ปัตตานี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดปัตตานี

Seal Pattani

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดปัตตานี

ปืนนางพญาตานี ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (ขนาดยาว 3 วา ศอกคืบนิ้วครึ่ง กระสุน 11 นิ้ว) ซึ่งเป็นปืนใหญ่กระบอกสำคัญที่ใช้ป้องกันเมืองปัตตานีตลอดมา ชาวเมืองจึงถือว่าเป็นของคู่บ้านคู่เมืองมาแต่สมัยโบราณ จังหวัดปัตตานี ใช้อักษรย่อว่า "ปน"

คำขวัญประจำจังหวัด

บูดูสะอาด หาดสวย รวยน้ำตก
นกเขาดี ลูกหยีอร่อย หอยแครงสด

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

21-8 3-22
รูปที่ 2 ต้นตะเคียนทอง รูปที่ 3 ดอกชบา

 

คำว่า ปัตตานี มาจากคำภาษามลายู ปาตานี (Patani, ڤتنا) ซึ่งมาจากคำว่า Pata Ini ("ชายหาดแห่งนี้") อีกทีหนึ่ง

จากเอกสารโบราณของจีน อาหรับ ชวา มลายู และจารึกของชาวอินเดีย ที่ปรากฎ นามเมืองของรัฐสำคัญแห่งหนึ่งบนแหลมมลายู ซึ่งออกเสียงตามสำเนียงในแต่ละภาษา เช่น หลังยาซูว หลังยาซีเจีย (ภาษาจีน พุทธศตวรรษที่ 11-12 และ 16-18) ลังคาโศกะ อิลังกาโศกะ

(ภาษาสันสกฤต ภาษาทมิฬ พุทธศตวรรษที่ 9 และพุทธศตวรรษที่ 16) เล็งกะสุกะ (ภาษาชวา พุทธศตวรรษที่ 20) ลังคะศุกา (ภาษาอาหรับ พุทธศตวรรษที่ 21) ลังกะสุกะ ลังกาสุกะ (ภาษามลายู พุทธศตวรรษที่ 24) (wheatly 1961 Sklling 1992:131; อมรา ศรีสุชาติ 2540;กรมศิลปากร 2540:10) ชื่อที่ปรากฏนี้ นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเมืองเดียวกัน ที่เคยตั้งอยู่ในรัฐเคดะห์ ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย และจังหวัดปัตตานีในประเทศไทย แต่ในสมัยหลังศูนย์กลางของเมืองแห่งนี้น่าจะอยู่ในจังหวัดปัตตานี เนื่องจากชาวพื้นเมืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ยังกล่าวว่าเมืองปัตตานี พัฒนาขึ้นมาจากเมืองลังกาสุกะสอดคล้องกับตำนานเมืองไทรบุรีที่กล่าวว่า ราชามะโรงมหาวงค์ทรงสร้างลังกาสุกะบนฝั่งตะวันตกที่เคดะห์และพระราชนัดดาของพระองค์ได้มาสร้างลังกาสุกะที่ปัตตานี ชาวพื้นเมืองปัตตานีเรียกบริเวณแถบนี้ว่าลังกาสุกะมาจนกระทั่งแม่น้ำปัตตานีเปลี่ยนทางเดิน ราวพุทธศตวรรษที่ 19 ชุมชนลังกาสุกะเริ่มเสื่อมลงไปเนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และศาสนาวัฒธรรมของชาวเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป

นักวิชาการทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเชื่อว่า ปัตตานีเป็นที่แวะพักจอดเรือเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าระหว่างพ่อค้าชาวอินเดียทางตะวันตกกับพ่อค้าชาวจีนทางตะวันออก และชนพื้นเมืองบนแผ่นดินและตามหมู่เกาะใกล้เคียงต่าง ๆ นอกจากนั้นยังเชื่อมั่นอีกด้วยว่าปัตตานีเดิมเป็นอาณาจักรที่เก่าแก่ตามที่ปรากฎในเอกสารโบราณที่กล่าวมา หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงร่องรอยของความเจริญร่งเรืองในอดีตของปัตตานีที่บริเวณอำเภอยะรังเป็นซากร่องรอยของเมืองโบราณขนาดใหญ่ซ้อนทับกันถึง 3 เมือง มีซากเป็นโบราณสถานปรากฏอยู่ไม่น้อยกว่า 40 แห่ง ซากเนินโบราณสถานบางแห่งได้รับการขุดแต่งและอนุรักษ์ไว้ เช่น โบราณสถานบ้านจาเละ 3 แห่ง ซึ่งเป็นซากอาคารศาสนสถานก่ออิฐที่มีการขัดแต่งประดับฐานชั้นล่าง ๆ และยังค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น สถูปจำลองดินเผ่า พระพิมพ์ดินดิบ และดินเผาบางชิ้นมีตัวอักษรซึ่งนักภาษาโบราณอ่านและแปลว่าเป็นอักษรปัลลวะ (อินเดียใต้) ภาษาสันสกฤตเขียนเป็นคาถาเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน พระโพธิสัตว์สัมฤทธิ์และเศษภาชนะดินเผาประเภทต่าง ๆ โบราณวัตถุเหล่านี้มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 สอดคล้องกับจดหมายเหตุจีนที่ได้กล่าวถึงไว้

นอกจากนั้นหลักฐานที่ได้ขุดค้นพบยังแสดงให้เห็นด้วยว่าบริเวณที่เป็นที่ตั้งอำเภอยะรังในปัจจุบัน เป็นชุมชนที่มีความเจริญทางวัฒนธรรมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดียไว้อย่างเต็มที่ มีความสัมพันธ์กับดินแดนใกล้เคียง เช่น บริเวณดินแดนภาคกลางของประเทศไทย และบริเวณคาบสมุทรอินโดจีนด้วย และคงจะเป็นชุมชนที่มีกิจกรรมสืบต่อเรื่อยมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 15 ก่อนที่อาณาจักรศรีวิชัยจะมีอำนาจรุ่งเรืองครอบคลุมคาบสมุทรมลายูในที่สุด นักภูมิศาสตร์เชื่อว่า เมืองโบราณขนาดใหญ่ที่บริเวณอำเภอยะรังนั้นหมดความสำคัญลงน่าจะมีเหตุผลประการหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลช่วงระยะเวลา 1,000 ปีที่ผ่านมา โดยลดลงไประดับหนึ่งมีผลทำให้ชายฝั่งทะเลถอยห่างออกไปจากเดิม ดังนั้น ที่ตั้งของชุมชนจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นทำเลของการเป็นเมืองท่าค้าขายอีกต่อไป และนำมาซึ่งการย้ายที่ตั้งของเมืองในระยะเวลาต่อมา ซึ่งสัมพันธ์กับตำนานการสร้างเมืองปัตตานีที่กล่าวไว้ในหนังสือหลายเล่ม เช่น Hikayat Patani:Story of Patani ของ A.Teeuw และ D.K.Wyatt:Sajaraj Kerajaan Melaya Patani หรือตำนานเมืองปัตตานีของ lbrahim Syukri เป็นต้น แม้ว่าจะไม่สามารถระบุระยะเวลากำเนิดของเมืองปัตตานีได้อย่างแน่ชัด แต่เมืองปัตตานีก็ได้ปรากฏชื่อและเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเป็นลำดับ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างน้อย เมืองปัตตานี ได้ชื่อว่าเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ปลายแหลมมาลายู มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991-2031) และอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเรื่อยมา ในปี พ.ศ.2054 โปรตุเกสสามารถยึดครองมะละกาได้สำเร็จ และพยายามขยายอิทธิพลทางการค้าขึ้นมาทางตอนเหนือของคาบสมุทรมาลายู ประกอบกับพระราชาธิบดีที่ 2 (พ.ศ.2034-2072) ทรงยินยอมให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งสถานีการค้าในเมืองชายฝั่งทะเล เช่น นครศรีธรรมราช มะริด ตะนาวศรี รวมทั้งปัตตานีด้วย ทำให้ปัตตานีกลายเป็นเมืองท่าหลักเมืองหนึ่ง เป็นที่ตั้งของสถานีการค้าของพ่อค้าทั้งชาวตะวันตกและชาวตะวันออก ทั้งชาวอินเดีย จีน และญี่ปุ่น สินค้าที่สำคัญของเมืองปัตตานียุคนั้น ได้แก่ ไม้กฤษณา ไม้ฝาง เครื่องเทศ ของป่า งาช้าง และนอแรด นอกจากนี้ปัตตานียังเป็นจุดรับส่งสินค้าของนานาชาติ เช่น เครื่องถ้วยชาม อาวุธ ดินปืน ดีบุก และผ้าไหม

แม้ว่าปัตตานีเป็นเมืองประเทศราชของกรุงศรีอยุธยาก็ตาม แต่ด้วยเหตุเมืองที่ปัตตานีมีความเจริญมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ทำให้เจ้าเมืองปัตตานีต้องการเป็นอิสละหลายครั้ง ดังเช่น ในปี พ.ศ.2092 ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา พระยาตานีศรีสุลต่านได้นำกองทัพเรือประกอบด้วยเรือหย่าหยับ 200 ลำ ไปช่วยราชการสงคราม แต่เมื่อเห็นว่ากองทัพกรุงศรีอยุธยาเสียทีพม่า จึงถือโอกาสทำการขบถยกกำลังบุกเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิหนีข้ามฝากไปประทับบนเกาะมหาพราหมณ์ จนเมื่อกองทัพไทยรวบรวมกำลังได้แล้ว จึงยกกองทัพเข้าโอบล้อมตีกองทหารเมืองตานีจนแตกพ่ายไป ต่อมาในปี พ.ศ.2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีรับสั่งให้ออกญาเดโชยกทัพไปตีเมืองปัตตานี เพื่อยึดเข้าไว้ในพระราชอำนาจ แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากปัตตานีได้รับการช่วยเหลือจากพ่อค้าชาวยุโรป ทั้งอาวุธปืนใหญ่และทรัพย์สินเงินทอง ในสมัยพระเพทราชา (พ.ศ.2231-2245) เมืองปัตตานีไม่พอใจในการสถาปนาขึ้นใหม่ของกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ประกาศไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ทำให้ปัตตานีเป็นอิสระต่อเนื่องมา

จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าใน พ.ศ.2301 ตลอดมาจนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี เมืองปัตตานีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบที่เมืองโบราณยะรังแสดงว่าประชาชนโดยทั่วไปก่อนหน้านั้นนับถือศาสนาพุทธและพราหมณ์ และเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม หลังจากที่อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมอำนาจลง อิทธิพลของศาสนาอิสลามจากราชวงค์มัชปาหิตในชวาได้แผ่อำนาจเข้ามาสู่แหลมมลายูก่อตัวขึ้นเป็นอาณาจักรมะละกา ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 แผ่อิทธิพลไปสู่เมืองต่าง ๆ ทำให้เจ้าเมืองเปลี่ยนการนับถือศาสนาเดิมมาเป็นศาสนาอิสลามทั้งหมด ก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการเมือง และการเศรษฐกิจการค้าในภูมิภาคนี้อย่างเข้มแข็ง ศาสนาอิสลามได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นควบคู่ไปกับการค้า มีการก่อสร้างมัสยิดขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจ มัสยิดที่สำคัญคือ มัสยิดกรือเซะ ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่ประจำเมือง และมัสยิดบ้านดาโต๊ะ บริเวณที่เป็นท่าเรือทางตอนเหนือของอ่าวปัตตานี นอกจากนั้นยังมีมัสยิดและสุเหร่าในเขตชุมชนอิสลามถูกสร้างขึ้นอีกหลายแห่ง

สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระเจ้าปะดุงกษัตริย์พม่าได้ส่งทหารเข้ามาตีหัวเมืองภาคใต้ ทัพเรือ ของพม่าตีได้เมืองตะทั่วทุ่ง ตะกั่วป่า แต่ไม่สามารถยึดเอาเมืองถลางเพราะคุณหญิงจันทร์ภรรยาพระถลาง และนางสาวมุกน้องสาว ได้เกณฑ์กรมการเมืองออกต่อสู้ป้องกันเมืองไว้ได้

ทางบกพม่ายกเข้าตีได้เมืองกระบุรี ระนอง ชุมพร แล้วเลยมาตีเมืองนครศรีธรรมราชได้ขณะที่กองทัพพม่าจะยกไปตีเมืองพัทลุง และสงขลา สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหา สุรสิงหนาท ซึ่งเสร็จจากการรบกับพม่าที่เมืองกาญจนบุรี ก็เสด็จนำกองทัพมาช่วยเหลือหัวเมืองภาคใต้ที่ถูกพม่ายึดไว้กลับคืน ทรงดำริเห็นว่า หัวเมืองประเทศราชของไทย มีเมืองปัตตานี ไทรบุรี คิดจะตั้งตนเป็น อิสระไม่ยอมมาขึ้นกับไทย จึงส่งกองทัพหน้าออกไปตีเมือง ปัตตานี ได้จากสุลต่านอาหะหมัด ในปี พ.ศ.2329 ส่วนเมืองไทรบุรี ตรังกานู และ กลันตันเมื่อทราบข่าวเมืองปัตตานีพ่ายแพ้แก่ กองทัพไทย แล้วก็มีความหวาดกลัวว่าจะถูกกองทัพไทยยกไปโจมตี จึงได้ส่งทูตนำเครื่องราชบรรณาการ ดอกไม้ ทองเงินมาถวาย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงนาทยอมขึ้นกับราชอาณาจักรไทยเช่นเดิม และทรงแต่งตั้งให้ตนกูลัมมิเด็น ขึ้นเป็นเจ้าเมืองปัตตานี หนังสือกรียาอันมลายู-ปัตตานีกล่าวว่า ตนกูลัมมิเด็นได้รวบรวมผู้คนอพยพเข้าไปตั้งศูนย์กลางปกครองเมืองปัตตานีอยู่ใน บริเวณ เมืองโบราณ ที่บ้านประวันอำเภอยะรัง และมอบหมายให้ ระตูปะกาลันเป็นพนักงานด่านภาษีอยู่ที่ ตำบลตันหยงลุโละท้องที่ อำเภอเมืองปัตตานี ด่านนี้เพิ่งจะเลิกกิจการไปในรัชสมัยสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้เอง

ตวนกูลัมมิเด็น ได้รับพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งสุลต่านเมืองปัตตานีได้ไม่นานก็ส่งทูตชื่อ "นาคุดาสุง" ถือสาสน์ พร้อมเครื่องราชบรรณาการไปเกลี้ยกล่อมองค์เชียงสือกษัตริย์ญวน ขอความร่วมมือให้นำกองทัพ ไปตี รุงเทพฯแต่ องค์เชียงสือ ยังสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ซึ่งเคยชุบเลี้ยงอุปถัมภ์องค์เชียงสือและมารดาในยามที่หลบหนี พวกกบฏไตเซินเข้ามาพึ่งพาพระบรมโพธิสมภารอยู่ในกรุงเทพฯ และทั้งยังทรงสนับสนุนเกื้อกูลให้อาวุธยุทโธปกรณ์ใช้กอบกู้ เอกราช บัลลังก์กลับคืน จึงมีสาสน์มากราบทูลให้สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯทรงทราบดังนั้นในปี พ.ศ.2334 จึงโปรดเกล้าให้พระยา กลาโหมราชเสนาเป็นแม่ทัพเรือยกไปตีเมือง ปัตตานี จับตนกูลัมมิเด็นได้ ทรงให้นำเอาตัวมากักกันไว้ในกรุงเทพฯ

พงศาวดาร เมืองสงขลา กล่าวถึง เหตุการณ์ ในครั้งนี้ ว่า

"ปีกุนตรีศกศักราช 1153 (พ.ศ.2334) โต๊ะสาเหย็ด (ไซยิด) คบคิด กับ พระยา ตานี ยกกองทัพไปตีเมืองสงขลา พระยาสงขลา ขอกำลังทัพหลวงจากกรุงเทพฯและ กำลัง จาก กองทัพ เมืองนครศรี ธรรมราชมาช่วยเหลือแต่ก่อนที่กองทัพหลวง จากพระนครยกไปถึง เมืองสงขลาเพียง 4 วัน กองทัพเมือง สงขลาและ เมืองนครศรี ธรรมราช ก็สามารถตี กองทัพพระยาตานีที่มาตั้งค่ายคูล้อมเมืองสงขลาแตกทัพกลับไป โต๊ะสาเหย็ด (ไซยิด) ถูกปืนตายขณะเสกน้ำมนต์ประพรมประตูค่าย"

หลังจากการปราบปรามกบฏเมืองปัตตานีครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าฯ ทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานบำเหน็จ ความชอบให้เลื่อน พระยาสงขลา (บุญฮุย) ขึ้นเป็นเจ้าพระยาอินคีรีสมุทรสงครามรามภักดีฯ ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นเป็นเมืองชั้นเอก ขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานครฯ และมอบให้เจ้าเมืองสงขลาเป็นผู้ควบคุมดูแล เมืองปัตตานี เมืองตรังกานู และกลันตัน

ในพงศาวดารเมืองสงขลา มิได้กล่าวถึงการแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้ปกครองเมืองปัตตานี หลังจากกบฏตวนกูลัมมิเด็น แต่เรื่องราว การแต่งตั้งผู้ครองเมืองปัตตานีไปปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในหนังสือ กรียาอันมลายู-ปัตตานี ของอิบรอฮิมซุกรี ว่าพระยากลาโหม ราชเสนาขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งระตูปะกาลัน เป็นเจ้าเมืองปัตตานีโดยมีคนสยาม ชื่อ "ลักษมณาดายัน" เป็นผู้ ควบคุมดูแล

ครั้นถึงปี พ.ศ.2351 ระตูปะกาลัน เกิดมีความคิดขัดแย้ง กับข้าราชการไทย (ลักษมณาดายัน) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแล การบริหารเมืองปัตตานีอยู่ในขณะนั้น จนถึงกับยกกำลังไพร่พลเข้าต่อสู้กันเป็นเหตุให้ข้าราชการไทย ซึ่งมีกำลังน้อยกว่าต้องหลบหนี ไปรายงานพฤติกรรมของระตูปะกาลันต่อเจ้าเมืองสงขลา

เจ้าพระยาอินทคีรีศรีสมุทรสงครามรามภักดีอภิริยะปรากรมพาหู(บุญฮุย) เจ้าเมืองสงขลาระดมกำลังทหารจากเจ้าเมืองจะนะเมืองพัทลุงและเมืองสงขลา มอบให้หลวงนายฤทธิ์(เถี้ยนจ๋ง) เป็นแม่ทัพและให้นายขวัญซ้ายบุตรชายพระมหานุภาพปราบสงคราม(เค่ง) เจ้าเมืองจะนะเป็นกองทะลวงหน้า บุกจู่โจมตีเมืองปัตตานีได้ระตูปะกาลันหลบหนีออกจากเมือง นายขวัญซ้ายนำทหารติดตามไปจนถึงเขตแดนเมืองเประกับเมืองรามันห์ และได้ยิงต่อสู้กันจนกระทั่งระตูปะกาลันเสียชีวิต

จากเหตุการณ์ที่ตนกูลัมมิเด็นและระตูปะกาลันก่อการกบฏในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชดำริเห็นว่าเมืองปัตตานีมีกำลังผู้คนเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ยากแก่การปกครองได้ทั่วถึง จึงมีพระบรมราโชบายให้แยกเมืองปัตตานีออกเป็นเจ็ดหัวเมือง คือเมืองปัตตานี หนองจิก ยะหริ่ง ยะลา รามันห์ ระแงะ และเมืองสาย และโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้นายขวัญซ้ายมหาดเล็กเป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี เป็นคนแรกในปีพ.ศ.3251

เรื่องของปีที่แยกเมืองปัตตานีออกเป็นเจ็ดหัวเมืองนี้ ยังมีการเข้าใจไขว้เขวกันอยู่พงศาวดารเมืองปัตตานี ที่พระยาสงขลาแต่งกล่าวว่าได้ทำการแยก ในปีพ.ศ.2329 หลังจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาทตีเมืองปัตตานีได้

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเรื่องการแต่งตั้งนายขวัญซ้าย ไว้ในคำนำหนังสือประชุมพงศาวดารภาค 3 ว่าปลัดจะนะ(ขวัญซ้าย)ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ในปี พ.ศ.2334 แต่เมื่อพิจารณาจากชีวประวัติสังเขปของนายขวัญซ้าย ก็ว่าปีจุลศักราช 1155 (พ.ศ.2336) พระมหานุภาพปราบสงครามผู้ว่าราชการเมืองจะนะ บิดาของนายขวัญซ้ายได้นำนายขวัญซ้าย เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ รับราชการฉลองพระยุคลบาท อยู่ในกรุงเทพมหานคร

พงศาวดารเมืองสงขลาก็กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า ได้ทำการแยกเมืองปัตตานีหลังจากปราบกบฏระตูปะกาลันใน ปีพ.ศ. 2351 ความว่า "ครั้งนั้นดาตูปักหลัน เจ้าเมืองยิริงคิดขบถ เจ้าพระยาพลเทพจัดให้กองทัพเมืองพัทลุง เมืองสงขลากับกองทัพหลวง ให้หลวงนายฤทธิ์เป็นแม่ทัพยกออกไปตีเมืองยิริง หลวงนายฤทธิ์ยกกองทัพออกไปตีทัพดาตูปักหลันเมืองยิริงถึงตะลุมบอน จับตัวดาตูได้ จึงได้แยกเมืองตานีออกเป็น 7 เมือง ตามพระบรมราชานุญาต"

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการส่งเครื่องราชบรรณาการของหัวเมืองทั้ง 7 ที่เจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดีมีหนังสือถึงพระยาตรังกานู พระยาหนองจิกในปีจ.ศ.1173 (พ.ศ.2354) ความว่า

"เมืองตรังกานูเมืองหนองจิก เคยได้พำนักอาศัยเมืองสงขลามาก่อนฉันใด ถึงพระยาสงขลา(บุญฮุย) ถึงแก่กรรมแล้วพระยาวิเศษสุนทร (เถี้ยนจ๋ง) ออกมาว่าราชการอยู่ถ้าถึงงวดปีเมืองตรังกานู เมืองหนองจิก ส่งดอกไม้ทองเงิน เครื่องบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าฯถวาย ก็ให้ส่งไปเมืองสงขลาให้พระยาสงขลาจัดแจ งแต่งกรมการเอาดอกไม้ทองเงินเครื่องบรรณาการ ไปทูลเกล้าฯถวาย อย่างแต่ก่อนนั้น"

ธรรมเนียมการส่งดอกไม้ทองเงินหัวเมือง ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเมืองสงขลา ได้แก่เมืองปัตตานี ยะลา รามันห์ ระแงะ ยะหริ่ง สายหนองจิก กลันตันและตรังกานู จะต้องจัดดอกไม้ทองเงินตามขนาด (ที่กำหนดแต่ละเมือง) ส่งผ่านเจ้าเมืองสงขลาตรวจสอบ และแต่งตั้งกรมการเมืองเป็นผู้นำเข้าไปทูลเกล้าถวาย ทุกๆ 3 ปี จากหนังสือเจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดี เตือนพระยาตรังกานูและพระยาหนองจิก ดังกล่าวแสดงว่าอย่างน้อยเมืองหนองจิก เมืองตรังกานูก็เคยส่งดอกไม้ทองเงินมาแล้วครั้งหนึ่ง คือในปี พ.ศ.2351 ครั้นถึง ปี พ.ศ.2354 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบแห่งการส่งดอกไม้เงินทองอีก เจ้าพระยาอรรคมหาเสนาบดีจึงมีหนังสือเตือน มาเร่งรัดหัวเมืองทั้งสอง
จากเอกสารฉบับนี้และพงศาวดารเมืองสงขลา ปัญหาการแบ่งแยกเมืองปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง ปีใดจึงน่าจะยุติได้ว่าเมืองปัตตานีถูกแบ่งแยกออก เป็น 7 หัวเมือง ในปี พ.ศ.2351 มิใช่ปี พ.ศ.2329

นายขวัญซ้ายดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองอยู่ได้ 8 ปี ก็ถึงแก่กรรม สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายพ่ายน้องชายนายขวัญซ้าย ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีคนต่อมา

ในสมัยที่นายพ่ายปกครองเมืองปัตตานี "พวกสาเหย็ด (ไซยิด) และพวกรัตนาวงได้คบคิดกันเข้าปล้นบ้านพระยาตา นี(พ่าย) และบ้านหลวงสวัสดิ์ภักดี (ยิ้มซ้าย) ผู้ช่วยราชการเมืองตานี "พระยาตานีพ่ายได้ทำการต่อสู้ป้องกันเมืองไว้ได้ แล้วรายงานเหตุการณ์ไปยังเมืองสงขลาทราบ พระยาสงขลา(เถี้ยนจ๋ง) มีหนังสือบอกเข้ามายังกรุงเทพฯ สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอภัยสงครามกับพระยาสงขลา ออกไปช่วยเหลือพระยาตานี(พ่าย) หาทางระงับเหตุการณ์และเห็นว่าวิธีที่จะช่วยให้เกิดความสงบสุขขึ้นในหัวเมืองทั้ง 7 ได้ดีที่สุดในขณะนั้น คือเลือกสรรบุคคลในท้องถิ่นที่มีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้ว่าราชการเมือง จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้ทรงแต่งตั้ง

  • ต่วนสุหลง เป็นผู้ว่าราชการ เมืองปัตตานี
  • นายพ่าย เป็นผู้ว่าราชการ เมืองยะหริ่ง(ยิริง)
  • ต่วนสหนิ(หนิ) เป็นผู้ว่าราชการ เมืองหนองจิก
  • ต่วนมาโซ เป็นผู้ว่าราชการ เมืองรามันห์
  • ต่วนหนิเดะ เป็นผู้ว่าราชการ เมืองสาย
  • ต่วนยาลอ เป็นผู้ว่าราชการ เมืองยะลา

ปี พ.ศ.2360ต่วนยาลอ ผู้ว่าราชการเมืองยะลาและต่วนมาโซผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ และต่วนสหนิผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก ถึงแก่กรรมพระยาวิเศษสุนทร(เถี้ยนจ๋ง) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาจึงแต่งตั้งให้

  • ต่วนบางกอก เป็นผู้ว่าราชการเมืองยะลา
  • ต่วนกุโน เป็นผู้ว่าราชการเมืองรามันห์
  • ต่วนกะจิ น้องชายต่วนสุหลง(เจ้าเมืองปัตตานี) เป็นผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก

ครั้นถึงปี พ.ศ.2375 เกิดทุพภิกขภัยขึ้นในรัฐไทรบุรี ราษฎรประสพความอดอยากแร้นแค้น ทำให้ผู้คนในเมืองไทรบุรีเกิดความระส่ำระสาย ตนกูเด(บุตรชายตนกูรายาพี่ชายเจ้าเมืองพระยาไทรบุรี (ปะแงรัน) ซึ่งเอาใจออกห่างไปเข้ากับพม่า) ได้เข้ามาเกลี้ยกล่อมและปลุกระดมชาวเมืองไทรบุรีก่อการจลาจลขึ้น แล้วยึดเอาเมืองไทรบุรีจากพระยาภักดีบริรักษ์ (แสง) บุตรของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ไว้ได้

การกบฏในครั้งนี้ศาสตราจารย์ฮอลล์กล่าวว่า "ได้มีการวางแผนกันที่ปีนังต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่อังกฤษทีเดียว" การแทรกแซงของอังกฤษนี้สืบเนื่องมาจาก ข้าราชการและพ่อค้าชาวอังกฤษในปีนังเห็นว่าการที่รัฐบาลไทย เข้ายึดครองเมืองไทรบุรีไว้จะทำให้ไทยเข้ามามีอำนาจครอบงำเหนือรัฐต่างๆ ในมลายูเป็นการขัดขวางผลประโยชน์ของพวกตนในอนาคตทั้งที่บริษัทอีสต์อินเดีย ก็ออกคำสั่งให้ยึดนโยบายไม่เข้าแทรกแซงต่อกิจการของรัฐมลายู แต่ชาวอังกฤษในปีนังก็พยายามฝ่าฝืน

พระยาภักดีบริรักษ์(แสง) ได้อพยพผู้คนถอยไปตั้งรับพวกกบฏอยู่ที่เมืองพัทลุง และรายงานการเสียเมืองไทรบุรีไปให้เจ้าพระยานคร(น้อย) ทราบ ขณะนั้นพระสุรินทร์ข้าหลวงในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ออกมาปฏิบัติราชการอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชเจ้าพระยานครฯ จึงให้พระสุรินทร์ออกไปเกณฑ์กองทัพเมืองสงขลาพระยาสงขลา(เถี้ยนจ๋ง) จึงมอบหมายให้พระยาสุรินทร์นำคำสั่งไปยังหัวเมืองทั้ง7 ให้เกณฑ์ไพร่พลมาสมทบกับทหารเมืองสงขลา เพื่อยกไปตีเอาเมืองไทรบุรีคืน

เมื่อชาวเมืองต่างๆทราบว่าถูกเกณฑ์ไปทำการรบกับเมืองไทรบุรี ก็พากันหลบหนีพระสุรินทร์จึงลงโทษ แก่กรมการเมืองด้วยการปรับไหมเรียกเป็นเงิน-ทอง เป็นเหตุให้เจ้าเมืองต่างๆ(เว้นเจ้าเมืองยะหริ่งสายบุรี) ไม่พอใจจึงพากันฉวยโอกาสทำการก่อกบฏขึ้นอีก

เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และเจ้าเมืองสงขลาจึงมีใบบอกเข้าไปกรุงเทพฯ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรด ให้เจ้าพระยาพระคลัง(ดิศบุนนาค) ยกกองทัพออกไปช่วยกองทัพเจ้าพระยาพระคลัง(ดิศบุนนาค) เดินทางลงไปถึงเมืองสงขลา เมื่อวันที่22 เมษายน 2375 แต่กองทัพของเจ้าพระยานครฯ ตีเมืองไทรบุรีกลับคืนได้แล้ว ตนกูเด็นไม่สามารถลงเรือหลบหนีทันจึงได้ฆ่าตัวตาย

ทางหัวเมืองทั้ง7(เว้นเมืองยะหริ่ง) ที่ร่วมกันก่อกบฏตามเมืองไทรบุรีนั้น เจ้าพระยาพระคลัง(ดิศบุนนาค) แต่งตั้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพนำกำลังทหารไปช่วย เจ้าเมืองสงขลาทำการปราบปราม

ต่วนสุหลง ผู้ว่าราชการเมืองปัตตานีผู้นำในการกบฏ เป็นพี่ชายของต่วนกะจิผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก และเป็นหลานของหลงโมฮัมหมัดเจ้าเมืองกลันตัน (พงศาวดารเมืองกลันตันว่าหลงโมฮัมหมัดเป็นบุตรคนโตของพระยา บ้านชายทะเลหนังสือกรียาอันมลายูปัตตานี ว่าหลงโมฮัมหมัดเป็นน้องต่วนสุหลง)

พระยากลันตัน จึงให้รายามุดอกำปงลาโฮะตนกูบือซา และรายาบาโกนำทหารมาช่วยผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี พระยาตรังกานูก็ได้ส่งตนกูอิสเรสเจะบุลันวันคามาน และเจ๊ะอิสมาแอลเป็นแม่ทัพเรือนำกองทัพเมืองตรังกานู มาสมทบกับเมืองกลันตันยกมาช่วยผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี(ต่วนสุหลง) กองทัพพระยาเพชรบุรีและ เจ้าเมืองสงขลา(เถี้ยนเส้ง) เข้าตีเมืองปัตตานีทั้งทางบกและทางเรือ ต่วนสุหลงเห็นว่ากำลังทหารของตนสู้กับกองทัพกรุง และกองทัพเมืองสงขลาไม่ได้ จึงอพยพครอบครัวหนีลงเรือไปอาศัยอยู่กับพระยากลันตัน พร้อมกับต่วนกูโนผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ต่วนกะจิผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก และนิดะผู้ว่าราชการเมืองระแงะหนีไปทางบก กองทัพเมืองสงขลาติดตามไปทันกันที่บ้านยะรม (บ้านยะรมปัจจุบันอยู่ในเขตท้องที่อ.เบตงจ.ยะลา) พรมแดนเมืองเประกับเมืองรามันห์ ต่วนกะจิได้เสียชีวิตในขณะที่ต่อสู้กับกองทหารเมืองสงขลา แต่พระยาระแงะได้หลบหนีไปยังเมืองเประ

ขณะที่กองทัพไทยเตรียมกำลังจะยกไปตีเมืองกลันตัน พระยากลันตันทราบข่าวเกิดความหวาดกลัว จึงส่งเจ๊ะยามาเจ๊ะหลงเป็นทูตมาเจรจากับพระยาเพชรบุรีขอชดใช้เงิน เป็นค่าเสียหายให้แก่กองทัพไทยเป็นเงิน 50000 เหรียญ และยอมส่งตัวต่วนสุหลงผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี และต่วนกูโนผู้ว่าราชการเมืองรามันห์มามอบให้แก่แม่ทัพไทย

ทางเมืองตรังกานูเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศบุนนาค) มอบให้พระราชวังสันหลวงโกศาอิศ ให้นำกำปั่นรบ 8 ลำ ไปบังคับให้พระยาตรังกานู ส่งครอบครัวชาวเมืองปัตตานี และบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการร่วมกับพวกกบฏ มีมะหาหมุดดามิด และอะหะหมัดที่หลบหนีมาอาศัยอยู่ในเมืองตรังกานู พระยาตรังกานูสำนึกในความผิดจึงให้ทหาร ควบคุมครอบครัวชาวเมืองปัตตานีมา มอบให้สมเด็จเจ้าพระยาพระคลัง(ดิศบุนนาค)

หลังจากนั้นสมเด็จเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศบุนนาค) ก็ได้ประชุมปรึกษาเจ้าเมืองสงขลา พระยาเพชรบุรีพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีความชอบในการปราบกบฏครั้งนี้ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองที่ว่างลง ส่วนเมืองหนองจิกไม่ปรากฏว่าแต่งผู้ใดไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองในระยะนั้น

ปีพุทธศักราช 2381 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพระราชทานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีสุลาไลย พระราชชนนีพระพันปีหลวง ในงานนี้เจ้าพระยานคร(น้อย) พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง) และผู้ว่าราชการเมืองทั้ง 7 ได้เข้ามาร่วมถวายเพลิงพระศพด้วย ตนกูมะหะหมัดซาอัดตนกูอับดุลย์เลาะห์หลานชายเจ้าพระยาไทรบุรี(ปะแงรัน) ร่วมกับหวันมะลีหัวหน้าโจรสลัดยกกำลังเข้ามาตีเมืองไทรบุรี และเมืองตรังไว้ได้แล้วก็ยกกำลังเข้ามาล้อมเมืองสงขลา

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยานคร(น้อย) พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง) และบรรดาผู้ว่าราชการเมืองทั้ง7รีบเดินทางออกไปป้องกันเมือง และโปรดให้พระยาศรีพิพัฒน์(ทัดบุนนาค) ยกทัพกรุงออกไปช่วย

ฝ่ายพวกกบฏได้ตีเมืองจะนะแตก เอาไฟจุดเผาเมืองและส่งคนมาตีชิงสะเบียงอาหารในเมืองสตูลไปจนหมดสิ้น แล้วยกกำลังเข้ามาตั้งค่ายคูรบอยู่ที่บ้านบางกระดาน เขาเก้าเส้ง เขาลูกช้าง บ้านปักแรต บ้านน้ำกระจาย พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง) จัดให้พระยาไชยาพระยาสาย(ต่วนหนิดะ) พระยาตานี(ทองอยู่) พระยายะหริ่ง(พ่าย) หลวงไชยสุรินทร์หลวงรายามุดา ขุนต่างตานายช้างมหาดเล็ก นำทหารแยกย้ายกันเข้าตีค่ายพวกบฏ (ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านบางกระดาน เขาเก้าเส้ง เขาลูกช้าง บ้านปลักแรด บ้านน้ำกระจาย) กองทัพเมืองสงขลานำเอาปืนจ่ารงค์ยิงถูกหอรบฝ่ายกบฏ ทะลายลงห้าหอนำเอาหม้อดินบรรจุดินปืนจุดไฟทิ้งเข้าไปเผาค่าย พวกกบฏตกใจพากันแตกหนีไปทั้ง5ค่าย

หลังจากนั้นกองทัพกรุงชุดแรก ในความบังคับบัญชาของพระยาวิชิตณรงค์ และพระราชรินทร์ก็ยกไปถึงเมืองสงขลา ได้ออกตามไล่จับพวกกบฏที่ถอยหนีได้อีก 2 คน แขก 2 คน (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงตรัสกับหมื่นจงสรสิทธิผู้กราบทูลถวายรายงานว่า "ได้นักหนาทีเดียวได้แต่ของมันลืมทิ้งอยู่ที่ไหนนั่นเอง" และอีกตอนหนึ่งว่า "ก็จับได้คนป่วยคนง่อยที่มันทิ้งอยู่กลางทางหนีไม่ทันนั่นเอง")

ทางด้านเมืองไทรบุรีกองทัพของเจ้าพระยานคร(น้อย) ตีเมืองไทรได้กลับคืนพวกกบฏพากันหลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่ในเขตโปรวินซ์เวลสสลีย์ ในความปกครองของอังกฤษ ทหารไทยไม่สามารถติดตามเข้าไปด้วยเกรงจะกระทบถึงสัมพันธไมตรีกับ ประเทศอังกฤษ

ในการปราบกบฏตนกูมะหะหมัดซาอัดครั้งนี้ นายบุญเมน ชาวบ้านตัดหวายเมืองจะนะ กับพวกมีความชอบด้วย ได้ช่วยเหลือราชการระดมผู้คนมาช่วยป้องกันบ้านพระจะนะ(บัวแก้ว) ซึ่งไปช่วยราชการสงครามอยู่ที่เมืองสงขลา ให้รอดพ้นจากพวกกบฏนำไฟเผาบ้านเรือนไว้ได้ จึงได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก ที่ยังว่างอยู่

ส่วนพระยาตานี(ทองอยู่) นั้นเข้าใจว่าจะถึงแก่กรรมลง หลังจากไปช่วยราชการปราบกบฏกลับมาเมืองปัตตานีแล้วไม่นาน เพราะพงศาวดารเมืองสงขลากล่าวว่าใน ปี พ.ศ.2382 พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง) ได้แต่งตั้งให้พระยาวิชิตณรงค์กับนายแม่นมหาดเล็กบุตรของพระยาสงขลา(เถี้ยนจ๋ง) เป็นผู้รักษาราชการเมืองปัตตานีอยู่ชั่วคราวจนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2383 จึงได้แต่งตั้งให้นิยุโซะ(หรือโต๊ะกี) เป็นผู้ว่าราชการเมืองคนต่อมา

ฝ่ายข้างเมืองกลันตันตนกูสนิ(ปากแดง) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองกลันตัน ตนกูปะสากับพวกมีตนกูเงาะพระยาบาโงย ตนกูหลงอาหมัดและบุตรของตนกูศรีปัตรามหารายา เกิดวิวาทกับพระยากลันตัน(ตนกูสนิ-ปากแดง) เนื่องจากตนกูปะสาน้อยเนื้อต่ำใจว่าตนและพวกได้ช่วยเหลือสนับสนุนให้ตนกูสนิ(ปากแดง) ให้ได้เป็นเจ้าเมืองกลันตัน แต่ตนกูสนิกลับใช้อำนาจยึดเอาที่ดินและไร่นาของตนไปครอบครอง จึงพากันซ่องสุมผู้คนขึ้นเพื่อที่จะสู้รบชิงที่ดินกลับคืน

พระยากลันตันและตนกูปะสาต่างก็ร้องเรียนกล่าวโทษ ซึ่งกันและกัน ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงรับสั่งให้พระยาศรีพิพัฒน์ฯและเจ้าพระยานคร(น้อย) ให้หาทางไกล่เกลี่ยระงับเหตุการณ์ในเมืองกลันตัน ต่อมาพระยากลันตัน(สนิปากแดง) ให้เจ๊ะยะปาเจ๊ะสุไลมานทำหนังสือขอกำลังทหารจากเจ้าพระยานคร(น้อย) 2000 คน ให้ไปคุ้มครองเมืองกลันตัน เจ้าพระยานคร(น้อย) ให้นายเจ๊ะนุนายสังข์ทำหนังสือไปตักเตือนตนกูปะสา แทนที่ตนกูปะสาจะเชื่อฟังกลับกล่าวท้าทายว่า "อย่าว่าแต่มีหนังสือเขียนด้วยน้ำหมึกมาห้ามเลยถึงจะเขียนด้วยน้ำทองมาห้ามก็ไม่ฟัง" แต่ได้ส่งผู้แทนขึ้นไปกราบเรียนพระยาศรีพิพัฒน์ฯ ที่เมืองสงขลาว่า "การที่จะให้ฟังบังคับบัญชาพระยากลันตันนั้นเหลือสติกำลังคิด เมื่อพระยากลันตันจะได้เป็นพระยากลันตันตนกูปะสา ก็ช่วยว่ากล่าวจึงได้เป็นพระยากลันตันตนกูปะสาหาได้ตำแหน่งอะไรไม่ ครั้นพระยากลันตันได้เป็นพระยากลันตัน แล้วก็ทำการข่มเหงพี่น้องจึงได้ทะเลาะกันการครั้งนี้ จะรบสู้กันอย่างไรก็เป็นสิทธิของตนกูปะสา ทั้งสิ้นถ้าเมตตาโปรดแล้วก็ขอเอาแผ่นดินบ้านตนกูปะสา ฟากหนึ่งตั้งแต่ปลายน้ำตลอดไปจดปากน้ำให้เป็นของตนกูปะสาทำราชการต่อไป ถ้าพระยากลันตันจะถวายอย่างไรตนกูปะสา ก็จะถวายให้เหมือนอย่างพระยากลันตัน "(ดูจดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ)

พระยาศรีพิพัฒน์(ทัดบุนนาค) เห็นว่าตนกูปะสายังดื้อดึงอยู่จึงให้พระยาไชยาคุมพลทหาร 1 กอง ลงเรือรบไปนำเอาตัวตนกูปะสาและพระยากลันตัน ขึ้นมาพบกับพระยาศรีพิพัฒน์ที่เมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์ฯ ว่ากล่าวประนีประนอมให้คนทั้งสองเข้าในกันแล้ว ก็ให้กลับไปเมืองกลันตันเหตุการณ์จึงสงบไปชั่วคราว

ครั้นถึงปี พ.ศ. 2384 ตนกูปะสาได้เดินทางเข้าไปกรุงเทพฯ กล่าวหาพระยาจางวางและตนกูศรีอินทราว่าริบเอาเรือกสวนไร่นาของตนไป ฝ่ายพระยากลันตันก็มีใบบอกฟ้องตนกูปะสา เข้ามาว่าตนกูปะสาส่งคนไปชักชวนพระยาบาโงย และพวกเมืองตรังกานูเมืองลิงาให้มาตีเมืองกลันตัน

สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นว่าพระยากลันตัน กับตนกูปะสาทะเลาะวิวาทกันมาหลายครั้งไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ หากจะให้คงอยู่ร่วมบ้านเมืองเดียวกันต่อไป อาจทำให้เมืองกลันตันเกิดการจลาจลขึ้นซึ่งจะกระทบกระเมือน ถึงความมั่นคงของบูรณภาพแห่งดินแดนในหัวเมืองทั้ง 7 จึงโปรด ให้ถามตนกูปะสาว่า จะแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก จะยินดีรับหรือไม่ตนกูปะสาก็ยินยอมรับจะกลับไปรับครอบครัวพามาอยู่เมืองหนองจิก จึงโปรดให้พระยาท้ายน้ำเดินทางไปเมืองกลันตัน เพื่อช่วยเหลือในการจัดพาหนะนำบ่าวไพร่ของตนกูปะสา ให้มาอยู่เมืองหนองจิกแต่ครั้นตนกูปะสาลงไปเมืองกลันตัน ชักชวนพระยาบาโงยตนกูหลงอาหมัดให้อพยพลงไปอยู่เมืองหนองจิก ด้วยกันพระยาบาโงยและตนกูหลงอาหมัดไม่เห็นด้วยตนกูปะสา จึงกลับใจไม่ยอมลงไปเมืองหนองจิกด้วยการเสนอเงินสินบน 10000 เหรียญ แก่พระยาท้ายน้ำ เพื่อเจรจาหาทางให้ตนกูปะสาได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองกลันตัน

พระยาท้ายน้ำ จึงมีใบบอกพร้อมด้วยหนังสือของตนกูปะสา เข้ามากรุงเทพฯพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว "จึงโปรดให้พระนครฯเกณฑ์กองทัพเมืองนครศรีธรรมราช 2000 คน และให้พระเสน่หามนตรีคุมลงไปสมทบกับกองทัพเมืองสงขลาอีก 2000 คน พระสุนทรรักษ์(สังข์) เป็นหัวหน้ายกลงไปถึงเมืองกลันตัน "บังคับตนกูปะสาให้ลงมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก แทนนายบุญเมนซึ่งถูกปลดออกจากราชการ ตนกูปะสาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการหนองจิกอยู่เพียง 3 ปี

ครั้นถึง พ.ศ. 2388 พระยาตานี(หนิยุโซะหรือโต๊ะกี) ถึงแก่กรรม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ตนกูปะสาเป็นพระยาวิชิตภักดีศรีรัตนาเขตประเทศราช และให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี แต่งตั้งนายเกลี้ยงเป็นพระยาวิเชียรภักดีศรีสงคราม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองหนองจิก

ทางด้านเมืองยะหริ่ง เมื่อพระยายะหริ่ง(พ่าย) ถึงแก่กรรมลง โปรดให้ย้ายพระยายะลา(ยิ้มซ้าย) มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองยะหริ่งและ แต่งตั้งนายเมืองบุตรพระยายะหริ่ง(พ่าย) ไปเป็นผู้ว่าราชการเมืองยะลาพระยายะหริ่ง(ยิ้มซ้าย) เป็นผู้ว่าราชการอยู่จนถึงปี พ.ศ.2396 ก็ได้ถึงแก่กรรมลง โปรดให้พระยาจางวาง(สุลต่านเดวอ) ซึ่งพระยานครฯ ขอตัวไปช่วยราชการอยู่เมืองนครศรีธรรมราช มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองยะหริ่งและแต่งตั้งนายแตง(ตีมุง) เมื่ออยู่ในวัยเยาว์ได้ติดตามข้าราชการไทยไปอยู่กรุงเทพมหานคร และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีตำแหน่งเป็นสมุห์แตงแล้วลาอุปสมบทออกมารับราชการ ในสังกัดกรมพระราชวังบวรสถานมงคล) บุตรพระยาตานี(หนิยุโซะ) ซึ่งเป็นข้าราชการในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ออกมาเป็นปลัดเมืองยะหริ่งพระยาจางวาง(สุลต่านเดวอ) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองยะหริ่งได้เพียงปีเดียวก็ถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นายแตง(ตีมุง) เป็นพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงครามและให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองยะหริ่ง สืบแทนพระยาจางวาง(สุลต่านเดวอ) แต่งตั้งหนิละไมเป็นพระยาสุริยสุนทรบวรภักดีศรีมหารายาปัตตาอับดุลวิบูลย์เขตประเทศราช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสายแทนนิดะพระยาสายบุรีที่ถึงแก่กรรม แต่งตั้งต่วนติมุงเป็นพระยารัตนภักดีศรีราชบดินทร์สุรินทร์วังสาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองรามันห์ แทนพระยารามันห์(ต่วนกุโน) แต่งตั้งตุวันโหนะเป็นพระยาภูผาภักดีศรีสุวรรณประเทศวิเศษวังสา แทนพระยาระแงะ(ตุวันบอซู) ที่ถึงแก่กรรมนายเมืองผู้ว่าราชการเมืองยะลาล้มป่วย ถึงกับทุพลภาพว่าราชการไม่ได้พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง) จึงปลดออกจากราชการ แต่งตั้งให้ตุวันปุเต๊ะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองยะลาแทน

พ.ศ. 2399 พระยาวิชิตภักดีฯ(ตนกูปะสา) ถึงแก่กรรมสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่วนกูปุเต๊ะบุตรชายตนกูปะสาเป็นพระยาวิชิตภักดีศรีรัตนาเขตประเทศราช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี

ตนกูปุเต๊ะได้สมรสกับตนกูจิ ธิดาของพระยากลันตัน(ตนกูสนิปากแดง) ได้บุตรชายชื่อตนกูปะสา (ชาวปัตตานีนิยมเรียกชื่อบุตรคนแรกว่า"สุหลง"หรือ"บือซา"แปลว่าโต,ใหญ่,และเรียกบุตรคนสุดท้องว่า"บอซู") พระยากลันตันผู้เป็นคุณตานำไปเลี้ยงดูอยู่ที่เมืองกลันตัน เมื่อพระยากลันตันถึงแก่กรรมสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าแต่งตั้งตนกูปะสาให้เป็นพระยารัษฎาบุตรบุรุษพิเศษประเทศราชนฤบดินทร์สุรินทร์วังษา ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองกลันตันและต่อมาในปี พ.ศ.2419 เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาเดชานุชิตมหิศรายานุกูลวิบูลย์ภักดีศรีสุลต่านมะหมัดรัตนธาดามหาปธานาธิการ สืบสายตระกูลปกครองเมืองกลันตันตกทอดกันมาถึงองค์สุลต่านแห่งรัฐกลันตันในปัจจุบัน

หลวงวิจิตรวาทการได้แสดงทัศนะต่อตนกูปะสาไว้ว่า "ตนกูปะสาซึ่งไม่ได้อะไรเลยในชั้นต้นลงท้ายก็ได้หมดทุกอย่าง ตัวเองได้เป็นเจ้าเมืองปัตตานีซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าเมืองอื่นผู้สืบสาย(โลหิต) ของตนนอกจากจะได้ครองเมืองปัตตานี แล้วยังได้ไปปกครองเมืองกลันตันซึ่งตัวต้องการมาก่อนอีกด้วย ให้คติที่ว่าหนทางการเมืองนั้นถ้าย่อหย่อนไม่มีปากไม่มีเสียงไม่ได้อะไรเลยก็ไม่ว่าอะไร ลงท้ายก็ไม่ได้อะไรจริงๆจะเป็นเพียงขั้นบันได หรือเรือจ้างให้คนอื่นเหยียบก้าวขึ้นไปหรือโดยสารข้ามฝั่งแล้วบันได หรือเรือจ้างนั้นก็จะถูกหาว่าเป็นของเลวของต่ำเสียอีกด้วย ไม่มีใครยกย่องไม่มีใครเห็นคุณงามความดีแต่ตนกูปะสาทำถูกตามวิถีทางของการเมือง คือเมื่อไม่มีใครให้ก็ต้องแสวงหาเอาเองแล้วลงท้ายก็ได้เอง "(ประชุมพงศาวดารฉบับความสำคัญของหลวงวิจิตรวาทการ)

พ.ศ.2424พระยาวิชิตภักดีฯ(ตนกูปุเต๊ะ) ถึงแก่กรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตนกูตีมุงขึ้นเป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชิตภักดีฯสืบต่อมา

พ.ศ.2433 พระยาวิชิตภักดี(ตนกูตีมุง) ถึงแก่กรรมตนกูสุไลมานหรือตนกูบอซู(บุตรคนสุดท้องของตนกูปะสา) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชิตภักดีฯในสมัยของตนกูสุไลมานนี้ ได้สร้างสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ที่สำคัญยิ่งให้แก่เมืองปัตตานีไว

Thailand 6-31-1
รูปที่ี 4 ที่ตั้งจังหวัดปัตตานี  รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดปัตตานี

 

สภาพภูมิประเทศ

แบ่งเป็น 3 ลักษณะ ประกอบด้วย พื้นราบชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ ประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นที่จังหวัดได้แก่ ทางตอนเหนือและทางตะวันออกของจังหวัด มีหาดทรายยาว และเป็นที่ราบชายฝั่งกว้างประมาณ 10 -30 กิโลเมตรพื้นที่ราบลุ่ม บริเวณตอนกลาง และตอนใต้ของจังหวัด มีแม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน ที่ดินมีความเหมาะสมในการเกษตรกรรม และพื้นที่ภูเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนน้อยอยู่ทางตอนใต้ของ อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอกะพ้อ และทางตะวันออกของอำเภอสายบุรี ภูเขาที่สำคัญได้แก่ ภูเขาทรายขาว ซึ่งอยู่ในทิวเขาสันกาลาคีรี มีแม่น้ำที่สำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรี

อยู่ห่างจากกรุงเทพ ฯ 1055 กิโลเมตร ตั้งอยู่ติดกับอ่าวไทย มีเนื้อที่ 2109 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับที่ 13 ของภาคใต้ พื้นที่โดยทั่วไป เป็นที่ราบต่ำ เหมาะแก่การเพาะปลูก

ทิศเหนือ จดสงขลา
ทิศใต้ จดนราธิวาส
ทิศตะวันออก จดทะเลอ่าวไทย
ทิศตะวันตก

จดยะลา

สภาพภูมิอากาศ

  1. ฝน ปริมาณน้ำฝนของจังหวัดปัตตานี ระหว่างปี 2540 - 2550 จะอยู่ในช่วง 1,281.10 ม.ม. ถึง 2,568.3 ม.ม. สำหรับปริมาณน้ำฝนในรอบปี 2550 มีฝนรวมทั้งปีวัดได้ 1,841.2 ม.ม. จำนวนวันที่มีฝนตก 152 วัน เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือ เดือนตุลาคม 2550 วัดได้ 316.1 ม.ม. เดือนที่มีฝนตกน้อยที่สุด คือ เดือนกุมภาพันธ์ 2550 วัดได้ 0.0 ม.ม. ปริมาณน้ำฝนสูงที่สุดใน 1 วัน วัดได้ 117.9 ม.ม. เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2550
  2. อุณหภูมิ มีอากาศอบอุ่นตลอดปี ค่าอุณหภูมิของจังหวัดปัตตานี ในรอบปี พ.ศ.2550 มีค่าอยู่ในช่วง 19.5 ถึง 37.0 องศาเซลเซียส มีค่าอุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 37.0 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2550 อุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 19.5 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 31 มกราคม, 1 กุมภาพันธ์ และ 6 มีนาคม 2550 ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี มีค่า อยู่ในช่วง 27.30 องศาเซลเซียส

 

การปกครองแบ่งออกเป็น 12 อำเภอ 115 ตำบล 642 หมู่บ้าน

Amphoe
  1. อำเภอเมืองปัตตานี
  2. อำเภอโคกโพธิ์
  3. อำเภอหนองจิก
  4. อำเภอปะนาเระ
  5. อำเภอมายอ
  6. อำเภอทุ่งยางแดง
  7. อำเภอสายบุรี
  8. อำเภอไม้แก่น
  9. อำเภอยะหริ่ง
  10. อำเภอยะรัง
  11. อำเภอแม่ลาน
  12. อำเภอกะพ้อ

 

 

ลำดับที่ อำเภอ ชั้น อบต.
(แห่ง)
พื้นที่
(ตร.กม.)
ห่างจาก
จังหวัด
(ก.ม.)
ตั้งเมื่อ
พ.ศ.
จำนวน ประชากร
ตำบล หมู่บ้าน ชาย หญิง รวม
1 เมืองปัตตานี
(Mueang Pattani)
1 10 96.837 0.05 2444 13 66 58,178 61,061 119,239
2 โคกโพธิ์
(Khok Pho)
2 12 339,414 26 2443 12 82 31,549 32,956 64,505
3 แม่ลาน
(Mae Lan)
4 3 89.194 30 2532 3 22 7,275 7,668 14,943
4 หนองจิก
(Nong Chik)
3 11 231.526 8 2444 12 76 34,891 34,330 69,221
5 ปะนาเระ
(Panare)
3 9 144.058 43 2437 10 53 21,325 21,948 43,273
6 มายอ
(Mayo)
4 10 216.136 29 2444 13 59 25,806 26,998

52,804

7 ทุ่งยางแดง
(Thung Yang Daeng)
4 4 114.970 45 2520 4 23 10,076 10,433 20,509
8 สายบุรี
(Sai Buri)
2 9 178.424 50 2475 11 64 30,854 31,890 62,744
9 ไม้แก่น
(Mai Kaen)
4 3 55.201 65 2516 4 17 5,517 5,698 11,215
10 กะพ้อ
(Kapho)
4 3 93.815 68 2525 3 27 7,987 7,943 15,930
11 ยะหริ่ง
(Yaring)
3 13 196.829 14 2449 18 81 38,794 39,440 78,234
12 ยะรัง
(Yarang)
3 12 183.952 15 2443 12 72 41,240 41,873 83,113

 

ผู้บริหารจังหวัด

teera

นายธีระ  มินทราศักดิ์
ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

wittaya

นายวิทยา พานิชพงศ์
รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี
 

seri

นายเสรี ศรีหะไตร
รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

lertkeart

ว่าที่ ร.ต. เลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์
รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดปัตตานี

เขตเลือกตั้งที่ 1

anwa

นายอันวาร์  สาและ
พรรคประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 2

isamael

นายอิสมาแอล  เบญอิบรอฮีม
พรรคประชาธิปัตย์

เขตเลือกตั้งที่ 3

anumat

นายอนุมัติ  ซูสารอ
พรรคมาตุภูมิ

เขตเลือกตั้งที่ 4

sommut

นายสมมุติ  เบ็ญจลักษณ์
พรรคภูมิใจไทย

 

สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานี

แบบเลือกตั้ง

woravit

นายวรวิทย์  บารู

แบบสรรหา

anusorn

นายอนุศาสน์  สุวรรณมงคล

 

จำนวนราษฎรจังหวัดปัตตานีตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 แบ่งเป็นประชากรชาย 327,632 คน หญิง 335,853 คน รวมทั้งสิ้น 663,485 คน

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 87.40 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 12.55 นับถือศาสนาพุทธ และร้อยละ 0.05 นับถือศาสนาอื่นๆ

ด้านสังคม

ประชาชนส่วนใหญ่ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของศาสนา ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย และนิยมการเดินทางไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน(มาเลเซีย) แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้ค่าครองชีพและรายได้ลดลง ทำให้ประชาชนวัยทำงานต้องทำงานมากขึ้น โดยการออกจากบ้านไปทำงานในเวลาเช้าและกลับบ้านในเวลาเย็น ทำให้ไม่มีเวลาอบรมดูแลบุตรหลาน นอกจากนี้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และอินเตอร์เน็ต ในโลกของข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดน โดยสื่อบางประเภทได้ชักจูงและโน้มนำให้กลุ่มเยาวชนมีพฤติกรรมล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงที่จะติดยาเสพติดและถูกชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย หรือ ร่วมกับขบวนการของผู้ก่อความไม่สงบ โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีโอกาสได้รับรู้

ชาวปัตตานีมีอาชีพหลักคือการทำนา สวนยาง นอกจากนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด เช่นอำเภอเมืองปัตตานี อำเภอปะนาเระ และอำเภอสายบุรี ยังประกอบอาชีพประมง ซึ่งส่งผลให้เกิดผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างมากมาย

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดปัตตานี พ.ศ. 2544 - 2553
GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, PATTANI PROVINCE: 2001 - 2010

ล้านบาท

สาขาการผลิต 2544 2545 2546 2547 2548 2549r 2550r 2551r 2552p 2553p1
-2001 -2002 -2003 -2004 -2005 (2006r) (2007r) (2008r) (2009p) (2010p1)
ภาคเกษตร 15,101 15,829 14,557 13,695 14,240 15,755 13,881 15,404 15,845 18,137
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 1,888 2,485 3,274 3,664 4,302 6,081 6,178 6,726 6,220 7,642
การประมง 13,213 13,344 11,283 10,031 9,938 9,673 7,702 8,678 9,625 10,495
ภาคนอกเกษตร 15,175 15,891 16,412 18,032 18,602 20,787 22,429 22,681 23,813 26,328
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 19 23 26 33 36 39 37 37 39 38
การผลิตอุตสาหกรรม 2,841 2,491 2,344 2,447 2,569 2,482 2,719 2,741 2,758 3,133
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 354 350 367 349 398 440 442 426 508 555
การก่อสร้าง 529 711 751 915 788 818 968 1,115 1,041 1,166
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 4,582 4,482 4,503 4,316 4,221 5,295 5,766 5,462 5,371 5,430
โรงแรมและภัตตาคาร 97 151 156 122 113 137 122 131 158 163
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 888 915 936 946 989 1,309 1,114 1,195 1,213 1,219
ตัวกลางทางการเงิน 345 382 392 460 580 626 716 741 765 822
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 1,014 1,075 1,095 1,108 1,128 1,131 1,137 1,135 1,176 1,131
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,408 1,575 1,693 2,336 3,152 3,323 3,550 3,427 4,062 5,228
การศึกษา 2,129 2,731 3,178 3,808 3,329 3,736 4,291 4,632 4,939 5,346
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 594 643 590 785 876 1,008 1,136 1,218 1,331 1,621
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 344 331 349 374 390 408 396 381 408 433
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 30 31 32 34 35 36 38 41 43 43
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 30,276 31,720 30,969 31,727 32,842 36,542 36,310 38,084 39,658 44,465
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 48,863 50,499 48,743 49,463 50,775 55,843 54,756 56,622 58,092 64,157
ประชากร (1,000 คน) 620 628 635 641 647 654 663 673 683 693

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดปัตตานี พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, PATTANI PROVINCE: 2002 - 2011

labor

โครงสร้างขั้นพื้นฐาน

  1. ไฟฟ้า จังหวัดปัตตานีมีที่ทำการไฟฟ้าทั้งหมด 12 แห่ง ปี 2551 ใช้กระแสไฟฟ้าทั้งสิ้น 407,954,338.88 หน่วย และมีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น 136,415 ราย มีการใช้กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ควบคุม กฟจ.ปัตตานี จำนวน 333,360,848.89 หน่วย จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า 87,807 ราย และการใช้กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ควบคุม กฟอ.สายบุรี จำนวน 74,593,489.99 หน่วย จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า 48,608 ราย
  2. โทรศัพท์ มีจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ในปี 2551 ทั้งสิ้น 25,897 เลขหมาย เป็นเลขหมายที่มีผู้เช่า 18,688 เลขหมาย ในจำนวนนี้การใช้โทรศัพท์ บ้านมีการเช่าเลขหมายมากที่สุด 13,813 เลขหมาย คิดเป็นร้อยละ 73.91 ของจำนวนเลขหมายทั้งหมด รองลงมา คือ ราชการ ธุรกิจ และสาธารณะ ตามลำดับ
  3. ถนน ถนนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดปัตตานี และแขวงการทางปัตตานี รวมทั้งสิ้น 739.292 กม. โดยเป็นถนนในความรับผิดชอบของสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดปัตตานี 392.392 กม. เป็นถนนลาดยาง 365.150 กม. เป็นถนนลูกรัง 27.242 กม. และเป็นถนนในความรับผิดชอบของแขวงการทางปัตตานี 346.900 กม. ซึ่งเป็นถนนลาดยาง ทั้งหมด โดยมีถนนสายหลักที่สำคัญเชื่อมต่อกับจังหวัดใกล้เคียง คือ ถนนสาย 43 เชื่อมต่อกับจังหวัดสงขลา ถนนสาย 410 เชื่อมต่อกับจังหวัดยะลา และถนนสาย 42 เชื่อมต่อกับจังหวัดนราธิวาส


ประเพณีแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

565-295re

ในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี จะมีงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวโดยจังหวัดปัตตานีจะให้ความสำคัญกับงานนี้ เป็นพิเศษ งานสมโภชนี้จะมีความยิ่งใหญ่มโหฬารมีประชาชนจากต่างจังหวัดของไทยและจาก ประเทศเพื่อนบ้านเดินทางหลั่งไหลมาชมงานนมัสการเจ้าแม่กันอย่างเนืองแน่น ปกติจะมีการจัดงานประมาณ 7 วัน 7 คืน นับตั้งแต่วันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 บรรดาร้านค้ามาเปิดขายของคล้ายๆ กับงานประจำปีทั่วๆ ไปมหรสพ 2 อย่างที่จะขาดเสียมิได้ คือ งิ้ว และมโนห์รา งิ้วและมโนราห์จะจัดให้แสดงบนโรงถาวรหน้าศาลเจ้า เพราะถือว่าเจ้าแม่ชอบดูศิลปะการแสดงทั้ง 2 อย่างนี้มาก นอกจากนี้ยังมีการเชิดสิงโต หนังกลางแปลงจอยักษ์ และอื่นๆ อีกมากมาย

คืนวันขึ้น 14 ค่ำ บริเวณงานจะยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ เพราะผู้คนจะหลั่งไหลมาอย่างเต็มที่ ทางมูลนิธิเทพปูชนียสถานจะจัดการแสดงต่างๆ ที่เร้าใจผู้คนมากยิ่งขึ้น เช่น จัดแห่มังกร นครสวรรค์ และจุดพลุตระการตา ภายในศาลเจ้าผู้คนจะเบียดเสียดยัดเยียดเข้าสักการะเจ้าแม่เด็กๆ วัยรุ่น ผู้ใหญ่ วัยฉกรรจ์ ตระเตรียมจองคานหามกันคึกคัก เพื่อร่วมพิธีอันสำคัญยิ่งของงานที่จะเริ่มต้นเช้าตรู่ไปจนถึงเที่ยงวันรุ่ง ขึ้น นั่นคือ การแห่พระรอบเมือง และการหามและลุยไฟตอนเช้าตรู่ของวันขึ้น 15 ค่ำ ท่ามกลางเสียงกลอง และเสียงประทัดประดังจนแสบแก้วหู ขบวนคานหามเริ่มทยอยออกจากศาลเจ้า โดยธรรมเนียมปฏิบัติ พระหมอจะเป็นคานหามนำ ตามด้วยคานหามเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นอันดับ 2 แล้วจึงต่อด้วยคานหามพระองค์อื่นๆ ตามความเหมาะสม

คานหามแต่ละคานจะมีผู้หาม 4-6 คน คอยสำรองไว้ 4-6  คน แต่ละคนได้รับผ้ายันต์สีแดงของเจ้าแม่ผูกข้อมือไว้เป็นที่สังเกต นอกจากขบวนหามพระ ยังมีขบวนแห่สิงโต ขบวนแห่ป้าย ขบวนหาบกระเช้าดอกไม้ และขบวนกระจับปี่สีซอ เป็นแถวยาวเหยียดไปตามถนน ประชาชนทั้ง 2 ฟากถนนที่เลื่อมใสศรัทธา จะจัดโต๊ะบูชา จุดธูปกราบไหว้ คานหามพระจะแยกย้ายกันไปตามบ้านต่างๆ ให้คนได้สักการะทั่วถึง บางคานหามจะลงว่ายข้ามแม่น้ำปัตตานี จวบจนเวลาใกล้เที่ยงทุกคานหามจะกลับถึงศาลเจ้าเพื่อรอกระทำพิธีกรรมหามพระลุยไฟ อันเป็นพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดยอดของงาน กองไฟถูกก่อด้วยถ่านไฟรอไว้กลางลานดินหน้าศาลเจ้า ขนาดประมาณ 3x8 เมตร กองพูนสูงเทียมหัวเข่า มีพนักงานคอยกระพือพัดให้ไฟลุกแดงจนได้ที่ เมื่อได้เวลา น้ำมนต์จากโอ่งมังกรใบใหญ่ถูกนำมาราดรดผู้หามคานหามจนชุ่มโชก เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแล้วคานหามก็ถูกหามฝ่าไปในกองไฟด้วยเท้าที่เปล่า เปลือย คานหามละ 3 เที่ยว จนครบทุกคานหาม

feb431 feb441

ประเพณีแห่นก

07re attachmentre


เป็นประเพณีพื้นเมืองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ซึ่งได้กระทำสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานาน จัดขึ้นเป็นครั้งคราวตามโอกาสเพื่อความสนุกรื่นเริง เป็นประเพณีที่แสดงออกเกี่ยวกับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในศิลปะ และอาจจัดขึ้นในโอกาสเพื่อเป็นการแสดงคารวะ แสดงความจงรักภักดีแก่ผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือ หรือในโอกาสต้อนรับแขกเมือง บางทีอาจจะจัดขึ้นเพื่อความรื่นเริงในพิธีการเข้าสุหนัด หรือที่เรียกว่า "มาโซะยาวี" หรือจัดขึ้นเพื่อการประกวดเป็นครั้งคราว

จากตำนานบอกเล่ากล่าวถึงความเป็นมาของประเพณีแห่นกว่าเริ่มที่ยาวอ (ชวา) กล่าวคือ มีเจ้าผู้ครองนครแห่งยาวอพระองค์หนึ่ง มีพระโอรสและพระธิดาหลายพระองค์ พระธิดาองค์สุดท้องทรงเป็นที่รักใคร่ของพระบิดาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับการเอาอกเอาใจทั้งจากพระบิดาและข้าราชบริพาร ต่างพยายามแสวงหาสิ่งของและการละเล่นมาบำเรอ ในจำนวนสิ่งเหล่านี้มีการจัดทำนกและจัดตกแต่งอย่างสวยงาม แล้วมีขบวนแห่แหนไปรอบ ๆ ลานพระที่นั่ง เป็นที่พอพระทัยของพระธิดาเป็นอย่างยิ่ง จึงโปรดฯ ให้มีการจัดแห่นกถวายทุก  7 วัน

อีกตำนานหนึ่งว่า ชาวประมงได้นำเหตุมหัศจรรย์ที่ได้พบเห็นมาจากท้องทะเลขณะที่ตระเวนจับปลามา เล่าว่า พวกเขาได้เห็นพญานกตัวหนึ่งสวยงามอย่างมหัศจรรย์ ผุดขึ้นมาจากท้องทะเลแล้วบินทะยานขึ้นสู่อากาศแล้วหายลับไปสู่ท้องฟ้า พระยาเมืองจึงซักถามถึงรูปร่างลักษณะของนกประหลาดตัวนั้น ต่างคนต่างก็รายงานแตกต่างกันตามสายตาของแต่ละคน พระยาเมืองตื่นเต้นและยินดีมาก ลูกชายคนสุดท้องก็รบเร้าจะใคร่ได้ชม พระยาเมืองจึงป่าวประกาศรับสมัครช่างผู้มีฝีมือหลายคนให้ประดิษฐ์รูปนกตามคำ บอกเล่าของชาวประมงซึ่งได้เห็นรูปที่แตกต่างกันนั้น ช่างทั้งหลายประดิษฐ์รูปนกขึ้นรวม 4 ลักษณะ คือ

  1. นกกาเฆาะซูรอ หรือนกกากะสุระ นกชนิดนี้ตามการสันนิษฐานน่าจะเป็น "นกการเวก" เป็นนกสวรรค์ที่สวยงามและบินสูงเทียมเมฆ การประดิษฐ์มักจะตกแต่งให้มีหงอนสูงแตกออกเป็นสี่แฉก นกชนิดนี้ชาวพื้นเมืองเรียกว่า "นกทูนพลู" เพราะบนหัวมีลักษณะคล้ายบายศรีพลูที่ประดับในถาดเวลาเข้าขบวนแห่ ทำเป็นกนกลวดลายสวยงามมาก มักนำไม้ทั้งท่อนมาแกะสลักตานก แล้วประดับด้วยลูกแก้วสี ทำให้กลอกกลิ่งได้ มีงายื่นออกมาจากปากคล้ายงาช้างเล็ก ๆ พอสมกับขนาดของนก
  2. นกกรุดา หรือนกครุฑ มีลักษณะคล้ายกับครุฑที่เห็นโดยทั่วไป
  3. นกบือเฆาะมาศ หรือนกยูงทอง มีลักษณะคล้ายกับนกกาเฆาะซูรอมาก การประดิษฐ์ตกแต่งรูปนกพญายูงทองนั้น ต้องทำกันอย่างประณีตถี่ถ้วน และใช้เวลามาก
  4. นกบุหรงซีงอ หรือนกสิงห์ มีรูปร่างคล้ายราชสีห์ ตามคตินกนี้มีหัวเป็นนกแต่ตัวเป็นราชสีห์ ตามนิทานเล่ากันว่ามีฤทธิ์มาก ทั้งเหาะเหินเดินอากาศ และดำน้ำได้ ปากมีเขี้ยวงาน่าเกรงขาม


ในการประดิษฐ์นกนิยมใช้ไม้เนื้อเหนียว เช่น ไม้ตะเคียน ไม้กายีร นำมาแกะเป็นหัวนก เนื้อไม้เหล่านี้ไม่แข็งไม่เปราะจนเกินไป สะดวกในการแกะของช่าง ทั้งยังทนทานใช้การได้นานปี สำหรับตัวนกจะใช้ไม้ไผ่ผูกเป็นโครง ติดคานหาม แล้วนำกระดาษมาติดรองพื้น ต่อจากนั้นก็ตัดกระดาษสีเป็นขน ประดับส่วนต่าง ๆ สีที่นิยมได้แก่ สีเขียว สีทอง (เกรียบ) สีนอกนั้นจะนำมาใช้ประดับตกแต่งเพื่อให้สีตัดกันแลดูเด่นขึ้น

ประเพณีลากพระ หรือชักพระ

post

มีหลายจังหวัดที่จัดประเพณีนี้เป็นประจำทุกปีในวันออกพรรษา สำหรับจังหวัดปัตตานีมีงานชักพระที่จัดเป็นงานเทศกาลประจำปี มีการลากพระมาชุมนุมกัน คืองานชักพระ อำเภอโคกโพธิ์ และงานชักพระ อำเภอปะนาเระ

ประเพณีลากพระหรือชักพระตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษา ทางภาคกลางมีประเพณีตักบาตรเทโว หรือคำเดิมว่า "เทโวโรหณะ" ซึ่ง มีที่มาของประเพณีและวิธีการทำพิธีคล้ายกับประเพณีลากพระของชาวใต้ และมีเหตุผลในการจัดงานนี้ คือ เมื่อครั้งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จแสดงธรรมเทศนาโปรดพุทธมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หรือดุสิตเทพพิภพนั้น พระองค์ได้เสด็จกลับมายังมนุษยโลกทางบันไดแก้วถึงที่ประตูเมืองสังกัสสะใน ตอนเช้าตรู่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ตรงกับวันออกพรรษา พุทธบริษัทต่างยินดีจึงอัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่ได้จัดเตรียมไว้ แล้วแห่แหนกลับไปยังที่ประทับ

กล่าวสำหรับจังหวัดปัตตานีแล้ว มีประเพณีลากพระเดือน 5 ที่วัดคอกควาย อำเภอปะนาเระ เป็นการลากพระบนบก ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี ปฏิบัติสืบต่อกันมานับร้อยปี มีวัตถุประสงค์เพื่อความสนุกสนานภายหลังจากวันว่างที่เป็นประเพณีวันสรงน้ำพระ และทำบุญกระดูกปู่ย่าตายาย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5

สำหรับการเตรียมการทางวัดจะจัดเตรียมเรือพระ ซึ่งมีทั้งลากในน้ำ ถ้ามีลำน้ำ ถ้าไม่มีน้ำก็ลากเรือบก มีแท่นประดิษฐานพระพุทธรูปบนเรือพระ มีหลังคาทำเป็นบุษบกหรือชาวบ้านเรียก พนม ตกแต่งสวยงาม ส่วนชาวบ้านเตรียมอาหารที่สำคัญ คือ ข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อ

เมื่อถึงวันงานจะเริ่มต้นที่วัดชาวบ้านนำ ข้าวต้มมัดมาบรรทุกในเรือพระ เมื่อพระฉันเสร็จสรรพแล้วก็ช่วยกันลากเรือพระออกจากวัดไปสู่ที่หมาย ประมาณว่าให้ไปถึงที่หมายก่อนเวลาพระฉันเพล พอตกบ่ายลากเรือพระกลับวัด ขากลับนี้ก็จะเป็นช่วงสนุกสนานที่ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยมาเล่นสนุกกัน ตลอดเวลาของการชักพระจะมีการตีกลอง ฆ้อง ประโคมตลอดเวลา ส่วนรูปแบบการจัดก็แตกต่างกันไป เช่น บางวัดมีงานมหรสพแสดงที่วัด บางแห่งนำเรือพระไปค้างคืนมีการแสดงเป็นงานเทศกาล บางแห่งลากพระไปกลับก็จบกัน เป็นต้น

ประเพณีวันชิงเปรต หรืองานเดือนสิบ หรืองานสารทไทย

k

picture 1


เป็นงานประเพณีของชาวพุทธในจังหวัดปัตตานี ที่ทำกันในเดือน 10 ของจันทรคติทุกปี ปีละ 2 ครั้ง แต่ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง จะมีงาน 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะเรียกวันแตกต่างกันไป เช่น ถ้าจัดครั้งแรกเรียกวันรับเปรตวันส่งเปรต เป็นประเพณีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่เรียกว่า "บุพเปตพลี"

ประเพณีทำบุญเดือนสิบเกิดจากความเชื่อว่า บรรพบุรุษของตนที่ล่วงลับไปแล้วบางพวกก็ไปสู่ที่ชอบ บางพวกไปสู่ที่ชั่วได้รับทุกข์ทรมานต่าง ๆ นานา และได้รับความอดอยากอย่างแสนสาหัส ผู้มีบาปกรรมต้องไปทนทุกข์ทรมานเป็นเปรตอยู่ในอบายภูมิ พญายมบาลผู้ทำหน้าที่ลงทัณฑ์ในยมโลก จะได้ปลดปล่อยเปรตเหล่านี้ให้มาเยือนโลก เยี่ยมลูกหลาน พร้อมทั้งรับส่วนกุศลที่ลูกหลานอุทิศให้ โดยกำหนดทำปีละ 2 ครั้ง คือวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ เป็นวันรับตายายหรือรับเปรต  ครั้งที่ 2 ในวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ เป็นวันส่งตายายหรือส่งเปรต

ก่อนวันทำบุญชาวบ้านจะเตรียมอาหารและขนม เดือนสิบ ซึ่งเป็นขนมที่ทำขึ้นในการทำบุญเดือนสิบโดยเฉพาะ สำหรับชาวปัตตานีอาจจะแตกต่างจากจังหวัดอื่นบ้าง แต่ที่สำคัญซึ่งขาดไม่ได้ คือ ขนมเจาะหู กับข้าวต้มห่อด้วยใบกะพ้อเป็นหลัก นอกนั้นจะใช้ขนมอื่นก็ได้ เช่น ขนมลา ขนมเทียน เมื่อถึงวันงานชาวบ้านก็จะเตรียมสำรับกับข้าว ขนม ข้าวต้ม ผลไม้ ไปถวายพระ แต่ที่เป็นพิเศษ คือ ข้าวของสำหรับเปรต นิยมนำอาหารมาห่อด้วยใบกะพ้อเป็นรูปสามเหลี่ยมเหมือนกับห่อข้าวต้ม บางห่ออาจมีเหรียญหรือธนบัตร เสร็จแล้วร้อยเป็นพวง

การมาทำบุญที่วัด นอกจากการเลี้ยงพระซึ่งเป็นภารกิจปกติแล้ว ทุกคนจะนำอาหารมารับประทานร่วมกัน และเป็นพิเศษคือนำขนม ข้าวต้ม มาแจกผู้สูงอายุที่นับถือ การตั้งอาหารให้เปรต นิยมตั้งบนร้านเปรตที่ทำไว้สูง มีเสาเดียวผู้นำอาหารไปวางปีนขึ้นทางบันได เมื่อจะชิงเปรตก็เอาบันไดที่พาดออก ผู้ที่จะปีนร้านเปรตก็จะแต่งตัวเป็นเปรต ซึ่งต้องใช้ความพยายามมาก เพราะเสาตัวเดียวทาด้วยน้ำมันหรือของเหลวที่ลื่นเป็นที่สนุกสนาน เชื่อว่าถ้าได้นำเปลือกหรือใบกะพ้อที่แกะเอาอาหารที่ห่อออกหมดแล้วไปแขวนที่ต้นไม้ผลจะทำให้ออกดอกผลดก  บางแห่งนอกจากจะตั้งร้านเปรตในวัดแล้วยังทำนอกวัดด้วยเพื่อให้เปรตบางจำพวกที่บาปหนาที่ไม่สามารถเข้าวัดได้มีโอกาสได้รับส่วนบุญอันนี้

ประเพณีแห่ลาซัง หรือที่ชาวไทยมุสลิมเรียกว่า "บูยอบือแน"

742

744

745

พิธีลาซัง (ปูยอมือแน) เป็นพิธีฉลองนาหลังจากการเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว "ลาซัง" เป็นภาษาท้องถิ่นภาคใต้ คือ ลาต้นข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้ว พิธีนี้มักจะทำในเดือน 5 หรือ เดือน 6 หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วทุกๆ ปี ชาวนาแถบอำเภอปะนะเระ อำเภอมายอ และอำเภอโคกโพธิ์ ถือปฏิบัติแต่โบราณกาล

เมื่อเสร็จการเก็บเกี่ยวข้าวเรียบร้อยผู้อาวุโสแก่ประจำหมู่บ้านจะกำหนดวันและ สถานที่ทำพิธีซึ่งมักจะถือย่านกลางหมู่บ้าน ณ กลางทุ่งนาแห่งใดแห่งหนึ่ง และแจ้งกำหนดวันทำการและสถานที่ให้ทราบทั่วกัน เมื่อถึงกำหนดวันทำการทุกๆ คน จะเก็บซังข้าวในนาของตนทุกแปลง นำไปรวมกันมัดเข้าเป็นรูปคนสมมติเป็นชายคนหนึ่ง หญิงคนหนึ่งชายชื่อชมพุก หญิงชื่อสุนทรี ซึ่งมีมตินับถือว่าเป็นผีเสื้อผู้ดลบันดาลประสิทธิ์ประสาทความอุดมสมบูรณ์ ของข้าวกล้าพืชผล และกำจัดศัตรูพืชทั้งมวล (ผีเสื้อเพื้ยนมาจาก "ผีเชื้อ"-เชื้อสายหมายถึงบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ทวด คนไทยในแคว้นลาวเหนือเรียก "แถน" หมายถึงเทวดา) จัดอาหารคาวหวานมี ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวต้ม (ข้าวต้มลูกโยนห่อด้วยใบกะพ้อ) ขนมโดยมากคือขนมต้มข้าว ไก่ต้มและไข่ต้ม ก่อนทำพิธีบวงสรวง จัดแบ่งอาหารที่นำออกมาเป็น 2 ส่วน นำไปถวายวัดที่ใกล้เคียงส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเอาไว้บวงสรวง เสร็จแล้วใช้เลี้ยงดูซึ่งกันและกัน

การบวงสรวงจัดตั้งร้านกลางแจ้งไม่มีหลังคา (ศาลเพียงตา) นำเอาเครื่องบวงสรวงมีอาหารต่างๆ ดังกล่าว ดอกไม้ ธูปเทียน ดอกมะพร้าว (จั่นมะพร้าว) มะพร้าว อ่อนปอกเปลือก และเฉาะเปลือกเปิดออก นำขึ้นไปตั้งบนร้าน นำรูปนายชุมพุกและนางสุนทรี มาตั้งหน้าร้านผู้เฒ่าในตำบลทำหน้าที่เป็นผู้กล่าวบวงสรวง และกระทำพิธีแต่งงานให้แก่รูปจำลองทั้ง 2 โดยกล่าวทำขวัญแต่งงานโดยตลอด เสร็จแล้วผู้ที่มาชุมนุมร่วมเลี้ยงอาหารซึ่งกันและกันเป็นอันเสร็จพิธี โดยมากนิยมทำกันวันเดียวเริ่มตั้งแต่ตอนเช้าเสร็จพิธีรวมเที่ยงวันบางแห่งกระทำกันสามวัน วันต้นทำพิธีดังกล่าว วันที่ 2 วันที่ 3 มีมหรสพแสดงกลางทุ่งนาซึ่งโดยมากใช้หนังตลุงสมโภชในตอนกลางคืน

การเกิด และการโกนผมไฟ

รองศาสตราจารย์เสาวนีย์  จิตต์หมวด ได้กล่าวไว้ในหนังสือวัฒนธรรมอิสลามเกี่ยวกับการเกิดว่า "องค์อัลลอฮ" เป็น ผู้ให้รูปลักษณ์ของมนุษย์ โดยพระองค์ทรงสร้างมนุษย์คนแรกขึ้นมาจากดิน แล้วทรงเป่าวิญญาณเข้าไป คือ ท่านนบีอาดัม และคู่ครองของท่านคือ พระนางฮาวา จากนั้นมนุษยชาติก็กำเนิดขึ้นมาด้วยพระประสงค์ของพระองค์โดยผ่านจากการผสม กันของเชื้ออสุจิกับไข่ในมดลูก ซึ่งเป็นเพศใดก็แล้วแต่พระประสงค์ พระองค์ได้ประทานโองการไว้ว่า "เราได้สร้างมนุษย์จากแก่นแท้ของดิน แล้วเราได้ทำให้เขาเป็นเชื้ออสุจิอยู่ในที่พักอันมั่นคงแล้ว เราได้สร้างให้เชื้ออสุจิเป็นก้อนเลือด แล้วเราได้สร้างให้ก้อนเลือดเป็นก้อนเนื้อ แล้วเราได้ทำให้ก้อนเนื้อมีกระดูก แล้วเราได้หุ้มกระดูกด้วยเนื้อ แล้วเราได้ (ให้มีวิญญาณ) ทำให้เขาเกิดมาเป็นอีกกำเนิดหนึ่ง ดังนั้นความจำเริญยิ่งแต่อัลลอฮ ผู้ทรงเป็นเลิศยิ่งแห่งปวงผู้สร้าง"

ดังนั้น ผู้เป็นพ่อแม่จะต้องรับผิดชอบดูแลเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นของฝากจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ซึ่งให้ความไว้วางใจให้ดูแลตลอดจนอบรมให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า นับว่าเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้แก่บิดามารดา

ประเพณีการเกิด เมื่อหญิงมีครรภ์ทราบว่าตั้งครรภ์จะต้องดูแลตัวเองในเรื่องสุขภาพ ต้องฝากครรภ์และทำคลอดกับหมอตำแยซึ่งเรียกว่า มะมิแด หรือโต๊ะบิแด หรือโต๊ะบิดัน หมอตำแยจะคอยดูแลโดยนัดวันมาตรวจครรภ์ ถ้าผิดปกติก็จะแนะนำให้ไปพบสูตินารีแพทย์ในเมือง เพราะมีเครื่องมือที่ดีกว่า ถ้าครรภ์ปกติก็จะดูแลต่อไปจนกระทั่งคลอด หมอตำแยบางรายมีการทำขวัญ ให้กำลังใจแก่หญิงที่ตั้งครรภ์ เช่น เมื่อตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน ให้นำมะนาว 1 ผล ปอกเปลือกให้เกลี้ยง เข็ม 1 เล่ม น้ำมันมะพร้าวพอสมควรไปให้หมอตำแย หมอตำแยจะเสกน้ำมันมะพร้าวแล้วนำมาทาบริเวณหน้าท้องของผู้ตั้งครรภ์ และใช้มะนาวคลึงหน้าท้องเพื่อให้คลอดง่าย และมีการรดน้ำสะเดาะเคราะห์

พิธีรดน้ำสะเดาะเคราะห์ ใช้มะนาว 7 ผล เส้นด้ายดิบสวมศีรษะผู้เป็นภรรยาและสามี โดยให้ทั้งสองยืนบนใบตองซึ่งวางอยู่บนพื้น แล้วรดน้ำ 1 ครั้ง หลักจากนั้นให้สามีภรรยาขึ้นบันไดไปนั่งบนบ้าน หมอตำแยสวดมนต์แล้วทำด้ายดิบให้ขาดเป็น 2 ท่อน เชื่อว่าผู้ตั้งครรภ์จะมีจิตใจสงบสุขจนกระทั่งคลอด

เมื่อเด็กคลอด หลังจากตัดสายสะดือ และอาบน้ำทำความสะอาดทารกแล้ว ผู้มีความรู้ทางศาสนาจะทำพิธีอาซาน คือ พูดกรอกหูขวา  และอิกอมะฮ คือ เปล่งเสียงเบาๆ กรอกหูซ้าย เป็นภาษาอาหรับ มีใจความว่า

"องค์อัลลอฮผู้ทรงยิ่งใหญ่ องค์อัลลอฮผู้ทรงยิ่งใหญ่ ข้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกแล้ว นอกจากองค์อัลลอฮข้าขอยืนยันว่า ท่านนบีมูฮัมมัด เป็นศาสนทูตของพระองค์ จงมาสู่การปฏิบัติละหมาดเถิด จงมาในทางที่มีชัยเถิด แท้จริงข้าได้ยืนละหมาดแล้ว องค์อัลลอฮผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากองค์อัลลอฮ"

การทำพิธีจะเปล่งเสียงเบา ๆ กรอกที่หูขวาก่อน ตามข้อความที่กล่าวมาแล้ว วรรคละ 2 เที่ยว โดยไม่ต้องกล่าววรรคที่ 6 แล้วจึงทำอิกอมะฮ กล่าววรรคละครั้งเดียวทุกวรรค

เมื่อเด็กคลอดได้ 7 วัน จะทำพิธีโกนผมไฟ ตั้งชื่อ และทำพิธีเชือดสัตว์ ในการตั้งชื่อเพื่อเป็นมงคลจะตั้งชื่อเป็นภาษาอาหรับ โดยใช้นามของพระศาสดา หรือคำที่มีความหมายดีงาม เช่น มูฮำมัด หะมัด เป็นต้น  สำหรับการเชือดสัตว์หรือเรียกเป็นภาษาอาหรับว่า "อะกีเก๊าะฮ" นั้น ถ้าเป็นลูกชายจะเชือดแพะหรือแกะ 2 ตัว ถ้าเป็นผู้หญิงจะเชือดแพะหรือแกะ 1 ตัว การเชือดสัตว์ไม่จำเป็นต้องทำทุกครอบครัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะของครอบครัวด้วย จุดมุ่งหมายของการเชือดสัตว์ก็เพื่อพลีต่อพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานทารกให้เกิดมา และให้การคุ้มครองทารก หลังจากเชือดสัตว์แล้วก็แบ่งเนื้อสัตว์ที่เชือดให้กับญาติพี่น้อง บริจาคเป็นทาน และไว้รับประทานเอง

การโกนผมไฟจะให้ผู้ที่อาวุโส เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ขริบผมหรือตัดผมใส่ในผลมะพร้าวอ่อน หรือน้ำเต้าที่สลักลวดลายสวยงาม แล้วนำไปฝัง  ในพิธีโกนผมไฟอาจจะมีพิธีเปิดปากเด็กด้วย โดยให้ผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือและพูดเก่ง รักษาคำพูด มีความรู้ทางศาสนา เป็นผู้ทำพิธี  สิ่งที่ต้องใช้ในการทำพิธีเปิดปากมีน้ำตาลกรวด  น้ำซัมซัม (น้ำจืดที่ผุดขึ้นกลางทะเลทรายซึ่งนำมาจากเมืองมักกะฮ)  องุ่นแห้ง  อินทผลัม  ของทั้งหมดนี้นิยมของที่ได้จากมักกะฮ นอกจากนี้มีเกลือ มะนาว และแหวน  ผู้ทำพิธีจะนำแหวนไปแตะที่ริมฝีปากเด็ก และหยิบของเปรี้ยว เค็ม หวาน แตะที่ริมฝีปาก เพื่อให้เด็กได้ลิ้มรสอาหาร และทำความชุ่มคอแก่เด็กด้วย

การเข้าสุหนัต

sunat2

การเข้าสุหนัต หรือ มาโซะยาวี เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งของอิสลามที่มุสลิมทุกคนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คำว่า มาโซะยาวี เป็นภาษามลายูถิ่น หมายถึง การขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ

มาโซะยาวี ในอดีตนิยมทำเมื่อเด็กอายุได้ 20 ปี แต่ปัจจุบันนิยมทำเมื่อเด็กอายุระหว่าง 6-15 ปี บางประเทศ เช่น ซาอุดิอาระเบีย นิยมทำมาโซะยาวีหลังคลอดไม่กี่วัน วัตถุประสงค์ของการทำมาโซะยาวี เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาดอวัยวะเพศอันจะมีผลต่อการปฏิบัติศาสนกิจ คือการทำละหมาดในข้อที่ว่าต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนการละหมาด นอกจากนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคที่จะส่งผลถึงเพศสัมพันธ์ การขริบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เป็นสิ่งที่ท่านศาสดาต้องปฏิบัติ และให้ปฏิบัติในสังคมของชาวไทยมุสลิม จึงนิยมเรียกการขริบนี้ว่า "คอตั่น"ส่วนภาษามลายูใช้ศัพท์ว่า "มาโซะยาวี" รองศาสตราจารย์เสาวนีย์ จิตต์หมวด กล่าวถึง เรื่องการเข้าสุหนัตไว้ในหนังสือวัฒนธรรมอิสลามว่า ในสมัยท่านศาสดามูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮี วะสัลลัม) มุสลิมโดยกำเนิดคงจะมีจำนวนไม่มากเท่ามุสลิมที่เข้ามารับอิสลามด้วยความศรัทธา ดังนั้น เมื่อชายใดเข้ามารับเป็นมุสลิมแม้ว่าอายุจะสูงปานใดก็ตาม ต้องทำคอตั่น หรือ เข้าสุหนัต เพราะว่าเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องกระทำ

การจัดงานมาโซะยาวีเป็นงานที่ชาวบ้านในชนบทถือว่าสำคัญ จะเตรียมจัดงานกันล่วงหน้ามีการเชิญแขกและญาติพี่น้องมาร่วมงานมากมายจะมี การล้มวัว ล้มควาย แพะ แกะ ตามฐานะของเจ้าของงาน บางรายรับมหรสพหลายอย่างมาแสดง เช่น หนังตะลุง มโนราห์ ลิเกฮูลู ใครจัดงานได้ใหญ่โต แสดงถึงความเป็นผู้กว้างขวางในสังคมมีเพื่อนฝูงมาก บางรายจัดงานถึง 7 วัน  7 คืน ผู้ที่ได้รับเชิญมากินเลี้ยง (มาแกปูโละ) จะชักชวนใครมากินเลี้ยงด้วยก็ได้ ยิ่งมากยิ่งดี และไม่จำเป็นต้องรู้จักกับเจ้าภาพเลยก็ได้ เมื่อกินเลี้ยงเสร็จ ก่อนลากลับโดยธรรมเนียมจะมีการมอบเงินใส่ซองให้เจ้าของงานจะให้คนละเท่าไรก็ได้ ส่วนใหญ่จะให้กันตามฐานะ

พิธีมาโซะยาวีจะทำกันในวันหลังจากงานเลี้ยงแล้ว เริ่มจากการจัดขบวนการแห่เด็ก(อาเนาะตูนอ) ที่จะทำมาโซะยาวี ผู้ที่มีฐานะดีอาจจะมีขบวนแห่นก แห่ช้าง ขบวนรถยนต์จักรยานยนต์ กันอย่างสนุกสนาน เมื่อเสร็จพิธีแห่ก็จะให้อาเนาะตูนอ อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพื่อเข้าพิธีมาโซะยาวี โดยขั้นตอนคือ ให้อาเนาะตูนอซึ่งอาบน้ำเรียบร้อยแล้วนุ่งผ้าขาวม้าหรือผ้าถุงผืนเดียว(ผ้าถุงหรือผ้าขาวม้านิยมลงแป้งให้แข็ง เพราะเวลานุ่งจะได้โป่งออกมาไม่กระทบผิวหนัง) จากนั้นก็จะให้นั่งบนหยวกกล้วย โต๊ะมูเด็งหรือหมอผู้ทำการขริบจะวัดระยะขนาดของหนังหุ้มส่วนปลายของวัยวะเพศ ที่จะขริบออก เมื่อวัดได้พอดีแล้วก็ใช้ปูนขาวทำเครื่องหมายไว้โดยรอบแล้วดึงหนังส่วนที่ หุ้มปลายไปข้างหน้าให้เลยไปจากหัวของอวัยวะเพศใช้ไม้หนีบ 2 ขา เรียกเป็นภาษามลายูว่า "ปงาเป้ะ" มาหนีบไว้ให้ติดกับท่อนหยวกที่นั่งอยู่ โต๊ะมูเด็งจะกล่าวนามพระผู้เป็นเจ้า พร้อมกับลงมือตัดหนังที่ทำเครื่องหมายไว้ด้วยมีดหรือกรรไกร เสร็จแล้วจึงเอายาใส่แผล ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน จนกว่าแผลจะหายสนิท

ยาที่ใส่แผล สมัยก่อนใช้ยาสมุนไพรจำพวกรากไม้ เปลือกไม้ แต่ปัจจุบันใช้ยาตำราหลวงรักษาแก้การอักเสบซึ่งสะดวกและหายเร็ว

เวลาที่นิยมทำมาโซะยาวี นิยมเวลาเช้าและเย็นๆ เพราะช่วงเวลาดังกล่าวอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจัดช่วยในการห้ามเลือดไปในตัวด้วย ปัจจุบันการทำมาโซะยาวี ในชนบทยังนิยมแบบดั้งเดิม คือ ให้โต๊ะมูเด็งเป็นผู้ว่าคาถาและขริบให้จะได้ไม่ทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อม แต่ในเมืองใหญ่นิยมไปทำที่โรงพยาบาลเพราะจะได้มั่นใจในเรื่องความสะอาดและมีเครื่องมือที่ทันสมัย

รองเง็ง

66

รองเง็ง มีวัฒนาการมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของชาวเสปนหรือโปรตุเกส ซึ่งนำมาแสดงในแหลมมลายูเมื่อคราวที่ได้มาติดต่อทำการค้า จากนั้นชาวมลายูพื้นเมืองได้ดัดแปลงเป็นการแสดงที่เรียกว่า "รองเง็ง" สำหรับในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเต้นรองเง็งมาเป็นเวลาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อนการยกเลิกการปกครอง ๗ หัวเมืองโดยที่นิยมเต้นกันเฉพาะในวังของเจ้าเมือง ฝ่ายชายที่ได้รับการเชิญเข้าร่วมงานรื่นเริงในวังจับคู่เต้นกับฝ่ายหญิงซึ่งเป็นบริวารในวังและมีหน้าที่เต้นร็องเง็งได้แพร่หลายไปสู่ชาวบ้านโดยที่ใช้เป็นรายการสลับฉากของมะโย่ง ซึ่งมุ่งแต่ความสนุกสานและเงินรายได้เป็นสำคัญไม่รักษาแบบฉบับที่สวยงามซ้ำยังเอาจังหวะเต้นรำอื่นๆ เช่น รุมบ้า แซมบ้าน ฯลฯ เข้าไปปะปนด้วย ทำให้คนที่เคยเต้นรองเง็งมาแต่เดิมมองเห็นว่า รองเง็งได้เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี จึงพากันเสื่อมความนิยมไปชั่วระยะหนึ่ง

ใน พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้มีการรื้อฟื้นรองเง็งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยท่านขุนจารุวิเศษศึกษาการ ศึกษาธิการอำเภอเมืองปัตตานี ได้นำเพลง รองเง็งดั้งเดิม ๒ เพลง คือ ลากูดูวอ และเมาะอีนังชวา มาปรับปรุงท่าเต้นขึ้นจากรองเง็งของเดิม เพื่อแสดงในงานปิดอบรมศึกษาภาคฤดูร้อนของคณะครูจังหวัดปัตตานี ปรากฏว่ารองเง็งกลายเป็นที่แปลกใหม่ และได้รับความสนใจจากคนทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาสมาคมงัต สมาคมของชาวมุสลิมในจังหวัดปัตตานีซึ่งติดต่อไปมาหาสู่ระหว่างปัตตานี กลันตันมาเลเซียอยู่เสมอ ได้นำเอาเพลงจินตาซายัง ปูโจ๊ะปีชัง เลนัง ฯลฯ เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ทำให้เพลงรองเง็งมีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีผู้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและประดิษฐ์ดัดแปลงท่าเต้นขึ้นใหม่ เช่น จากท่าเดินของหนังตะลุง และท่ารำของไทยทำให้เพลงรองเง็งมีเพิ่มมากขึ้นซึ่งรวบรวมได้ถึง ๑๓ เพลง

เพลงและเนื้อร้องเพลงรองเง็ง เพลงที่ใช้ มีอยู่ ๑๓ เพลง คือ ลากูดูวอ จินตาซายัง เมาะอีนังลามา อาเนาดิดิ๊ ดึนดังซายัง บุหงารำไปหรือรุมบ้ารองเง็ง มาสแมระห์ จินโยดี วักตูมาลีม ฮารี เลนนัง เมาะอินังบารู เมาะอินังแลเงาะ และเมาะอินังชวา แต่ปัจจุบันนี้ที่ปรากฏว่ายังมีการเต้นอยู่เพียง ๘ เพลง คือ ลากูดูวอ เลนนัง ปูโจ๊ะปีซัง เมาะอินังชวา จินตาซายัง เมาอินังลามา อาเนาะดิดิ๊ บุหงารำไป หรือรุมบ้ารองเง็ง ในการจัดการแสดงผู้จัดการแสดง ผู้จัดนิยมจัดแสดงเพียงครั้งละ ๓ - ๕ เพลง โดยเลือกจาก ๘ เพลง ดังกล่าว

สถานที่และโอกาสที่แสดง แต่เดิมรองเง็งในประเทศไทยนั้นมีเล่นกันเฉพาะในบรรดา ผู้สูงศักดิ์ เช่น ในวังของพระยาพิพิธเสนามาตย์ ในโอกาสรื่นเริงสนุกสาน โดยเจ้าภาพจัดเตรียมผู้เต้นฝ่ายหญิงไว้เป็นคู่เต้นของแขกที่รับเชิญมาในงาน เช่น งานเลี้ยงหรืองานพิธีการต่าง ๆ ดังนั้น ผู้เต้นจึงมีเป็นจำนวนมาก สถานที่เต้นจึงต้องเป็นห้องโถงที่มีขนาดกว้างพอสมควร จุคู่เต้นได้จำนวนมาก

ซีละ

152987 2 narat


ซีละ เป็นการต่อสู้ป้องกันตัวแบบหนึ่งของชาวไทยมุสลิม เนื่องจากมีกระบวนท่าที่สง่างาม ภายหลังจึงจัดให้มีการแสดงซีละเพื่อดูศิลปะท่ารำ มากกว่าจะต่อสู้จริงๆ นิยมเล่นในงานมงคลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

ลิเกฮูลู 

64
ลิเกฮูลู เป็นการละเล่นพื้นบ้านแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับความนิยมมากประเภทหนึ่ง คำว่า"ลิเก" หรือ "ดิเกร์" เป็นศัพท์เปอร์เซีย มีความหมาย ๒ ประการ คือ

  1. หมายถึงเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้า ปกติการขับร้องเนื่องในเทศกาลวันกำเนิดพระนบี ชาวมุสลิมเรียกงานเมาลิด เลยเรียกการสวดดังกล่าวนี้ว่า "ดิเกร์เมาลิด"
  2. หมายถึงกลอนเพลงโต้ตอบนิยมเล่นกันเป็นกลุ่มหรือเป็นคณะ เรียกว่า "ลิเกฮูลู"บางท่านเล่าว่าลิเกฮูลูได้รับแบบอย่างมาจากคนพื้นเมืองเผ่าซาไก ซึ่งมีการเล่นอย่างหนึ่งเรียกตามภาษามลายูว่า "มะนอฆอ ออแฆสาแก" แปลเป็นภาษาไทยว่า มโนห์ราคนซาไก กล่าวคือ เขาเอาไม้ไผ่มาตัดท่อนสั้นทะลวงปล้องออกให้กลวงหัวกลวงท้ายแล้วเอาเปลือกไม้หรือกาบไม้ เช่น กาบหมาก มาหุ้ม หรือ เสียบติดไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งเปิดไว้ แล้วใช้ไม้หรือมือตีข้างที่หุ้ม ทำให้เกิดเสียงดัง แล้วร้องรำทำเพลงขับแก้กัน ตามประสาชาวป่า ว่ากันว่ากระบอกไม้ไผ่ที่หุ้มกาบไม้ข้างหนึ่งนั้น ได้กลายเป็นรำมะนาและบานอ ที่ใช้กันมาจนทุกวันนี้ 


ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า ลิเกฮูลูเอาแบบอย่างการเล่นลำตัดของไทยผสมเข้าไปด้วย บางท่านเล่าว่า ในสมัยปกครอง ๗ หัวเมือง ถ้ามีงานพิธีต่างๆ เช่น เข้าสุหนัต มาแกปูโละ เจ้าเมืองต่างๆ มาร่วมพิธีและชมการแสดงเช่น มะโย่ง โนรา และละไป ละไปนั้น คือ การร้องเพลงลำตัดภาษาอาหรับและเรียก "ซีเกร์มัรฮาแบ" การร้องเป็นภาษาอาหรับ ถึงแม้จะไพเราะแต่คนไม่เข้าใจ จึงนำเอาเนื้อเพลงภาษาพื้นเมือง ร้องให้เข้ากับจังหวะรำมะนา จึงกลายมาเป็นลิเกฮูลูสืบทอดจนถึงปัจจุบัน
วิธีการละเล่น ก่อนการแสดงลิเกฮูลูนั้น จะมีการร้องปันตนอีนัง ก่อน
ตัวอย่างบทปันตนอินัง เช่น

                       บูรงตะตือเบะ                                        บูรงฌือลาโตะ
                       ตือรือแบมือแลวอ                                  ตาญงตะตานิ
                       มีเตาะตาเบะ                                         ซือลากอดาโตะ
                       ดาตู บือตือรอ                                       ดารีซีนี

(นกตะตือเบะ นกฌือลาโตะ บินร่อนเหนือแหลมตานี ขอคารวะพระผู้ทรงศรี ภูบดีและโอรสแห่งสถาน)

กล่าวกันว่าเจ้าเมืองตานีสมัยอดีต มักเรียกคณะปันตนอินังที่มีชื่อเสียงเข้าไปแสดงในวัง โดยเฉพาะเนื่องในพิธีเข้าสุหนัดลูกชาย ต่อมาคณะปันตนอินังก็เปลี่ยนมาแสดงลิเกฮูลู ชาวบ้านมักเรียกการแสดงประเภทนี้แตกต่างกัน เช่น ที่กลันตันเรียก "ลิเกบารัต" หรือ "บาฆะ" (ลิเกตะวันตก) ปัตตานี เรียก "ลิเกฮูลู" (ลิเกเหนือ)

ผู้เล่นลิเกฮูลูหลายท่านกล่าวถึงการฝึกว่า บางคนข้ามฝั่งไปเรียนที่กลันตัน โดยใช้เวลาประมาณ ๑ เดือนสมัยโบราณไม่มีการฝึกหัดผู้หญิงเล่นลิเกฮูลู แต่สมัยนี้ดาราลิเกฮูลูหลายคนเป็นหญิง เช่น คณะเจ๊ะลีเมาะ ซึ่งมีลูกคู่เป็นหญิงล้วน และบางคนเป็นดาราโทรทัศน์อันเป็นยอดนิยมของมาเลเซียปัจจุบันลิเกฮูลูเป็นยอดนิยมของชาวไทยมุสลิม นอกจากจะแสดงในงานมาแกปูโละ งานสุหนัต งานเมาลิด งานฮารีรายอแล้ว แม้แต่สถานีวิทยุในท้องถิ่นก็จัดรายการเสนอลิเกฮูลูและเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านทั่วไป

มะโย่ง

sfhfotygpkd

มะโย่ง เป็นการแสดงเพื่อเฉลิมฉลองหรือเพื่อความรื่นเริง กำเนิดของมะโย่งมีผู้สันนิษฐานแตกต่างกันไปหลายกระแส ดังนี้

  1. มะโย่งเป็นการแสดงที่เกิดจากในวังของเมืองปัตตานี เป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ ๔๐๐ ปี มาแล้วจากนั้นแพร่หลายไปทางกลันตัน
  2. พิจารณาจากรูปศัพท์ ซึ่งกล่าวว่า คำว่า "มะโย่ง" มาจากคำว่า "มัคฮียัง" (MAKHIANG) แปลว่า เจ้าแม่โพสพ เนื่องจากพิธิทำขวัญข้าวในนาของชาวมุสลิมในสมัยโบราณนั้น จะมีหมอผู้ทำพิธีทรงวิญญาณเจ้าแม่โพสพเป็นการแสดงความกตัญญูที่เจ้าแม่โพสพมีเมตตาประทานน้ำนมมาให้เป็นเมล็ดข้าว เพื่อเป็นโภชนาหารของมนุษย์ตลอดทั้งเพื่อขอความสมบูรณ์พูนสุข ความสวัสดิมงคลให้บังเกิดแก่ชาวบ้านทั้งหลาย ในพิธีจะมีการร้องรำบวงสรวงด้วย ซึ่งในภายหลังได้วิวัฒนาการมาเป็นละครที่เรียกว่า "มะโย่ง"
  3. มะโย่งเป็นการแสดงที่ได้รับอิทธิพลมาจากชวาตั้งแต่ครั้งโบราณ แล้วเป็นที่นิยม แพร่หลายในหมู่ชาวไทยมุสลิมในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้อธิบายเพิ่มเติมโดยกล่าวถึงที่มาของคำว่า มะโย่ง คำว่า มะหรือเมาะ แปลว่า แม่ ส่วนโย่ง หรือโยง เป็นพระนามของเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งแห่งชวา จึงชวนให้สันนิษฐานต่อไปได้ว่า เหตุที่เรียกละครประเภทนี้ว่า มะโย่ง อาจเป็นตัวพระ จึงเรียกกันโดยใช้คำว่า มะ หรือ เมาะนำหน้า


เครื่องดนตรี นิยมใช้กันอยู่ ๓ ชนิด คือ รือบะ จำนวน ๑ - ๒ คน กลองแขก ๓ หน้า จำนวน ๒ ใบ และฆ้องใหญ่เสียงทุ้มแหลมอย่างละใบ มะโย่งบางคณะยังมีเครื่องดนตรีอีก ๒ ชิ้น คือ กอเลาะ (กรับ) จำนวน ๑ คู่และจือแระ จำนวน ๓ - ๔ อัน (จือแระ ทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ ๑๖-๑๘ นิ้วใช้ตี)ผู้แสดง มะโย่งคณะหนึ่งๆ มีคนประมาณ ๒๐ - ๓๐ คน เป็นลูกคู่เล่นดนตรี ๕ - ๗ คน นอกนั้นเป็นผู้แสดงและเป็นผู้ช่วยผู้แสดงบ้าง ผู้แสดงหรือตัวละครสำคัญมี ๔ ตัว คือ

  1. ปะโย่ง หรือเปาะโย่ง แสดงเป็นพระเอก มีฐานะเป็นกษัตริย์หรือเจ้านาย ตัวปะโย่งจะใช้ผู้หญิงร่างแบบบางหน้าตาสะสวย มีเสน่ห์ ขับกล่อมเก่ง น้ำเสียงดี เป็นผู้แสดง
  2. มะโย่งหรือเมาะโย่ง แสดงเป็นนางเอก มีฐานะเป็นเจ้าหญิงหรือสาวชาวบ้านธรรมดาตามแต่เนื้อเรื่องที่แสดง ใช้ผู้หญิงร่างแบบบาง หน้าตาดีเป็นผู้แสดง
  3. ปือรันมูดอ แสดงเป็นตัวตลกตัวที่ ๑ มีฐานะเสนาคนสนิทหรือคนใช้ใกล้ชิดของปะโย่ง ใช้ผู้ชายหน้าตาท่าทางน่าขบขันชวนหัว เป็นผู้แสดง ปือรันมูดอ จะพูดจาตลกคะนอง สองแง่สองมุม ฉลาดทันคน กล้าหาญ แต่บางครั้งโงทึบและขลาดกลัว ตาขาว
  4. ปือรันดูวอ แสดงเป็นตัวตลกตัวที่ ๒ มีฐานะเป็นเสนาคนสนิทตัวรองของเปาะโย่ง เป็นเพื่อสนิทของปือรันมูดอ จะเป็นตัวที่คอยสนับสนุนให้ปือรันมูดอสามารถตลกจี้เส้นได้มากขึ้น


โรงหรือเวทีแสดง ปัจจุบันโรงมะโย่งปลูกเป็นเพิงหมาแหงน ยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตร กว้าง ๕ - ๖เมตร ยาว ๘ - ๑๐ เมตร จากท้ายโรงประมาณ ๑ - ๒ เมตร จะกั้นฝา ๓ ด้าน คือ ด้านท้ายกับด้านข้างทั้งสองด้านหน้าใช้ฉากปิดกั้นให้มีช่องออกหน้าโรงได้ เนื้อที่ด้านท้ายโรงใช้เป็นที่แต่งกายเก็บของและพักผ่อนนอนหลับด้านหน้าโรงเป็นโล่งทั้ง ๓ ด้าน จากพื้นถึงหลังคาด้านหน้าสูงประมาณ ๓.๕ เมตร ชายหลังด้านหน้านี้จะมีระบายป้ายชื่อคณะอย่างโรงลิเกหรือโนรา ส่วนใต้ถุนโรงใช้เป็นที่พักหลับนอนไปด้วย

โอกาสที่แสดง มะโย่งจะแสดงในงานเฉลิมฉลองงานเทศกาลหรืองานรื่นเริงอื่น ๆ ตามที่เจ้างานรับไปแสดง ปกติจะแสดงในเวลากลางคืนโดยเริ่มแสดงราว ๑๙ นาฬิกา เลิกเวลาประมาณ ๑ นาฬิกา

อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว

NP

ข้อมูลทั่วไป

น้ำตกทรายขาว เดิมชาวบ้านเรียกว่า น้ำตกตะโกน มีต้นน้ำเกิดจากยอดเขานางจันทร์ในทิวเขาทรายขาว เทือกเขาสันกาลาคีรี ถูกค้นพบโดยพระครูศรีรัตนากร (ท่านสีแก้ว) เจ้าอาวาสวัดทรายขาว เมื่อปี 2475 อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาวมีพื้นที่ครอบคลุมป่าสงวนแห่งชาติเขาใหญ่ ในท้องที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี อำเภอเมืองยะลา อำเภอยะหา จังหวัดยะลา และป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขาสันกาลาคีรี ในท้องที่อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ประกอบด้วยจุดเด่นตามธรรมชาติและน้ำตกที่สวยงาม สภาพป่าอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิดที่ควรแก่การศึกษาหาความรู้เป็น อย่างยิ่ง ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 43,482.00 ไร่ หรือ 69.57 ตารางกิโลเมตร

เดิมกรมป่าไม้ได้จัดตั้งวนอุทยานน้ำตกทรายขาวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2497 และวนอุทยานโผงโผง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของสำนักงานป่าไม้เขตปัตตานี เนื่องจากวนอุทยานทั้ง 2 แห่ง มีบริเวณอาณาเขตติดต่อกัน กรมป่าไม้จึงได้มีคำสั่งที่ 1759/2528 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ให้ นายตระกูล คุณาพัทธิ์ นักวิชาการป่าไม้ 7 หัวหน้าฝ่ายจัดการวนอุทยาน ไปสำรวจหาข้อมูลวนอุทยานทั้ง 2 แห่ง และบริเวณใกล้เคียงเพื่อรวมพื้นที่วนอุทยานทั้ง 2 แห่ง จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ และต่อมา นายปรีชา บุญมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี และ นายเกรียงศักดิ์ ศักดิ์คเชนทร์ สมาชิกสภาจังหวัดปัตตานี ได้มีหนังสือลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2530 ถึง พลเอกหาญ ลีลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้รวบรวมวนอุทยานทั้ง 2 แห่ง และขอให้สำรวจบริเวณน้ำตกอรัญวาริน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันรวมจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติด้วย

ตามรายงานผลการสำรวจตามหนังสือที่ กษ 0713/005 ลงวันที่ 30 เมษายน 2530 สรุปได้ว่า เห็นสมควรผนวกพื้นที่วนอุทยานทั้ง 2 แห่ง เข้าด้วยกันเนื่องจากอยู่ใกล้กันและเป็นเทือกเขาเดียวกันเหมาะที่จะจัดตั้ง เป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือที่ กษ.0713/508 ลงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2530 เสนอกรมป่าไม้ โดย นายไพโรจน์ สุวรรณกร รองอธิบดีกรมป่าไม้ ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิบดีกรมป่าไม้ ได้มีบันทึกสั่งการลงวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2530 ให้กองอุทยานแห่งชาติดำเนินการยกฐานะรวบรวมวนอุทยานทั้ง 2 แห่ง นี้เป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติจึงได้มีหนังสือด่วนมาก ที่ กษ 0713/950 ลงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2530 เสนอโดยกรมป่าไม้มีคำสั่งที่ 1477/2530 ลง วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2530 ให้ นายอุดม ยกฉวี เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 ไปดำเนินการสำรวจและจัดตั้งป่าเขาใหญ่ ในท้องที่ตำบลป่าบอน (ปัจจุบันแยกเป็นตำบลช้างให้ตก) ตำบลทรายขาว ตำบลนาประดู่ ตำบลทุ่งพลา ตำบลปากล่อ อำโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา ตำบลตาชี อำเภอยะหา จังหวัดยะลา และ ป่าเทือกเขาสันกาลาคีรี ในท้องที่ตำบลบ้านโหนด ตำบลเปียน ตำบลธารคีรี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

จนกระทั่งปี 2551 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาใหญ่ ในท้องที่ตำบลช้างให้ตก ตำบลทรายขาว ตำบลนาประดู่ ตำบลทุ่งพลา ตำบลปากล่อ อำโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา ตำบลตาชี อำเภอยะหา จังหวัดยะลา และ ป่าเทือกเขาสันกาลาคีรี ในท้องที่ตำบลบ้านโหนด ตำบลเปียน ตำบลธารคีรี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 71 ก ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2551

ลักษณะภูมิประเทศ

พื้นที่ทั้งหมดอยู่บริเวณเทือกเขาสันกา ลาคีรี ซึ่งเป็นเทือกเขายาวที่สลับซับซ้อนติดต่อกันมียอดเขานางจันทร์เป็นยอดเขาที่ สูงที่สุด ส่วนใหญ่พื้นที่จะลาดลงไปทางทิศตะวันตก เป็นที่เนินเขา และเป็นที่ราบ ดินจะเป็นดินเหนียวปนทราย หินเป็นปูนและหินแกรนิต เป็นต้นกำเนิดของห้วยทรายขาว ห้วยโผงโผง ห้วยบอน ห้วยแกแดะ ห้วยลำหยัง ห้วยคลองเรือ ห้วยต้นตะเคียน ห้วยลำชิง ห้วยลำพะยา ฯลฯ ซึ่งลำห้วยลำธารเหล่านี้จะไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเทพา

ลักษณะภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศจะมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน ฤดูฝนอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนมกราคม จะมีฝนตกตลอด แต่จะตกชุกในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนธันวาคม และฤดูร้อนจะอยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน อากาศจะไม่ร้อนจัดนัก

พืชพรรณและสัตว์ป่า

สภาพพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ ชนิดไม้ที่สำคัญได้แก่ ยาง สยา กระบาก กาลอ หลุมพอ ไข่เขียว สะตอ เหรียง ตะเคียนทอง ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ ระกำ หวาย เฟิน เถาวัลย์ และกล้วยไม้ชนิดต่างๆ สัตว์ป่าที่พบได้แก่ เลียงผา หมูป่า เก้ง เม่น กระจง ลิง ค่าง ชะนี อีเห็น กระรอก นกขุนทอง นกกางเขน นกปรอด เหยี่ยว นกดุเหว่า ตะพาบน้ำ งูเหลือม งูเห่า งูกะปะ ตะกวด กบ เขียด กง รวมทั้งกุ้ง ปู และปลาชนิดต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในลำห้วยลำธาร

นํ้าตกโผงโผง

128230

ตั้งอยู่ที่ตำบลปากล่อ อำเภอโคกโพธิ์ เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ที่ ทข.1 (น้ำตกโผงโผง) ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 42 (ปัตตานี-ยะลา) และต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 409 สายปัตตานี-ยะลา ถึงบ้านปากล่อเลี้ยวขวาไปตามทางลาดยางอีกประมาณ 5 กิโลเมตร จะถึงตัวน้ำตก น้ำตกโผงโผงเป็นน้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันไดจำนวน 7 ชั้น ที่ราบชั้นล่างสุดมีแอ่งน้ำตกขนาดใหญ่ มองขึ้นไปยังผาน้ำตกชั้นบนจะมองเห็นน้ำตกไหลลงมาเป็นสายน้ำคดเคี้ยวตาม หน้าผาและโขดหิน พื้นที่บริเวณสองข้างลำธารและบริเวณใกล้ตัวน้ำตกมีความร่มรื่นปกคลุมด้วย พรรณไม้นานาชนิด สภาพร่มรื่นเย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อน

นํ้าตกอรัญวาริน

128231

ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งพลา น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชาวบ้านเรียกว่าควนอาศัย ต่อมาทางอำเภอโคกโพธิ์ได้เข้าสำรวจเส้นทางเพื่อก่อสร้างทางเข้าสู่น้ำตกและ ได้ตั้งชื่อน้ำตกแห่งนี้ว่า "น้ำตกอรัญวาริน" ปัจจุบันน้ำตกอรัญวารินกำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดปัตตานี ผาน้ำตกชันบนสุดมีความสูงประมาณ 30 เมตร มีสายน้ำไหลคดเคี้ยวตามแนวโขดหิน และมีผาน้ำตกลดหลั่นลงมา 6 ชั้น เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจและสัมผัสกลิ่นอายของพรรณไม้นานาชนิดที่ขึ้นใน บริเวณป่าดิบชื้น การเดินทางจากตัวเมืองปัตตานีใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 409 สายปัตตานี-ยะลา ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร ถึงทางแยกขวามือตรงปากทางเข้าวัดห้วยเงาะ อีกประมาณ 6 กิโลเมตร ถึงทางแยกขวามือตรงปากทางเข้าวัดห้วยเงาะอีกประมาณ 6 กิโลเมตร ก็ถึงตัวน้ำตกอรัญวาริณเป็นน้ำตกในเทือกเขาสันกาลาคีรี ลักษณะน้ำตกแบ่งออกเป็นชั้นๆ รวม 7 ชั้น แต่ละชั้นห่างกันประมาณ 300-500 เมตร ซึ่งในแต่ละชั้นมีลักษณะความสวยงามแตกต่างกันออกไป

หาดตะโละกาโปร์ ที่ตั้ง ต.ตะโล๊ะกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

จุดเด่น หาดทรายทอดตัวยาวขนานไปกับทิวสนร่มรื่น มีสายน้ำพาคลื่นเคลื่อนมากระทบฝั่ง ในวันที่อากาศปลอดโปร่งน้ำทะเลจะมีสีคราม ทรายเป็นสีทองสวยงามมาก เหมาะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ หากเลยไปยังหมู่บ้านประมงจะมีเรือกอและจอดเรียงรายอยู่เป็นทิวแถว ซึ่งชาวบ้านแถบนี้จะพาเรือออกไปทำประมงแล้วนำกลับมา โดยจะลากขึ้นมาเก็บในช่วงเช้าๆ สถานที่พักแรม บริเวณชายหาดยังไม่มีจุดพักแรม

การเดินทาง จากตัวเมืองปัตตานี ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 42 ประมาณ 16 กม. จากนั้น จะมีแยกเข้าสู่ชายหาดอีกราว 3 กม. เป็นทางลาดยาง

หาดแฆแฆ ที่ตั้ง หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านน้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

a

จุดเด่น ชายหาดซึ่งมีความสวยงามและน่าเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของปัตตานี ชายหาดโค้งเว้ามีความยาวเป็นระยะทางไกล ทรายมีสีทองละเอียดตัดกับน้ำทะเลสีครามในวันฟ้าใส นอกจากนั้นยังมีโขดหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตาจำนวนมากที่เกิดขึ้นเอง จึงมีลักษณะคล้ายสวนหินธรรมชาติ ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวท้องถิ่น และต่างถิ่นแวะเวียนมาพักผ่อนเล่นน้ำกันอยู่เสมอ บริเวณชายหาดได้จัดทำเป็นซุ้มศาลาพักร้อน คำว่า "แฆแฆ" เป็นภาษามลายู แปลว่า "อึกทึกครึกโครม" สถานที่พักแรม บริเวณหาดยังไม่ได้รับการปรับปรุงเป็นจุดแค้มปิ้ง อีกทั้งสามารถเดินทางพักผ่อนได้แบบไปกลับในวันเดียว

การเดินทาง จากตัวเมืองปัตตานีใช้เส้นทางหลวงสาย 42 แล้วแยกเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 4075 จนถึงสามแยกแล้วเลี้ยวซ้ายสู่ทางหลวงหมายเลข 4061 จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4157 ซึ่งเป็นถนนเลียบชายหาดเป็นระยะทางยาวสวยงามมาก เมื่อถึงกม.ที่ 7-8 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกราว 500 เมตร ถึงชายหาดแฆแฆ ห่างจากตัวเมืองปัตตานีราว 43 กม. หรือจากอำเภอปะนาเระจะมีเส้นทางเลียบหาดยาวไปจนถึงหาดแฆแฆ สภาพเส้นทางสะดวกสบาย

หาดราชรักษ์

pat16

ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต.บ้านน้ำบ่อ อ.ปะนาเระ  อยู่ติดกับหาดแฆแฆ ลักษณะเป็นหาดทรายกว้างล้อมรอบด้วยโขดหินกลมมนน้อยใหญ่ มีเนินและหุบเขาเตี้ยๆ สามารถขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม เหมาะสำหรับการพักผ่อนในช่วงเช้าและเย็น

บริเวณนี้ยังไม่มีที่พัก เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ การเดินทางหากมาจากตัวเมืองปัตตานีหาดราชรักษ์จะอยู่ก่อนถึงหาดแฆแฆ ประมาณ 2 ก.ม.

หาดวาสุกรี ที่ตั้ง เขตเทศบาล ตำบลตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี

hat

จุดเด่น หาดวาสุกรีเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า " ปาตาตีมอ " ลักษณะเป็นหาดทรายกว้าง และขาวสะอาดมีความลาดชันน้อย ทอดตัวเป็นแนวยาวร่มรื่นด้วยทิวสน เหมาะแก่การพักผ่อน เล่นน้ำและประกอบกิจกรรมริมชายหาดตามอัธยาศัย

สถานที่พักแรม สามารถเดินทางมาพักผ่อนแบบไปเช้าเย็นกลับได้ หรือจะพักแรมมีบังกะโลเปิดบริการอยู่บริเวณหาด

การเดินทาง
 จากตัวเมืองปัตตานีใช้เส้นทางหลวงสาย 42 ระยะทางประมาณ 50 กม. เมื่อถึงอำเภอสายบุรีใช้เส้นทางหลวงเดิมอีก 2 กม. หรือจะขับเลียบชายหาดทางหลวงหมายเลข 4157 ผ่านหาดชลาลัย หาดแฆแฆ ถึงหาดวาสุกรได้เช่นกัน

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์

เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่ที่จัดสร้างขึ้นบริเวณริมทะเลสาบแม่น้ำปัตตานีฝั่งซ้าย ไปจนจดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์   เป็นสวนป่าชายเลนที่ตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับ มีทิวทัศน์สวยงามร่มรื่น

มัสยิดกรือเซะและสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

VEE 0408

lim

 

มัสยิดเก่าแก่ อายุกว่า 200 ปี เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 การก่อสร้างเป็นแบบเสากลมรูปลักษณะแบบเสาโกธิกของยุโรป ช่องประตูหน้าต่างมีทั้งแบบโค้งแหลมและโค้งมน หลังคาโดมยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ด้านหน้าของมัสยิดมีฮวงซุ้ย หรือสุสานที่ฝังศพของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ศาลหลักเมือง

เป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองปัตตานีและนักท่องเที่ยวที่แวะไปเที่ยว มักจะพากันไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

วังเก่ายะหริ่ง

เป็นอาคารสองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ มีบันไดโค้งทอดขึ้นไปสู่ระเบียงทั้งสองด้าน จากระเบียงมีประตูเปิดเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ ลักษณะคล้ายกับท้องพระโรง

หมู่บ้านรูสะมิแล

พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นชายทะเลด้านทิศเหนือ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่นักศึกษาและที่ชาวบ้านเรียกในพระปรมาภิไธยย่อของสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชว่า "ม.อ."

พิพิธภัณฑ์ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้

อยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ตั้งขึ้นในภาคใต้ ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นที่รวมเอกสาร โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พระพุทธรูป พระพิมพ์ หัตถกรรมพื้นบ้านของภาคใต้ เงินตรา สมุดข่อย พระคัมภีร์อัลกุรอ่านฉบับที่เขียนด้วยลายมือ ปืนใหญ่หล่อด้วยทองเหลือง ฯลฯ

น้ำตกห้วยบือแนบูดี

ลักษณะของน้ำตกแยกเป็น 2 สาย ไหลมารวมกันก่อนไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี

มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี

01

เป็นมัสยิดที่สวยที่สุดของไทย สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการประกอบศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก หลังคาทรงสี่เหลี่ยมชั้นเดียว มีโดมใหญ่ 2 โดม

แหลมตาชี หรือแหลมโพธิ์

หาดทรายขาวยื่นต่อจากหาดตะโละกาโปร์ไปในทะเลอ่าวไทย หาดทรายขาวสะอาด เหมาะสำหรับตากอากาศและเล่นน้ำทะเล

หาดบางสาย

เป็นหาดทรายชายทะเลยาว

หาดป่าไหม้

เป็นหาดทรายต่อจากหาดบางสาย

หาดชลาลัย

มีบึงน้ำขนาดใหญ่ใกล้บริเวณทิวสน ให้บรรยากาศที่สงบร่มรื่นเหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อน

หาดมะรวด

มีภูเขาหินที่มีขนาดเล็กที่ตั้งซ้อนทับกันอยู่ดูแปลกตา บนภูเขามีต้นมะพร้าวขึ้นสวยงามเด่นชัดท่ามกลางหาดทรายขาวสะอาด

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาบ่อชัย

มีภูเขาลูกหนึ่งเรียกกันว่า เขาบ่อไพร บนยอดเขามีบ่อน้ำที่เชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ได้มีการนำน้ำจากบ่อแห่งนี้ไปใช้ในพระราชพิธีราชาภิเษกด้วย ต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นบ่อชัย

สถานที่หล่อปืนใหญ่

1

เป็นสถานที่หล่อปืนใหญ่พญาตาน ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย บริเวณสถานที่หล่อปืนใหญ่นี้ เป็นบริเวณที่มีดินสีดำ ปัจจุบันนำได้นำปืนใหญ่ มาไว้ที่หน้ากระทรวงกลาโหม กรุงเทพฯ

พลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 7

เป็นศาลาทรงไทยที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา เมื่อ พ.ศ. 2472 ปัจจุบันพลับพลาที่ประทับได้รับการบูรณะซ่อมแซมเพื่อให้คงสภาพเดิม เป็นสถาปัตยกรรมการก่อสร้างที่สวยงาม

ตลาดนัดปาลัส

talat

ตลาดนัดริมทาง ชาวไทยมุสลิมแบบเครื่องแต่งกายพื้นเมืองโพกศีรษะด้วยผ้าบาติกสีฉูดฉาดเดินไปมาหาซื้อของในตลาดแห่งนั้น เป็นภาพซึ่งน่าชม ชีวิตชนบทของชาวไทยมุสลิมที่มีบรรยากาศเมืองใต้

ภูเขาสะลินดงบายู

ภูเขานี้มี "ถ้ำปิด" เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ปากถ้ำขนาดไม่ใหญ่นักแต่มีหินปิดสนิทอยู่ ด้านหลังเขามีโพรง ที่ศาลาเชิงเขา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายแดง ศิลปะร่วมสมัยอยุธยาปางมารวิชัย

บ้านปะเสยะวอ

มีชื่อเสียงในการต่อเรือกอและ เรือประมงของชาวปัตตานีและนราธิวาส มีลักษณะเป็นเรือหัวแหลมท้ายแหลม ระบายสีสันงดงาม บ้านปะเสยะวอยังมีชื่อเสียงในด้านการสานเสื่อกระจูดด้วยฝีมือระดับศิลปาชีพ และการทำน้ำบูดูรสดีอีกด้วย

หาดปะนาเระ

เป็นหมู่บ้านชาวประมงหลายร้อยหลังคาเรือน บนหาดทรายอันยาวเหยียด มีเรือกอและ และเรือประมงนานาชนิดจอดเรียงรายอยู่ทั่วทั้งหาด

ศาลเจ้าพ่อเล่าเอี่ยกง

เป็นที่นับถือของประชาชน มีศาลเจ้าเป็นที่สักการะ ต่อมาได้สร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ขึ้นที่ฝั่งตำบลตะลุบัน มีงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเล่าเอี่ยกง โดยจะจัดงานสมโภช ปีเว้นปี

พระพุทธรูปวัดสุทธิกาวาส

เป็นวัดโบราณเก่าแก่ สร้างมาประมาณเกือบ 200 ปีมาแล้ว มีเนินเขาเตี้ยๆ มีบันไดอิฐขึ้นไปถึงวิหารเล็กๆ บนยอดเขาในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่อด้วยปูนแบบโบราณ

เขาฤาษี

เป็นภูเขาโขดหินธรรมชาติ มีบ่อน้ำก่อด้วยอิฐ ถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เคยนำไปใช้ในพิธีราชาภิเษกหลายรัชกาล

วัดช้างให้ หรือวัดราษบูรณาราม

วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ ไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง ภายในวิหารมีรูปปั้นหลวงปู่ทวดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่

หาดทราย-ชายบึงบ้านละเวง

สภาพแวดล้อมและธรรมชาติงดงามแปลกตา มีบึงขนาดใหญ่เคียงข้างหาดทรายขาวสะอาด

ซากเมืองโบราณยะรัง

mueang

เมืองโบราณยะรัง เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำตาปี  อยู่ในเขตอำเภอยะรัง เป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ สภาพทั่วไปมีความซับซ้อนของอาคารปราสาท คูคลองที่ใช้ป้องกันข้าศึก เชื่อกันว่าอาจจะเป็นอาณาจักรลังกาสุระ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13  เมืองโบราณแห่งนี้น่าจะมีผังเมืองเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ วางตัวตามแนวเหนือ-ใต้  โดยใช้ทางน้ำธรรมชาติเป็นแนวคูเมืองทั้งสองด้าน มีพื้นที่ประมาณ 8 ตารางกิโลเมตร  มีกลุ่มเมืองโบราณสร้างซ้อนทับและต่อเนื่องกันอยู่ 3 เมือง คือ

เมืองโบราณบ้านวัด

เป็นบริเวณพื้นที่ที่มีร่องรอยคูน้ำล้อมรอบพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆ  มีลักษณะคล้ายเกาะขนาดเล็กต่อเนื่องกันเป็นกลุ่ม คูน้ำเหล่านี้จะไปเชื่อมต่อกับคูน้ำธรรมชาติทางทิศตะวันตก และที่ลุ่มรับน้ำทางทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศเหนือ มีศูนย์กลางเป็นลานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ขนาดประมาณ 150 x 170 เมตร ปูพื้นด้วยอิฐและกระเบื้องหยักฟันปลา พื้นที่ส่วนกลางของเกาะต่างๆ มีซากโบราณสถานอยู่ มีกลุ่มโบราณ

สถานขนาดใหญ่อยู่ทางทิศตะวันตก โบราณสถานในพื้นที่ของเมืองนี้มีอยู่ประมาณ 20 แห่ง

เมืองโบราณบ้านจาเละ

เป็นบริเวณที่มีร่องรอยคูน้ำและคันดินขนาดใหญ่  อยู่ทางเหนือของเมืองโบราณบ้านวัด  มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทับซ้อนกัน  มีคูเมืองด้านทิศตะวันออกผ่านกลางกลุ่มโบราณสถานบ้านจาเละ  แล้วหักเป็นมุมฉากเข้าสู่คูเมืองด้านใต้  ไปบรรจบทางน้ำธรรมชาติทางทิศตะวันตก  เมืองโบราณแห่งนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่สระน้ำขนาดใหญ่  มีโบราณสถานกระจายห่างๆ  ในบริเวณพื้นที่ด้านเหนือของสระน้ำ และคูเมืองด้านทิศเหนือประมาณ 10 แห่ง

เมืองโบราณบ้านปะแว

มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน  ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน ขนาด 500x500 เมตร  ที่มุมทั้ง 4 ของคันดินล้อมรูปสี่เหลี่ยม  โดยล้อมคูน้ำที่เชื่อมมาจากคูเมืองทั้ง 4 ด้าน  ด้านทิศตะวันตกมีคลองส่งน้ำขนาดเล็ก  ต่อเชื่อมกับทางน้ำธรรมชาติที่ไหลมาจากบ้านวัด  ด้านทิศใต้มีคลองส่งน้ำที่ขุดจากบริเวณป้อม ไปเชื่อมต่อกับคูเมืองบริเวณมุมเมืองด้านทิศเหนือของเมืองโบราณยะรัง  ภายในมีคูน้ำคันดิน  โบราณสถาน 2 แห่ง และบ่อน้ำเก่าอีก 5 แห่ง

มัสยิดดาโต๊ะ

matsayit

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในประวัติศาสตร์ด้านศาสนา กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้แล้ว

วัดมุจลินทวาปีวิหาร

เป็นวัดเก่าแก่ มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของอดีตเจ้าอาวาส

หาดรัชดาภิเษก หรือหาดสายหมอ

ชายหาดร่มรื่นด้วยทิวสนสำหรับนั่งพักผ่อน ไม่เหมาะสำหรับการเล่นน้ำทะเล เพราะชายหาดเป็นลักษณะดินปนทราย น้ำทะเลไม่ใส

วนอุทยานปราสาทนางผมหอม

vana

ในวนอุทยานมีน้ำตกลักษณะไม่สูงนัก มีลำธารยาว มีน้ำมากในช่วงปลายปี

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

คำขวัญ

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด 

เว็บไซต์วิกิพีเดีย จังหวัดปัตตานี - วิกิพีเดีย

ตราสัญลักษณ์

ประวัติศาสตร์

การปกครอง

การเลือกตั้ง

สภาพทางภูมิศาสตร์

ประชากรและสภาพทางสังคม

การละเล่นพื้นเมือง

เว็บไซต์จังหวัดปัตตานี http://123.242.179.85/webptn/

ประชากรและสภาพทางสังคม

โครงสร้างพื้นฐาน

กลุ่มสำนักบริหารยุทธศาสตร์จังหวัดภาคใต้ชายแดน http://www.osmsouth-border.go.th/provinces/detail/10/ 

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

แรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html 
โครงสร้างพื้นฐาน ปัตตานี :: ด้านโครงสร้างพื้นฐาน .: สำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน :.
ประเพณีและวัฒนธรรม เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ http://www.baanjomyut.com

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

http://123.242.179.85/webptn/index.php?option=com_content&view=article&catid=7%3A2011-01-10-04-03-47&id=144%3A2011-02-14-04-59-38&Itemid=126

http://www.baanjomyut.com/76province/south/pattani/travel.html


รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นตะเคียนทอง

wiki.moohin.com 

blogspot.com 

ดอกชบา

bloggang.com 

มัสยิดกรือเซะและสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

traveling.igetweb.com

xn--72ca8beabk0fta2azj7a7d4be9pf9khbf.com 

มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี 

krungshing.com

สถานที่หล่อปืนใหญ่ 

siamsouth.com

ตลาดนัดปาลัส

ตลาดนัดปาลัส ปัตตานี « สถานที่ท่องเที่ยว เที่ยวทั่วไทย ไปกับ UpYim.com

ซากเมืองเก่า

ซากเมืองเก่าหรือเมืองโบราณ จ.ปัตตานี « สถานที่ท่องเที่ยว เที่ยวทั่วไทย ไปกับ UpYim.com

มัสยิดดาโต๊ะ

จังหวัดปัตตานี

วนอุทยานปราสาทนางผมหอม

sator4u.com 

 

JoomSpirit