นราธิวาส

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดนราธิวาส

Seal Narathiwat

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนราธิวาส

รูปเรือกอและกางใบแล่นรับลมเต็มที่ ภายในใบเรือเป็นรูปช้างเผือกทรงเครื่องคชาภรณ์ รูปช้างนั้นหมายถึงพระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ ช้างสำคัญซึ่งจังหวัดนราธิวาสได้น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อ พ.ศ. 2520

จังหวัดนราธิวาส มีการเปลี่ยนแปลงตรามาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้ตรารูปใบเรือขึงอยู่บนพื้น ภายในมีภาพกริชคดและพญานาคอยู่ เบื้องหลังเป็นรูปอาทิตย์อุทัย ต่อมาเปลี่ยนเป็นรูปคนงานกรีดยางพารา

คำขวัญประจำจังหวัด

ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา
นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึงใจ
แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

21-7-1 2-30-1 3-21
รูปที่ 2 ต้นตะเคียนชันตาแมว รูปที่ 3 ต้นตะเคียนชันตาแมว รูปที่ 4 ดอกบานบุรีเหลือง

 

ตะเคียนชันตาแมว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Neobalanocarpus heimii ( King) P.S.Ashton จัดอยู่ในวงศ์ DIPTEROCARPACEAE) เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดนราธิวาส ลักษณะของตะเคียนชันตาแมว เป็นไม้ต้นสูงถึง 40 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือบางครั้งแผ่กว้าง ลำต้นตรง เปลือกสีน้ำตาลเข้มแตกตามยาวและล่อนเป็นสะเก็ด ตกชันสีขาวใส เปลือกในสีเหลืองแกมเขียว เนื้อไม้สีเหลืองน้ำตาลแกมเหลืองถึงสีน้ำตาลเข้ม ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก กว้าง 2-4 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบสอบเรียวแหลม โคนใบมนหรือเบี้ยว ผิวใบเกลี้ยงหรือมีขนเล็กน้อย เส้นแขนงใบ 9-10 คู่ โค้งจรดขอบใบ ก้านใบยาวประมาณ 1.5 ซ.ม.ดอก ดอกสีขาวนวลถึงสีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง ผล รูปทรงกระบอกโค้ง ปลายแหลม กว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาว 5-7 ซม. มีกลีบเลี้ยงรองผล 5 กลีบ ยาวไม่เกินครึ่งหนึ่งของความยาวของตัวผล ประโยชน์ ใช้ในการก่อสร้างได้แข็งแรงทนทาน เช่น ทำเสา รอด ตง ไม้หมอนรถไฟ และใช้ต่อเรือ ชันมีราคาสูง ใช้ผสมน้ำมันทาไม้ และน้ำมันชักเงาอย่างดี

ดอกบานบุรีเหลือง
ชื่อสามัญ Golden trumpet, Allamanda
ชื่อวิทยาศาสตร์ Allamanda cathartica Linn.
วงศ์ APOCYNACEAE
ชื่ออื่น บานบุรีหอม, บานบุรีแสด

ลักษณะทั่วไป
เป็นไม้เถาเล็ก ใบยาวกว้างปลายแหลมดอกคล้ายดอกผักบุ้ง สีม่วง สีเหลือง หรือสีแสดตามพันธุ์ กลิ่นหอมอ่อน ออกดอกตลอดปี การขยายพันธุ์ โดยการตอนกิ่ง หรือปักชำ สภาพที่เหมาะสม ดินร่วยซุย แสงแดดปานกลาง ถิ่นกำเนิด บราซิล และอเมริกาเขตร้อน

นราธิวาสเดิมชื่อ "มะนาลอ" เป็นหมู่บ้านขึ้นอยู่กับเมืองสายบุรี ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโอนไปขึ้นกับเมืองระแงะ ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในการปกครอง 7 หัวเมือง ในการสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ. 2325-2353) ได้มีการแบ่งเขตการปกครอง บริเวณชายแดนภาคใต้ออกเป็น 7 หัวเมืองคือ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามัน เมืองระแงะ

เมืองสายบุรี และเมืองยะหริ่ง โดยมีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองในปี พ.ศ. 2444 (ร.ศ.120) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว(พ.ศ. 2411-2453) ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล และให้ 7 หัวเมืองอยู่ในความปกครองของเทศาภิบาล เมื่อปี พ.ศ. 2449 (ร.ศ. 125) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯให้ยุบหัวเมืองทั้ง 7 เหลือแค่เพียง 4 หัวเมือง และให้ขึ้นอยู่กับมณฑลปัตตานี คือ (1) เมืองปัตตานี ประกอบด้วย หนองจิก ยะหริ่ง และปัตตานี (2) เมืองยะลา ประกอบด้วย รามัน และเมืองยะลา (3) เมืองสายบุรี (4) เมืองระแงะ

สำหรับหัวเมืองประเทศราช 4 เมือง ได้แก่ กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี (เคดาห์) และเปอร์ลิส อังกฤษเข้ายึดครองในปี พ.ศ.2452 (ค.ศ. 1909) ต่อมา หมู่บ้านมะนาลอมีความเจริญเป็นชุมชนหนาแน่นมากกว่าเมืองระแงะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453-2468) ได้เสด็จพระราชดำมาเยี่ยมราษฏรภาคใต้ เมื่อ พ.ศ. 2458 ทรงมีพระราชดำริให้ย้ายศาลาว่าการเมืองระแงะ มาตั้งอยู่บ้านมะนาลอ และได้ได้พระราชทานชื่อเมืองว่า "เมืองนราธิวาส" คำว่า "นราธิวาส" แปลว่า "ที่อยูของคนดี"

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิยมใช้ภาษาท้องถิ่น ซึ่งเป็น"ภาษามลายูท้องถิ่น" อาชีพหลักคือการทำการเกษตร เช่นการทำสวนยางพารา สวนมะพร้าว สวนผลไม้ต่างๆ การทำนาการประมง และการเลี้ยงสัตว์

จังหวัดนราธิวาส เดิมมีฐานะเป็นอำเภอคือ อำเภอบางนรา ขึ้นอยู่กับเมืองสายบุรี ต่อมาได้โอนไปขึ้นกับเมืองระแงะ ดังนั้นประวัติความเป็นมาของนราธิวาส จะต้องกล่าวถึงเรื่องราวของเมืองปัตตานี เมืองสายบุรี และเมืองระแงะ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลมหาราช พระองค์ได้มีรับสั่งให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ยกทัพหลวงมาปักษ์ใต้ เพื่อปราบปรามข้าศึกที่ยกเข้ามารุกรานพระราชอาณาเขตทางใต้ เมื่อปราบปรามข้าศึกได้ราบคาบแล้วจึงได้เสด็จไปประทับ ณ เมืองสงขลา แล้วมีรับสั่งไปยังหัวเมืองมลายูทั้งหลาย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นกับกรุงศรีอยุธยามาแต่ก่อนให้มาอ่อนน้อมเหมือนเดิม

พระยาไทรบุรีและพระยาตรังกานู ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี แต่พระยาปัตตานีได้ตั้งแข็งเมืองไม่ยอมมาอ่อนน้อม พระองค์จึงรับสั่งให้ยกกองทัพลงไปตีเมืองปัตตานี เมื่อปี พ.ศ.2332 ตีได้เมืองปัตตานี

เมื่อได้เมืองปัตตานีแล้วได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาสงขลา (บุญฮุย) อัญเชิญตราตั้งให้พระยาจะนะ (ขวัญช้าย) เป็นพระยาปัตตานี และให้อยู่ในความกำกับดูแลของเมืองสงขลา

เมื่อพระยาปัตตานี (ขวัญช้าย) ถึงแก่กรรม ได้โปรดเกล้าฯ ใให้นายพ่ายน้องชายพระยาปัตตานี (ขวัญซ้าย) เป็นพระยาปัตตานี และแต่งตั้งให้นายยิ้มซ้าย บุตรพระยาปัตตานี (ขวัญซ้าย) เป็นหลวงสวัสดิภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองปัตตานี และได้ย้ายที่ว่าการเมืองปัตตานีจากบ้านมะนา (อ่าวนาเกลือ) ไปตั้งที่บ้านยานู

ในระหว่างนั้นพวกซาเหยดรัตนาวงศ์ และพวกโมเซฟได้คบคิดกันเข้าปล้นบ้านพระยาปัตตานี (พ่าย) และบ้านหลวงสวัสดิศักดิ์ (ยิ้มซ้าย) แต่ถูกตีถอยหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ตำบลบ้านกะลาพอ เขตเมืองสายบุรี

เนื่องจากเมืองปัตตานีมีอาณาเขตกว้างขวาง มีโจรผู้ร้ายปล้นบ้านเรือนราษฎรชุกชุม พระยาปัตตานี (พ่าย) จึงได้แจ้งข้อราชการไปยังเมืองสงขลา พระยาสขลา (เถี้ยนจ๋อง) ได้ออกมาปราบปรามและจัดแบ่งเมืองปัตตานีออกเป็นเจ็ดหัวเมือง เมื่อปี พ.ศ.2355 แล้วทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อเมืองที่แยกออกไปดังนี้คือ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามัน เมืองระแงะ เมืองสายบุรีและเมืองยะหริ่ง

ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาอภัยสงครามกับพระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋อง) เป็นผู้เชิญตราตั้งออกไปพระราชทานแก่เจ้าเมืองทั้งเจ็ดหัวเมือง ดังนี้

  • ให้ตวนสุหลง เป็น พระยาปัตตานี
  • ให้ตวนหนิ เป็น พระยาหนองจิก
  • ให้ตวนยะลอ เป็น พระยายะลา
  • ให้ตวนหม่าโซ่ เป็น พระยาสายบุรี
  • ให้นายพ่าย เป็น พระยะหริ่ง

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาปัตตานี (ตวนสุหรง) พระยาหนองจิก (ตวนกะจิ) พระยายะลา (ตวนบางกอก) และพระยาระแงะ (หนิแงะ) ได้สมคบกันเป็นกบฎ โดยได้รวบรวมกำลังพลออกตีบ้านพระยายะหริ่ง (พ่าย) แล้วเลยออกไปตีเมืองเทพาและเมืองจะนะ พระยาสงขลา (เถี้ยนแส้ง) ทราบเรื่องจึงได้มีใบบอกไปยังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระพระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพออกไปสมทบช่วยเมืองสงขลาออกทำการปราบปรามตั้งแต่เมืองจะนะ เมืองเทพา ไปถึงเมืองระแงะ พระยาระแงะ (หนิเดะ) หนีรอดไปได้

ในระหว่างที่ทำการรบกันอยุ่นั้น หนิบอสู ชาวบ้านบางปูซึ่งพระยายะหริ่งแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเมืองยะหริ่งได้เป็นกำลังสำคัญ จึงได้นับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาราชการเมืองระแงะ และได้ย้ายที่ว่าราชการเมืองระแงะจากบ้านระแงะ ริมพรมแดนติดต่อกับเมืองกลันตันมาตั้ง ณ ตำบลบ้านตันหยงมัส (อำเภอระแงะปัจจุบัน)

ต่อมาเมื่อพระยาระแงะ (หนิบอสู) ถึงแก่กรรมก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาคีรีรัตนพิศาล (ตวนโหมะ) บุตรพระยาระแงะ (หนิบอสู) ว่าราชการเมืองระแงะแทน มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาภูผาภักดิ์ ศรีสุวรรณปกระเทศวิเศษวังษา

พ.ศ.2432 พระยาระแงะ (ตวนโหมะ) ถึงแก่กรรม พระยาสุนทรานุรักษ์ (ชม) ผู้ช่วยราชการผู้รักษาว่าราชการเมืองสงขลา จัดให้ตวนเหงาะ บุตรตวนสุหลง ผู้เป็นพี่ต่างมารดาของพระยาระแงะ (ตวนโหนะ) เป็นผู้รักษาราชการเมืองระแงะ

พ.ศ.2434 เมื่อถึงกำหนดที่บริเวณเจ็ดหัวเมือง ต้องนำต้นไม้เงินต้นไม้ทองและเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าแผ่นดิน ณ กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเจ้าเมืองทั้งเจ็ดเมือง ได้ถวายความจงรักภักดีด้วยความพร้อมเพรียงกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรปูนบำเหน็จ ความดีความชอบให้ และได้ใช้สืบต่อกันมา จนกระทั่งยุบเลิกการปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง

ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศกฎข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ.๑๒๐ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๔ ให้ยกเลิกการปกครองแบบเก่าเสีย ให้หัวเมืองทั้งเจ็ดเมืองคงเป็นเมืองอยู่ตามเดิม และให้พระยาเมืองเป็นผู้รักษาราชการบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ มีกองบัญชาการเมืองโดยมีพระยาเมืองเป็นหัวหน้า ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง และผู้ช่วยราชการเมืองรวมสี่คน ให้มีกรมการชั้นรอง เสมียนพนักงานตามสมควร โดยมีข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณเจ็ดหัวเมืองคนหนึ่ง สำหรับตรวจตราแนะนำราชการทั้งปวงทั่งบริเวณทั้งเจ็ดหัวเมือง ต่างพระเนตรพระกรรณในราชการทุกๆ เมือง ข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณยังทำหน้าที่จัดการในบริเวณให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับ และปฎิบัติราชการตามท้องตรากรุงเทพฯ และคำสั่งของข้าหลวงเทศาภิบาล มณฑลนครศรีธรรมราช

พระยาเมืองที่รับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยดี ก็ได้รับพระราชทานผลประโยชน์ให้พอเลี้ยงชีพและรักษาบรรดาศักดิ์ตามสมควรแก่ตำแหน่ง และพระราชทานเงินผลประโยชน์ที่เก็บได้ซึ่งหักค่าใช้จ่ายแล้วนั้น ไว้เป็นเงินสำหรับจัดการทำนุบำรุงบ้านเมืองเป็นปี ๆ พระยาเมืองและศรีตวันกรมการซึ่งเป็นคนในพื้นบ้านเมือง ถ้าได้รับราชการด้วยดีตลอดชั่วเวลารับราชการ เมื่อต้องออกจากหน้าที่โดยชรา หรือโดยทุพพลภาพประการใดก็ดีจะได้รับพระราชทานเบี้ยเลี้ยงบำนาญต่อไป

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงให้ยกเลิกการปกครองแบบเก่า เพราะการแบ่งเขตแขวงการปกครอง และตำแหน่งหน้าที่ราชการในหัวเมืองทั้ง 7 ที่ยังทับซ้อนกันอยู่หลายแห่ง จึงได้วางระเบียบแผนการปกครองและตำแหน่งหน้าที่ราชการให้เป็นระเบียบตามสมควรแก่กาลสมัย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2444

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2449 มีประกาศพระบรมราชโองการให้แยกบริเวณ 7 หัวเมืองออกมาจากมณฑลเทศาภิบาล เรียกว่า มณฑลปัตตานี เพื่อสะดวกแก่ราชการ และทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน ในปี พ.ศ. 2458 ได้ย้ายที่ว่าราชการจากเมืองระแงะ ตำบลตันหยงมัส มาตั้งที่บ้านมะนาลอ (บางมะนาวในปัจจุบัน) อำเภอบางนรา ส่วนท้องที่เมืองระแงะ และได้ยกฐานะอำเภอบางนราขึ้นเป็นเมืองบางนรา มีอำเภอในการปกครองได้แก่ อำเภอบางนรา, อำเภอตันหยงมัส, กิ่งอำเภอยะบะ, อำเภอสุไหงปาดี และกิ่งอำเภอโต๊ะโมะ

ครั้นต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้ เมื่อพระองค์เสด็จถึงเมืองบางนรา ทรงพระราชทานพระแสงศาสตราแก่เมืองบางนรา และทรงดำริว่าบางนรานั้นเป็นชื่อตำบลบ้าน และควรที่จะมีชื่อเมืองไว้เป็นหลักฐานสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองนราธิวาส" ซึ่งหมายถึงที่อยู่ของคนดี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2458

เรื่องการศาล จัดให้มีศาลเป็นสามชั้น คือศาลบริเวณ ศาลเมือง และศาลแขวง มีผู้พิพากษาสำหรับศาลเหล่านั้นพิจารณาคดีตามพระราชกำหนดกฎหมาย เว้นแต่คดีแพ่งที่กี่ยวกับครอบครัวและมรดก ซึ่งอิสลามิกชนเป็นโจทก์และจำเลย หรือเป็นจำเลยให้ใช้กฎหมายอิสลาม แทนบทบัญญัติกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แว้นแต่บทบัญญัติว่าด้วยอายุความมรดก ยังคงต้องใช้กฎหมายแพ่ง และพาณิชย์บังคับ

การใช้กฎหมายอิสลามในการพิจารณาอรรถคดีดังกล่าว ตามข้อบังคับสำหรับการปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ.120 เรียกตุลาการตำแหน่งนี้ว่า โต๊ะกาลี ต่อมาได้มีข้อข้อกำหนดไว้ในศาลตรากระทรวงยุติธรรม เมื่อปี พ.ศ.2460 เรียกตำแหน่งนี้ว่า ดาโต๊ะยุติธรรม เพื่อให้สอดคล้องกับตำแหน่งเสนายุติธรรม ในมณฑลพายัพ ดาโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้รู้และเป็นที่นับถือของอิสลามิกชน เป็นผู้พิพากษาตามกฎหมายอิสลาม

ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคครั้งยิ่งใหญ่ และให้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นจังหวัด เมืองนราธิวาสจึงเป็นเปลี่ยนเป็น "จังหวัดนราธิวาส" จากนั้นเป็นต้นมา

ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนึ่งในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ในโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (IMT-GT Growth Triangle Development Project) มีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเมืองชายแดนอยู่ที่อำเภอสุไหงโกลก ที่ชาวมาเลเซีย และสิงคโปร์มาเที่ยวพักผ่อนและซื้อสินค้ารวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีการถ่ายเทวัฒนธรรมรวมทั้งสินค้านำเข้า ส่งออกซึ่งกันและกัน

Thailand 6-30-1
รูปที่ี 5 ที่ตั้งจังหวัดกระบี่  รูปที่ 6 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดกระบี่

 

จังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย เป็นจังหวัดชายแดนใต้สุดของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายู ห่างจากกรุงเทพฯ ทางรถยนต์ประมาณ 1,149 กิโลเมตร โดยมีเนื้อที่ประมาณ 4,475.43 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,797,143.75 ไร่

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดปัตตานีในเขตอำเภอสายบุรี อำเภอไม้แก่น และอ่าวไทย
ทิศใต้ ติดต่อกับรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอ่าวไทยและรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดยะลาในเขตอำเภอบันนังสตา

 

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และภูเขา 2 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด มีป่าพรุประมาณ 361,860 ไร่ ทางแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้จรดทิวเขาสันกาลาคีรีซึ่งเป็นแนวกั้นพรมแดนไทย-มาเลเซีย ลักษณะพื้นที่จะมีความลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก พื้นที่ราบส่วนใหญ่อยู่บริเวณติดกับอ่าวไทยและที่ราบลุ่มบริเวณแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำบางนรา แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำตากใบ และแม่น้ำโก-ลก มีประชากรจำนวน 717,366 คน แยกเป็นชาย 356,229 คน หญิง 361,137 คน โดยจังหวัดนราธิวาสมีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการอุตสาหกรรมอยู่ที่อำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นอำเภอที่มีขนาดใหญ่และมีความเจริญกว่าตัวจังหวัดมาก

ภูมิประเทศทั่วไป

ภูมิประเทศของจังหวัดนราธิวาสเป็นที่ราบประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนั้นเป็นป่าและภูเขา ที่ราบส่วนใหญ่อยู่ติดกับอ่าวไทยและแม่น้ำสุไหงโกลก มีภูเขาหนาแน่นตรงด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดติดต่อกับเทือกเขาสันกาลาคีรีซึ่งเป็นเทือกเขากั้นพรมแดนไทยกับมาเลเซีย จังหวัดนราธิวาสมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 59 กม. มีภูเขาที่สำคัญคือเทือกเขาสันกาลาคีรี อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดภูเขาบอสินยอ อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด และเทือกเขาบูโด อยู่ทางตอนเหนือและตอนกลางของจังหวัด แม่น้ำที่สำคัญมีแม่น้ำบางนรา แม่น้ำสุไหงโกลก และแม่น้ำสายบุรี
ฤดูกาล

ฤดูกาลของจังหวัดนราธิวาสแบ่งตามลักษณะของลมฟ้าอากาศของประเทศไทยออกได้เป็น 3 ฤดู คือ

  • ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่องว่างของฤดูมรสุม หลังจากสิ้นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือหรือฤดูหนาวแล้วอากาศจะเริ่มร้อนและมีอากาศร้อนจัดที่สุดในเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่ไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล กระแสลมและไอน้ำทำให้อากาศคลายความร้อนลงไปมาก
  • ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมร้อนและชื้นจากมหาสมุทรอินเดียพัดปกคลุมประเทศไทยทำให้มีฝนตกทั่วไป และในช่วงฤดูฝนยังมีร่องความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคใต้เป็นระยะๆ อีกด้วย จึงทำให้มีฝนตกมาก และเนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่ทางด้านตะวันออกของภาคใต้ จึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทย ทำให้จังหวัดนี้มีฝนตกมากในช่วงฤดูหนาว คือระหว่างเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมอีกช่วงหนึ่งด้วย จึงนับว่าเป็นจังหวัดที่มีฤดูฝนอันยาวนาน
  • ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในระยะนี้จะมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเย็นและแห้งจากประเทศจีนพัดปกคลุมประเทศไทย ทำให้อุณหภูมิลดลงทั่วไปและมีอากาศหนาวเย็น แต่เนื่องจากจังหวัดนราธิวาสตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของภาคใต้ อุณหภูมิจึงไม่ลดลงมากอากาศจึงไม่หนาวเย็นเหมือนในประเทศไทยตอนบน นอกจากนี้ลมจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ได้นำพาความชุ่มชื้นเข้ามา ทำให้มีฝนตกชุกและมีปริมาณมากโดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

ลักษณะอากาศทั่วไป

จังหวัดนราธิวาสอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม 2 ชนิดคือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีลมพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นลมเย็นและแห้งจากประเทศจีนพัดผนอ่าวไทยเข้าปกคลุมจังหวัดนราธิวาส ทำให้ตอนบนตั้งแต่ภาคกลางขึ้นไปมีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้งทั่วไป แต่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป มีฝนตกชุกเพราะลมมรสุมนี่พัดผ่านอ่าวไทย จึงทำให้มีฝนตกทั่วไปตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป อากาศจึงไม่หนาวเย็นดังเช่นภาคอื่นๆ ที่อยู่ทางตอนบนของประเทศ และจังหวัดนราธิวาสซึ่งอยู่ทางด้านฝั่งตะวันออกได้รับอิทธิพลของลมนี้เต็มที่ จึงมีฝนตกอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีอากาศหนาวเย็นเป็นครั้งคราว ลมมรสุมอีกชนิดคือลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดผ่านมหาสมุทรอินเดีย จึงพาเอาไอน้ำและความชุ่มชื้นมาสู่ประเทศไทย แต่เนื่องจากเทือกเขาตะนาวศรีด้านตะวันตกซึ่งปิดกั้นกระแสลมไว้ ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและจังหวัดนราธิวาสมีฝนตกน้อยกว่าภาคใต้ฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นด้านรับลม
อุณหภูมิ

เนื่องจากจังหวัดนราธิวาสตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของภาคใต้ จึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดจากมหาสมุทรอินเดีย และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งพัดผ่านอ่าวไทย ทำให้ได้รับไอน้ำและความชุ่มชื้นมาก อุณหภูมิเฉลี่ยจึงไม่สูงมาก อากาศไม่ร้อนจัดในฤดูร้อน และอบอุ่นในช่วงฤดูฝน ส่วนในฤดูหนาวจะมีอากาศเย็นเป็นบางครั้ง อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 27.3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 23.0 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 31.3 องศาเซลเซียส เดือนที่มีอากาศร้อนที่สุดส่วนมากอยู่ในเดือนเมษายน แต่มีบางปีที่อากาศร้อนที่สุดอยู่ในเดือนพฤษภาคม เคยตรวจอุณหภูมิสูงที่สุดได้ 39.0 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2526 และตรวจอุณหภูมิต่ำสุดได้ 17.1 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2508

ความชื้นสัมพัทธ์

ความชื้นสัมพัทธ์สัมพันธ์กับมวลอากาศและทธิพลของลมมรสุมเป็นสำคัญ ตลอดทั้งปีของจังหวัดนราธิวาสจะมีความชื้นสัมพัทธ์อยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมรสุมทั้งสองฤดูคือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มรสุมทั้งสองนี้ก่อนที่จะพัดเข้าสู่บริเวณจังหวัด ได้พัดผ่านทะเลและมหาสมุทร จึงพาเอาไอน้ำและความชุ่มชื้นมาด้วย ทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์สูง เฉลี่ยตลอดทั้งปีมีค่าประมาณ 80 % โดยมีความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดเฉลี่ย 95 % ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำสุดเฉลี่ย 68 % เคยตรวจความชื้นสัมพัทธ์ต่ำที่สุดได้ 40 % ในเดือนมีนาคมและมิถุนายน

ฝน

นราธิวาสเป็นจังหวัดที่อยู่ทางภาคใต้ฝั่งตะวันออก จัดได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีฝนดีจังหวัดหนึ่งของภาคใต้ ในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนตกชุกมากกว่าฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เพราะอยู่ทางด้านตะวันออก ไม่มีภูเขาสูงปิดกั้นจึงได้รับมรสุมเต็มที่ ทำให้มีฝนตกน้อยกว่าฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเพราะภูมิประเทศมีแนวเทือกเขาตะนาวศรีปิดกั้น ทำให้ได้รับกระแสลมจากมรสุมนี้ไม่เต็มที่ ปริมาณฝนเฉลี่ยของจังหวัดนราธิวาสอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 26118.8 มิลลิเมตร และมีฝนตกประมาณ 171 วัน เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือเดือนพฤศจิกายน มีปริมาณฝนเฉลี่ยประมาณ 639.0 มิลลิเมตร และมีฝนตกประมาณ 22 วัน เคยวัดฝนสูงสุดใน 27 ชั่วโมงได้ 6625.9 มิลลิเมตร เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2498

จำนวนเมฆ

ตลอดทั้งปีจะมีจำนวนเมฆเฉลี่ยประมาณ 6 ส่วนของจำนวนเมฆ 8 ส่วน ส่วนในท้องฟ้า ในฤดูร้อนจะมีเมฆเฉลี่ยประมาณ 5 ส่วน ในฤดูฝนจะมีเมฆเฉลี่ยประมาณ 7 ส่วน ส่วนฤดูหนาวจะมีประมาณ 6 ส่วน

หมอก ฟ้าหลัว และทัศนวิสัย

โดยเฉลี่ยแล้วจังหวัดนราธิวาสมีโอกาสเกิดหมอกได้น้อยมากประมาณเดือนละ 1 - 4 วัน วันที่เกิดหมอกทัศนวิสัยจะเลว เห็นได้ไกลไม่เกิน 1 กิโลเมตร ส่วนฟ้าหลัวเกิดทุกเดือนตลอดปีในเดือนหนึ่ง ๆ จะมีฟ้าหลัวเกิดได้ประมาณ 4 - 14 วัน เดือนที่มีโอกาสเกิดได้มากที่สุดคือ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน วันที่มีฟ้าหลัวทัศนวิสัย จะเห็นได้ไกลประมาณ 7 กิโลเมตร ทัศนวิสัยเฉลี่ยเวลา 07.00 น. จะเห็นได้ไกลประมาณ 8 กิโลเมตร และเฉลี่ยตลอดวันประมาณ 11 กิโลเมตร

ลม

ระบบหมุนเวียนของลมในจังหวัดนราธิวาสมีความชัดเจนดี โดยในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือหรือฤดูหนาวตอนต้นฤดูระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนจะมีลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดด้วยความเร็วลมเฉลี่ยประมาณ 8 - 9 กม./ชม. เดือนมกราคมถึงมีนาคมเป็นลมทิศตะวันออก ความเร็วลมเฉลี่ยประมาณ 11 - 13 กม./ชม. เดือนเมษายนถึงสิงหาคมเป็นลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็วลมเฉลี่ยประมาณ 9 - 11 กม./ชม. เดือนกันยายนเป็นลมทิศตะวันตก ความเร็วลมเฉลี่ยประมาณ 9 กม./ชม. กำลังลมสูงที่สุดในแต่ละฤดูมีดังนี้ ฤดูร้อนเคยตรวจลมสูงที่สุดได้ 74 กม./ชม. เป็นลมทิศตะวันออกในเดือนมีนาคม ฤดูฝนเคยตรวจลมสูงที่สุดได้ 102 กม./ชม. เป็นลมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในเดือนกรกฎาคม และทิศตะวันตกในเดือนตุลาคม ส่วนในฤดูหนาวเคยตรวจลมได้สูงที่สุดได้ 111 กม./ชม. เป็นลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในเดือนพฤศจิกายน

พายุหมุน

พายุหมุนเขตร้อนที่ผ่านบริเวณภาคใต้และทำความกระทบกระเทือนให้กับจังหวัดนราธิวาสส่วนมากจะเป็นพายุดีเปรสชั่นที่มีกำลังอ่อน ส่วนมากจะเกิดจากทะเลจีนใต้ และมีส่วนน้อยที่เกิดจากทางมหาสมุทรแปซิฟิค และมีโอกาสผ่านบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยไปยังอ่าวเบงกอลประมาณเดือนตุลาคมถึงธันวาคม พายุดีเปรสชั่นและพายุโซนร้อนที่เคลื่อนตัวเข้าสู่บริเวณภาคใต้เกือบทุกครั้งจะกระทำความกระทบกระเทือนให้แก่จังหวัดนราธิวาสด้วย คือจะทำให้มีฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และเกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้น กำลังแรงของลมและคลื่นในทะเลจะทำอันตรายแก่เรือต่าง ๆ และอาคารบ้านเรือนที่อยู่ตามชายฝั่งทะเล พายุหมุนเขตร้อนที่มีความรุนแรงและทำความเสียหายให้แก่ภาคใต้และจังหวัดนราธิวาสที่ผ่านมาได้แก่ พายุโซนร้อน "ฮาเรียต" ซึ่งได้ก่อตัวในทะเลจีนใต้ใกล้ปลายแหลมญวน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2505 แล้วเคลื่อนที่ผ่านเข้ามาในอ่าวไทย พร้อมทั้งทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน เคลื่อนที่ผ่านจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และพังงา ระหว่างวันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2505 ลงสู่ทะเลอันดามัน พายุนี้ได้ทำความเสียหายให้เกือบทุกจังหวัดในภาคใต้ โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 935 คน บาดเจ็บ 445 คน ทรัพย์สินของทางราชการและเอกชนเสียหายคิดเป็นมูลค่าถึง 1,320 ล้านบาท นับเป็นความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย ขณะที่พายุนี้ผ่านจังหวัดนราธิวาสเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2505 ได้วัดความเร็วลมได้ถึง 92.7 กม./ชม. เป็นลมทิศตะวันตก

การปกครองแบ่งออกเป็น 13 อำเภอ 77 ตำบล 551 หมู่บ้าน

Amphoe
  1. อำเภอเมืองนราธิวาส
  2. อำเภอตากใบ
  3. อำเภอบาเจาะ
  4. อำเภอยี่งอ
  5. อำเภอระแงะ
  6. อำเภอรือเสาะ
  7. อำเภอศรีสาคร
  8. อำเภอแว้ง
  9. อำเภอสุคิริน
  10. อำเภอสุไหงโก-ลก
  11. อำเภอสุไหงปาดี
  12. อำเภอจะแนะ
  13. อำเภอเจาะไอร้อง

 


เทศบาล

อำเภอเมืองนราธิวาส

เทศบาลเมืองนราธิวาส

อำเภอตากใบ

เทศบาลเมืองตากใบ

อำเภอบาเจาะ

เทศบาลตำบลบาเจาะ

เทศบาลตำบลต้นไทร

อำเภอยี่งอ

เทศบาลตำบลยี่งอ

อำเภอระแงะ

เทศบาลตำบลตันหยงมัส

เทศบาลตำบลมะรือโบตก

อำเภอรือเสาะ

เทศบาลตำบลรือเสาะ

อำเภอศรีสาคร

เทศบาลตำบลศรีสาคร

อำเภอแว้ง

เทศบาลตำบลบูเก๊ะตา

เทศบาลตำบลแว้ง

อำเภอสุคิริน

เทศบาลตำบลสุคิริน

อำเภอสุไหงโก-ลก

เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก

อำเภอสุไหงปาดี

เทศบาลตำบลปะลุรู

ผู้บริหารจังหวัด

apinun
นายอภินันท์  ซื่อธานุวงศ์
ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส
โทร.๐๘๙-๒๐๓๐๔๓๓ 

pradit
นายประดิษฐ์  สุคนธสวัสดิ์
รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส
โทร.๐๘๙-๒๐๓๒๐๗๕

samart
นายสามารถ  วราดิศัย
รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส
email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it." style="font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: center;">This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it." style="font-family: Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif; font-size: 11px; line-height: normal; text-align: center;">This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
โทร.๐๘๙-๒๐๓๒๐๐๘

wirapong
นายวีรพงค์  แก้วสุวรรณ
รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส
โทร.๐๘๙-๒๐๓๒๐๐๑

นายอมรเศรษฐ์ สุวรรณมาศ ปลัดจังหวัด 073-642642 76030 073-642642 089-9799838  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด 073-642636 76028 073-642636 089-7330119


สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส

  • เขต 1 นายกูอาเซ็ม กูจินามิง พรรค ประชาธิปัตย์
  • เขต 2 นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ พรรค ประชาธิปัตย์
  • เขต 3 นายรำรี มามะ พรรค ประชาธิปัตย์
  • เขต 4 นายเจะอามิง โตะตาหยง พรรค ประชาธิปัตย์

สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนราธิวาส

  • นายมูหามะรอสดี บอตอ    เกิดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2501

การศึกษา

  • ปริญญาตรี คณะนิติศาสตรอิสลาม สาขาศาสนบัญญัติ (ม.คูเวต)
  • หลักสูตรการ บริหารโรงเรียนเอกชนยุคใหม่ (วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส)

สถานที่ติดต่อ

31 ซ.2 ถ.เทศบาล 8 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 96130

อาชีพ

ผู้บริหารโรงเรียน

ประสบการณ์

  • อดีตผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (นายฟัครุดดีน บอตอ)
  • กรรมการสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • กรรมการพัฒนาบุคลากรโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามฯ
  • ศึกษาด้านการดูงานด้านการศึกษาประเทศออสเตรเลีย มาเลเซีย อินโดนีเซียและประเทศกลุ่มอาหรับ

ประชากร

จังหวัดนราธิวาสมีประชากรจำนวน 747,372 คน แยกเป็นชาย 370,019 คน หญิง 377,353 คน ข้อมูลตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554

สังคมและวัฒนธรรม

เชื้อชาติ ส่วนมากเป็นชาวไทยเชื้อสายมลายูดั้งเดิม ชาวไทย ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวมาเลเซียอพยพจากมาเลเซีย

ศาสนา ชาวไทยมุสลิม 82% ชาวไทยพุทธ 17.9% คริสต์ และอื่นๆ 0.1%

จังหวัดนราธิวาสมีมัสยิด 573 แห่ง วัด 65 แห่ง และโบสถ์คริสต์ 4 แห่ง

มุสลิม เชื่อว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของพระเจ้าที่ประทานให้มวลมนุษย์โดยผ่านศาสนฑูตมูฮำมัด ประเพณีศาสนาอิสลามที่สำคัญในท้องถิ่นได้แก่

  • วันอิดิลพิตรี หรือวันฮารียอปอซอ เป็นวันที่นับจากถือศีลอด หนึ่งเดือนแล้ว
  • วันเมาลิด เป็นวันที่ระลึกถึงศาสดาของศาสนาอิสลาม
  • ประเพณีขึ้นบ้านใหม่- พิธีเข้าสุนัต ซึ่งอิสลามพึงกระทำเพื่อสะดวกในการประกอบพิธีละหมาด
  • ประเพณีการแต่งงาน หรือบาแกปูโล๊ะ แปลว่า การกินข้าวเหนียว
  • การทำความเคารพศพ เมื่อศพผ่านมาให้ยืนตรง และศพแต่ละศพจะไว้ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ต้องทำพิธีฝังให้เรียบร้อย

ในด้านความเชื่อและค่านิยม ชาวไทยอิสลามถือว่า การไปประกอบพิธีทางศาสนาที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นค่านิยมสูงสุดในหมู่คนไทยอิสลาม เมื่อกลับมาจะได้รับการยกย่องเป็นหะยี ผู้ที่เป็นหะยีแล้วจะต้อง มีศาสนบัญญัติห้าประการคือ

  • ต้องปฏิญาณตน
  • ต้องถือละหมาด
  • ต้องถือศีลอด
  • ต้องให้ทาน
  • ต้องไปประกอบพิธีที่นครเมกกะ

ผู้ที่นับถือพุทธศาสนา มีขนบธรรมเนียมประเพณีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย และมีค่านิยมเหมือนกับชาวพุทธทั่วไป

ภาษา

ส่วนใหญ่ 80.4% ใช้ภาษามลายูปัตตานี นอกจากนี้ยังมีการใช้ภาษาไทยถิ่นใต้, ภาษาไทยตากใบ และภาษาจีน

ภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ชาวไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน ใช้ภาษาพูดหลากหลาย เพราะมีประชากรหลายกลุ่มมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดนราธิวาส ที่มาจากภาคกลางและจากจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ จึงมีสำเนียงพูดหลายสำเนียง เช่น สำเนียงภาษาไทยใต้ตอนบน ภาษาไทยใต้ตอนล่าง และยังมีภาษาพูดและสำเนียงที่แปลกไปจากภาษาไทยภาคใต้ในจังหวัดอื่น ๆ มากเป็นพิเศษคือ สำเนียงภาษาเจ๊ะเห มีพูดกันมานานและมีอยู่ในกลุ่มคนไทยพุทธ ดั้งเดิมของจังหวัดนราธิวาสเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นของอำเภอตากใบ

การศึกษา

ปัจจุบันมีสถานศึกษารวมทั้งหมด 488 แห่ง (ไม่รวมแหล่งวิชาการนอกระบบ) สังกัด สปช. 255 แห่ง สังกัด สศ. 18 แห่ง สังกัด 9สช. 82 แห่ง สังกัด กศป. 15 แห่ง สังกัดเทศบาล 10 แห่ง สถาบันศึกษาปอเนาะที่จดทะเบียน 76 สถาบัน จำนวนนักศึกษาก่อนประถมศึกษา 31,200 คน ระดับประถมศึกษา 88,200 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 17,300 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ ปวช.,400 คน ระดับอุดมศึกษา (ปวส.) 900 คน ระดับอุดมศึกษา (วิทยาลัยพยาบาล) 800 คน รวม 147,700 คน

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2544 - 2553
GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, NARATHIWAT PROVINCE: 2001 - 2010

ล้านบาท

สาขาการผลิต 2544 2545 2546 2547 2548 2549r 2550r 2551r 2552p 2553p1
-2001 -2002 -2003 -2004 -2005 (2006r) (2007r) (2008r) (2009p) (2010p1)
ภาคเกษตร 6,311 9,427 13,572 15,262 18,034 23,866 26,564 29,075 26,815 31,640
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 6,170 9,285 12,861 14,749 17,525 23,075 25,813 28,162 25,803 30,530
การประมง 141 142 712 513 508 791 751 913 1,013 1,110
ภาคนอกเกษตร 13,445 13,785 14,361 16,351 17,408 18,607 19,652 20,832 21,541 24,201
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 125 170 178 195 214 213 203 200 209 207
การผลิตอุตสาหกรรม 1,120 1,197 1,379 1,517 1,589 1,899 2,166 2,212 1,868 2,272
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 282 302 325 358 321 338 335 325 397 416
การก่อสร้าง 603 812 978 906 837 918 982 1,386 1,455 1,747
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 4,352 4,214 4,081 4,468 4,432 4,271 4,416 4,531 4,296 4,283
โรงแรมและภัตตาคาร 403 289 290 212 169 154 150 176 201 220
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 864 930 872 924 982 1,240 983 1,107 1,160 1,155
ตัวกลางทางการเงิน 330 369 362 441 510 600 577 719 707 854
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 1,140 1,208 1,238 1,259 1,282 1,292 1,295 1,292 1,335 1,289
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,360 1,361 1,490 2,081 2,711 2,971 3,164 3,039 3,547 4,729
การศึกษา 1,897 1,868 2,172 2,765 3,016 3,239 3,778 4,147 4,435 4,830
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 651 729 630 846 955 1,097 1,235 1,341 1,553 1,804
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 284 301 329 343 352 338 330 319 337 357
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 36 36 37 38 38 38 39 40 41 40
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 19,756 23,212 27,933 31,612 35,441 42,473 46,215 49,907 48,357 55,841
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 28,640 33,154 39,408 44,144 49,046 58,056 62,284 66,248 63,180 71,786
ประชากร (1,000 คน) 690 700 709 716 723 732 742 753 765 778

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, NARATHIWAT PROVINCE: 2002 - 2011 

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม                  
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 459,238 465,396 471,154 509,142 553,680 565,138 564,067 565,015 592,646
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 342,756 347,437 348,568 373,491 388,172 398,536 392,442 395,825 405,218
   ผู้มีงานทำ 330,911 334,368 338,209 363,445 377,469 389,236 382,311 380,284 397,624
   ผู้ว่างงาน 11,678 12,988 9,991 10,012 10,644 8,997 9,824 14,885 7,595
   ผู้ที่รอฤดูกาล 168 82 369 34 60 303 307 656  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 116,481 117,958 122,586 135,651 165,508 166,602 171,624 169,190 187,427
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 233,255 236,445 239,508 249,449 262,151 267,189 272,393 279,327 293,494
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 194,093 195,749 198,449 207,781 212,630 218,047 220,194 230,515 236,643
   ผู้มีงานทำ 185,895 188,481 191,638 201,219 206,842 213,085 213,368 221,985 233,851
   ผู้ว่างงาน 8,199 7,186 6,537 6,529 5,770 4,962 6,520 8,144 2,793
   ผู้ที่รอฤดูกาล  - 82 275 34 19  - 307 386  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 39,162 40,696 41,059 41,668 49,521 49,142 52,199 48,812 56,850
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 225,983 228,951 231,646 259,693 291,529 297,949 291,674 285,688 299,152
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 148,663 151,689 150,119 165,710 175,542 180,489 172,248 165,311 168,575
   ผู้มีงานทำ 145,016 145,887 146,571 162,226 170,627 176,150 168,944 158,299 163,773
   ผู้ว่างงาน 3,480 5,802 3,454 3,484 4,874 4,035 3,304 6,741 4,802
   ผู้ที่รอฤดูกาล 168  - 94  - 40 303  - 270  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 77,320 77,262 81,527 93,983 115,987 117,461 119,425 120,377 130,577

 

ประเพณีชิงเปรต

เป็นประเพณีเนื่องในเทศกาลวันสารท เดือนสิบของชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ จัดทำในวัดทุกวัดในวันแรม 14 หรือ 15 ค่ำ เดือนสิบ โดยทำร้านจัดสำรับอาหารคาวหวานไปวางอุทิศส่วนกุศลให้เปรตชน (ปู่ ย่า ตา ยาย และบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว) ร้านที่วางอาหารเรียกว่า ร้านเปรต ซึ่งสร้างไว้กลางวัด ยกเสาสูง มีสี่เสาบ้าง เสาเดียวบ้าง บนร้านเปรตจะมีสายสิญจ์วงไว้รอบและต่อยาวไปถึงที่พระสงฆ์นั่งทำพิธีกรรม พิธีเสร็จบรรดาผู้มาร่วมทำบุญก็จะเข้าไปรุมแย่งอาหารสิ่งของ อาหารคาวหวาน ที่อยู่บนร้านเปรตอย่างสนุกสนาน จากนั้นก็จะจัดอาหารถวายเพลแก่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่อยู่ในวัด ต่อจากนั้นผู้มาร่วมงานทุกคนก็จะกินอาหารร่วมกัน

ประเพณีบังกุลบัว 

การทำบุญระลึกถึงญาติที่ล่วงลับไปแล้ว และนำกระดูกมาบรรจุไว้ในบัว ประจำหมู่บ้านในแต่ละวัดหรือบัวประจำตระกูล พิธีนี้มีขึ้นระหว่างเดือนห้าของทุกปี ถือเป็นงานชุมนุมญาติของแต่ละหมู่บ้าน ในวันนี้จะมีการทำความสะอาดตกแต่งบัว บางทีจึงเรียกว่า ทำบุญรดน้ำบัว งานบังกุลบัวเริ่มตั้งแต่วันแรมค่ำ เดือนห้า เป็นต้นไป โดยทำวัดละวันไปจนกว่าจะครบทุกวัด

ประเพณีลาซัง

2

ประเพณีของชาวพุทธในจังหวัดนราธิวาส แถวอำเภอตากใบเรียกว่า ลัมซัง ประเพณีนี้สืบเนื่องมาจากความเชื่อเรื่องที่นา เรื่องแม่โพสพ เชื่อว่าจะทำให้ข้าวในนาปีต่อไปงอกงาม ให้ผลผลิตสูง หลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ผู้นำชุมชนก็จะกำหนดวันลาซัง ก่อนวันลาซัง ต้องเตรียมการทำขนมจีน ชาวบ้านจะไปชุมชุมกันที่สถานที่จัดงาน ส่วนใหญ่มักจะเป็นศาลากลางทุ่งนา โดยจะจัดเตรียมลานกว้างกลางทุ่งนาเพื่อใช้จัดกิจกรรม หลังจากเสร็จพิธี จากนั้นชาวบ้านจะนำขนมจีนมาเลี้ยงพระ เสร็จแล้วจะกินขนมจีนร่วมกัน

ประเพณีลากพระหรือชักพระ

ประเพณีของชาวพุทธ ทำพิธีหลังจากวันมหาปวารณาหรือวันออกพรรษาหนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนจะพร้อมใจกัน อัญเชิญพระพุทธรูปขึ้น ประดิษฐานบนบุษบก ที่วางอยู่เหนือรถหรือล้อเลื่อน แล้วแห่ชักลากไปรวมกัน ณ จุดที่นัดหมาย อาจเป็นวัดใดวัดหนึ่งหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ รถหรือล้อเลื่อนที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชาวบ้านเรียกว่า เรือพระ

ประเพณีกินวาน

การไหว้วานให้เพื่อนบ้านมาช่วยลงแรงทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่ผู้ร่วมแรงไม่คิดค่าแรง งานบางอย่างอาจผลัดเปลี่ยนช่วยกันทำเป็นบ้าน ๆ อย่างที่ทางภาคกลางเรียกการลงแขก แต่งานกินวานบางอย่างอาจไม่มีโอกาสที่จะผลัดเปลี่ยนกัน การไหว้วานใช้วิธีบอกกล่าวกันด้วยวาจา ผู้ไหว้วานอาจจะไปบอกด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้คนอื่นบอกแทนก็ได้ เรียกว่า ออกปาก และถือเป็นประเพณีที่เจ้าภาพจะต้องเลี้ยงอาหารผู้มาร่วมลงเรง จึงมักใช้คำว่า ไปกินวานผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปกินวาน เมื่อไปถึงที่กินวานก็ต้องไปบอกเจ้าภาพว่าคนในบ้านนี้มาแล้ว

อาหารที่จัดเลี้ยงแขกที่มากินวาน ถ้าเป็นงานที่ต้องทำตลอดวัน ต้องเลี้ยงอาหารคาวหวานและเครื่องดื่ม

ประเพณีชองชาวไทยมุสลิม

การเข้าสุหนัต เป็นหลักการของศาสนาอิสลาม อันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องความสะอาด คือการขลิบผิวหนังหุ้มส่วนปลายอวัยวะเพศชายหรือเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "มาโซะยาวี"ซึ่งจะทำแก่เด็กชายที่มีอายุระหว่าง ๒ - ๑๐ ปีส่วนการจัดเลี้ยงอาหารในวันเข้าสุหนัตถือว่าเป็นประเพณีอย่างหนึ่ง

วันฮารีรายอ มีอยู่ ๒ วันคือ

  1. วันอิฏิลฟิตรี หรือที่เรียกว่า วันฮารีรายอปอซอ เป็นวันเฉลิมฉลองเนื่องจากการสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เป็นการกลับเข้าสู่สภาพเดิมคือ สภาพที่ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องอดน้ำ ฯลฯ อีกต่อไป ซึ่งตรงกับวันที่หนึ่งของเดือนเซาวาล เป็นเดือนที่ ๑๐ ทางจันทรคติ และทางราชการกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยกเว้นสงขลา) ๑ วัน
  2. วันอิฎิลอัตฮา หรือที่เรียกว่า วันฮารีรายอหัจญี หมายถึงวันเฉลิมฉลองเนื่องในวันเชือดสัตว์พลีเป็นทานบริจาคอาหารแก่คนยากจนและประชาชนทั่วไป ตรงกับวันที่ ๑๐ ของเดือนซุลอิจญะ เป็นเวลาเดียวกับการประกอบพิธีหัจญ์ ณ นครเมกกะของมุสลิมทั่วโลก ดังนั้นชาวไทยมุสลิมจึงนิยมเรียกวันตรุษนี้ว่า วันอีดใหญ่หรือวันรายอหัจญี และทางราชการกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยกเว้นสงขลา) ๑ วัน


ประเพณีชองชาวไทยมุสลิม

วันเมาลิด เมาลิด เป็นภาษาอาหรับ แปลว่า เกิด ที่เกิด หรือวันเกิด ซึ่งหมายถึงวันสมภพของ นบีมูฮัมหมัด ตรงกับวันที่ ๑๒ ของเดือนรอบีอุลอาวาล หรือเดือนที่ ๓ ตามปฏิทินอาหรับ วันเมาลิด นอกจากจะเป็นวันเฉลิมฉลองเนื่องในวันสมภพของ นบีมูฮัมหมัด (ซ . ล) แล้ว ยังเป็นการรำลึกถึงวันที่ท่านลี้ภัยจากนครเมกกะไปสู่นครมาดีนะห์ และเป็นวันมรณกรรมของท่านอีกด้วย ซึ่งตรงกันทั้งสามวัน กิจกรรมต่างๆ ในวันเมาลิด ได้แก่ การอัญเชิญคัมภีร์ อัน - กุรอ่าน การแสดงปาฐกถาธรรม การแสดงนิทรรศการ การเลี้ยงอาหาร ฯลฯ

วันอาซูรอ อาซูรอ เป็นภาษาอาหรับ หมายถึง วันที่ ๑๐ ของเดือนมุฮัรรอน ซึ่งเป็นเดือนทางศักราชอิสลาม ในสมัย ท่าน นบีนุฮ์ ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ยังความเสียหายแก่ทรัพย์สินไร่นาของประชาชนทั่วไป ทำให้เกิดการขาดอาหารบริโภค จึงประกาศให้ผู้ที่มีสิ่งของที่เหลือพอจะรับประทานได้ ให้เอามากองรวมกัน เนื่องจากต่างคนต่างมีของคนละอย่างไม่เหมือนกัน ท่าน นบีนุฮ ให้เอาของเหล่านั้นมากวนเข้าด้วยกัน สาวกของท่านก็ได้รับประทานอาหารโดยทั่วกันและเหมือนกัน ในสมัย ท่าน นบีมูฮัมหมัด (ศ็อล) ได้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขณะที่กองทหารของท่านกลับจากการรบที่ บาดัร ปรากฏว่าทหารมีอาหารไม่พอกิน ท่าน นบีมูฮัมหมัด (ศ็อล) จึงใช้วิธีการของท่าน นบีนุฮ โดยให้ทุกคนเอาข้าวของที่รับประทานได้มากวนเข้าด้วยกัน แล้วแบ่งกันรับประทานในหมู่ทหาร

map

มัสยิดกลางประจำจังหวัดนราธิวาส

เป็นศูนย์กลางการประกอบศาสนกิจของชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามสร้างเมื่อ พ.ศ.2524 เป็นอาคารตึก 3 ชั้น หลังคาทรงโดม ตามแบบมัสยิดทั่วไปและมีหอคอยสูง

หมู่บ้านทอน

เป็นหมู่บ้านของชาวประมงไทยมุสลิม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเรือกอและทั้งของจริงและขนาดจำลอง ภายในบริเวณหมู่บ้านมีศูนย์ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้านคือ เสื่อกระจูดสำหรับซื้อเป็นของฝาก

พลับพลาที่ประทับริมเขื่อนท่าพระยาสาย

010

เป็นพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ ในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันเรือกอและ เรือยาว และเรือยอกอง ในช่วงงานของดีเมืองนราเป็นประจำทุกปี

ประตูระบายน้ำบางนราตอนบน

สร้างเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงครบ 5 รอบ และเก็บกักน้ำสำหรับการอุปโภค - บริโภค บริเวณดังกล่าวมีพลับพลาที่ประทับเป็นศาลาทรงงานทอดพระเนตรเขื่อน

ชุมชนตลาดยี่งอ

เป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่ง บ้านเรือนร้านค้าประชาชนยังคงสภาพดั้งเดิมอยู่เป็นจำนวนมากและสะอาดสวยงาม

น้ำตกซาเบง

เป็นน้ำตกที่สวยงามตามธรรมชาติ ห้อมล้อมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดและสวนผลไม้เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด

พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์

1

พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์เป็นตำหนักที่ประทับแรมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมายังจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเดือนสิงหาคม - ตุลาคมของทุกปี ที่ตั้งพระตำหนักอยู่บนเนินเขาริมฝั่งทะเลอ่าวไทยสูงจากระดับน้ำทะเล 173 ฟุตโดยก่อสร้างเป็นอาคารคอนกรีตก่ออิฐถือปูน ลักษณะทรงปั้นหยาสมัยใหม่ ซึ่งสถาปัตยกรรมนี้เป็นศิลปนิยมของชาวภาคใต้

น้ำตกพรุเสด็จ

เป็นน้ำตกที่มีฝายกั้นน้ำสร้างโดยกรมชลประทาน มีสภาพสวยงามตามธรรมชาติ

วิหารหลวงพ่อแดง

สถานธรรมะเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่สวยงามและเงียบสงบ

อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป

เป็นอุทยานที่มีน้ำตกที่สวยงามอย่างยิ่ง จำนวน 9 ชั้น ที่เกิดจากเทือกเขาซีโปจำนวนหลายลูก และเป็นเทือกเขายาวต่อเนื่องไปจรดอำเภอศรีสาครและอำเภอจะแนะ

หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 5

โครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ อันเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้านการเกษตรและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของนักพัฒนาและนักท่องเที่ยว

ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ

เดิมทีเจ้าแม่โต๊ะโมะประดิษฐานอยู่ที่บ้านโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน ซึ่งต่อมาชาวบ้านได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่อำเภอสุไหงโกลก และในทุกๆ ปีจะมีการจัดงานประเพณีประจำปีบริเวณศาลเจ้าฯ ซึ่งตรงกับวันที่ 23 เดือน 3 ของจีน (เดือนพฤษภาคม) ของทุกปี

ด่านสุไหงโกลก

สร้างโดยรัฐบาลไทยและมาเลเซีย เป็นเส้นทางเข้า - ออกในการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้า -ออก สะดวกโดยมีสะพานมาตรฐานเชื่อม

หมู่บ้านชาวเล

เป็นน้ำตกที่มีความสูงหลายชั้นมีน้ำไหลตลอดทั้งปี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่า

สวนรวมพรรณไม้ป่า 60 พรรษา มหาราชินี

เป็นแหล่งรวมพรรณไม้เกือบทุกชนิด ประกอบด้วยแปลงเพาะพันธ์ไม้ต่างๆ จัดแสดงพันธ์ไม้ งานวิชาการเกษตรและแหล่งไม้ดอกไม้ประดับ   

กลุ่มผ้าบาติกบ้านสากอ

เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าบาติก  อาทิ ผ้าตัดเสื้อ ผ้าตัดชุดผ้าคลุมผม

พระพุทธทักษิณมิ่งมงคล

images

เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางประทานพรที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ สร้างตามแบบพุทธศิลป์ สกุลช่าง อินเดียตอนใต้ (แบบขนมต้ม) สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หน้าตักกว้าง 17เมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเกศ 24 เมตร ประดับด้วยโมเสดสีมองทั้งองค์ และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่พระอุระเบื้องซ้าย

เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าฮาลา - บาลา

พื้นที่เกือบทั้งหมดของเขตฯ เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยป่าดงดิบหรือป่าฝนที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ป่าขนาด ใหญ่ของประเทศมาเลเซีย จึงทำให้ป่าฮาลา - บาลาเป็นแหล่งอาศัยของพืชพรรณ และสัตว์ป่าหายาก

ชายหาดนราทัศน์

หาดทรายขาวละเอียดสลับกับทิวสนอันร่มรื่น เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกายและตกปลา

หาดอ่าวมะนาว

เป็นหาดทรายที่อยู่ติดกับแนวภูเขาริมทะเลที่สวยงาม ชายหาดทอดยาวจรดแม่น้ำบางนรา ฝั่งขวาจรดเขตพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ บริเวณหาดจะพบแนวสนเขียวตลอดชายหาด

เหมืองแร่ทองคำ

ประกอบด้วยป่าไม้นานาชนิดมีลำธารน้อยจำนวนมาก เคยเป็นเหมืองทองคำซึ่งสร้างก่อนปี พ.ศ.2474 โดยมีชาวฝรั่งเศสได้รับสัมปทานการทำเหมืองแร่ทองคำ ที่ภูเขาโต๊ะโมะ

วัดโต๊ะโมะ

เป็นวัดหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวตำบลภูเขาทอ

ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ

เป็นสถานที่เคารพสักการะของประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีน เดิมเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่โต๊ะโมะ ปัจจุบันได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่ศาลเจ้าในอำเภอสุไหงโกลก

น้ำตกโต๊ะโมะ

เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมาก ประกอบด้วยธารน้ำตก 4 ชั้น บริเวณทางขึ้นมีลำธารน้อยใหญ่เรียงรายตลอดแนว และเต็มไปด้วยเกาะแก่งขนาดต่างๆ

หมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12

เป็นหมู่บ้านที่มีประวัติศาสตร์มาจากการต่อสู้ ของกลุ่มขบวนการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงมีพระราชดำริในการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12 ภายในหมู่บ้านมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือพิพิธภัณฑ์สงคราม แสดงให้เห็นถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทางผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเคยใช้

บ้านซาไก

ชนเผ่าคนดั้งเดิม อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ กลุ่ม ๆ ละ 7 - 10 คน เรียกตนเองว่าชนเผ่าอัสรี อาศัยหาอาหารของป่า ปัจจุบันอาศัยอยู่ระหว่างบ้านโต๊ะโมะและบ้านภูเขาทอง ชอบที่จะอาศัยทำกินเร่ร่อน จะออกเดินทางไปมาระหว่างประเทศมาเลเซียกับประเทศไทย

น้ำตกศรีตันหยง

เป็นน้ำตกที่ค้นพบใหม่ ยังคงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติและความร่มรื่นของป่าเขา

น้ำตกไอร์ตือกอ

เป็นน้ำตกธรรมชาติที่สวยงาม แวดล้อมด้วยแมกไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เป็นน้ำตกซึ่งยังคงสภาพธรรมชาติ

การล่องแก่งไอร์บือแต

เป็นลำธารกว้างบางช่วงมีแก่งหินน้ำใส สองข้างทางยังเป็นป่าที่สมบูรณ์

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง

เป็นอาคารสำนักงาน แปลงสาธิตและแปลงวิจัยทดลองในพื้นที่ป่าพรุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริ จัดตั้งขึ้น เพื่อที่จะดำเนินการปรับปรุงศึกษาและทดลองวิจัยดินที่มีปัญหา

น้ำตกสิรินธร

มีลักษณะลาดเอียงมีน้ำตกลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ น้ำใสตลอดปี มีพรรณไม้และสัตว์ที่หายาก เป็นแหล่งความรู้ด้าพฤกศาสตร์

หมู่บ้านชาวเล

เป็นชายหาดที่มี บรรยากาศร่มรื่นด้วทิวสน ต้นมะพร้าว มีร้านขายของฝากกลับบ้าน มีผ้าบาติก ผ้าคลุมผม อาหารทะเลสดจากชาวประมง

อุทยานแห่งชาติเขาบูโด - สุไหงปาดี

ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม จากความสมบูรณ์ของป่า ต้นไม้ใหญ่น้อยนานาพันธ์

เกาะยาว

เป็นพื้นดินทอดตัวเป็นแนวยาว ส่วนหนึ่งติดต่อกับอ่าวไทย ลักษณะเด่นของเกาะยาวมีหาดทรายขาวสะอาดยาวประมาณ 9 กิโลเมตร จรดกับน้ำทะเลสีน้ำเงิน ใสสะอาด และท้องฟ้าสีคราม ทิวมะพร้าวเรียงรายเป็นแนวยาวสวยงาม

ศาลาทรงงานหนองบัวบากง

เป็นศาลาอาคารไม้ เสาไม้หลาโอน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดิน ตั้งโดดเด่นอยู่กลางน้ำ จัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อใช้เป็นศาลาทรงงาน

ป่าพรุโต๊ะแดง

เป็นป่าที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่ามากกว่า 200 ชนิดซึ่งมีหลายชนิดที่หายาก มีสภาพเป็นป่าดิบชื้นในที่ลุ่มน้ำขัง

วัดชลธาราสิงเห

เป็นศูนย์รวมความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของขาวไทยที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอตากใบและอำเภอใกล้เคียง และชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย สร้างในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยดินแดนตากใบยังเป็นของรัฐกลันตัน

มัสยิดตะโละมาเนาะ

เป็นมัสยิดไม้ตั้งตระหง่านโดดเด่นบ่งบอกถึงความเก่าแก่กว่า 300 ปี และยังใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน มัสยิดนี้แตกต่างจากมัสยิดอื่นตรงที่สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง อาคารจะใช้สลักไม้ยึดแทนตะปูหรือสกรูเหล็ก เป็นการสร้างแบบศิลปไทยพื้นเมืองประยุกต์ ผสมผสานกับศิลปแบบจีนและมลาย

หาดเสด็จ

มีหาดทรายสวยงามตามธรรมชาติ สวนสาธารณะ สวนหย่อม ศาลาสำหรับพักผ่อนรูปทรงสวยงาม

น้ำตกไอร์โซ

พื้นที่โดยรอบเป็นป่า มีแอ่งน้ำสำหรับเล่นพักผ่อน น้ำไหลแรงตลอดปีมีทัศนียภาพเหมาะแก่การพักผ่อน

ตลาดตาบา - ด่านตากใบ

ติดกับเมือเปงกาลังกูโบว์รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เป็นตลาดการค้าชายแดนสำหรับขนส่งสินค้า พืช ผัก ผลไม้ ไปขายยังประเทศมาเลเซียและใกล้เคียง นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางต่อไปยังตลาดเปงกาลังกูโบว์ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดขายสินค้าปลอดภาษี

ด่านสุไหงโกลก

เป็นด่านการค้าชายแดนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนราธิวาสและยังสามารถเดินทางข้ามไปมาระหว่างไทยกับมาเลเซียได้สะดวกทั้งคนไทยและคนมาเลย์มีการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างประเทศ

น้ำตกไอสะเตียร์

แวดล้อมด้วยพรรณไม้นานาชนิดที่ให้ความร่มรื่น เหมาะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
ตราสัญลักษณ์ http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=3cc397401883501e&pli=1 

คำขวัญ

ประวัติศาสตร์

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดนราธิวาส - วิกิพีเดีย 
ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด  http://www.h2th.com/index.php?mo=3&art=351277 
การปกครอง http://www2.narathiwat.go.th/narathiwat/ 
สภาพทางภูมิศาสตร์ http://www.marine.tmd.go.th/thai/tus_type/narathiwat.html 
ประชากรและสภาพทางสังคม http://www.handinhands.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538848996&Ntype=8 

การเลือกตั้ง

http://nongkhai108.fix.gs/index.php?topic=433.0 

รายชื่อ ส.ว. เลือกตั้ง 76 คน - Thailand Political Base

ประเพณีและวัฒนธรรม

http://www.baanjomyut.com/76province/south/narathiwad/costom.html 

http://www.slideshare.net/Geosw101/ss-6941402 

แรงงาน http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html 
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ http://www.baanjomyut.com/76province/south/narathiwad/travel.html 

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นตะเคียนชันตาแมว

surat.stkc.go.th 

oknation.net

ดอกบานบุรีเหลือง

panmai.com 

แผนที่ท่องเที่ยว

http://www2.ect.go.th/about.php?Province=narathiwat&SiteMenuID=1579 

ประเพณีชิงเปรต

pyntoday.com

ประเพณีลาซัง

siamsouth.com

 

JoomSpirit