ยะลา

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดยะลา

Seal Yala

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดยะลา

รูปเหมืองแร่ดีบุก หมายถึงท้องที่จังหวัดอุดมไปด้วยแร่ดีบุก และอาชีพหลักของชาวเมืองก็คือทำเหมืองแร่ดีบุก คำว่า ยะลา เป็นภาษาของชาวมลายูแถบไทรบุรี และปีนัง แปลว่า แห เพราะในท้องที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเก่ามีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง รูปร่างสันฐานคล้ายแห

คำขวัญประจำจังหวัด

ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

2-39 3-30
รูปที่ 2 ต้นศรียะลา รูปที่ 3 ดอกพิกุล

 

เหตุที่เรียกชื่อว่ายะลานั้นเพราะพระยาเมืองคนแรกได้ตั้งที่ทำการขึ้นที่บ้านยะลา คำว่า ยะลา เป็นชื่อเรียกสำเนียงภาษามลายูพื้นเมือง มาจากคำว่า "ยาลอ" (جال) แปลว่า "แห" แต่ตามประวัติศาสตร์ซึ่งได้เขียนไว้ในสมัยเจ็ดหัวเมือง โดยเจ้าผู้ครองเมืองเดิมได้เขียนไว้เป็นประวัติศาสตร์เป็นภาษามลายูว่า "เมืองยะลา" เป็นสำเนียงภาษาอาหรับ โดยชาวอินโดนีเซียที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาอิสลามในบริเวณเจ็ดหัวเมือง ซึ่งอยู่ในแหลมมลายูเป็นผู้ตั้งชื่อเมืองไว้

จังหวัดยะลา เป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางด้านโบราณคดีแห่งหนึ่ง จากตำนานพื้นเมืองปัตตานีเล่าสืบต่อกันมาว่า เมืองปัตตานีโบราณนั้นมีการโยกย้ายถึงสี่ครั้ง ครั้งแรกเมืองนี้ได้เริ่มก่อตัวขึ้นที่บ้านปาโย หรือบ้านบาโย ซึ่งปัจจุบันได้แก่บริเวณท้องที่ตำบลหน้าถ้ำ ตำบลท่าสาป อำเภอเมืองยะลา บนฝั่งแม่น้ำปัตตานี แม่น้ำปัตตานีตอนที่อยู่ในเขตจังหวัดยะลาก็เรียกกันว่าแม่น้ำยะลาก็มีแม่น้ำท่าสาปก็มี ในเขตนี้พบซากโบราณสถาน และศิลปะโบราณวัตถุจำนวนมาก มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 - 17 เป็นส่วนใหญ่

ตามชายฝั่งแม่น้ำปัตตานีมีร่องรอยว่า เคยมีชุมชนโบราณตั้งเรียงรายกันอยู่หลายแห่ง เฉพาะที่เป็นแหล่งใหญ่แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นเมืองมาก่อนนั้น มีอยู่สองแห่งคือบริเวณบ้านเนียง - สนามบิน - วัดคูหาภิมุข และเขากำปั่นในเขตจังหวัดยะลา แห่งหนึ่ง และบริเวณอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานีอีกแห่งหนึ่ง สำหรับบริเวณบ้านเนียง - วัดคูหาภิมุข นั้นได้พบภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ภายในถ้ำในเขตวัดคูหาภิมุข และได้พบเศษชิ้นของวัตถุในบริเวณบ้านสนามบิน แสดงว่าบริเวณดังกล่าวเป็นเมืองขนาดใหญ่มาตั้งแต่สมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13 - 18)

บริเวณบ้านสนามบิน เดิมเรียกว่า ทุ่งกาโล เป็นป่าละเมาะ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2472 ชาวบ้านได้ถางป่าและขุดหลุมพบพระพุทธรูป ต่อมาในปี พ.ศ.2500 ทางราชการได้ขุดไถทุ่งกาโล เพื่อปรับพื้นที่สร้างสนามบิน มีผู้พบพระอวโลกิเตศวรสี่กรเนื้อสำริด และพบพระพุทธรูปอีกหลายองค์ รวมทั้งซากอิฐกำแพงเมือง

บริเวณเขาในเขตตำบลหน้าถ้ำ มีภูเขาวัดถ้ำและภูเขากำปั่น เป็นภูเขาหินปูน มีถ้ำใหญ่น้อยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะภูเขาวัดถ้ำมีถ้ำสำคัญคือ ถ้ำแจ้ง หรือถ้ำพระนอน มีโบราณวัตถุอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งพระพุทธไสยาสน์ และถ้ำศิลป ซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังสมัยศรีวิชัย

ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของเมืองยะลา แต่เดิมเป็นท้องที่บริเวณหนึ่งของเมืองปัตตานี ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

ในสมัยพระบรมราชาธิราช (พ.ศ.1913-1931 พระองค์ได้ธิดาของมุขมนตรีแห่งปัตตานีคนหนึ่งเป็นสนม ในฐานะที่เป็นเมืองประเทศราช ปัตตานีมีหน้าที่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวายทุกกสามปี ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ.2199 - 2231) ลาลูแบร์ อัครราชทูตฝรั่งเศส ซึ่งมาที่กรุงศรีอยุธยา ยืนยันว่าปัตตานีต้องส่งต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง อย่างละต้นเข้ามาถวายพระมหากษัตริย์ไทยทุกสามปี

ปัตตานีเป็นเมืองประเทศราชของไทยตลอดมา จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อปี พ.ศ.2310 จึงตั้งตนเป็นอิสระ

ในสมัยธนบุรี (พ.ศ.2310 - 2325) เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ได้เสด็จยกทัพหลวงลงไปปราบหัวเมืองปักษ์ใต้ ที่ตั้งตัวเป็นอิสระคือ เมืองนครศรีธรรมราชเมืองไทรบุรี และเมืองปัตตานี ตีได้ถึงเมืองนครศ่รีธรรมราช แต่เมืองไทรบุรีและเมืองปัตตานียังตั้งตัวเป็นอิสระอยู่

หลังจากไทยได้ปราบศึกเก้าทัพทางหัวเมืองปักษ์ใต้ได้เรียบร้อยในปี พ.ศ.2328 แล้ว สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงมีพระราชดำริว่า หัวเมืองมลายู ซึ่งรวมทั้งเมืองปัตตานี ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู เคยเป็นเมืองประเทศราชของไทย จึงโปรดให้มีหนังสือรับสั่งฟถึงบรรดาเจ้าเมืองมลายูเหล่านั้น บรรดาเจ้าเมืองมลายูอื่นๆ ต่างเข้าอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองประเทศราชดังเดิมแต่โดยดี ยกเว้นเจ้าเมืองปัตตานีไม่ยอมเข้าอ่อนน้อม พระองค์จึงมีรับสั่งให้กองทัพเข้าตีเมืองปัตตานี เมื่อตีได้แล้วก็ทรงแต่งตั้งชาวมลายู ผู้สวามิภักดิ์ต่อไทยคนหนึ่ง ให้เป็นเจ้าเมืองปัตตานี แต่ปรากฎว่าในปี พ.ศ.2334 เจ้าเมืองปัตตานีได้คบคิดกับโต๊ะสาหยัด ซึ่งอ้างตนเป็นผู้วิเศษกับพวกสลัดมลายู รวมกำลังกันเข้าโจมตีเมืองสงขลา จนพระยาสงขลา (บุญหุ้ย) และกรมการเมืองต้องหนีไปตั้งหลักที่เมืองพัทลุง และขอกำลังสนับสนุนจากเมืองนครศรีธรรมราชและทัพหลวงลงไปปราบปราม

หลังจากนั้นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองปัตตานีให้แยกออกเป็นเจ็ดหัวเมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามัน เมืองยะหริ่ง เมืองสายบุรี และเมืองระแงะ โดยให้เมืองสงขลาคอยควบคุมดูแลหัวเมืองทั้งเจ็ด และยกฐานะเมืองสงขลา ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ

ในรัชสมัยพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในเมืองไทรบุรี โดยในปี พ.ศ.2374 ตนกูเคน หลานชายเจ้าพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ได้รวบรวมกำลังชาวมลายูเข้าตีเมืองไทรบุรีซึ่งข้าราชการไทยปกครองอยู่ และตีได้สำเร็จ พระยาไทรบุรีและฝ่ายไทยถอยลงมาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองพัทลุง ฝ่ายไทยได้ส่งกองทัพมาปราบ โดยขั้นแรกเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ผุ้รับผิดชอบเมืองไทรบุรีได้ส่งพระสุรินทร ซึ่งเป็นข้าหลวงฝ่ายพระราชวังบวร อยู่ ณ เมืองนครศรีธรรมราช ให้ลงไปเกณฑ์กองทัพเมืองสงขลาและเมืองปัตตานี ซึ่งขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา พระยาสงขลา (เซ่ง) ให้พระสุรินทร์ออกไปเกณฑ์กำลังคน ในหัวเมืองปัตตานีเอาเอง ปรากฎว่าชาวมลายูในหัวเมืองทั้งเจ็ดขัดขืนและกลับเข้าร่วมมือกับพวกขบถ โดยก่อการขบถขึ้นทั้งเจ็ดหัวเมือง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพบกไปปราบถึงเจ็ดทัพและทัพเรือสองทัพ กองทัพไทยสมทบกันปราบปรามพวกเจ็ดหัวเมืองได้เรียบร้อย ได้ตัวผู้ว่าราชการเมืองที่ไปเข้ากับพวกขบถเกือบหมด

หลังปราบขบถปัตตานีในปี พ.ศ.2375 แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ทรงดำเนินพระบรมราโชบายเข้าควบคุมเมืองปัตตานีมากยิ่งขึ้น โดยโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนตัวเจ้าเมืองที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ทั้งหมด และแต่งตั้งคนไทยหรือคนมลายูที่ภักดีต่อไทยเป็นเจ้าเมืองแทน ดังปรากฎว่าเจ้าเมืองหนองจิก คนเดิมซึ่งเสียชีวิตในการรบก็ได้ตั้งเจ้าเมืองใหม่เป็นคนไทย และเจ้าเมืองยะลาคนเดิมที่ถูกจับตัวได้ก็ได้ตั้งเจ้าเมืองยะลาคนใหม่เป็นคนไทย ส่วนเมืองรามัน เมืองระแงะ และเมืองสายบุรี เจ้าเมืองเดิมยอมมอบตัวต่อกองทัพไทยแต่โดยดี จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษและโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นเจ้าเมืองต่อไป สำหรับเจ้าเมืองปัตตานีคนเดิม ที่หนีไปกลันตันนั้น ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ชาวมลายูผู้ภักดีต่อไทยเป็นเจ้าเมืองคนใหม่ และเจ้าเมืองยะหริ่งซึ่งเป็นคนไทยไม่ได้เข้าร่วมกับขบถจึงยังคงเป็นเจ้าเมืองยะหริ่งต่อไป

ในปี พ.ศ.2374 พระยายะลา (ต่วนบางกอก) ร่วมกับพระยาปัตตานี (ต่วนสุหลง) พระยาหนองจิก (ต่วนกะจิ) และพระยา ระแงะ (หนิเดะ) ได้ยกกองทัพเข้าตีเมืองยะหริ่ง เมืองเทพา เมืองจะนะและเมืองสงขลา ทางราชการไทยจับตัวเจ้าเมืองยะลาและเจ้าเมืองอื่น ๆ ได้ และได้ตั้งเจ้าเมืองยะลาคนใหม่ โดยพระยาสงขลาได้ให้หลวงสวัสดิภักดี (ยิ้มซ้าย) ซึ่งเป็นผู้ช่วยราชการเมืองยะหริ่ง ไปรักษาราชการเมืองยะลา หลวงสวัสดิภักดีได้ไปตั้งบ้านเรือนที่บ้านวังตระ แขวงเมืองยะลา

เมื่อหลวงสวัสดิภักดี (ยิ้มซ้าย) ได้ไปเป็นเจ้าเมืองยะหริ่ง พระยาสงขลาก็ได้นำตัวนายเมืองซึ่งเป็นบุตรพระยายะหริ่ง (พ่าย) เข้ากรุงเทพ ฯ เพื่อกราบบังคมทูลให้เป็นเจ้าเมืองยะลา เป็นพระยายะลาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่พระยาณรงค์ฤทธิ์ศรีประเทศวิเศษวังษา (เมือง) เป็นเจ้าเมืองยะลา เมื่อปี พ.ศ.2390 ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลท่าสาป ริมแม่น้ำ

พระยาณรงค์ฤทธิ์ฯ (เมือง) ว่าราชการอยู่ระยะหนึ่งปรากฏว่าปฏิบัติราชการไม่ได้ผลดี พระยาสงขลาจึงถอดเสียจากราชการ แล้วตั้งให้ตวันบาตูปุเต้ เป็นผู้รักษาราชการเมืองยะลา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2394 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อตวันบาตูปุเต้ถึงแก่กรรม ตวันกะจิ ผู้เป็นบุตรได้เป็นผู้ว่าราชการเมืองยะลาต่อมา
ความสัมพันธ์ระหว่างปัตตานีกับไทยหลัง ปี พ.ศ. 2375 มีความกระชับและรัดกุมกว่าเดิม เพราะรัฐบาลได้ให้อำนาจในการควบคุม และประสานงานระหว่างรัฐบาล และหัวเมืองเหล่านี้อย่างเต็มที่ ทำให้สามารถรักษาความสงบในเจ็ดหัวเมืองได้ เพราะแม้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นที่ไทรบุรีอีกใน ปี พ.ศ. 2381 พวกขบถได้มาชักกชวนให้เข้าร่วมด้วย แต่ราษฎรส่วนใหญ่ในเจ็ดหัวเมืองก็มิได้เข้าร่วมด้วย และกลับมีบางเมือง เช่น เมืองปัตตานี เมืองยะหริ่ง และเมืองสายบุรี ได้ส่งกำลังเข้าร่วมในการปราบปรามขบถในครั้งนั้นด้วย

ในรัชสมัยพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394 - 2411) หัวเมืองทั้งเจ็ดต่างยอมอยู่ใต้อำนาจของไทยในฐานะเมืองประเทศราช ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับปัตตานีมีความกระชับกันยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จไปถึงปัตตานีเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2406 นับเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่เสด็จประพาสดินแดนส่วนนี้

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาคโดยดำเนินการปกครองแบบเทศาภิบาล สำหรับบริเวณเจ็ดหัวเมือง ก็ได้ปกระกาศข้อบังคับสำหรับการปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ.120 กำหนดให้บริเวณเจ็ดหัวเมือง มีพระยาเมืองเป็นผู้รักษาราชการเมือง แต่ละเมืองต่างมีหน่วยบริหารราชการเมืองของตนเอง แต่จะมีข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานทั่วไป โดยอยู่ภายใต้การดูแลของ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ. 2444 พระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) ซึ่งเป็นข้าหลวงใหญ่ประจำบริเวณ ได้แบ่งแต่ละเมืองเป็นอำเภอต่างๆ คือ

  • เมืองปัตตานี แบ่งเป็นสองอำเภอคือ อำเภอกลางเมือง กับอำเภอยะรัง
  • เมืองรามัน แบ่งเป็นสองอำเภอคือ อำเภอกลางเมือง กับอำเภอเบตง
  • เมืองหนองจิก แบ่งเป็นสองอำเภอคือ อำเภอกลางเมือง กับอำเภอเมืองเก่า
  • เมืองสายบุรี แบ่งเป็นสามอำเภอคือ อำเภอกลางเมือง กับอำเภอยี่ง และอำเภอบางนรา
  • เมืองระแงะ แบ่งเป็นสามอำเภอคือ อำเภอกลางเมือง กับอำเภอโต๊ะโมะ และอำเภอกสุไหงปาดี
  • เมืองยะหริ่ง แบ่งเป็นสามอำเภอคือ อำเภอกกกลางเมือง กับอำเภอยะหา และอำเภอระเกาะ
  • เมืองยะลา แบ่งออกเป็นสามอำเภอคือ อำเภอกลางเมือง อำเภอยะหา และอำเภอกะลาพอ (ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 ได้แบ่งเมืองยะลา ออกเป็นสองอำเภอคือ อำเภอเมืองและอำเภอยะหา)

ในปี พ.ศ.2447 ได้ประกาศตั้งหัวเมืองทั้งเจ็ดเป็นมณฑลปัตตานี โดยยุบเมืองเล็ก ๆ ลงเหลือสี่เมืองคือ รวมเมืองหนองจิก เมืองยะหริ่ง และเมืองปัตตานี เป็นเมืองปัตตานี รวมเมืองรามันและเมืองยะลา เป็นเมืองยะลา เมืองสายบุรียังคงเป็นเมืองสายบุรี (ภายหลังยุบเป็นตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี) ส่วนเมืองระแงะยังคงเป็นเมืองระแงะ (ภายหลังรวมตั้งเป็นจังหวัดนราธิวาส) โดยมีพระยาศักดิ์เสนี เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลปัตตานี

ในปลายปี พ.ศ. 2475 ได้ประกาศยุบเลิกมณฑลปัตตานี ทั้งนี้ เพราะการคมนาคมสะดวกขึ้นการดูแลปกครองบังคับบัญชาทำได้รัดกุมยิ่งขึ้น และเพื่อประหยัดรายจ่ายเงินแผ่นดิน และต่อมาได้มีการปรับปรุงการปกครองหัวเมืองตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอ มีข้าหลวงประจำจังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้บริหาร จังหวัดยะลาก็เป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยสืบต่อมาจนทุกวันนี้

อ้างอิง  : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดยะลา
           : จดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรฯ

Thailand 6-39-1
รูปที่ี 4 ที่ตั้งจังหวัดยะลา  รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดยะลา

 

จังหวัดยะลาที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศ มีพรมแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซีย และเป็นจังหวัดเดียวของภาคใต้ที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเล ยะลาเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ด้วยลักษณะของเมืองชายแดนที่มีของดี

ประจำท้องถิ่นที่น่าสนใจ น่าศึกษาในความมีเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมของชุมชน 3 เชื้อชาติคือ มุสลิม ไทย และจีน ซึ่งสามารถดำรงเอกลักษณ์ของแต่ละเชื้อชาติ

จังหวัดยะลาได้รับการยอมรับว่า มีผังเมืองที่สวยงามที่สุดของประเทศ มีการจัดผังเมืองเป็นรูปใยแมงมุม และวงเวียนซ้อนกันเป็นชั้น 3 วง ตรงใจกลางเมืองเป็นที่ตั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ชั้นในสุดเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ และเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนย่านการศึกษา สวนสาธารณะ และย่านพาณิชยกรรม เอกลักษณ์ของเมืองยะลาคือ การรักษาความสะอาดและความเป็นเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง จนได้รับโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้รับคัดเลือกจากองค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็น 1 ใน 5 เมืองนำร่องของโครงการ

เมืองน่าอยู่ (Healthy City) จังหวัดยะลาเป็นเมืองแห่งพระพุทธไสยาสน์สมัยศรีวัชัย นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ 1 ใน 3 ของภาคใต้ ยะลามีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาจึงมีฝนตกชุกมาก มีแม่น้ำลำคลองหลายสายที่สำคัญคือ แม่น้ำปัตตานี ซึ่งต้นน้ำเกิดจากป่าเขาในจังหวัดยะลา

ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดสงขลา และปัตตานี
ทิศใต้ ติดต่อประเทศมาเลเซีย
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดนราธิวาส
ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดสงขลา


ลักษณะภูมิประเทศ

ภูมิประเทศโดยทั่วไปของจังหวัดยะลา มีลักษณะเป็นภูเขา เนินเขาและหุบเขา ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงใต้สุดของจังหวัด มีที่ราบบางส่วนทางตอนเหนือของจังหวัด ได้แก่ บริเวณที่ราบแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรีไหลผ่าน อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางถึงสูงมาก โดยเฉลี่ยระหว่าง 100-200 เมตร พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าดงดิบ และสวนยางพารา มีเทือกเขาที่สำคัญอยู่ 2 เทือกเขา คือ เทือกเขาสันกาลาคีรี เริ่มจากอำเภอเบตง เป็นแนวยาวกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทย กับประเทศมาเลเซียและเทือกเขาปิโล ซึ่งเป็นเทือกเขาอยู่ภายในจังหวัดในเขตตำบลบุดี ตำบลบันนังสาเรง ของอำเภอเมืองยะลา อำเภอกรงปินัง และอำเภอรามัน

ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดยะลา ตั้งอยู่ในเขตมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้มีสภาพอากาศแบบร้อนชื้น มี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม และฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - กุมภาพันธ์ อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 28.20 องศาเซลเซียส และสูงสุดเฉลี่ย 34.50 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,712.1 มิลลิเมตรต่อปี มีฝนตกเฉลี่ย 148 วันต่อปี เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน มีฝนตกชุกที่สุด

การปกครองแบ่งออกเป็น 8 อำเภอ 56 ตำบล 341 หมู่บ้าน

Amphoe
  1. อำเภอเมืองยะลา
  2. อำเภอเบตง
  3. อำเภอบันนังสตา
  4. อำเภอธารโต
  5. อำเภอยะหา
  6. อำเภอรามัน
  7. อำเภอกาบัง
  8. อำเภอกรงปินัง

 

โครงสร้างราชการบริหารส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นในจังหวัด

การจัดองค์กรราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีหน่วยราชการที่อยู่ในความควบคุมดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด คือ  ส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับจังหวัด  อำเภอ  ตำบล  และหมู่บ้าน

  • ส่วนราชการในระดับจังหวัดเป็นหน่วยงาน 2 ลักษณะคือ  หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคประจำจังหวัด   และหน่วยราชการบริหารส่วนกลางในจังหวัด (ที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง) และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ  รวมจำนวน  109  หน่วย
  • หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคประจำจังหวัดของจังหวัดยะลา มีทั้งสิ้น  34 หน่วยงาน
  • หน่วยราชการบริหารส่วนกลางในจังหวัด  มีทั้งสิ้น 75 หน่วย
  • หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในจังหวัด  มีทั้งสิ้น 7  หน่วย 

การจัดองค์กรราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย

  • เทศบาล 11 แห่ง (แยกเป็น เทศบาลนคร 1 แห่ง เทศบาลเมือง 1 แห่ง และเทศบาลตำบล 9 แห่ง)
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
  • องค์การบริหารส่วนตำบล 52 แห่ง  

ผู้บริหารจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายเดชรัฐ สิมศิริ
รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

นายอุดร น้อยทับทิม

นายประยูร รัตนเสนีย์

นายสายัณห์ อินทรภักดิ์
หัวหน้าสำนักงานจังหวัดยะลา นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์

 

1-18-1

2-40-1

3-31-1

สมาชิกวุฒิสภา

b6fad976-1

จังหวัดยะลาเป็นหนึ่งใน 4 จังหวัดของไทย ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีมากถึงร้อยละ 68.9 และประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายมลายูถึงร้อยละ 66.1 นอกจากนั้นก็จะมีชาวไทย ชาวจีน และชาวญวน ภาษาที่ใช้กันในชีวิตประจำวันก็จะมีภาษามลายูถิ่น ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันออกไปภาษาไทย ซึ่งก็มีการใช้สนทนา รวมถึงภาษาจีน ซึ่งแพร่หลายอยู่ในกลุ่มชาวจีนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดยะลา รวมถึงภาษาของชาวซาไก ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตอำเภอธารโต จำนวนประชากรเดือนธันวาคม พ.ศ. 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 493,767 คน เป็นชาย 244,903 คน หญิง 248,864              

  • ด้านสังคม     

สภาพสังคม 

ประชากรจังหวัดยะลา ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยนับถือศาสนาอิสลามมากกว่าร้อยละ 85 การติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน ใช้ภาษามลายูท้องถิ่น และยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนาเคร่งครัด และมีการเรียนรู้เผยแพร่สืบทอดวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เคยสืบต่อกันมาไปยังผู้อื่น หรืออนุชนรุ่นหลัง กล่าวคือ การยึดถือหลักปฏิบัติศาสนาอิสลามเป็นเรื่องที่มุสลิมให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำละหมาด การถือศิลอด การบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้ ล้วนเป็นข้อพึงปฏิบัติสำหรับมุสลิมที่ดี  ครอบคลุมทั้งเรื่องการกิน การอยู่ การแต่งกาย และความประพฤติต่างๆ  เพราะฉะนั้นมุสลิมจึงต้องปฏิบัติตามกรอบของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด โดยสรุปคนมุสลิมต้องการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองไว้  ด้วยการใช้ภาษามลายูท้องถิ่น  ศาสนาและวัฒนธรรมตามแบบอิสลาม เพื่อการเป็นมุสลิมที่ดี

  • ด้านสวัสดิการสังคม

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังคงปรากฏอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลสตรีหม้าย และเด็กกำพร้าจากสถานการณ์ความไม่สงบฯ ในช่วงตั้งแต่ปี 2547 - 2553 ยอดสะสมพบว่าจังหวัดยะลา มีสตรีหม้ายจำนวน 595 คน เด็กกำพร้า     953 คน ในขณะที่จังหวัดปัตตานี มีสตรีหม้าย 755 คน เด็กกำพร้า 1,437 คน และจังหวัดนราธิวาส มีสตรีหม้าย จำนวน 453 คน   เด็กกำพร้า 1,272 คน ซึ่งจะเห็นว่าจังหวัดยะลามีจำนวนสตรีหม้ายรองจากจังหวัดปัตตานี ในขณะที่จำนวนเด็กกำพร้าอยู่ในอันดับ 3 รองจากจังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส

ข้อมูลสตรีหม้าย และเด็กกำพร้า จากสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ปีงบประมาณ  จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส รวมจำนวน
 สตรีหม้าย เด็กกำพร้า สตรีหม้าย เด็กกำพร้า สตรีหม้าย เด็กกำพร้า สตรีหม้าย เด็กกำพร้า
2547 61 90 30 29 113 125 204 244
2548 77 100 50 63 97 292 224 455
2549 88 220 65 57 75 264 228 541
2550 191 220 228 413 79 341 498 974
2551 96 230 170 350 29 165 295 745
2552 74 50 127 271 44 85 245 406
2553 8 43 85 254 16  - 109 297
รวมทั้งสิ้น 595 953 755 1,437 453 1,272 1,803 3,662


ที่มา : ข้อมูลเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยื่นเรื่องขอรับสิทธิตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยา สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดยะลา ปัตตานี  นราธิวาส  ตั้งแต่ปี 2547 - 2553

จากรายงานสภาวการณ์เด็กและเยาวชน ปี 2551 - 2552 (Child Watch) จังหวัดยะลา ปรากฏว่าเด็กและเยาวชนของจังหวัดยะลา มีปัจจัยเสี่ยงสูงที่จะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กและบุคคลรอบข้างในด้านสังคมที่สะท้อนให้ผู้ปกครอง และหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบต้องตระหนักและหาทางแก้ไขไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของเด็กที่เบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งนับวันจะสูงขึ้น และที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ เด็กที่เคยพบเห็น ยาเสพติดในสถานศึกษานั้นแสดงให้เห็นว่ายาเสพติดหาได้ง่าย และสามารถพกพาไปไหนๆ ได้อย่างสะดวก ปัญหาของเด็กที่เล่น และเคยเล่นการพนัน ก็เป็นประเด็นที่น่าหยิบยกมาหาทางแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการพนันแบบที่เป็นอยู่แต่ในปัจจุบัน  การพนัน online ก็เข้ามามีบทบาทต่อเด็กเป็นอย่างมาก จากข้อมูลศูนย์ยะลาสันติสุข  ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2553 ได้สรุปข้อมูลผู้ด้อยโอกาส โดยการสำรวจข้อมูลของหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ  (ห้วงระยะเวลา มีนาคม - พฤษภาคม 2553) พบว่า จำนวนผู้ด้อยโอกาสทั้งสิ้น 4,362 คน โดยแยกประเภท เด็กกำพร้า เด็กพิการ เด็กถูกทอดทิ้ง และอื่นๆ  จำนวนรวม 2,313  คน จำนวนคนพิการ 1,238 คน ผู้สูงอายุ 708 คน และผู้ป่วยเรื้อรัง 103 คน

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดตามราคาประจำปี แยกตามสาขาการผลิต จังหวัดยะลา พ.ศ. 2544 - 2552

Untitled-2-1

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดยะลา พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, YALA PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 290,927 294,972 301,235 324,183 351,630 359,943 357,864 356,088 372,953
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 208,697 208,890 211,095 224,570 250,184 255,601 248,045 247,401 263,528
   ผู้มีงานทำ 206,554 206,010 207,568 222,604 247,172 253,380 242,787 244,652 262,163
   ผู้ว่างงาน 2,142 2,663 2,837 1,924 2,949 2,009 4,258 2,510 1,365
   ผู้ที่รอฤดูกาล  - 217 691 42 64 213 1,000 239  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 82,230 86,082 90,140 99,613 101,446 104,342 109,819 108,687 109,425
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 148,497 150,589 153,858 165,404 178,918 182,727 178,890 175,550 184,102
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 121,518 121,413 124,565 131,506 144,910 145,539 139,836 139,594 146,677
   ผู้มีงานทำ 120,201 119,670 122,475 130,506 143,218 144,214 137,093 137,605 145,747
   ผู้ว่างงาน 1,318 1,634 1,665 1,000 1,667 1,112 2,249 1,749 929
   ผู้ที่รอฤดูกาล  - 109 425  - 25 213 493 239  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 26,978 29,176 29,293 33,898 34,008 37,188 39,054 35,956 37,425
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 142,431 144,383 147,377 158,779 172,712 177,216 178,975 180,539 188,851
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 87,179 87,477 86,530 93,063 105,274 110,062 108,210 107,807 116,851
   ผู้มีงานทำ 86,353 86,340 85,093 92,098 103,953 109,166 105,694 107,046 116,416
   ผู้ว่างงาน 825 1,029 1,172 924 1,281 896 2,009 761 435
   ผู้ที่รอฤดูกาล  - 108 266 42 39  - 507  -  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 55,252 56,906 60,847 65,715 67,438 67,154 70,765 72,732 72,000

 

ที่มา : การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
รวบรวมโดย : สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

โครงสร้างพื้นฐาน

1. ถนน

จังหวัดยะลาเป็นจังหวัดที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเล จะใช้ถนนเป็นเส้นทางหลัก และอีกเส้นทางหนึ่ง คือ ทางรถไฟ เส้นทางถนนของจังหวัดยะลามีหลายสายทางที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลา และประเทศมาเลเซีย และเชื่อมติดต่อระหว่างอำเภอทั้ง 8 อำเภอในจังหวัดยะลา การเชื่อมโยงแกนพัฒนา ในแนวเหนือ - ใต้ โดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศทางตอนใต้มีสภาพเป็นภูเขาสูง ถนนเลี้ยวลดคดเคี้ยว ก่อให้เกิดอุปสรรคในการคมนาคมขนส่ง และจากการที่จังหวัดยะลามีเส้นทางที่เชื่อมโยงหลายสาย ทำให้เกิดแนวโน้มที่จะพัฒนาพื้นที่ในแนวตะวันออก - ตะวันตก เนื่องจากสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบ การคมนาคม ค่อนข้างสะดวก ในอนาคตสามารถพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางรองรับการคมนาคมและพาณิชย์ของจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียง พัฒนาให้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดและภูมิภาค และรองรับการขนส่งสินค้าทางการเกษตร

การคมนาคมขนส่งระหว่างจังหวัดและภายในพื้นที่จังหวัดยะลา ประกอบด้วยเส้นทางถนนสายหลัก ในความรับผิดชอบของแขวงการทางยะลา สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดยะลา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา

ตารางแสดงหน่วยงานผู้รับผิดชอบ จำนวนสายทางและชนิดผิวจราจร ของจังหวัดยะลา

ลำดับ หน่วยงานผู้รับผิดชอบ  จำนวนสายทาง  ชนิดผิวจราจร ระยะทาง (กม.)
ลาดยาง  คอนกรีต  ลูกรัง  หินคลุก
1 แขวงการทางยะลา 25 444.54 - - - 444.54
2 ทางหลวงชนบท 28  383.495 1.724 6.45 - 391.671
3 องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา 93 455.961 - 66.39 6.05 528.401
รวม 146         1,364.61

 

แขวงการทางยะลา มีหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาทางหลวงแผ่นดิน มีสายทางในความรับผิดชอบ 25 สายทาง 34 ตอนควบคุม ระยะทางทั้งสิ้น 444.540 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยาง โดยแบ่งพื้นที่รับผิดชอบของหมวดทางต่างๆ ดังต่อไปนี้

ตารางแสดงรายชื่อหมวดการทางและพื้นที่ที่รับผิดชอบ

หมวดการทาง     ครอบคลุมพื้นที่อำเภอ ระยะทาง(กม.)
หมวดการทางยะลา เมือง กรงปินัง 84.147
หมวดการทางรามัน รามัน 86.231
หมวดการทางยะหา ยะหา กาบัง 75.004
หมวดการทางธารโต บันนังสตา ธารโต 80.701
หมวดการทางเบตงที่ 1 เบตง 59.251
หมวดการทางเบตงที่ 2 (ยะรม) เบตง 59.206

 

ทางหลวงแผ่นดินเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งสายหลักของจังหวัด โดยมีเส้นทางที่สำคัญ ได้แก่

  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 เป็นเส้นทางสายหลักที่ติดต่อระหว่างเมือง/ชุมชนในจังหวัดยะลา เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดยะลากับจังหวัดปัตตานี และประเทศมาเลเซีย ในแนวเหนือ - ใต้ จังหวัดยะลาเริ่มจากอำเภอเมืองยะลา อำเภอกรงปินัง อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต สิ้นสุดที่ด่านเบตง อำเภอเบตง โดยเชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินสายที่ ๗๗ ประเทศมาเลเซียที่เมืองเปอกาลันฮูลู รัฐเปรัค
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 418 เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดยะลากับจังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลา โดยเชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42
  • ทางหลวงแผ่นหมายเลข 409 เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างอำเภอเมืองยะลา อำเภอยะหา จังหวัดยะลา อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และประเทศมาเลเซีย โดยเชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4065 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4070 และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4085 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4095 ของจังหวัดสงขลา ไปเชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินของประเทศมาเลเซียที่ด่านบ้านประกอบ
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4063 เป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างอำเภอเมืองยะลา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เชื่อมต่อระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4066  และเชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 ไปยังประเทศมาเลเซียที่ด่านตากใบ

นอกจากนี้ยังมีทางหลวงแผ่นดินที่เชื่อมต่อภายในจังหวัดยะลา ได้แก่ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4065, 4070, 4085,  4067, 4092, 4176 และ 4062

สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดยะลา มีหน้าที่ควบคุม ดูแลบำรุงรักษาทางหลวงชนบทในจังหวัดยะลา มีถนนโครงข่ายในความรับผิดชอบจำนวน 28 สายทาง ระยะทางทั้งสิ้น 391.671 กิโลเมตร ทางหลวงชนบทเป็นเส้นทางสายรองที่เชื่อมต่อจากทางหลวงแผ่นดิน  และถนนองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง ทางหลวงชนบท ได้แก่ ทางหลวงชนบท ยล. 3003, 3004, 3005, 3008, 3038, 3006, 3025, 4001,  4010, 4019, 4021, 4017, 5020, 5039 และ 6020 เป็นต้น

ตารางแสดงจำนวนสายทางในความรับผิดชอบของสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดยะลา 

ครอบคลุมพื้นที่อำเภอ  จำนวนสายทาง ชนิดผิวจราจร  ระยะทาง (กม.) 
ภายในอำเภอ 19 ลาดยาง/คอนกรีต/ลูกรัง 196.671
ระหว่างอำเภอ 7 ลาดยาง/ลูกรัง 195
รวม  26   391.671

 

องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา มีหน้าที่ควบคุม ดูแลบำรุงรักษาถนนองค์การบริหารส่วนจังหวัดในจังหวัดยะลา มีถนนโครงข่ายในความรับผิดชอบจำนวน 93 สายทาง เป็นถนน อบจ. 32 สายทาง และถนนที่ได้รับการถ่ายโอน  61 สายทาง ระยะทางทั้งสิ้น 528.401 กิโลเมตร เป็นถนนสายรองที่เชื่อมต่อจากทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท และเชื่อมต่อกับถนนภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง

ตารางแสดงจำนวนสายทางในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา

ครอบคลุมพื้นที่อำเภอ จำนวนสายทาง   ชนิดผิวจราจร ระยะทาง (กม.)
ลาดยาง ลูกรัง หินคลุก
เมือง 22 100.04 2.24 102.28
เบตง 6 25.784 25 50.784
บันนังสตา 16 69.697 23.35 1 93.047
ธารโต 8 101.8 2.79 104.59
ยะหา 10 38.646 15.8 54.446
รามัน 23 93.153 - 3.9 97.053
กาบัง 3 7.322 - 7.322
กรงปินัง 5 17.729 - 1.15 18.879
รวม 93 454.171 69.18 6.05 528.401

 

2. การไฟฟ้า

  • จังหวัดยะลา มีจำนวนการไฟฟ้าทั้งหมด   7   แห่ง   
  • กระแสไฟฟ้าที่ใช้ทั้งสิ้น   24,670,940.98  หน่วย
  • มีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น    114,739  ราย

ตารางผู้ใช้ไฟฟ้าในจังหวัด

อำเภอ  จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า (ราย) หน่วยจำหน่ายไฟฟ้า (กิโลวัตต์/ชม.) จำนวนการไฟฟ้า (แห่ง)
1. เมืองยะลา 49,622 15,078,872.47 1
2. บันนังสตา 13,278 1,599,530.68 1
3. ยะหา 10,068 1,200,084.45 1
4. รามัน 16,575 1,755,215.30 1
5. ธารโต 4,367 430,415.27 1
6. เบตง 16,840 4,196,315.29 1
7. กาบัง 3,989 410,507.52 1
รวม  114,739  24,670,940.98  7


ที่มา : สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดยะลา  ข้อมูล  ณ  เดือน ธันวาคม  2552

3. การโทรศัพท์

ตารางแสดงสถิติบริการโทรศัพท์ ปี 2552

บริษัท     บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)      บริษัทไทยเทเลโฟนแอนด์ เทเลคอมมิวเคชั่น จำกัด
จำนวนชุมสาย 85 11
จำนวนหมายเลขที่มี 34,281 12,000
จำนวนเลข ธุรกิจ 1,940 1,279
หมายที่มีผู้เช่า บ้าน 16,983 7,335
สาธารณะ 2,457   - 
จำแนกตาม ราชการ 2,540 244
ท.ศ.ท 291 244
ประเภทผู้เช่า รวม 24,211 8,858


ที่มา  :  บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  และบริษัทไทยเทเลโฟนแอนด์เทเลคอมมิวเคชั่นจำกัด (TT&T) 

4. แหล่งน้ำ

4.1 น้ำอุปโภคบริโภค  

จังหวัดยะลามีประชากรในเขตเมือง (เทศบาลเมือง, เบตง, ยะหา)  ๑๐๒,๑๓๓  คน  และในเขตชนบท 363,309 คน มีความต้องการน้ำกินน้ำใช้ในเขตเมืองและชนบท ประมาณ  20,937,265 ลิตร และ 18,165,540 ลิตร ตามลำดับ

4.2 น้ำเพื่อการเกษตร 

แหล่งน้ำที่ประชาชนชาวจังหวัดยะลาใช้เพื่อการเกษตรประกอบด้วยบ่อบาดาลส่วนตัว 1,356 บ่อ  บ่อบาดาลสาธารณะ 720 บ่อ และบ่อที่มีเครื่องสูบน้ำ 63 แห่ง สระ 164  แห่ง  ฝายส่วนตัว 45 แห่ง และคลองชลประทานส่งน้ำ 5 แห่ง  

4.3  แหล่งน้ำธรรมชาติ  

จังหวัดยะลามีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ คือ แม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี ห้วยลำธาร คลอง 383 สาย  มีหนองบึง 113 แห่ง  มีน้ำพุ น้ำซับ 16 แห่ง  

4.4  แหล่งน้ำชลประทาน   

แหล่งน้ำชลประทานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในพื้นที่จังหวัดยะลา ประกอบด้วย แหล่งน้ำตามโครงการขนาดใหญ่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดนไทย - มาเลเซีย และโครงการขนาดเล็ก โครงการศูนย์บริการเกษตรกรเคลื่อนที่ โครงการขุดลอกหนองน้ำและคลองธรรมชาติ รวมทั้งสิ้น 163 โครงการ  สามารถเก็บกักน้ำได้ 8021 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ  56,160 ไร่ หรือร้อยละ 3.43 ของพื้นที่ถือครองทางการเกษตรของจังหวัด 1,638,008 ไร่  

งานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซี่ยน

เทศบาลเมืองยะลาร่วมกับชมรมผู้เลี้ยงนกเขาชวา จัดให้มีการแข่งขันนกเขาชวาเสียงชิงแชมป์อาเซี่ยนเป็นงานประจำปีของจังหวัด ณ สวนขวัญเมือง วันอาทิตย์แรกของ เดือนมีนาคม ในงานจะมีขบวนแห่โดยกลุ่มผู้เลี้ยงนกเขาชวาเสียงของ ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน และชมรมผู้เลี้ยงนกเขาชวา เสียงของทุกจังหวัดในประเทศไทย

งานสมโภชเจ้าพ่อหลักเมือง

บริเวณเทศบาลเมืองยะลา จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ในงานมีขบวนแห่ศาล เจ้าพ่อหลักเมืองจำลอง การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของส่วนราชการ นิทรรศการและมหรสพการแสดงพื้นบ้าน

เทศกาลฟื้นฟูประเพณีของดีเมืองยะลา

บริเวณเทศบาลเมืองยะลา ในเสาร์และอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การประกวดรำซีละ ประกวดสตรีแต่งกาย ชุดบานง ประกวดศรีบุหงาศิริ ประกวดรำรองเง็ง ประกวดขับร้องเพลงอันนาซีตภาษามลายู และภาษาไทย มีนิทรรศการของดีเมืองยะลา

ปัญจะสีลัต

ศิลปการแสดงพื้นบ้านพื้นเมืองของจังหวัดยะลา มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบกับภาคอื่น ๆ เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านพื้นเมืองที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดยะลา

ซีละ

เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชาวไทยมุสลิม คล้ายมวยไทยแสดงกันเป็นคู่ ๆ ผู้แสดงเป็น ชายล้วนแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมแขนสั้น นุ่งกางเกงขายาว นุ่งผ้าซอแกะสั้นเหนือเข่าทับข้างนอก โพกศีรษะ การแสดงเริ่มด้วยการประโคมดนตรี จากนั้นผู้แสดงไหว้ครูพร้อมกัน เสร็จจากการต่อสู้จะร่ายรำตามแบบซีละ เพื่ออวดฝีมือและหาจังหวะเข้าทำร้ายคู่ต่อสู้ สู้กันจนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพิชิตคู่ต่อสู้ได้เป็นอันจบการแสดง เมื่อจบการแสดงแล้วคู่ต่อสู้จะซลามัดซึ่งกันและกัน การแสดงซีละอาจจะต่อสู้กันด้วยมือเปล่า หรือต่อสู้กันด้วยกริชที่เรียกว่า "ซีละบูวอฮ์"

การเต้นร็องเง็ง

การแสดงพื้นบ้านพื้นเมืองที่นิยมเล่นกันมาในท้องถิ่นภาคใต้ เป็นศิลปะการแสดงหมู่ประกอบด้วยผู้เต้นชายหญิงเป็นคู่กัน ความงามประการหนึ่งของการเต้นร็องเง็งคือ ความพร้อมเพรียงในการเต้น และการก้าวหน้าถอยหลังของท่าเต้น การแต่งกายในการแสดงร็องเง็ง นิยมใช้ผ้ายกสอดดิ้นเงินดิ้นทองแพรวพราว ตัดเป็นเสื้อ กางเกง แลหมวกของฝ่ายชาย และตัดเป็นเสื้อผ้านุ่งของฝ่ายหญิง เหมือนกันเป็นคณหรือคู่ละ สีตามความเห็นงานของผู้จัดแสดง สวมรองเท้าตามสมัยนิยมทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงร็องเง็ง คือไวโอลิน รำมะนา และฆ้อง

มัสยิดกลางจังหวัดยะลา

เป็นมัสยิดใหญ่ประจำจังหวัดยะลา เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่สอดแทรกเส้นกรอบทรงสุเหร่าไว้ได้อย่างกลมกลืน หลังคาทรงสี่เหลี่ยมมีโดมใหญ่อยู่ตรงกลาง

สวนสาธารณะสนามช้างเผือก (สนามโรงพิธีช้างเผือก)

เคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีน้อมเกล้าฯ ถวายช้างเผือก "พระเศวตสุรคชาธาร" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ภายในสวนสาธารณะมีศาลากลางน้ำ รูปปั้นสัตว์ต่างๆ

สวนขวัญเมือง หรือพรุบาโกย

เป็นสนามกีฬาและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง มีสระน้ำใหญ่ พื้นที่โดยรอบเป็นหาดทรายและทิวสนจำลองทัศนียภาพของหาดทรายชายทะเลมาไว้ให้ชาวเมือง เป็นที่จัดกิจกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียง มีสนามแข่งขันนกเขาชวาเสียงที่ใหญ่และมีมาตรฐานที่สุดในภาคใต้

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

ภายในศาลประดิษฐานยอดเสาหลักเมือง พระเศียรยอดเสาเป็นรูปพรหมจตุรพักตร์และเปลวไฟ บริเวณโดยรอบเป็นสวนสาธารณะ และจะมีการจัดงานสมโภชเจ้าพ่อหลักเมือง ระหว่างวันที่ 25-31 พฤษภาคม ของทุกปี

ถ้ำแม่นางมณโฑ

ภายในถ้ำคล้ายห้องโถงใหญ่มีทางเดินทะลุกันได้ ปลายถ้ำมีหินงอกขนาดสูงใหญ่ มีลักษณะคล้ายผู้หญิงนั่งสมาธิ

พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุข

หรือวัดหน้าถ้ำ เป็นหนึ่งในสามปูชนียสถานที่สำคัญของภาคใต้ เช่นเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และพระบรมธาตุไชยาที่สุราษฎร์ธานี บริเวณวัดร่มรื่นมีธารน้ำไหลผ่าน บันไดขึ้นไปยังปากถ้ำมีรูปปั้นยักษ์ ชาวบ้านเรียกว่า "เจ้าเขา" ภายในถ้ำมีลักษณะคล้ายห้องโถงใหญ่ ดัดแปลงปรับปรุงเป็นศาสนสถาน มีปล่องที่เพดานถ้ำ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา

เป็นป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ สัตว์ป่าและนกหายากนานาชนิด และเป็นที่อาศัยของคนป่าเผ่าซาไก อยู่ในแนวรอยต่อระหว่างจังหวัดยะลาและนราธิวาส เป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำในเขื่อนบางลาง

สวนสุดสยาม

หรือสวนสาธารณะเทศบาลตำบลเบตง ตั้งอยู่บนเนินเขากลางเมืองเบตง เป็นจุดชมทัศนียภาพของเมืองเบตง ประกอบด้วยสวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนนก สวนสุขภาพ สนามกีฬา สระว่ายน้ำ และสนามเด็กเล่น เหมาะสำหรับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย

ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ตู้เดิมตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยกหอนาฬิกาใจกลางเมืองเบตง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2467 ตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ใช้เป็นที่กระจายข่าวสารบ้านเมืองให้ชาวเมืองเบตงได้รับฟัง จากวิทยุที่ฝังอยู่ส่วนบนของตู้ และใช้เป็นตู้ไปรษณีย์มาจนทุกวันนี้

น้ำตกเฉลิมพระเกียรติ ร.9

เป็นน้ำตกที่ตกลงมาจากหน้าผาสูงกว่า 30 เมตร รอบบริเวณปกคลุมไปด้วยพรรณไม้เขียวขจี

น้ำตกอินทสร

เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากภูเขา รอบบริเวณปกคลุมด้วยป่าไม้ร่มรื่น และมีแอ่งน้ำสามารถว่ายน้ำเล่นและพักผ่อนได้

พระมหาธาตุเจดีย์พระพุทธธรรมประกาศ

ลักษณะเจดีย์ก่อสร้างแบบศรีวิชัยประยุกต์ สีทองอร่าม บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา

เขื่อนบางลาง

เป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเอนกประสงค์แห่งแรกในภาคใต้ ที่สร้างปิดกั้นแม่น้ำปัตตานี เป็นเขื่อนแบบหินทิ้งแกนดินเหนียว

อุทยานแห่งชาติบางลาง

พื้นที่อุทยานบางส่วนครอบคลุมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ในอดีตเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) และขบวนการพูโลในอดีต

ความหลากหลายทางพรรณไม้ในผืนป่าบางลาง เป็นป่าดิบชื้นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี คลองโต๊ะโมะ คลองฮาลา และคลองบ้านเจ็ด เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด

ถ้ำกระแชง

มีทัศนียภาพของภูเขา ธารน้ำและถ้ำลอดที่สวยงาม ในช่วงที่น้ำน้อยสามารถเดินเลาะเลียบตามลำธารลอดถ้ำไปทะลุอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่โล่ง โอบล้อมด้วยภูเขาและแมกไม้เขียวขจี

น้ำตกสุขทาลัย (น้ำตกกือลอง)

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระราชทานนามน้ำตกแห่งนี้ว่า "น้ำตกสุขทาลัย"ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2507 เป็นน้ำตกที่มีทัศนียภาพสวยงาม

หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9

เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องใช้ และอนุสาวรีย์วีรชนของ จคม. แวดล้อมด้วยลำธาร มีฟาร์มกวางดาว

หมู่บ้านซาไก

ที่อาศัยของชนเผ่าซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม "เงาะซาไก" เดิมดำรงชีวิตอยู่ด้วยการหาของป่า มีความชำนาญในด้านสมุนไพรและเป่าลูกดอกล่าสัตว์ บ้านเรือนของซาไกเดิมสร้างด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาจาก กรมประชาสงเคราะห์ได้พัฒนาหมู่บ้านแห่งนี้ โดยรวบรวมชาวซาไกมาอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน และให้มีอาชีพทำสวนยาง และได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีขอใช้คำว่า "ศรีธารโต" ให้ทุกคนใช้เป็นนามสกุล

น้ำตกละอองรุ้ง

น้ำตกเกิดจากสายน้ำที่ไหลแรงจากยอดเขา ตกกระทบก้อนหินเบื้องล่างเกิดเป็นละอองน้ำฟุ้งกระจายชุ่มชื้นไปทั่วบริเวณ สวยงามยามต้องแสงแดด

น้ำตกธารโต

เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มองเห็นเป็นทางน้ำที่ไหลลดหลั่นมาจากภูเขาสูง โดยรอบร่มรื่นไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจ เช่นต้นศรียะลา หรืออโศกเหลือง ซึ่งจะออกดอกชูช่อสีเหลืองสวยงามในราวเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

น้ำตกบูเก๊ะปิโล (น้ำตกตะวันรัศมี)

เป็นน้ำตกที่สวยงามแตกต่างจากน้ำตกอื่น ๆ เพราะเมื่อแสงแดดกระทบกับสายน้ำ จะทำให้สีของหินใต้แอ่งน้ำเป็นสีเหลืองสวยงาม

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดยะลา - วิกิพีเดีย

สภาพทางภูมิศาสตร์

การปกครอง 

ประชากรและสภาพทางสังคม

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

เว็บไซต์จังหวัดยะลา

จังหวัดยะลา

http://www.osmsouth-border.go.th/provinces/detail/6/  

 

ข้อมูลแรงงาน http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html 
การเลือกตั้ง  เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดยะลา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ประวัติศาสตร์

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ http://www.baanjomyut.com/76province/south/yala/index.html

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

จังหวัดยะลา - วิกิพีเดีย

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดศรีสะเกษ - วิกิพีเดีย

แผนที่อาณาเขต

thaienergydata.in.th 

ต้นศรียะลา  

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/163818 

ดอกพิกุล

thammasatu.net 

 

JoomSpirit