สงขลา

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดสงขลา

Seal

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสงขลา

รูปหอยสังข์บนพานแว่นฟ้า หมายถึง รูปหอยสังข์ซึ่งยังค้นหา หลักฐานของความหมายได้ไม่แน่ชัด แต่บุคคลบางคนบอกที่ มาของตราประจำจังหวัดนี้ว่า เดิมเคยเป็นตรากระดุมเสื้อฉลองพระองค์ ของกรมหลวงสงขลานครินทร์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์อดุยเดชวิกรมบรมชนกนาถ ต่อมากรมศิลปากร ออกแบบตราสังข์ ใช้เป็นเครื่องหมายตราจังหวัดสงขลา

คำขวัญประจำจังหวัด

นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่ สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์การค้าแดนใต้

ต้นไม้ประจำจังหวัด

2-37 21-12 3-28-1
รูปที่ 2 ต้นสะเดาเทียม รูปที่ 3 ต้นสะเดาเทียม รูปที่ 4 ดอกเฟื่องฟ้า

 

สงขลา เป็นเมืองที่สำคัญมากเมืองหนึ่งในภาคใต้ของไทย มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายอย่างด้วยกัน เช่น ขวานหินขัด เครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบ และหม้อสามขา เป็นต้น ในเขตอำเภอรัตภูมิ อำเภอสะเดา อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอเมืองฯ ในสมัยประวัติศาสตร์รัฐโบราณได้พบหลักฐานความเจริญในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ โดยมีเมืองสทิงพระเป็นศูนย์กลางการปกครอง และเป็นเมืองท่าค้าขาย

ติดต่อกับจีน อินเดีย มลายู ชวา ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นศูนย์กลางการค้ากับนานาชาติ พ่อค้าจากตะวันออก และตะวันตก ได้เดินทางเข้ามาค้าขายบางพวกได้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เมืองสงขลาจึงเป็นแหล่งผสมผสานทางวัฒนธรรมอันหลากหลายแห่งหนึ่ง

จากหลักฐานพบว่า การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดสงขลา เริ่มมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว หลักฐานส่วนใหญ่พบตามถ้ำและเพิงหินบนภูเขา ทางด้านทิศตะวันตก และทิศใต้ของจังหวัด พบภาชนะดินเผาแบบหม้อสามขาภาชนะเผาลายเชือกทาบ ขวานหินขัด โครงกระดูกมนุษย์และสัตว์ ในสมัยหินใหม่ฝังอยู่ในถ้ำและเพิงหินทางทิศเหนือของเขารักเกียรติ ตำบลกำแพงเพชร อำเภอรัตภูมิ พบภาขนะดินเผาลายเชือกทาบ ในสมัยหินใหม่เป็นจำนวนมาก ที่เขารูปช้าง ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา พบขวานหินขัดที่บ้านควนตูล อำเภอเมืองฯ ที่ตำบลบาโหย อำเภอสะบ้าย้อย และที่บริเวณคาบสมุทรสทิงพระ ชนชาติจีนและอินเดีย ได้นำวัฒนธรรมอันเนื่องด้วยศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ เมื่อผสมกับวัฒนธรรมเดิม จึงได้พัฒนาเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของสงขลา ชุมชนค่อยๆ เจริญขึ้นเป็นชุมชนเมืองท่าในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ

เมืองสทิงพระ มีกำเนิดและพัฒนาการมาอย่างไร ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่มีเอกสารเพลานางเลือดขาว เรียกเมืองสทิงพระว่ากรุงสทิงพาราณสี และเจ้าพระยาสทิงพระ ชื่อว่าเจ้าพระยากรุงสทิงพาราณสี เมืองสทิงพระได้เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 - 18 ในสมัยตามพรลิงค์และสมัยศรีวิชัย เมืองสทิงพระได้ปกครองดูแลเมืองเล็กเมืองน้อยที่ตั้งอยู่โดยรอบทะเลสาบสงขลา และริมคลองที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา รวมทั้งเมืองพัทลุง ที่อยู่ในปกครองของเมืองสทิงพระ

เมืองสทิงพระมีเจ้าปกครองมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 ได้กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของแหลมมลายูตอนเหนือ เป็นเมืองท่าค้าขายกับนานาชาติ โดยเฉพาะจีน อินเดีย และอาหรับ เมืองสทิงพระได้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 อำนาจของอาณาจักรศรีวิชัยเริ่มเสื่อมอำนาจ ทำให้อาณาจักรตามพรลิงค์ หรือแคว้นนครศรีธรรมราชมีอำนาจเหนือเมืองต่างๆ บนแหลมมลายู โดยจัดการปกครองเมืองบริวารหรือเมืองขึ้นสิบสองเมืองนักษัตร ในช่วงนี้เมืองสทิงพระตกอยู่ภายใต้อำนาจของอาณาจักรตามพรลิงค์

เมืองสทิงพระเริ่มเสื่อมอำนาจลงเมืองประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 เกิดการย้ายเมืองไปตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบคือ เมืองพัทลุง เมืองพัทลุงจึงได้พัฒนาขึ้นเป็นเมืองสำคัญ มีอำนาจเหนือชุมชนรอบลุ่มทะเลสาบสงขลาแทนเมืองสทิงพระ ในขณะเดียวกันก็อยู่ในอำนาจของเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาเมื่ออำนาจของกรุงศรีอยุธยาได้แผ่มาถึงเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 เมืองพัทลุงจึงขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ชื่อเมืองสทิงพระเริ่มเลือนหายไป

ประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลาได้เริ่มขึ้นอย่างแท้จริงเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 22 - 24 โดยมีศูนย์กลางการปกครองหรือสถานที่ตั้งเมือง สามแห่งตามลำดับพัฒนาการคือ เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง (เมืองสิงขระหรือนครมลายูสงโฆรา) เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน และเมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง

เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง

เป็นยุคที่น่าจะมีมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 22 ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 23 โดยพิจารณาจากเจดีย์บนยอดเขาน้อยที่กำหนดอายุได้ไม่น้อยกว่า พุทธศตวรรษที่ 17-18 โดยปรากฏชื่อในเอกสารต่างๆของพ่อค้าชาวตะวันตกว่า Singora บ้าง Singor บ้าง น่าจะมีชื่อเมือง สิงขร สิงคะ ซึ่งเป็นชื่อของเมืองที่ปรากฏในจดหมายเหตุของอาหรับ ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 21 เรียกว่า สิงกูรหรือสิงขรา แปลว่าจอม ที่สูงสุดยอดเขา และภาษาไทยว่า "สิงขร" เป็นความหมายที่สอดคล้องกับที่ตั้งเมืองสงขลาบริเวณฝั่งหัวเขาแดง ที่บางส่วนตั้งอยู่บนภูเขาได้แก่ เขาแดง เขาค่ายม่วง และเขาน้อย นอกจากนี้ในภาษามลายูยังใช้ว่า นครีมลายูโฆรา ดังที่ปรากฏบนจารึกบนหลุมฝังศพของสุลต่านสุเลมัน ผู้ปกครองเมืองนี้ โดยช่วงเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงนี้อยู่ภายใต้การปกครองของ เจ้าเมืองและ ปฐมพลเมืองชาวมุสลิม ซึ่งได้อพยพและนำพลพรรคชาวแขกชวา หนีภัยจากโจรสลัดที่คุกคามอย่างหนัก ในแถบหมู่เกาะชวาล่องเรือมาขึ้นฝั่งบริเวณฝั่งหัวเขาแดง โดยปรากฏในเอกสารชาวต่างชาติที่มาค้าขาย เป็นต้นว่าในสำเนาจดหมายของนายแมร์ เทนเฮาท์แมน จากอยุธยา มีไปจนถึงนายเฮนดริก แจนเซน นายพานิชย์คนที่ 1 ชาวดัทช์ ที่ปัตตานีในปี พ.ศ. 2156 ออกชื่อเจ้าเมืองสงขลาในขณะนั้นว่า "โมกุล แต่ในบันทึกบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ได้กล่าวถึงเมืองสงขลาในปี พ.ศ. 2165 เรียกชื่อเจ้าเมืองว่า "ดาโต๊ะโกมอลล์" จึงพอสรุปได้ว่า ผู้สร้างเมืองฝั่งหัวเขาแดงประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นมุสลิมที่ชาวอังกฤษในสมัยอยุทธยาเรียกว่า "โมกุล" และ ชาว ดัทช์ เรียกว่า "โมกอล" โดย ดาโต๊ะโมกุล ได้ตั้งเมืองสงขลาบริเวณหัวเขาแดง เขาค่ายม่วงและ เขาน้อย ซึ่งน่าจะอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2153 - 2154 ซึ่งตรงกับสมัยพระเอกาทศรถ สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ซึ่งเป็นเชื้อสายโดยตรงของสุรต่านสุไลมาน ได้เล่าว่า ประมาณ พ.ศ. 2145 ดาโต๊ะโมกอลซึ่งเคยปกครองเมืองสาเลย์ ที่เป็นเมืองลูก ของจาการ์ตา บนเกาะชวา (อินโดนีเซียในปัจจุบัน) ได้อพยพครอบครัว และบริวารหนีภัย การล่าเมืองขึ้น (ซึ่งใช้ปืนใหญ่จากเรือปืนยิงขึ้นฝั่งที่เรียกว่า Gunship policy) ลงเรือสำเภามาขึ้นฝั่งที่บริเวณบ้านหัวเขาแดง แขวงเมืองสงขลา เข้าใจว่าตระกูลนี้คงเคยเป็นตระกูลปกครองบ้านเมืองมาก่อน เมื่อเจอทำเลเหมาะสมหัวเขาแดง ท่านดะโต๊ะ โมกอล ก็ได้นำบริวารขึ้นบก แล้วช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมือง และ ดัดแปลงบริเวณปากทางเข้าทะเลสาบสงขลาให้เป็นท่าจอดเรือขนาดใหญ่ ที่สามารถรับเรือสำเภา หรือ เรือกำปั่นที่ประกอบธุรกิจการค้าทางทะเล แวะเข้าจอดเทียบท่าได้ จนเมืองหัวเขาแดงในสมัยนั้น กลายเป็นเมืองท่าเรือระหว่างประเทศไป กิติศัพย์นี้โด่งดังไปจนถึงกรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2148 - 2153) จึงได้มีพระบรมราชโองการ แต่งตั้งให้ดะโต๊ะ โมกอล เป็นข้าหลวงใหญ่ของพระเจ้ากรุงสยาม ประจำเมืองพัทลุงอยู่ที่หัวเขาแดง แขวงเมืองสงขลา

สุรต่านผู้ครองเมืองสงขลาได้ปกครองเมืองแบบรัฐสุรต่าน ของราชวงค์ ออโตมาน ซึ่งการปกครองแบบนี้แพร่หลายเข้ามายังเกาะสุมาตรา เกาะชวา และรัฐสุรต่านต่างๆ ทางปลายแหลมมาลายู โดยสุลต่านผู้ปกครองเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงได้นับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุนี่ จึงดำรงค์ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ส่วนบุตรชาย สามคนคือ มุสตาฟา ฮุสเซน และ ฮัสซัน ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงทาง กองทัพเรือ ผู้บัญชาการป้อม และ ตำแหน่งการปกครองอื่นๆ ในระบอบการปกครองแบบสุรต่าน

ชื่อเมืองสงขลาที่ปรากฏในเอกสารของไทยในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึงเมืองสงขลาว่า เป็นเมืองหนึ่งในเมืองพระยาประเทศราช 16 เมืองที่ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พ.ศ.1883 - 1812) หรือรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่พระราชพงศาวดารฉบับอื่นๆ ไม่ได้กล่าวถึงเมืองสงขลาในสมัยนี้เลย และไม่ทราบว่าตัวเมืองตั้งอยู่ที่ไหน ต่อมาในปี พ.ศ. 2136 ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จยกกองทัพไปตีเมืองกัมพูชา ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพเรือ ไปคุมกองหัวเมืองปักษ์ใต้ โดยเกณฑ์เรือรบจำนวน 250 ลำ จากเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองไชยา และเมืองสงขลา 200 ลำ ฯลฯ

พงศาวดารเมืองสงขลาได้กล่าวถึงเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงไว้ว่า "เดิมครั้งหนึ่ง เมืองสงขลาเป็นเมืองแขก ตั้งอยู่ริมเขาแดง เจ้าเมืองชื่อสุลต่านสุเลมัน สุลต่านสุเลมันได้สร้างป้อมคูเมือง และจัดแจงบ้านเมืองเสร็จแล้วยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาโบราณ ครั้นสุลต่านสุเลมัมถึงแก่อนิจกรรมแล้ว บุตรและหลานคนหนึ่งคนใดก็ไม่ได้เป็นผู้ครองเมืองสืบตระกูลต่อไป ตั้งแต่สุลต่านสุเลมันถึงแก่อนิจกรรม แล้วเมืองก็ร้างว่างเปล่าอยู่ช้านาน"

จากเอกสารชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายในปี พ.ศ. 2156 ออกชื่อเจ้าเมืองสงขลาในขณะนั้นว่า โมกุล แต่บันทึกของบริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษ ที่ได้กล่าวถึงเมืองสงขลาในปี พ.ศ. 2165 เรียกชื่อเจ้าเมืองว่า ดะโต๊ะโมกอลล์

ปฐมการค้า กับ ฮอลันดา

ชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาทำการค้าที่เมืองสงขลา ได้แก่ชาวดัทช์หรือฮอลันดา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2135 ในระยะแรกพวกดัทช์ได้ผูกขาดการค้าที่เมืองสงขลา แต่เมื่อเจ้าเมืองสงขลาได้ดำเนินโยบายการค้าเสรีขึ้น ทำให้พ่อค้าชาติต่างๆ เข้ามาค้าขายที่เมืองสงขลามากขึ้น โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส

ในระยะแรกของการตั้งเมืองสงขลา เจ้าเมืองได้ยอมรับในการตกเป็นเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยา โดยสุรต่านผู้ครองเมือง ได้จัดส่งเครื่องราชบรรณาการซึ่งประกอบด้วยดอกไม้เงิน และ ดอกไม้ทอง แก่กรุงศรีอยุธยา โดยเจ้าเมืองสงขลาได้กำหนดทิศทางของการพัฒนาเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงเป็นลักษณะเมืองท่า ทำกิจการในแลกเปลี่ยนสินค้าในระดับนานาชาติ โดยเมืองท่านี้ได้ทำการค้าขายกับ ฮอลันดา โปรตุเกตุ อังกฤษ จีน อินเดีย และ ฝรั่งเศส ซึ่งประเทศคู่ค้าประเทศแรกๆ ที่สามารถมีสัมพันธภาพที่ดีต่อ กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย และสามารถขยายความสัมพันธ์ทางการค้า มายังสงขลาคือ ฮอลันดา โดยเฉพาะระหว่างปี พ.ศ. 2171 - 2201 เป็นสมัยที่ฮอลันดา มีความมั่งคั่งจาก การผูกขาดเครื่องเทศแต่เพียงผู้เดียว โดยฮอลันดาสามารถกำจัดคู่แข่งทางการค้าอื่นๆ เช่น โปรตุเกตุ อังกฤษ และพ่อค้ามุสลิม ให้ห่างจากเส้นทางการค้า มีผลทำให้ให้ฮอลันดามีความมั่งคั่ง และ มีอำนาจขึ้นในยุโรป และ ตะวันออกไกล ครั้นถึงปี พ.ศ. 2584 ชาวดัทช์สามารถยึดเมืองมะละกาซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่สำคัญได้จากโปรตุเกส จึงใช้มะละกาเป็นศูนย์กลางการค้าขายกับจีน และญี่ปุ่นโดยตรง โดยมีบันทึกหลายๆ ฉบับ ได้กล่าวถึงการค้าขายบริเวณเมืองท่าสงขลาฝั่งหัวเขาแดง ดังนี้

  • จดหมายของนายคอร์เนลิส ฟอน นิวรุท จากห้างดัทช์ ที่กรุงศรีอยุทธยา ไปถึงหอการค้าเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลันดา เมื่อ พ.ศ. 2160 กล่าวถึงเมืองสงขลาไว้ว่า "ขณะนี้พ่อค้าสำคัญๆได้สัญญาว่าจะแวะเมืองสิงขระ (สงขลาฝั่งหัวเขาแดง)"
  • จดหมายของ จูร์แคง ชาวอังกฤษได้รายงานไปที่ห้างอังกฤษ บนเกาะชวาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2164 ได้กล่าวถึงการค้าขายที่เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงไว้ว่า "พวกดัชใช้เรือขนาดเล็กที่เรียกว่า แวงเกอร์ โดยมีเรือขนาดเล็กนี้มีอยู่ประมาณ 4-5 ลำ ประจำที่สิงขระ เพื่อกว้านซื้อพริกไทยจากพ่อค้าชาวพื้นเมืองที่เข้ามาขายให้"
  • บันทึกของ โยเกสต์ สเกาเตน ผู้จัดการห้างฮอลันดา ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง หนังสือแต่งเมื่อ พ.ศ. 2179 ดังคำแปลในประชุมพงศาวดาร ภาค 76 กล่าวว่า "พวกเราชาวฮอลันดาได้เข้ามาอยู่ในอนาจักรสยามได้ 30 ปีแล้ว และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากพระมหากัตริย์ตลอดมา การค้าขายของเราถึงจะไม่ได้รับกำไรมากมายจนเกินไป แต่กระนั้นพวกเรายังได้รับไมตรีจิต มิตรภาพจากพระมหากษัตริย์ มากกว่าชนชาติยุโรปอื่นได้รับ" ซึ่งสอดคล้องกับการพบสุสานของชาวฮอลันดาอยู่ ณ บริเวณสุสานวิลันดา ในบริเวณพื้นที่เมืองเก่าสงขลาฝั่งหัวเขาแดง

เนื่องจากการที่เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงเป็นเมืองคู่ค้าที่สำคัญ กับฮอลันดา ทำให้เมืองสงขลาได้รับการคุ้มครอง และ การสนับสุนด้านต่างๆ จากฮอลันดาเป็นอย่างมาก จนกระทั่งทำให้เมืองสงขลา โดย สุลต่านสุไลมาน ฉวยโอกาส แข็งเมืองในช่วงกบฎกรุงศรีอยุธยาใน รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งผลจากการแข็งเมืองนี้เองทำให้ สุลต่านสุไลมานประกาศตัวเป็น พระเจ้าสงขลาที่ 1 และ ดำเนินการค้าโดยตรงกับนานาประเทศโดยเฉพาะ ประเทศฮอลันดา ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่า ฮอลันดาได้ทำการค้าเพื่อเอาใจ และสัมพันธ์ด้านประโยชน์ทางการค้า ทั้งกรุงศรีอยุยาและสงขลา ไปในคราเดียวกัน ดั่งปรากฏหลักฐานว่า พระเจ้าปราสาททอง แห่งอยุธยาได้เคย ขอให้ฮอลันดาช่วยปราบกบฎเมืองสงขลา แต่ฮอลันดากลับไม่ได้ตั้งใจช่วยอย่างจริงจังตามที่ได้แสดงเจตนาไว้ ซ้ำยังให้ความช่วยเหลือเมืองสงขลาด้วยในคราเดียวกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง กับฮอลันดา ยิ่งทวีความแน่นแฟ้นขึ้นตามลำดับ โดยไม่มีบทบาทของกรุงศรีอยุธยามาแทรกแซง จนฮอลันดาสนใจจะเปิดสถานีการค้ากับเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง

ตามบันทึกของ ซามูเอล พอทท์ส ซึ่งไปสำรวจภาวะตลาดในเอเซียเมื่อปี พ.ศ. 2221 ได้บรรยายว่าเจ้าเมืองสงขลาต้อนรับเป็นอย่างดีที่วังของเมือง แสดงความเป็นกันเอง พร้อมทั้งตั้งข้อเสนอหลายอย่างที่เป็นการจูงใจให้เข้าไปค้าขาย เช่น จะไม่เก็บอากรบ้าน จะหาบ้านและที่อยู่ให้ โดยปรากฏหลักฐานสนับสนุนเรื่องนี้จากจากแผนที่ซึ่งทำโดยชาวฝรั่งเศส ได้ระบุว่า มีหมู่บ้านของชาวฮอลันดาปรากฏอยู่ในแผนที่ นอกเหนือจากการปรากฏหลักฐานของสุสานชาวดัทช์ อยู่ใก้ลที่ฝังศพ สุลต่านสุไลมานซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดง โดยมีหลุมศพเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ประมาณ 22 หลุม ซึ่งชาวบ้านได้เรียกที่ฝังศพนี้ว่า "วิลันดา" ซึ่ง หนึ่งในยี่สิบสอง หลุมนี้อาจเป็นตัว ซามูเอล พอทท์ส หรือ พรรคพวกเองก็เป็นได้

เมืองสงขลาได้เริ่มแข็งเมืองไม่ยอมรับอำนาจของกรุงศรีอยธยาในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2185 จากบันทึกของบาทหลวง เดอชัวซี ชาวฝรั่งเศส ได้กล่าวถึงการแข็งเมืองของเมืองสงขลา ไว้ตอนหนึ่งว่า

"เมื่อปี ค.ศ.1642 (พ.ศ.2185) มีแขกมลายูคนหนึ่งได้ไปตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองสงขลาและได้ก่อกบฏต่อพระเจ้ากรุงสยาม ได้ทำป้อม คู ประตู หอรบ อย่างแข็งแรงแน่นหนา ได้ชักชวนบรรดาพ่อค้าให้ไปทำการค้าขายในเมืองสงขลาอย่างใหญ่โตมาก ฝ่ายไทยยกกองทัพไปปราบหลายครั้ง แต่กลับมาทุกครั้ง หลังจากนั้นแขกมลายูคนนี้ก็ตั้งตัวเป็นกษัตริย์เรียกกันว่า พระเจ้าเมืองสงขลา ได้เป็นกษัตริย์อยู่จนสิ้นพระชนม์ โอรสจึงได้ครองเมืองสงขลาต่อไป"

ในปี พ.ศ.2182 เมืองสงขลาได้บุกเข้ายึดเมืองนครศรีธรรมราชและยังรวมเมืองปัตตานีและเมืองพัทลุงไว้ในอำนาจ เมืองสงขลาเป็นอิสระจากกรุงศรีอยุธยาตลอดรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพเรือลงไปปราบปราม เมื่อปี พ.ศ.2223 พระเจ้าสงขลาคนต่อมาได้ต่อสู้อย่างสามารถในที่สุดฝ่ายอยุธยาจับตัวไปได้ แล้วจึงทำลายป้อมคู ประตู หอรบ และบ้านเรือนจนหมดสิ้น เพราะเกรงว่าคนอื่นจะมาตั้งมั้นคิดกบฏอีก แล้วกวาดต้อนชาวสงขลานำบุตรหลานของสุลต่านพร้อมข้าราชการบริพารไปไว้ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำให้หมู่บ้านดังกล่าวเรียกว่า บ้านสงขลา มาจนถึงทุกวันนี้และได้นำอีกจำนวนหนึ่งไปไว้ยังกรุงศรีอยุธยา

ความสัมพันธ์ทางการค้ากับอังกฤษที่นำมาสู่เมืองแห่ง 20 ป้อมปืน

ความเป็นคู่แข่งทางการค้าระหว่างฮอลันดา กับ อังกฤษได้นำมาสู่การคานอำนาจของหัวเมืองต่างๆ ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยา เช่น ขณะที่สงขลามีปฏิสัมพันธ์ทางการค้าและการเมืองที่ดีต่อ ฮอลันดา นั้นอังกฤษก็ได้เริ่มมุ่งความสนใจทางการค้ากับ เมืองปัตตานีที่เป็นเมืองท่าอยู่ทางตอนใต้ของสงขลา และ พยายามที่จะขยับขยายการค้ามาสู่ สงขลา ดังบันทึก ฉบับหนึ่งที่เขียนโดยพ่อค้าชาวอังกฤษ กล่าวถึงการค้าที่เมืองสิงขระว่า "จะไม่เป็นการผิดหวัง หากคิดจะสร้างคลังสินค้าขนาดใหญ่ขึ้นที่ สิงขระ ( Singora ) ข้าพเจ้าคิดว่าเราอาจจะใช้สิงขระ เป็นที่สำหรับตระเวณหาสินค้าจากบริเวณใกล้เคียง เพื่อจัดส่งให้แก่ห้างของเราที่กรุงสยาม โคชินไชน่า บอเนียว และญี่ปุ่นได้อย่างดี" โดยจากการค้าขายกับต่างชาตินี่เองทำให้เมืองสิงขระที่นำโดย "ดาโต๊ะโมกอล" ได้พัฒนาเมืองอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการค้าขายระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความปลอดภัย และรักษาเมืองจากการปล้นสะดมจากโจรสลัดซึ่งเกิดขึ้นอย่างมากในขณะนั้น การพัฒาเมืองจึงได้รวมไปถึงการสร้างป้อมปืนใหญ่บริเวณบนเขา และที่ราบในชัยภูมิต่าง ๆ ถึง 20 ป้อมปืน รวมไปถึงการสร้างประตูเมืองและคูดินรอบเมือง โดยได้รับการสนับสนุน เทคโนโลยีและอาวุธจากพ่อค้าชาวอังกฤษ แลกกับการที่อังกฤษมาตั้งห้างที่สงขลา ทั้งนี้ตรงกับหลักฐานตามที่นาย ลามาร์ ชาวฝรั่งเศส ได้บันทึกแผนผังเมืองไว้เมื่อ พ.ศ. 2230 ประกอบด้วยประตูเมืองและป้อมปืน 17 ป้อม

จากการที่สงขลาแข็งเมือง ทำให้พ่อค้าชาวอังกฤษเห็นช่องทางในการลดค่าภาษีที่จะต้องส่งให้แก่กรุงศรีอยุธยา เพียงแต่ให้ของกำนัล แก่เจ้าเมือง สิงขระ เพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำการค้าขายในแถบนี้ได้แล้วดังบันทึกอันหนึ่ง ซึ่งเขียนโดยพ่อค้าชาวอังกฤษว่า "การตั้งคลังสินค้าขึ้นที่นี่ยังจะช่วยให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับห้างอีกด้วย เพราะที่นี่ไม่เก็บอากรขนอนเลย เพียงแต่เสียของกำนัลให้แก่ดาโต๊ะโมกอลล์ (เจ้าเมืองสงขลา) ก็อาจนำเงินสินค้าผ่านไปได้" โดยผลจากการประกาศแข็งเมือง และ ตั้งตนเป็นพระเจ้าสงขลาที่ 1 ของสุลต่านสุไลมัน (บุตรของดาโต๊ะโมกอล) จึงเสมือนการเปิดโอกาสให้เมืองสงขลาในระยะนี้เจิญถึงจุดสูงสุด ถึงขั้นมีการผลิตเงินตราขึ้นใช้เอง โดยมี คำว่า สงขลา. เป็นภาษาไทยบนหรียญ ภาษายาวีสองคำ อ่านว่า นะครี-ซิงเกอร์ แปลว่านครสงขลา และมีภาษาจีนอีก ห้าคำ เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานในช่วงเวลาการผลิตเหรีญแต่สันนิษฐานจากภาษา แขก ที่ปรากฏบนเหรียญ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในช่วงเวลาที่เจ้าเมืองแขกปกครองสงขลาอยู่เกือบ 40 ปี ทำให้เรา และ สามารถคาดการณ์ถึงสภาพเศษฐกิจที่รุ่งเรืองของเมืองสงขลาในขณะนั้นได้

ดังนั้นหลังจากปี พ.ศ. 2185 สุลต่านสุไลมานก็ตั้งต้นเป็นเอกราช สถาปนาตนเองเป็นเจ้าเมืองเสงขลา ดำเนินการค้ากับ ฮอลันดา อังกฤษ และประเทศอื่นๆ โดยตรงไม่ผ่านการส่งอากรสู่อยุธยาทำให้ พระเจ้าปราสาททอง กษัทติย์ ของอยุธยาในขณะนั้น ต้องส่งกองทหารมาปราบหลายครั้งตลอดรัชการของพระองค์ แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากสงขลาแห่งนี้ ได้ตั้งเมืองอยู่ในชัยภูมิที่ดี และ มีการก่อสร้างกำแพงเมือง คันคู ตลอดจน ป้อมปืนใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อป้องกันเมืองทั้งทางน้ำและทางบกมากกว่า ยี่สิบป้อม (บางเล่มก็ระบุว่า 17 ป้อมผู้เขียนอยู่ระหว่างค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม) ดังหลักฐานจากข้อเขียนของ วัน วลิต (Van Vliet) ผู้แทนบริษัท Dutch East India CO,Ltd. ประจำกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเคยเดินทางมาเยือนเมืองสุรต่านที่หัวเขาแดง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2185 ได้เขียนรายงานไว้ว่า พระเจ้าปราสาททอง ได้เคยส่งกองเรือจากกรุงศรีอยุธยามาร่วมกับกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช (ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของสงขลา) ทำการโจมตีเมืองสงขลาถึงสองครั้งในช่วงเวลาเพียง สองปี แต่ต้องประสพความพ่ายแพ้ไปทั้งสองครั้ง

ต่อมา เมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงได้ถูกกองทัพ ทั้งทางบก และ ทางทะเล ตีแตกในปี พ.ศ. 2223 ถัดมาในรัชการ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในจดหมายเหตุของมองซิเออ เวเรต์ ชาวฝรั่งเศส ที่มาค้าขายในอยุธยา ใน พ.ศ. 2230 ว่า "พระเจ้ากรุงสยามได้ส่งกองทัพเรือซึ่งมีเรือรบมาเป็นอันมาก ให้มาตีเมืองสงขลาเป็นอย่างมาก และ ได้ใช้แผนล่อลวงผู้รักษาป้อมแห่งหนึ่งให้มีใจออกห่างจากนายตน จากนั้นทหารกรุงศรีอยุธยาจึงได้ลอบเข้าไปทางประตูดังกล่าวเปิดประตูให้ทหารเข้ามาทำลาย และ เผาเมือง โดยเพลิงได้ลุกลามจนไหม้ เมืองตลอดจนวังของเจ้าพระยาสงขลาหมดสิ้นอีกทั้ง ทหารกรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพเข้าไปในเมืองทำลาย ป้อม ประตู หอรบ และบ้านเมืองจนเหลือแต่แผ่นดิน เพราะเกรงว่าจะมีคนคิดกบฎขึ้นมาอีก"

ส่วนอีกบันทึกหนึ่งได้เล่าไว้ว่า กองเรือจากกรุงศรีอยุธยาได้ร่วมกับกองทัพจากนครศรีธรรมราช ได้ยกทัพเรือมาดอบล้อมเมืองสุรต่านที่หัวเขาแดง โดยมีพระยารามเดโช เป็นแม่ทัพใหญ่ ครั้นแล้วกองทัพทั้ง สอง ฝ่ายก็ได้เริ่มทำยุธนาการกันทั้งกลางวันและกลางคืน โดยมีลูกเรือชาวดัทช์ที่มารักษาการณ์ อยู่ที่สถานีการค้าของบริษัท Dutch East India Co.Ltd. ที่หัวเขาแดง เข้าช่วยฝ่ายสุลต่านเมืองเขาแดง เข้ารบกับกองทัพเมืองนครศรีธรรมราช ดังปรากฏที่ฝังศพของทหารอาสาชาวดัทช์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกุโบร์ที่ฝังศพของสุรต่านสุลัยมาน โดยในบันทึกได้บรยายรายละเอียดว่าในคืนวันหนึ่งขณะที่ปืนใหญ่จากเรือรบของนครศรีธรรมราช กำลังกระหน่ำยิงเมืองหัวเขาแดงทหารซึ่งอยู่ที่ป้อมเมืองสงขลาของสุรต่านมุสตาฟา (บุตร สุลต่านสุไลมาน) จำนวนสองคนได้ทำการทรยศจุดคบไฟโยนลงจากบนภูเขาใส่บ้านเรือนราษฎรที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา ซึ่งส่วนมากจะมุงด้วยหลังคาใบจาก จึงได้เกิดไฟไหม้ขึ้น ทำให้เกิดโกลาหลอลม่านกันขึ้น จนกระทั่งกองทัพกรุงศรีอยุธยา และ เมืองนครศรีธรรมราชสามารถยกพลขึ้นบกได้หลายจุด เช้าวันรุ่งขึ้น มุสตาฟาและ ฮุสเซน และ ฮัสซัน น้องชาย เข้าพบและยอมจำนนแก่แม่ทัพใหญ่ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช

ผลที่สุดจึงปรากฏว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระบรมราชโองการ ให้ยุบเลิกเมือง สุลต่าน ที่หัวเขาแดง ล้วกวาดต้อนกองกำลัง และ บริวารทั้งหมดออกจากพื้นที่ แล้วลงเรืออพยพแบ่งเป็นสองพวกคือ คนที่มีอยุหกสิบปีขึ้นไป ให้อพยพไปตั้งหลักแหล่งใหม่ที่หมู่บ้านสงขลา เมืองไชยา (ในพื้นที่ จ สุราษฎธานี ห่างจากสงขลา ห้าร้อยกิโลเมตรทางตอนเหนือ) ส่วนคนหนุ่มคนสาว รวมทั้งลูกเจ้าเมืองทั้ง สาม ของสุรต่านสุไลมาน ให้อพยพเข้าไปอยู่ในกรุงศรีอยุธยา หลังจากเมืองสงขลาฝั่งหัวเขาแดงถูกทำลายแล้วทางกรุงศรีอยุธยามีนโยบายจะยกเมืองสงขลาให้ฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสไม่ยอมรับ ดังหลักฐานจากหนังสือสัญญาที่ฟอนคอนทำไว้ที่เมืองลพบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2228 ระบุไว้ว่า "สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามยกเมืองสงขลา และ เมืองขึ้นของสงขลา พระราชทานให้พระเจ้ากรุงฝรั่งเศส และ พระราชทานพระราชานุญาตให้พระจ้ากรุงฝรั่งเศสสร้างป้อม หรือจัดทำอะไรในเมืองสงขลาได้แล้วแต่พระทัย" แต่ข้อนี้ทางฝ่ายฝรั่งเศสได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากเมืองสงขลาในขณะนั้นอยู่ในสภาพเสียหายอย่างหนักเพราะถูกทำลายจนหมดสิ้น อย่างไรก็ตาม เมืองสงขลาฝั่งหัวขาแดงก็ยังมีการสร้างกำแพงหรือขอบเขตของเมืองด้วยไม้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก้ได้โยกย้ายไปตั้งบ้านเรือน อยู่ฝั่งแหลมสนซึ่งอยู่ทางฟากเขาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งชุมชนนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน

เมืองสงขลาฝั่งแหลมสน (ปลายพุทธศตวรรษที่ 23 - ปลายพุทธศตวรรษที่ 24)

หลังจากปี พ.ศ. 2223 เมืองสงขลาถูกลดความสำคัญลงไปเป็นเมืองบริวารของเมืองพัทลุง เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อปี พ.ศ. 2310 เจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ได้ตั้งตัวเป็นใหญ่ อิสระ เรียกว่าชุมนุมเจ้านคร ปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งหมด ได้ส่งญาติคนหนึ่งชื่อ วิเถียน มาปกครองเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน

ในปี พ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยกทัพมาปราบชุมนุมเจ้านครได้ แล้วทรงตั้งตัวเป็นชาวเมืองสงขลาคนหนึ่งชื่อโยม เป็นพระสงขลา เจ้าเมืองสงขลา พระสงขลา (โยม) ปกครองเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน อยู่จนถึงปี พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเห็นว่าพระสงขลา (โยม) หย่อนสมรรถภาพ จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้หลวงอินทคีรีสมบัติ (เหยี่ยง) ผู้ได้รับการผูกขาดจากรังนกเกาะสี่เกาะห้า เป็นหลวงสุวรรณคีรีสมบัติ เจ้าเมืองสงขลา ตั้งเมืองอยู่ที่ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร ปัจจุบันเรียกว่า ที่วัง เป็นที่ตั้งจวนของเจ้าเมืองและให้ยกเมืองสงขลาใให้ขึ้นกับเมืองนครศรธรรมราช

เมื่อปี พ.ศ. 2328 พม่ายกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ ที่เรียกว่าสงครามเก้าทัพ หลวงสุวรรคีรีสมบัติ (บุญหุ้ย) บุตรเจ้าเมืองสงขลา ได้ตั้งค่ายเตรียมป้องกันเมืองอยู่ที่บ้านบ่อยาง ครั้นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เสด็จฯ ลงมาปราบปรามพม่าทางหัวเมืองปักษ์ใต้ได้แล้ว ได้เสด็จมาประทับที่เมืองสงขลา หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ (บุญหุ้ย) มีความชอบที่สามารีถไปตีเมืองปัตตานีได้และเมืองไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ก็เข้ามาอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้น จึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาสุวรรณคีรีสมบัติ เจ้าเมืองสงขลา

ในปี พ.ศ. 2334 โต๊ะสาหยิด มาจากอินเดีย ได้แสดงตนเป็นผู้วิเศษ ได้ยุยงให้พระยาปัตตานียกกองทัพมาตีเมืองสงขลา แต่พระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ได้ยกทัพไปตีเมืองปัตตานีได้ก่อนที่กองทัพกรุงเทพฯ จะยกมาถึง จึงมีความชอบมาก ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยาอินทคีรีศรีสมุทรสงครามฯ เจ้าพระยาสงขลา และให้ยกเมืองสงขลาขึ้นเป็นเมืองโท ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และเมื่อแยกเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง ได้แก่ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามันห์ เมืองยะหริ่ง เมืองสายบุรี และเมืองระแงะ แล้วก็ให้ทั้ง 7 หัวเมืองดังกล่าวมาอยู่ในความปกครองของเมืองสงขลา ตั้งแต่นั้นมา

ในปี พ.ศ. 2336 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งชาวจีนชื่อเค่ง เป็นเพื่อนกับหลวงสุวรรณคีรีสมบัติ (เหยี่ยง) ให้เป็นเจ้าเมืองจะนะ และเมื่อครั้งพม่ายกกองทัพมาตีเมืองถลาง เมื่อปี พ.ศ. 2338 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) และพระจะนะ (เค่ง) ยกทัพเรือำไปสกัดกั้นทางเมืองไทรบุรีและรักษาเมืองถลาง หลังจากทัพหลวงตีทัพพม่าแตกพ่ายไป

เมื่อเจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2355 ได้โปรดเกล้าฯ ให้หลวงนายฤทธิ์ (เถี้ยนจ๋ง) หรือพระยาวิเศษภักดี บุตรพระยาอนันตสมบัติ (บุญเฮี้ยง) น้องชายเจ้าพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) เป็นเจ้าเมืองสงขลา

ในปี พ.ศ. 2360 พระยาสงขลา (เถี้ยนจ๋ง) ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ พระสุนทรนุรักษ์ (เถี้ยนเส้ง) เป็นผู้รักษาราชการเมืองสงขลา จนถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาวิเชียรคีรีศรีสมุทร ฯ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา

ในปี พ.ศ. 2371 ตนกูเดน เป็นกบฏต่อไทย แล้วหนีไปเกาะหมาก (ปีนัง) กับเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงวัน) ผู้เป็นบิดา ได้ยุยงพรรคพวกในเมืองไทรบุรีและหัวเมืองอื่น ๆ มีเมืองปัตตานี เมืองระแงะ เมืองสายบุรี เมืองรามัน เมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง และเมืองยะลา ให้แข็งเมือง แล้วยกกำลังเข้ายึดเมืองไทรบุรีได้ แล้วยกเข้าตีเมืองสงขลา ทางกรุงเทพฯ ได้ยกกองทัพไปช่วยเมืองสงขลา 4 กองทัพ ได้ยกกำลังไปปราบปรามหัวเมืองทั้ง 7 ทั้งทางบกและทางเรือ จนสงบราบคาบ

ในปี พ.ศ. 2378 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีตราโปรดเกล้าฯ ถึงพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ให้ก่อกำแพงเมืองสงขลา โดยได้พระราชทานเงินส่วยอากรเมืองสงขลา แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็เกิดกบฏเมืองไทรบุรีเสียก่อนในปี พ.ศ. 2381 ตนกูหมัดสะอัด หลานเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ได้เข้ามาชักชวนชาวไทรบุรี ปัตตานี และหัวเมืองมลายูอื่นๆ ให้แข็งเมือง นำกำลังเข้าเผาเมืองจะนะ และเข้าตีเมืองสงขลา พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ได้ทำการป้องกันเมืองไว้ได้จนกองทัพทางกรุงเทพฯ ลงมาช่วยปราบปรามจนสงบเรียบร้อย ในระหว่างนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองสตูลมาขึ้นกับเมืองสงขลาด้วย

สมัยเมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง (ปลายพุทธศตวรรษที่ 24)

เมืองสงขลา มีประชากรมากขึ้น แต่พื้นที่บริเวณแหลมสนคับแคบ เพราะมีภูเขากั้นอยู่ต่างจากบริเวณฝั่งตรงข้ามบริเวณฝั่งบ่อยาง ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบมีภูเขาน้อย สามารถขยายตัวเมืองให้กว้างขวางได้ และราษฎรบางส่วนก็ได้ย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งบ่อยางมากขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯ ใหพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ไปตั้งเมืองสงขลาใหม่ที่ตำบลบ่อยาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2378

พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) เริ่มสร้างป้อม กำแพงเมือง โดยได้รับพระราชทานเงินภาษีอากรเมืองสงขลา 200 ชั่ง ได้สร้างกำแพงเมือง และประตูเมือง 10 ประตู แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2385 เป็นกำแพงยาว 1,200 เมตร กว้าง 400 เมตร

พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา จนถึงอนิจกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2380 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ พระสุนทรานุรักษ์ (บุญสังข์) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา เป็นผู้รักษาราชการเมืองสงขลา จนถึงปี พ.ศ. 2383 ซึ่งได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวิเชียรคีรีศรีสมุทรฯ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ต่อมาได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาวิเชียรคีรีฯ และได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2408 พระยาสุนทรานุรักษ์ (เม่น) ผู้ช่วย่ราชการเมืองสงขลาได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวิเชียรคีรีฯ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา และได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาวิเชียรคีรีฯ เมื่อปี พ.ศ. 2415 ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2427 พระสมบัติภิรมย์ (ชุ่ม) ได้เป็นพระยาวิเชียรคีรีฯ ถึงปี พ.ศ. 2431 ถึงแก่อนิจกรรม หลวงวิ้ศษภักดี (ชม) ได้เป็นพระยาสุนมรานุรักษ์ ผู้รักษาราชการเมืองสงขลา ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาวิเชียรคีรีฯ ผู้สำเร็ดจราชการเมืองสงขลา เมื่อปี พ.ศ. 2433

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปการปกครอง ได้ทรงจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น และได้ส่งพระวิจิตรวรสาสน์ (ปั้น สุขุม) ลงมาเป็นข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลา ในปี พ.ศ. 2438 เป็นแห่งแรก และในปี พ.ศ. 2439 จึงได้จัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ. 2439-2458) และเป็นที่ตั้งศาลาว่าการภาคใต้ (พ.ศ. 2458-2468) นอกจากนี้เมืองสงขลาเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาลและอุปราชภาคใต้ จนสิ้นสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นถึงปี พ.ศ.2475 ได้มีการยุบมณฑลและภาค เปลี่ยนเป็นจังหวัด สงขลาจึงเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้จนถึงปัจจุบัน

Thailand 6-39-1
รูปที่ี 5 ที่ตั้งจังหวัดสงขลา  รูปที่ 6 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดสงขลา

 

จังหวัดสงขลาทางตอนเหนือเป็นคาบสมุทรแคบและยาวยื่นลงมาทางใต้ เรียกว่า คาบสมุทรสทิงพระ กับส่วนที่เป็นแผ่นดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทางตอนใต้ แผ่นดินทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันโดยสะพานติณสูลานนท์ พื้นที่ทางทิศเหนือส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ทิศตะวันออกเป็นที่ราบริมทะเล ทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารที่สำคัญ

ที่ตั้งและขนาด

a

การปกครองแบ่งออกเป็น 8 อำเภอ 56 ตำบล 341 หมู่บ้าน

Amphoe
  1. อำเภอเมืองสงขลา
  2. อำเภอสทิงพระ
  3. อำเภอจะนะ
  4. อำเภอนาทวี
  5. อำเภอเทพา
  6. อำเภอสะบ้าย้อย
  7. อำเภอระโนด
  8. อำเภอกระแสสินธุ์
  9. อำเภอรัตภูมิ
  10. อำเภอสะเดา
  11. อำเภอหาดใหญ่
  12. อำเภอนาหม่อม
  13. อำเภอควนเนียง
  14. อำเภอบางกล่ำ
  15. อำเภอสิงหนคร
  16. อำเภอคลองหอยโข่ง

 

 

การปกครอง

จังหวัดสงขลา มีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน ๓ รูปแบบ คือ

  • การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วยส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง ซึ่งมาตั้งหน่วยงานในพื้นที่จังหวัด จํานวน ๒๒๑ ส่วนราชการ และหน่วยงานอิสระ จํานวน ๔ ส่วนราชการ
  • การบริหารราชการส่วนภูมิภาค จัดรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการออกเป็น ๒ ระดับ คือ

- ระดับจังหวัด ประกอบด้วยส่วนราชการประจำจังหวัด จำนวน ๓๕ ส่วนราชการ
- ระดับอำเภอ ประกอบด้วย ๑๖ อำเภอ ๑๒๗ ตำบล ๑,๐๒๓ หมู่บ้าน 

  • การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จำนวน ๑๔๑ แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 1 แห่ง เทศบาล จำนวน ๓๔ แห่ง ซึ่งมี เทศบาลนคร จำนวน ๒ แห่ง คือ เทศบาลนครสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมือง จำนวน ๗ แห่ง คือ สะเดา บ้านพรุ คอหงส์ ควนลัง คลองแห ปาดังเบซาร์ และสิงหนคร เทศบาลตำบล จำนวน ๒๕ แห่ง คือ นาทวี กำแพงเพชร นาสีทอง บ่อตรุ สทิงพระ สะบ้าย้อย จะนะ เทพา ลำไพล ท่าช้าง ควนเนียง สำนักขาม เขารูปช้าง พะวง พะตง น้ำน้อย บ้านพรุ ระโนด ปริก คลองแงะ คูเต่า กระแสสินธุ์ แกะแต้ว โคกม่วง และทุ่งลาน องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน ๑๐๖ แห่ง

ผู้บริหารจังหวัด

11

22

33

44

ตำแหน่ง  ชื่อหัวหน้าหน่วยงาน สถานที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์/โทรสาร(FAX) สังกัด ประเภทส่วนราชการ
ปลัดจังหวัดสงขลา นายสุรชัย ชวาลารัตน์  ศาลากลางจังหวัดสงขลา ถ.ราชดำเนิน อ.เมือง
จ.สงขลา 90000  
โทรศัพท์  07 431 2106
โทรสาร 07 431 2106 
กระทรวงมหาดไทย  ส่วนภูมิภาค 
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสงขลา นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา  ศาลากลางจังหวัดสงขลา ถ.ราชดำเนิน อ.เมือง
จ.สงขลา 90000  
โทรศัพท์ 0 7432 5036
โทรสาร 0 7431 2016,
0 7431 6478, 0 7431 3206
กระทรวงมหาดไทย  ส่วนภูมิภาค 

 

011

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา 3 ก.ค.2554 - 2 ก.ค.2558

เขตเลือกตั้งที่ 1

j ชื่อ-สกุล นายเจือ  ราชสีห์ 
พรรค ประชาธิปัตย์
วันเดือนปีเกิด 4 สิงหาคม 2501
ที่อยู่ 27 ม.9 ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา 90100
โทรศัพท์ 081-4091999 
การศึกษา ปริญญาโท 
ประวัติการทำงาน - ประกอบธุรกิจส่วนตัว
- อดีต ส.ส.


เขตเลือกตั้งที่ 2

piraphon ชื่อ-สกุล นายภิรพล  ลาภาโรจน์กิจ 
พรรค ประชาธิปัตย์
วันเดือนปีเกิด 30 มิถุนายน 2519
ที่อยู่ 139-141 ถ.นิพัทธ์อุทิศ 2 ต.หาดใหญ่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
โทรศัพท์ 081-8961855
การศึกษา ปริญญาโท
ประวัติการทำงาน อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจ


เขตเลือกตั้งที่ 3

virat ชื่อ-สกุล นายวิรัตน์  กัลยาศิริ 
พรรค ประชาธิปัตย์
วันเดือนปีเกิด 4 พฤษภาคม 2493
ที่อยู่ 19/65 ม.10 ต.เขารูปช้าง อ.เมืองสงขลาจ.สงขลา  90000
โทรศัพท์ 081-8971428
การศึกษา ปริญญาโท
ประวัติการทำงาน รับราชการและค้าขาย


เขตเลือกตั้งที่ 4

chaivut ชื่อ-สกุล นายชัยวุฒิ  ผ่องแผ้ว 
พรรค ประชาธิปัตย์
วันเดือนปีเกิด 16 สิงหาคม 2514
ที่อยู่ 489/28  ถ.เพชรเกษม  อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
โทรศัพท์ 089-4665087
การศึกษา ปริญญาตรี
ประวัติการทำงาน นักธุรกิจ


เขตเลือกตั้งที่ 5

pra ชื่อ-สกุล นายประพร  เอกอุรุ 
พรรค ประชาธิปัตย์
วันเดือนปีเกิด 10 มิถุนายน 2510
ที่อยู่ 46 ซ.2  ถ.ไทรงาม ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา  90000
โทรศัพท์ 081-8977327 
การศึกษา ปริญญาตรี 
ประวัติการทำงาน ธุรกิจการประมง


เขตเลือกตั้งที่ 6

tn 2001 ชื่อ-สกุล นายถาวร  เสนเนียม 
พรรค ประชาธิปัตย์
วันเดือนปีเกิด 29 มีนาคม 2490
ที่อยู่ 535 ถ.สนามบิน  ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  90110
โทรศัพท์ 081-6425942
การศึกษา ปริญญาโท 
ประวัติการทำงาน รับราชการ และค้าขาย
 


เขตเลือกตั้งที่ 7

tn 3003 ชื่อ-สกุล นายศิริโชค  โสภา 
พรรค ประชาธิปัตย์
วันเดือนปีเกิด 14 มิถุนายน 2510
ที่อยู่ 88/8 ม.4 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา 90160
โทรศัพท์ 081-3476666
การศึกษา ปริญญาโท 
ประวัติการทำงาน อดีต ส.ส. (ปี 2544)


เขตเลือกตั้งที่ 8

surin ชื่อ-สกุล พล.ต.ต.สุรินทร์  ปาลาเร่ 
พรรค ประชาธิปัตย์
วันเดือนปีเกิด 14 พฤศจิกายน 2490
ที่อยู่ 114 ซ.45 ถ.เพชรเกษม ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา  90110 
โทรศัพท์ 081-5597477
การศึกษา ปริญญาโท  
ประวัติการทำงาน อดีตรับราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง

 

สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา ปี 2551-2557

sv1 ชื่อ-สกุล นายประเสริฐ  ชิตพงศ์ 
วันเดือนปีเกิด 6 กันยายน 2491
ที่อยู่ 230 ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ม.3ถ.ปุณณกันต์  ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
โทรศัพท์  081-8963673
การศึกษา ปริญญาเอก นิเวศวิทยาการเกษตร
มหาวิทยาลัยรัทเกอร์ รัฐนิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา
ประวัติการทำงาน - ข้าราชการบำนาญ
- อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- อดีต ส.ว.สงขลา ปี 2549

 

ประชากรจากการทะเบียน จำแนกตามเพศ และเขตการปกครอง จังหวัดสงขลา พ.ศ. 2544 - 2553
POPULATION FROM REGISTRATION RECORD BY SEX AND AREA, SONGKHLA PROVINCE: 2001 - 2010

เพศ และ เขตการปกครอง 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553
  -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2010
รวม 1,249,402 1,271,067 1,294,442 1,281,509 1,302,421 1,317,501 1,324,915 1,335,768 1,343,954 1,357,023
ชาย 615,043 624,363 635,222 626,642 637,355 644,473 647,820 652,525 656,113 662,475
หญิง 634,359 646,704 659,220 654,867 665,066 673,028 677,095 683,243 687,841 694,548
ในเขตเทศบาล 390,007 391,761 396,369 483,809 489,598 494,408 508,164 588,794 628,831 649,739
ชาย 189,728 190,363 192,185 232,705 235,006 236,914 243,159 281,454 300,803 310,699
หญิง 200,279 201,398 204,184 251,104 254,592 257,494 265,005 307,340 328,028 339,040
นอกเขตเทศบาล 859,395 879,306 898,073 797,700 812,823 823,093 816,751 746,974 715,123 707,284
ชาย 425,315 434,000 443,037 393,937 402,349 407,559 404,661 371,071 355,310 351,776
หญิง 434,080 445,306 455,036 403,763 410,474 415,534 412,090 375,903 359,813 355,508

 

ที่มา: กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ประชากรจังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 64.03 รองลงมาคือ ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 32.84 และศาสนาคริสต์ ร้อยละ 2.37 นอกนั้นนับถือศาสนาอื่นๆ อีกร้อยละ 0.76

แหล่งข้อมูล : สำนักงานจังหวัดสงขลา

 

โครงสร้างหลักของจังหวัดสงขลาขึ้นอยู่กับสาขาอุตสาหกรรม สาขาเกษตร สาขาประมง และสาขาขายส่ง ขายปลีก เป็นสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๒๗.๕๕ ๑๓.๘๐ ๑๒.๓๑ และ ๑๑.๔๙ ตามลำดับโดยมีปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ ยางพารา อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยางพารา และผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารทะเล

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ๑๖ สาขาการผลิต ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ณ ราคาประจำปี ๑๖๘,๖๑๑ ล้านบาท รายได้เฉลี่ยประชาการ ๑๑๙,๖๒๐ บาท /คน/ปี

สาขาเกษตรกรรม

การผลิตในสาขาเกษตรกรรม ปี ๒๕๕๑ โดยรวมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พิจารณาจากพืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ คือ ยาพารา มูลค่าผลผลิติยางพาราทั้งหมด มีจำนวน ๕๕,๕๖๑.๕๔ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๘.๐ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากยังคงมีความต้องการยาพาราในตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้ราคายางพาราปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ ๑-๓ ของปี อย่างไรก็ตามราคายางพาราปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลาย ไตรมาสที่ ๓ โดยสาเหตุหลักมาจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา

สาขาการบริการและการท่องเที่ยว

ปี ๒๕๕๑ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ๑,๐๙๐,๒๔๓ คน จำนวนผู้เข้าพักแรมในจังหวัดสงขลามีจำนวน ๒๐๖,๐๒๒ คน (ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา, ด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์, ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานหาดใหญ่, ด่านตรวจคนเข้าเมืองหาดใหญ่, ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าเรือสงขลา)

สาขาการพาณิชย์

เนื่องจากเป็นเมืองชายแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย ในปี ๒๕๕๑ มูลค่าการนำเข้า - ส่งออกที่ผ่านด่านศุลกากรจังหวัดสงขลา ดังนี้

  • มูลค่าการค้ารวม ๕๗๗,๗๓๙.๔๕ ล้านบาท
  • มูลค่าสินค้านำเข้า ๒๑๔,๗๕๑.๒๙ ล้านบาท
  • มูลค่าสินค้าขาออก ๓๖๒,๙๘๘.๑๖ ล้านบาท

สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สื่อบันทึกที่ยังไม่ได้บันทึกที่จัดทำไว้เพื่อการบันทึกเสียง เครื่องจักร อะไหล่ และอุปกรณ์ สัตว์น้ำแช่เย็น/แช่แข็ง เครื่องประมวลผลข้อมูล ส่วนประกอบและอุปกรณ์ เป็นต้น

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ยาง ถุงมือยาง สัตว์น้ำอาหารทะเลแช่เย็น/แช่แข็ง อาหารบรรจุภาชนะ เครื่องจักร อะไหล่และอุปกรณ์ เป็นต้น

สาขาการประมง

จังหวัดสงขลามีพื้นที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล ๒ ด้าน คือ ด้านตะวันออกติดต่อกับอ่าวไทย ความยาว ๑๕๔.๖๐ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอชายทะเล ๖ อำเภอ คือ อำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร อำเภอเมือง อำเภอจะนะ และอำเภอเทพา และด้านตะวันตกติดต่อกับทะเลสาบสงขลา

ในปี ๒๕๕๑ จังหวัดสงขลามีผลผลิตจาการประมงทะเลปริมาณ ๘๓,๒๔๖,๕๐๑ กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า ๒,๓๙๐,๗๘๑,๗๗๒.๘๕ บาท ประกอบด้วยชนิดสัตว์น้ำที่สำคัญ คือ ปลาทู กุ้ง กั้ง หมึก ปู ปลาหลังเขียว และปลาเป็ด

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจต่อเนื่องเกี่ยวกับการประมงทะเลที่สำคัญ ประกอบด้วยโรงน้ำแข็ง ๒๓ โรง โรงงานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแช่เยือกแข็ง ๒๑ โรง โรงงานปลากระป๋อง ๖ โรง และโรงงานปลาป่น ๑๔ โรง

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ กุ้งทะเล และปลากะพงขาว

การเลี้ยงปลาน้ำจืด ปี ๒๕๕๑ มีผู้เลี้ยงปลาน้ำจืดทั้งสิ้น ๕,๘๕๑ ราย ๙,๓๙๙ บ่อ พื้นที่ ๓,๐๒๓.๖๓ ไร่ ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงปลากินพืช เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาไน เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย และโตเร็ว

สาขาอุตสาหกรรม

ปัจจุบันจังหวัดสงขลามีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการทั้งสิ้น ๒,๐๓๐ โรงงาน เงินลงทุนรวม ๖๕,๙๓๙.๐๔๘ ล้านบาท และสามารถจ้างแรงงานได้ ๗๘,๐๗๖ คน แยกเป็นคนงานชาย ๓๒,๕๗๗ คน คนงานหญิง ๔๕,๔๙๙ คน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมอาหาร (สถิติ ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑)

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดสงขลา พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, SONGKHLA PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 962,108 975,158 982,471 992,617 1,011,902 1,027,856 1,060,984 1,096,083 1,130,022
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 705,838 738,462 741,180 744,628 750,634 756,402 780,919 811,389 844,738
   ผู้มีงานทำ 694,903 727,457 716,781 732,759 739,079 743,330 766,674 790,553 837,093
   ผู้ว่างงาน 10,935 11,005 24,304 11,819 11,556 12,948 14,245 20,462 7,526
   ผู้ที่รอฤดูกาล  -  - 95 50  - 124  - 374 119
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 256,270 236,697 241,291 247,989 261,268 271,454 280,065 284,694 285,284
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 473,581 479,991 483,746 490,414 501,176 508,516 518,403 530,118 547,713
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 383,532 399,885 401,734 405,108 407,224 406,030 420,949 429,349 444,459
   ผู้มีงานทำ 377,066 394,845 387,097 397,398 401,168 398,503 412,459 417,500 440,485
   ผู้ว่างงาน 6,466 5,041 14,637 7,710 6,056 7,528 8,490 11,633 3,855
   ผู้ที่รอฤดูกาล  -  -  -  -  -  -  - 216 119
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 90,048 80,105 82,011 85,306 93,952 102,486 97,454 100,769 103,254
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 488,528 495,168 498,726 502,204 510,726 519,340 542,581 565,965 582,309
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 322,307 338,577 339,446 339,520 343,411 350,372 359,970 382,039 400,279
   ผู้มีงานทำ 317,837 332,612 329,684 335,361 337,911 344,827 354,215 373,053 396,608
   ผู้ว่างงาน 4,470 5,964 9,667 4,109 5,500 5,420 5,756 8,829 3,671
   ผู้ที่รอฤดูกาล  -  - 95 50  - 124  - 158  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 166,222 156,592 159,280 162,683 167,315 168,968 182,611 183,926 182,029

 

ที่มา: การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

งานประเพณีสงกรานต์

จัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ทางอำเภอหาดใหญ่มีการจัดงานขึ้นที่บริเวณถนนนิพัทธ์อุทิศ 1- 3 ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ชาวมาเลเซียและสิงคโปร์นิยมเดินทางมาร่วมสนุกกับชาวไทยในเทศกาลนี้เป็นที่สนุกสนาน

งานเกษตรภาคใต้

จัดเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมเป็นประจำทุกปี โดยคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นงานที่มีขึ้นเพื่อส่งเสริมการเกษตร ในงานมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

งานเทศกาลทำบุญเดือนสิบ

เป็นงานประเพณีของชาวไทยภาคใต้ ส่วนที่อำเภอสทิงพระจะจัดงานเทศกาลนี้แปลกไปจากที่อื่น คือมีการแห่หุ่นทองสูงเพื่อใช้แทนญาติหรือ ผู้อาวุโสที่เป็นที่นับถือของชาวบ้าน

งานประเพณีลากพระและตักบาตรเทโว

จัดเป็นประจำทุกปีในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ประมาณเดือนตุลาคม ที่อำเภอเมือง พิธีจะเริ่มก่อนวันงานด้วยการห่มผ้าพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน ในวันงานเวลาเช้าจะเป็นพิธีตักบาตรเทโวบริเวณเชิงเขาตังกวน พระสงฆ์หลายร้อยรูปจะเดินลงมาจากเขาตังกวนเพื่อรับบิณฑบาตรจากพุทธศาสนิกชน ตอนสายจะมีเรือพระจากวัดต่างๆในเขตจังหวัดสงขลาเคลื่อนผ่านให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมทำบุญและลากพระ ภายในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมด้วย

งานวัฒนธรรมสัมพันธ์

ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ในงานมีการแสดงนาฎศิลป์ ศิลปวัฒนธรรมทั้งจากภาคต่างๆ ของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน มีการออกร้านจำหน่ายสินค้าด้วย

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดสงขลา

เดิมเป็นบ้านพักส่วนตัวของพระยาสุนทรารักษ์ (เนตร ณ สงขลา) เคยใช้เป็นจวนพักข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลา และเมืองนครศรีธรรมราช และยังเคยใช้เป็นศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์จังหวัดสงขลา เก็บรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จากบ้านเชียง และสมัยหินกลาง-หินใหม่ และศิลปะโบราณวัตถุซึ่งพบที่ภาคใต้

วัดเกาะถ้ำ

เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง มีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่บนยอดเขา เงียบสงบ ร่มรื่น

ที่ฝังศพสุลต่านสุไลมาน

1

 

ทำเป็นศาลาคร่อมไว้ มีจารึกเป็นภาษาอาหรับบอกไว้ข้างๆ ที่ฝังศพ มีที่ฝังศพอีกแห่งหนึ่งอยู่ข้างๆ แต่ยังหาหลักฐานไม่ได้ว่าเป็นศพของใคร ชื่ออะไร สุลต่าน สุไลมาน เดิมเข้าใจว่าเป็นคนเชื้อชาติอาหรับ เคยเป็นพ่อค้าเข้ามาตั้งถิ่นฐาน

เจดีย์พี่น้องยอดเขาแดง

  • เจดีย์องค์ดำ

ตั้งอยู่บนยอดเขาแดง ตำบลเขาแดง เมืองสงขลา เจ้าพระยาคลัง (ดิศ บุนนาค) สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ หรือ สมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์สร้างไว้เป็นที่ระลึกเมื่อครั้งปราบกบฏเมืองไทรบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2373

  • เจดีย์องค์ขาว

พระยาศรีพิพัฒน์ (ทัด บุนนาค) สมเด็จพระยาองค์น้อย หรือสมเด็จพระยามหาพิชัยญาติ สร้างไว้เป็นที่ระลึก เมื่อครั้งปราบกบฎเมืองไทรบุรี ปัตตานี ปีนัง และมลายู

วัดพะโค หรือ วัดราชประดิษฐาน

เป็นวัดจำพรรษาของสมเด็จพะโค หรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด อันเป็นที่เคารพนับถือของภาคใต้ทั่วไป
สถาบันทักษิณคดีศึกษา พื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่บริเวณเชิงเขา และอีกส่วนหนึ่งอยู่บนยอดเขา และเมื่อขึ้นไปอยู่บนสุดของพื้นที่ จะสามารถมองเห็นทะเลสาบส่วนที่ล้อมเกาะทั้ง 3ด้าน สถาบันแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ และมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ไว้ เป็นที่น่าสนใจ

สะพานติณสูลานนท์

sapan

เป็นสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา แบ่งออกเป็นสองช่วง คือช่วงแรก เชื่อมระหว่างชายฝั่ง อ.เมือง สงขลา บริเวณบ้านน้ำกระจาย กับเกาะยอตอนใต้ ช่วงที่ 2 เชื่อมระหว่างฝั่งด้านเหนือของเกาะยอกับฝั่งบ้านเขาเขียว

หาดสะกอม อยู่ทางใต้ของเส้นทาง สงขลา-จะนะ-เทพา ห่างจากตัวเมืองสงขลา เป็นสถานที่เหมาะแก่การพักผ่อน แค้มปิ้ง

วัดถ้ำตลอด มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ ผ่าผ่านทะลุออกไปอีกฟากหนึ่งของภูเขา บริเวณถ้ำมี 3 คูหา มีพระพุทธรูปเก่าแก่ สร้างด้วยไม้โบกปูนซีเมนต์ มีอายุหลายร้อยปีมาแล้ว เป็นที่เคารพนับถือของราษฎร ์ และยังมีรูปยักษ์ขนาดใหญยืนอยู่หน้าถ้ำ

ถ้ำรูนกสัก เป็นถ้ำที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง มีลำธารไหลผ่านกลางถ้ำ มีหินงอกหินย้อยรูปร่างลักษณะต่างๆ เป็นถ้ำที่ทะลุกัน ยาวประมาณ 300 เมตร บางตอนของถ้ำมืดและบางตอนสว่าง

สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหาดใหญ่ บริเวณสวนตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างงดงาม มีศาลากลางน้ำ และสวนสัตว์

ศูนย์วิจัยการยาง เป็นศูนย์ศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับพันธุ์ยางภาคใต้ มีห้องแสดงเกี่ยวกับชนิดของยาง ขั้นตอนการผลิดอุปกรณ์ในการกรีดยางและอื่นๆ

น้ำตกโตนงาช้าง

water

เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งในภาคใต้ อยู่ห่างจากอำเภอหาดใหญ่ 26 กิโลเมตร มีน้ำตกแยกออกมาในลักษณะงาช้าง

วนอุทยานน้ำตกบริพัตร

water1

เป็นน้ำตกที่สวยงามไม่ด้อยไปกว่าน้ำตกโตนงาช้าง มีน้ำไหลตลอด

แหลมสมิหลา มีหาดทรายขาวสะอาด และทิวสนอันร่มรื่น

สวนเสรี เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง บริเวณสวนตกแต่งด้วยไม้ดัดเป็นรูปสัตว์ต่างๆ

เขาตังกวน บนยอดเขามีเจดีย์และตำหนักซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองสงขลาและทะเลสาบสงขลาได้อย่างชัดเจน

เก้าเส้ง เป็นหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งของสงขลา มีโขดหินระเกะระกะอยู่ริมทะเล และมีอยู่ก้อนหนึ่งตั้งเด่นอยู่เหนือโขดหิน ซึ่งชาวบ้านเรียกหินก้อนนี้ว่า "หัวนายแรง"

เกาะหนู-เกาะแมว

ko

เป็นเกาะใกล้ชายฝั่งขนาดเล็ก อยู่นอกแหลมสมิหลา มีหินสวยงามเหมาะสำหรับตกปลา

ทะเลสาบสงขลา

sea

เป็นทะเลสาบน้ำจืด แต่จะกร่อยในช่วงที่ติดกับทะเล ตรงปากอ่าวในทะเลสาบมีเกาะอยู่หลายเกาะ ที่สำคัญได้แก่ เกาะใหญ่ เกาะสี่ เกาะห้า เกาะแก้ว เกาะหมาก เกาะราย และเกาะยอ

เกาะยอ

koyo

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไหล่เขาและที่ราบตามเชิงเขา เหมาะแก่การเพาะปลูกและเกษตรกรรม เกาะยอยังเป็นเกาะที่มีสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือ สะพานติณสูลานนท์

อุทยานนกน้ำคูขุด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา พื้นที่ส่วนหนึ่งติดต่อกับ อ.ปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลา จากการสำรวจของกรมป่าไม้พบว่ามีนกชนิดต่างๆ กว่า 112 ชนิด ซึ่งนกเหล่านี้จะมาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน

หาดม่วงงาม เป็นหาดทรายยาวเหยียด เป็นที่พักผ่อนระดับท้องถิ่น

หาดสร้อยสวรรค์

hat

เป็นสถานที่พักผ่อนริมทางที่แขวงการทางหลวง จัดสร้างให้นักท่องเที่ยวแวะพักผ่อน อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 27 ช่วงอำเภอจะนะไปอำเภอเทพา

ป้อมปากน้ำแหลมทราย เป็นป้อมปืนสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมกับการสร้างเมืองใหม่ที่สงขลา

พลับพลาที่ประทับเขาตังกวน เป็นพลับพลาที่ประทับสร้างถวายสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคีรี (ชม) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา สร้างพลับพลาแห่งนี้ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

เจดีย์เขาตังกวน อยู่ถัดจากพลับพลาที่ประทับเขาตังกวนขึ้นไป มีบันไดเดินไปถึงยอดเขา มีเจดีย์สร้างในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช ศิลปะสมัยทวาราวดี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองสงขลา พ.ศ. 2402 ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลาบูรณะปฏิสังขรณ์ เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของชาวสงขลา

ศาลาหลักเมืองสงขลา  สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมือง เป็นที่เคารพสักการะของชาวสงขลา

วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)

watkaeng

เป็นวัดโบราณประมาณ 400 ปี มีพิพิธภัณฑ์ชื่อภัทรศิลป เป็นที่เก็บวัตถุโบราณต่างๆ ซึ่งรวบรวมได้จากเมืองสงขลา สทิงพระ ระโนด เป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ควรค่าแก่การศึกษา

เจดีย์บรรจุพระบรมธาตุวัดชัยมงคล พระบรมธาตุที่บรรจุในเจดีย์นี้เป็นพระบรมธาตุที่ได้มาจากลังกา ประมาณปี พ.ศ. 2435

พระตำหนักเขาน้อย

pratamnak


เป็นที่ประทับของเจ้าฟ้ายุคลฆัฆมพร (กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์) เมื่อครั้งมาดำรงตำแหน่งสมเด็จอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ เคยใช้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ ในคราวเสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดภาคใต้ ปัจจุบันใช้เป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัด

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

ประวัติศาสตร์

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดสงขลา - วิกิพีเดีย

การปกครอง

ศาสนา

http://www.skho.moph.go.th/health_info/ssj_info/data_songkhla.htm 

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

ประชากรและสภาพทางสังคม

เว็บไซต์จังหวัดสงขลา 

www.songkhla.go.th/songkhla52/pyni/report2554.pdf 

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ด้านแรงงาน

สงขลา :: ด้านเศรษฐกิจ .: สำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน :.

http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html 

การเลือกตั้ง   เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสงขลา http://www2.ect.go.th/about.php?Province=songkhla&SiteMenuID=3184 

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ สถานที่ท่องเที่ยว ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดศรีสะเกษ - :: Photo and Travel Forum ::

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นสะเดาเทียม

http://topicstock.pantip.com/

ดอกเฟื่องฟ้า

bloggang.com

ภาพสถานที่ท่องเที่ยว

ทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา « สถานที่ท่องเที่ยว เที่ยวทั่วไทย ไปกับ UpYim.com

สงขลา สีสันของความต่าง - ข้อมูลทั่วไป

 

JoomSpirit