจเกิดจากการที่แม่น้ำพัดพาเอาเศษหิน กรวด ทรายที่มีขนาดใหญ่และตกตะกอน ก่อนทับถมพอกพูน ถ้าหากเทียบกับดินตะกอนแล้ว ชนิดแรกสามารถต้านทานต่อการสึกกร่อนได้มากกว่าชนิดหลัง ทำให้กลายเป็นภูมิประเทศคล้ายลูกคลื่น มีลูกเนินเตี้ยๆ สลับกับบริเวณที่ง่ายแก่การสึกกร่อน ซึ่งกลายเป็นร่องลึกมีลักษณะเป็นที่ราบลูกฟูก นอกจากนี้การกระทำของแม่น้ำยังทำให้เกิดที่ราบขั้นบันได (terraces) ที่ราบลุ่มแม่น้ำหรือที่ราบน้ำท่วมถึง (flood plain) ของแม่น้ำปิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน อีกด้วย ภูมิประเทศทางด้านตะวันออกของเขตนี้เป็นภูเขาและทิวเขาจรดขอบเขตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แนวทิวเขาดังกล่าว ได้แก่ ทิวเขาเพชรบูรณ์ 2 ซึ่งต่อเนื่องมาจากทิวเขาหลวงพระบาง ระหว่างทิวเขาเพชรบูรณ์ 1 กับทิวเขาเพชรบูรณ์ 2 มีที่ราบแคบๆ ในเขตอำเภอหล่มสักและจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ราบนี้มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่านลงไปทางใต้ ทิวเขาเพชรบูรณ์ 2 นี้ส่วนใหญ่เป็นหินแอนดีไซต์ หินไดโอไรต์ยุคเทอร์เชียรี ทางด้านตะวันตกของทิวเขาสูงนี้เป็นที่ราบเชิงเขาสลับลูกเนินเตี้ยๆ ไปจนจรดที่ราบลุ่มแม่น้ำ2. ภาคกลางตอนล่าง เป็นที่ราบลุ่มซึ่งเริ่มตั้งแต่ทางตอนใต้ของจังหวัดนครสวรรค์ลงไปจนจรดอ่าวไทย ภูมิประเทศภาคกลางตอนล่างบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินตะกอนที่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำบางปะกงพัดพามา แม่น้ำเหล่านี้เมื่อไหลผ่านบริเวณที่เป็นที่ราบ ความเร็วของกระแสน้ำจะลดลง วัตถุต่างๆ ที่ละลายปนมากับน้ำจะตกตะกอนทับถมพอกพูน ซึ่งตะกอนเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยทรายละเอียด ดินเหนียว และดินตะกอน บางส่วนไปตกตะกอนในบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตะกอนที่ทับถมห่างจากชายฝั่งออกไปไม่ต่ำกว่า 1.5 กิโลเมตร และยังก่อให้เกิดสันดอนในแม่น้ำ ทำให้เกิดอุปสรรคในการคมนาคมทางน้ำเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ดินตะกอนที่แม่น้ำพัดพามามีประโยชน์ในการปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชหลักของประเทศ ทั้งนี้เพราะดินตะกอนสามารถอุ้มน้ำได้ ความหนาของชั้นดินตะกอนในบางบริเวณที่มีการขุดเจาะเพื่อสำรวจทางธรณีวิทยา พบว่าบางแห่งหนาเกิน 120 เมตร จึงจะถึงหินดินดาน (dedrock) ข้างใต้3. บริเวณขอบที่ราบ (marginal plain) ได้แก่ ภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นที่ราบแคบๆ บางบริเวณทางด้านตะวันตกของจังหวัดอุทัยธานี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม และบางบริเวณทางด้านตะวันออกของจังหวัดสระบุรีและลพบุรี ซึ่งลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวมีความแตกต่างจากที่ลุ่มแม่น้ำในทางธรณีสัณฐานวิทยา ทั้งนี้เพราะหินที่สึกกร่อนกลายเป็นดินรวมทั้งน้ำเป็นตัวการทำให้เศษดิน เศษหิน เหล่านี้มาทับถมในบริเวณเชิงเขา และส่วนที่ต่อแนวของที่ราบลุ่มแม่น้ำเมื่อเปรียบเทียบลักษณะการเกิดพบว่าต่างกัน บริเวณทางด้านตะวันตกของจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะในเขตอำเภอโคกสำโรง เป็นที่ราบสลับลูกเนินเตี้ยๆ ซึ่งบริเวณนี้สึกกร่อนมาจากหินปูน (ชุดราชบุรี) หินชนวน และหินดินดาน ทำให้ดินมีสีเทาเข้มถึงดำ นอกจากนี้ในบางบริเวณยังมีหินอัคนีแทรกขึ้นมาเป็นหย่อมๆ มีหินบะซอลต์และหินแอนดีไซต์ปนอยู่ด้วย บางแห่งมีแร่เหล็ก เช่น ที่เขาทับควาย อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พื้นที่บริเวณขอบที่ราบทั้ง 2 ด้าน ปัจจุบันเป็นแหล่งที่มีความสำคัญในการปลุกพืช เช่น ข้าวโพด อ้อย ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง และอื่นๆ กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศทรัพยากรดิน
ภาคกลางตอนบนเป็นดินตะกอนเก่าไม่เหมาะสมในการเพาะปลูกเนื่องจากเกิดการจับตัวแข็งในช่วงฤดูแล้ง
ดินที่เหมาะในการเพาะปลูกควรเป็นดินเหนียวท่าจีน ดินเหนียวลพบุรี ดินเหนียวองครักษ์ ดินร่วนกำแพงแสน และดินเหนียวดำกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นดินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนที่น้ำพัดพามารวมกันเป็นที่ราบขนาดใหญ่ของภาคกลาง
ส่วนดินบริเวณที่ราบเนินภูเขาจะ เกิดจากการสลายตัวของหินปูนและหินอัคนี เหมาะแก่การปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มะม่วง ขนุน เป็นต้น
ทรัพยากรน้ำ
ประกอบแม่น้ำและลำคลองมากมากจึงเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และมีการสร้างเขื่อนต่าง ๆ เช่น เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี เขื่อนป่าสัก จังหวัดลพบุรี
ทรัพยากรป่าไม้
ภาคกลางมีพื้นที่ของป่าไม้น้อยมาก ส่วนใหญ่พบในภาคกลางตอนบนเป็นป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบ
จังหวัดอุทัยธานีจะมีป่าไม้เหลืออยู่มากที่สุดประมาณ 2,620 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง
ส่วนจังหวัดอื่นๆ ไม่มีพื้นที่ป่าไม่เหลืออยู่เลย
ทรัพยากรแร่ธาตุ
ภาคกลางมีแร่ธาตุไม่มากนัก เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ แร่ที่สำคัญคือ แร่โลหะ ได้แก่ ดีบุก เหล็ก แมงกานีส ตะกั่ว ทองคำ แร่อโลหะ ได้แก่ ยิปซัม หินอ่อน ดินมาร์ล หินปูน แร่เชื่อเพลิง พบน้ำมันดิบที่ลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค อนุกรมใหม่ ณ ราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต ภาคกลาง พ.ศ. 2551 – 2555

สาขาการผลิต

2551

2552

2553

2554

2555p

 

(2008)

(2009)

(2010)

(2011)

(2012p)

ภาคเกษตร

     54,079

     50,530

     45,519

     49,972

     65,647

เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้

       53,203

       49,389

       44,437

       48,813

       64,476

การประมง

            876

         1,142

         1,083

         1,159

         1,170

ภาคนอกเกษตร

    594,572

   577,846

    640,539

   599,681

    642,603

การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน

         8,914

         9,749

       10,103

         9,412

       10,166

อุตสาหกรรม

     379,884

     360,005

     411,279

     372,595

     389,559

การไฟฟ้า แก๊ส และการประปา

       22,510

       25,263

       26,328

       24,087

       28,366

การก่อสร้าง

         8,433

         9,779

       10,824

       11,248

       20,225

การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน

       64,128

       61,337

       65,929

       65,044

       68,898

โรงแรมและภัตตาคาร

         3,011

         3,065

         3,326

         3,077

         3,526

การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม

       18,136

       17,557

       18,788

       16,654

       14,480

ตัวกลางทางการเงิน

       12,107

       12,444

       12,839

       13,717

       16,083

บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ

       25,820

       24,306

       24,468

       24,420

       28,415

การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ

       24,589

       25,303

       27,043

       28,017

       28,411

การศึกษา

       17,002

       18,032

       18,889

       19,484

       21,133

การบริการด้านสุขภาพและสสังคม

         6,640

         7,669

         7,426

         8,073

         8,919

การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ

         2,904

         2,815

         2,734

         3,239

         3,697

ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล

            491

            523

            563

            614

            725

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค

   648,651

   628,377

   686,059

    649,653

   708,249

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค ต่อคน (บาท)

    209,711

    202,393

    220,207

   208,114

    226,501

ประชากร (1,000 คน)

       3,093

       3,105

       3,116

       3,122

       3,127

 

รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร จำแนกตามภาคและจังหวัด พ.ศ. 2543 - 2553

                      (บาท)
ภาค 2543 2544 2545 2546 2547 2548  2549r 2550r 2551r 2552p 2553p1
ทั่วราชอาณาจักร 79,098 81,697 85,947 92,485 100,564 108,956 119,634 129,089 136,586 135,145 150,118
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  225,104 233,811 234,918 243,764 262,438 279,804 294,716 313,979 330,697 329,885 361,243
ภาคกลาง 114,180 116,274 126,310 144,367 157,619 168,517 186,079 205,202 239,633 228,016 264,285
ภาคตะวันออก 151,467 162,750 180,378 202,360 223,510 257,614 298,561 331,182 334,173 309,985 355,435
ภาคตะวันตก 58,182 61,009 66,149 70,721 76,287 82,601 90,605 96,132 103,339 106,048 114,951
ภาคเหนือ 37,503 37,676 41,292 44,921 47,742 51,745 58,006 62,791 68,958 70,105 79,158
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24,188 24,604 26,531 28,927 30,897 32,162 36,213 40,306 41,933 45,766 49,092
ภาคใต้ 56,197 55,578 60,667 66,643 74,889 80,445 91,164 94,198 99,575 93,616 104,738
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  225,104 233,811 234,918 243,764 262,438 279,804 294,716 313,979 330,697 329,885 361,243
กรุงเทพมหานคร 243,737 254,060 254,087 262,211 283,884 299,037 308,707 320,962 335,824 340,412 365,619
นครปฐม 306,934 320,834 330,913 329,768 345,409 388,308 408,612 484,650 499,820 454,318 528,899
นนทบุรี 78,776 81,750 84,040 86,977 94,423 104,346 110,300 116,936 122,754 117,466 127,048
ปทุมธานี 189,522 190,417 168,387 177,888 192,950 199,241 238,842 246,030 277,755 313,483 349,157
สมุทรปราการ 94,798 97,229 103,789 115,197 122,787 130,689 148,296 140,537 144,718 141,850 152,225
สมุทรสาคร  320,681 330,267 349,962 398,105 430,985 465,542 508,101 568,610 628,327 612,464 692,525
ภาคกลาง 114,180 116,274 126,310 144,367 157,619 168,517 186,079 205,202 239,633 228,016 264,285
พระนครศรีอยุธยา 241,760 243,976 262,165 317,323 339,984 352,721 397,140 452,494 554,951 508,328 620,773
อ่างทอง 48,273 48,709 51,981 55,592 61,315 65,660 70,822 77,580 86,860 80,835 87,410
ลพบุรี 67,897 66,576 70,898 72,539 79,195 84,356 87,930 90,955 91,720 87,137 95,412
สิงห์บุรี 54,628 55,832 59,299 65,244 71,590 78,912 85,790 92,924 102,690 101,686 111,530
ชัยนาท 46,851 50,823 52,760 52,726 55,732 60,457 66,641 72,942 87,791 82,283 90,424
สระบุรี  109,806 115,829 133,297 147,760 169,309 192,531 209,818 220,877 244,358 256,845 272,467

 

ด้านเศรษฐกิจ       โครงสร้างเศรษฐกิจของภาคกลางมาจากภาคอุตสาหกรรมถึงกว่าครึ่งหนึ่ง โดยในปี 2551 ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางทั้ง 5 กลุ่มจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม 2,633,500  ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 29 ของ GDP ประเทศ โดยมาจากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นร้อยละ 51 จากภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 9 และจากภาคการค้าร้อยละ 8.1 ทั้งนี้ กลุ่มจังหวัดที่มีความโดดเด่นในเรื่องอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) ซึ่งมีมูลค่า 621,105 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50.6 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในกลุ่มจังหวัด  กลุ่มที่มีมูลค่าในภาคอุตสาหกรรมสูงเป็นอันดับสองคือ ภาคกลางตอนบน 1 (อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี) 387,822 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75.6 ของ GRP กลุ่มจังหวัด  และอันดับสามคือ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง (สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว) ที่มีมูลค่า 216,281 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 60.6       กลุ่มจังหวัดที่มีรายได้ต่อประชากรสูงที่สุดในทั้ง 6 กลุ่มจังหวัดคือ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 482,018 บาทต่อปี รองลงมาคือ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1 (อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี) 374,251 บาทต่อปีภาคอุตสาหกรรม        อุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในภาคกลาง คือ อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน  แหล่งผลิตสำคัญคือ สมุทรปราการ ระยอง อยุธยา  รองลงมา คือ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อยุธยา ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรปราการ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในพื้นที่จังหวัดอยุธยา สมุทรปราการ และระยอง และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและปิโตรเคมี อยู่ที่จังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งในอุตสาหกรรมเหล่านี้นั้น มีผู้ประกอบการขนาดใหญ่เป็นตัวนำและมี SMEs ที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าเป็นจำนวนมาก ทั้งในกลุ่มการผลิตชิ้นส่วน การรับช่วงการผลิต และการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมดังกล่าวทั้งธุรกิจการผลิต และธุรกิจการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ       อุตสาหกรรมที่สำคัญหลายประเภทเป็นอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกที่ต้องมีการนำเข้าชิ้นส่วนองค์ประกอบต่างๆ รวมทั้งทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง จำเป็นต้องพัฒนาและผลิตแรงงานทักษะสูงเพื่อให้สามารถเผชิญกับปัญหาการแข่งขันการผลิตสินค้าด้วยเทคโนโลยีกับประเทศอื่นๆ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม       การปรับเปลี่ยนบทบาทเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมนั้น ในบางพื้นที่มาจากพื้นฐานในการมีแหล่งทรัพยากรและวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น หิน  ปูนซิเมนต์ ในจังหวัดสระบุรี ทำให้สระบุรีกลายเป็นพื้นที่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ  ภาคตะวันออกซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติสำหรับเป็นวัตถุดิบในธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากพื้นที่เกษตร เป็นพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมหลักเช่นกัน จากการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และอื่นๆ ต่อเนื่องตามมา รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ ส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและลพบุรี จากพื้นที่การเกษตร ได้ปรับสู่พื้นที่เมืองอุตสาหกรรม จากการที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ทำให้มีข้อได้เปรียบในการลงทุนอุตสาหกรรมประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ  ซึ่งแม้การเติบโตในภาคอุตสาหกรรมของพื้นที่เหล่านี้จะนำด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ทำให้เกิดอุตสาหกรรมและบริการในระดับ SMEs ต่อเนื่องตามมาจำนวนมากภาคเกษตร       เป็นภาคเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ค่อนข้างสูง แต่อัตราการขยายตัวต่ำ กลุ่มจังหวัดที่มีรายได้จากภาคเกษตรสูงสุด   คือกลุ่มภาคตะวันออก 63,113 ล้านบาท แต่กลุ่มจังหวัดที่มีสัดส่วนรายได้จากภาคเกษตรสูงสุดคือ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์) โดยคิดเป็นร้อยละ 25.3 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของกลุ่มจังหวัด โดยภาคเกษตรของภาคกลางนั้น ทั้งเป็นแหล่งผลิตข้าว (สุพรรณบุรี ชัยนาท อยุธยา) ผลไม้ (ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี ชลบุรี เพชรบุรี) ยางพารา (ระยอง จันทบุรี ตราด) พืชผักต่างๆ (ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี) ไก่ (ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี) และสุกร (ราชบุรี นครปฐม) ประมง (สมุทรสาคร สมุทรปราการ ตราด ระยอง)       อย่างไรก็ดี พื้นที่เกษตรกรรมในภาคกลางได้ลดลงไปมาก โดยแปรเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม และจากปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมี ราคาผลผลิตตกต่ำหรือผันผวน และการแย่งใช้น้ำระหว่างภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว       รายได้จากการท่องเที่ยวของภาคกลาง ส่วนใหญ่มาจากค่าอาหารและเครื่องดื่ม และค่าซื้อสินค้าและของที่ระลึก โดยแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชื่อเสียงซึ่งมาจากทุนทางธรรมชาติคือทรัพยากรทางทะเล ได้แก่ ชะอำ หัวหิน พัทยา เกาะช้าง เกาะเสม็ด และจากทุนทางวัฒนธรรม คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา หรือวิถีชีวิตริมน้ำ เป็นต้น แต่จากการที่ใกล้กับกรุงเทพฯ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจะต่ำกว่าพื้นที่ภาคอื่นๆ ทำให้รายได้จากสาขาโรงแรมและภัตตาคารมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของมูลค่า GRP ภาคกลางและภาคตะวันออก (ในปี 2551)

จำนวนประชากร
ภาคกลางมีจำนวนประชากรทั้งสิ้นประมาณ ๑๘.๙ ล้านคน โดยกระจายอยู่ในจังหวัดที่ในบริเวณที่ราบภาค กลางตอนบนเพียง ๕.๔ ล้านคน อยู่ในบริเวณภาคกลางตอนล่างถึง ๑๓.๕ ล้านคน ทั้งนี้เพราะจังหวัดในที่ราบภาคกลาง ตอนล่างเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มีจังหวัดและสถานที่สำคัญตั้งอยู่มากโดยเฉพาะกรุงเทพฯซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ ความหนาแน่นของประชากร
ความหนาแน่นของประชากรในภาคกลางต่อพื้นที่ ๑ ตารางกิโลเมตรเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ ของประเทศแล้ว นับว่าอยู่ในเกณฑ์สูงที่สุดเฉลี่ย ๒๐๖ คนต่อตารางกิโลเมตร นับว่าสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประเทศ และเมื่อเปรียบเทียบ เฉพาะบริเวณ ๒ บริเวณของภาคกลาง คือ บริเวณที่ราบภาคกลางตอนบนกับตอนล่างแล้วจะเห็นว่า ความหนาแน่นของ ประชากรแตกต่างกันมาก กล่าวคือ ความหนาแน่นจะมีมากในจังหวัดทางตอนล่างในเขตทุ่งราบเจ้าพระยา ซุ่งมีพื้นที่เล็ก แต่มีดินตะกอนสมบูรณ์ มีแม่น้ำไหลผ่านเหมาะในการปลูกข้าว เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ ความหนาแน่นของประชากรของจังหวัดในบริเวณนี้อยู่ในเกณฑ์ ๒๐๐-๕๐๐ คนต่อตารางกิโลเมตร กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดของประเทศ
การเพิ่มของประชากร
การเพิ่มขึ้นของประชากรในภาคกลางในระยะเวลา พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอัตราการเพิ่มของประชากร ๑.๐๖ แม้ ประชากรส่วนใหญ่จะอยู่ในชนบทก็จริง แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรในเมืองก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของ ประชากรในกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางความเจริญมีการพัฒนามากในทุกด้าน จึงดึงดูดคนจากภาคต่าง ๆ ทั่ว ประเทศ จะเห็นได้ว่าระยะหลังจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มีอัตราการเพิ่มโดยการอพยพย้ายถิ่นสูง ซึ่งนับเป็นการกระทบ กระเทือนต่อการขยายตัวของกรุงเทพฯ ด้วย เช่น จ.นนทบุรีและสมุทรปราการ จังหวัดที่อยู่ตอนบนของที่ราบภาคกลาง ก็มีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงเพราะการอพยพย้ายถิ่นของประชากรเข้ามาหาแหล่งทำกิน เช่น จ.กำแพงเพชร พิจิตร สุโขทัย

ตารางจำนวนประชากร พื้นที่ ความหนาแน่นประชากรจำแนกรายจังหวัด ปี พ.ศ. 2556

จังหวัด

ประชากร (คน)

เนื้อที่ (ตร.กม.)

ความหนาแน่น 
(ต่อ ตร.กม.)

กรุงเทพมหานครฯ

8,280,925

1,568.737

5,300

กาญจนบุรี

842,882

19,483.148

43.26

จันทบุรี

524,260

6,338.0

82.71

ฉะเชิงเทรา

690,226

5,351.0

128.99

ชลบุรี

1,390,354

4,363

318.66

ชัยนาท

332,769

2,469.746

134.73

ตราด

224,010

2,819.0

79.64

นครนายก

256,085

2,122.0

120.69

นครปฐม

882,184

2,168.327

406.85

นนทบุรี

1,156,271

622.303

1,858.05

ปทุมธานี

1,053,158

1,525.856

690.20

ประจวบคีรีขันธ์

520,271

6,367.620

81.70

ปราจีนบุรี

476,167

4,762.362

99.98

พระนครศรีอยุธยา

797,970

2,556.640

321.11

เพชรบุรี

471,087

6,225.138

75.67

ระยอง

661,220

3,552.0

186.15

ราชบุรี

850,162 

5,196.462

163.60

ลพบุรี

757,970

6,199.753

122.25

สมุทรปราการ

1,241,610

1,004.092

1,236.55

สมุทรสงคราม

194,116

416.707

465.83

สมุทรสาคร

519,457 

872.347

595.47

สระบุรี

629,261

3,576.486

175.93

สิงห์บุรี

212,690

822.478

258.59

สุพรรณบุรี

848,066

5,358.008

158.28

อ่างทอง

283,732 

968.372

292.99

สระแก้ว

550,937

7,195.436

76.56 

ข้อมูลด้านแรงงานสถานประกอบการ ณ เดือนธันวาคม 2552 มีจำนวน 191,332 แห่ง มีลูกจ้าง จำนวน 4,917,524 คนสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ณ เดือนธันวาคม 2552 จำนวน 114,704 แห่ง มีผู้ประกันตน จำนวน 3,602,738 คนการฝึกอาชีพ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน/ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ดำเนินการกิจกรรมฝึกอาชีพ ได้แก่ พัฒนาฝีมือและศักยภาพแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน จำนวน 1,842 คน ยกระดับฝีมือและศักยภาพแรงงาน จำนวน 27,072 คน ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จำนวน 5,667 คน พัฒนาฝีมือเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ จำนวน 7,773 คน และพัฒนา/ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ จำนวน 998 คนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวน 10,497,953 คน อยู่ในกำลังแรงงาน 7,508,568 คน เป็นผู้มีงานทำ จำนวน 7,385,284 คน คิดเป็นร้อยละ 70.35 ของประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และเป็นผู้ว่างงาน จำนวน 118,830 คน คิดเป็นร้อยละ 1.13อัตราค่าจ้างขั้นตํ่าของ 10 จังหวัดภาคกลาง อยู่ระหว่าง 158-206 บาทต่อวัน โดยกรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ มีอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าสูงที่สุด 206 บาทต่อวัน ส่วนจังหวัดชัยนาทมีอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าน้อยที่สุด 158 บาทต่อวันการจัดหางานในประเทศนายจ้าง/สถานประกอบการแจ้งความต้องการแรงงาน จำนวน 161,717 คน อุตสาหกรรมที่นายจ้างต้องการมากที่สุดคือ การขายส่ง และการค้าเพื่อค่านายหน้า ยกเว้นยานยนต์ รองลงมาคือ การขายปลีก ยกเว้นยานยนต์ และจักรยานยนต์ รวมถึงการซ่อม และบริการด้านธุรกิจอื่น ๆ ส่วนประเภทอาชีพที่นายจ้างต้องการมากคือ แรงงานด้านการประกอบ รองลงมาคือ แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานผู้สมัครงาน มีจำนวน 299,541 คน ประเภทอาชีพที่มีผู้สมัครงานมากที่สุดคือ แรงงานด้านการประกอบ รองลงมาคือ แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานการบรรจุงาน จำนวน 90,577 คน ประเภทอาชีพที่ได้รับการบรรจุงานมากที่สุด คือ แรงงานด้านการประกอบ รองลงมาคือ แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานการเดินทางไปทำงานต่างประเทศมีผู้ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศตามวิธีการต่าง ๆ จากกรมการจัดหางาน ตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2552 จำนวน 70,826 คน ส่วนใหญ่เดินทางไปทำงานโดยวิธีที่กรมการจัดหางานจัดส่ง ร้อยละ 67.31 รองลงมา นายจ้างพาไปทำงาน ร้อยละ 14.27 ส่วนผู้ที่เคยทำงานในต่างประเทศแล้วกลับไปทำงานกับนายจ้างเดิม (RE-ENTRY) ร้อยละ 29.81แรงงานต่างด้าวจำนวนแรงงานต่างด้าวคงเหลือ ณ เดือนธันวาคม 2552 จำนวน 549,952 คน ได้รับอนุญาตให้ทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายมีจำนวนทั้งสิ้น 130,843 คน และแรงงานต่างด้าว (ชนกลุ่มน้อย) ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน จำนวน 2,438 คน ส่วนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานตามมติคณะรัฐมนตรี (สัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา) จำนวน 416,671 คน โดยกรุงเทพมหานครมากที่สุด ร้อยละ 63.93 รองลงมาได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ ร้อยละ 12.92 และจังหวัดปทุมธานี ร้อยละ 9.59

ประชากรจำแนกตามสถานภาพแรงงาน ปี 2552

สถานภาพแรงงาน รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 10497953
1.กำลังแรงงานรวม 7508568
1.1กำลังแรงงานปัจจุบัน 7504114
1.1.1ผู้มีงานทำ 7385284
1.1.2ผู้ว่างงาน 118830
1.2กำลังแรงงานที่รอฤดูกาล 4454
2.ผู้ไม่อยู่ฝนกำลังแรงงาน 2989385
2.1ทำงานบ้าน 1033888
2.2เรียนหนังสือ 773452
2.3อื่นๆ 1182044

 

ประชากรจำแนกตามอาชีพ ปี 2552

ประเภทอาชีพ เฉลี่ยทั้งปี
ผู้มีงานทำทั้งหมด 7385284
1. ผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการ ระดับอาวุโส และผู้จัดการ 372161
2. ผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่างๆ 496407
3. ผู้ประกอบวิชาชีพด้านเทคนิค สาขาต่าง ๆ และอาชีพที่ เกี่ยวข้อง 671612
4. เสมียน 573395
5. พนักงานบริการและพนักงาน ในร้านค้าและตลาด 1714398
6. ผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือในด้าน การเกษตรและการประมง 498606
7. ผู้ปฏิบัติงานด้านความสามารถ ทางฝีมือและธุรกิจการค้าที่ เกี่ยวข้อง 991916
8. ผู้ปฏิบัติการโรงงานและ เครื่องจักร และผู้ปฏิบัติงาน ด้านการประกอบ 1145498
9. อาชีพขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ในด้าน การขายและการให้บริการ 902866
10. คนงานซึ่งมิได้จำแนกไว้ใน หมวดอื่น 17676

จำนวนนักเรียนและนักศึกษาภาคเหนือปี พ.ศ. 2551 แยกตามระดับชั้นการศึกษา

ระดับชั้น

ชาย

หญิง

รวม

เตรียมอนุบาล

 7,367

 6,813

14,180

อนุบาล 1(หลักสูตร 3 ปีของ สช.)/อนุบาล 3 ขวบ

 127,030

 119,453

246,483

อนุบาล 2(หลักสูตร 3 ปีของ สช.)/อนุบาล 1

 135,308

 127,979

263,288

อนุบาล 3(หลักสูตร 3 ปีของ สช.)/อนุบาล 2

 51,900

 50,287

102,187

เด็กเล็ก

 825

 810

1,635

ประถมศึกษาปีที่ 1

 150,319

 139,392

289,711

ประถมศึกษาปีที่ 2

 144,619

 135,723

279,869

ประถมศึกษาปีที่ 3

 146,146

 137,714

283,860

ประถมศึกษาปีที่ 4

 143,969

 134,825

278,794

ประถมศึกษาปีที่ 5

 144,492

 136,339

280,831

ประถมศึกษาปีที่ 6

 141,822

 134,310

276,132

มัธยมศึกษาปีที่ 1

 146,059

 137,607

283,666

มัธยมศึกษาปีที่ 2

 142,199

 137,074

279,273

มัธยมศึกษาปีที่ 3

 136,282

 135,858

272,140

มัธยมศึกษาปีที่ 4

 73,032

 99,682

172,714

มัธยมศึกษาปีที่ 5

 67,901

 95,883

163,784

มัธยมศึกษาปีที่ 6

 61,894

 87,861

179,755

ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1

 66,128

 51,958

118,086

ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2

 49,389

 42,684

92,073

ประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3

 51,440

 41,354

92,794

อนุปริญญาปีที่ 1

 386

 950

1,336

อนุปริญญาปีที่ 2

 400

 916

1,316

อนุปริญญาปีที่ 3

 86

 235

321

ปวส.ปีที่ 1

 32,189

 32,519

64,708

ปวส.ปีที่ 2

 38,434

 31,298

69,732

ปวส.ปีที่ 3

 177

 240

177

ปริญญาตรีปีที่ 1

 125,697

 169,413

295,110

ปริญญาตรปีที่ 2

121,652

168,375

290,027

ปริญญาตรปีที่ 3

 105,255

 143,388

248,643

ปริญญาตรปีที่ 4

 81,051

 111,333

192,384

ปริญญาตรปีที่ 5

 91,846

 100,044

191,890

ปริญญาตรปีที่ 6

 244

 73

317

ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคครูชั้นสูงปีที่ 2

 63

 -  

63

ประกาศนียบัตรบัณฑิต

 901

 1,616

2,517

ปริญญาโท

 62,398

 92,071

154,469

ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง

 262

 422

648

ปริญญาเอก

 8,905

 8,562

17,467

รวม

 2,658,067

 2,815,061

 5,473,128

 

จำนวนสถานศึกษาในภาคเหนือ

จังหวัด

จำนวนสถานศึกษา

กรุงเทพมหานครฯ

1,633

กาญจนบุรี

531

จันทบุรี

281

ฉะเชิงเทรา

397

ชลบุรี

523

ชัยนาท

227

ตราด

153

นครนายก

178

นครปฐม

379

นนทบุรี

286

ปทุมธานี

320

ประจวบคีรีขันธ์

308

ปราจีนบุรี

320

พระนครศรีอยุธยา

485

เพชรบุรี

313

ระยอง

298

ราชบุรี

441

ลพบุรี

449

สมุทรปราการ

312

สมุทรสงคราม

108

สมุทรสาคร

162

สระบุรี

372

สิงห์บุรี

174

สุพรรณบุรี

514

อ่างทอง

204

สระแก้ว

340

ด้านสาธารณสุข

จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข จำแนกตามจังหวัด ภาคกลาง พ.ศ. 2554

จังหวัด

แพทย์

ทันตแพทย์

เภสัชกร

พยาบาลวิชาชีพ

 พยาบาลเทคนิค

ภาคกลาง

12,903    

2,431    

4,568    

56,004    

5,111    

สมุทรปราการ

450    

79    

200    

1,565    

100    

นนทบุรี

431    

137    

176    

2,054    

84    

ส่วนกลางไม่รวมนนทบุรี

165    

74    

496    

1,268    

2    

ปทุมธานี

693    

129    

132    

1,648    

39    

พระนครศรีอยุธยา

235    

52    

101    

1,387    

47    

อ่างทอง

95    

26    

43    

644    

37    

ลพบุรี

240    

67    

102    

1,443    

75    

สิงห์บุรี

77    

24    

36    

780    

40    

ชัยนาท

79    

34    

44    

696    

41    

สระบุรี

293    

63    

111    

1,691    

145    

ชลบุรี

972    

155     

279    

3,900    

609    

ระยอง

245    

44    

97    

1,310    

45    

จันทบุรี

246    

40    

87    

1,414    

62    

ตราด

71    

18    

37    

665    

22    

ฉะเชิงเทรา

185    

55    

71    

1,081    

30    

ปราจีนบุรี

140     

36    

57    

837    

48    

นครนายก

313    

55    

51    

892    

55    

สระแก้ว

92    

31    

40    

640    

12    

ราชบุรี

312    

69    

112    

2,028    

115    

กาญจนบุรี

206    

75    

84    

1,196    

46    

สุพรรณบุรี

227    

80    

126    

1,585    

48    

นครปฐม

373    

70    

118    

1,534    

88    

สมุทรสาคร

345    

17    

110    

1,178    

89    

สมุทรสงคราม

48    

57    

31    

496    

28    

เพชรบุรี

123    

37    

65    

1,044     

39    

ประจวบคีรีขันธ์

150    

44    

70    

895    

102    

 กรุงเทพมหานครฯ

6097 

863 

1692 

22133 

3063 

จำนวนสถานพยาบาลที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน และจำนวนเตียง จำแนกตามแบบการบริหาร เป็นรายจังหวัด ภาคกลาง พ.ศ. 2554 (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)

จังหวัด

รวม

แห่ง

เตียง

ภาคกลาง

363

42,332

    สมุทรปราการ

29

2,883

    นนทบุรี

18

5,173

    ปทุมธานี

19

3,166

    พระนครศรีอยุธยา

22

1,717

    อ่างทอง

8

646

    ลพบุรี

17

1,788

    สิงห์บุรี

7

725

    ชัยนาท

9

637

    สระบุรี

18

1,765

    ชลบุรี

31

4,264

    ระยอง

13

1,294

    จันทบุรี

14

1,413

    ตราด

8

561

    ฉะเชิงเทรา

12

1,253

    ปราจีนบุรี

10

989

    นครนายก

7

905

    สระแก้ว

9

849

    ราชบุรี

18

2,579

    กาญจนบุรี

20

1,754

    สุพรรณบุรี

15

1,717

    นครปฐม

18

1,828

    สมุทรสาคร

10

1,808

    สมุทรสงคราม

4

440

    เพชรบุรี

13

934

    ประจวบคีรีขันธ์

14

1,244

ด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารจำนวนครัวเรือนที่มีอุปกรณ์/เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภาคกลางจำแนกตามเขตการปกครอง พ.ศ. 2556

ภาคและเขตการปกครอง

ครัวเรือนทั้งสิ้น

ครัวเรือนที่มีอุปกรณ์/เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

โทรศัพท์พื้นฐาน

โทรสาร

คอมพิวเตอร์

อินเทอร์เน็ต

มี

ไม่มี

มี

ไม่มี

มี

ไม่มี

เชื่อมต่อ

ไม่เชื่อมต่อ

กรุงเทพมหานคร

1,959,171

924,088

1,035,083

123,171

800,917

1,094,173

864,998

1,051,552

907,619

ภาคกลาง

4,959,984

819,437

4,140,547

89,367

730,069

1,509,485

3,450,499

1,384,522

3,575,462

ในเขตเทศบาล

1,970,984

439,674

1,531,310

48,579

391,096

715,038

1,255,946

688,533

1,282,451

นอกเขตเทศบาล

2,989,000

379,762

2,609,238

40,789

338,973

794,447

2,194,553

695,988

2,293,012

 

 

การใช้พลังงานไฟฟ้าจำแนกตามจังหวัด ปี 2556

จังหวัด

การใช้(ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง)

กรุงเทพมหานครฯ

34536

กาญจนบุรี

1336

จันทบุรี

1007

ฉะเชิงเทรา

4277

ชลบุรี

10,204

ชัยนาท

413

ตราด

482

นครนายก

442

นครปฐม

3,947

นนทบุรี

4,121

ปทุมธานี

6,843

ประจวบคีรีขันธ์

1,509

ปราจีนบุรี

1,998

พระนครศรีอยุธยา

5,465

เพชรบุรี

1,263

ระยอง

8,758

ราชบุรี

2,301

ลพบุรี

1,933

สมุทรปราการ

9,292

สมุทรสงคราม

322

สมุทรสาคร

7,276

สระบุรี

6,060

สิงห์บุรี

732

สุพรรณบุรี

1,184

อ่างทอง

414

สระแก้ว

614

 

สถิติการใช้น้ำปะปาภาคเหนือ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2557

จังหวัด

จำนวนผู้ใช้น้ำ(คน)

กำลังผลิตที่ใช้งาน(ลบ.ม./วัน)

ปริมาณน้ำผลิต(ลบ.ม.)

ปริมาณน้ำผลิตจ่าย(ลบ.ม.)

ปริมาณน้ำจำหน่าย(ลบ.ม.)

กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

กาญจนบุรี

41,886

61,440

1,109,422

1,047,439

838,053

จันทบุรี

52,548

68,040

1,601,293

1,537,264

1,002,210

ฉะเชิงเทรา

83,904

138,720

3,381,954

3,325,304

2,617,866

ชลบุรี

297,012

588,456

14,234,910

13,934,609

10,022,676

ชัยนาท

11,051

12,000

256,177

248,172

194,773

ตราด

23,272

30,240

635,164

602,991

428,272

นครนายก

18,790

19,200

583,805

561,895

431,311

นครปฐม

88,967

0

6,700,069

6,700,069

3,500,521

นนทบุรี

 

 

 

 

 

ปทุมธานี

280,346

92,736

14,534,642

14,485,422

7,960,133

ประจวบคีรีขันธ์

49,359

75,600

1,432,434

1,386,797

1,009,502

ปราจีนบุรี

30,036

31,680

825,157

804,257

611,762

พระนครศรีอยุธยา

68,956

141,600

3,965,111

3,838,911

2,279,612

เพชรบุรี

45,533

64,800

1,501,061

1,384,353

962,026

ระยอง

107,222

110,472

3,287,653

3,248,565

2,373,593

ราชบุรี

44,478

28,200

1,331,507

1,307,913

910,341

ลพบุรี

65,522

114,696

2,150,743

2,086,583

1,500,813

สมุทรปราการ

 

 

 

 

 

สมุทรสงคราม

27,707

0

869,656

869,656

553,901

สมุทรสาคร

52,563

96,000

6,496,736

6,362,406

4,094,113

สระบุรี

49,361

87,840

1,741,255

1,706,605

1,332,900

สิงห์บุรี

10,524

15,600

233,975

230,725

180,368

สุพรรณบุรี

55,894

65,712

1,415,012

1,363,909

1,034,178

อ่างทอง

15,257

22,680

379,863

357,567

269,151

สระแก้ว

24,049

25,680

638,466

615,549

527,200

 

ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้ค้าน้ำมันจำหน่ายให้ลูกค้า จำแนกตามชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง ภาคกลาง  พ.ศ. 2550- 2556

ชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง

2550

2551

2552

2553

2554

2555

2556

น้ำมันเบนซิน

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

เบนซิน ออกเทน 91

       914,580.84

       904,844.41

       915,280.56

       889,528.29

       671,934.07

       578,376.02

       584,797.32

เบนซิน ออกเทน 95

       578,500.16

       453,088.70

       287,548.57

       199,303.37

         48,752.48

         19,403.82

           7,365.76

ดีเซลหมุนเร็ว

    4,681,522.84

    4,770,399.38

    4,508,413.15

    4,517,750.76

    4,211,253.79

    4,159,223.98

    4,061,294.67

น้ำมันเตา

    2,437,112.99

    2,840,113.33

    2,586,956.13

    1,837,274.89

    1,372,743.28

    1,113,007.47

    1,144,512.78

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว

       818,176.07

       907,247.37

       912,409.26

    1,157,007.77

    1,516,488.41

    1,421,494.96

    1,674,023.93

แก๊สโซฮอล์

                  0.32

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

แก๊สโซฮอล์ 91

                     -  

                     -  

           5,057.28

         44,556.72

                     -  

                     -  

                     -  

แก๊สโซฮอล์ 95

              581.48

       113,956.95

       234,916.33

       309,463.41

                     -  

                     -  

                     -  

น้ำมันดีเซลพื้นฐาน

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

       121,537.55

         94,267.21

       153,924.42

แก๊สโซฮอล์อี 10 ออกเทน 91

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

       208,125.19

       312,310.76

       343,604.14

แก๊สโซฮอล์อี 10 ออกเทน 95

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

       470,316.04

       582,752.08

       542,093.66

แก๊สโซฮอล์อี 20

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

           2,964.15

         17,533.39

         31,305.82

แก๊สโซฮอล์อี 85

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                  6.00

บิวเทน

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

                     -  

           2,094.34

ศักยภาพและโอกาสที่สำคัญ

  1. ความได้เปรียบด้านที่ตั้งของประเทศที่อยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลางจึงมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศโดยมีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นประตูการค้าทางอากาศ มีท่าเรือน้ำลึกที่สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุด เป็นประตูการค้าทางน้ำ
  2. เป็นประตูการค้าเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตามแนวเส้นทางตะวันออก-ตะวันตกภายใต้กรอบการพัฒนาความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง(GMS) เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน พม่า กัมพูชา และเวียดนาม
  3. สภาพภูมิประเทศของภาคกลางยังเป็นพื้นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ มีระบบชลประทานที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เหมาะสมในการทำการเกษตร จึงเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ และแหล่งผลิตสินค้าเกษตร
  4. มีโอกาสในการเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพตามกระแสความต้องการของตลาดโลก
  5. ภาคกลางเป็นที่ตั้งของแหล่งอุตสาหกรรมหลักที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสการพัฒนาของภาคกลางจึงควรเร่งแก้ไขปัญหา ได้แก่ ปัญหาความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และสถาบันครอบครัวมีความอ่อนแอ

ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ภาคกลางที่ควรเน้น

  1. การพัฒนาพื้นที่ภาคกลางเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและประเทศเพื่อนบ้านโดยมุ่งไปสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศและของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้1-20
  2. การพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยเน้นการพัฒนาระบบรางและการขนส่งทางน้ำที่ช่วยประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการขนส่ง
  3. การพัฒนาศักยภาพของคน ครอบครัว ชุมชน และสังคม ให้มีคุณภาพและมีธรรมาภิบาล
  4. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นเพื่อให้มีความสมดุลต่อระบบนิเวศน์
  5. การพัฒนาเมืองและพื้นที่ชายแดนตามแนวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  6. การพัฒนาเมืองและชนบทอย่างเกื้อกูลกัน เพื่อสนับสนุนให้ฐานเศรษฐกิจของภาคกลางยังคงเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

การใช้ที่ดิน       เมื่อพิจารณาถึงการใช้ที่ดินในเขตภาคกลาง พบว่าพื้นที่ทางการเกษตรลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน และการลดลงนี้ มีความสอดคล้องกับการลดลงของพื้นที่เพาะปลูกข้าว ซึ่งลดลงเกือบ 5 ล้านไร่ ดังภาพที่ 3 ขณะที่ภาพรวมของ ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมคงที่ แต่พื้นที่เพาะปลูกข้าวมีการลดลงไปในทิศทางเดียวกัน แต่หากพิจารณาพืชหลัก ที่สำคัญ เช่น พืชไร่อื่นๆ ก็ลดลง เช่นเดียวกัน มีเพียงการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นเท่านั้นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ตารางเนื้อที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร รายจังหวัด ปี 2555 ภาคกลาง

จังหวัด

เนื้อที่ทั้งหมด

เนื้อที่ป่าไม้

เนื้อที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร

นาข้าว

พืชไร่

สวนไม้ผลไม้ยืนต้น

สวนผัก ไม้ดอก/ไม้ประดับ

เนื้อที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอื่นๆ

เนื้อที่ใช้ประโยชน์นอกการเกษตร

สระบุรี

2,235,304

504,170

1,185,659

424,921

553,192

21,607

8,602

177,337

545,475

ลพบุรี

3,874,846

684,849

2,191,015

812,975

1,153,432

3,436

20,364

200,808

998,982

สิงห์บุรี

514,049

0

491,502

345,037

112,165

0

2,261

32,039

22,547

ชัยนาท

1,543,591

47,890

1,190,900

817,728

228,677

11,536

5,661

127,298

304,801

สุพรรณบุรี

3,348,755

384,192

2,314,847

1,305,108

837,003

19,665

30,135

122,935

649,716

อ่างทอง

605,232

0

424,572

342,458

50,049

0

7,564

24,501

180,660

อยุธยา

1,597,900

0

1,178,326

1,065,565

0

8,401

9,598

94,761

419,574

นนทบุรี

388,939

0

219,259

150,462

0

20,610

25,737

22,450

169,680

กรุงเทพฯ

978,263

437

233,995

125,495

0

0

40,638

67,862

743,831

ปทุมธานี

953,660

0

510,265

341,329

0

23,962

26,464

118,511

443,395

นครนายก

1,326,250

399,976

616,426

457,435

0

24,084

9,712

125,195

309,848

ปราจีนบุรี

2,976,476

866,425

1,113,202

508,520

292,001

81,260

28,283

203,138

996,849

ฉะเชิงเทรา

3,344,375

484,056

1,924,039

763,781

521,500

266,249

20,029

352,480

936,280

สระแก้ว

4,496,962

989,702

2,314,258

864,537

1,064,650

166,996

15,639

202,435

1,193,002

จันทบุรี

3,961,250

1,336,505

2,286,793

32,311

362,463

1,690,280

7,324

194,415

337,952

ตราด

1,761,875

457,968

1,037,466

23,226

68,348

837,035

3,782

105,076

266,441

ระยอง

2,220,000

185,855

1,868,971

30,502

257,104

1,434,793

2,392

144,181

165,174

ชลบุรี

2,726,875

300,386

1,720,845

98,004

652,287

698,540

21,476

250,539

705,644

สมุทรปราการ

627,558

6,995

211,838

41,377

0

7,108

358

162,995

408,725

สมุทรสาคร

545,217

23,803

184,396

15,465

0

41,120

8,810

119,001

337,018

นครปฐม

1,355,204

0

920,199

425,300

166,901

34,959

54,788

238,252

435,005

กาญจนบุรี

12,176,968

7,678,169

2,674,770

421,761

1,577,887

308,133

59,864

307,125

1,824,029

ราชบุรี

3,247,789

1,097,367

1,245,639

387,380

485,860

106,909

61,705

203,786

904,783

สมุทรสงคราม

260,442

12,647

210,938

3,882

0

121,807

3,853

81,396

36,857

เพชรบุรี

3,890,711

2,115,132

752,010

349,448

151,366

99,528

5,862

145,806

1,023,569

ประจวบคีรีขันธ์

3,979,762

1,336,581

2,108,811

48,024

472,518

1,364,995

26,313

196,960

534,370

รวม

64,938,253

18,913,105

31,130,941

10,202,031

9,007,403

7,393,013

507,214

4,021,282

14,894,207

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรการบริหารจัดการน้ำ       การพัฒนาแหล่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเมืองและชนบท ในการพัฒนาภาคจำเป็นต้องจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต ทั้งทางด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรมและความต้องการด้านอื่นๆ ซึ่งแนวทางในการพัฒนาแหล่งน้ำนั้นจะต้องมีความสอดคล้องกับศักยภาพแหล่งน้ำและความต้องการใช้น้ำของพื้นที่นั้นๆ โดยศักยภาพของลุ่มน้ำต่างๆ ในภาคกลางสามารถสรุปภาพรวมได้ดังนี้-               ลุ่มน้ำเจ้าพระยากับลุ่มน้ำท่าจีน มีระบบชลประทานสมบูรณ์แต่ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนเป็นของตนเอง แหล่งกักเก็บน้ำไม่เพียงพอ ในอนาคตหากมีการเพิ่มพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำเองหรือลุ่มน้ำสาขาตอนบนก็จะเกิดการขาดแคลนน้ำอย่างถาวรตลอดไป ควรหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมและควรพัฒนาปรับปรุงโครงการเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากมีการพัฒนาพื้นที่ชลประทานจนเกือบเต็มศักยภาพชลประทานแล้ว ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีศักยภาพที่จะปรับปรุงระบบชลประทานให้ดีขึ้น ส่วนลุ่มน้ำท่าจีนนั้นมีศักยภาพที่จะพัฒนาโครงการ และยังสามารถหาน้ำต้นทุนเพิ่มเติมจากการผันน้ำจากลุ่มน้ำใกล้เคียงที่มีศักยภาพน้ำต้นทุนสูง เช่น ลุ่มน้ำแม่กลองได้ ลุ่มน้ำท่าจีนเป็นลุ่มน้ำที่มีปัญหาในด้านคุณภาพน้ำมาก-               ลุ่มน้ำป่าสัก หากมีการเพิ่มพื้นที่ชลประทานหรือมีการใช้น้ำเพิ่มขึ้นก็ยังสามารถพัฒนาระบบชลประทานได้อีกมาก เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำด้านการเกษตร อุปโภคบริโภค และการอุตสาหกรรมซึ่งมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมมากขึ้นเนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอและมีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ที่พัฒนาไว้แล้ว-               ลุ่มน้ำแม่กลอง เป็นลุ่มน้ำที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะผันน้ำให้แก่พื้นที่ลุ่มน้ำที่ขาดแคลนน้ำข้างเคียง อันได้แก่ ลุ่มน้ำเพชรบุรี ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันตก และลุ่มน้ำท่าจีน โดยลุ่มน้ำแม่กลองนั้นมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่พัฒนาแล้วเพียงพอ และเนื่องจากแนวโน้มการใช้น้ำในลุ่มน้ำแม่กลองในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากสภาพการใช้น้ำในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีปริมาณน้ำท่ารายปีในปริมาณที่สูง ดังนั้นลุ่มน้ำนี้จึงมีศักยภาพเพียงพอที่จะผันน้ำไปยังลุ่มน้ำอื่นได้-               ลุ่มน้ำเพชรบุรี (พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเพชรบุรี) มีศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว แต่ในอนาคตหากมีการพัฒนาเต็มศักยภาพของลุ่มน้ำแล้ว อาจเกิดปัญหาปริมาณน้ำ ท่าไม่เพียงพอได้ จึงจำ เป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำ เพิ่มเติมเพื่อรองรับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม

 ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันตก (พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) สามารถพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับนโยบายของรัฐในการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มเติมได้อีก แต่มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณน้ำท่าเนื่องจากมีปริมาณฝนรายปีต่ำ จึงจำ เป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำ เพิ่มเติมเพื่อรองรับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม

ที่มา : ผังนโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคกลาง

       การค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไตรมาสที่ 4/2556 ภาคกลางมีมูลคำการค๎าชายแดนผำนทางจังหวัดสระแก๎ว จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 55.8 หมื่นล๎านบาท เพิ่มขึ้นจากชํวงเดียวกันของปีที่แล๎วประมาณ 2.6 พันล๎านบาท หรือขยายตัวร๎อยละ 4.8 (สํงออกเพิ่มขึ้นร๎อยละ 8.2 น้าเข๎าเพิ่มขึ้นร๎อยละ 2.8) จากที่เคยหดตัวร๎อยละ 4.1 ในไตรมาสที่ผำนมา

Middle1

ที่มา : สานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง

       ภาพรวม "การลงทุน" ที่เกิดขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานว่า ในรอบ 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 56) มีผู้ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวม 1,766 โครงการ มูลค่าลงทุน 955,460.20 ล้านบาท โดยภาคกลางมี 813 โครงการ มูลค่า 263,583 ล้านบาท โดยกรุงเทพฯ มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 244 โครงการ มูลค่า 23,165 ล้านบาท รองลงมาคือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 181 โครงการ มูลค่า 82,376 ล้านบาท และปทุมธานี 109 โครงการ มูลค่า 37,691 ล้านบาท

       เศรษฐกิจของจังหวัดในกลุ่มภาคกลางโดยรวมในช่วงครึ่งปีแรกยังคงขยายตัวได้ดีในหลายภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคการเกษตร ภาคการค้า และภาคการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้ดี ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชายทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ประกอบกับในช่วงครึ่งปีแรกมีวันหยุดติดต่อกันยาวหลายช่วง และภาคกลางอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก จึงทำให้การท่องเที่ยวในภาคกลางโดยรวมได้รับความนิยมและจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ 10-18% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

       อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวในระดับที่ไม่ดีนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกและการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้เศรษฐกิจของจังหวัดในกลุ่มภาคกลางหลายจังหวัดซึ่งมีการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมในระดับสูง ได้รับผลกระทบจากการที่การส่งออกขยายตัวไม่ดีนัก อีกทั้งยังได้รับผลกระทบในเชิงลบจากต้นทุนด้านพลังงาน และค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในภาคกลางอย่างมาก โดยเฉพาะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ และลพบุรี

      การที่เศรษฐกิจในภาคกลางโดยรวมยังขยายตัวพอใช้ได้ ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนโดยรวมในช่วงครึ่งปีแรกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับปานกลางถึงดี ทั้งนี้ การค้าปลีก-ค้าส่งในพื้นที่ภาคกลางมีการเจริญเติบโตสูง เห็นได้จากห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และมินิมาร์ทที่เปิดเพิ่มมากขึ้น ร้านโชว์ห่วยหรือร้านค้าดั้งเดิมมีการปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการและการตกแต่งร้านให้ทันสมัยขึ้นเพื่อแข่งกับผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้ยอดขายจะเทียบไม่ได้กับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ซึ่งยังเป็นที่นิยมของประชาชนในท้องถิ่น แต่ก็ทำให้อัตราการถดถอยและยอดขายที่ต่ำลงมากในอดีตกลับส่งสัญญาณในทางที่ดีขึ้น

       อย่างไรก็ตาม การบริโภคเริ่มชะลอตัวลงเนื่องจากภาระหนี้ของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น จากการใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐในช่วงก่อนหน้านี้ และสถานการณ์ด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ประชาชนมีการระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นภาวะเศรษฐกิจภาคกลางในครึ่งปีหลัง       เศรษฐกิจของจังหวัดในกลุ่มภาคกลางโดยรวมในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ตามการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่สัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงในภาคอุตสาหกรรมและภาคการค้าการค้า ตามภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังมีกำลังซื้อซบเซา ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการผลิตที่เน้นการส่งออก ยังคงชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก       ขณะที่ภาคการค้าที่ชะลอตัวลงตามกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง ตามการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอย ภาคการส่งออกชะลอตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาคท่องเที่ยวยังหวังพึ่งตลาดจีน แต่ความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มในอัตราที่ลดลงก็เป็นได้ การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐจะเป็นหลักสำคัญในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังของภาคกลางได้อย่างดี หากมีการร่วมมือประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวประสานกับแหล่งท่องเที่ยวประเภทมนุษย์สร้างขึ้น (Man Made) เช่น สถานที่ท่องเที่ยวในเขตหัวหิน-ชะอำ อาทิ เวเนเซีย, ซานโตรินี่, สวิสชีพ ฯลฯ ภาคการท่องเที่ยวก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาคกลางให้เติบโตได้ดี        ภาคการท่องเที่ยวของภาคกลางจะขยายตัวดี เนื่องจากเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ภาคการเกษตรจะยังทรงตัวอยู่ในระดับปานกลางถึงระดับดี โดยหอการค้าจังหวัดในภาคกลาง มีความเห็นว่า รัฐบาลจะยังมีนโยบายดูแลภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายรับจำนำข้าว       สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาคกลางนั้น หอการค้าจังหวัดในภาคกลางส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวขึ้นในปลายไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ หรือต้นปีหน้า ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หากไม่มีภาวะผันผวนทั้งในประเทศและต่างประเทศแทรกซ้อนขึ้น

สรุปสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจภาคกลาง : หอการค้าไทย

ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคกลางยุทธศาสตร์การพัฒนา          (๑) พัฒนาฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพการพัฒนาอุตสาหกรรม  เกษตร  การบริการ  การลงทุนให้มีความมั่นคงและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  เช่น ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม  ส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม  พัฒนาการเกษตร  ฟื้นฟูการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยว  พัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์          (๒) พัฒนาศักยภาพคน ครอบครัว ชุมชนและสังคมให้มีคุณภาพ  มีธรรมาภิบาล เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น เช่น ส่งเสริมการเรียนการสอนนอกระบบ  การอาชีวศึกษา  ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ส่งเสริมบทบาทของครอบครัว ชุมชน และภาคประชาสังคมในการสร้างวัฒนธรรมในการดูแลสุขภาพ           (๓) อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความสมดุลต่อระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ  โดยเร่งแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล  ป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม  ฟื้นฟูคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา  ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม           (๔) เสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาเมืองและพื้นที่ชายแดนตามแนวเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งแนวเหนือ-ใต้ และแนวตะวันออก-ตะวันตก  เพื่อเป็นประตูการค้าเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ

           (๕) บริหารจัดการพัฒนาพื้นที่เมืองและชนบทอย่างมีส่วนร่วมและเกื้อกูลกัน เพื่อให้มีการจัดระเบียบรูปแบบการพัฒนาเมืองและชุมชนได้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความต้องการของชุมชนทิศทางการพัฒนากลุ่มจังหวัด          (๑) กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ๑ ประกอบด้วย นนทบุรี  ปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี  เน้นการพัฒนาเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านอุตสาหกรรมสะอาด  ส่งเสริมการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักร  ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์และคุณภาพวัตถุดิบ สร้างมูลค่าเพิ่มของห่วงโซ่การผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรม  และพัฒนา อนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางมรดกโลก          (๒) กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ๒ ประกอบด้วย ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง  เน้นการรักษาความมั่นคงทางอาหารโดยการดูแลรักษาฐานทรัพยากรเกษตรที่สำคัญ  การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์หลักในพื้นที่  ส่งเสริมการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม  พัฒนาการผลิตอาหารส่งออกประเภทธัญพืช  พืชไร่ และปศุสัตว์  พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาเส้นทางขนส่งตลอดลำน้ำ          (๓) กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง กลุ่ม ๑ ประกอบด้วย นครปฐม ราชบุรี  กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี  เน้นพัฒนาการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมด้วยระบบการผลิตที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม  จัดตั้งศูนย์เครือข่ายการศึกษาขั้นอุดมศึกษาและสนับสนุนสถาบันการศึกษา  ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์อุตสาหกรรมบริเวณชายแดน          (๔) กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง กลุ่ม ๒ ประกอบด้วย เพชรบุรี  ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม  เน้นสนับสนุนการศึกษาวิจัย การจัดตั้งศูนย์ประมงครบวงจรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ส่งเสริมงานวิจัยพัฒนาการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์น้ำ  สนับสนุนการขยายการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวเชื่อมโยงสหภาพพม่าและฝั่งอ่าวไทยตะวันออก-ตะวันตก          (๕) กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง ประกอบด้วย สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว  เน้นการสร้างมูลค่าการผลิตให้สูงขึ้น  การป้องกันการขยายตัวของพื้นที่ชุมชนและอุตสาหกรรมเพื่อไม่ให้บุกรุกพื้นที่เกษตรที่อุดมสมบูรณ์  เพิ่มประสิทธิภาพและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าเกษตร  ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอุตสาหกรรมสู่สากล  ขยายเครือข่ายอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม  ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนารวมทั้งการออกแบบนวัตกรรม  เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น          (๖) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย ชลบุรี  ระยอง  ตราด และจันทบุรี  มุ่งเน้นการ        เร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนแล้งให้เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี-ระยอง  บริหารจัดการด้านการผลิต การแปรรูป และระบบการกระจายสินค้าและการตลาด  ส่งเสริมการประมงแบบเพาะเลี้ยงชายฝั่งในจังหวัดจันทบุรีและตราดพร้อมฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่งทะเล  สนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณี  จัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยว สนับสนุนการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน  เร่งรัดปรับปรุงและขยายระบบโครงข่ายการคมนาคมขนส่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  และพัฒนาความรู้และทักษะฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโครงการที่สำคัญ (Flagship Project)

  1. โครงการพัฒนาจังหวัดสมุทรสาครให้เป็นศูนย์กลางการประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
  2. โครงการจัดทำแผนแม่บทเพื่อบริหารจัดการพื้นที่เมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  3. โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทย
  4. โครงการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษาเพื่อตอบสนองต่อภาคการผลิตและบริการ

สรุปกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาภาค : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินโยบายและแผนผังรวมการพัฒนาภาคกลาง ครอบคลุมด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนา เมืองและชนบท สรุปได้ดังนี้

  1.  การใช้ประโยชน์ที่ดิน กำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินของภาคกลางในอนาคตเพื่อใช้เป็นแนวทางการพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่างๆ ซึ่งคำนึงถึงความสอดคล้องกับศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่ในการพัฒนา สภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ โดยยึดหลักการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคตของภาคกลาง สามารถจำแนกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

พื้นที่สงวนและอนุรักษ์ เป็นพื้นที่ต้องมีการเก็บรักษาให้คงอยู่ และบูรณะฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติเดิมเพื่อการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ หากจำเป็นต้องนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ ควรมีการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียและการทำ ลายทรัพยากรธรรมชาติให้มากที่สุด ได้แก่          - พื้นที่ป่าบก เสนอให้มีพื้นที่ร้อยละ 38 เพื่อให้มีป่าปกคลุมพื้นที่มากพอที่จะทำให้มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ซึ่งกระจายอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งควรมีการสงวนอนุรักษ์อย่างเข้มงวดและฟื้นฟูพื้นที่ป่าซึ่งถูกบุกรุก (ปัจจุบันภาคกลางมีพื้นที่ป่าคงเหลืออยู่ร้อยละ 26.8 ของพื้นที่ทั้งภาค)          - พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญระดับระหว่างประเทศ (Ramsar Site) 1 แห่ง ได้แก่พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติของประเทศไทยมี 7 แห่ง อยู่ในจังหวัดสระบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติของประเทศไทย 14 แห่ง ซึ่งกระจายอยู่ในทุกจังหวัดในภาคกลาง จึงควรมีการคุ้มครองสงวนรักษาอย่างเข้มงวด พร้อมกับฟื้นฟูพื้นที่ซึ่งถูกบุกรุกให้คืนสู่สภาพเดิม เพื่อสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ          - พื้นที่ป่าชายเลน อยู่ในชายฝั่งทะเลจังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งควรมีการคุ้มครองสงวนรักษาอย่างเข้มงวด พร้อมกับฟื้นฟูพื้นที่ซึ่งถูกบุกรุกให้คืนสู่สภาพเดิม เพื่อสร้างความสมดุลของระบบนิเวศช่นเดียวกับพื้นที่ชุ่มน้ำ          - พื้นที่ชายฝั่งทะเล อยู่ในจังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ควรมีการวางแผนและควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทั้งจากการกัดเซาะชายฝั่งที่เกิดจากสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำลงไปในทะเล และการปนเปื้อนของน้ำเสียจากชุมชนและอุตสาหกรรมที่บุกรุกพื้นที่ชายฝั่งทะเล          - พื้นที่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม กระจายอยู่ทั่วทั้งภาคกลาง ต้องจัดให้เป็นพื้นที่สงวนเพื่อการอนุรักษ์ การสงวนพื้นที่ไม่เพียงแต่เฉพาะที่ตั้ง ซึ่งมีตัวอาคารเป็นหลักเท่านั้น แต่จะต้องมีพื้นที่กันชน          - พื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ ภาคกลางมีพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ 3,299 ตารางกิโลเมตร(5.53%) ควรกำหนดเขตเพื่อป้องกันการตั้งถิ่นฐานบริเวณดังกล่าว และกำหนดพื้นที่ทำการเกษตรในเขตพื้นที่เสี่ยงภัยจากแผ่นดินถล่มให้เป็นพื้นที่ป่าไม้ หรือพื้นที่วนเกษตรที่มีระบบและมาตรการป้องกันแผ่นดินถล่มพื้นที่พัฒนา เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งทางด้านเกษตรกรรมการเป็นที่อยู่อาศัย ประกอบอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว มีพื้นที่ร้อยละ 55 ของพื้นที่ทั้งหมดของภาคโดยเสนอให้มีการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพื้นที่เมือง พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ เพื่อการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ          - พื้นที่เมือง ไม่ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดภัยธรรมชาติ และควรเพิ่มความหนาแน่นในเขตเมืองให้สูงขึ้นลดขยายขอบเขตพื้นที่เมืองออกไปเรื่อยๆ เพื่อควบคุมการขยายตัวของพื้นที่เมืองไม่ให้รุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี และจำกัดขนาดของเมืองโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์ที่ดิน พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าในเขตเมืองผังภาคกลาง ปี พ.ศ. 2600          - พื้นที่เกษตรกรรม พัฒนาตามสมรรถนะดินเพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ พื้นที่เกษตรกรรมในภาคกลางส่วนใหญ่มีความเหมาะสมในการทำนา และปลูกพืชไร่ พื้นที่ทำนาได้แก่ นาปีและนาปรังส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ส่วนพื้นที่ปลูกพืชไร่ ได้แก่ อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรด ถั่วเหลือง มันสำมะหลังส่วนใหญ่จะกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัดในภาค ยกเว้นจังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งนี้พื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีควรได้รับการพัฒนาระบบชลประทาน สนับสนุนการอนุรักษ์บำรุงดิน การคัดสรรพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการเพาะปลูก พื้นที่ค่อนข้างราบถึงลูกคลื่นลอนลาดควรสนับสนุนการทำปศุสัตว์ ซึ่งมีบทบาทและความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมในลักษณะคอกปศุสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนสูงและใช้เทคโนโลยีเพื่อการผลิตสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตเพียงพอต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเกษตร          - พื้นที่อุตสาหกรรม กำหนดให้จังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี เป็นพื้นที่ย้ายฐานจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้านอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ประมงและปศุสัตว์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ตอบสนองวัตถุประสงค์การกำหนดให้พื้นที่ภาคกลางเป็นครัวของโลก กำหนดให้มีเขตหรือนิคมอุตสาหกรรมเครือข่ายอาหารขึ้นอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่งในจังหวัดลพบุรี ชัยนาท สระบุรีสิงห์บุรี อ่างทองและสุพรรณบุรี และเขตหรือนิคมอุตสาหกรรมการประมงครบวงจรในจังหวัดสมุทรสงครามและเพชรบุรี โดยกำหนดให้อำเภอท่ามะกาและท่าม่วง จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี และสุพรรณบุรี เป็นพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากข้าว อำเภอปราณบุรีและสามร้อยยอด พื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากสับปะรด และอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เป็นศูนย์สิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมด้านนิคมอุตสาหกรรมเครือข่ายอุตสาหกรรมเหล็ก กำ หนดให้อยู่ในอำ เภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนพื้นที่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาควรห้ามไม่ให้มีการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรม และในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมเน้นอุตสาหกรรมไฮเทค หรืออุตสาหกรรมสะอาด ทั้งนี้เพื่อการรักษาเขตการท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและให้เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มอุตสาหกรรม          - พื้นที่ท่องเที่ยว ในภาคกลาง ประกอบด้วย แหล่งท่องเที่ยวทางมรดกวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม โบราณสถาน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ราชบุรีและเพชรบุรี ควรมีการอนุรักษ์มิให้กิจกรรมอื่นๆก่อให้เกิดความเสียหายแก่แหล่งท่องเที่ยว- แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติประเภทหาดทราย ชายทะเล ป่าและน้ำตก ควรมีการมาตรการควบคุมและจัดการอย่างเหมาะสม มิให้เกิดผลกระทบต่อภาวะแวดล้อม และจัดเตรียมระบบโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับความต้องการที่จะเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมการพัฒนาพื้นที่ชายแดน (Border Area)       การพัฒนาพื้นที่ชุมชนชายแดนภาคกลางกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้แก่ ชุมชนชายแดนกาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ที่จะมีการพัฒนาการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในอนาคต จุดผ่านแดนบ้านเจดีย์สามองค์จังหวัดกาญจนบุรี จุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี และจุดผ่านแดนด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยในแต่ละจุดผ่านแดนด้านตะวันตกที่ติดกับประเทศสหภาพพม่า ควรกำหนดพื้นที่เพื่อความมั่นคง และความปลอดภัยประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร โดยให้มีด้านยาวตามแนวชายแดน ประมาณ5 กิโลเมตร และลึกเข้ามาในประเทศประมาณ 2 กิโลเมตร ให้เป็นพื้นที่ประตูชายแดนฝั่งไทย และอีกประมาณ10 ตารางกิโลเมตรในฝั่งประเทศสหภาพพม่า ขนาดกว้างยาวตามความเหมาะสมของภูมิประเทศ ให้เป็นพื้นที่ประตูชายแดนฝั่งสหภาพพม่า การกำหนดให้มีพื้นที่ประตูชายแดนทั้งสองฝั่ง นอกจากจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และ อื่นๆ ร่วมกันทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังสามารถยืดหยุ่นแนวทางปฏิบัติได้ตามความเหมาะสมหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา : ผังนโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคกลาง

1. การพัฒนาโครงข่ายการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ2. การพัฒนาศักยภาพโครงข่ายความเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างระบบ       การพัฒนาศักยภาพโครงข่ายความเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบจะมีผลให้การขนส่งสินค้าในแต่ละประเภทการขนส่งที่เชื่อมโยงกันมีปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกและการเข้าถึงพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการเลือกรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสมจะสามารถลดค่าการขนส่งสินค้าที่เกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้การพัฒนาดังกล่าวควรมีการจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพของ โลจิสติกส์ (Managerialogistics Strategy) ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเป็น Hub Logistics ของภาคกลาง การพัฒนาระบบเชื่อมโยง ระบบเครือข่ายข้อมูล (Information SystemNetwork) การสร้างฐานข้อมูล (IT-Base Centric Strategy) และกำหนด Logistics Manpower Strategy และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพ (Communication/TransportationLogistics Strategy) เชื่อมโยงระหว่างภาคกลางและภาคอื่น ตลอดจนสนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือกรุงเทพฯลฯ เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ในลักษณะเป็น External Integrated Logistics and Supply Chain และ Global Logistics Management3. การพัฒนาพื้นที่ชายแดน       การพัฒนาพื้นที่ชุมชนชายแดนภาคกลางกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้แก่ ชุมชนชายแดนกาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ที่จะมีการพัฒนาการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในอนาคต จุดผ่านแดนบ้านเจดีย์สามองค์จังหวัดกาญจนบุรี จุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี และจุดผ่านแดนด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยในแต่ละจุดผ่านแดนด้านตะวันตกที่ติดกับประเทศสหภาพพม่า ควรกำหนดพื้นที่เพื่อความมั่นคง และความปลอดภัยประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร โดยให้มีด้านยาวตามแนวชายแดน ประมาณ5 กิโลเมตร และลึกเข้ามาในประเทศประมาณ 2 กิโลเมตร ให้เป็นพื้นที่ประตูชายแดนฝั่งไทย และอีกประมาณ10 ตารางกิโลเมตรในฝั่งประเทศสหภาพพม่า ขนาดกว้างยาวตามความเหมาะสมของภูมิประเทศ ให้เป็นพื้นที่ประตูชายแดนฝั่งสหภาพพม่า การกำหนดให้มีพื้นที่ประตูชายแดนทั้งสองฝั่ง นอกจากจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และ อื่นๆ ร่วมกันทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังสามารถยืดหยุ่นแนวทางปฏิบัติได้ตามความเหมาะสมหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป4. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

       ในปัจจุบันการตกลงทางการค้าทวิภาคและภูมิภาค มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยข้อตกลงการค้า FTA ที่ประเทศไทยทำกับประเทศต่างๆ ได้ส่งผลกระทบกับภาคกลางซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมของประเทศจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ โดยต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันปัญหาการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทักษะวิทยาการด้านต่างๆให้ทันการเปลี่ยนแปลง สร้างโอกาสการขยายตลาดการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านและในระดับระหว่างประเทศ

JoomSpirit