สตูล

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดสตูล

Seal Satun

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสตูล

รูปพระสมุทรเทวาสถิตอยู่บนแท่นหินกลางทะเล เบื้องหลังมีรัศมีพระอาทิตย์อัสดง
พระสมุทรเทวา คือ เทวดาผู้ปกป้องรักษามหาสมุทร
บัลลังค์หิน คือ วิมารของเทวดา
พระอาทิตย์อัสดง คือ ฝั่งทะเลตะวันตก หรือมหาสมุทรอินเดียนั่นเอง

อักษรย่อจังหวัดสตูล : "สต"

คำขวัญประจำจังหวัด

"สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์"

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

2-36 3-27
รูปที่ 2 ต้นหมากพูลตั๊กแตน รูปที่ 3 ดอกกาหลง

 

ต้นไม้ประจำจังหวัด : ต้นหมากพลูตั๊กแตน

เนื่องจากชื่อสตูล เพี้ยนมาจากภาษามาลายู คือ "Setol" หรือ "Setul" จากรากศัพท์ ภาษากรีก "Santul" แปลว่า "กระท้อน" ผลไม้ลือชื่อของไทย

ในสมัย นายหิรัญ ศิษฎิโกวิท เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล หัวหน้าส่วนป่าไม้ร่วมกับสรรพากรจังหวัดได้เสนอเปลี่ยนต้นไม้

ประจำเมืองในที่ประชุมประจำเดือนหัวหน้าส่านโดยกำหนดต้นกระซิก หรือหมากพลูตั๊กแตนเป็นตัวตั้ง แต่มีผู้คัดค้าน มติวันนั้นจึงไม่มี แต่ต่อมาจังหวัดมีหนังสือเวียนพร้อมชื่อต้นไม้หลายชนิดถึงหัวหน้าส่วนให้ เลือกต้นไม้ที่ควรเป็นต้นไม้ประจำเมืองแทนต้นกระท้อน

ปรากฏว่ามีผู้เลือกต้นกระซิกมากกว่าต้นไม้ชนิดอื่น "ต้นกระซิก" จึงกลายเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสตูลตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งชาวสตูลที่ได้รับการศึกษาและเป็นคนดั้งเดิมยังคงความแปลกใจมาจนทุก วันนี้

ดอกไม้ ประจำจังหวัด : " ดอกกาหลง"

เดิมคือดอก กระดังงา ตามความคิดของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์(ตุ๋น บินอับดุลลาห์)โดยมีเหตูผลตามคุณสมบัติคือ
๑. กลีบดอกสวยงาม
๒. ก้านดอกแข็งแรงทนทานไม่ร่วงลงดินง่าย
๓. กลิ่นหอมจัดทวนลม
๔. ทำบุหงารำไปได้ดีกว่าดอกไม้ชนิดอื่นในท้องถิ่น

แต่ก็ถูกเปลี่ยนตามความคิดของหัวหน้าส่วนราชการในการประชุม คราวเดียวกับการเปลี่ยนต้นไม้ประจำเมือง

หัวหน้าส่วนบางคนที่เป็นคนจังหวัดสตูลก็คัดค้านแต่ผลสุด ท้ายก็ถูกเปลี่ยนเป็นดอกกาหลงมาจนทุกวันน ี้ทั้งข้อ ๑ และ ๒ ไม่มีหลักฐานอ้างอิงเป็นทางการ แต่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป ในสมัยนั้นทั่วทั้งเมืองจะมีต้นกระดังงา(ไทย) งอกงามหลายจุด เช่น หลังมัสยิดอากีบี หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลและกระดังงาจีน(กลีบหนา) ก็มีการปลูกกันทั่วไปเช่นเดียวกับต้นสายหยุด ซึ่งยังนิยมปลูกจนทุกวันนี้ สำหรับเอกสารอ้างอิงคงสูญหายหรือไม่มีใครเก็บไว้ แต่ประชาชนทั่วไปทราบดี ส่วนดอกกาหลงนั้นไม่มีใครรู้จักโดยเฉพาะคนสตูลดั้งเดิม

จากหลักฐานทางโบราณคดี เมืองสตูลเคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์ชาวถ้ำ ได้ขุดพบโบราณวัตถุประเภทหิน และเครื่องปั้นดินเผา เมื่อเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ชุมชนที่เจริญมาก่อนแห่งอื่นใน จังหวัดสตูลคือ ละงู ปัจจุบันคืออำเภอละงู อีกชุมชนหนึ่งคือบ้านบาราเกตุเป็นท่าเรือ มีชื่อปรากฏอยู่ในแผนที่ ที่ชาวตะวันตกเขียนไว้ ปัจจุบันอยู่ในเขต อำเภอท่าแพ เมืองสตูลมีความสัมพันธ์กับเมืองไทรบุรีมาแต่เดิม

ตามข้อมูลทางโบราณคดี ปรากฏร่องรอยของมนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแหล่งที่เป็นถ้ำ และเพิงผา ในพื้นที่จังหวัดสตูล ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดีที่พบอยู่ที่ เขาโต๊ะพญาวัง อยู่ในเขตอำเภอเมืองฯ เขาโต๊ะนางดำ อยู่ในเขตตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า เขาขุมทรัพย์ ในเขตตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า

ตามหลักฐานที่ค้นพบ จากแหล่งโบราณคดีทั้งสามแห่งดังกล่าวข้างต้น โบราณวัตถุที่พบเป็นเครื่องมือที่มนุษย์สมัยหินใช้ในการดำรงชีวิต อยู่ในห้วงยุคหินเก่าต่อกับยุคหินใหม่ เป็นประเภทที่ทำด้วยหิน และทำด้วยดินเผา ได้แก่เครื่องมือสะเก็ดหิน หินลับ ค้อนหิน ก้อนหินทรงหลายเหลี่ยม ภาชนะดินเผาแบบเรียบ แบบขัดมัน และแบบลายประทับ เป็นลายเชือกทาบด้านนอก มีอายุกว่า 5,000 ปี มาแล้ว

เมืองสตูลขึ้นกับราชอาณาจักรไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ชุมชนที่มีความเจริญคือชุมชนละงู ชื่อเมืองนี้ปรากฏอยู่ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช และปรากฏชื่อนี้ในแผนที่ของชาวตะวันตก

ตามตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ได้กล่าวถึงเมืองสิบสองนักษัตร ที่ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1950 - 2000 พระพนมวัง นางสะเดียงทองได้ฟื้นฟูเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองบริวารขึ้นใหม่ โดยได้แต่งตั้งเจ้าเมืองแขกทางตอนใต้ 10 เมือง มีความในตำนานตอนหนึ่งว่า "เจสาวังให้ไปกินละงู ให้ชื่อราชายุรา เจนาคาลายังเมียหนึ่ง"

เมืองสตูลมีความสัมพันธ์ด้านประวัติศาสตร์ กับเมืองไทรบุรีมาโดยตลอด เมืองไทรบุรีขึ้นกับราชอาณาจักรไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ไทรบุรีมาตั้งตัวเป็นอิสระเมื่อ ปี พ.ศ.2310 หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า

ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สตูลเป็นเพียงตำบลซึ่งอยู่ในเขตเมืองไทรบุรี ฉะนั้นประวัติความเป็นมาของจังหวัดสตูล จึงเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของเมืองไทรบุรี
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าเมืองไทรบุรีชื่อตวนกูอับดุลละ โมกุมรัมซะ ถึงแก่กรรมน้องชายชื่อตนกูดีบาอุดดีน ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมือง (รายามุดา) ได้เป็นเจ้าเมืองแทน ต่อมาไม่นานนักก็ถึงแก่กรรมและไม่ปรากฏว่าตวนกูดี-มาอุดดีนมีบุตรหรือไม่ ต่อมาปรากฏว่าบุตรชายของตวนกูอับดุลละ โมกุมรัมซะ จำนวน 10 คน ซึ่งต่างมารดากันได้แย่งชิงกันเป็นเจ้าเมืองไทรบุรีเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ซึ่งเป็นผู้กำกับหัวเมืองฝ่ายตะวันตก จึงได้พิจารณานำตัวตวนกูปะแงรัน และตวนกูปัศนู ซึ่งเป็นบุตรของพระยาไทรบุรี (ตวนกูอับดุลละ โมกุมรัมซะ) เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ กรุงเทพฯ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตวนกูปะแงรันซึ่งเป็นบุตรคนโตให้เป็นพระรัตนสงครามรามภักดีศรี ศุลต่านมะหะหมัด รัตนราชบดินทร์ สุรินทวังษาพระยาไทรบุรี และทรงแต่งตั้งตวนกูปัศนู เป็นพระยาอภัยนุราช ตำแหน่งรายามุดา (ผู้ว่าราชการเมือง)

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตน-โกสินทร์ มีข้าศึกยกตีเมืองถลางในปี พ.ศ. 2352 พระยาไทรบุรี (ตวนกูปะแงรัน) ได้ส่งกองทัพจำนวน 2,500 คน ไปช่วยรบกับข้าศึกที่เมืองถลาง และในปี พ.ศ. 2355 พระยาไทรบุรี (ตวนกูปะแงรัน) ได้ยกกองทัพไปตีได้เมือง แป-ระ ทำให้เมืองดังกล่าวเป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงเทพฯ ด้วยความดีความชอบทั้งสองครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศพระยาไทรบุรี (ตวนกูปะแงรัน) เป็นเจ้าพระยาไทรบุรี

ต่อมาไม่นานนัก เจ้าพระยาไทรบุรี (ตวนกูปะแงรัน) เกิดแตกร้าวกับพระยาอภัยนุราช (ตวนกูปัศนู) ผู้เป็นรายามุดา ปรากฏข้อความในหนังสือเก่าที่เมืองนครศรีธรรมราชว่าการแตกร้าวเกิดขึ้นเพราะพระยาอภัยนุราชขอเอาที่กวาลามุดาเป็นบ้านส่วย เจ้าพระยาไทรบุรีไม่ยอมให้ที่ดังกล่าวจะให้ที่อื่นแทน พระยาอภัยนุราชไม่ยอมรับ และต่างฝ่ายก็ทำเรื่องราวกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพัทลุงเป็นข้าหลวงออกไปว่ากล่าวไกล่เกลี่ยเมื่อ พ.ศ. 2356 แต่เจ้าพระยาไทรบุรีกับพระยาอภัยนุราชไม่ปรองดองกัน ในที่สุดจึงโปรดให้ย้าย พระอภัยนุราชไปเป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองไทรบุรี และทรงตั้งตวนกูอิบราฮิมเป็นราคามุดาเมืองไทรบุรี เหตุการณ์ที่เกิดแตกร้าวจึงสงบกันไป

ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับเมืองไทรบุรีในครั้งนี้ไว้ว่า "ตามเนื้อความที่ปรากฏดังกล่าวมาแล้ว ทำให้เห็นว่าในเวลานั้น พวกเมืองไทรเห็นจะแตกแยกกันเป็นสองพวก คือพวกเจ้าพระยาไทรปะแงรัน พวก 1 พวกพระยาอภัยนุราช พวก 1 พวกพระยาอภัยนุราชคงจะนบน้อมฝากตัวกับเมืองนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเมื่อพระยาอภัยนุราช ได้มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองสตูล ซึ่งเขตแดนติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราช พวกเมืองสตูลคงจะมาฟังบังคับบัญชาสนิทสนมข้างเมืองนครศรีธรรมราชมากกว่าเมืองไทย แต่พระยาอภัยนุราชว่าราชการเมืองสตูลได้เพียง 2 ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรมผู้ใดจะได้ว่าราชการเมืองสตูล ต่อมาในชั้นนั้นหาพบจดหมายเหตุไม่ แต่พิเคราะห์ความตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เข้าใจว่าเชื้อวงศ์ของพระยาอภัยนุราช (ปัศนู) คงจะได้ว่าราชการเมืองสตูลและฟังบังคับบัญชาสนิทสนมกับเมืองนครศรีธรรมราชอย่างครั้งพระยาอภัยนุราชหรือยิ่งกว่านั้น"

ในปีพุทธศักราช 2363 ได้มีข่าวเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ว่า ข้าศึกเตรียมกองทัพจะยกมาตีเมืองไทย และได้คิดชักชวนเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ให้เข้าเป็นพวกยกมาทำศึกอีกทางหนึ่งด้วย จึงโปรดให้มีท้องตราสั่งออกไปให้สืบสวนและให้กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา ไปตั้งต่อเรือที่เมืองสตูล เพื่อเป็นการคุมเมืองไทรบุรีไว้ด้วย

ในปีพุทธศักราช 2364 ตนกูม่อม ซึ่งเป็นน้องคนหนึ่งของเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ได้เข้ามาฟ้องต่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราชว่า เจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) เอาใจออกห่างและไป เผื่อแผ่แก่ข้าศึก จึงโปรดเกล้าให้มีตราลงไปหาตัวเจ้าพระยาไทรบุรีเข้ามาเพื่อไต่ถาม เจ้าพระยาไทรบุรีได้ทราบท้องตราแล้วก็เลยตั้งแข็งเมือง ต้นไม้เงินต้นไม้ทองก็ไม่ส่งเข้าไปทูลเกล้าถวายตามกำหนด จึงโปรดให้มีตราลงไปยังเมืองนครศรีธรรมราชว่า เจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) เอาใจเผื่อแผ่แก่ข้าศึกเป็นแน่เลยจะละไว้ให้เมืองไทรบุรีเป็นไส้ศึกอีกทางหนึ่งไม่ได้ ให้พระยานครศรีธรรมราชยกกองทัพลงไปตีเมืองไทรบุรีเอาไว้ในอำนาจเสียให้สิทธิ์ขาด

ในเวลานั้น พระยานครศรีธรรมราช ได้ต่อเรือรบเตรียมไว้ที่เมืองตรังและเมืองสตูลแล้ว เมื่อได้รับท้องตราให้ไปตีเมืองไทรบุรี จึงได้เตรียมจัดกองทัพ และทำกิติศัพท์ให้ปรากฏว่าจะยกไปตีเมืองมะริดและเมืองตะนาวศรี และได้สั่งให้เจ้าพระยาไทรบุรีเป็นกองลำเลียงส่งเสบียงอาหาร แต่เจ้าพระยาไทรบุรีก็บิดพริ้วไม่ยอมส่งเสบียงอาหารมาให้ พระยานครศรีธรรมราชจึงได้ยกกองทัพบก กองทัพเรือพร้อมด้วยกองทัพเมืองพัทลุง และเมืองสงขลายกทางบกลงไปตีเมืองไทรบุรีพร้อมกัน ได้สู้รบกันเล็กน้อย กองทัพพระยานครศรีธรรมราช ก็ได้เมืองไทรบุรีในปี พ.ศ. 2364 ส่วนเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) หลบหนีไปอยู่ที่เกาะหมาก (เกาะปีนัง) พระยานครศรีธรรมราชจึงให้พระยาภักดีบริรักษ์ (ชื่อ แสง เป็นบุตรของพระยานครศรีธรรมราช) เป็นผู้รักษาเมืองไทรบุรี และให้นายนุช มหาดเล็ก (เป็นบุตรอีกคนหนึ่งของพระยานครศรีธรรมราช) เป็นปลัดอยู่รักษาราชการที่เมืองไทรบุรี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง พระภักดีบริรักษ์เป็นพระยาอภัยธิเบศร์ มหาประเทศราชธิบดินทร์ อินทรไอศวรรย์ ขัณฑเสมาตยาชิตสิทธิสงครามรามภักดี พิริยะพาหะ พระยาไทรบุรี และตั้งนายนุชมหาดเล็ก เป็นพระยาเสนานุชิต ตำแหน่งปลัดเมืองไทรบุรี เมืองไทรบุรีตั้งอยู่ในอำนาจควบคุมดูแลของเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่นั้นมา

ในปีพุทธศักราช 2373 ตนกูเดน ซึ่งเป็นบุตรของตนกูรายา ผู้ซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดากันกับเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ได้เที่ยวลอบเกลี้ยกล่อมผู้คนเข้าไปเป็นสมัครพรรคพวกได้มากแล้วก็ยกเข้าไปตีเมืองไทรบุรีได้ พระยาอภัยธิเบศร์ เจ้าเมืองไทรบุรีและคนไทยในเมืองไทรบุรีต้องถอยไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองพัทลุง เจ้าพระยานครศรีธรรมราชทราบเรื่อง แล้วมีใบบอกเข้ามายังกรุงเทพฯ จึงโปรดให้ยกลงไป 4 กอง คือ พระยาณรงค์ฤทธิโกษา คุมลงไปกองหนึ่ง พระยาราชวังสัน กองหนึ่ง พระยาพิชัยบุรินทรา กองหนึ่ง พระยาเพชรบุรี (ชื่อ ศุข ได้เป็นเจ้าพระยายมราชในรัชกาลที่ 4) อีกกองหนึ่ง กองทัพทั้ง 4 กองนี้ ยกลงไปถึงเมืองสงขลาแล้วก็ได้ทราบความว่า เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ได้ยกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชไปยังเมืองไทรบุรีแล้ว ดังนั้นกองทัพกรุงเทพฯ ทั้ง 4 กอง จึงได้ยกไปทางบริเวณ 7 หัวเมือง แต่กำลังไม่พอที่จะไปรักษาความสงบได้ เนื่องด้วยเมืองกลันตันและเมืองตรังกานู ได้ยกพวกขึ้นมาช่วยพวกบริเวณ 7 หัวเมืองด้วย จึงได้มีใบบอกขอกำลังเพิ่มเติมจากกรุงเทพฯ อีก ได้โปรดให้เจ้าพระยาคลัง (ชื่อ ดิศ ได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาราชประยูรวงค์) ในรัชกาลที่ 4 ซึ่งในครั้งนั้นดำรงตำแหน่งทั้งที่สมุหพระกลาโหมและกรมท่า เป็นแม่ทัพใหญ่ยกกองทัพเรือตามลงไปอีกทัพหนึ่ง

ฝ่ายเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ได้ยกกองทัพเมืองนครศรีธรรมราชลงไปยังเมืองไทรบุรี ได้สู้รบกับพวกตนกูเดน และกองทัพไทยได้เข้าล้อมพวกตนกูเดนไว้ ตนกูเดนกับพวกหัวหน้าเห็นว่าจะหนีไม่พ้นแน่ก็พากันฆ่าตัวตาย เจ้าพระยานครศรีธรรมราชได้เมืองไทรบุรีกลับมาเป็นของไทยดังเดิม

ในปีพุทธศักราช 2381 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ปรากฏว่าได้เกิดความยุ่งยากขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเมืองไทรบุรีเนื่องจากตนกูมะหะหมัดสหัส ตนกูอับดุลละ ซึ่งเป็นหลานเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) และได้หลบหนีไปเป็นสลัดอยู่ในทะเลฝ่ายตะวันตก ได้กลับยกพวกเข้ามาคบคิดกับหวันมาลี ซึ่งเป็นหัวหน้าสลัดอยู่ที่เกาะยาว แขวงเมืองภูเก็ต เที่ยวชักชวนผู้คนเข้ามาเป็นพวกได้จำนวนมากขึ้นแล้ว จึงได้ยกพวกเข้ามาตีเมืองไทรบุรีอีก ในขณะนั้นพระยาอภัย-ธิเบศร์ (แสง) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองไทรบุรีกับพระยาเสนานุชิต (นุช) ปลัดเมืองไทรบุรีเป็น บุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราชเป็นผู้รักษาเมืองไทรบุรีอยู่และเห็นว่าจะอยู่รักษาเมืองไว้มิได้ จึงต้องถอยมาตั้งมั่นอยู่ ณ เมืองพัทลุง แล้วมีหนังสือบอกเข้ามายังกรุงเทพฯ

ในเวลานั้น ข้าราชการผู้ใหญ่ทางหัวเมืองปักษ์ใต้ ซึ่งเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชและพระยาสงขลา เป็นต้น ได้เข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และช่วยงานทำพระเมรุถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีสุลาไลย สมเด็จพระราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อตนกูมะหะหมัดสหัสและหวันมาลีตีได้เมืองไทรบุรีแล้ว ก็มีใจกำเริบ ด้วยรู้แน่ว่า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทางห้วเมืองปักษ์ใต้ส่วนมากไม่อยู่จึงได้คบคิดกันยกพวกเข้าตีได้เมืองตรัง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครศรีธรรมราชได้อีกเมืองหนึ่งครั้นเมื่อได้เมืองตรังแล้ว ก็ยกพวกเข้ามาเพื่อจะตีเมืองสงขลาต่อไปแล้วแต่งคนให้ชักชวนเกลี้ยกล่อมทางบริเวณ 7 หัวเมือง ให้กำเริบขึ้นอีก เมื่อมีข่าว เข้ามาถึงกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ผู้ว่าราชการเมืองทางปักษ์ใต้รีบกลับออกไปรักษาเมืองทันที ถึงกระนั้นก็ยังทรงพระวิตกอยู่ ด้วยคราวนี้พวกสลัดเข้ามาตีได้เมืองตรัง และยกกำลังประชิดเมืองสงขลาซึ่งเป็นเมืองใหญ่ด้วย เกรงว่าพวกบริเวณ 7 หัวเมือง ได้แก่ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง เมืองระแงะ เมืองสายบุรี เมืองรามัญ และเมืองยะลา รวมทั้งเมือง กลันตัน ตรังกานู จะกำเริบขึ้นมาอีก จึงทรงพระราชดำริให้จัดกองทัพใหญ่ยกออกไปจากกรุงเทพฯ เหมือนอย่างที่เคยโปรดให้เจ้าพระยาคลัง ออกไปเมื่อคราวก่อน เป็นแต่เปลี่ยนให้เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์-รัตนราชโกษา (ชื่อ ทัด เป็นน้องเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) และได้เป็นเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ ในรัชกาลที่ 4) ตำแหน่งจางวางพระคลังสินค้าเป็นแม่ทัพยกไปเมืองสงขลา

ส่วนเจ้าพระยานครศรีธรรมราชเมื่อไปถึงเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว ก็เกณฑ์ผู้คนจากเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองพัทลุง ให้พระยาอภัยธิเบศร์ (แสง) ซึ่งเป็นพระยาไทรบุรี พระยาเสนานุชิต (นุช) ปลัดเมืองไทรบุรี และพระยาวิชิตสรไกร ยกลงไปตีเมืองไทรบุรีคืนจากพวกสลัดที่ยึดเมืองอยู่ เมื่อพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัด) ยกกองทัพไปตั้งอยู่ ณ เมืองสงขลานั้น ได้ทราบว่าพระยาไทรบุรี พระเสนานุชิต และพระวิชิตสรไกร ยกกองทัพเข้าตีเมืองไทรบุรีคืนได้แล้วในปลายปี พ.ศ. 2381

พระยาศรีพิพัฒน์รัตนโกษา จึงได้จัดการเมืองไทรบุรีให้เป็นที่เรียบร้อยกันต่อไป และได้พิจารณาเห็นว่าพระยาไทรบุรีและพระยาเสนานุชิตเป็นคนไทย จะให้อยู่รักษาเมืองไทรบุรีต่อไปก็จะได้รับความยุ่งยาก เนื่องจากบุตรหลานของเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) จะยกมารบกวนย่ำยีบ้านเมืองอีก ดังนั้น ในปี พ. ศ. 2382 จึงได้จัดแบ่งแยกแขวง อำเภอเมืองไทรบุรีออกเป็น 4 เมือง คือ

1. เมืองกุปังปาซู ตั้งให้ตนกูอาเส็น เป็นเจ้าเมือง
2. เมืองปลิส ตั้งให้เสสอุเส็น เป็นเจ้าเมือง
3. เมืองสตูล ตั้งให้ตนกูมัดอาเก็บ เป็นเจ้าเมือง
4. เมืองไทรบุรี ตั้งให้ตนกูอาหนุ่ม เป็นผู้ว่าราชการเมือง

เมืองทั้ง 4 เมืองนี้ คงให้ขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราชต่อไปดังเดิม สำหรับเมืองสตูลซึ่งตนกูมัดอาเก็บ เป็นเจ้าเมืองนั้นปรากฏว่า ตนกูมัดอาเก็บเป็นวงศ์ญาติของเจ้าเมืองไทรบุรีคนเก่า และตั้งบ้านเรือนอยู่ที่กวาลามุดา แขวงเมืองไทรบุรี ตนกูมัดอาเก็บรับตำแหน่งเจ้าเมืองสตูลอยู่นานถึง 37 ปี ซึ่งได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นพระยาสมันตรัฐบุรินทร์มหินทรายานุวัตรศรีสตูล รัฐจางวางและก็ถึงแก่กรรมในปีนั้น

ในหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลา กล่าวถึงชื่อผู้ว่าราชการเมืองสตูลไว้ว่า ชื่อตนกูเดหวาได้เป็นพระยาสตูล ดังนั้น จึงเป็นที่เข้าใจว่า ตนกูมัดอาเก็บมีชื่อเรียกกันง่ายๆว่า "ตนกูเดหวา" และที่ได้กล่าวไว้ว่าได้แบ่งเมืองไทรบุรีเป็น 3 เมืองนั้น ถ้านับดูจำนวนแล้วก็จะเป็น 4 เมือง รวมทั้งเมืองไทรบุรีด้วย ส่วนรายชื่อผู้ว่าราชการเมืองนั้น พงศาวดารเมืองสงขลากล่าวไว้ไม่ตรงกับพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 คือ สลับชื่อผู้ว่าราชการเมืองไทรบุรีเป็นยมตวัน ที่แท้คือ ตนกูอาหนุ่ม และที่ว่าตนกูอาหนุ่มเป็นพระยาปังปะสู นั้นที่จริงคือ ตนกูอาสัน เป็นเจ้าเมืองกูปังปาซู จะขอนำข้อความในพงศาวดารเมืองสงขลายกมากล่าวอ้างไว้ดังนี้ คือ "ส่วนเมืองไทรบุรี พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพให้พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร กลับไปรักษาราชการอยู่ตามเดิม ให้ตนกูเดหวาเปนผู้ว่าราชการเมืองสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้ปลัดเมืองพัทลุงไปว่าราชการเมืองพัทลุง และยกที่พะโคะ แขวงเมืองพัทลุงให้เปนแขวงเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์ แม่ทัพจัดราชการเรียบร้อยแล้ว จึงมีหนังสือออกไปหาพระยาเพ็ชรบุรีพระสุนทรนุรักษ์ (บุญศรี) ซึ่งรักษาราชการอยู่ที่เมืองสงขลาสองปี และได้สถาปนาพระเจดีย์ไว้บนเขาเมืองสงขลาองค์หนึ่งเสร็จแล้วจึงได้ยกกองทัพกลับเข้าไป ณ กรุงเทพฯ นำข้อราชการขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เมืองไทรบุรีนั้นครั้นจะให้คนไทยเปนผู้ว่าราชการเมืองสืบต่อไป คงจะไม่เปนการเรียบร้อย ควรแบ่งเมืองไทรบุรีออกเปนสามเมืองเหมือนอย่างเมืองตานี จึงจะเปนปกติเรียบร้อยได้ขอรับพระราชทานให้ยมตวัน ซึ่งเปนพระยาไทรบุรีมาแต่ก่อนเปนพระยาไทรบุรีสืบต่อไป ให้ตนกูอานมเปนพระยาบังปะสู ให้ตนกูเสดอะเส็ม เปนพระยาปลิส ให้ตนกูเดหวาเปนพระยาสตูล แต่ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลุงเปนพระยาพัทลุง ส่วนพระยาพัทลุงบุตรเจ้าพระยานครนั้น ควรพาตัวเข้ามาทำราชการเสียในกรุงเทพฯ แต่เมืองพังงานั้นเจ้าเมืองถึงแก่กรรม ขอรับพระราชทานให้พระยาไทรบุรี บุตรเจ้าพระยานครไปเปนพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีตราตั้งเจ้าเมืองแล ผู้ว่าราชการเมือง ออกมาตามความเห็นพระยาศรีพิพัฒน์ แม่ทัพราชการบ้านเมืองก็เปนปกติ ไม่มีขบถสืบต่อมาจนทุกวันนี้"

ในหนังสือพงศาวดารเมืองสงขลายังได้กล่าวไว้อีกตอนหนึ่งว่า " ครั้นปีมะโรง ฉศก. ศักราช 1206 (พ.ศ. 2387) ถึงกำหนดงวดส่งต้นไม้ทองเงิน เมืองสตูลหาส่งต้นไม้ทองเงินไม่ พระยาสงขลา (เลี้ยนเว้ง) ต้องทำต้นไม้ทองเงินแทนเมืองสตูล แล้วแต่งให้ตนกูเดหวา ทำต้นไม้ทองเงิน เครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายโปรดเกล้าฯ ให้ตนกูเดหวาเป็นพระยาสตูล พระยาสตูล (เดหวา) กราบถวายบังคมลากลับออกมาเมืองสตูล ในปีนั้นพระยาสตูลกับพระยาปลิสวิวาทกันด้วยเรื่องเขตแดน จึงโปรดเกล้าฯ มีตราออกมาให้เมืองนครกับเมืองสงขลา พร้อมกันออกไปชำระสะสางให้เป็นที่ตกลงเรียบร้อยแก่กัน แล้วให้ปักหลักแดนไว้ให้มั่นคง อย่าให้เกิดวิวาทกันต่อไป ครั้งนั้นพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จึงได้มีใบบอกเข้าไปกราบบังคมทูลพระกรุณาพอยกเมืองสตูล ให้ขึ้นอยู่กับเมืองนคร เหตุด้วยเมืองสงขลาบังคับบัญชาเมืองแขก 7 เมืองเต็มกำลังแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้เมืองสตูลอยู่กับเมืองนครตั้งแต่นั้นมา"

ในปีพุทธศักราช 2402 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระยากะบังปะซูถึงแก่กรรม พระยาไทรบุรี เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาขอเมืองกะบังปะซูให้รวมอยู่ในเมืองไทรบุรีตามเดิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองกะบังปาซูเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองไทรบุรีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดังนั้นจึงมีเมืองที่มีผู้ว่าราชการเมือง 3 เมือง คือเมืองไทรบุรี เมืองปลิส และเมืองสตูล อนึ่ง กล่าวกันว่าพระยาไทรบุรีผู้นี้เป็นผู้เข้าออกในกรุงเทพฯ เนืองๆ เหมือนกับผู้สำเร็จราชการหัวเมืองไทย โดยสารเรือกลไฟมาทางเมืองสิงคโปร์บ้าง เดินทางมาลงเรือ ณ เมืองสงขลาบ้าง โปรดเกล้าฯ ให้พระยาไทรบุรีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เหมือนขุนนางไทยทุกครั้ง เป็นการคุ้นเคยสนิทต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ต่อมาพระยาสตูลมีหนังสือบอกให้พระปักษาวาสะวารณินทร์ ผู้ช่วยราชการซึ่งเป็นบุตร ผู้ใหญ่คุมต้นไม้ทองเงิน เครื่องราชบรรณาการเข้ามายังเมืองนครศรีธรรมราช มีใบบอกให้กรมการล่ามนำเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย โดยพระยาสตูลมีหนังสือบอกมาว่า ทุกวันนี้พระยาสตูลชราตามืดมัวแล้วจะว่าราชการเมืองต่อไปมิได้ขอรับ

พระราชทานพระปักษาวาสะวารณินทร์ว่าราชการบ้านเมืองต่อไป จึงทรงพระราชดำริว่า พระยาสตูลรักษาบ้านเมืองมามิได้มีเหตุผลเกี่ยวข้องแก่บ้านเมือง ควรจัดการให้สมควร ความปรารถนาพระยาสตูลจึงจะชอบ จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งพระปักษา-วาสะวารณินทร์ เป็นพระยาอภัยนุราชชาติรายาภักดี ศรีอินดาราวิยาหยา พระยาสตูล ให้เอาเครื่องยศพระยาสตูลคนเก่าพระราชทานแก่พระยาสตูลคนใหม่ แล้วพระราชทานสัญญาบัตรเพิ่มยศพระยาสตูลคนเก่าขึ้นเป็น พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ มหินทราธิรายานุวัตร ศรีสกลรัฐ มหาปธานาธิการ ไพศาล-สุนทรจริต สยามพิชิตภักดี จางวางเมืองสตูล พระราชทานเครื่องยศพานทองโปรดเกล้าฯ ให้มอบสัญญาบัตรเครื่องยศพระยาสตูลคนใหม่ออกไปพระราชทาน ณ เมืองสตูล

ในปีพุทธศักราช 2419 จีนเมืองภูเก็ตกบฏฆ่าฟันไพร่บ้านพลเมือง เอาไฟเผากุฏิ วิหาร ตึกเรือนโรงกรมการ ราษฎรแตกตื่นเป็นอันมาก เจ้าหมื่นเสมอใจราช ข้าหลวงรักษาราชการเมืองภูเก็ต มีหนังสือบอกข้อราชการของกองทัพเมืองไทรบุรี เมืองปลิส เมืองสตูล มาช่วยระงับจีนขบฏเมืองภูเก็ต เจ้าพระยาไทรบุรี พระยาปลิส พระยาสตูล ให้คนคุมไพร่รีบยกไปเมืองภูเก็ตทันราชการแล้ว เจ้าพระยาไทรบุรี ได้ไปปรึกษาราชการกับข้าหลวงเมืองภูเก็ต เจ้าพระยาไทรบุรี พระยาปลิส พระยาสตูล นายทัพ นายกอง มีความชอบในราชการแผ่นดินในครั้งนั้นพระยาอภัยนุราช พระยาสตูล ได้รับพระราชทานช้างเผือกสยาม ขั้นที่ 4 ชื่อ ภูษนาภรณ์

ในปีพุทธศักราช 2422 เจ้าพระยาไทรบุรี (ตนกูอามัด) ถึงแก่อสัญกรรม มีท้องตราโปรดเกล้าฯ ให้พระมนตรีสุริยวงศ์ ข้าหลวงเมืองตรังรับไปฟังราชการ ณ เมืองไทรบุรี พระยามนตรีสุริยวงศ์ ข้าหลวงมีหนังสือบอกให้หลวงโกชาอิศหากถือมา ว่าราชการเมืองไทรบุรีเรียบร้อย พระยาสตูล พระยาปลิส พระอินทรวิไชย พระเกไดสวรินทร์ พระเสรีณรงค์ฤทธิ์ พระเกษตรไทยสกลบุรินทร์ ตนกูอาเด ลงชื่อประทับตราปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า เจ้าพระยาไทรบุรีมีบุตรชายใหญ่ 2 คน คนหนึ่งชื่อ ตนกูไซ-นาระชิด อายุได้ 22 ปี คนหนึ่งชื่อ ตนกูฮามิด อายุ 16 ปี ตนกูไซนาระชิด เป็นที่ควรจะได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณแทนเจ้าพระยาไทรบุรีต่อไป ตนกูฮามิดเป็นน้อง ควรรับราชการรองลงมา จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งตนกูไซนาระชิด เป็นพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีศุลต่านมะหะหมัด รัตนราช-มุนนทร์ สุรินทรวิวังษา พระยาไทรบุรี พระราชทานพานทอง ตนกูฮามิด เป็นที่พระเสนีณรงค์ฤทธิ์ รายามุดา พระราชทานพานครอบทอง

ในปีพุทธศักราช 2424 พระยาไทรบุรีไซนาระชิดถึงแก่อสัญกรรม พระเสรีณรงค์ฤทธิ์ (ตนกูฮามิด) รายามุดา เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งพระเสรีณรงค์ฤทธิ์ รายามุดา เป็นพระยาฤทธิสงครามรามภักดี ศรีศุลต่านมะหะหมัด รัตนราชมุนนทร์ สุรินทรวิวังษา พระยาไทรบุรี และต่อมาเลื่อนเป็นเจ้าพระยาฤทธิสงครามภักดี ศรีศุลต่านมะหะหมัด รัตนราชมุนนทร์ สุรินทรวิวังษา ผดุงทนุบำรุงเกดะนคร อมรรัตนาณาเขต ประเทศราชราไชสวริยาธิบดี วิกรมสีหะ เจ้าพระยาไทรบุรี

ในปีพุทธศักราช 2475 ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เมืองสตูลก็มีฐานะยกเป็นจังหวัดหนึ่งอยู่ในราชอาณาจักรไทยสืบต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้

จังหวัดสตูล แม้จะอยู่รวมกับไทรบุรีในระยะเริ่มแรกก็ตาม แต่จังหวัดสตูลก็เป็นจังหวัดที่มีดินแดนรวมอยู่ในประเทศไทยตลอดมา ระยะแรกๆ จังหวัดสตูลแบ่งการปกครองออกเป็น 2 อำเภอ กับ 1 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอมำบัง อำเภอทุ่งหว้า และกิ่งอำเภอละงู ซึ่งอยู่ในการปกครองของอำเภอทุ่งหว้า ต่อมาปี พ.ศ. 2482 ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอมำบังเป็นอำเภอเมืองสตูล

สำหรับอำเภอทุ่งหว้า ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเจริญรุ่งเรืองมาก มีเรือกลไฟจากต่างประเทศ ติดต่อไปมาค้าขายและรับส่งสินค้าเป็นประจำ สินค้าสำคัญของอำเภอทุ่งหว้า คือ พริกไทย เป็นที่รู้จักเรียกตามกันในหมู่ชาวต่างประเทศว่า "อำเภอสุไหงอุเป" ต่อมาเมื่อประมาณปี 2457 การปลูกพริกไทยของอำเภอทุ่งหว้าได้ร่วงโรยลง จึงทำให้ราษฎรในท้องที่หันมาปลูกยางพาราแทน จึงขาด สินค้าออกที่สำคัญของท้องถิ่น ชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำการค้าขายต่างพากันอพยพกลับไปยังต่างประเทศ ราษฎรในท้องที่ก็พากันอพยพไปหาทำเลทำมาหากินในท้องที่อื่นกันมาก โดยเฉพาะได้ย้ายไปตั้งหลักแหล่งกันที่กิ่งอำเภอละงูกันมากขึ้น ทำให้ท้องที่กิ่งอำเภอละงูเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว และในทางกลับกัน ทำให้อำเภอทุ่งหว้าซบเซาลง

ครั้นถึง พ.ศ. 2473 ทางราชการพิจารณาเห็นว่ากิ่งอำเภอละงูเจริญขึ้น มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นกว่าอำเภอทุ่งหว้า จึงได้ประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอละงูเป็นอำเภอ เรียกว่า อำเภอละงู และยุบอำเภอทุ่งหว้าเดิมเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่ากิ่งอำเภอทุ่งหว้า ขึ้นอยู่ในการปกครองของอำเภอละงู ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 กระทรวงมหาดไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกายกฐานะกิ่งอำเภอทุ่งหว้าขึ้นเป็นอำเภอเรียกว่า อำเภอทุ่งหว้า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2516

ในปี พ.ศ. 2512 กระทรวงมหาดไทยเห็นว่า ท้องที่อำเภอเมืองสตูล มีอาณาเขตกว้างขวางและมีพลเมืองมาก ท้องที่บางตำบลอยู่ห่างไกลจากอำเภอ เจ้าหน้าที่ออกตรวจตราดูแลความทุกข์สุขของราษฎรไม่ทั่วถึง สภาพท้องที่ โดยทั่วๆ ไป เชื่อว่าจะเจริญต่อไปในภายหน้า จึงประกาศแบ่งท้องที่อำเภอเมืองสตูล ตั้งเป็นกิ่งอำเภอ 1 แห่ง ให้เรียกว่ากิ่งอำเภอควนกาหลง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2512 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2519กระทรวงมหาดไทยได้ยกฐานะกิ่งอำเภอ ควนกาหลง ขึ้นเป็นอำเภอให้ชื่อว่า อำเภอควนกาหลง

เมื่อปี พ.ศ. 2519 กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าท้องที่กิ่งอำเภอควนกาหลง อำเภอ เมืองสตูล มีอาณาเขตกว้างขวางและมีพลเมืองมาก ท้องที่บางตำบลอยู่ห่างไกลจากอำเภอ เจ้าหน้าที่ออกตรวจตราดูแลความทุกข์สุขของราษฎรไม่ทั่วถึง สภาพท้องที่โดยทั่วไป เชื่อว่าจะเจริญต่อไปในภายหน้า จึงประกาศแบ่งท้องที่กิ่งอำเภอควนกาหลง ตั้งเป็นกิ่งอำเภอ 1 แห่ง เรียกชื่อว่า กิ่งอำเภอท่าแพ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2519

เมื่อปี พ.ศ. 2520 กระทรวงมหาดไทยเห็นว่าท้องที่อำเภอเมืองสตูล มีอาณาเขตกว้างขวางและมีพลเมืองมาก ท้องที่บางตำบลอยู่ห่างไกลจากอำเภอ เจ้าหน้าที่ออกตรวจตราดูแลความทุกข์สุขของราษฎรไม่ทั่วถึง สภาพท้องที่โดยทั่วๆ ไป เชื่อว่าจะเจริญต่อไปในภายหน้า จึงประกาศแบ่งท้องที่อำเภอเมืองสตูล ตั้งเป็นกิ่งอำเภอ 1 แห่ง เรียกว่า กิ่งอำเภอควนโดน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520

Thailand 6-36-1
รูปที่ี 4 ที่ตั้งจังหวัดสตูล  รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดสตูล

 

ขนาดและที่ตั้ง

จังหวัดสตูลเป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทยทางชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันตกของประเทศไทย อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 6 องศา 4 ลิปดา ถึง 7 องศา 2 ลิปดาเหนือ กับเส้นแวงที่ 99 องศา 5 ลิปดา ถึง 100 องศา 3 ลิปดาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 973 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 2,478.997 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,549,361 ไร่ เป็นลำดับที่ 63 ของประเทศ และลำดับที่ 12 ของภาคใต้ รองลงมาคือ จังหวัดปัตตานีและจังหวัดภูเก็ต มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดตรังทางทิศเหนือ จังหวัดสงขลาทางทิศตะวันออก และรัฐปะลิส ประเทศมาเลเซียตลอดแนวชายแดน (ทางทิศใต้) ยาวประมาณ 56 กิโลเมตร ติดต่อฝั่งอันดามันยาวประมาณ 144.8 กิโลเมตร เป็นพื้นที่เกาะประมาณ 88 เกาะ

ภูมิประเทศ

พื้นที่จังหวัดสตูลทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกเป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน โดยมีทิวเขาที่สำคัญแบ่งเขตประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย คือ ทิวเขาบรรทัดและทิวเขาสันกาลาคีรี พื้นที่ของจังหวัดค่อย ๆ ลาดเอียงลงสู่ทะเลด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ โดยยังมีภูเขาน้อยใหญ่อยู่กระจัดกระจายในตอนล่าง ภูเขาที่สำคัญ ได้แก่ เขาจีน เขาบารัง เขาใหญ่ เขาทะนาน และเขาพญาวัง และมีที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับชายฝั่งทะเล ถัดจากที่ราบลงไปเป็นพื้นที่ป่าชายเลนน้ำเค็มขึ้นถึง อุดมไปด้วยป่าแสมและป่าโกงกาง สตูลเป็นจังหวัดที่ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน คงมีแต่ลำน้ำสั้น ๆ ต้นน้ำเกิดจากภูเขาทางทิศเหนือและทิศตะวันออกของจังหวัด

ภูมิอากาศ

พื้นที่จังหวัดสตูลได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทย และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดู คือ

  • ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 21.6-39.5 องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 21.9-38.8 องศาเซลเซียส

ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2547 ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 2,318 มิลลิเมตร ตกชุกที่สุดในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 32.72 องศาเซลเซียส ต่ำสุดเฉลี่ย 23.51 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 38.4 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 และอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 19.2 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 และเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545

การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 36 ตำบล 257 หมู่บ้าน

Amphoe

 

จังหวัดสตูล แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ 36 ตำบล 279 หมู่บ้าน 7 เทศบาล (เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 6 แห่ง) และ 34 อบต. ดังนี้

อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เทศบาล  เทศบาล  อบต.
เมือง ตำบล
1. อำเภอเมืองสตูล 12 70 1 3 10
2. อำเภอควนโดน  4 31 - 1  4
3. อำเภอควนกาหลง  3 32 - -  3
4. อำเภอท่าแพ  5 35 - 1  5
5. อำเภอละงู  6 61 - 1  6
6. อำเภอทุ่งหว้า  4 31 - -  4
7. อำเภอมะนัง  2 19 - -  2
รวม 36 279 1 6 34

 

ที่มา : ที่ทำการปกครองจังหวัดสตูล

ผู้บริหารจังหวัด

นายพิศาล ทองเลิศ
ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๗๔๗๑๑๓๗๓

นายวัชรินทร์ ทองสกุล
รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๗๔๗๑๑๓๑๔

นายกฤติพงษ์ คงแข็ง
รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๗๔๗๓๐๘๖๕

นายปิยะ ภะรตะศิลปิน
ปลัดจังหวัดสตูล
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๗๔๗๑๑๐๘๓

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสตูล
เบอร์โทรศัพท์ : ๐๗๔-๗๑๑๐๕๕

 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสตูล

เขตเลือกตั้งที่ 1

91010004

นายธานินทร์  ใจสมุทร

พรรคชาติไทยพัฒนา

เขตเลือกตั้งที่ 2

91020002

นายฮอชาลี  ม่าเหร็ม 

พรรคประชาธิปัตย์

สมาชิกวุฒิสภาแบบเลือกตั้งจังหวัดสตูล

129

นายสุริยา   ปันจอร์

 

ประชากร

จังหวัดสตูลมีประชากรทั้งสิ้น 301,467 คน เป็นหนึ่งใน 4 จังหวัดของประเทศไทยที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งมีมากถึงร้อยละ 67.8 ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายมลายู รองลงมาคือชาวพุทธซึ่งมีอยู่ร้อยละ 31.9 และที่เหลือคือศาสนาคริสต์ ซึ่งศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเมืองสตูล ในจังหวัดประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และมีเป็นชาวไทยเชื้อสายมลายู โดยมีประชากรร้อยละ 9.9 เป็นชาวมาเลย์ โดยชาวไทยเชื้อสายมลายูในสตูลมีความแตกต่างจากชาวไทยเชื้อสายมลายูในแถบปัตตานี โดยในสตูลจะมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับชาวมาเลย์ในรัฐเกดะห์ (ไทรบุรี) และได้รับการผสมผสานกับอิทธิพลของวัฒนธรรมไทย

แม้ว่าในอดีตสตูลจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของสุลต่านแห่งไทรบุรี แต่ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวไทยเชื้อสายมลายูมุสลิมได้แต่งงานข้ามกันกับชาวไทยพุทธโดยไม่มีความตรึงเครียดทางศาสนา ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มสังคมที่เรียกว่า Samsam ซึ่งหมายถึงลูกครึ่งและส่วนมากเป็นมุสลิม

จังหวัดสตูลไม่เหมือนจังหวัดมุสลิมอื่นในไทย เนื่องจากไม่มีประวัติศาสตร์การเผชิญหน้ากับศูนย์กลางการปกครองในกรุงเทพมหานครหรือความตรึงเครียดระหว่างชาวไทยพุทธ ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย

การศึกษา

จังหวัดสตูล มีสถานศึกษาในระบบโรงเรียนรวมทั้งสิ้น 221 แห่ง

  • สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสตูล จำนวน 162 แห่ง ครู/อาจารย์ 1,714 คน พนักงานราชการ 182 คน วิทยากรสอนศาสนา 27 คน นักเรียน/นักศึกษา 31,089 คน
  2. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 16 จำนวน 12 แห่ง ครู/อาจารย์ 507 คน นักเรียน/นักศึกษา 10,335 คน
  • สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดสตูล จำนวน 36 แห่ง ครู/อาจารย์ 747 คน นักเรียน/นักศึกษา 16,426 คน
  • สังกัดเทศบาลเมืองสตูล จำนวน 4 แห่ง ครู/อาจารย์ 109 คน ครูอัตราจ้าง 25 คน นักเรียน/นักศึกษา 2,222 คน
  • สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา จำนวน 3 แห่ง ครู/อาจารย์ 122 คน พนักงานของรัฐ 11 ครูอัตราจ้าง 38 คน นักเรียน/นักศึกษา 2,398 คน
  • โรงเรียนราชตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 2 แห่ง ครู/อาจารย์ 19 คน ครูอัตราจ้าง 2 คน นักเรียน/นักศึกษา 185 คน
  • โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จังหวัดสตูล ครู/อาจารย์ 10 คน ครูอัตราจ้าง 34 คน นักเรียน/นักศึกษา 560 คน
  • สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสตูล ครูอัตราจ้าง 3 คน นักเรียน/นักศึกษา 30 คน

การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสตูล (สนง.กศน.จ.สต.) เป็นสถานที่ศึกษาในราชการส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการ มีหน่วยงานที่จะต้องดูแลและเป็นหน่วยปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์บริการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ 7 อำเภอ

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม คิดเป็นร้อยละ 7410 นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 25.81 และนับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 0.09

+ มีศาสนสถานจำนวนทั้งสิ้น 261 แห่ง ประกอบด้วย

มัสยิดจำนวน 221 แห่ง แยกเป็นอำเภอ ดังนี้

  • อำเภอเมืองสตูล จำนวน 64 แห่ง
  • อำเภอละงู จำนวน 61 แห่ง
  • อำเภอท่าแพ จำนวน 27 แห่ง
  • อำเภอควนโดน จำนวน 23 แห่ง
  • อำเภอควนกาหลง จำนวน 23 แห่ง
  • อำเภอทุ่งหว้า จำนวน 18 แห่ง
  • อำเภอมะนัง จำนวน 5 แห่ง

+ วัด จำนวน 36 แห่ง แยกเป็นรายอำเภอดังนี้ (ที่มา : สนง.พระพุทธศาสนาจังหวัดสตูล)

  • อำเภอเมืองสตูล จำนวน 11 แห่ง
  • อำเภอละงู จำนวน 6 แห่ง
  • อำเภอท่าแพ จำนวน 2 แห่ง
  • อำเภอควนโดน จำนวน 1 แห่ง
  • อำเภอควนกาหลง จำนวน 8 แห่ง
  • อำเภอทุ่งหว้า จำนวน 3 แห่ง
  • อำเภอมะนัง จำนวน 5 แห่ง

+ โบสถ์คริสต์ จำนวน 3 แห่ง

+ ศาลเจ้า จำนวน 3 แห่ง

นอกจากนี้ยังมีศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จำนวน 1 ศูนย์ และศูนย์อบรมศาสนาอิสลาม และจริยธรรมประจำมัสยิด (ศูนย์ตาดีกา) จำนวน 195 ศูนย์ ( ข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2553 )

การสาธารณสุข

จังหวัดสตูล มีโรงพยาบาลของรัฐรวม 6 แห่ง เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 186 เตียง 1 แห่ง ขนาด 60 เตียง 1 แห่ง ขนาด 30 เตียง 4 แห่ง มีแพทย์ 55 คน อัตรา : ประชากร 5,290 คน ทันตแททย์ 27 อัตรา : ประชากร 10,776คน และมีพยาบาล 489 คน อัตรา : ประชากร 595 คน โดยมีสถานบริการที่ให้บริการในคลินิกทันตกรรม 9 แห่ง ร้านขายยา 48 แห่ง เป็นต้น

 

รายได้ประชากรและผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

  • รายได้ประชากร ผลิตภัณฑ์โดยทั่วไปจังหวัดขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรและการค้า อาชีพหลัก การทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน การทำนา และการทำสวนไม้ผล ฯลฯ จากตัวเลขผลิตภัณฑ์ มวลรวมของสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2552 ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อคน/ปี เท่ากับ 90,103 บาท เป็นลำดับที่ 8 ของภาคใต้ และลำดับที่ 27 ของประเทศ
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดสตูล (GPP) ในปี 2552 มีมูลค่าเท่ากับ 25,984 ล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร คิดเป็นร้อยละ 49.3 อยู่ภาคนอกเกษตร คิดเป็นร้อยละ 50.7 ซึ่งเมื่อพิจารณาตามรายสาขาการผลิตที่สำคัญของจังหวัด พบว่าสาขาการเกษตร การล่าสัตว์ และการป่าไม้ มีสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมาคือสาขาการประมง คิดเป็นร้อยละ 30.1 และ 19.2 ตามลำดับ

มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดสตูล พ.ศ. 2551 - 2552

สาขาการผลิต ณ ราคาประจำปี โครงสร้าง  ณ ราคาคงที่ อัตราเพิ่ม 
2551 2552 2552 (%) 2551 2552 2552 (%)
ภาคเกษตร 12,949 12,808 49.3 5,875 6,104 2.4
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 8,459 7,820 30.1 2,802 2,798 -0.1
การประมง 4,490 4,987 19.2 3,073 3,216 4.6
ภาคนอกเกษตร 13,235 13,176 50.7 5,907 6,001 1.6
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 162 166 0.6 61 63 3.6
การผลิตอุตสาหกรรม 3,610 3,104 11.9 1,577 1,512 -4.1
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 341 419 1.6 288 310 7.4
การก่อสร้าง 624 736 2.8 228 283 24.3
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ 2,449 2,482 9.6 1,117 1,146 2.6
โรงแรมและภัตตาคาร 127 131 0.5 63 71 11.9
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 710 742 2.9 615 622 1.1
ตัวกลางทางการเงิน 457 454 1.7 208 206 -0.7
การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ 620 641 2.5 436 455 4.3
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,123 1,055 4.1 344 310 -9.6
การศึกษา 1,824 1,922 7.4 521 535 2.8
การบริการด้านสุขภาพและงานด้านสังคมสงเคราะห์ 610 705 2.7 190 210 10.8
การให้บริการชุมชน สังคม และการบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 572 611 2.4 259 276 6.6
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 6 6 0 2 2 -
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 26,184 25,984 No 11,781 12,015 No
มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมเฉลี่ยต่อคน (บาท) 92,113 90,103 No No No No
ประชากร (1,000 คน) 284 288 No No No No

 

หมายเหตุ:

    1. No หมายถึง ไม่นำมาคำนวณ หรือไม่เกี่ยวข้อง
    2. 0.0 หมายถึง มีสัดส่วนน้อยมาก
    3. โครงสร้าง 2552 (%) และ อัตราเพิ่ม 2552 (%) คำนวณมาจากตัวเลขที่มีจุดทศนิยมของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ต้นฉบับ)

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ณ มกราคม 2553

การเกษตรกรรม

จังหวัดสตูลมีเนื้อที่ทั้งหมด 1,754,701 ไร่ พื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตร 610,217 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 34.78 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่
1. ยางพารา จังหวัดสตูลมีพื้นที่ปลูกยางพารารวม 406,130 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 66.56 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด โดยมีพื้นที่ปลูกกระจายอยู่ทุกอำเภอ ให้ผลผลิตรวม 100,948.08 ตัน และสามารถทำรายได้ให้แก่จังหวัดมีมูลค่ารวม 11,505.917 ล้านบาท
2. ปาล์มน้ำมัน มีพื้นที่ปลูก 80,710 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 13.23 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด พื้นที่ลดลงร้อยละ 20.79 พื้นที่ให้ผล 68,607.75 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 157,706.27 ตัน สามารถทำรายได้ให้แก่จังหวัดมูลค่ารวม 1,008.418 ล้านบาท
3. ข้าวนาปี พื้นที่ปลูก 46,058 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.55 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด พื้นที่ปลูกลดลง ร้อยละ 37.48 ผลผลิตข้าวเปลือกรวม 17,188.17 ตัน สามารถทำรายได้ให้กับจังหวัด มีมูลค่า 123.382 ล้านบาท
4. ไม้ผล การทำสวนผลไม้ในจังหวัดสตูล จะเป็นสวนรายย่อยที่มีพื้นที่สวนขนาดเล็ก 1-5 ไร่ มีพื้นที่ปลูกรวม 26,097 ไร่ พื้นที่ปลูกมีอยู่ทั่วไปทุกอำเภอ ชนิดไม้ผลที่นิยมปลูกได้แก่ เงาะ ลองกอง มังคุด ทุเรียน ส้มโอ เป็นต้น ให้ผลผลิตรวม 24,920.49 ตัน คิดเป็นมูลค่า 412.725 ล้านบาท

  • เงาะโรงเรียน พื้นที่ปลูกรวม 4,411 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 3,777 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 32.978 ล้านบาท
  • ลองกอง พื้นที่ปลูกรวม 7,317 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 4,635 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 93.845 ล้านบาท
  • มังคุด พื้นที่ปลูกรวม 2,974 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 1,153 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 17.404 ล้านบาท
  • ส้มโอ พื้นที่ปลูกรวม 207 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 266.28 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 2.864 ล้านบาท
  • ทุเรียน พื้นที่ปลูกรวม 3,848 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 1,868 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 34.143 ล้านบาท
  • มะพร้าว พื้นที่ปลูกรวม 5,542 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 6,267.21 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 91.205 ล้านบาท
  • ไม้ผลอื่นๆ พื้นที่ปลูกรวม 1,788 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 2,254.06 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 20.718 ล้านบาท

5. พืชไร่ ได้แก่ สับปะรด และอ้อยคั้นน้ำ พื้นที่ปลูกรวม 485 ไร่ ผลผลิตรวม 1,062.39 ตัน มูลค่ารวม 11.540 ล้านบาท
6. พืชผัก ได้แก่ แตงโม พริกขี้หนู แตงกวา มะเขือยาว ถั่วฝักยาว ข้าวโพดหวาน ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า และผักบุ้ง มีพื้นที่ปลูกรวม 5,798 ไร่ ผลผลิตรวม 9,783.65 ตัน มูลค่ารวม 162.018 ล้านบาท
7. พืชอื่นๆ ได้แก่ สะตอ ไผ่ กล้วย และป่าชุมชน เป็น มีพื้นที่ปลูกรวม 44,939 ไร่

การอุตสาหกรรม

จังหวัดสตูล มีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 303 โรงงาน มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 2,270 ล้านบาท แรงงานจำนวน 4,387 คน โรงงานขนาดเล็กที่มีเงินทุนไม่เกิน 10 ล้านบาท (ไม่นับโรงงานสีข้าว) จำนวน 171 โรง เช่น โรงงานซ่อมรถ, โรงงานขุดตักดิน, โรงงานดูดทราย โรงงานขนาดกลางที่มีเงินทุน 10 ล้านบาท ถึง 100 ล้านบาท จำนวน 36 โรง และโรงงานขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนตั้งแต่ 100 ล้านบาท จำนวน 4 โรง ได้แก่ โรงงานแปรรูปอาหารทะเลกระป๋อง โรงงานผลิตยางแท่งทีทีอาร์ และหีบน้ำมันปาล์ม เป็นต้น

จำนวนโรงงานที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีจำนวน 7 โรง คือ

บริษัท โรงงาน
1. บริษัท ยูเนี่ยน  วู้ดเทค จำกัด ผลิตไม้ยางพารา 
2. บริษัทกว๋างเขิ่นรับเบอร์ (สตูล)  จำกัด ผลิตยางแท่ง  ที ที อาร์ 
3. บริษัทห้องเย็นสินภักดี จำกัด ทำห้องเย็นเก็บสัตว์น้ำ 
4. บริษัทลาภทวีปาล์ม  จำกัด ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ 
5. บริษัทสหรุ่งทรัพย์น้ำมันปาล์ม  จำกัด ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ 
6. บริษัทปาล์มไทยพัฒนา  จำกัด ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ 
7. บริษัทผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องสยาม จำกัด ผลิตอาหารทะเลกระป๋อง

 

การเงินการคลัง

  1. การเงิน จังหวัดสตูลมีสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ จำนวน 12 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจฯ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  2. การคลัง การเบิกจ่ายเงินงบประมาณจังหวัดสตูล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ภาพรวมเบิกจ่าย 3,495.080 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 95.526 ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจำนวน 3,658.790 ล้านบาท และงบลงทุนได้รับการจัดสรร 1,162.390 ล้านบาท เบิกจ่าย 1,044.990 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 89.990


ภาษีอากร

จังหวัดสตูล ได้จัดเก็บภาษีอากรตามประเภทต่างๆ ได้แก่ ภาษีบุคคลธรรมดา นิติบุคคล มูลค่าเพิ่ม ธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และอากรแสตมป์อื่นๆ ในปีงบประมาณ 2553 จำนวน 251.824 ล้านบาท

รายการ ประมาณการจัดเก็บ ภาษีที่จัดเก็บได้จริง
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 62.098 74.889
ภาษีเงินได้นิติบุคคล 29.609 44.755
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 61.713 110.071
ภาษีธุรกิจเฉพาะ 4.923 5.929
ภาษีอากรแสตมป์ 12.298 15.602
รายได้อื่นๆ 0.575 0.577
รวม 171.216 251.824
ภาษีท้องถิ่น 4.89

 

สถานประกอบการและลูกจ้าง

จังหวัดสตูล มีจำนวนสถานประกอบการทั้งสิ้น 1,021 แห่ง

ลูกจ้างจำนวน 8,995 คน จำนวนสถานประกอบการปี 2549 - 2553

ปี  พ.ศ จำนวนสถานประกอบการ จำนวนลูกจ้าง
2549 703 6,929
2550 886 8,297
2551 1,068 8,941
2552 1,099 9,101
2553 1,021 8,995

 

สถานประกอบการปี  2553  แยกตามอำเภอ

อำเภอ จำนวนสถานประกอบการ (แห่ง) จำนวนลูกจ้าง (คน)
เมืองสตูล 548 4,354
ละงู 233 1,610
ท่าแพ   59 572
ควนกาหลง   77 1,319
ควนโดน  42 397
ทุ่งหว้า   40 265
มะนัง   22 78
รวม 1,021 8,995


ที่มา : สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสตูล

การจัดหางานในจังหวัดสตูล

จังหวัดสตูล มีผู้ที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 220,767 คน (อยู่ในกำลังแรงงาน 169,305 คน ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน 51,642 คน) ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน มีงานทำ 166,846 คน ผู้ว่างงาน 2,459 คน คิดเป็นร้อยละ 0.83 ของประชากรในจังหวัดสตูล และร้อยละ 1.45 ของกำลังแรงงาน

จำนวนผู้สมัครงาน ตำแหน่งงานว่าง และการบรรจุงาน ปี 2549 - 2553

ปี  พ.ศ. จำนวนผู้สมัครงาน ตำแหน่งงานว่าง การบรรจุงาน ร้อยละของการบรรจุงาน
2549 3,017 1,566 1,517 50.28
2550 1,736 1,013 978 56.33
2551 1,626 1,484 805 49.51
2552 1,520 1,156 864 56.84
2553 2,262 1,806 1,623 71.75


ที่มา : สำนักงานจัดหางานจังหวัดสตูล

การประมง

จังหวัดสตูล มีการดำเนินกิจกรรมด้านการประมงหลายกิจกรรม ทั้งด้านการจับสัตว์น้ำ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยในปีการผลิต 2552/2553 มีมูลค่าการผลิตทั้งหมด 6,063.76 ล้านบาท มูลค่าเพิ่ม (GPP) 2,978.40 ล้านบาท แยกเป็นรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. ประมงทะเลพาณิชย์ (น้ำลึก) มีเรือที่ทำการประมงมาขึ้นท่าในพื้นที่จังหวัดสตูลจำนวน 20,625 เที่ยว ซึ่งประกอบด้วยเรือประมงในพื้นที่ จำนวน 490 ลำ และต่างถิ่นที่นำปลามาขึ้นท่าในจังหวัดสตูล โดยมีปริมาณปลารวมทั้งหมด 114,765 ตัน มูลค่า 2,214 ล้านบาท
  2. การประมงทะเลพื้นบ้าน (ชายฝั่ง) มีชาวประมง 3,408 ครัวเรือน มีผลผลิตปลาที่จำได้ 9,600 ตันเศษ มูลค่า 586 ล้านบาท
  3. การทำฟาร์มปลาน้ำกร่อย ในพื้นที่ 4 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง ท่าแพ ทุ่งหว้า และละงู มีเกษตรกรจำนวน 1,188 ราย จำนวน 7,978 กระชัง พื้นที่ 44.88 ไร่ ผลผลิต 916.67 ตัน มูลค่า 118.79 ล้านบาท
  4. การเพาะและอนุบาลปลาน้ำกร่อย ซึ่งเป็นการอนุบาลปลากะพงขาวเพื่อการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านและเลี้ยงในจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง มีจำนวนเกษตรกร 171 ราย มีผลผลิต 3 ล้านตัว มูลค่า 33 ล้านบาทเศษ
  5. การทำฟาร์มกุ้งเลี้ยงทะเล เป็นการเลี้ยเชิงพาณิชย์ ในพื้นที่ 4 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง ท่าแพ ทุ่งหว้า และละงู มีฟาร์มที่มีผลผลิตจำนวน 426 ฟาร์ม จำนวน 2,292 บ่อ พื้นที่ การเลี้ยง 8,424 ไร่ สิ้นปี 2552 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 30,000 ตัน มูลค่า 3,000 ล้านบาทเศษ
  6. การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด มีเกษตรกรทั้งหมด 1,915 ราย พื้นที่ 508.36 ไร่ ผลผลิต 842.21 ตัน มูลค่า 36.60 ล้านบาท
  7. การเพาะพันธ์และอนุบาลกุ้งทะเล มีเกษตรกรจำนวน 15 ราย สิ้นปี 2552 คาดว่าจะมีผลผลิต 1,600 ล้านตัว มูลค่า 160 ล้านบาท
  8. การจับสัตว์น้ำจืดจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มีประชากรจับสัตว์น้ำจืด 1,289 ตัน คิดเป็น มูลค่า 76 ล้านบาทเศษ


การพาณิชย์และการบริการ

การพาณิชย์
จังหวัดสตูล มีสถานประกอบการค้าและบริการ ทั้งประเภทบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลมีจำนวนทั้งสิ้น 444 ราย แบ่งเป็นบริษัทจำกัด จำนวน 149 ราย ห้างหุ้นส่วนจำกัด 293 ราย และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 2 ราย
ธุรกิจที่มีการจัดตั้งมากที่สุด คือ กิจการรับเหมาก่อสร้างงานโยธา บริการสถานที่พักโรงแรม/ รีสอร์ท ธุรกิจนำเที่ยว ธุรกิจขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ธุรกิจจำหน่ายคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ธุรกิจจำหน่ายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ธุรกิจจำหน่ายตั๋วยานพาหนะ และธุรกิจบริการทั่วไป

การค้าชายแดน

จังหวัดสตูล ทำการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

  • สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าประมงและปศุสัตว์ (ปลากะตัก), วัสดุก่อสร้าง (อิฐดินเผา, กระเบื้องมุงหลังคา, กระเบื้องปูพื้นและทางเดิน, อ่างล้างชาม อ่างล้างหน้าฯ), พลาสติกและผลิตภัณฑ์ (เชือกทำด้วยเม็ดพลาสติก,จุกนม, ตาข่ายแบบผูกปมทำด้วยเชือกชนิดทไวน์) เครื่องมือประมง (อวนจับปลา), สินค้ากสิกรรม (ข้าวจ้าวขาว 10% ข้าวเหนียว 10%)
  • สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ถังแยกไขและอุปกรณ์ครบชุด (ส่วนประกอบเครื่องบีบน้ำมันปาล์ม), สินค้ากสิกรรม (หอมหัวใหญ่), สิ่งทอ (ผ้าโสร่งปาเต๊ะ,เสื้อผ้า), สินค้าประมงและปศุสัตว์ (กะปิ, กุ้งฝอยหมักเกลือ,แมงดาทะเล, หอยแครง, หอยลาย), เครื่องใช้ในครัวเรือน (เครื่องทำน้ำร้อน), ยานพาหนะ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ (เครื่องยนต์และส่วนประกอบเครื่องยนต์เก่า), พลาสติก (แผ่นพลาสติกพิมพ์ลาย)

มูลค่าการค้าชายแดน
จังหวัดสตูล มีมูลค่าการค้าชายแดนผ่านด่านศุลกากรสตูล และด่านศุลกากรวังประจันจำนวน 278.12 ล้านบาท แยกเป็น

  • มูลค่าสินค้าส่งออก จำนวน 135,730,385.28 บาท
  • มูลค่าการนำเข้า จำนวน 142,393,567.42 บาท

มูลค่าสินค้าส่งออกและนำเข้า ปี 2547-2553

ปี ส่งออก นำเข้า มูลค่าการค้ารวม เพิ่มขึ้น/ลดลง ร้อยละ
2547 1,496,155,607.25 984,519,352.52 2,480,674,959.77 403.54
2548 121,539,788.84 236,979,252.44 358,519,041.28 -85.54
2549 118,743,145.82 331,316,801.00 450,069,946.82 25.54
2550 80,944,843.43 250,436,796.10 331,381,936.53 -26.38
2551 142,681,074.76 191,413,916.49 334,094,991.40 0.82
2552 183,372,318.32 219,656,721.04 403,029,039.36 20.63
2553 135,730,385.28 142,393,567.42   278,123,952.70 -30.99

 

ข้อมูลสินค้าส่งออก-นำเข้าชายแดนและผ่านชายแดนจังหวัดสตูล ปีงบประมาณ 2553

ลำดับที่ รายการสินค้าส่งออก รวม
1 ปลาแห้ง ใส่เกลือหรือแช่น้ำปลา รมควัน 52,277,924.09
2 อิฐดินเผา 25,111,333.56
3 เชือกทำด้วยเม็ดพลาสติก 14,360,416.51
4 อวนจับปลาทำด้วย HDPE 10,915,315.84
5 กระเบื้องมุงหลังคา 10,219,443.00
6 ผลิตภัณฑ์ยางมะตอย 7,195,341.12
7 กระเบื้องปูพื้นและทางเดิน 4,903,000.00
8 ตาข่ายแบบผูกปมทำด้วยเชือกชนิดทไวน์ 4,520,592.89
9 อ่างล้างชาม อ่างล้างหน้าฯ 3,665,930.00
10 ข้าวจ้าวขาว 10%, ข้าวเหนียว 10% 1,854,432.00

 

ลำดับที่ รายการสินค้านำเข้า รวม
1 ถังแยกไขและอุปกรณ์ครบชุด 51,738,654.10
2 หอมหัวใหญ่ 24,122,062.07
3 กะปิ 22,373,671.02
4 ผ้าโสร่งปาเต๊ะ,เสื้อผ้า 23,387,423.67
5 แผ่นพลาสติกพิมพ์ลาย 9,960,884.06
6 เครื่องยนต์และส่วนประกอบเครื่องยนต์เก่า 6,523,867.06
7 เครื่องทำน้ำร้อน 4,342,143.22
8 รถบังคับวิทยุ 3,332,315.92
9 เรือโดยสารทำด้วยไฟเบอร์กลาส 3,048,240.00
10 ห้องโดยสาร 2,410,758.00


ข้อมูล ณ ธันวาคม 2553

การท่องเที่ยว

จังหวัดสตูล มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ในปี 2551 รวมทั้งสิ้น 760,395 คน และสามารถทำรายได้ให้กับจังหวัด ประมาณ 1,739.68 ล้านบาท

สถิติจำนวนผู้เยี่ยมเยือนในปี 2546 - 2552

ปี นักท่องเที่ยวชาวไทย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมนักท่องเที่ยว ร้อยละเพิ่มขึ้น / ลดลง 
2546 386,510 56,835 443,345 5
2547 431,139 55,176 486,315 9.7
2548 531,666 50,391 582,057 19.69
2549 609,112 50,086 659,198 13.25
2550 698,521 44,712 743,233 12.74
2551 999,156 33,763 1,032,919 38.98
2552 656,210 -36.47

 

รายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2546 - 2552

ปี รายได้จากการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้น / ลดลงร้อยละ
2546 899.32 7.48
2547 976.91 8.63
2548 1,420.86 45.45
2549 1,667.20 17.34
2550 1,798.20 7.85
2551 1,949.24 8.39
2552 1,710.20 -12.26

 

การคมนาคมขนส่ง

จังหวัดสตูล มีเส้นทางคมนาคมทั้งทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงจังหวัด ที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด ระหว่างอำเภอ และระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีทางหลวงแผ่นดินที่สำคัญ ได้แก่

  1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 406 สายยนตรการกำธร เป็นทางหลักที่สามารถเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียง คือ จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา และจังหวัดตรัง โดยไปเชื่อมต่อกับถนนเพชรเกษมที่สี่แยกคูหา เขตอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา แยกซ้ายไปจังหวัดพัทลุง แยกขวาไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระยะทางประมาณ 67 กิโลเมตร
  2. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 416 สายฉลุง-ตรัง เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดสตูลกับจังหวัดตรัง ระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร เริ่มจากสามแยกฉลุง ผ่านอำเภอท่าแพ อำเภอละงู อำเภอทุ่งหว้า อำเภอปะเหลียน และอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง

 

การเดินทาง

1. ทางรถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) หรือทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 4 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการเดินทางเข้าสู่ภาคใต้ ผ่านจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 41 ผ่านเข้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และสามารถเลือกได้ 2 เส้นทาง คือ

  • จากอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 403 จังหวัดตรัง ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 404 เข้าอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จากนั้นเลี้ยวซ้ายไป ทางหลวงหมายเลข 416 ผ่านอำเภอทุ่งหว้าและอำเภอละงู เข้าสู่จังหวัดสตูล
  • ใช้เส้นทางหมายเลข 41 เข้าสู่จังหวัดพัทลุง จากจังหวัดพัทลุงไปอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 แล้วแยกขวาไปทางหลวงหมายเลข 406 ถึงจังหวัดสตูล ระยะทางประมาณ 973 กิโลเมตร

2. ทางรถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารปรับอากาศชั้นหนึ่ง และชั้นสอง กรุงเทพฯ-สตูล ทุกวัน จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ถนนบรมราชชนนี
3. ทางรถไฟ ซึ่งมีทั้งรถเร็ว และรถด่วน จากสถานีรถไฟหัวลำโพง สามารถเดินทางไปกับขบวนรถกรุงเทพฯ-ยะลา, กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ หรือ กรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ลงที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ จากนั้นต่อรถตู้โดยสารหรือรถโดยสารประจำทางเข้าจังหวัดสตูล ระยะทาง 97 กิโลเมตร หรือเดินทางกับขบวนรถกรุงเทพฯ-ตรัง, กรุงเทพฯ-กันตัง ลงที่สถานีรถไฟตรัง นั่งรถประจำทางรถตู้ หรือแท็กซี่ เข้าสู่จังหวัดสตูล
4. ทางเครื่องบิน ไม่มีเที่ยวบินตรงไปยังจังหวัดสตูลโดยตรง แต่สามารถใช้บริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ แล้วต่อรถแท็กซี่หรือรถโดยสารประจำทางจากตัวอำเภอหาดใหญ่เข้าจังหวัดสตูล ระยะทาง 97 กิโลเมตร หรือเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ตรัง แล้วต่อรถประจำทางรถตู้ หรือแท็กซี่ เข้าสู่จังหวัดสตูล การเดินทางจากอำเภอเมืองสตูลไปยังอำเภอต่างๆ

  • อำเภอควนโดน 21 กิโลเมตร
  • อำเภอท่าแพ 28 กิโลเมตร
  • อำเภอควนกาหลง 32 กิโลเมตร
  • อำเภอละงู 50 กิโลเมตร
  • อำเภอมะนัง 50 กิโลเมตร
  • อำเภอทุ่งหว้า 76 กิโลเมตร

การเดินทางจากสตูลไปยังจังหวัดใกล้เคียง

  • ตรัง 140 กิโลเมตร
  • พัทลุง 134 กิโลเมตร
  • สงขลา 125 กิโลเมตร

เส้นทางที่ 1 จากตรัง-สตูล

  • รถโดยสารประจำทาง ตรัง-สตูล มีรถโดยสารประจำทางจากตัวเมืองตรัง ถนนรัษฎา ตั้งแต่เวลา 06.00-17.00 น. รถออกทุก 1 ชั่วโมง ใช้เวลาการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง
  • รถแท็กซี่ ตรัง-สตูล มีรถแท็กซี่บริการจากตัวเมืองตรัง ถนนรัษฎา ติดกับคิวรถโดยสารประจำทาง บริการตั้งแต่เวลา06.00-17.30 น. ใช้เวลาการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

เส้นทางที่ 2 จากตรัง-ท่าเรือปากบารา

  • รถตู้ เฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายนของทุกปี) จาก หน้าสถานีรถไฟตรัง มีบริการรถตู้โดยสารวันละ 2 เที่ยว เวลา 09.30 น. และ 11.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง และมีรถโดยสารสายสตูล-ปากบารา จากท่าเรือปากบารา เข้าจังหวัดสตูล

เส้นทางที่ 3 จากหาดใหญ่ - สตูล

  • รถโดยสารประจำทาง จากสถานีขนส่งหาดใหญ่ มีบริการรถโดยสารปรับอากาศตั้งแต่เวลา 05.40-18.30 น. รถออกทุก 15 นาที ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง
  • รถตู้โดยสาร จอดที่หน้าตลาดเกษตรฯ ถนนเพชรเกษม ตั้งแต่เวลา 06.30-19.00 น รถจะออกทุก 30 นาที ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 45 นาที (สามารถนั่งรถตุ๊กๆ จากหน้าสถานีรถไฟไปลงที่ตลาดเกษตรฯ ราคา 10-20 บาท)

เส้นทางที่ 4 จากหาดใหญ่ - ท่าเรือปากบารา

  • รถตู้โดยสาร จอดที่หน้าตลาดเกษตรฯ ถนนเพชรเกษม ตั้งแต่เวลา 07.30-18.30 น. รถจะออกทุก 1 ชั่วโมง ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง (สามารถนั่งรถตุ๊กๆ จากหน้าสถานีรถไฟไปลงที่ตลาดเกษตรฯราคา 10 บาท) และมีรถโดยสารสายสตูล-ปากบารา จากท่าเรือปากบารา เข้าจังหวัดสตูล

การติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย)

  1. ทางบก ใช้ทางหลวงหมายเลข 4184 สายควนสะตอ-บ้านวังประจัน เป็นทางหลวงที่เชื่อมกับทางหลวงของประเทศมาเลเซีย เริ่มจาก สามแยกควนสะตอ ไปถึงหลักเขตแดนที่บ้านวังประจัน ระยะทางประมาณ 22 กม. เดินทางจากวังประจัน ถึงปาดังเบซาร์ และจากปาดังเบซาร์ ไป ปีนัง หรือเดินทางไปจังหวัดสงขลา ผ่านด่านสะเดา อำเภอสะเดา-ไปอำเภอหาดใหญ่ (ปาดังเบซาร์ - หาดใหญ่) ระยะทางประมาณ 61 กม. และจากชายแดนวังประจันถึงเมืองกางา รัฐเปอร์ลิส ระยะทางประมาณ 36 กม. และจากรัฐเปอร์ลิส ไปปีนัง ระยะทาง 130 กม.
  2. ทางน้ำ จากอำเภอเมือง ไปรัฐเปอร์ลิส โดยเรือโดยสารขนาดเล็ก และปัจจุบันมีเรือเฟอร์รี่ ของบริษัทเอกชนวิ่งระหว่างอำเภอเมือง-เกาะลังกาวี รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเชีย มีบริการ วันละ 4 เที่ยวโดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1.15 ชม. ออกจากท่าเทียบเรือตำมะลังบริเวณด่านศุลกากรตำมะลัง


ระบบประปา

จังหวัดสตูล มีที่ทำการประปา 2 แห่ง คืออำเภอเมืองและอำเภอละงู มีสถานีผลิตน้ำประปา จำนวน 4 แห่งคือ

สถานีผลิตน้ำ กำลังการผลิต (ลบ.ม/ช.ม) ปริมาณน้ำจ่าย (ม.ค.. 52) (ลบ.ม.) จำนวนผู้ใช้น้ำ (ราย)
1. ควนโดน 650 320,000 12,081
2. วังประจัน 40 180 18
3. ละงู 200 93,315 3,347
4. ทุ่งหว้า 30 18,154 761


แหล่งน้ำชลประทาน

จังหวัดสตูล มีแหล่งน้ำชลประทานประกอบด้วย แหล่งน้ำตามโครงการชลประทานขนาดกลาง,โครงการชลประทานขนาดเล็ก, โครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย - มาเลเซีย, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ที่สร้างแล้วเสร็จถึงปัจจุบัน จำนวน 107 โครงการสามารถกักเก็บน้ำได้ 3,100,000 ลบ.ม. และมีพื้นทเพื่อทำการเกษตรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการชลประทานทั้งสิ้น 112,960 ไร่ ครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 19,511 ครัวเรือน

โครงการชลประทานขนาดกลาง 3 โครงการ ดังนี้
1. โครงการฝายดุสน ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน พื้นที่ 32,600 ไร่
2. โครงการประตูระบายน้ำบาโรย ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู พื้นที่ 3,000 ไร่
3. โครงการฝายคลองท่าแพร ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน พื้นที่ 13,200 ไร่

การไฟฟ้า

จังหวัดสตูล มีสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้บริการ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสตูล, สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอท่าแพ,สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอละงู, สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอควนกาหลง, สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอทุ่งหว้า

ปัจจุบันการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสตูล สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้หมู่บ้านในเขตจังหวัดครอบคลุมทุกอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน มีครัวเรือนที่ใช้กระแสไฟฟ้า จำนวน 75,471 ครัวเรือน คิดเป็น 97.37 % ของครัวเรือนทั้งหมด

สถานะ จำนวน ตำบล หมู่บ้าน ครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้ในเขตพื้นที่จังหวัดสตูล ข้อมูล ณ มกราคม 2552

ที่ อำเภอ จำนวนตำบล จำนวนหมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน
ทั้งหมด มีไฟใช้ ทั้งหมด มีไฟใช้ ทั้งหมด มีไฟใช้ คิดเป็น %
1 เมือง 12 12 70 70 29,749 29,403 98.84%
2 ควนโดน 4 4 31 31 5,760 5,592 97.08%
3 ท่าแพ 4 4 31 31 6,567 6,549 99.73%
4 ละงู 6 6 61 61 17,023 16,879 99.15%
5 ทุ่งหว้า 5 5 35 35 5,548 5,349 96.41%
6 ควนกาหลง 3 3 32 32 8,895 8,126 91.35%
7 มะนัง 2 2 19 19 3,966 3,573 90.09%
 รวม 36 36 279 279 77,508 75,471 97.37 %

 

หมายเหตุ สำหรับครัวเรือนที่อยู่ห่างไกลไม่สามารถขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้า ได้มีการติดตั้ง Solar Home System ให้ราษฏรจำนวน 835 ชุด ดังนี้
+ อำเภอเมือง ติดตั้งจำนวน 357 ชุด
+ อำเภอท่าแพ ติดตั้งจำนวน 1 ชุด

  • อำเภอละงู ติดตั้งจำนวน 229 ชุด
  • อำเภอทุ่งหว้า ติดตั้งจำนวน 106 ชุด
  • อำเภอควนกาหลง ติดตั้งจำนวน 63 ชุด
  • อำเภอมะนัง ติดตั้งจำนวน 74 ชุด

โทรศัพท์

(ที่มา : ส่วนบริการลูกค้าจังหวัดสตูล บริษัท TOT จำกัด (มหาชน))
จังหวัดสตูล ให้บริการโทรศัพท์ครบทุกอำเภอ มีหมายเลขที่รับผิดชอบจำนวน 16,369 เลขหมาย หมายเลขเปิดใช้งานจำนวน 12,075 เลขหมาย คงเหลือ 4,294 เลขหมาย โดยแยกเป็นราชการ 1,175 เลขหมาย บ้าน 8,616 เลขหมาย ธุรกิจ 793 หมายเลข ทีโอที 201 เลขหมาย และสาธารณะ 1,290 เลขหมาย

มีศูนย์บริการลูกค้า จำนวน 2 ศูนย์บริการ

  • ศูนย์บริการลูกค้า สาขาสตูล พื้นที่ให้บริการ 17 ชุมสาย
  • ศูนย์บริการลูกค้า สาขาละงู พื้นที่บริการ 11 ชุมสาย

สถานภาพการให้บริการโทรศัพท์ในจังหวัดปี 2547 - 2552

ปี หมายเลขเต็ม หมายเลขเปิดใช้แยกประเภท
ราชการ บ้าน ธุรกิจ ทีโอที สาธารณะ เลขหมายเหลือ
2547 12,453 1,121 8,113 765 163 1,092 1,199
2548 12,513 1,103 8,135 798 167 1,217 1,093
2549 12,573 1,114 7,972 805 173 1,269 1,240
2550 16,293 1,122 8,039 791 195 1,218 4,928
2551 16,309 1,160 8,572 796 199 1,294 4,288
2552 16,369 1,175 8,616 793 201 1,290 4,294

 

สถานีวิทยุและโทรทัศน์

สถานีวิทยุ
จังหวัดสตูลมีสถานีวิทยุ (คลื่นหลัก) จำนวน 3 สถานี คือ

สถานีวิทยุกระจายเสียง (คลื่นหลัก) จำนวน 3 คลื่น

ลำดับ ชื่อสถานี ที่ตั้ง ความถี่ FM ผู้บริหาร/หัวหน้า/  นายสถานี โทรศัพท์
1 สถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย จ.สตูล ถนนคลองขุด-นาแค ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 91000 99.5 MHz.
95.5 MHz.
นางสาวภาวินี ศศานนท์
ผู้อำนวยการสถานี
0-7471-1689
0-7472-1535
2 สถานีวิทยุกระจายเสียง อ.ส.ม.ท.  จ.สตูล ชั้น 2 โรงแรมพินาเคิล วังใหม่ ถนนสตูลถานี อ. เมือง จ. สตูล  91000 93.25 MHz นายจิรวัฒน์ อนุกูล 0-7472-1354-5
3 สถานีวิทยุกระจายเสียง ตำรวจภาค 9 จ.สตูล ถ.ฉลุง-ละงู อ.ท่าแพ จ.สตูล 91150 91.75MHz. พล.ต.ต.ธเนศ  วารายานนท์ 0-7478-7045

 

สถานีวิทยุชุมชน

จังหวัดสตูล มีสถานีวิทยุชุมชน 13 สถานี คือ

ลำดับ ชื่อสถานี ที่ตั้ง ความถี่ FM ผู้บริหาร/หัวหน้า/นายสถานี โทรศัพท์
1 สถานีวิทยุกระจายเสียงอีซี่เอฟเอ็ม (Easy F.M)  185 ถนนฉลุง-ละงูหมู่ 2  ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล  91000  90.0 MHz. นายพจนธรรม  สุภเร
ผู้ดำเนินการสถานี
โทร.074-799131
มือถือ 081-798-2274
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
2 สถานีวิทยุกระจายเสียงสมายเรดิโอ
(Smile Radio)
146/6 หมู่ 2 ต.อุใดเจริญ อ.ควนกาหลง จ.สตูล 91130 92.25 MHz. นายวีระศักดิ์ ศิริวัฒนานนท์
ผู้บริหารสถานี
โทร.074-775098
มือถือ  089-2396088
3 สถานีวิทยุกระจายเสียงไลฟ์ เอ็ฟ เอ็ม (Life F.M.)  749 หมู่ 3 ต.กำแพง
อ.ละงู จ.สตูล 91140 
93.75 MHz. นายสุพจน์  อาดำ
นายสถานี 
โทร/แฟ็กซ์  074-734304
มือถือ 081-5404555
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
4 สถานีวิทยุกระจายเสียงพีเอฟเอ็ม
(94 PFM)  
70 ถ.ติรสถิตย์ ต.พิมาน
อ.เมือง จ.สตูล 9100  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">
94.0 MHz. 88.70 MHz. นายธนากร ทองเนื้อขาว
ผู้อำนวยการสถานี  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.">
โทร.074-730789
แฟกซ์ 074-731122 ,074-782357
มือถือ 081-8969048
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
5 สถานีวิทยุชุมชนตำบลฉลุง
(Satun Radio) 
419  ม. 2 ต. ฉลุง
อ. เมือง จ.สตูล 91000 
97.75 MHz. ด.ต.ประสงค์  ทองวิเชียร
ผู้อำนวยการสถานี
โทร.074-736228
มือถือ 084-9632706
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
6 สถานีวิทยุกระจายเสียงโมเดิร์นเวฟ
(Modern Wave)
234 หมู่ 4 ต. ละงู
อ.ละงู จ.สตูล 91140 
98.4 MHz. นายอัสมาน หยีมะเหรบ
นายสถานี
โทร. 074-734271
มือถือ 081-0969783
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
7 สถานีวิทยุกระจายเสียงเซอร์ไพสซ์ เรดิโอ
(Surpirse Radio)
650 หมู่ 4 ต.กำแพง
อ.ละงู จ.สตูล 91140 
99.0 MHz. นายธีรยุทธ์  หลีขาว
นายสถานี 
โทร.074-734220
มือถือ 089-9771289
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
8 สถานีวิทยุกระจายเสียง
Idea station 
322/1 หมู่ 4 ต.คลองขุด
อ.เมือง จ.สตูล 91000 
102.5 MHz. นายกิตติพจน์ ติ้นสกุล
หัวหน้าสถานี 
โทร. 074-730236
มือถือ  081-8984770
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

ประเพณีวัฒนธรรม

งานประเพณีสำคัญของจังหวัดสตูลที่สืบทอดกันมาแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่

งานแข่งขันว่าวประเพณีจังหวัดสตูล

ในปี พ.ศ. 2519 หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวในนาเสร็จสิ้น โดยกำหนดเอาสนามบินจังหวัดสตูลเป็นสนามแข่งขันช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดแข่งขัน 3 ประเภท คือว่าวเสียงดัง ว่าวขึ้นสูง และว่าวสวยงาม โดยจัดการแข่งขันครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2519 มีว่าวเข้าแข่งขันประมาณ 50 ตัว และได้มีการจัดการแข่งขันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

พิธีนิกะฮ์หรือพิธีกินเหนียว (พิธีการสมรส)

ตามบัญญัติศาสนาอิสลาม การนิกะฮ์ หมายถึงการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง เพื่อเป็นสามี ภรรยากัน โดยพิธีสมรสตามหลักศาสนาอิสลาม

งานเทศกาลถือศีลกินเจ

จัดในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี ณ ศาลเจ้าโป้เจ้เก้ง อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เทศกาลกินเจเป็นความเชื่อของชาวจีนที่ถือเอาวันที่ 1 เดือน 9 ของทุกปี

งานประเพณีลอยเรือของชาวเลเกาะหลีเป๊ะ

จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนพฤษภาคม และเดือนพฤศจิกายน และได้กระทำกันมานานแล้ว ผู้ริเริ่ม คือ "โต๊ะฮีหลี" ซึ่งชาวเลถือว่าเป็นบรรพบุรุษคนสำคัญ เพราะเป็นผู้บุกเบิกเกาะนี้เป็นคนแรก และเป็นที่เคารพนับถือของชาวเลเป็นอย่างยิ่งในขณะมีชีวิตอยู่

พิธีเข้าสุนัต

สุนัต มาจากคำว่า สุนนะฮ (สุน - นะฮ) หมายถึง แนวหรือวิถีปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล) ในทุกกระบวนการ การเข้าสุนัตจึงหมายถึง การเข้าสู่ชีวิตตามแบบอย่าง ของท่านนบีฯ

พิธีถือศิลอด (ถือบวช)

เมื่อถึงเดือน "รอมฎอน" หรือเดือนที่ 9 ของปีฮิจเราะฮ์ศักราช (ฮศ) ชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามทุกคนจะถือศิลอดเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อครบกำหนด 1 เดือนแล้วก็เป็นวันออกบวช หรือเรียกกันว่า "วันฮารีรายอ" หรือ "วันอิดิลฟิฏรี"

วันรายอฮัจยี "อิดิลอัฏฮา"

เป็นวันตรุษหลัง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มุสลิมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดอารเบีย หลังจากนั้นจะร่วมกันกุรบาน (เชือดสัตว์ เช่น โค วัว แพะ และแกะ) เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนยากจน สัตว์ที่เชือดจะต้องมีลักษณะสวยงาม มีอวัยวะทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คือไม่พิการหรืออวัยวะไม่สมประกอบ

งานมหกรรมเทศกาลโรตีของดีเมืองสตูล

เป็นการแสดงและจำหน่ายโรตีของจังหวัดสตูล ที่มีหลากหลายประเภท จัดข้นในเดือนมกราคมของทุกปี

งานแข่งขันการตกปลา

จัดเดือนมีนาคมของทุกปี เป็นการแข่งขันตกปลาที่มีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย มีการแห่ขบวนมัจฉา การประกวดหุ่นปลา และการแสดงศิลปพื้นบ้านของชาวสตูล

งานวันข้าวโพดหวานอำเภอท่าแพ

เป็นงานประจำปีของอำเภอ มีการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวโพดหวาน จัดประมาณเดือนมีนาคมของทุกปี

งานวันเมาลิดกลางจังหวัดสตูล

เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงหลักธรรมคำสอน และผลงานของท่านนบีมูฮัมมัด เพื่อเป็นการส่งเสริมสถาบันศาสนาอิสลามและเพื่อผนึกกำลังของพี่น้องมุสลิม ในการร่วมกันแก้ปัญหาที่สำคัญของจังหวัด จัดเดือนพฤษภาคมของทุกปี

งานวันจำปาดะและของดีเมืองสตูล

เป็นการแสดงสินค้าผลิตผลด้านการเกษตร ที่สำคัญของจังหวัด จัดเดือนกรกฎาคมของทุกปี

งานมหกรรมอาหารจานเด็ดและของดีเมืองสตูล

งานแสดงฝีมือการทำอาหารพื้นบ้านของชาวสตูล ภายในงานมีอาหารจำหน่ายจำนวนมากล้วนเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อ จัดงานประมาณเดือนสิงหาคมของทุกปี

งานเทศกาลท่องเที่ยวตะรุเตา

เพื่อท่องเที่ยว ณ อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่มีหาดสวย น้ำใส หาดทรายขาว เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ชมการแข่งขันหนีนรกตะรุเตา ชมการแสดงแสง สี เสียง และวิถีชีวิตของชาวเล จัดเดือนธันวาคมของทุกปี

จังหวัดสตูล มีศักยภาพในด้านการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวมาก เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ได้แก่

  • พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดสตูล (คฤหาสน์กูเด็น) เดิมเป็นจวนของอำมาตย์ตรี พระยาภูมินารถภักดี (กูบารูเด็น บินตำมะหงง) เจ้าเมืองสตูล ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2532 และได้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาคฤหาสน์เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดสตูล ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธาน ในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2543
  • มัสยิดกลางจังหวัดสตูล หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า มัสยิดมำบัง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัย พระยาสมันตรัฐบุรินทร์ (ตนกูมูฮำหมัดอาเก็ม) เป็นเจ้าเมืองสตูล ชื่อมำบังตั้งตาม ชื่อเมืองสตูลในสมัยนั้น ต่อมาในปี พ.ศ.2517 ได้รื้อทิ้งและดำเนินการก่อสร้างใหม่บนเนื้อที่เดิมเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ มาทรงเปิด เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2522
  • อุทยานแห่งชาติตะรุเตา เมื่อปี พ.ศ. 2508 กรมราชทัณฑ์ ได้บุกเบิกบริเวณอ่าวตะโล๊ะ อุดังและอ่าวตะโล๊ะวาว เกาะตะรุเตา ให้เป็นทัณฑสถาน และเป็นนิคมฝึกอาชีพของนักโทษการเมือง ซึ่งเมื่อปลายปี 2482 รัฐบาลได้ส่งนักโทษการเมืองจากคดี กบฎบวรเดช (พ.ศ.2476) และกบฎนายสิบ (พ.ศ. 2478) มาคุมขังยังเกาะตะรุเตา ต่อมากรมป่าไม้ได้ถอนการเป็นสภาพการเป็นเขตหวงห้ามเพื่อการราชทัณฑ์บนเกาะออก แล้วจึงประกาศให้เกาะเหล่านี้เป็น อุทยานแห่งชาติตะรุเตา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2517 ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 8 ของประเทศ และจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเล จึงได้รับการยกย่องให้เป็น ASEAN Heritage Parks and Reserves หรือ อุทยานมรดกของอาเซียน เมื่อปี 2525
  • เกาะกลางและเกาะไข่ ห่างจากเกาะตะรุเตาไปทางทิศตะวันตกประมาณ 25 กิโลเมตร จะพบเกาะกลางและเกาะไข่เคียงคู่กัน ชื่อเกาะกลางนั้นสืบเนื่องมาจากตำแหน่งซึ่งกึ่งกลางระหว่างเกาะตะรุเตาและเกาะอาดัง ส่วนชื่อเกาะไข่นั้น เพราะหาดทรายอันขาวสะอาดและสงบของเกาะนี้เป็นที่วางไข่ของเต่าทะเลนั่นเอง นอกจากหาดทรายที่สวยงามแล้วยังมี ซุ้มประตูหิน ประติมากรรมที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้โดดเด่นตรึงใจแก่ผู้พบเห็นทุกคน
  • เกาะอาดัง ชายหาดบริเวณแหลมสนของเกาะอาดัง เหมาะสมแก่การพักแรม เพลิดเพลินกับความงามทัศนียภาพของท้องฟ้าจรดน้ำ แซมด้วยเกาะแก่งต่างๆ ทางเดินเท้าที่นำทางไปสู่น้ำตกอันเป็นแหล่งน้ำจืดที่ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวเลได้ใช้ ดำรงชีพบนเกาะมาเป็นเวลานานแสนนาน - เกาะหลีเป๊ะ ทางใต้ของเกาะอาดังไปประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งมีชาวเลอาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่ตั้งแต่ปลายสมัย รัชกาลที่ 5 ยามน้ำลงลานกว้างของปะการังหลากสีใต้ผิวน้ำ ที่ใสคล้ายกระจกทางด้านหน้าเกาะจะพ้นน้ำมารับแสงอาทิตย์เต็มๆ
  • เกาะหินงาม เลยจากเกาะอาดังไปทางทิศตะวันตกไม่ไกลนัก เกาะหินงามจะโดดเด่น สะดุดตาผู้ผ่านมาด้วยหาดหิน ก้อนกลมรีขนาดใหญ่ต่างๆ กันวางเรียงรายให้ชมลานตาดูลื่นเป็นเงาวาววับเกลี้ยงเกลา เมื่อยามคลื่นซัดสาดมาจะเห็นสีพื้นเข้มสลับริ้วลายเส้นสีอ่อนของหินงามจับตา
  • เกาะบุโหลน หมู่เกาะบุโหลนอยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ประมาณ 22 กิโลเมตร เป็นสถานที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งเพราะธรรมชาติที่โดดเด่นไม่แพ้หมู่เกาะอื่นๆ โดยเฉพาะเกาะบุโหลนเลหรือบุโหลนใหญ่ มีทิวสนขึ้น ริมหาดทรายขาวเป็นแนวยาวเสมือนเป็นแนวกำแพงป้องกันภัยทางด้านเหนือและด้านใต้ สามารถกำบังลมได้ดี และยังมีชาวประมงเรือเล็กมาอาศัยจอดเรือหาปลามิได้ขาด การเดินทางสะดวกมีบังกะโลของเอกชน ไว้สำหรับเป็นที่พักอาศัยของนักท่องเที่ยว อาหารและเครื่องดื่มมีไว้บริการพร้อมบนเกาะนี้
  • อุทยานแห่งชาติทะเลบัน มีพื้นที่ 210 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่พื้นที่ป่าดงดิบ ของเทือกเขาสันกาลาคีรีไปตามพรมแดนไทย-มาเลเซีย ในทะเลจึงมีพื้นที่รับผิดชอบส่วนหนึ่งอยู่ในทะเลสุดชายแดนไทย ด้านทิศใต้จรดรัฐเปอร์ลิส มีป่าไม้มีค่า และสัตว์ป่านานาชนิด มีถ้ำและน้ำตกสวยงามหลายแห่ง สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การศึกษาและท่องเที่ยวแก่ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับป่าต่างๆ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำและลำคลองต่างๆ ในจังหวัดสตูล มีบ้านพักมาตรฐานรับรองนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 150 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  • อุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะเภตรา เป็นอุทยานแห่งชาติสุดท้ายของจังหวัดสตูล ที่ทำการตั้งอยู่บริเวณอ่าวนุ่น ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู มีพื้นที่รับผิดชอบตลอดแนวชายฝั่งอำเภอละงู ถึงเขต จังหวัดตรัง ครอบคลุมเกาะต่าง ๆ ตามแนวชายฝั่งตั้งแต่ เกาะลิดี เกาะเขาใหญ่ เกาะบุโหลนและเกาะเภตราของจังหวัดตรัง มีเกาะสวยงามตามธรรมชาติที่มีชื่อเสียง คือ เกาะบุโหลน รองลงมา ได้แก่ เกาะลิดีและเกาะเภตรา มีที่พักรับรองนักท่องเที่ยวของเอกชน 20 หลัง ที่เกาะบุโหลน
  • แหลมตันหยงโปและหาดทรายยาว ตั้งอยู่ทางปากอ่าวสตูล สามารถนั่งเรือจากด่านศุลกากรเกาะนกหรือท่าเรือหลังตลาดสดสตูลประมาณ 1 ชั่วโมง และสามารถเดินทางได้โดยใช้รถยนต์ ห่างจากสี่แยก เจ๊ะบิลังประมาณ 7 กิโลเมตร ลักษณะเป็นแหลมยื่นล้ำไปในทะเลอันดามัน มีหมู่บ้านชาวประมงและ หาดทรายขาวสะอาดยาวเหยียด
  • หาดปากบารา เป็นชายฝั่งริมทะเลอยู่ในตำบลปากน้ำ อำเภอละงู ห่างจากที่ว่าการอำเภอละงู 10 กิโลเมตร มีท่าเทียบเรือที่สำคัญทางการประมงและเป็นจุดลงเรือเดินทางไปเกาะตะรุเตา มีทิวสนให้ ความร่มรื่นตลอดแนวหาดยาวเหยียดซึ่งขนานไปกับถนนสายละงู-ปากบารา
  • น้ำตกวังสายทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู สามารถเดินทางโดยรถยนต์ได้ 2 ทาง คือ ทางอำเภอละงู ตรงข้ามทางแยกจากถนนสายสตูล-ละงู ที่สามแยกบ้านโกตา ตำบลกำแพง จากจุดนี้ถึงน้ำตกระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร อีกทางหนึ่งคือ ทางอำเภอทุ่งหว้า ตรงสามแยกสะพานวา ตำบลป่าแก่บ่อหิน ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร ความงามของน้ำตกวังสายทอง อยู่ที่แอ่งน้ำแต่ละชั้นซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกบัวบานลดหลั่นกันลงมาตั้งแต่ชั้นบนสุดถึงต่ำสุด
  • น้ำตกธาราสวรรค์ เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งมีถึง 5 ชั้น ตั้งอยู่ที่ตำบลควนกาหลง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอควนกาหลง 12 กิโลเมตร การเดินทางสะดวกใช้เส้นทางจากสามแยกนิคมฯ ผ่านที่ว่าการอำเภอควนกาหลงแยกเข้าทางซอย 10
  • น้ำตกปาหนัน มีต้นน้ำมาจากภูเขาหัวกาหมิง ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง มีระยะทางจากตัวเมืองสตูล ประมาณ 39 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ยังไม่ได้รับการตกแต่งด้วยวิทยาการสมัยใหม่ แต่มีการสร้างเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดย่อมอยู่บริเวณน้ำตก ซึ่งส่งผลให้มีทัศนียภาพบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อย่างไรก็ตามธรรมชาติแท้ๆ ของป่าและภูเขายังคงอยู่อย่างครบถ้วน สายน้ำจากน้ำตกปาหนันยังไหลอย่างสม่ำเสมอ
  • น้ำตกธารปลิว ต้นน้ำเกิดจากเขาลุงเครอะในเขตจังหวัดตรัง-สตูล เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสตูล อยู่หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 14 กิโลเมตร มีลักษณะเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดกว้าง 40 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร รอบๆ บริเวณร่มรื่นด้วยพรรณไม้หลากหลาย
  • ถ้ำเจ็ดคด ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง เป็นถ้ำขนาดใหญ่ กว้าง 70 - 80 เมตร ยาวประมาณ 600 เมตร บางช่วงสูง 100 - 200 เมตร มีหินงอกหินย้อยสวยงามมากมีคลองใหญ่ทะลุภูเขาเหมาะแก่การล่องเรือเที่ยวถ้ำ ชาวบ้านเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "ถ้ำสัตคูหา" มี 7 ชั้น
  • ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยสวยงามมาก ภายในถ้ำมีลักษณะเป็น ห้องโถงแบบโรมันหลายห้อง บริเวณกลางถ้ำเป็นลานกว้าง มีเวทีลักษณะคล้ายลานแสดงคอนเสิร์ต มองขึ้นไปบนเพดานถ้ำ จะเห็นความสวยงามของหินงอกหินย้อยงามระยิบระยับ เหมือนประดับด้วยเพชร อยู่ท้องที่ อำเภอมะนัง
  • ถ้ำลอดปูยู ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของเขายะเก่ง ในเขตอำเภอเมืองสตูล มีลักษณะสวยงาม เช่น เพดานถ้ำ ประกอบด้วยหินงอกหินย้อย ที่งดงาม ระหว่างสองฝั่งคลองปูยูนั้นประกอบไปด้วย พันธุ์ป่าชายเลนที่ยังอุดมสมบูรณ์ การเดินทางไปยังถ้ำลอดปูยู สามารถเดินทางโดยทางเรือ โดยลงเรือที่ท่าเรือตำมะลัง การเดินทางไปกลับใช้เวลา ประมาณ 1-2 ชั่วโมง
  • ถ้ำวังกลาง ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลป่าแก่บ่อหิน เป็นถ้ำที่สวยงามมาก ภายในมีธารน้ำใหล สามารถลงเรือชมความงามของหินงอก หินย้อย และยังมีภาพวิจิตรตระการตาทางธรรมชาติมากมากย โดดเด่นอยู่บนผนังถ้ำอย่างไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดสตูล - วิกิพีเดีย

การปกครอง

การเลือกตั้ง 

เว็บไซต์จังหวัดสตูล 

จังหวัดสตูล

www.satun.go.th/UserFiles/File/DATASATUN55.pdf

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

ประชากรและสภาพทางสังคม

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

โครงสร้างพื้นฐาน

ประเพณีและวัฒนธรรม

เว็บไซต์องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล http://www.satunpao.go.th/general_data/?page=2&g=3 

ประวัติศาสตร์

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ

จังหวัดสตูล ความเป็นมา

www.baanjomyut.com/76province/south/satun/costom.html

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดสตูล - วิกิพีเดีย

แผนที่อาณาเขต

thaienergydata.in.th จังหวัดสตูล - วิกิพีเดีย

ต้นหมากพลูตั๊กแตน

uru.ac.th

ดอกกาหลง

thaihealth.in.th 

 

JoomSpirit