ระนอง

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดระนอง

Seal Ranong

ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดระนอง

มีความหมายดังนี้

เลข 5 หมายถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ปราสาท หมายถึง พระที่นั่งรัตนรังสรรค์
ภูเขา หมายถึง ภูเขานิเวศน์คีรี
พานแว่นฟ้า หมายถึง ชาวจังหวัดระนอง

คำขวัญของจังหวัดระนอง

"คอคอดกระ ภูเขาหญ้า กาหยูหวาน ธารน้ำแร่ มุกแท้เมืองระนอง"

20 03

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

21-11 2-35 3-26
ต้นอินทนิล ต้นอินทนิล ดอกโกมาชุม

 

อินทนิลน้ำ เป็นไม้ยืนต้น เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นทั่วไปตามที่ราบลุ่มและบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ ลำห้วย ในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดงดิบทั่วทุกภาค จะพบมากในป่าดงดิบภาคใต้ มีดอกสีม่วง สวยงาม มีชื่อในแต่ละท้องถิ่นต่างๆ กัน เช่น ตะแบกอินเดีย ฉ่องมู ซอง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) บาเอ (ปัตตานี) บางอบะซา (ยะลา นราธิวาส มาเลเซีย) อินทนิล (ภาคกลาง ภาคใต้) ตะแบกดำ (กรุงเทพฯ) (ในภาษาอังกฤษเรียก Pride of India หรือ Queen's flower)

อินทนิลน้ำเป็นพรรณไม้ประจำจังหวัดสกลนคร และจังหวัดระนอง (เรียกว่า "อินทนิล")

ระนอง เป็นดินแดนส่วนหนึ่ง ของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่ทางใต้ของประเทศไทย แต่เดิมมีสภาพเป็นป่าดง รกร้างว่างเปล่าไม่มีผู้คนอยู่อาศัย

ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา (ระหว่าง พ.ศ.1991 - 2072) ได้มีการปรับปรุงระบบการปกครองบ้านเมือง โดยยกเลิกการปกครองแบบที่มีเมืองลูกหลวง 4 ด้านของราชธานีที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการขยายขอบเขตการปกครองของเมืองหลวงให้กว้างออกไปโดยรอบ คือจัดเป็นแบบในวงราชธานีกับ นอกวงราชธานี ในวงราชธานีนั้นถือเอาเมืองหลวงเป็นหลักและมีเมืองจัตวาขึ้นอยู่รายรอบหัวเมือง เมืองจัตวาเหล่านี้มีผู้รั้ง (เจ้าเมือง)กับกรมการเป็นพนักงานปกครองโดยให้อยู่ในบังคับบัญชา ของเสนาบดีทั้งหลายในเมืองหลวงส่วนหัวเมืองที่อยู่นอกวงราชธานี หรือเมืองชายแดนหน้าด่านชายแดนนั้น จัดให้เป็นหัวเมืองชั้นเอก โท ตรี ตามขนาดความสำคัญของเมืองนั้นๆ ซึ่งต่อมาเรียกว่า หัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองชั้นนอกเหล่านี้ต่างก็มีหัวเมืองเล็กๆ คั่นอยู่เช่นเดียวกับในวงราชธานี มากบ้างน้อยบ้าง ตามขนาดของอาณาเขตโดยกำหนดตามท้องที่ สุดแต่จะให้พนักงานปกครองต่างเมืองเดินทางไปมาถึงกันได้ภายในวันหรือสองวัน เพื่อจะได้บอกข่าวช่วยเหลือกันเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ภาวะสงคราม บรรดาหัวเมืองชั้นนอก เหล่านี้ พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งเจ้านายในราชวงศ์ หรือข้าราชการชั้นสูงศักดิ์เป็นผู้สำเร็จราชการเรียกว่าเจ้าเมือง หรือพระยามหานครตามแต่ฐานะของเมืองมีอำนาจปกครอง บังคับบัญชาสิทธิ์ขาดต่างพระเนตรพระกรรณทุกประการ ในสมัยอยุธยานี้ เมืองระนองมีลักษณะเป็นหัวเมืองเล็กๆ ขึ้นอยู่กับเมืองชุมพร ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นตรี มีอาณาเขตติดทะเลฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก นอกจากเมืองระนองซึ่งเป็นเมืองชั้นเอก เมืองชุมพรแล้วยังมีเมืองตระ (อำเภอกระบุรี) เมืองปะทิว เมืองตะโก เมืองหลังสวนและเมืองมลิวัน (เดี๋ยวนี้อยู่ในสหภาพพม่า)

ระนองสมัยกรุงธนบุรี ไม่ปรากฏมีเหตุการณ์และหลักฐานทางประวัติศาสตร์แต่ อย่างใด สันนิษฐานว่ายังเป็นหัวเมืองเล็กๆ ขึ้นตรงต่อเมืองชุมพรตลอดสมัยกรุงธนบุรี

ระนองมีชื่อปรากฏอยู่ในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ว่าเป็นเมืองหนึ่งที่พม่ายกทัพผ่านเข้ามาเพื่อไปตีเมืองชุมพรเท่านั้น นอกจากนี้ในอดีตนอกจากจะเป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่ในป่าดงรกร้างหาเป็นภูมิฐานบ้านเมืองไม่ ภูมิประเทศยังเต็มไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อนแทบจะหาที่ราบสำหรับการเกษตรไม่ได้มิหนำซ้ำการเดินทางไปมาติดต่อต่างเมืองก็ลำบากยากเข็น ถ้าไม่ใช่การเดินทางทางเรือ อันต้องผ่านปากอ่าวเข้ามาทางด้านมหาสมุทรอินเดียแล้ว ก็ต้องขึ้นเขาลงห้วย บุกป่าฝ่าดงกันเท่านั้นเองแต่ไม่ว่าทางใดก็ต้องเสียเวลาเดินทางกันเป็นวันๆ ผู้คนจึงไม่ค่อยจะได้ถ่ายเทเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองระนอง พลเมืองจึงมีอยู่น้อยนิดเรื่อยมาแต่ในท่ามกลางป่าเขาทุรกันดารนั้น ระนองได้สะสมทรัพยากรธรรมชาติไว้ใต้แผ่นดินเป็นเอนกอนันต์ นั่นคือวัตถุที่มีชื่อเรียกกันในสมัยโบราณว่า ตะกั่วดำ หรือ แร่ดีบุกนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้เองจึงมีราษฎรในเมืองชุมพรและเมืองหลังสวน ได้อพยพเข้ามาหาเลี้ยงชีพด้วยการขุดแร่ดีบุกขายมาแต่โบราณฝ่ายรัฐบาลผ่อนผันให้ราษฎรมีความเป็นอยู่อย่างผาสุก โดยให้ส่งส่วยดีบุกแทนการรับราชการ โดยการผ่อนผันกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ให้มีเจ้าอากรภาษีรับผูกขาดอากรดีบุก คือจักบำรุงการขุดแร่ และมีอำนาจที่จะซื้อและเก็บส่วนดีบุกในแขวงเมืองตระตลอดมาจนถึงเมืองระนอง โดยยอมสัญญาส่งดีบุกแก่รัฐบาลปีละ 40 ภารา (คิดอัตราในเวลานี้ภาราหนึ่งหนัก 350 ชั่ง เป็นดีบุก 14,000 ชั่ง) ในการเก็บรวบรวมและจัดส่งส่วยอากรแร่ดีบุกให้แก่รัฐบาลนั้น ราษฎรได้ยกย่องให้นายนอง ซึ่งมีลักษณะเป็นผู้นำที่ดีและเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้รวบรวมและส่งไป ด้วยคุณงามความดีของนายนองที่มีต่อลูกบ้านปกครองลูกบ้านด้วยดีเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการหารายได้ให้กับรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นโดยการส่งภาษีอากรแร่ดีบุกที่ขุดได้เพิ่มมากขึ้น จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงระนองเจ้าเมืองคนแรกสืบต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้ประมูลผูกขาดส่งภาษีอากรดีบุกขึ้นเรียกว่า นายอากร

ในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2387 มีคนจีนชื่อคอซู้เจียง (ภายหลังได้เป็นที่ พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดีผู้เป็นต้นสกุล ณ ระนอง) เป็นจีนฮกเกี้ยน เกิดที่เมืองจิวหูประเทศจีน ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยและตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองตะกั่วป่า ได้ยื่นเรื่องราวประมูลอากรดีบุก แขวงเมืองตระและระนอง และทำการประมูลได้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งนายคอซู้เจียงเป็น "หลวงรัตนเศรษฐี" ตำแหน่งขุนนางนายอากร

ในปี พ.ศ. 2397 หลวงระนองเจ้าเมืองระนองถึงแก่กรรมทำให้เจ้าเมืองระนองว่างลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงดำริถึงความดีความชอบของหลวงรัตนเศรษฐีจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงรัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) เป็นพระรัตนเศรษฐีผู้สำเร็จราชการเมืองระนอง ถือศักดินา 800 ไร่ แต่เมืองระนองยังคงเป็นเมืองไม่มีชั้น อันดับ ยังคงขึ้นตรงต่อเมืองชุมพรต่อมา

การปกครองตามหัวเมืองในสมัยนั้นยังใช้วิธีซึ่งเรียกในกฎหมายเก่าว่า "กินเมือง" อันเป็นแบบเดิมซึ่งดูเหมือนว่าจะใช้กันทุกประเทศในแถบทางตะวันออกนี้ ในเมืองจีนก็ยังเรียกว่ากันตามภาษาจีน แต่ในเมืองไทยมาถึงชั้นหลังได้เรียกเปลี่ยนเป็น "ว่าราชการเมือง" ถึงกระนั้นคำว่ากินเมืองก็ยังใช้กันในคำพูดและยังมีอยู่ในหนังสือเก่าเช่น กฎมณเฑียรบาล เป็นต้น วิธีปกครองที่ดีเรียกว่ากินเมืองนั้น หลักเดิมคงถือกันว่า ผู้เป็นเจ้าเมืองต้องทิ้งธุรกิจของตนมาประจำทำการปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากอันตราย ราษฎรก็ต้องคอยแทนคุณเจ้าเมืองด้วยการออกแรงช่วยทำการงานให้บ้าง หรือแบ่งสิ่งของซึ่งหามาได้ เช่น ข้าว ปลา อาหารที่เหลือให้เป็นของกำนัล ช่วยอุปการะมิให้เจ้าเมืองต้องเป็นห่วงในการหาเลี้ยงชีพ จึงมีความสุขสบาย

ในสมัยนั้นอำนาจเหนือราษฎรตามหัวเมืองมีอยู่ 2 อย่างคือ อำนาจเจ้าเมืองกรมการและอำนาจเจ้าภาษีนายอากรในการเรียกเก็บภาษี หัวเมืองใหญ่ที่เจ้าเมืองเป็นบุคคลสำคัญ เจ้าภาษีนายอากรก็อ่อนน้อม เพราะต้องอาศัยตามอำนาจเจ้าเมือง จึงจะเร่งเรียกเก็บภาษีได้สะดวก สำหรับระนองขณะนั้น เดิมเจ้าเมืองระนองพระรัตนเศรษฐี เป็นพ่อค้า เป็นเจ้าภาษีนายอากรอยู่ก่อนเป็นเจ้าเมืองระนอง รู้ชำนาญการในท้องที่อยู่แล้ว ครั้งได้เป็นผู้ว่าราชการเมือง ก็เห็นว่าการที่จะปกครองทำนุบำรุงบ้านเมืองให้สะดวกเป็นประโยชน์แก่ราชการและส่วนตัวด้วยนั้น จำเป็นจะต้องรวมอำนาจ 2 อย่างเข้าด้วยกัน จึงได้ขอรับผูกขาดเก็บภาษีอากรเมืองระนองต่อไป

ภาษีอากรที่เก็บ ณ เมืองระนองในสมัยนั้นมี 5 อย่าง คือ ภาษีดีบุกที่ออกจากเมือง ภาษีสินค้าขาเข้าเมือง 100 ชัก 3 ตามราคาอากรฝิ่น อากรสุรา และอากรบ่อนเบี้ย ทั้ง 5 อย่างนี้เรียกภาษีผลประโยชน์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวว่า ลักษณะการที่ให้ผู้ว่าราชการเมืองรับผูกขาดเก็บภาษีผลประโยชน์ดังว่านี้ ดูเหมือนจะจัดขึ้นที่เมืองระนองก่อนครั้งเห็นว่าเป็นประโยชน์ดีจึงขยายออกไปถึงเมืองใกล้เคียง คือ ตะกั่วป่า พังงา และภูเก็ต ลักษณะนี้ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นการให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน เพราะเจ้าเมืองจะต้องเก็บให้มากๆ เหลือส่งพระคลังเท่าใดก็เป็นกำไรแต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น หัวเมืองที่มีพลเมืองน้อย แต่ก็มีแร่ดีบุกมาก จำเป็นต้องหาคนมาเป็นแรงงานขุดดีบุก เจ้าเมืองจำเป็นต้องปกครอง เอาใจราษฎรมิให้ทิ้งกันไปอยู่ที่อื่น และยังต้องขวนขวายหาคนที่อื่นมาเข้ามาอยู่ในเมืองเพิ่มเติมด้วย ดังปรากฏในเอกสารนำเมืองตั้งพระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองระนอง ตอนหนึ่งว่า...เมืองระนองแต่ก่อนเป็นเมืองขึ้นเมืองชุมพร บ้านเมืองก็อยู่ในดงรกร้างหาเป็นภูมิฐานบ้านเมืองไม่... พระรัตนเศรษฐีชักชวนเกลี้ยกล่อมไทยจีนให้มาตั้งบ้านเรือน ทำมาหากินอยู่เย็นเป็นสุขบ้านเมืองบริบูรณ์มั่งคั่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ครั้นต่อมาปรากฏว่า อังกฤษได้จัดการปกครองหัวเมืองซึ่งได้ไปจากพม่า เข้มงวดกวดขันมาชิดชายพระราชอาณาเขตทางทะเลตะวันตก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระดำริว่าถ้าให้เมืองระนองและเมืองตระขึ้นอยู่กับเมืองชุมพร จะรักษาราชการทางชายแดนไม่สะดวก จึงโปรดให้ยกเมืองระนองและเมืองตระขึ้นเป็นหัวเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ส่วนเมืองระนองนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ พระรัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) ขึ้นเป็นพระยารัตนเศรษฐีผู้ว่า-ราชการเมืองระนอง เมื่อปีจอ พ.ศ. 2405 และในคราวที่พระราชทานสัญญาบัตร พระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร นายคอซิมก๊อง (ซึ่งต่อมาได้เป็นพระยารัตนเศรษฐีและพระยาดำรงสุจริตในรัชกาลที่ 5) ผู้เป็นบุตรให้เป็นหลวงศรีโลหภูมิตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองระนองด้วย

ต่อมาพระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) มีใบบอกเข้ามากราบบังคมทูลฯ ว่า มีความแก่ชราลงมากแล้ว ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาไปเมืองจีน เพื่อไปบำเพ็ญการกุศลที่บ้านเดิมสักครั้งหนึ่งได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ไปได้ตามประสงค์ พอพระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) กลับมา จากเมืองจีน ไม่ช้านักก็เกิดเหตุพวกจีนกุลีกำเริบ ครั้นเมื่อปราบปรามเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า พระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) แก่ชราจึงพระราชทาน สัญญาบัตรเลื่อนยศ พระยารัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง) ขึ้นเป็นพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดีตำแหน่งจางวางผู้กำกับราชการเมืองระนอง และทรงตั้งพระศรีโลหภูมิพิทักษ์ (คอซิมก๊อง) ซึ่งเป็นบุตรคนใหญ่และเป็นตำแหน่ง ผู้ช่วยราชการเมืองระนองในเวลานั้น เป็นพระยารัตนเศรษฐี ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองระนอง เมื่อ ปีฉลู พ.ศ. 2420 และการต้อนรับนั้น โดยความเต็มใจแข็งแรงจริงๆ จึงได้ผ่อนวันออกไปอีกวันหนึ่งเวลาเย็นได้ลงดูตามเนินนั้นโดยรอบ แล้วขึ้นเขาเล็กอีกเขาหนึ่งซึ่งอยู่หน้าท้องพระโรง

พระยาดำรงสุจริต (คอซู้เจียง) อยู่มาจนถึงปี มะเมีย พ.ศ. 2425 จึงถึงอนิจกรรมเมื่ออายุได้ 86 ปี หลังจากพระยาดำรงสุจริต (คอซู้เจียง) ถึงอนิจกรรมแล้ว นายคอซิมบี้ (บุตรคนที่ 6 ) ซึ่งบิดาส่งให้ไปเล่าเรียนที่เมืองจีนนั้น สำเร็จการศึกษากลับมาแล้ว พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ผู้พี่นำถวายตัวเป็นมหาดเล็ก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็นหลวงบริรักษ์โลหวิสัย ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองระนอง

ครั้งต่อมาเมื่อโปรดให้ พระยาอัษฎงคตทิศรักษา (ตันกิมเจ๋ง) เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นที่พระยาอนุกูลสยามกิจ ตำแหน่งกงสุลเยเนราลสยาม ที่เมืองสิงคโปร์ จึงพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนหลวงบริรักษ์โลหวิสัย (ตอซิมบี้)ขึ้นเป็นพระยาอัษฎงคตทิศรักษา ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตระบุรี

ใน พ.ศ. 2433 (ร.ศ.109) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบแหลมมลายูระยะทางที่เสด็จไปครั้งนั้น ทรงเรือสุริยมณฑล (ลำแรก) เป็นเรือพระที่นั่งไปจากกรุงเทพฯ แล้วทรงช้างพระที่นั่งเสด็จทางสถลมารคจากเมืองชุมพร ข้ามแหลมมลายูไปลงเรือที่เมืองกระบุรี เรือพระที่นั่งอุบลบุรทิศออกไปรอรับเสด็จอยู่ที่เมืองระนอง เสด็จตรวจหัวเมืองชายทะเลในพระราชอาณาเขตแล้วผ่านไปในเมืองมลายูของอังฤกษ ประทับที่เมืองเกาะหมาก เมืองสิงคโปร์ ขาเสด็จกลับเสด็จทอดพระเนตรหัวเมืองมลายูและหัวเมืองไทยทางปักษ์ใต้ตลอดมา ในคราวเสด็จเลียบมณฑลครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องระยะทาง เป็นพระราชหัตถเลขา พระราชทานมาถึงเสนาบดีสภาซึ่งรักษาพระนคร และพระราชทานพระบรมราชาธิบายว่าด้วยเมืองระนองในสมัยเมื่อเสด็จไปครั้งนั้น

ต่อมาถึงสมัยเมื่อจัดการปกครองหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลโปรดฯ ให้หัวเมืองมาขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยแต่กระทรวงเดียวทั้งหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายเหนือ ฝ่ายตะวันออก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) เลื่อนขึ้นเป็นพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดีตำแหน่งสมุห-เทศาภิบาลมณฑลชุมพรและ พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อน พระบุรีรักษ์ โลหวิสัย (คออยู่หงี) บุตรคนใหญ่ของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง) ขึ้นเป็นพระยารัตนเศรษฐี ผู้ว่าราชการเมืองระนอง

พระยาดำรงสุจริต (คอซิมก๊อง) รับราชการในตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาล อยู่จนแก่ชรา กราบถวายบังคมลาออกจากราชการกลับไปอยู่เมืองระนอง จนถึงแก่อนิจกรรมในรัชกาลที่ 6

ใน พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเลียบหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก และที่เมืองระนองนี้พระยาดำรงสุจริต(คอซิมก๊อง)ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วพระยารัตนเศรษฐี (คออยู่หงี) บุตรพระยาดำรงสุจริต (คอซิมก๊อง) ก็ป่วยเป็นโรคอัมพาตทุพลภาพ ไม่สามารถรับราชการได้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยารัตนเศรษฐี (คออยู่หงี) เป็นพระดำรงสุจริตมหิศรภักดี และโปรดให้พระระนองศรีสมุทรเขตต์ (คออยู่โงย) บุตรพระยาจรูญราชโภคากร (คอซิมเต๊ก) เป็นผู้ว่าราชการเมืองระนองสืบต่อไป

ในรัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบหัวเมืองมณฑลปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตกเสด็จทรงรถไฟออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6เมษายน ประทับแรมที่เมืองเพชรบุรี เมืองประจวบคีรีขันธ์ เมืองชุมพร แล้วทรงช้างพระที่นั่ง โดยเสด็จสถลมารคข้ามแหลมมลายูไปลงเรือพระที่นั่งที่ลำน้ำปากจั่น และเสด็จถึงเมืองระนอง

การปรับปรุงระเบียบการปกครองหัวเมืองเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศมาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้นปรากฏตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอ จังหวัดมีฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดิน มีข้าหลวงประจังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้บริหาร เมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนอกจากจะแบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัดและอำเภอแล้ว ยังแบ่งเขตการปกครองออกเป็นมณฑลอีกด้วยเมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จึงได้ยกเลิกมณฑลเสีย ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

อ้างอิง : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ

Thailand 6-35-1
ที่ตั้งจังหวัดระนอง อาณาเขตติดต่อของจังหวัดระนอง

 

จังหวัดระนองเป็นจังหวัดภาคใต้ตอนบน ด้านทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามัน และประเทศพม่า โดยมีระยะทางจากกรุงเทพมหานคร ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ประมาณ 568 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 3,298.045 ตารางกิโลเมตร (2,061,278 ไร่) เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับที่ 60 ของประเทศไทย เป็นพื้นที่ราบ 14% และภูเขา 86% มีเกาะใหญ่น้อยในทะเล อันดามัน จำนวน 62 เกาะ และมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา และอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอเมือง,อำเภอสวี,อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพรและอำเภอไชยา, อำเภอท่าฉาง, อำเภอบ้านตาขุน และกิ่งอำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ประเทศพม่า และทะเลอันดามัน

 

ลักษณะภูมิประเทศ
จังหวัดระนองมีลักษณะรูปร่างเรียวยาว แคบ จากทิศเหนือสุดจดใต้สุดยาว 169 กิโลเมตร มีส่วนที่กว้างที่สุดที่เป็นพื้นดิน ประมาณ 25 กิโลเมตร และมีส่วนที่แคบที่สุด 9 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วย ทิวเขา หุบเขาสลับซับซ้อน และเป็นป่าปกคลุม ทางทิศตะวันออกของจังหวัด พื้นที่ลาดเอียงลงสู่ทะเลอันดามันทางทิศตะวันตก ภูเขาที่สูงที่สุดของจังหวัด คือ ภูเขาพ่อตาโชงโดง สูง 1,700 ฟุต

3 03

ลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่ จำนวน (ไร่)
พื้นที่ราบ เกือบราบ มีความลาดชัน 0 - 2% 288,580
พื้นที่ราบลูกคลื่นลอนลาด มีความลาดชันเล็กน้อย คือ 2 - 8% 756,170
พื้นที่ลูกคลื่นลอนชัน ได้แก่ พื้นที่ซึ่งมีความลาดชันปานกลาง คือ 8 - 16% 590,590
พื้นที่ที่เป็นเขา เป็นพื้นที่มีความลาดชันมาก คือ 16 - 35% 380,722
พื้นที่สูงชัน ได้แก่ ดินที่มีความลาดชัน 35 - 50% 42,050
พื้นที่สูงชันมาก ได้แก่ พื้นที่มีความลาดชัน 50 - 70% 1,954
พื้นที่สูงชันมากที่สุด ได้แก่ พื้นที่มีความลาดชันมากกว่า 75% 1,212
รวม 2,061,278


ที่มา : โครงการชลประทานระนอง

  • อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ

จังหวัดระนองได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้งสองฤดู ทำให้ได้รับไอน้ำและความชุ่มชื้นมาก อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 28.01 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 35.13 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 22.16 องศาเซลเซียส เดือนเมษายน เป็นเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด เคยตรวจวัดอุณหภูมิสูงสุดได้ที่ 39.6 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2516 และอุณหภูมิต่ำสุดได้ที่ 13.70 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2499 นอกจากนี้อิทธิพลของมรสุมทั้งสองฤดู ทำให้บริเวณจังหวัดมีความชุ่มชื้นและความชื้นสัมพัทธ์สูงเป็นเวลานาน โดยความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยตลอดปีประมาณ 77.05% ความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดเฉลี่ย 95% ต่ำสุดเฉลี่ย 46.90/%

  • ลมมรสุมและลมพายุเขตร้อน

ลมมรสุม ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลอมประเทศไทยระหว่างกลางเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม โดยมีแหล่งกำเนิดจากบริเวณความกดอากาศสูงในซีกโลกบริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งพัดออกจากศูนย์กลางเป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตร มรสุมนี้จะนำมวลอากาศชื้นจากมหาสมุทรอินเดียมาสู่ประเทศไทย ทำให้มีเมฆมาก และฝนตกทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดระนอง และเทือกเขาด้านรับลมจะมีฝนมากกว่าบริเวณอื่น

พายุเขตร้อน มีชื่อเรียกแต่งต่างกันไป ตามแหล่งกำเนิด ส่วนที่มีอิทธิพลต่อลมฟ้าอากาศของประเทศไทย ส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก และทะเลจีนใต้ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างบริเวณแหล่งกำเนิดของพายุหมุนเขตร้อน ทั้ง 2 ด้าน ด้านตะวันออก คือ มหาสมุทรแปซิฟิก และทะเลจีนใต้ ส่วนด้านตะวันตก คือ อ่างเบงกอลและทะเลอันดามัน โดยพายุมีโอกาสเคลื่อนจาก มหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้เข้าสู่ประเทศไทยทางด้านตะวันออกมากกว่าตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดระนอง เป็นแนวที่พายุมีโอกาสเคลื่อนผ่านจากตะวันออกสู่ทะเลอันดามันหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 พายุหมุ่ยฟ้า ได้เคลื่อนผ่าน แต่ขนาดและความเร็วลดลงไปมากทำให้ได้รับความเสียหาย หรือมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย

4 03

  • ลักษณะฤดูกาล

ฤดูกาลของจังหวัดระนอง แบ่งตามลักษณะลมฟ้าอากาศของประเทศไทยออกได้เป็น 3 ฤดู คือ

  1. ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ระยะนี้เป็นช่วงว่างของ ฤดูมรสุม จะมีลมจากทิศตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุม ทำให้อากาศร้อนทั่วไป อากาศจะร้อนที่สุดในเดือนเมษายน แต่ไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรอยู่ใกล้ทะเล กระแสลมและไอน้ำจากทะเลทำให้อากาศกลายความร้อนลงไปมาก
  2. ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงกลางเดือนตุลาคม จะมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทย และร่องความกดอากาศต่ำจะพาดผ่านภาคใต้เป็นระยะๆ อีกด้วย จึงทำให้มีฝนตกมากตลอดฤดู และเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม จะมีฝนตกชุกที่สุดในรอบปี
  3. ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ในระยะนี้จะมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเย็นและแห้งจากประเทศจีนพัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไปและมีอากาศหนาวเย็น แต่เนื่องจากจังหวัดระนองอยู่ใกล้ทะเลอุณหภูมิจึงลดลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว อากาศไม่สู้จะหนาวเย็นมากนัก และตามชายฝั่งจะมีฝนตกทั่วไปแต่มีปริมาณไม่มาก

ตารางแสดงสภาพภูมิอากาศ ปี พ.ศ. 2544 - 2548

ปี พ.ศ. เดือน ปริมาณน้ำฝน (มิลลิเมตร)  จำนวนวันที่ฝนตก  อุณหภูมิเฉลี่ย (องศาเซลเซียส) ความชื้นสัมพัทธ์
สูงสุด ต่ำสุด เฉลี่ย สูงสุด ต่ำสุด เฉลี่ย
2548  มกราคม 0 0 34.6 20.1 27.75 91 39 66.57
 กุมภาพันธ์ 0 0 36.9 20.2 28.45 92 35 65.65
 มีนาคม 18.9 4 37.7 20.3 29.13 95 35 66.1
 เมษายน 86.9 12 37.9 23.8 30.75 93 34 70.5
 พฤษภาคม 399.2 26 36.4 23.6 28.03 97 39 81.36
 มิถุนายน 770.4 29 33.8 23.5 27.36 96 51 84.36
 กรกฏาคม 704.4 27 33.1 22.9 27.5 97 61 84.56
 สิงหาคม 474.3 27 33.3 22.9 27.44 96 59 83.29
 กันยายน 575.2 24 34.1 22 27.19 97 56 82.63
 ตุลาคม 716.3 27 33.5 22.3 26.52 96 60 85.51
 พฤศจิกายน - - - - - - - -
 ธันวาคม - - - - - - - -
เฉลี่ยทั้งปี 344.56 17.6 35.13 22.16 28.01 95 46.9 77.05
2547 เฉลี่ยทั้งปี 299.95 15.17 31.98 21.98 27.94 95.33 46.33 77.32
2546 เฉลี่ยทั้งปี 284.78 15.58 34.58 22.03 27.7 95.92 47.33 78.28
2545 เฉลี่ยทั้งปี 297.95 16.92 34.84 22.54 27.87 95.67 50 78.82
2544 เฉลี่ยทั้งปี 437.39 19 34.19 21.96 27.3 96.08 49.92 81.39


ที่มา : สถานีอุตุนิยมวิทยาระนอง

การปกครองแบ่งออกเป็น 5 อำเภอ 30 ตำบล 167 หมู่บ้าน

Amphoe Ranong
  1. อำเภอเมืองระนอง
  2. อำเภอละอุ่น
  3. อำเภอกะเปอร์
  4. อำเภอกระบุรี
  5. อำเภอสุขสำราญ

 

 

ผู้บริหารจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง
นายพีระศักดิ์   หินเมืองเก่า 0-7780-0111 0-7780-0111 08-1977-5090, 08-9203-0468
 
นายกเหล่ากาชาดจังหวัดระนอง
นางกัญฐณา  หินเมืองเก่า 0-7782-1522 0-7782-1522 08-1856-6933
 
เลขานุการ ผวจ.ระนอง
นายไพศาล   มงคล 0-7780-0111 0-7780-0111 08-6693-1099
นายอมรพันธ์   ศรีรักษ์ 0-7780-0111 0-7780-0111 08-5641-5416
นายพศวีร์  บุญเรือน 0-7780-0111 0-7780-0111 08-6908-3539
นายวัชรินทร์  บุญกล้า 0-7780-0111 0-7780-0111 08-9872-5281
 
รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง
นายประภัสสร์  มาลากาญจน์ 0-7780-0114 0-7780-0114 08-9203-3469
 
เลขานุการรอง ผวจ.ระนอง 
นางสาวอังคณา   หนูทอง 0-7780-0114 0-7780-0114 08-3012-7269
 
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดระนอง
นายเสริมเกียรติ  สุทพัฒน์แก้ว (รก.) 0-7780-0160 0-7780-0166 08-5484-2614

 

การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (สวัสดิการสังคม)

 จังหวัดระนองมีการส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของสตรีกับการปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 76 คน และส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม 26 คน มีอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 11 คน งานส่งเสริมเครือข่ายสตรี 592 คน งานส่งเสริมองค์การภาคเอกชน 19 องค์กร ส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน 150 คน มีการส่งเสริมและพัฒนาสตรีจังหวัด 200 คน และส่งเสริมสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน 5 แห่ง รวมทั้งศูนย์พัฒนาในชุมชน 1,300 คน

11 03

ข้อมูลด้านการป้องกันปราบปราม

 สถานการณ์ทั่วไป ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เป็นปัญหาที่สำคัญของสังคมและ มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและประกอบกิจธุระประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก ตำรวจภูธรจังหวัดระนอง ก็ได้พยายามทุ่มเทและระดมสรรพกำลังทั้งปวง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชน โดยกำหนดนโยบาย และแนวทางการดำเนินการด้านต่างๆ ภายใต้ข้อจำกัดทางด้านปัจจัยการบริหาร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ในการให้ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชน โดยกำหนดแผนงานไว้ 7 แผนงาน คือ แผนงานป้องกันอาชญากรรม แผนงานปราบปรามอาชญากรรมแผนงานอำนวยความยุติธรรม แผนงานสนับสนุนการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม แผนงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แผนงานปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และแผนงานรักษาความปลอดภัย นักท่องเที่ยว

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดระนองมีเขตเลือกตั้งเพียงเขตเดียว มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแข่งเขตการเลือกตั้ง คือ นายวิรัช ร่มเย็น ผู้สมัครสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

virat

จังหวัดระนอง เขตที่ 1
พรรคประชาธิปัตย์
     
ชื่อ - สกุล นายวิรัช  ร่มเย็น
วัน เดือน ปีเกิด 5 กันยายน 2498
การศึกษา - ประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนอำนวยศิลปพระนคร
- นิติศาสตรบัณฑิต สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
สถานที่ติดต่อ 77/16-17 ถนนท่าเมือง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง 85000
โทรศัพท์ 0 7781 2962   โทรสาร 0 7781 2963
อาชีพก่อนได้รับเลือกตั้งครั้งนี้ นักการเมือง
ประสบการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ - ส.ส. 2535/1, 2535/2, 2538, 2544, 2548
- เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 2538
- กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์
- รองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว
- รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ
- รองประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว
- รองประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ - มหาวชิรมงกุฏ
- มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก


การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

62 ชื่อ - สกุล นายพรพจน์   กังวาล
วุฒิการศึกษา

- ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา (ม.สุโขทัยธรรมาธิราช)
- หลักสูตรบริหารการศึกษา (สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา จ.นครปฐม)
- หลักสูตรผู้บริหารการศึกษาระดับสูง รุ่นที่ 21 (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

สถานที่ติดต่อ 77/1 หมู่ 2 ซ.บำรุงสถาน 2 ถ.บำรุงสถาน ต.บางนอน อ.เมืองระนอง จ.ระนอง 85000
อาชีพ ข้าราชการบำนาญ
ประสบการณ์

- ครูตรี โรงเรียนกระบุรีวิทยา อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง
- ครูโท โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร อำเภอเมือง จังหวัดระนอง
- อาจารย์ใหญ่ โรงเรียนกะเปอร์วิทยา อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง
- อาจารย์ใหญ่ โรงเรียนกระบุรี จังหวัดระนอง
- ผู้อำนวยการโรงเรียนพนมเบญจา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่
- ผู้อำนวยการ โรงเรียนท้ายเหมืองวิทยา อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา
- ผู้อำนวยการ โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร อำเภอเมือง จังหวัดระนอง
- ผู้อำนวยการสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ป.ม., ท.ช.

 

  • ข้อมูลอำเภอต่างๆ

1. อำเภอเมืองระนอง

ตำแหน่งที่ตั้ง อำเภอเมืองระนอง ตั้งอยู่ริมถนนเรืองราษฎร์ ตำบลเขานิเวศน์

สภาพพื้นที่ อำเภอเมืองระนอง มีเนื้อที่ประมาณ 713.723 ตารางกิโลเมตร โดยทั่วไปเป็นภูเขา พื้นที่ราบสูงส่วนมาก ที่ราบต่ำมีน้อย ความสูงขึ้นอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ค่อยๆ ลาดต่ำลงมาทางทิศตะวันตกด้านชายฝั่งทะเลอันดามัน ไม่มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน คงมีเพียงลำคลองเล็กๆ จำนวน 9 สาย

ประชากรและอาชีพ อำเภอเมืองระนอง มีประชากรรวมทั้งสิ้น 68,448 คน แยกเป็น ชาย 37,039 คน หญิง 31,409 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรกรรม ได้แก่ เงาะ มะพร้าว จำปาดะ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะม่วงหิมพานต์ ลองกอง กาแฟ ทุเรียน มังคุด สะตอหมาก และการปศุสัตว์ ได้แก่ โค กระบือ แพะ สุกร เป็ด ไก

การปกครอง พื้นที่การปกครองอำเภอเมืองระนอง มี 3 เทศบาล 8 อบต. 9 ตำบล 38 หมู่บ้าน มีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนี้

  1. เทศบาลตำบลปากน้ำ
  2. เทศบาลตำบลหงาว
  3. องค์การบริหารส่วนตำบลราชกรูด
  4. องค์การบริหารส่วนตำบลหงาว
  5. องค์การบริหารส่วนตำบลบางริ้น
  6. องค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำ
  7. องค์การบริหารส่วนตำบลบางนอน
  8. องค์การบริหารส่วนตำบลหาดส้มแป้น
  9. องค์การบริหารส่วนตำบลทรายแดง
  10. องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะพยาม


2. อำเภอกระบุรี

คำขวัญอำเภอ "คอคอดกระ เสด็จพระแข่งเรือ มากเหลือต้นจาก ของฝากซาลาเปา"

ตำแหน่งที่ตั้ง อำเภอกระบุรี ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดระนอง ห่างจากตัวจังหวัดระนอง 61 กิโลเมตร เป็นอำเภอที่มีพื้นที่มากที่สุดของจังหวัดระนอง

สภาพพื้นที่ อำเภอกระบุรี มีเนื้อที่ 783.010 ตารางกิโลเมตร

ประชากรและอาชีพ อำเภอกระบุรี มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 40,806 คน ชาย 21,053 คน หญิง 19,753 คน อาชีพหลัก ได้แก่ ทำสวนยางพารา ทำสวนกาแฟ ทำสวนปาล์ม และทำสวนผลไม้ อาชีพเสริม ได้แก่ ค้าขาย ประมงพื้นบ้าน และรับจ้าง

การปกครอง พื้นที่การปกครองของอำเภอกระบุรี มี 1 เทศบาล 7 อบต. 7 ตำบล 61 หมู่บ้าน มีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนี้
1. เทศบาลตำบลน้ำจืด
2. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืด
3. องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจืดน้อย
4. องค์การบริหารส่วนตำบลมะมุ
5. องค์การบริหารส่วนตำบลปากจั่น
6. องค์การบริหารส่วนตำบลลำเลียง
7. องค์การบริหารส่วนตำบลบางใหญ่
8. องค์การบริหารส่วนตำบล จ.ป.ร.

3. อำเภอละอุ่น

ตำแหน่งที่ตั้ง อำเภอละอุ่น ได้ชื่อว่า "อำเภอในหุบเขา" ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดระนอง ห่างจากตัวจังหวัดระนอง ถนนสายหาดส้มแป้น - บางพระใต้ ระยะทาง32 กิโลเมตร และถนนเพชรเกษม - ละอุ่น แยกกิโลเมตรที่ 30 ระยะทาง 43 กิโลเมตร มีอาณาเขตชายฝั่งริมทะเลด้านตะวันตกติดต่อประเทศพม่า

สภาพพื้นที่ อำเภอละอุ่น มีเนื้อที่ประมาณ 748.546 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงต่ำ มีลำน้ำสำคัญ ได้แก่ คลองละอุ่น คลองบางพระ คลองบางแก้ว ลักษณะพื้นที่คล้ายกับรูปหัวใจ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาบางส่วนเป็นที่ราบ มีเนื้อที่เพื่อการเกษตรประมาณ 39,194 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่ทั้งหมด อำเภอละอุ่นได้ชื่อเป็น "เมืองหุบเขา" เพราะภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขา ภูเขาที่สำคัญ ได้แก่ ทิวเขาปักขุนอำไพ ทิวเขาควรชก ในท้องที่ ตำบลละอุ่นเหนือ ทิวเขาคล่อง ตำบลบางพระเหนือ ทิวเขาตอเบา ตำบลบางแก้ว จากสภาพดังกล่าว ทำให้พื้นที่ป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ จึงยังเป็นผลให้สภาพอากาศมีความชื้นสูง ฝนตกชุก ฤดูหนาวอากาศเย็นสบาย หมอกปกคลุมภูเขาทำให้ดูคล้ายทะเลหมอก

ประชากรและอาชีพ อำเภอละอุ่น มีประชากรรวมทั้งสิ้น 10,224 คน แยกเป็น ชาย 5,296 คน หญิง 4,928 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร มีการทำสวนยางพารา สวนปาล์ม และทำไร่กาแฟ

การปกครอง พื้นที่การปกครองของอำเภอละอุ่น มี 1 เทศบาล 3 อบต. 7 ตำบล 30 หมู่บ้าน
มีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนี้
1. เทศบาลตำบลละอุ่น
2. องค์การบริหารส่วนตำบลละอุ่นเหนือ
3. องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว
4. องค์การบริหารส่วนตำบลบางพระเหนือ

4. อำเภอกะเปอร์

ตำแหน่งที่ตั้ง อำเภอกะเปอร์ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดระนอง ห่างจากตัวจังหวัดระนอง 52 กิโลเมตร ติดชายฝั่งทะเลอันดามัน ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปตามทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ประมาณ 620 กิโลเมตร

สภาพพื้นที่ อำเภอกะเปอร์ มีเนื้อที่ประมาณ 657.688 ตารางกิโลเมตร มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งด้านป่าไม้ สัตว์ป่า ของป่า และแร่ธาตุต่างๆ มีแม่น้ำลำคลองที่สำคัญ 2 สาย คือ คลองกะเปอร์ มีต้นกำเนิดจากเขาแม่ยายหม่อน และคลองบางหิน มีต้นกำเนิดเขาแดนคลองยัน

ประชากรและอาชีพ อำเภอกะเปอร์ มีประชากรทั้งสิ้น 17,809 คน แยกเป็น ชาย 9,153 คน หญิง 8,656 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตรกรรมและการประมง ซึ่งในพื้นที่มีพืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา กาแฟ เงาะ มังคุด ลองกอง และปาล์มน้ำมัน

การปกครอง พื้นที่การปกครองของอำเภอกะเปอร์ มี 1 เทศบาล 4 อบต. 5 ตำบล 34 หมู่บ้าน มีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนี้
1. เทศบาลตำบลกะเปอร์
2. องค์การบริหารส่วนตำบลม่วงกลวง
3. องค์การบริหารส่วนตำบลกะเปอร์
4. องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา
5. องค์การบริหารส่วนตำบลบางหิน

5. อำเภอสุขสำราญ

ตำแหน่งที่ตั้ง อำเภอสุขสำราญ ตั้งที่ว่าการอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลกำพวน อยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดระนอง ห่างจากจังหวัดระนอง ประมาณ 94 กิโลเมตร มีเนื้อที่รวมประมาณ 395.087 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 246,929.375 ไร

สภาพพื้นที่ อำเภอสุขสำราญ มีเนื้อที่ประมาณ 395.078 ตารางกิโลเมตร พื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบไหล่ทวีปและที่ราบเชิงเขา มีภูเขาสูงและป่าไม้สลับอยู่ทั่วไป พื้นดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย มีพื้นที่ราบประมาณ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมด มีภูเขาใหญ่เป็นแนวยาวตลอดเหนือ - ใต้ อยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอ และมีภูเขากระจัดกระจายอยู่ตามริมแนวฝั่งอันดามันด้านทิศตะวันตก มียอดภูเขาสูง คือ ยอดเขาแดนเป็นรายต่อของ 3 จังหวัด คือ ระนอง พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมมีพื้นที่ที่เป็นป่าไม้และภูเขา ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมด มีคลองสำคัญ 4 สาย ได้แก่ คลองบางมันและคลองบางนอน ไหลผ่านหมู่ที่ 1 ตำบลนาคา ลงสู่ทะเลอันดามัน คลองนาคา ไหลผ่านหมู่ที่ 2, 5 และหมู่ที่ 4 ตำบลนาคา ลงสู่ทะเลอันดามัน และคลองกำพวน ไหลผ่านหมู่ที่ 2, 3 และหมู่ที่ 5 ลงสู่ทะเลอันดามัน

ประชากรและอาชีพ อำเภอสุขสำราญ มีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 10,858 คน แยกเป็น ชาย 5,584 คน หญิง 5,274 คน

การปกครอง พื้นที่การปกครองของอำเภอสุขสำราญ มี 2 อบต. 2 ตำบล 15 หมู่บ้าน มีองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนี้
1. องค์การบริหารส่วนตำบลนาคา
2. องค์การบริหารส่วนตำบลกำพวน

  • การศึกษา

จังหวัดระนองมีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารวมทั้งสิ้น 105 แห่ง กับ 1 สาขา แยกเป็นโรงเรียนในพื้นที่อำเภอเมือง จำนวน 38 โรงเรียน กับ 1 สาขา อำเภอกระบุรี 29 โรงเรียน อำเภอกะเปอร์ 15 โรงเรียน อำเภอละอุ่น 12 โรงเรียน และกิ่งอำเภอสุขสำราญ 11 โรงเรียน มีข้าราชการครู รวม 1,466 คน นักเรียน/นักศึกษา รวม 31,457 คน สัดส่วนครูต่อนักเรียนเป็น 1 : 21

  • การนับถือศาสนา

ชาวระนองส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมา คือ ศาสนาอิสลาม ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมือง อำเภอกะเปอร์ และกิ่งอำเภอสุขสำราญ ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอื่นๆ

ในปี 2548 จังหวัดระนองมีพุทธศาสนิกชน 151,200 คน (ร้อยละ 85.23) จำนวนวัด 20 แห่ง สำนักสงฆ์ 12 แห่ง ที่พักสงฆ์ 48 แห่ง อิสลาม 23,015 คน (ร้อยละ 12.98) จำนวนมัสยิด 29 แห่ง คริสต์ 3,057 คน (ร้อยละ 1.72) โบสถ์ 5 แห่ง และอื่นๆ (ฮินดู) 127 คน (ร้อยละ 0.07)

  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด
สภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดระนอง มีสาขาหลักคือการประมง ซึ่งเป็นสาขานำในโครงสร้างการผลิตของจังหวัด ในปี 2547 จังหวัดระนองมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัด (GPP) ตามราคาประจำปีประมาณ 11,570 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคใต้ มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ย ต่อคน (Percapita GPP) หรือรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีประมาณ 64,514 บาท สาขาการผลิตที่ทำรายได้ให้แก่จังหวัดมากที่สุด คือ สาขาประมง ซึ่งมีมูลค่าการผลิตประมาณ 2,887 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาการ ขายส่งการขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ฯ และสาขาการเกษตร การล่าสัตว์ฯ ซึ่งมีมูลค่าการผลิตประมาณ 1,809 ล้านบาท และ 1,794 ล้านบาท ตามลำดับ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัดระนองในช่วงปี 2547 เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4.3 (ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
  • การเกษตรกรรม
จังหวัดระนองมีครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด 28,756 ครัวเรือน มีพื้นที่ถือครองทางการเกษตร จำนวน 599,430 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตร 562,033 ไร่ เป็นพื้นที่อื่นๆ จำนวน 80,098 ไร่ และเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อการเกษตร จำนวน 39,285 ไร่

 

พื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 562,033 ไร่ จำแนกเป็นพื้นที่นา 7,136 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ผล 114,910 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น 347,839 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 8,033 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชผัก 3,959 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ 58 ไร่

ในส่วนของการทำนาของจังหวัดระนอง ส่วนมากจะปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ปลูกเพื่อการบริโภคเป็นส่วนใหญ่ และพื้นที่ปลูกข้าวมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไปปลูกพืชที่มีรายได้และผลตอบแทนที่สูงขึ้น เช่น ปาล์มน้ำมัน

ไม้ผลของจังหวัดระนอง ที่ปลูกมาก ได้แก่ มังคุด ทุเรียน ลองกอง เป็นไม้ผลที่ทำรายได้ให้เกษตรกรสูงกว่าข้าวนาปี และพื้นที่ปลูกมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน เนื่องจากการจัดการดูแลของ ไม้ผลในจังหวัดระนองค่อนข้างยุ่งยาก มีการลงทุนสูง ผลผลิตไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและศัตรูพืช ประกอบกับราคาผลผลิตไม่แน่นอน ทำให้เกษตรกรปรับลดพื้นที่ไปปลูกพืชที่มีการจัดการดูแลรักษาง่าย ให้ผลตอบแทนเร็ว เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา เป็นต้น 

ไม้ยืนต้นของจังหวัดระนองที่สำคัญและทำรายได้ให้กับจังหวัดระนอง ได้แก่ กาแฟ ยางพารา มะม่วงหิมพานต์ และปาล์มน้ำมัน ซึ่งพื้นที่ปลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และยางพารา ส่วนพื้นที่ปลูกกาแฟ มีแนวโน้มที่ลดลงโดยเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูก ปาล์มน้ำมันและยางพารา

02 03

  • การกสิกรรม

จังหวัดระนองมีพื้นที่การเพาะปลูกประมาณ 599,430 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 21.78 ของพื้นที่ทั้งหมด มีผู้ประกอบอาชีพในด้านนี้ประมาณ 28,756 ครัวเรือน นับตั้งแต่ราษฎรได้หยุดทำเหมืองแร่ ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา 

พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดระนอง ซึ่งมีการเพาะปลูกตามพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดระนอง สรุปได้ดังนี้ (พื้นที่ปลูกพื้นบางชนิดปลูกซ้ำในพื้นที่เดียวกันในลักษณะพืชแซมหรือไร่นาสวนผสม)

  • การประมง

 การประมงทะเล จังหวัดระนองมีทะเลอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งเป็นแหล่งสัตว์น้ำที่ยังอุดมสมบูรณ์มาก จึงมีเรือประมงไทยจำนวนมากเข้าไปทำการประมง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ท่าเทียบเรือประมงในจังหวัดระนองขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ แต่มีบางส่วนใช้ท่าเทียบเรือประมงในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง เป็นต้น

เนื่องจากจังหวัดระนองเศรษฐกิจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการประมง ผลผลิตทางการประมงเฉพาะสินค้าสัตว์น้ำ ประมาณปีละ 36,100 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,265 ล้านบาท ซึ่งถ้ารวมกิจกรรมที่ต่อเนื่องเกี่ยวข้องกับการประมงเข้าไปด้วย คงจะประมาณ 4,000 ล้านบาท

  • การปศุสัตว์

การเลี้ยงสัตว์ เป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้เกษตรกรของจังหวัดระนองดีพอสมควร จังหวัดระนองเป็นจังหวัดที่ผลิตโค/กระบือ สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ เลี้ยงประชากรภายในจังหวัด และสามารถส่งขายต่างจังหวัด ข้อมูลเกษตรกรเลี้ยงสัตว์เป็นการค้าสำหรับเกษตรกรรายย่อย มีการเลี้ยงสัตว์รวมทั้งจังหวัด จำนวน 923,812 ตัว เป็นสัตว์ปีกมากที่สุด จำนวน 900,403 ตัว รองลงมา สุกร จำนวน 12,171 ตัว โค จำนวน 4,966 ตัว แพะ จำนวน 3,424 ตัว และกระบือ จำนวน 1,424 ตัว

  • การอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญในจังหวัดระนอง ปี 2548 ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากการประมง ซึ่งจัดอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตหมวดอาหาร คิดเป็นร้อยละ 23 ของจำนวนโรงงานทั้งหมด เช่น โรงงานผลิตน้ำแข็ง จำนวน 31 โรงงาน โรงงานผลิตปลาป่น จำนวน 12 โรงงาน โรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง จำนวน 10 โรงงาน และห้องเย็น จำนวน 4 โรงงาน รองลงมา คือ อุตสาหกรรมหมวดขนส่ง คิดเป็นร้อยละ 17 และอุตสาหกรรมหมวดไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ คิดเป็นร้อยละ 15 ของโรงงานทั้งหมด และส่วนใหญ่โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง 

เนื่องจากเป็นเขตที่มีความเจริญ และมีความสะดวกหลายประการ เช่น การคมนาคม การสาธารณูปการต่างๆ จากสถิติข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 มีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด 266 โรงงาน เงินลงทุน 1,822,283,820 บาท คนงาน 5,640 คน มีอัตราการขยายตัวของจำนวนโรงงานทั้งหมดเมื่อเทียบกับปี 2547 เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 5.56 โดยโรงงานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมในหมวดการเกษตร หมวดก่อสร้าง หมวดอาหาร หมวดไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ หมวดผลิตภัณฑ์โลหะและหมวดขนส่ง ส่วนอุตสาหกรรม ที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ หมวดปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ สำหรับการขยายตัวเงินลงทุนของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด เมื่อเทียบกับปี 2547 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.30 ในส่วนผลผลิตจากภาคอุตสาหกรรมส่งออกมาจากหมวดอาหารซึ่งมีการส่งออกไปยังประเทศ ญี่ปุ่น และอเมริกา รองลงมาประเทศไต้หวัน จีน และฮ่องกง ผลิตภัณฑ์ที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ กุ้งแช่แข็ง และปริมาณการส่งออกรองลงมา คือ ปลาหมึก ปลา

03 03

  • การพาณิชยกรรม

การประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการในจังหวัดระนอง ณ สิ้นปี 2547 มีผู้ประกอบการ จดทะเบียนนิติบุคคลรวม 582 ราย เงินลงทุนรวม 2,711.91 ล้านบาท แยกเป็นประเภทบริษัทจำกัด 172 ราย เงินลงทุน 1,534.70 ล้านบาท ประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด 410 ราย เงินลงทุน 1,177.21 ล้านบาท ประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 14 ราย เงินลงทุน 23.50 ล้านบาท 

จำนวนผู้ประกอบการประเภทบุคคลธรรมดา (จดทะเบียนพาณิชย์) มีจำนวน 2,973 ราย เงินลงทุน 450.88 ล้านบาท 

การประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหม่ในปี 2547 มีผู้ขอจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่ จำนวน 50 ราย เงินลงทุน 88.65 ล้านบาท แยกเป็นประเภทบริษัทจำกัด 13 ราย เงินลงทุน 55 ล้านบาท ประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด 37 ราย เงินลงทุน 33.65 ล้านบาท 

ประเภทของกิจการที่ขอจดทะเบียนในปี 2547 รับเหมาก่อสร้าง (41%) ค้าขาย (15%) โรงน้ำแข็ง (14%) กิจการนำเข้า - ส่งออก (8%) ประกอบกิจการคลังสินค้าทัณฑ์บน (7%) เป็นต้น 

ประเภทของกิจการเพิ่มทุน ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง โรงน้ำแข็ง โรงงานปลาป่น กิจการส่งออก - นำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค และกิจการโรงแรม เป็นต้น

  • การค้าชายแดน

ภาวะการค้าชายแดนไทย - พม่า ด้านจังหวัดระนอง (มกราคม - ธันวาคม 2548) มีมูลค่าการค้ารวม 7,708.70 ล้านบาท และมูลค่าดุลการค้ารวม 3,586.01 ล้านบาท โดยมูลค่าการส่งออกรวม 5,647.36 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้ารวม 2,061.35 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน มูลค่าการค้ารวมเพิ่มขึ้น 1,707.24 ล้านบาท หรือร้อยละ 28.45 มูลค่าดุลการค้าเพิ่มขึ้น 1,959.41 ล้านบาท หรือร้อยละ 120.46 มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 1,833.33 ล้านบาท หรือร้อยละ 48.07 และมูลค่าการนำเข้าลดลง 126.08 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.76

สินค้าส่งออก 10 อันดับแรก คือ น้ำมันเชื้อเพลิง (1,781.12 ล้านบาท) น้ำมันหล่อลื่น (429.76 ล้านบาท) อวน / เชือก / ด้าย (275.96 ล้านบาท) นมข้น / นมสด (223.89 ล้านบาท) แบตเตอรี่ (174.27 ล้านบาท) เหล็ก (143.18 ล้านบาท) ปูนซิเมนต์ (141.36 ล้านบาท) ยางรถ (125.22 ล้านบาท) น้ำมันพืช (122.44 ล้านบาท) และเครื่องดื่มให้พลังงาน (106.65 ล้านบาท)


สินค้านำเข้า 10 อันดับแรก คือ สัตว์น้ำ (1,681.54 ล้านบาท) ถ่านไม้ (65.30 ล้านบาท) สินแร่ (62.22 ล้านบาท) กระเพาะปลา (59.68 ล้านบาท) ถั่วต่างๆ (37.30 ล้านบาท) สินค้ามีใบสุทธินำกลับ (28.93 ล้านบาท) ปลาป่น (26.68 ล้านบาท) พริกแห้ง (21.64 ล้านบาท) หอมแดง (6.76 ล้านบาท) และไม้แปรรูป (6.06 ล้านบาท)
จุดที่มีการซื้อขาย คือ จุดผ่านแดนถาวรบริเวณท่าเทียบเรือสะพานปลา โดยอยู่ในความดูแลของด่านศุลกากรระนอง

  • แรงงานไทย

ปี พ.ศ. 2548 จังหวัดระนองมีประชากรอยู่ในวัยกำลังแรงงาน 97,887 คน เป็นคนมีงานทำจำนวน 96,329 คน คิดเป็นร้อยละ 98.40 ของประชากรวัยแรงงาน เป็นคนว่างงาน 1,558 คน คิดเป็นร้อยละ 1.59 ของกำลังแรงงานทั้งหมด

  • แรงงานต่างด้าว

การจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2548 (ข้อมูลจากสำนักงาน จัดหางานจังหวัดระนอง) ซึ่งเป็นลูกจ้างที่อยู่ในข่ายคุ้มครองแรงงาน (เพิ่มเติม)
1. นายจ้างแจ้งความต้องการ (โควต้า) แรงงานต่างด้าว จำนวน 6,591 ราย แรงงานต่างด้าว 43,942 คน คนต่างด้าวได้รับอนุญาตในการทำงาน จำนวน 18,946 คน (ข้อมูล ณ 30 สิงหาคม 2548)
2. แรงงานนอกระบบ

2.1 ผู้รับงานไปทำที่บ้าน มีจำนวน 27 กลุ่ม / 270 คน
2.2 แรงงานภาคเกษตร ที่เป็นแรงงานต่างด้าวและได้รับอนุญาตในการทำงาน จำนวน 7,533 คน อยู่ระหว่างการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลเข้าระบบ

3. แรงงานกิจการประมงทะเล ที่เป็นแรงงานต่างด้าวและได้รับอนุญาตในการทำงาน จำนวน 2,868 คน อยู่ระหว่างการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลเข้าระบบ

  • การเงิน การคลังและธนาคาร

จังหวัดระนองมีธนาคารรวม 11 ธนาคาร 18 สาขา ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง 13 สาขา อำเภอ กระบุรี 3 สาขา อำเภอกะเปอร์ 2 สาขา ดังนี้

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาระนอง
  2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานปลา
  3. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขากะเปอร์
  4. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาระนอง
  5. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเรืองราษฎร์
  6. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาระนอง
  7. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาระนอง
  8. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยกระบุรี
  9. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาระนอง
  10. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยสะพานปลา
  11. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาระนอง
  12. ธนาคารออมสิน สาขาระนอง
  13. ธนาคารออมสิน สาขากระบุรี
  14. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาระนอง
  15. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขากระบุรี
  16. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขากะเปอร์
  17. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (สาขาย่อยของจังหวัดชุมพร)
  • สถาบันการเงินในจังหวัดระนอง จำนวน 6 ราย ได้แก่

1. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank)
2. สหกรณ์ออมทรัพย์ครูระนอง
3. สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจระนอง
4. สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลระนอง
5. สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขระนอง
6. สหกรณ์ออมทรัพย์ ร.25 พัน 2

  • การจัดเก็บภาษีอากร

ในปีงบประมาณ 2544 จัดเก็บภาษีอากรได้ 184.220 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 14.456 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.28 ลดลงจาก ปีก่อนร้อยละ 1.64

ปีงบประมาณ 2545 จัดเก็บได้ 173.467 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 19.080 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 9.91 ลดลงจากปีงบประมาณก่อนร้อยละ 5.84 เนื่องจากการยุบตัวทางเศรษฐกิจจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540

ปีงบประมาณ 2546 จัดเก็บได้ 180.227 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 14.282 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8.61 และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3.90

ปีงบประมาณ 2547 จัดเก็บได้ 207.435 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 27.844 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.50 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 15.10 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจเริ่มขยายตัว ผลประกอบการของบริษัทห้างร้าน การจ้างงานและภาวะการค้าโดยทั่วไปดีขึ้น ประกอบกับการปรับปรุงระบบการบริหารการจัดเก็บของกรมสรรพากรทำให้สามารถจัดเก็บภาษีได้สูงขึ้น

ปีงบประมาณ 2548 จัดเก็บได้ 214.994 สูงกว่าประมาณการ 22.935 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 11.94 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.94 เนื่องจากการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการผลิตและส่งออกอาหารจากสัตว์ทะเล ส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค จำหน่ายน้ำมันกลางทะเล และกิจการการแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีการชำระภาษีจากการประมาณการกำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2548 สูงขึ้น ประกอบกับกรมสรรพากรได้ปรับปรุงการบริหารการจัดเก็บภาษีโดยการกำกับดูแลผู้เสียภาษีเป็นรายตัวเพื่อให้เสียภาษีอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รวมถึงการให้บริการที่ดีต่อผู้เสียภาษี มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มีการพัฒนาปรับปรุงวิธีการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดเก็บภาษีอากร ผนวกกับแนวคิดที่ว่ากรมสรรพากรเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการ ทำให้เกิดบรรยากาศของความเป็นมิตร มีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน และเกิดความสมัครใจในการเสียภาษี

ประเพณี / งานประจำปี

จังหวัดระนองมีประเพณี และงานประจำปี ที่สำคัญที่นิยมปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน คือ

  1. ประเพณีสวดกลางบ้าน มีการประกอบพิธีทางศาสนา สวดภาณยักษ์ไล่ภูตผีปีศาจทั้งหลาย โดยชาวบ้านทุกครัวเรือนจะตัดผม ตัดเล็บ ห่อด้วยกระดาษขาวหรือกระดาษแดงใส่ลงแพที่ทำด้วยไม้ระกำ และประดับประดารอบ ๆ แพด้วยธงแดงที่ทำจากกระดาษสี เมื่อน้ำทะเลหรือน้ำในแม่น้ำขึ้นเต็มที่ก็จะมีการปล่อยแพไปตามแม่น้ำ ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์มีการจัดงาน 3 วัน 3 คืน และมีมหรสพจัดแสดงด้วย กำหนดจัดงานประมาณเดือนมกราคม หรือเดือนเมษายน ของทุกปี
  2. ประเพณีตักบาตรเทโว เกิดจากความเชื่อกันว่า ในวันออกพรรษานี้เป็นวันที่องค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงมาจากชั้นดาวดึงส์ลงมาโปรดมนุษย์โลก เมื่อถึงวันนี้ชาวพุทธจะนำอาหารคาวหวานไปใส่บาตร ซึ่งเป็นประเพณีทางศาสนาที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน กำหนดจัดงานในวันออกพรรษาของทุกปี
  3. ประเพณีงานแห่พระแข่งเรือ นำเรือมาตกแต่งให้สวยงาม และอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐานในเรือ แล้วแห่ไปตามลำน้ำกระบุรี ซึ่งเป็นแม่น้ำที่กั้นพรมแดนระหว่างไทย - พม่า นอกจากนี้ยังมีการ แข่งเรือประเภทต่างๆ กำหนดจัดงานตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันแรม 3 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี
  4. ประเพณีออกพรรษา ในวันออกพรรษาจะมีประเพณีที่นิยมปฏิบัติกัน ดังนี้ ประเพณีทำพุ่มหรือผ้าป่า จะทำกันในตอนบ่ายของวันออกพรรษา โดยแต่ละบ้านจะจัดทำพุ่มไว้หน้าบ้าน พร้อมด้วยผ้าเหลือง 1 ผืน และเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระสงฆ์ ต่อจากนั้นผู้จัดการฝ่ายสงฆ์ ก็จะนิมนต์พระไว้ล่วงหน้าให้มากที่สุด โดยมากจะนิมนต์พระทุกรูปในเขตนั้นแล้วสำรวจพุ่มติดหมายเลขหรือชื่อเจ้าของพุ่ม เพื่อนำไปให้พระสงฆ์จับฉลาก เมื่อจับฉลากได้พุ่มของใครก็จะหาพุ่ม เมื่อพบแล้วผู้เป็นเจ้าของพุ่มก็จะนิมนต์พระภิกษุรูปนั้นมาเพื่อกล่าวถวายผ้าป่า หลังจากกล่าวถวายผ้าป่าแล้วพระภิกษุก็จะซักผ้าบังสุกุลแล้วให้พรแก่เจ้าของพุ่ม กำหนดจัดงานในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี
  5. ประเพณีวันสารทไทย เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่ทุกคนนำอาหารคาว หวาน ไปถวายพระสงฆ์และนำโกศ อัฐิ ของปู่ ย่า ตา ยาย หรือบิดา มารดา ผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อให้พระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุลทำบุญอุทิศให้แก่ท่าน 
  6. ประเพณีวันสงกรานต์ วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยแบบโบราณ เมื่อมีโอกาสดีๆ มาถึง บรรดาลูกหลานจึงไปคารวะผู้ใหญ่ที่มีอายุมากๆ เพราะบางครั้งตนอาจจะกระทำล่วงเกินไปบ้าง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ดังนั้น จึงมีการกราบเพื่อขอขมาและขอศีลขอพร โดยนำดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวเกรียบ เงินใส่พาน เสื้อผ้าชุดใหม่ ผ้าขาวม้าใหม่ หรือผ้าถุงใหม่ ไปขอขมาและขอศีลขอพร กำหนดจัดงานในวันที่ 13 - 15 เมษายน ของทุกปี

    21 03

  7. ประเพณีวันเข้าพรรษา มีความเชื่อว่า พระต้องพึ่งพาชาวบ้าน และชาวบ้านก็ต้องพึ่งพาพระหรือวัด ชาวบ้านจะจัดเตรียมข้าวของและเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระภิกษุ เพราะหลังจากนี้พระภิกษุจะต้องจำพรรษาอยู่ภายในวัดถึง 3 เดือน ข้าวของที่เตรียมส่วนใหญ่ก็เป็นพวกธูปเทียน น้ำมัน หรืออาจจะเป็นปัจจัย 4 (เงิน) ก็ได้ นอกจากนี้ก็มีข้าวตอก ดอกไม้นำไปด้วย มีการถวายทานต่างๆ แก่พระภิกษุสงฆ์ ฝ่ายคฤหัสถ์จะกล่าวขอขมาพระสงฆ์ แล้วปวารณาตัวแก่กัน กำหนดจัดงานในวันเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8) 
  8. ประเพณีแห่เทียนพรรษา ก่อนถึงวันเทศกาลเข้าพรรษา ประมาณ 3 - 5 วัน ชาวพุทธจะออกเชิญชวนให้ร่วมกันสละขี้ผึ้ง เพื่อเตรียมหล่อเทียน หรือบางคนอาจบริจาคเงินเพื่อซื้อน้ำผึ้ง โดยมีสถาบัน ต่างๆ เช่น โรงเรียน หน่วยงานราชการบางแห่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ริเริ่ม แล้วจึงลงมือหล่อเทียนได้จำนวนเท่าใดไม่จำกัด จากนั้นก็จะตกแต่งเทียนที่หล่อไว้ ทำเป็นคานหามหรือใส่รถยนต์ก็ได้ กำหนดจัดงานในวันก่อนถึงวันเข้าพรรษาประมาณ 3 - 5 วัน
  9. ประเพณีงานลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นประเพณีของพราหมณ์ ทำเพื่อบูชาพระเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ศาสนาพุทธ ก็จัดลอยกระทง เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ จังหวัดระนองได้จัดประเพณีลอยกระทง ในวันเพ็ญเดือน 12 ของทุกปี


  • สุสานเจ้าเมืองระนอง

ranong cemetery2

เป็นสุสานแบบจีนฝังศพของพระยารัตนเศรษฐี (คอชู้เจียง) เจ้าเมืองระนองคนแรก บริเวณสุสานปูด้วยศิลา 3 ชั้น สองข้างมีตุ๊กตาแกรนิตโบราณ

  • บ่อน้ำร้อน-สวนสาธารณะรักษะวาริน

hot spa

บ่อน้ำร้อนซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินี้มีอยู่ 3 บ่อ มีอุณหภูมิ สูงประมาณ 65 องศาเซลเซียส สามารถใช้ดื่มและอาบ การบำบัดรักษา สุขภาพ

  • วัดสุวรรณคีรี (วัดหน้าเมือง)

อยู่ในเขตเทศบาลเมืองระนอง ไปตามถนนหมายเลข 4004 (สายระนอง-ปากน้ำ) เป็นวัดเก่าแก่อายุร้อยกว่าปี ในวัดมีเจดีย์ศิลปะพม่าสูง 10 เมตร มีอายุกว่า 70 ปี สร้างโดยชาวพม่า ในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องลวดลายงดงามมาก และมีหอระฆังลายแมว

  • วิคตอเรียพอยท์ หรือเกาะสอง

victoria-point

เป็นดินแดนในฝั่งสหภาพพม่า ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับประเทศไทย โดยมีแม่น้ำกระบุรีกั้นที่ตัวตัวจังหวัด มีสินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึกเช่น พลอย เครื่องหวาย เครื่องเขินพม่า เครื่องประดับทำจากเปลือกหอยและงาช้าง ฯลฯ จำหน่าย

  • ศูนย์วิจัยป่าชายเลนหงาว

forest

เป็นแหล่งเกิดและเติบโตของสัตว์ทะเลนานาชนิด ก่อนที่จะแข็งแรงและอาศัยหากินในทะเล

  • วนอุทยานน้ำตกหงาว

เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากสันเขาสูงชัน สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล สัตว์ที่น่าสนใจที่พบได้ในบริเวณน้ำตกหงาว คือ ปูเจ้าฟ้า ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก

  • สวนรุกขชาติป่าชายเลน

อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองลำเลียง-ละอุ่น ได้ปรับปรุงให้เป็นสวนรุกขชาติป่าชายเลน

  • วัดหาดส้มแป้น

wat hatsompaen

ในบริเวณวัดมีศาลาริมน้ำสำหรับให้นักท่องเที่ยวให้อาหารปลา และวัดหาดส้มแป้นเป็นที่ตั้งของ ศาลาที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงพ่อคล้าย ซึ่งเป็นพระภิกษุที่ประชาชนในภาคใต้ให้ความเคารพนับถือมาก

  • ภูเขาหญ้าหรือเขาหัวล้าน 

bald mountain

เป็นภูเขาที่ไม่มีไม้ใหญ่ขึ้น พืชพรรณที่ปรากฏส่วนใหญ่ในฤดูฝนคือ หญ้าสีเขียวซึ่งขึ้นปกคลุมแนวเขาที่ทอดตัวจากทิศเหนือสู่ทิศใต้

  • น้ำตกโตนเพชร

เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ สายน้ำมีลักษณะลดหลั่นลงมาผ่านแนวชะง่อนหิน ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาพ่อตาโชงโดง ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดระนอง ส่วนสภาพป่าข้างเคียงเป็นป่าดิบชื้น

  • หาดชาญดำริ

chandamri beach

ก่อนถึงหาดชาญดำริราว 200 เมตร จะเป็นเนินเขาสูง สามารถชมทิวทัศน์ของชุมชนปากน้ำ ระนอง และเกาะสองหรือวิคตอเรียพอยท์ของฝั่งพม่า และเกาะแก่งอื่นๆ ชมพระอาทิตย์ตก

  • เกาะพยาม

sunset-ao-kaokwai

เป็นแหล่งปลูกมะม่วงหิมพานต์ หรือกาหยู ที่มีชื่อเสียงมากของ มีชายหาดขาวสะอาดทอดตัวเป็นแนวยาวไปตามตัวเกาะหลายแห่ง

  • แหล่งน้ำร้อนธรรมชาติ

เป็นแหล่งน้ำร้อนธรรมชาติที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา

เป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์และมีน้ำตกสวยงาม การทัศนศึกษาจะต้องทำจดหมายขออนุญาตเข้าพักแรมในพื้นที่ ถึงผู้อำนวยการกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้

  • ซากเรือรบญี่ปุ่น

เลยทางเข้าเขาฝาชีมาอีกประมาณ 2 กม. ด้านซ้ายมือบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำละอุ่นในยามน้ำลดจะเห็นซากเรือรบเก่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นได้ใช้พื้นที่ในตำบลปากจั่น เป็นท่าเรือเพื่อส่งกำลังบำรุงไปยังประเทศพม่าในระหว่างสงคราม

  • น้ำตกปุญญบาล 

อยู่ริมถนนหลวงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวแวะพักผ่อนมีบริเวณที่จอดรถ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก

  • คอคอดกระ หรือกิ่วกระ 

อยู่ในเขตบ้านทับหลี ตำบลละมุ เป็นส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู โดยมีระยะจากฝั่งทะเลทางตะวันตกจรดตะวันออก กว้างเพียง 44 กม. มีแผ่นป้ายคอนกรีตขนาดใหญ่จำลองแผนที่แสดงจุดที่ตั้งของคอคอดกระ

  • น้ำตกชุมแสง หรือน้ำตกสายรุ้ง

sairung-waterfall

มีน้ำไหลเฉพาะในฤดูฝน น้ำจะไหลกระแทกกับโขดหินแล้วกระจายออกเป็นสายดูคล้ายสายรุ้ง

  • น้ำตกบกกราย

เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีน้ำไหลตลอดปี

  • เขาฝาชี 

pic4

เขาเป็นสถานที่ชมทิวทัศน์สวยงาม พระอาทิตย์อัสดงสามารถมองเห็นแม่น้ำกระบุรีไหลบรรจบกับแม่น้ำละอุ่น และเกาะแก่งต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงเคยเป็นที่ตั้งฐานทัพญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

  • ศิลาสลักพระปรมาภิไธย

post

เป็นสถานที่สำคัญด่านแรกของจังหวัดระนอง ตั้งอยู่ในเขตตำบลปากจั่น เป็นจุดรอยต่อจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นที่ตั้งของ"หินสลักพระปรมาภิ ไธย จปร." ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ได้ทรงจารึกไว้ ครั้งที่พระองค์ ทรงเสด็จประพาส โดยขบวนช้างและม้าจากจังหวัดชุมพร มาประทับแรมคืนที่พลับพลาดอนวังทู้ และหินสลักพระปรมาภิไธยย่อจปร. และ สก. ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถรวมทั้งพระนามาภิไธย ย่อ สธ. ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้ทรงจารึกไว้ครั้งที่เสด็จประพาส จากชุมพรโดยรถยนต์มาทรงเยี่ยมประชาชน พ.ศ. 2502

  • ถ้ำพระขยางค์

เป็นถ้ำขนาดเล็ก จากปากถ้ำเข้าไปประมาณ 40 เมตร มีบันไดขึ้นสู่ด้านบน สามารถทะลุออกภายนอก บรรยากาศภายในถ้ำค่อนข้างอับชื้น

  • หาดบางเบน

bangben-beach

เป็นหาดทรายยาวและกว้างใหญ่ มีทรายละเอียด ร่มรื่นด้วยป่าสนธรรมชาติ

  • หาดแหลมสน

beach

มีหาดทรายขาวสะอาด และเป็นที่อยู่ของนกนานาชนิด เหมาะสำหรับไปตั้งแค้มป์ดูนก

  • หาดประพาส หรือหาดหินทุ่ง

prapas-beach

เป็นชายหาดใหญ่ มีทิวสนร่มรื่นเช่นเดียวกับหาดบางเบน

  • เกาะค้างคาว

beach1

เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาวละเอียด ด้านเหนือของเกาะเป็นหาดหินงาม มีหินทรงกลมมนเรียงรายอยู่เต็มหาด

  • เกาะกำตก หรือเกาะอ่าวเขาควาย

beach12

มีอ่าวที่โค้งเกือบเป็นรูปกลม เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ

  • อุทยานแห่งชาติแหลมสน

ประกอบด้วยพื้นที่ริมทะเลตั้งแต่ ต.ราชกรูด อ.เมือง ลงไปทางใต้ ผ่าน ต.ม่วงกลาง ต.กะเปอร์ ต.บางหัน ต. นาคา อ.กะเปอร์ จังหวัดระนอง เลยไปถึง ต.คุระ อ.คุระบุรี จังหวัดพังงา และครอบคลุมถึงเกาะต่างๆ ในทะเลอันดามัน

  • เกาะกำใหญ่

beach9

เป็นเกาะที่สวยงาม มีหาดทรายขาวบริสุทธิ์อยู่เกือบรอบเกาะ

  • เกาะกำนุ้ย

beach2

มีหาดทรายเพียงด้านเดียว ประกอบด้วยเกาะบริวารอีกหลายเกาะ

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด เว็บไซต์วิกิพีเดีย จังหวัดระนอง - วิกิพีเดีย
ประวัติศาสตร์ จังหวัดระนอง ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

การปกครอง

ประชากรและสภาพทางสังคม

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ประเพณีและวัฒนธรรม

เว็บไซต์จังหวัดระนอง

 จังหวัดระนอง- Ranong Province

การเลือกตั้ง   เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดระนอง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ จังหวัดระนอง แหล่งท่องเที่ยว

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นอินทนิล

infocomm.mju.ac.th

learners.in.th  

ดอกโกมาซุม

wiki.moohin.com

ภาพสถานที่ท่องเที่ยว

ระนอง ที่พัก ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว

 

JoomSpirit