ตรัง

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดตรัง

Seal Trang

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดตรัง

 

ภาพสะพานกระโจมไฟ และภาพลูกคลื่น

ภาพสะพานกระโจมไฟ หมายถึง จังหวัดตรังเคยเป็นเมืองท่าทำการค้าขายกับต่างประเทศ

ภาพลูกคลื่น หมายถึง ลักษณะพื้นที่ของจังหวัดตรัง เป็นเนินเล็กๆ สูงๆ ต่ำๆ คล้ายลูกคลื่น

คำขวัญประจำจังหวัด

เมืองพระยารัษฎา ชาวประชาใจกว้าง หมูย่างรสเลิศ ถิ่นกำเนิดยางพารา

เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล เสน่ห์หาดทรายงาม น้ำตกสวยตระการตา

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

 

2-28 3-19
รูปที่ 2 ต้นศรีตรัง รูปที่ 3 ต้นศรีตรัง

 

ศรีตรัง  เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดตรัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jacaranda obtusifolia Humb. & Bonpl.

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ชื่อสามัญ : Green ebony, Jacaranda

ชื่ออื่น : แคฝอย

ไม้ต้นขนาดเล็กผลัดใบ สูง 4 - 10 เมตร ทรงเรือนยอดโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา โตช้า ใบเป็นใบ ประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกตรงกันข้าม ใบย่อยขนาดเล็กมาก ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอกสีม่วง ออกเป็นช่อแขนงขนาดใหญ่ตามปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด มี 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผลเป็นฝักแบนกว้าง 1 - 1.5 เซนติเมตร ยาว 2 - 2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกออกเป็น 2 ซีก เมล็ดแบนขนาดเล็กมีปีก

นิเวศวิทยา : เป็นไม้ถิ่นอเมริกาใต้ ปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิด พระยารัษฎานุประดิษฐ์ได้นำเข้ามาปลูก ที่จังหวัดตรัง

ออกดอก : ธันวาคม - มีนาคม

ขยายพันธุ์ : โดยเมล็ด ต้นมีอายุ 4 - 6 ปี จึงจะออกดอก

ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ

ชื่อดอกไม้ ดอกศรีตรัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ Jacaranda filicifolia D. Don.

วงศ์ BIGNONIACEAE

ชื่ออื่น แคฝอย (กรุงเทพฯ), ศรีตรัง (ตรัง)

ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 5-10 เมตร เรือนยอดโปร่ง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงกันข้าม ใบย่อยเล็ก ออกดอกเป็นช่อใหญ่ตามกิ่ง ดอกสีม่วง กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมกันเป็นหลอด เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซ.ม. ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดมีปีก

การขยายพันธุ์ การเพาะเมล็ด  สภาพที่เหมาะสม ดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง

ถิ่นกำเนิด เป็นไม้ท้องถิ่นของอเมริกาใต้

ตรังเป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ด้านฝั่งทะเลตะวันตก มีหลักฐานความเป็นมาที่ยาวนาน แต่เนื่องจากตรังไม่ได้เป็นเมืองรบทัพจับศึก จึงไม่ค่อยมีชื่อในประวัติศาสตร์เท่าใดนัก ทั้งที่จริงตรังเป็นชุมชนมานานแล้ว มีหลักฐานพอจะอ้างอิงได้ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา เพื่อความเข้าใจประวัติความเป็นมาของตรัง ขอแบ่งยุคหรือสมัยของตรังเทียบเคียงกับยุคของประวัติศาสตร์ภาคใต้และประวัติศาสตร์ไทย ดังนี้


๑. ชุมชนตรังยุคก่อนประวัติศาสตร์
๒. ชุมชนตรังยุคอาณาจักรโบราณในภาคใต้
๓. ชุมชนตรังยุคสุโขทัย
๔. เมืองตรังสมัยกรุงศรีอยุธยา
๕. เมืองตรังสมัยกรุงธนบุรี
๖. เมืองตรังสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
๗. เมืองตรังสมัยการปกครองหัวเมืองฝั่งตะวันตก
๘. เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่กันตัง
๙. เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่ทับเที่ยง - ปัจจุบัน

๑. ชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์

จากการสำรวจของนักโบราณคดี แสดงให้เห็นว่า ตรังในยุคก่อนประวัติศาสตร์ภาคใต้นั้นมีการตั้งชุมชนเป็นหลักแหล่งกันแล้ว มีร่องรอยการดำเนินชีวิตอย่างเด่นชัด เช่น จากการศึกษาของ ดร.สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ เกี่ยวกับถ้ำซาไก ตำบลปะเหลียน ได้พบเครื่องมือหินกะเทาะ ซึ่งใช้กันในยุคหินเก่า มีจำนวนถึง ๑๐๒ ชิ้น เครื่องมือสะเก็ดหิน จำนวน ๗๒๑ ชิ้น สะเก็ดหินอีก ๓๖๗ ชิ้น รวมทั้งโครงกระดูกมนุษย์ อายุราว ๖,๐๐๐ ถึง ๘,๐๐๐ ปี ล่วงมาแล้ว นอกจากนี้ยังพบขวานหินขัด กระจัดกระจายในหลายท้องที่ หม้อสามขาและชิ้นส่วนภาชนะดินเผาทั้งผิวเรียบและลายเชือกทาบ พบในถ้ำหลายแห่ง เช่น ถ้ำหน้าเขา อำเภอนาโยง ถ้ำเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา ถ้ำเขาหญ้าระ อำเภอปะเหลียน ถ้ำหมูดินและเขาหลักจัน ตำบลปากแจ่ม อำเภอห้วยยอด รวมทั้งมีศิลปะถ้ำเกิดขึ้น ได้แก่ ภาพเขียนสีตามผนังถ้ำ เช่น ในถ้ำตรา ตำบลปากแจ่ม มีดวงตราเป็นรูปวงกลม ปัจจุบนลบเลือนไปมากแล้ว ส่วนที่ถ้ำเขาน้ำพรายซึ่งอยู่ใกล้กัน มีภาพเขียนสีแดงระบายสีทึบเรียงต่อกัน ที่เขาแบนะ หาดฉางหลาง ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มีภาพเขียนสีแดงรูปปลา หลักฐานเหล่านี้แสดงว่า มีชุมชนเกิดขึ้นแล้วในท้องที่ตรังตั้งแต่ยุคหินเก่าตอนปลาย และมีการพัฒนาการเรื่อยมาจนเข้าสู่ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์

๒. ชุมชนตรังยุคอาณาจักรโบราณในภาคใต้

การศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เมืองตรัง ไม่อาจละเลยเรื่องราวของอาณาจักรโบราณในภาคใต้ ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ที่กำหนดนับการบันทึกเรื่องราวด้วยตัวอักษรเป็นจุดเริ่มต้น ไปจนถึงก่อนการเริ่มประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีสุโขทัยเป็นราชธานี ทั้งนี้อยู่ในช่วงเวลาประมาณพุทธศตวรรณที่ ๕ - ๑๘

ชุมชนในคาบสมุทรภาคใต้มีการติดต่อกับต่างแดนมาช้านาน โดยเฉพาะกับอินเดียมีร่องรอยอารยธรรมจากทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ปรากฏให้เห็นเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ จารึก เอกสารและมุขปาฐะ อยู่ทางด้านฝั่งทะเลตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ ส่วนทางฝั่งทะเลตะวันตก มีแหล่งโบราณคดีใหญ่ที่สุดอยู่ในบริเวณอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา นอกจากนั้น ก็มีควนลูกปัดที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ในจังหวัดตรังมีโบราณวัตถุตามถ้ำเขาใกล้แม่น้ำตรัง บริเวณอำเภอห้วยยอด ทั้งสามจุดนี้คือปากประตูของเส้นทางข้ามคาบสมุทร ไปสู่ศูนย์กลางความเจริญทางฝั่งตะวันออก เฉพาะที่ตรัง มีแม่น้ำตรังที่สามารถเดินทางข้ามไปออกแม่น้ำตาปี ไปนครศรีธรรมราช และไปพัทลุงได้ นอกจากนี้ ยังมีแม่น้ำปะเหลียน ที่เป็นต้นทางเข้าสู่บ้านตระหรือช่องเขาตอนอื่นๆ ข้ามไปยังพัทลุงได้เช่นกัน

มีผู้สันนิษฐานว่า เมืองตรังเป็นที่ตั้งของเมืองศูนย์กลางการค้าฝั่งทะเลตะวันตก ชื่อเมือง ตะโกลา แต่อีกกลุ่มหนึ่งกล่าวว่า ตะโกลาอยู่บริเวณเมืองตะกั่วป่า ในจังหวัดพังงา โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีประกอบ

เอกสารชาติตะวันตกมีหนังสือภูมิศาสตร์ของ คลอดิอุส ปโตเลมี เขียนตามคำบอกเล่าของพ่อค้าชื่ออเล็กซานเดอร์ เขียนขึ้นประมาณ พ.ศ. ๖๙๓ หรือ ๗๐๘ บรรยายถึงชื่อเมืองต่างๆ บนคาบสมุทรทองรวมทั้งเมือง Takola อยู่ในดินแดน Chryse Chersonesos หรือสุวรรณทวีป เอกสารของอินเดียมี ภัมภีร์มหานิทเทส กล่าวถึงดินแดนต่างๆ รวมทั้ง ตักโกลา ตะมาลี สุวรรณภูมิ ส่วนในคัมภีร์มิลินทปัญหา พ.ศ.๙๔๓ (บางแห่งว่า พ.ศ.๕๐๐) ปรากฏชื่อ ตักโกลา สุวรรณภูมิ และในศิลาจารึกเมืองตันชอร์ ของพระเจ้าราเชนทร์โจฬะที่ ๑ จารึกเมื่อ พ.ศ. ๑๕๗๓ - ๑๕๗๔ มีชื่อเมือง ตไลตฺ ตกฺโกลํ อยู่ด้วย

ศาสตราจารย์มานิต วัลลิโภดม ผู้มีความเห็นว่าตะโกลาอยู่ที่ตรัง กล่าวอ้างอิง ดร.เอช.จี.ควอริชท์ เวลส์ สำรวจบริเวณเมืองตะกั่วป่าปัจจุบันและทางข้ามคาบสมุทรที่ผ่านเขาสกแล้วมีความเห็นว่า "ไม่เหมาะจะเป็นเมืองท่าเรือขนถ่ายสินค้าข้ามแหลม" ศาสตราจารย์มานิตเองก็เห็นว่าตะโกลาอยู่ที่เมืองตรัง "ยุคที่ ๑ - เหนือเขาปินะขึ้นไประยะหนึ่ง ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออก มีปากคลองกะปาง ตรงข้ามคลองกะปาง เป็นบ้านหูหนาน เป็นที่ตั้งเมืองตรังครั้งแรกเรียกชื่อตามพื้นบ้านว่า กรุงธานี บริเวณนี้ถูกเกลื่อนทำเป็นสวนยางพาราเสียหมดแล้ว" จากนั้นก็วิเคราะห์ถึงแม่น้ำในหนังสือปโตเลมีว่า แม่น้ำไครโลนาสคือแม่น้ำตรัง แม่น้ำอัตตาบาส์คือแม่น้ำตาปี แม่น้ำปะลันดาคือคลองโอ๊ก และคลองมีนซึ่งเชื่อมระหว่างแม่น้ำไครโลนาสกับแม่น้ำอัตตาบาส์

ดร.ประเสริฐ วิทยารัฐ นักภูมิศาสตร์เชื้อสายเจ้าเมืองตรังคนหนึ่ง กล่าวว่า ตามลักษณะภูมิศาสตร์ การเดินเรือในเขตมรสุม ถ้าจะเดินทางจากลังกา หรืออินเดียตอนใต้มายังสุวรรณภูมิ เมื่อตั้งหางเสือของเรือแล้วแล่นตัดตรงมา อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะนำเรือเข้าฝั่งแหลมทองบริเวณละติจูดที่ ๗ องศาเหนือ ตรงกับจังหวัดตรังพอดี

หลักฐานจากศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย ตำบลควนเกย อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้สำรวจและอ่านไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ เนื้อความเป็นบทบูชาพระศิวิ จารึกด้วยอักษรอินเดียใต้เป็นภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒ จารึกนี้แสดงว่ามีกลุ่มคนผู้บูชาพระศิวะ ซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ใช้เส้นทางแม่น้ำตรังแยกเข้าทางคลองกะปาง ผ่านบ้านถ้ำพระเข้าสู่หุบเขาช่องคอย เข้า - ออก กับนครศรีธรรมราช

หลักฐานศาสนสถานและโบราณวัตถุ ได้แก่ วัดเก่าซึ่งเป็นวัดใหญ่ถึงสามวัดอยู่ใกล้กันในอำเภอห้วยยอด และอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำตรัง คือ วัดคีรีวิหาร วัดหูแกง วัดย่านเกลื่อน โดยเฉพาะวัดย่านเกลื่อนเป็นวัดร้าง มีวัดนอกและวัดใน อาณาเขตติดแม่น้ำตรัง เคยมีผู้ขุดพบพระทองคำ และมีหลักศิลาปักแสดงแนวเขตอุโบสถทั้งสี่ทิศ ทั้งมีใบเสมาและเสาหงส์ วัดคีรีวิหารมีพระบรรทมและพระพุทธรูปโบราณในถ้ำ และพบพรพิมพ์ดินดิบที่เรียกกันว่าพระผีทำด้วย วัดหูแกงมีพระพุทธรูปในถ้ำแต่ถูกทำลายไปแล้ว เหลือแต่อิฐและเสาหงส์ปรากฏอยู่ ที่เขาสายใกล้วัดหูแกงและที่เขาขาวก็มีพระพิมพ์เช่นกัน พระพิมพ์ที่พบมีหลายลักษณะ ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงบันทึกไว้เมื่อคราวเสด็จฯ ตรวจราชการแหลมมลายู พ.ศ. ๒๔๔๕ ว่า

ที่ถ้ำวัดคีรีวิหาร "มีรูปภาพพิมพ์บนดินดิบ วางซ้อนทับไว้กับพื้นมาก ที่เลือกพบมีสามอย่างด้วยกัน เป็นรูปลูกไข่อย่างหนึ่งมีรูปพระสี่กรอยู่กลาง มีเทวดาล้อม ๘ ตน เป็นรูปกลีบบัวอย่างหนึ่ง มีรูปพระสี่กรองค์เดียวใหญ่ รูปแผ่นอิฐอย่างหนึ่ง มีรูปพระสองกรอยู่กลาง (ที่พุทธรูป) มีสาวกฤาเทวดาสองข้าง อย่างรูปไข่มีมาก อย่างกลีบบัวมีน้อย อย่างแผ่นอิฐได้อันเดียว

ที่ถ้ำเขาสาย "รวมเทวรูปที่ได้มี ๖ ชนิด คือ ๑. รูปพระโพธิสัตว์สี่กรนั่งขัดสมาธิ ๒. รูปอย่างเดียวกันแต่ขนาดย่อม ๓. รูปพระโพธิสัตว์สองกรนั่งห้อย ๔. รูปพระโพธิสัตว์สองกรยืน ๕. รูปพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ ๖. รูปอย่างเดียวกันแต่องค์เล็ก ยังมีอีกที่ไม่รู้ว่าอะไร เป็นทีเม็ดยอดอะไรก็มี มีลายแลชิ้นอะไรแตก ๆ มีตราหนังสือ..." ต่อมายังมีผู้พบพระพิมพ์ดินดิบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากถ้ำเขาขาว อำเภอห้วยยอด

ลักษณะของพระพิมพ์ข้างต้นเหมือนกับที่พบในชุมชนโบราณอื่นๆ ทางภาคใต้ ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๘ นับเป็นหลักฐานร่วมสมัยศรีวิชัย แสดงถึงการเข้ามาของพุทธศาสนานิกายมหายาน และอาจมีบางลักษณะที่ต่อเนื่องมาจนถึงยุคหลัง หลักฐานดังกล่าวในท้องที่จังหวัดตรังย่อมแสดงว่า เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นเดินทางเข้ามา คงจะได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความเชื่อแก่ชุมชนตามที่ราบลุ่มแม่น้ำตรัง จนปรากฏหลักฐานโบราณวัตถุเหลือให้เห็นอยู่

หลักฐานวัดเก่าไม่แน่ชัดว่าจะเก่าแก่มาแต่เดิมหรือไม่ ส่วนเสาหงส์นั้น อาจจะเข้ามาได้ถึง ๒ กรณี หนึ่งคือมาตามคติพราหมณ์ อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ พม่าตั้งให้พระมหาธรรมราชาปกครองกรุงศรีอยุธยา ได้มีท้องตราบังคับไว้ ๓ ข้อ คือให้พระสงฆ์ห่มจีวรแบบมอญ ให้หญิงไทยไว้มวยและให้วัดปักเสาหงส์ไว้ทุกวัด เสาหงส์ตามวัดในภาคใต้จะมาครั้งนั้นหรือไม่ ยังไม่ชัดเจน

หลักฐานมุขปาฐะซึ่งบันทึกเป็นเอกสารในภายหลัง ได้แก่ ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวถึง การทำศึกแย่งพระทันตธาตุในอินเดีย เป็นเหตุให้พระธนกุมารและนางเหมชาลาโอรสธิดาของกษัตริย์แห่งเมืองนนทบุรีต้องนำพระทันตธาตุลงเรือหนีไปลังกา แต่ถูกพายุพัดเรือแตกเสียก่อน ต่อมาคลื่นซัดขึ้นฝั่งและได้รับความช่วยเหลือเดินบกจนถึงหาดทรายแก้ว ฝังพระทันตธาตุไว้ที่หาดทรายแก้ว แล้วเกิดเหตุอัศจรรย์ให้พระมหาเถรพรหมเทพเข้ามาพบเข้า พระมหาเถรทำนายว่า ผู้มีบุญจะมาสร้างเมือง ณ หาดทรายแก้วแห่งนี้ และช่วยเหลือให้ทั้งสองนำพระทันธาตุเดินทางลงเรือไปลังกาได้สำเร็จ ต่อมาท้าวศรีธรรมาโศกราชได้มาสร้างเมือง ณ หาดทรายแก้ว สถานที่เคยฝังพระทันตธาตุไว้ เป็นเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น แล้วตั้งหัวเมืองบริวารทั้งหลายเป็นเมือง ๑๒ นักษัตร กำหนดตราประจำเมือง ไว้ดังนี้

๑. เมืองสาย ตราชวด
๒. เมืองตานี ตราฉลู
๓. เมืองกลันตัน ตราขาล
๔. เมืองปาหัง ตราเถาะ
๕. เมืองไทร ตรามะเมีย
๖. เมืองพัทลุง ตรามะเส็ง
๗. เมืองตรัง ตรามะเมีย
๘. เมืองชุมพร ตรามะแม
๙. เมืองบันทายสมอ ตราวอก
๑๐. เมืองสะอุเลา ตราระกา
๑๑. เมืองตะกั่วถลาง ตราจอ
๑๒. เมืองกระ ตรากุน

หลังจากนี้ ก็มีกษัตริย์ต่อมาจนถึงท้าวศรีธรรมาโศกราชจากเมืองอินทปัตย์บูรณะพระเจดีย์ครั้งหนึ่ง พอล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีการบูรณะพระเจดีย์ครั้งใหญ่อีก ในครั้งนี้ตำนานกล่าวถึงการมอบหน้าที่ให้พระสงฆ์ เจ้าเมือง และชาวเมือง เช่น ในการทำพระระเบียงกำหนดให้ "ขุนแปดสระเจ้าเมืองตรัง ๕ ห้อง" ส่วนการทำกำแพงรอบพระระเบียงนั้น "ด้านอุดรไป ได้แก่ ขุนแปดสันเจ้าเมืองตรัง ๘ วา" (ชื่อเจ้าเมืองตรังที่ต่างกันอาจเป็นเพราะความผิดพลาดจากการเขียนเดิม)

ศิลาจากรึกเมืองตันชอร์ ของพระเจ้าราเชนทร์โจฬะที่ ๑ จารึกเมื่อ พ.ศ. ๑๕๗๓ - ๑๕๗๔ กล่าวถึงพวกโจฬะยกทัพมาตีเมืองต่างๆ ในแหลมมลายูได้ไว้ในอำนาจ ได้แก่ ดินแดนศรีวิชัย ปัณไณ มะไลยูร์ มัทธมาลิงคัม หลังจากนั้นศรีวิชัยก็เลื่อมอำนาจลง นักโบราณคดีกล่าวว่า มัทธมาลิงคัมเป็นที่เดียวกับตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช

จากหลักฐานศิลาจารึกที่ ๒๔ วัดเสมาเมือง (เป็นที่ถกเถียงว่าจะสลับกันกับจารึกวัดหัวเวียงอำเภอไขยา) กล่าวถึงกษัตริย์นามจันทรภาณุแห่งปทุมวงศ์ ผู้ปกครองเมืองตามพรลิงค์และมีบรมเดชานุภาพยิ่งใหญ่ จารึกเมื่อ พ.ศ. ๑๗๗๓ ชื่อกษัตริย์จันทรภาณุยังปรากฎในหนังสือลังกามหาวงศ์ ว่าพระองค์ได้ยกทัพไปรุกรานเกาะลังกา ถึง ๒ ครั้ง คือ เมื่อ พ.ศ. ๑๗๙๓ และ พ.ศ. ๑๘๑๓ อีกครั้งหนึ่ง

การยกทัพในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุระหว่างตามพรลิงค์กับลังกา ไม่มีเส้นทางใดเหมาะสมกว่าแม่น้ำตรัง

หลักฐานข้างต้นทั้งหมด แม้จะไม่ปรากฏชื่อเมืองตรังโดยตรง แต่จากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่กล่าวมาแล้วสนับสนุนว่า ตรังมีชุมชนเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำตรังตลอดไปจนถึงชายเขา การเดินทางเข้าออกจากฝั่งทะเลตะวันตกผ่านทางแม่น้ำตรัง ซึ่งสมัยเมื่อพันปีก่อนคงจะกว้างใหญ่และลึกเข้าไปมาก ขนาดที่กองทัพเรือจากอินเดียและนครศรีฯ ต้องใช้เส้นทางนี้ ส่วนความเป็นเมืองของตรังเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อครั้งสถาปนาเมืองสิบสองนักษัตร ในฐานะเมืองบริวารของนครศรีธรรมราช สถานะของเมืองตรังในยุคนี้ จึงเป็นเมืองท่าปากประตูความสัมพันธ์ด้านการค้า การเมืองและศาสนา ระหว่างอินเดียไปจนถึงดินแดนตะวันตกกับอาณาจักรโบราณในภาคใต้ ทั้งศรีวิชัย และตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช

๓. ชุมชนตรังสมัยกรุงศรีอยุธยา

หากนับการเริ่มต้นของกรุงสุโขทัยตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ มีเอกสารในเชิงตำนาน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกรุงสุโขทัยกับสิริธรรมนคร หรือนครศรีธรรมราช คือในตำนานพระพุทธสิหิงค์จากหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่า ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ พระเจ้าโรจนราชหรือพระเจ้าล่วงแห่งกรุงสุโขทัย ร่วมกับพระเจ้าสิริธรรมนครส่งสมณฑูตไปขอพระพุทธสิหิงค์ยังลังกาทวีป ตอนเดินทางกลับเกิดเรือแตก แต่มีพระยานาคราชมาช่วยไว้ ทำให้พระเจ้าสิริธรรมนครได้พระพุทธปฏิมากลับคืน แล้วพระเจ้าล่วงก็มารับพระพุทธสิหิงค์ไปสุโขทัย เรื่องนี้จะสอดคล้องกับตำนานท้องถิ่นทั้งของเมืองตรังและเมืองพัทลุง

ตำนานท้องถิ่นตรัง เล่าถึงการนำพระพุทธสิหิงค์จากลังกามาซ่อนไว้ที่โคนต้นมะม่วงที่หมู่บ้านปากน้ำตรัง ก่อนทางนครศรีธรรมราชจะนำส่งให้สุโขทัย ส่วนตำนานเมืองพัทลุง กล่าวถึงนางเลือดขาวและพระกุมาร ผู้สร้างเมืองพัทลุง มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเดินทางเข้ามายังเมืองตรัง เพื่อลงเรือไปยังลังกา ขากลับนางเลือดขาวและพระกุมารได้สร้างวัดพระศรีสรรเพชญพุทธสิหิงค์ และพระบรรทมองค์หนึ่งไว้ที่เมืองตรัง วัดพระศรีสรรเพชญพุทธสิหิงค์อยู่ในอำเภอนาโยงปัจจุบัน ส่วนพระบรรทมที่ว่านั้น มีตำนานเกี่ยวข้อง ๒ แห่ง คือ อาจจะเป็นพระบรรทมวัดถ้ำพระพุทธ ตำบลหนองบัว อำเภอรัษฎา หรือพระบรรทมวัดภูเขาทอง ตำบลน้ำผุด อำเภอเมืองตรัง องค์ใดองค์หนึ่ง

ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง กล่าวว่า "สังฆราชปราชญ์ เรียนจบปิฎกไตร หลัวกว่าปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่ศรีธรรมราชมา" ทั้งจารึกนี้ รวมกับตำนานพื้นบ้านทางเหนือ ทางใต้ และท้องถิ่นตรัง ล้วนชี้ไปทางเดียวกันว่า การเดินทางของพุทธศาสนาจากลังกาจะมารวมศูนย์ที่นครศรีธรรมราช ก่อนเข้าสู่สุโขทัย และดินแดนตรังยังทำหน้าที่เช่นเดิม คือ เป็นเมืองท่าปากประตูของนครศรีธรรมราช ความเป็นชุมชนตามทุ่งราบริมแม่น้ำตรังและคลองสาขา รวมทั้งชุมชนชายเขา ย่อมเป็นปึกแผ่นขึ้นแล้วในยุคนี้ อย่างน้อยวัดพระศรีสรรเพชญพุทธสิหิงค์ที่อำเภอนาโยง และพระพุทธรูปนอน ทั้งที่ถ้ำพระพุทธและวัดภูเขาทองย่อมยืนยันความเป็นไปได้ของตำนาน รวมทั้งพระพุทธสิหิงค์ที่ตำนานกล่าวว่า นางเลือดขาวอัญเชิญมาจากลังกา ก็เคยอยู่คู่บ้านเมืองตรังเป็นเวลาหลายร้อยปี เพิ่งจะมาสูญหายไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ นี้เอง

๔. เมืองตรังในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา ราชวงศ์อู่ทองซึ่งมีอำนาจอยู่ในบริเวณภาคกลางเริ่มขยายอำนาจไปทั้งทางเหนือและทางใต้ ในตำนานกล่าวว่า ท้าวศรีธรรมาโศกราชรบกับท้าวอู่ทอง ในที่สุดหย่าศึกกันที่บางสะพานแสดงว่าเมื่อเริ่มตั้งกรุงศรีอยุธยานั้น นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองของอยุธยาแล้ว และชัดเจนยิ่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กฎมณเฑียรบาลระบุว่าเมืองนครฯ เป็นเมืองหนึ่งใน ๘ เมืองพระยามหานคร ต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และเป็นตัวแทนราชธานีปกครองหัวเมืองอิสระในภาคใต้ทั้งหมด

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เมื่ออัลบูแกร์ก (Afonso de Albuquerque) ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกส ยกทัพเรือมาตีมะละกาได้ใน พ.ศ. ๒๐๕๔ เมื่อทราบว่ามะละกาเป็นเมืองขึ้นของไทย ก็ได้ส่งผู้แทนไปทำสัมพันธไมตรีกับอยุธยาถึง ๒ ครั้ง โดยเดินทางผ่านท่าเรือเมืองตรัง

ครั้งที่ ๑ ให้ ดูอาร์เตช เฟอร์นานเดช (Duarte Fernandez) เข้ามาทางช่องแคบสิงคโปร์ผ่านอ่าวไทย เพื่อถวายสาสน์จากอัลบูแกร์กพร้อมกับของขวัญ การเดินทางกลับครั้งนี้ผ่านทางเท่าเรือเมืองตรัง (arrived at Trangque, a city of the King of Siam) เท่าที่พบหลักฐานถือได้ว่า คนกลุ่มนี้คือชาวตะวันตกชุดแรกที่เข้ามาในประเทศไทย ที่สำคัญคือคนชุดแรกนี้เดินทางผ่านท่าเรือเมืองตรัง

ครั้งที่ ๒ ประมาณ พ.ศ. ๒๐๕๖ อัลบูแกร์ก อาซเวโด (Antonio Miranda de Azevedo) และมานูเอล ฟราโกโซ (Manuel Fragoso) คนหลังนี้เพื่อให้รวบรวมข้อมูลเขียนหนังสือเกี่ยวกับมารยาท ธรรมเนียมต่าง ๆ การแต่งกาย การค้าขาย และแผนที่ตั้งท่าเรือต่าง ๆ ของสยาม การเดินทางเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาจากมะละกาขึ้นมาบกที่เมืองตรังอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินทางต่อไปยังนครศรีธรรมราช เพื่อลงเรือไปกรุงศรีอยุธยา

นอกจากนี้ยังมีกล่าวไว้ในหนังสือ The Suma Oriental ว่าหัวเมืองภาคใต้แยกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ ฝั่งตะวันออก มีพระยานครศรีธรรมราช อุปราชคนที่ ๒ ปกครองตั้งแต่เมืองปะหังขึ้นไปถึงอยุธยา ส่วนฝั่งตะวันตก ซึ่งมีเมืองตะนาวศรี ตรัง และไทรบุรี อยู่ในอำนาจของขุนนางอีกผู้หนึ่ง ชื่อ Vya Chacotay (น่าจะเป็นพระยาสุโขทัย) หากถือตามเอกสารนี้ ในช่วงต้นของอยุธยา เมืองตรังมิได้ขึ้นต่อนครศรีธรรมราช

หลักฐานความเป็นเมืองตรังชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรกที่จารึกถ้ำเขาสามบาตร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ให้ความเห็นไว้ว่า เป็นอักษรสมัยอยุธยาลักษณะเดียวกับที่วัดป่าโมก ซึ่งมีใจความดังนี้

กำไวเมื่อพระบาดพระเจ้าพระเพด
พระศรีค่งพระพรมพระพุทรัก
ษาแลเจ้าแน่นทั้งหลายมาเลิกสาด
สนาพระเจ้าในเขาสะบาปและพระเจ้านัน
ธรรมาณรายมา...แลวแลพระบาดเจ้ามาเป็น
พระ...แก...ขุนนางกรมการทัง...เมือง
แลสัปรุศชายญ...ให้เลิกสาศนาพระพุท่เจากํบริบูน
แล้วแลสัปรุศ...ชวนกันฉลองกุสลบุญแลเพื่อวาจะปรา
ถนาพํนจากทุก...หาสู่กกุราชได้สองพันร้อยหาสิบ
เจดปีเจดวันนันแล...สุกกุราชใด...ปีเมื่อญกพระเจ้าวัน
สุดเดือนเจดขึ้นสองค่า...นักสัตรฉสกบอกไว้ให้เป็น...
สิน...แลผู้จํ...นาไปเมือหน้า

สรุปความได้ว่าใน พ.ศ.๒๑๕๗ ตรงกับสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ตรังมีชุมชนใหญ่ระดับเมืองตรงบริเวณเขา "สะบาป" มีขุนนางและกรมการเมืองพรั่งพร้อม มา "เลิกศาสนา" คือ ปฏิสังขรณ์วัด บริเวณที่ตั้งเมืองในระยะนี้น่าจะอยู่ไม่ไกลจากเขาสามบาตร

ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราชมีฐานเป็นหัวเมืองชั้นเอก พอถูกพม่าตีกรุงแตก พ.ศ.๒๕๓๐ ปลัดเมือง (หนู) ได้ขึ้นเป็นเจ้านคร ตั้งตนเป็นอิสระ มีเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่ชุมพรถึงแหลมมลายู ซึ่งรวมทั้งเมืองตรัง มาขึ้นกับเจ้านคร (หนู) เป็นชุมนุมนครศรีธรรมราช หนึ่งใน ๕ ชุมนุมหลังกรุงแตก

๕. เมืองตรังสมัยกรุงธนบุรี

เมื่อพระเจ้าตากสินปราบชุมนุมพิษณุโลกและพิมายได้แล้ว ก็ยกทัพมาตีนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ.๒๓๑๒ เจ้านคร (หนู) หนีไปถึงปัตตานี กองทัพกรุงธนบุรีตามจับได้ เนื่องจากยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี จึงพระราชทานอภัยโทษ โปรดให้เข้ารับราชการในกรุง แล้วทรงตั้งเจ้านราสุริยวงศ์ พระเจ้าหลานเธอ ปกครองนครศรีธรรมราชในฐานะเจ้าประเทศราช ซึ่งรวมหัวเมืองภาคใต้ทั้งหมด ต่อมา พ.ศ.๒๓๑๙ เจ้านราสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัย ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้านคร (หนู) กลับมาปกครองนครฯ อีกครั้ง และยกเมืองขึ้นของนครฯ คือ ไชยา พัทลุง ถลาง ชุมพร ทั้งให้แยกเมืองสงขลา มาขึ้นตรงต่อกรุงธนบุรี หัวเมืองของนครฯ ในครั้งนั้น จึงมีแต่เมืองตรังและเมืองท่าทองคู่กันในฐานะเป็นเมืองท่าฝั่งทะเลตะวันตกและฝั่งทะเลตะวันออกเท่านั้น

๖. เมืองตรังสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

สมัยราชกาลที่ ๑ ตรังยังเป็นเมืองในกำกับของนครฯ มีผู้ว่าราชการเมืองตรังคนหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นพระยาตรัง (สีไหน) ผู้เป็นกวี ซึ่งถูกเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. ๒๓๓๐ แล้วให้พระภักดีบริรักษ์มาว่าราชการแทน พระภักดีบริรักษ์กราบบังคมทูลขอยกเอาเมืองตรังรวมกับเมืองภูรา ชื่อ เมืองตรังภูรา ขณะนั้นมีโต๊ะปังกะหวาหรือพระเพชภักดีศรีสมุทรสงคราม เป็นปลัดเมือง โต๊ะปังกะหวาได้เป็นพระยาลิบง ว่าราชการเมืองต่อจากพระภักดีบริรักษ์ แล้วเกิดเป็นอริวิวาทกับเจ้าพระยานคร (พัฒน์) ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองตรังไปขึ้นกับกรุงเทพฯ เมื่อพระยาลิบงถึงแก่กรรม หลวงฤทธิสงครามว่าราชการเมืองตรังต่อมา แต่ไม่สันทัดในการบริหารบ้านเมือง ทางราชธานีจึงยกเมืองตรังให้ขึ้นต่อสงขลา ที่ตั้งเมืองอยู่ที่เกาะลิบงตั้งแต่สมัยโต๊ะปังกะหวา

มีหลักฐานบอกเล่าเรื่องพระยาตรังผู้มีความสามารถทางกวี และมีภรรยาหลายคน เล่ากันว่า ในช่วงที่พระยาตรังไม่อยู่ ภรรยาคนที่ ๓ ถูกชายชู้พาตัวไป และได้เขียนบทกลอนท้าทายไว้ที่ประตูห้องว่า "เราไม่ดีเราไม่พานารีจร ข้ามห้วยสิงขร ชะง่อนผา" พระยาตรังกลับมาเห็นก็โกรธมาก และเขียนกลอนไปว่า "เราไม่เก่ง เราไม่พานารีจร จะเฆี่ยนพ่อให้มันยับลงกับหวาย" แล้วตามหาภรรยากับชายชู้จนพบ นำมาเฆี่ยน ใช้ไม้ไผ่ตงทั้งลำคีบเป็นตับปลาย่างไฟจนตาย ขุดหลุมฝัง แล้วให้ช้างเหยียบที่บริเวณวัดควนธานี บางกระแสเล่าว่า ฝังไว้ที่วัดพระงาม อาจเป็นไปได้ว่าพระยาตรังถูกเรียกตัวเข้ากรุงเทพฯ เพราะเหตุนี้

ใน พ.ศ.๒๓๔๕ ทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวถึงหลวงอุไภยราชธานี เป็นผู้พยาบาลเมืองตรัง ถือศักดินา ๑๖๐๐ แสดงว่า เมืองตรังเป็นเมืองสำคัญ เพราะเจ้าเมืองที่ถือศักดินา ๑๖๐๐ ของนครศรีธรรมราชขณะนั้น มีเฉพาะเมืองตรังกับเมืองท่าทองเท่านั้น ต่อมา พ.ศ.๒๓๕๕ ในทำเนียบกรมการเมืองตรังของเก่า กล่าวถึงการจัดระเบียบเมืองตรังอีกครั้ง มีชื่อพระอุไภยราชธานีเป็นผู้ว่าราชการเมือง แต่จะอยู่ในตำแหน่งกี่ปีไม่แน่ชัด พระอุไภยผู้นี้มีหลักฐานคำบอกเล่าจากชาวบ้านว่าเป็นผู้สร้างศาลหลักเมืองตรังที่ตำบลควนธานี พร้อม ๆ กันนี้ พระยานคร (น้อย) ก็จัดการเรื่องการค้าขายกับหัวเมืองมลายู และอินเดียผ่านทางท่าเรือกันตัง สินค้าสำคัญ มีช้างและดีบุก การเก็บภาษีที่สำคัญอีกทางหนึ่งได้จากรังนกและปลิงทะเล

พ.ศ.๒๓๖๗ ผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่เกาะปีนัง ได้ส่งร้อยโท เจมส์ โลว์ เป็นฑูตเดินทางมาเพื่อเจรจาความเมืองกับพระยานคร (น้อย) แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเมืองนครฯ ฝ่ายพระยานครฯ ก็ไม่ได้ออกมาพบ เพียงแต่ส่งบุตรชาย (ซึ่งคงจะเป็นนายน้อยกลาง ภายหลังได้เป็นพระเสน่หามนตรี) ไปพบ เจมส์ โลว์ ที่หมู่บ้านพระม่วงปากน้ำตรัง ระยะนี้เมืองตรังยังคงเป็นเมืองท่าค้าขายกับต่างประเทศ สินค้าออกมี ข้าว ดีบุก งาช้าง รังนก ฯลฯ ทั้งยังเป็นอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ มีคนประจำทำงานต่อเรืออยู่ถึง ๑,๐๐๐ คน

พ.ศ.๒๓๘๑ มีงานถวายพระเพลิงศพพระสมเด็จพระศรีสุลาไลย พระราชชนนี พันปีหลวงในรัชกาลที่ ๓ พระยาสงขลา เจ้าพระยานคร (น้อย) เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตนกูมะหะหมัดสอัด ตนกูมะหะหมัดอาเกบ หลานเจ้าพระยาไทรบุรีก่อกบฎ ยึดเมืองไทรบุรีได้เข้าแล้วตีปัตตานี สงขลา และหัวเมืองแขกทั้งเจ็ด ทั้งให้หวันหมาดหลี สลัดแขกที่เกาะยาว เข้ามาตีเมืองตรังด้วย ขณะนั้นมีพระสงครามวิชิตเป็นผู้ว่าราชการเมือง ปรากฏว่า สู้พวกโจรสลัดไม่ได้ หนีแตกมาพร้อมกับคนหกคนไปแจ้งข่าวแก่เมืองนครฯ

พระสงครามวิชิตผู้นี้ชื่อม่วง เป็นบุตรเจ้าพระยานคร (น้อย) ภายหลังคงจะได้เป็นพระอุไทยธานีปกครองเมืองตรังต่อมา แล้วคงจะมีเหตุให้ถูกถอดจากราชการ เป็นนายม่วงอุไทยธานีนอกราชการ เมื่อรัชกาลที่ ๔ เสด็จฯ สงขลา พ.ศ.๒๔๐๒ ได้ตามเสด็จฯ แล้วหนีเลยมาเมืองตรัง จึงถูกสั่งให้นำตัวเข้ากรุงเทพฯ โดยเร็ว ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ไปสักเลกที่ชุมพรและถึงแก่กรรมที่เมืองนั้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๐๕

หลังพระอุไทยธานี เมืองตรังมีผู้ว่าราชการเมืองอีกคนหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นพระยาตรังนาแขก (สิงห์) สุดท้ายป่วยถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ ทางกรุงเทพฯ จึงมีสารตราแต่งตั้งหลวงพิชัยธานปีปลัดเมืองให้เป็น พระตรังควิษยานุรักษ์พิทักษ์รัฐสีมา (ต้นตระกูล วิทยารัฐ) จนถึงประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๖ ปรากฏว่า เมืองตรังว่าง เจ้าเมืองมีสารตรามอบให้พระศิริธรรมบริรักษ์ ปลัดเมืองนครศรีธรรมราชรักษาเมืองตรัง

ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตรังอยู่ในฐานะเมืองท่าค้าขายของนครศรีธรรมราช ไม่ได้เป็นเมืองอิสระ เพราะผู้ทำการค้าและเก็บภาษี คือ เมืองนครฯ ยกเว้นครั้งที่พระยาลิบงเป็นผู้ว่าราชการเมืองเท่านั้น ที่ตรังได้เป็นอิสระปกครองตนเอง สามารถจัดการผลประโยชน์ทางการค้าส่งภาษีตรงต่อกรุงเทพฯ ได้เอง อีกฐานะหนึ่งของตรัง คือ เป็นเมืองหน้าด่านที่เป็นแหล่งรวมกำลังกองทัพเรือไว้ป้องกันศัตรูอันได้แก่พม่า และคอยกำราบหัวเมืองมลายูที่มักจะเอาใจออกห่างอยู่เสมอ สภาพเหล่านี้สิ้นสุดลงเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ส่วนหัวเมืองมลายูนั้นไทยได้ยุติการขยายอิทธิพลลงไปตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๖๙ หลังจากการทำสนธิสัญญาเบอร์นีกับอังกฤษ เมื่อเจ้าพระยานครฯ (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ.๒๓๘๒ แล้ว ทางเมืองนครศรีธรรมราชก็มิได้สนใจเรื่องการทำนุบำรุงหรือการค้าขายผ่านทางเมืองตรังต่อไปอีก เมืองตรังคลายจึงมีความสำคัญลง ขณะที่เมืองระนอง ภูเก็ต พังงา ตะกั่วป่า มีความสำคัญมากขึ้นในฐานะเมืองดีบุกที่ทำรายได้ปีละมากๆ

๗. เมืองตรังสมัยการปกครองหัวเมืองฝั่งตะวันตกและมณฑลภูเก็ต

สมัยต้นรัชกาลที่ ๕ มีเหตุการณ์กรรมกรจีนก่อความไม่สงบในหัวเมืองฝั่งตะวันตกอยู่เนืองๆ ประกอบกับหัวเมืองเหล่านี้มีผลประโยชน์มาก แต่เก็บภาษีได้ไม่เต็มที่ รัฐบาลจึงตั้งข้าหลวงมาประจำกำกับราชการและจัดเก็บภาษีอากร เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๘ ข้าหลวงคนแรกคือเจ้าหมื่นเสมอใจราช (ชื่น บุนนาค ต่อมาได้เป็นพระยามนตรีสุริยวงศ์) เมื่อกรรมกรจีนก่อเหตุจราจลครั้งใหญ่ในภูเก็ต พ.ศ.๒๔๑๙ ต้องใช้กองกำลังจากกรุงเทพฯ และเมืองใกล้เคียงมาช่วยปราบปราม จากเหตุการณ์จราจล ทำให้จำเป็นต้องมีเมืองศูนย์กลางของข้าหลวงใหญ่อีกแห่งหนึ่ง หากมีปัญหาจะได้ระดมกำลังจากหัวเมืองต่าง ๆ ไปช่วยได้ทันท่วงที เมืองตรังซึ่งเดิมขึ้นกับนครฯ จึงถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางกำกับราชการของข้าหลวงฝ่ายตะวันตกแต่นั้นมา

พ.ศ.๒๔๒๑ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) อดีตผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ออกมาตรวจราชการหัวเมืองฝั่งตะวันตก เห็นสภาพเมืองตรังเหมาะแก่การเพาะปลูกและค้าขาย จึงคิดปรับปรุงเมืองตรังให้เจริญรุ่งเรือง จะได้เป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิตและวงศ์ตระกูลสืบไป รัชกาลที่ ๕ ก็มิได้ขัดขวางประการใด

การสร้างเมืองครั้งนี้ มีผลต่อระบบการปกครองเมืองตรังโดยตรง เพราะเมืองตรังพ้นจากการกำกับของนครฯ ไปขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีการกำหนดเขตแดน และแยกเก็บภาษีอากรเป็นของตรังโดยเฉพาะ ในระยะแรกสมเด็จเจ้าพระยาฯ เน้นการก่อสร้างสถานที่ราชการ โดยเฉพาะตึกศาลารัฐบาลหรือ Government House ที่มีขนาดใหญ่โตมาก (ปัจจุบันยังมีซากอิฐเหลืออยู่) ทำให้เงินภาษีอากรที่ได้รับไม่เพียงพอ ต้องยืมจากหัวเมืองใกล้เคียงมาสมทบ ต่อมาสมเด็จเจ้าพระยาฯ จึงวางแนวทางส่งเสริมเมืองตรังให้เป็นเมืองท่าค้าขายขึ้นก่อน เพื่อจะได้ทุนสำรองไว้ใช้จ่าย โดยให้พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง ณ ระนอง) ผู้ว่าราชการเมืองระนอง มารักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตรังอีกตำแหน่งหนึ่ง แต่ยังทำการได้ไม่ทันเป็นผล สมเด็จเจ้าพระยาก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อนใน พ.ศ. ๒๔๒๕

การส่งเสริมเมืองตรังให้เป็นเมืองท่าค้าขาย มีหลักฐานบอกเล่าว่า พระยารัตนเศรษฐีส่งเสริมการปลูกอ้อยและทำโรงงานน้ำตาลทรายแดงเพื่อส่งขายมลายู มีร่องรอยโรงงานและลูกโม่หีบอ้อยที่หมู่บ้านจุปะ ตำบลกันตังใต้ อำเภอกันตัง (ลูกโม่หีบอ้อยจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎาฯ) ที่ตำบลลำภูราก็มี แสดงว่าโรงงานทำน้ำตาลมีหลายแห่ง การส่งเสริมสินค้าออกคงจะมีหลายชนิด แต่เนื่องจากพระยารัตนเศรษฐีถนัดในเรื่องเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งที่เมืองตรังไม่ได้มีปริมาณมากเหมือนที่ระนอง รวมทั้งต้องรับผิดชอบราชการถึง ๒ เมือง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ จึงลากลับไปประจำเมืองระนองแห่งเดียวใน พ.ศ.๒๔๒๘ เมืองกลับมาอยู่ในกำกับของข้าหลวงหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกอีก ๒ สมัย จนถึง พ.ศ.๒๔๓๑ พระยาตรังภูมาภิบาล (เอี่ยม ณ นคร) ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง

พ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จฯ ประพาสหัวเมืองรอบแหลมมลายู และเสด็จฯ เมืองตรังด้วย ทรงเห็นว่าเมืองตรังทรุดโทรมมาก ต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระอัษฎงคตทิศรักษา (คอมซิมบี๊ ณ ระนอง) ผู้ว่าราชการเมืองกระมาเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี

๘. เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่กันตัง

เมื่อพระยารัษฎาฯ มารับตำแหน่ง พ.ศ.๒๔๓๓ ได้ดำเนินการพัฒนาเมืองตรังทุกด้าน โดยมีจุดมุ่งหมายจะทำให้เป็นเมืองค้าขาย เริ่มจากการย้ายเมืองจากตำบลควนธานีไปตั้งที่ตำบลกันตัง และสร้างความเจริญแก่เมืองตรังอย่างมาก

การพัฒนาในสมัยพระยารัษฎาฯ ที่จะนำไปสู่ความเป็นเมืองท่าค้าขายมีอยู่หลายด้าน เริ่มจากการแก้ปัญหาความไม่สงบเรื่องโจรผู้ร้าย และส่งเสริมอาชีพพื้นฐานคือการเกษตร เริ่มต้นจากเกษตรยังชีพในครัวเรือน และขยายเป็นเกษตรเพื่อการค้า โดยใช้กุศโลบายต่างๆ และระบบกลไกของรัฐ เช่น การยกเว้นเก็บภาษีอากรและเกณฑ์แรงงานแก่ผู้บุกเบิกทำนา จนสามารถส่งข้าวขายปีนังได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ชาวเมืองตรังอดข้าว ต้องซื้อจากปีนังอยู่เสมอ การสร้างถนนและสะพานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าในท้องถิ่น และส่งขายต่างประเทศทางท่าเรือกันตัง พระยารัษฎาฯ ส่งเสริมบริษัทตัวแทนซื้อขายสินค้าที่ท่าเรือกันตัง สินค้าสำคัญในสมัยนั้น ได้แก่ เป็ด ไก่ สุกร โค กระบือ พริกไทย ข้าว ตับจาก ไม้เคี่ยม ไม้โปรง เป็นต้น การพัฒนาของพระยารัษฎาฯ สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในส่วนกลาง ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงปฏิรูประบบราชการ และนำพาชาติเข้าสู่การพัฒนาให้เทียบทันอารยประเทศ การก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ ที่กำหนดให้มีทางแยกจากทุ่งสงมุ่งสู่ท่าเรือกันตัง เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๔ ส่วนในสายแยกตั้งแต่ทุ่งสงถึงกันตัง เปิดการโดยสารระหว่างกันตัง - ห้วยยอด วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๕๖ และต่อมา เปิดการโดยสารระหว่างห้วยยอดกับทุ่งสง ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๖ (นับปีแบบเก่า ขึ้นศักราชใหม่เดือนเมษายน เดือนมกราคม เป็นเดือนที่ ๑๐ ของปี) เส้นทางรถไฟนี้ส่งเสริมนโยบายเมืองท่าค้าขายของพระยารัษฎาฯ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ พระยารัษฎาฯ ยังได้มองการณ์ไกล ที่จะทำให้กันตังเป็นท่าเรือค้ากับต่างประเทศได้เต็มศักยภาพ โดยเสนอทางรัฐบาลจัดสร้างท่าเรือน้ำลึก แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน

ใน พ.ศ.๒๔๓๕ ซึ่งเป็นปีที่สถาปนากระทรวงมหาดไทย และเริ่มการปกครองระบบมณฑลขึ้นเป็นครั้งแรก หัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันตกเดิมเปลี่ยนเป็นมณฑลภูเก็ต เมืองตรังเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลภูเก็ต

พ.ศ.๒๔๓๔ ทางการได้ยุบเมืองปะเหลียนรวมกับเมืองตรัง ต่อมามีประกาศข้อบังคับลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ.๒๔๓๙) แบ่งท้องที่การปกครองเป็นอำเภอ จังหวัดตรังมี ๕ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง (กันตัง) อำเภอบางรัก อำเภอเขาขาว(ห้วยยอด) อำเภอสิเกา และอำเภอปะเหลียน มีตำบลรวม ๑๐๙ ตำบล

พ.ศ.๒๔๔๔ พระยารัษฎาฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต มีผู้ว่าราชการเมืองตรังต่อจากพระยารัษฎาฯ ๕ คน พอถึง พ.ศ.๒๔๕๘ สมัยที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (สิน เทพหัสดินฯ) เป็นผู้ว่าราชการเมือง มหาอำมาตย์โท พระยาสุรินทรราชา (ม.ร.ว.สิทธิ์ สุทัศน์ฯ) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต เห็นว่าเมืองที่กันตังอยู่ในทำเลไม่เหมาะสม เนื่องจากตอนสงครามโลกครั้งที่ ๑ เรือดำน้ำของเยอรมันชื่อเอ็มเด็น ได้ลอยลำยิงถล่มปีนัง หากมีสงครามเกิดขึ้นอีก เมืองตรังอาจจะถูกยิงเช่นปีนัง รวมทั้งพื้นที่ลุ่ม และมีโรคระบาด หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสด็จฯ เมืองตรัง พ.ศ.๒๔๕๘ แล้ว จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตย้ายเมืองไปตั้งที่อำเภอบางรัก และได้ย้ายไปเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๕๘

๙. เมืองตรังสมัยตั้งเมืองที่ทับเที่ยง - ปัจจุบัน

เมื่อย้ายเมืองมาที่อำเภอบางรักแล้ว ในตอนแรกใช้ตำหนักผ่อนกายเป็นศาลากลางชั่วคราว ชื่ออำเภอบางรักเปลี่ยนเป็นอำเภอทับเที่ยง ใน พ.ศ.๒๔๕๙ และเปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองตรัง พ.ศ.๒๔๘๑

พ.ศ.๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินจังหวัดตรังอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ได้ทรงทำพิธีเปิดโรงเรียนวิเชียรมาตุ ในวันที่ ๓ พฤษภาคม

พระยารัษฎาฯ (สิน เทพหัสดินฯ) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตรังไปจนถึง พ.ศ.๒๔๖๑ ต่อจากนั้นพระยาตรังคภูมาภิบาล (เจิม ปันยารชุน) มารับตำแหน่ง และดำเนินการก่อสร้างศาลากลางจังหวัด จนเปิดทำการได้ใน พ.ศ. ๒๔๖๓

ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๓ พระยาสุรินทรราชา (นกยูง วิเศษกุล) ดำรงตำแหน่งสมุหเทศภิบาลมณฑลภูเก็ต ได้เอาใจใส่พัฒนาเมืองตรังหลายด้าน จึงปรากฏชื่อเป็นอนุสรณ์ไว้ที่เมืองตรัง เช่น กะพังสุรินทร์ ถนนวิเศษกุล วัดควนวิเศษ ที่ตำบลทับเที่ยง ถ้ำสุรินทร์ ที่อำเภอปะเหลียน

พ.ศ.๒๔๗๑ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบหัวเมืองปักษ์ใต้ เมื่อเสด็จฯ เมืองตรัง ทรงจารึกพระบรมนามาภิไธยไว้ที่น้ำตกช่องและถ้ำเขาปินะ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ จังหวัดตรังนับเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งในเป้าหมายการยกพลขึ้นบกของกองทัพญี่ปุ่น เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ มีร่องรอยการตั้งค่ายของทหารญี่ปุ่นหลายแห่ง แต่ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น

พ.ศ.๒๔๘๓ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตรวจราชการเมืองตรัง ดำริว่า ควรสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพระยารัษฎาฯ จังหวัดตรังจึงดำเนินการจนเสร็จเรียบร้อย ทำพิธีประดิษฐานในวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๔๙๓ และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการพร้อมกับเฉลิมฉลองในวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๔๙๔

พ.ศ.๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรภาคใต้ เสด็จฯ จังหวัดตรัง ระหว่างวันที่ ๑๖ - ๑๗ มีนาคม ๒๕๐๒ เมื่อเสด็จฯ น้ำตกช่อง ทรงจารึกพระบรมนามาภิไธยและพระนามาภิไธยย่อไว้ที่ก้อนหินใหญ่บริเวณโตนน้ำปลิว คืนวันที่ ๑๖ ประทับแรม ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัด

จังหวัดตรังเริ่มการปกครองสุขาภิบาล เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ ที่อำเภอทับเที่ยง ต่อมาหลังจากที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.๒๔๗๖ สุขาภิบาลเมืองตรัง ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองตรัง เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๘ และเป็นเทศบาลนครตรัง พ.ศ.๒๕๔๒ ส่วนเทศบาลเมืองและเทศบาลตำบลอื่น ๆ เกิดขึ้นมาตามความพร้อมของท้องถิ่น

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ และยุบเลิกการปกครองในระบอบมณฑล ใน พ.ศ.๒๔๗๖ แล้ว ตรังมีฐานะเป็น ๑ ใน ๗๐ จังหวัดของประเทศไทย และเริ่มเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ การเลือกตั้งคราวนั้น ได้ นายจัง จริงจิตร เป็นผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดตรัง

รูปแบบการปกครองท้องถิ่นอีกลักษณะหนึ่ง คือ สภาจังหวัด ตามความในพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.๒๔๗๖ สภาจังหวัดมีหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือแนะนำกรมการจังหวัด คณะกรรมการสภาจังหวัดตรังชุดแรกเปิดประชุมครั้งที่ ๑ ในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๗๘ ที่ศาลาเทศบาลเมืองตรัง

องค์การบริหารส่วนจังหวัด เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.๒๔๙๘ และเปลี่ยนแปลงตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.๒๕๔๐ ที่โอนอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นอำนาจของท้องถิ่น

องค์การบริหารส่วนตำบลชุดแรกของจังหวัดตรัง เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ จำนวน ๑๒ ตำบล เพิ่มเป็น ๘๑ ตำบลใน พ.ศ.๒๕๔๐ และ ๘๕ ตำบล ใน พ.ศ.๒๕๔๔

ที่มา : ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ
น.ส.สุนทรี สังข์อยุทธ์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง เรียบเรียง

Thailand 6-28-1
รูปที่ี 4 ที่ตั้งจังหวัดตรัง  รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดตรัง

 

จังหวัดตรัง ตั้งอยู่ภาคใต้ของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ 828 กม. มีพื้นที่ประมาณ 4,941.439 ตร.กม. หรือประมาณ 3,088,399.375 ไร่

ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล และทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอควนขนุน อำเภอกงหรา และอำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับ อำเภอคลองท่อม เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย

ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพพื้นที่เป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ สลับด้วยเขาเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป พื้นที่ค่อนข้างราบเรียบมีจำนวนน้อยซึ่งใช้เพาะปลูกข้าว ทางทิศตะวันออกมีเทือกเขาบรรทัดยาวจากเหนือจดตอนใต้ และเป็นเส้นแบ่งเขตแดนจังหวัดตรังกับจังหวัดพัทลุง มีเนื้อที่ป่าเกือบร้อยละ 20 ของเนื้อที่จังหวัดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัด ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย สภาพป่าเป็นป่าดิบชื้น มีป่าชายเลนสำหรับท้องที่ที่อยู่ติดชายทะเล และมีลำน้ำสำคัญๆ 3 สาย อันได้แก่ แม่น้ำตรัง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเขาวังหีบ เทือกเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช แม่น้ำปะเหลียน เกิดจากเทือกเขาบรรทัด เขตอำเภอปะเหลียน คลองกะลาแสและต้นน้ำ ที่เกิดจากควนปลวกร้อน ควนชะไน และควนน้ำแดง ชายแดนตรัง กระบี่ นอกจากนี้ยังมีลำห้วยบริวารที่คอยส่งน้ำให้อีกกว่า 100 สาย ทั้งยังมีชายฝั่งด้านตะวันตก ติดทะเลอันดามันที่ยาวถึง 119 กม. กับเกาะต่างๆ กระจัดกระจาย อยู่กว่า 46 เกาะ และป่าชายเลนที่ยังคงอยู่ในสภาพที่อุดมสมบูรณ์

สภาพภูมิอากาศ

จังหวัดตรังได้รับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม และลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ช่วง เดือนพฤษภาคม-กันยายนทำให้มีฝนตกตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 27.4 องศาเซลเซียส ส่วนช่วงเวลาที่อากาศเย็นสบาย จะอยู่ประมาณปลาย เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนธันวาคม

ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดตรัง แร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ ดีบุก ฟลูออไรท์ และถ่านหินลิกไนท์ สำหรับทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญๆ เช่น เคี่ยม ยาง ตะเคียน หลุดพอ สามพอน ดำดง ตำเสา และตาเสือ เป็นต้น ทางด้านป่าชายเลนมีไม้โกงกาง ตะบูน ตาตุ่ม ปะสัก หลุดพอทะเล ฯลฯ นอกจากนี้ทางด้านชายฝั่งทะเลยังอุดมไปด้วยสัตว์ทะเลนานาชนิด และยังมีแหล่งรังนกนางแอ่นในท้องที่อำเภอสิเกา ซึ่งได้มีเอกชนขอสัมปทานเก็บในแต่ละปี

trang121

 การปกครองแบ่งออกเป็น 10 อำเภอ 87 ตำบล 723 หมู่บ้าน 84 องค์การบริหารส่วนตำบล และ 15 เทศบาล ได้แก่

อำเภอ/กิ่งอำเภอ  ตำบล หมู่บ้าน เทศบาล อบต.
อำเภอเมืองตรัง 15 121 3 13
อำเภอกันตัง 14 83 1 13
อำเภอปะเหลียน 10 86 2 10
อำเภอย่านตาขาว 8 67 1 8
อำเภอสิเกา 5 40 2 5
อำเภอห้วยยอด 16 133 3 16
อำเภอวังวิเศษ 5 68 1 5
อำเภอนาโยง 6 53 1 6
อำเภอรัษฎา 5 50 1 5
อำเภอหาดสำราญ 3 22 - 3
รวม 87 723 15 84  

 

ผู้บริหารจังหวัด

bos

ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  

เขตเลือกตั้งที่

ท้องที่ที่ประกอบเป็นเขตเลือกตั้ง

รายชื่อ พรรค

1

อำเภอเมืองตรัง

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์  ประชาธิปัตย์

2

อำเภอรัษฎา

อำเภอห้วยยอด

อำเภอวังวิเศษ (ยกเว้นตำบลวังมะปราง)

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย    

ประชาธิปัตย์

3

อำเภอนาโยง

อำเภอย่านตาขาว

(ยกเว้นตำบลทุ่งค่าย ตำบลเกาะเปียะ ตำบลทุ่งกระบือและตำบลย่านตาขาว)

อำเภอปะเหลียน

อำเภอหาดสำราญ

นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ   ประชาธิปัตย์

4

อำเภอวังวิเศษ (เฉพาะตำบลวังมะปราง)

อำเภอสิเกา

อำเภอกันตัง

อำเภอย่านตาขาว

(เฉพาะตำบลทุ่งค่าย ตำบลเกาะเปียะ ตำบลทุ่งกระบือและตำบลย่านตาขาว)

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล    ประชาธิปัตย์
 

 

สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตรัง

vi

นายวิเชียร คันฉ่อง 

ประชากร

อำเภอ ระยะทาง (ก.ม.) พื้นที่ (ตร.กม.) อบต. จำนวนตำบล เทศบาล จำนวนหมู่บ้าน จำนวนบ้าน ราษฎรชาย ราษฎรหญิง รวมราษฎร
อำเภอเมือง - 529.1 13 15 3 121 54,058 72,357 79,221 151,578
อำเภอกันตัง 24 561.21 13 14 1 83 24,035 42,188 42,482 84,670
อำเภอปะเหลียน 44 716.99 10 10 2 86 18,595 32,169 32,933 62,434
อำเภอย่านตาขาว 22 470.09 8 8 1 67 17,720 30,687 31,747 65,102
อำเภอสิเกา 33 525.86 5 5 2 40 11,324 18,159 17,850 36,009
อำเภอห้วยยอด 28 773.77 16 16 3 133 28,361 45,586 46,410 91,996
อำเภอวังวิเศษ 60 453.48 5 5 1 68 12,500 20,513 20,629 41,142
อำเภอนาโยง 12 164.52 6 6 1 53 12,446 21,104 22,005 43,109
อำเภอรัษฎา 57 229.53 5 5 1 50 9,073 13,701 13,903 27,604
อ.หาดสำราญ      59 217.57 3 3 - 22 3,964 8,068 7,897 15,965
รวม - 4,642.12 84 87 15 723 192,076 304,532 315,077 619,609


(ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2554)
ที่มา : สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง

ประชากรในจังหวัดตรังส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน รองลงมาเป็นชาวไทย รวมไปถึงชาวมุสลิม คนกลุ่มนิกริโต และชาวเลในท้องถิ่น ประชากรร้อยละ 80 นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาเป็นชาวมุสลิมร้อยละ 18.5 และศาสนาคริสต์ร้อยละ 1.5 มีวัดทั้งหมด 129 แห่ง สำนักสงฆ์ 65 แห่ง มัสยิด 87 แห่ง โบสถ์คริสต์ 10 แห่ง ศาลเจ้าและโรงเจ 19 แห่ง

การอพยพของประชากร

จากสภาพภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยและทรัพยากรอันสมบูรณ์ของจังหวัด ทำให้ชาวจังหวัดตรังโดยทั่วๆ ไปมีฐานะความเป็นอยู่ดี ฉะนั้นปัญหาอพยพของประชากรในจังหวัดเพื่อไปหางานทำในท้องถิ่นอื่นจึงไม่มี แต่ในทางตรงข้าม ปรากฎว่าประชาชนจากท้องถิ่นอื่น เช่น จากจังหวัดใกล้เคียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนจากจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อพยพเข้ามาหางานทำมีจำนวนมาก โดยการเป็นลูกจ้างในสวนยาง ลูกเรือประมง ลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม และอาชีพรับจ้างบริการทั่วไป ดังนั้นจังหวัดตรังจึงมีประชากรย้ายเข้ามามากกว่าการย้ายออก

การศึกษา

ประชาชนในจังหวัดส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา แต่ในปัจจุบันประชาชนได้มองเห็นความสำคัญในด้านการศึกษามากขึ้น โดยการส่งเสริมให้บุตรหลานของตนได้มีการศึกษาต่อในระดับมัธยม ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ตลอดจนถึงขั้นอุดมศึกษา และปรากฎว่าสถาบันการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมขึ้นไปมีที่เรียนไม่เพียงพอกับความต้องการของนักเรียนนักศึกษาในจังหวัด ทั่งๆ ที่ทางฝ่ายการศึกษาได้พยายามเพิ่มโรงเรียนและชั้นเรียนเพิ่มขึ้นๆ ในทุกๆ ปี และการที่มีที่เรียนไม่เพียงพอเป็นสาเหตุให้นักเรียนนักศึกษาส่วนหนึ่งต้องไปแสวงหาที่เรียนในจังหวัดอื่น และโดยเฉพาะที่กรุงเทพมหานคร

ศาสนา

ประชาชนในจังหวัดส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือศาสนาอิสลาม และมีศาสนาและลัทธิอื่นๆ บ้าง เช่น ศาสนาคริสต์

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดตรัง พ.ศ. 2544 - 2553
GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, TRANG PROVINCE: 2001 - 2010

สาขาการผลิต 2544 2545 2546 2547 2548 2549r 2550r 2551r 2552p
-2001 -2002 -2003 -2004 -2005 (2006r) (2007r) (2008r) (2009p)
ภาคเกษตร 10,965 13,923 17,793 21,237 25,149 30,872 29,649 32,532 28,152
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 6,762 9,751 14,085 16,863 19,466 25,012 24,676 27,320 22,360
การประมง 4,203 4,173 3,708 4,374 5,683 5,860 4,973 5,212 5,792
ภาคนอกเกษตร 17,660 18,745 20,953 23,325 25,868 29,080 30,979 33,018 31,432
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 70 98 105 71 66 50 52 54 64
การผลิตอุตสาหกรรม 4,088 4,237 5,396 6,120 6,885 7,537 8,483 9,638 8,084
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 534 548 577 671 656 660 686 713 857
การก่อสร้างการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ 771 785 1,025 1,170 1,076 1,293 1,242 1,239 1,325
ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 4,433 4,489 5,027 5,640 6,341 7,316 7,111 7,149 6,684
โรงแรมและภัตตาคาร 235 215 247 338 332 359 388 401 448
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 1,116 1,197 1,332 1,300 1,488 1,971 2,108 2,270 1,914
ตัวกลางทางการเงิน 599 699 759 928 1,054 1,297 1,539 1,638 1,625
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 1,220 1,306 1,343 1,384 1,446 1,506 1,541 1,524 1,583
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,136 1,300 1,277 1,464 1,562 1,635 1,759 1,983 2,052
การศึกษา 1,989 2,147 2,201 2,376 2,857 3,096 3,603 3,800 3,975
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 957 1,055 985 1,071 1,261 1,401 1,531 1,710 1,873
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 494 652 661 774 827 945 921 886 937
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 19 19 18 18 17 16 15 14 13
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 28,625 32,668 38,746 44,562 51,017 59,953 60,628 65,551 59,584
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 46,501 52,403 61,412 69,837 79,082 91,649 91,418 97,556 87,575
ประชากร (1,000 คน) 616 623 631 638 645 654 663 672 680

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดตรัง พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, TRANG PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2010 -2011
รวม                    
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 434,685 440,161 443,460 460,897 482,093 488,857 501,350 516,209 525,877 534,282
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 335,542 337,842 338,828 358,391 377,812 391,870 398,162 398,791 411,478 419,408
   ผู้มีงานทำ 331,779 333,916 335,217 354,790 373,399 389,050 396,091 395,963 409,031 418,520
   ผู้ว่างงาน 3,764 3,812 3,611 3,601 4,095 2,821 1,973 2,827 2,254 876
   ผู้ที่รอฤดูกาล  - 115  -  - 318  - 99  - 193 11
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 99,142 102,319 104,632 102,506 104,282 96,987 103,188 117,418 114,399 114,874
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 214,019 216,657 218,307 226,841 237,017 240,121 245,036 251,543 256,657 260,997
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 181,896 180,545 183,665 192,277 201,510 206,802 209,208 209,744 219,173 224,641
   ผู้มีงานทำ 179,940 178,713 181,896 190,746 199,048 204,983 207,805 208,264 217,757 224,142
   ผู้ว่างงาน 1,956 1,832 1,768 1,531 2,249 1,819 1,305 1,480 1,227 487
   ผู้ที่รอฤดูกาล  -  -  -  - 213  - 99  - 190 11
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 32,123 36,112 34,642 34,564 35,507 33,320 35,827 41,799 37,484 36,356
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 220,666 223,504 225,153 234,056 245,076 248,736 256,314 264,667 269,220 273,285
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 153,646 157,298 155,163 166,114 176,302 185,069 188,954 189,047 192,305 194,767
   ผู้มีงานทำ 151,839 155,203 153,321 164,044 174,351 184,067 188,285 187,699 191,274 194,379
   ผู้ว่างงาน 1,808 1,980 1,842 2,069 1,846 1,002 668 1,348 1,028 389
   ผู้ที่รอฤดูกาล  - 115  -  - 105  -  -  - 3  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 67,019 66,207 69,990 67,942 68,774 63,667 67,360 75,620 76,915 78,518

 

ประเพณีชักพระ วันออกพรรษา แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านกับวัดจะร่วมกัน จัดให้มีการชักพระ โดยสมมุติได้ไปต้อนรับพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากดาวดึงส์ ประทับ บุษบกแห่เป็นขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ วัดใดจะชักพระบกหรือชักพระน้ำขึ้นอยู่กับความสะดวกของท้องถิ่น

งานเทศกาลขนมเค้ก จังหวัดตรังมีชื่อเสียงในการทำขนมเค้ก มาช้านานโดยเฉพาะที่บ้านลำภูรา ระหว่างเดือนสิงหาคมของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลขนมเค้ก มีการออกร้านขายขนมเค้ก ซึ่งมีราคาต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งถือเป็นแหล่งขนมเค้กเอกลักษณ์ของชาวตรัง

งานเทศกาลหมูย่างเมืองตรัง จัดขึ้นในเดือนกันยายนของทุกปี เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง มีการจัดแข่งขันการกินหมูย่าง โดยจะมีการเดินพาเหรดในช่วงเช้า และการจัดกระบวนแบบแฟนตาซี จากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัด งานเทศกาลอนุรักษ์หอยตะเภา

ปากเมง ชาวบ้านร่วมแข่งขันเก็บหอยตะเภามีการแข่งขันจักรยานบนหาดทราย มีการแสดงความสามารถของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ จัดนิทรรศการอนุรักษ์หอยตะเภา เป็นงานเทศกาลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ บริเวณชายหาดปากเมง ในช่วงเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว โดยจัดขึ้นทุกเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี

งานเทศกาลถือศีลกินเจ งานเทศกาลกินเจ เป็นงานประเพณีดั้งเดิมของชาวจีนในจังหวัดตรัง โดยจัดขึ้น 1-9 ค่ำ เดือน 9 ของคนจีน ประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งถือเอาวันขึ้น 6 ค่ำ เป็นวันสำคัญที่สุดของงาน ในงานจะจัดขบวนแห่เจ้าไปรอบเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล ทั้งนี้ชาวจีน จะนุ่งขาว ห่มขาว ไปถือศีลกินเจ ตามศาลเจ้าต่างๆ เป็นเวลา 9 วัน ศาลเจ้าที่มี ชื่อเสียงในจังหวัดตรัง

งานสัปดาห์รักษ์พะยูน เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และตอบสนองโครงการอนุรักษ์พะยูน ราวเดือนธันวาคม ทางจังหวัดตรังจะจัดอบรม ค่ายเยาวชนพิทักษ์ทะเลตรัง อนุรักษ์พะยูนในท้องถิ่น

งานวิวาห์ใต้สมุทร จัดระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕ กุมภาพันธ์ของทุกปี กิจกรรมที่สำคัญในงาน ได้แก่ พิธีต้อนรับคู่บ่าวสาว ณ สนามบินตรัง ขบวนแห่คู่บ่าวสาวรอบตัวเมืองตรัง การแห่ขันหมากและพิธีรดน้ำสังข์ ณ หาดปากเมง พิธีจดทะเบียนสมรสใต้ท้องทะเลลึกกว่า ๔๐ ฟุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หอการค้าจังหวัดตรัง โทร.๐ ๗๕๒๑ ๐๒๓๘, ๐ ๗๕๒๒ ๕๓๕๓

เทศกาลตรุษจีน กิจกรรมเฉลิมฉลองวันปีใหม่ชาวของจีน จัดโดยเทศบาลนครตรัง ณ บริเวณถนนราชดำเนินและหน้าสำนักงานเทศบาล กิจกรรมที่สำคัญได้แก่ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย - จีน การจำหน่ายอาหารดีเมืองตรัง

การแข่งขันรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ รายการ "แนสชาเลนจ์" เป็นการจัดการแข่งขันรถยนต์ออฟโรด โดยมีสมาชิกของชมรมออฟโรดต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เข้าร่วมแข่งขัน กำหนดจัดในราวเดือนพฤศจิกายนของทุกปี โดยใช้สนามแข่งในพื้นที่จังหวัดตรัง ทั้งสนามในตัวเมืองและอำเภอต่างๆ

งานมหกรรมอาหารดี ศรีตรังบาน เป็นมหกรรมที่จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์อาหารดีอาหารเด่นของจังหวัดตรัง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองของ "คนช่างกิน" โดยจัดให้มีการออกร้านจำหน่ายอาหารในราคาพิเศษของผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดตรัง ซึ่งมีหลากหลายประเภททั้งอาหารไทย จีน อาหารทะเล ตลอดจนอาหารพื้นบ้าน นอกจากนี้ยังจัดให้มีกิจกรรมเสริม อาทิ การแข่งขันสุดยอดนักกิน และมหรสพต่าง ๆ กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ ๓๐ มีนาคม - ๓ เมษายนของทุกปี ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ๙๕ (เขาแปะช้อย)

การแข่งขันแบดมินตันปุ้มปุ้ยแชมเปี้ยนชิพ จัดระหว่างวันที่ 1-6 พฤษภาคมของทุกปี ณ โรงพลศึกษา สนามกีฬาทุ่งแจ้ง อำเภอเมือง

งานประเพณีไหว้พระจันทร์ เป็นงานประเพณีที่ชาวจีนในตำบลทุ่งยาว อำเภอปะเหลียน ปฎิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน เพื่อรำลึกถึงการกู้ชาติจากพวกมองโกล โดยยึดเอาวันเพ็ญเดือน ๘ (ตามปฎิทินจีน) ประมาณปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันจัดงาน

การแข่งขันกีฬาตกปลา "เบิกฟ้าทะเลตรัง" เป็นการจัดแข่งขันตกปลาประเภทต่าง ๆ กว่า ๑๐ ประเภท กำหนดจัดในราวเดือนธันวาคมของทุกปี โดยแข่งขันตกปลากันในพื้นที่น่านน้ำตรัง และน่าน้ำกระบี่

  • อำเภอเมืองตรัง

อนุสาวรีย์พระยารัษฎาประดิษฐ์มหิศรภักดี

ratsada

อนุสาวรีย์พระรัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) อยู่ในบริเวณสวนสาธารณะพระยารัษฎานุประดิษฐ์ เขตเทศบาลนครตรัง ห่างจากศาลากลางจังหวัด ๒ กิโลเมตร เส้นทางถนนตรัง-พัทลุง พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังคนแรก และได้สร้างความเจริญแก่จังหวัดตรังเป็นอย่างมาก ทั้งด้านการคมนาคม เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ การศึกษา การปกครอง และเป็นผู้นำต้นยางต้นแรกมาปลูกในจังหวัดตรัง จนแพร่หลายไปทั่วภาคใต้

สระกะพังสุรินทร์

สระกะพังสุรินทร์ ห่างจากศาลากลางจังหวัด ๓ กิโลเมตร ใกล้อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นแอ่งน้ำหรือหนองน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ ๕๐ ไร่ สระกะพังสุรินทร์ตั้งชื่อตามพระยาสุรินทร์ราชา (นกยูง วิเศษกุล) อดีตสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต รอบบริเวณเป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนและออกกำลังกาย

สวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนครินทร์'๙๕

สวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนครินทร์'๙๕ (ทุ่งน้ำผุดหรือเขาแปะช้อย) อยู่ห่างจากตัวเมือง ๓ กิโลเมตร เป็นสวนสาธารณะร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ช่วงเย็นๆ จะมีประชาชนมานั่งพักผ่อนและออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก

พระนอนทรงเครื่องโนราวัดภูเขาทอง

temple

ประดิษฐานอยู่ที่วัดภูเขาทอง หมู่ ๑ ตำบลน้ำผุด ห่างจากตัวเมือง ๒๐ กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข ๔๑๒๓ เป็นพระพุทธรูปโบราณปางปรินิพพาน สร้างสมัยศรีวิชัย ลักษณะเด่นคือ พระเศียรทรงเทริด มโนราตามศิลปะของภาคใต้ โดยเชื่อกันว่า เทริดเป็นเครื่องประดับที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นของสูง กรมศิลปากรจดทะเบียนเป็นโบราณสถาน

ถนนคนเดิน สถานีรถไฟตรัง

ถนนคนเดิน สถานีรถไฟตรัง (Chan-chala Night Market) แหล่งจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าออกแบบ Handmade หัตถกรรม ถักทอ ชิม อาหารพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ดนตรี วิถีชีวิต และลานสร้างสรรค์กิจกรรม เพื่อการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ เปิดทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์

  • อำเภอนาโยง

สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาช่อง

ไปตามทางหลวงสายตรัง-พัทลุง อยู่ห่างจากตัวเมืองตรัง ๒๑ กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่และน้ำตกต่างๆ ได้แก่ น้ำตกโตนใหญ่ น้ำตกโตนน้อย และน้ำตกกะช่อง เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ๒ เส้นทาง ระยะทาง ๑.๘ และ ๒.๘ กิโลเมตร ตามเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายอธิบายตามจุดต่างๆ นอกจากนั้นยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการเกี่ยวกับธรรมชาติ กิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สถานีมีบ้านพักและลานกางเต็นท์ แต่ต้องนำเต็นท์มาเอง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาช่อง หมู่ ๗ ตำบลช่อง อำเภอนาโยง ตู้ ปณ. ๔ จังหวัดตรัง ๙๒๐๐๐

น้ำตกกะช่อง

kachong


อยู่ภายในสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าเขาช่อง เป็นน้ำตกไหลลงมาจากภูเขาสูง มีจุดเล่นน้ำเป็นชั้นเล็กๆ 2-3 จุด ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเก่าแก่ของจังหวัด และบริเวณน้ำตกแห่งนี้มีพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. และ สก. ปรากฏอยู่บนโขดหินใกล้ๆ สายน้ำตก

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคลองลำชาน

เป็นที่อยู่อาศัยของนกเป็ดน้ำ นกเป็ดแดงจำนวนมาก รอบ ๆ จะมีหนองน้ำขนาดใหญ่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่สงบเงียบเหมาะสำหรับการนั่งพักผ่อน พร้อมทั้งมีศาลาริมน้ำสำหรับไว้นั่งชมนก ภายในบริเวณยังมีสะพานไม้และทางเดินศึกษาธรรมชาติไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เดินศึกษา ผู้สนใจพักค้างแรมต้องทำหนังสือขออนุญาตถึงหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าคลองลำซาน กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. ๐ ๒๕๖๒ ๐๗๖๐, ๐ ๒๕๖๑ ๔๒๙๒-๓ ต่อ ๗๖๕ www.dnp.go.th การเดินทาง ใช้เส้นทางสายตรัง-พัทลุง ถึงกิโลเมตรที่ ๑๗ แล้วแยกขวาไปตามเส้นทางสายบ้านกะช่อง-บ้านหาดเลา (ทางหลวงหมายเลข ๔๒๖๔) ประมาณ ๑ กิโลเมตร

กลุ่มทอผ้านาหมื่นศรี

namunsi

นาหมื่นศรีเป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอนาโยง มีชื่อเสียงด้านผ้าทอพื้นเมืองของจังหวัดตรัง และมีการจัดตั้งกลุ่มสตรีทอผ้านาหมื่นศรี เพื่อสืบสานการทอผ้าพื้นเมืองไม่ให้สูญหายไป ที่ทำการกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรี โทร. ๐ ๗๕๕๘ ๓๕๒๔ การเดินทาง เดินทางจากทางหลวงหมายเลข ๔ ประมาณ ๑๑ กิโลเมตร (ถึงอำเภอนาโยง) เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเทศบาล ๖ อีก ๓.๓ กิโลเมตร หรือนั่งรถสองแถวตรัง-เขาช่อง ขึ้นรถที่ถนนไทรงาม (ข้างโรงพยาบาลราชดำเนิน) ถึงตลาดนาโยง ใช้เวลาเดินทาง ๓๐ นาที จากนั้นนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง จากตลาดนาโยงเข้าไปถึงกลุ่มทอผ้านาหมื่นศรีค่าโดยสารคนละ ๒๐ บาท

ถ้ำเขาช้างหาย

ถ้ำเขาช้างหาย ตั้งอยู่หมู่ที่ ๕-๖ ตำบลนาหมื่นศรี เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยแบบต่าง ๆ ที่สวยงามสลับซับซ้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ำลึกประมาณ ๕๐๐ เมตร ใช้เวลาเดินชมประมาณ ๓๐ นาที มีทางเดินคอนกรีตพร้อมทั้งติดไฟตามเส้นทางให้เดินได้อย่างสะดวกสำหรับเดินไปยังถ้ำต่างๆ สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. ๐ ๗๕๒๙ ๙๕๕๖

การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปกลุ่มผ้าทอนาหมื่นศรี เลยไปประมาณ ๒ กิโลเมตร

  • อำเภอกันตัง

พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี

museam

อยู่ในเขตเทศบาลเมืองกันตัง ตั้งอยู่เลขที่ ๑ ถนนค่ายพิทักษ์ ตำบลกันตัง เป็นที่ตั้งของสถานที่ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ คือ "จวนเก่าเจ้าเมืองตรัง" หรือบ้านพักอดีตเจ้าเมืองตรัง พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น ภายในจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งเท่าตัวจริงของพระยารัษฎาฯ และเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของท่านอย่างครบถ้วน โดยทายาทตระกูล ณ ระนอง เป็นผู้ดูแลรักษา เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ (ถ้าตรงกับวันหยุดราชการเปิดตามปกติ และหยุดชดเชยในวันต่อไป) เวลา ๐๘.๓๐ -๑๗.๐๐ น. ไม่เสียค่าเข้าชม ผู้เข้าชมเป็นคณะที่ต้องการวิทยากรบรรยาย กรุณาแจ้งล่วงหน้าที่ โรงเรียนกันตังพิทยากร โทร. ๐ ๗๕๒๕ ๑๑๐๐

ยางพาราต้นแรกของประเทศไทย

pa

ตั้งอยู่ริมถนนก่อนเข้าสู่ตัวอำเภอกันตัง หน้าสหกรณ์การเกษตรกันตัง เป็นต้นยางรุ่นแรกที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ เจ้าเมืองตรังได้นำมาปลูกไว้เพื่อบุกเบิกอาชีพสวนยางพาราของชาวตรัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๒

การเดินทาง จากตัวเมืองตรังไปตามสายตรัง-กันตัง เส้นทางหมายเลข 403 ระยะทางประมาณ 24 กิโลเมตร หรือมีรถตู้ตรัง-กันตัง ให้บริการใช้เวลา ๒๐ นาที ขึ้นรถที่ถนนกันตัง ค่าโดยสารคนละ ๒๕ บาท

สวนสาธารณะควนตำหนักจันทน์

สวนสาธารณะควนตำหนักจันทน์ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองกันตัง มีเนื้อที่ประมาณ ๒๕๐ ไร่ รอบบริเวณร่มรื่นด้วยต้นไม้ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ มีศาลาพักผ่อน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเล และอำเภอกันตังได้กว้างไกล

บ่อน้ำร้อนควนแดง

water

อยู่ในท้องที่บ้านควนแคง หมู่ที่ ๗ ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาหวาง ป่าควนแคง และป่าน้ำราบ มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ลักษณะภูมิประเทศ เป็นพื้นที่ราบเชิงเขา สภาพป่าเป็นดงดิบชื้นบางส่วนเป็นป่าพรุ มีน้ำท่วมขังตลอดปี และมีพื้นที่บางส่วนเป็นพรุน้ำร้อนมีน้ำไหลผุดจากใต้ดินตลอดเวลา พืชพรรณและสัตว์ป่า มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ปานกลาง พันธุ์ไม้ที่พบได้ แก่ ยาง ตะเคียน หว้า ชมพู่ป่า ทุ้งฟ้า ก่อ แดงควน กระโดน ตังหน หวาย หลุมพี ปาล์ม กล้วยไม้ สัตว์ป่าที่พบได้แก่ ชะมด ค้างแว่นถิ่นใต้ กระจง ไก่ป่า นกชนิดต่างๆ เต่า กบ เขียด งู

บริเวณพื้นที่พรุน้ำร้อน ได้พัฒนาปรับปรุงเป็นบ่อน้ำร้อน จำนวน ๓ บ่อ มีอุณหภูมิของน้ำประมาณ ๗๐ องศา / ๔๐ องศา / ๒๐ องศา ตามลำดับ ใช้ประโยชน์ด้านสันทนาการและเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งวนอุทยานได้เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้แช่เท้าและอาบน้ำร้อนเพื่อสุขภาพ โดยมีห้องอาบน้ำและห้องแช่น้ำร้อนให้บริการเพื่อความเป็นส่วนตัว จำนวน ๙ ห้อง บ่อแช่เท้ารวม ๑ บ่อ บ่ออาบน้ำรวม ๑ บ่อ

บริเวณพื้นที่พรุน้ำร้อนและพื้นที่ป่าดงดิบได้พัฒนาปรับปรุงเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติพรรณไม้และสัตว์ป่า จำนวน ๓ เส้นทาง ระยะทาง ๕๐๐ เมตร ๗๕๐ เมตร และ ๒,๐๐๐ เมตร ตามลำดับ ใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ สันทนาการและการท่องเที่ยว

บริการนวดฝ่าเท้าและนวดแผนไทย พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวดแผนไทยและสปา ที่ใช้น้ำจากบ่อร้อนควนแคงเป็นส่วนผสมหลัก นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ประสงค์จะใช้บริการอาบน้ำแร่เพื่อสุขภาพหรือเยี่ยมชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วนอุทยานบ่อน้ำร้อน ตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โทร. ๐๘ ๒๒๘๙ ๙๒๑๑, ๐๘ ๙๗๒๔ ๖๒๔๗,๐๘ ๖๒๗๑ ๖๓๒๖

การเดินทาง ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๔๐๓ (ตรัง-กันตัง) ถึงเทศบาลเมืองกันตัง ข้ามแพขนานยนต์ ไปบ้านท่าส้ม จากบ้านท่าส้มขับรถไปอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ ๖ กิโลเมตร ถึงปากทางเข้าวนอุทยานบ่อน้ำร้อนกันตัง เลี้ยวขวาตามป้ายชี้ทาง ๒ กิโลเมตรถึงที่ทำการวนอุทยานฯและบ่อน้ำร้อน

หาดหยงหลิง-หาดสั้น

yong

เป็นหาดทรายรูปโค้งขนานไปกับดงสน สุดชายหาดเป็นเขาสูง มีเวิ้งและโพรงถ้ำ สามารถลอดออกไปสู่ริมทะเลอีกมุมได้ หาดหยงหลิงเหมาะที่จะเล่นน้ำและพักผ่อนหย่อนใจ บริเวณหาดสามารถกางเต็นท์ได้ ถัดจากหาดหยงหลิงเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร จะเป็นหาดสั้น

การเดินทาง ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๖-๔๑๖๒ ถึงหาดปากเมงเลี้ยวซ้ายเลียบชายหาดประมาณ ๑๐ กิโลเมตร และเลี้ยวเข้าถนนบ้านน้ำราบ-หาดเจ้าไหม ประมาณ ๖ กิโลเมตร จะมีทางแยกเข้าหาดหยงหลิงอีกประมาณ ๒ กิโลเมตร หรือโดยสารรถตู้สายตรัง-หาดยาว จะผ่านหน้าหาดหยงหลิน-หาดสั้น

หาดยาว

หาดยาว อยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลเกาะลิบง เป็นหาดทรายยาวต่อจากโขดเขารูปกระโดงฉลามขึ้นมาทางด้านเหนือ มีสนทะเลขึ้นเป็นแนวดูสวยงาม มีชายหาดกว้างเหมาะจะเข้าค่ายพักแรม และมีบริการที่พักของเอกชน ใกล้ๆ หาดยาวจะมีท่าเรือนักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือไปเที่ยวตามเกาะต่าง ๆ ได้ การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับหาดหยงหลิง และมีรถตู้ประจำทางสายตรัง-หาดยาว ให้บริการ ขึ้นรถได้ที่ถนนท่ากลาง อำเภอเมือง

ถ้ำเจ้าไหม-ถ้ำเจ้าคุณ-คลองจระเข้ขาว

อยู่บริเวณเขาโต๊ะแนะ ใกล้บ้านเจ้าไหม เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่โดดเด่นของจังหวัดตรัง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวกึ่งผจญภัย การเที่ยวชมต้องนั่งเรือจากท่าเรือหาดยาวไปตามคลอง จากนั้นใช้เรือแคนู/ซีคยักพายลัดเลาะไปตามคลองจระเข้ขาวที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าโกงกางและระบบนิเวศป่าชายเลน พายทะลุถ้ำเจ้าไหมไปพบกับผืนป่าโกงกางอันร่มรื่น นอกจากนั้นระหว่างทางจะมีถ้ำเจ้าคุณ ซึ่งเป็นถ้ำที่ต้องเดินขึ้นไปเที่ยวชมความงาม ภายในถ้ำจะมีหินงอกหินย้อยที่มีความสวยงามและรูปร่างแปลกตาให้เที่ยวชม ผู้ที่สนใจพายเรือแคนูเที่ยวถ้ำเจ้าไหม-ถ้ำเจ้าคุณ-คลองจระเข้ขาว สนใจติดต่อได้ที่ บริษัทนำเที่ยวจังหวัดตรัง

เกาะลิบง

ตั้งอยู่ที่ตำบลลิบง เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในทะเลตรัง มีพื้นที่ ๒๕,๐๐๐ ไร่ รอบๆ เกาะเต็มไปด้วยหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารของ "พะยูน" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กำลังจะสูญพันธุ์ แต่จะพบได้มากบริเวณเกาะ ลิบง เกาะลิบงได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง มีที่ทำการเขตฯ อยู่บริเวณแหลมจุโหย รอบๆ เกาะมีสถานที่น่าเที่ยวชมหลายแห่ง เช่น หาดตูบ แหลมจุโหย แหลมทวด แหลมโต๊ะชัย หาดหญ้าคา เป็นต้น บริเวณแหลมจุโหยนั้นเป็นหาดทราย เวลาน้ำลดสามารถเดินทางไปถึงหาดตูบ ซึ่งมีนกทะเลและนกชายเลนจำนวนมากที่อพยพหนีหนาวมาอาศัยที่นี่เพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม อาทิ นกกินเปี้ยว นกกวัก นกยางเขียว นกนางนวลแกลบเคราขาว นกหัวโตขาดำ เป็นต้น เกาะลิบงมีชาวบ้านอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแบ่งเป็นหลายหมู่บ้าน ชาวบ้านยังดำเนินวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ทำอาชีพประมง สวนยางพารา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม การเดินทาง มีเรือโดยสารจากท่าเรือเจ้าไหม ถึงท่าเรือบ้านพร้าวบนเกาะลิบง หรือเช่าเรือเหมาลำ ใช้เวลาเดินทาง ๒๐ นาที บนเกาะมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว(เป็นของเอกชน) สอบถามข้อมูลติดต่อ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ตู้ ปณ. ๕ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โทร. ๐ ๗๕๒๕ ๑๙๓๒

เกาะมุกและถ้ำมรกต

muk

เกาะมุกและถ้ำมรกต นับเป็นจุดเด่นที่สุดในทะเลตรัง ลักษณะของเกาะทางด้านทิศตะวันตกส่วนใหญ่เป็นโขดหน้าผาหินสูงตระหง่านหันหน้าออกสู่ทะเล ทางฝั่งตะวันออกเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง ที่ยังคงวิถีชีวิตของชาวเกาะไว้อย่างดี สามารถเดินเที่ยวรอบเกาะได้ และทางด้านทิศตะวันตกของกเกาะมุก มีถ้ำมรกตหรือถ้ำทะเลซึ่งมีความงดงามตระการตาอย่างมาก จากปากทางเข้าถ้ำเป็นโพรงเล็กๆ การเข้าชมภายในถ้ำ จะต้องว่ายน้ำลอยคอเข้าไป ระยะทาง ๘๐ เมตร บริเวณปากทางเข้าถ้ำแสงจากภายนอกจะสะท้อนกับน้ำภายในถ้ำทำให้เห็นน้ำเป็นสีเขียวมรกต ดูแปลกตาและมหัศจรรย์ในความสวยงามที่ธรรมชาติได้บรรจงสร้าง เมื่อพ้นปากถ้ำออกมาอีก

ด้านหนึ่งจะเห็นหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน นั่งเล่นน้ำได้ เกาะมุกมีที่พักเอกชนบริการ

การเดินทาง นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเกาะมุก สามารถเช่าเหมาลำเรือจากท่าเรือปากเมง อำเภอสิเกา ใช้เวลาเดินทาง ๔๐ นาที ค่าเช่าเรือเหมาลำราคาประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท/วัน หรือใช้บริการเรือโดยสาร จากท่าเรือควนตุ้งกู ซึ่งมีบริการวันละ ๑ เที่ยว เวลา ๑๒.๐๐ น. และเรือจากเกาะมุก เวลา ๐๗.๐๐ น.

เกาะเชือก-เกาะแหวน

ring

เกาะเชือก-เกาะแหวน เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ระหว่างเกาะมุกและเกาะกระดาน มีปะการังน้ำตื้นและน้ำลึก รวมทั้งฝูงปลาจำนวนมาก การเดินทาง สามารถเช่าเหมาลำเรือได้ที่ท่าเรือท่าเรือปากเมง หรือท่าเรือเจ้าไหม นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการนำเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวในจังหวัดตรังจัดให้บริการร่วมกับการชมถ้ำมรกต ดำน้ำดูปะการังที่เกาะกระดานและเกาะม้า

เกาะกระดาน

kradan

เป็นเกาะที่สวยที่สุดของทะเลตรัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุกและเกาะลิบง มีเนื้อที่ ๖๐๐ ไร่ ซึ่ง ๕ ใน ๖ ส่วนของเกาะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่เหลือเป็นของเอกชน เกาะกระดานมีชายหาดที่มีทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการังซึ่งเป็นปะการังน้ำตื้น ตลอดจนฝูงปลาหลากสีหลายพันธุ์ บนเกาะมีที่พักบริการทั้งของเอกชน และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช การเดินทาง สามารถเช่าเรือจากท่าเรือปากเมงหรือท่าเรือเจ้าไหม ใช้เวลาเดินทาง ๑.๓๐ ชั่วโมง ค่าเช่าเรือเหมาลำราคาประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท/วัน

  • อำเภอสิเกา

อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม

เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ครอบคลุมพื้นที่ ๒ อำเภอ คือ อำเภอกันตังและอำเภอสิเกา มีอาณาเขตชายฝั่งทะเลยาวประมาณ ๒๐ กิโลเมตร อุทยานประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๕ ที่ทำการอุทยานอยู่ที่หาดฉางหลาง ตำบลไม้ฝาด แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ พื้นที่ดินสถานที่ท่องเที่ยวของอุทยานฯ ได้แก่ หาดปากเมง หาดฉางหลาง หาดยาว หาดหยงหลิง หาดสั้น หาดเจ้าไหม ถ้ำเจ้าไหม นอกจากนี้ยังมีเกาะน้อยใหญ่อีก ๗ เกาะในทะเลตรัง ที่อยู่ในความดูแลของอุทยานฯ ได้แก่ เกาะมุก เกาะกระดาน เกาะเชือก เกาะปลิง เกาะแหวน เกาะเมง และเกาะเจ้าไหม นอกจากนั้นบริเวณอุทยานฯ มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติทางทะเล จะทำการวิจัยหญ้าทะเล เป็นแหล่งคุณค่าทางนิเวศวิทยาของฝั่งทะเลอันดามัน สนใจสอบถามขัอมูลเพิ่มเติม โทร. ๐ ๗๕๒๑ ๓๒๕๘ อุทยานฯ มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวบริการ สอบถามรายละเอียดได้ที่ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ตำบลไม้ฝาด อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ๙๒๑๕๐ โทร. ๐ ๗๕๒๑ ๓๒๖๐

การเดินทาง อุทยานฯ อยู่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ ๔๗ กิโลเมตร ใช้เส้นทางสายตรัง-สิเกา-ปากเมง (ทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๖-๔๑๖๒) แล้วเลี้ยวซ้ายตามถนนเลียบชายหาดอีก ๔ กิโลเมตร

เกาะไหง

เป็นเกาะที่อยู่ในเขตอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แต่จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มของทะเลตรัง เนื่องจากการเดินทางจากจังหวัดตรังสะดวกมากกว่า หาดทรายบนเกาะขาว น้ำทะเลใส มองเห็นปลาหลายพันธุ์หลากสี รอบเกาะปะการังยังสมบูรณ์ บนเกาะมีที่พักเอกชนบริการหลายแห่ง
การเดินทาง สามารถเช่าเรือจากท่าเรือปากเมง ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมง สนใจติดต่อบริษัทนำเที่ยวตรัง

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคล ตรัง

cat

ตั้งอยู่บริเวณหาดราชมงคล ภายใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ตำบลไม้ฝาด พิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ส่วนใน สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ จะรวบรวมพันธุ์สัตว์น้ำจำนวน ๖๑ ตู้ เช่น ปลาการ์ตูน ปลาดาว ปลาไหลไฟฟ้า ปลาปักเป้ากล่อง ปลาสินสมุทร เป็นต้น และ บ่อแสดงกลางแจ้ง จัดแสดงทั้งสัตว์น้ำจืด สัตว์ทะเลที่พบในเขตน้ำขึ้นน้ำลงและทะเลลึกจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกที่พบในเขตร้อน นอกจากนี้ยังมีส่วนการแสดงแมวน้ำแสนรู้ รวมทั้งมีร้านอาหารและร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกไว้คอยบริการ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา ๐๙.๓๐-๑๖.๓๐ น. ค่าเข้าชม นักเรียน ๑๐ บาท นักศึกษา ๒๐ บาท ประชาชน ๓๐ บาท และชาวต่างประเทศ ๕๐ บาท สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. ๐ ๗๕๒๐ ๔๐๖๙, ๐ ๗๕๒๐ ๔๐๕๑-๖ หรือ www.fishtech..rit..ac.th

การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองตรัง ๓๐ กิโลเมตร ใช้เส้นทางตรัง-สิเกา-ปากเมง ทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๖-๔๑๖๒

หาดปากเมง

mang

ตั้งอยู่ที่ตำบลไม้ฝาด เป็นหาดรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร มีความสวยงามและสงบเงียบ ชายหาดมีป่าสนตามธรรมชาติขึ้น จากหาดมองไปกลางทะเลจะเห็นเกาะน้อยใหญ่สลับซับซ้อนกันมองดูลักษณะคล้ายคนนอนหงายอยู่ในทะเล บริเวณหาดปากเมงมีท่าเทียบเรือปากเมงสามารถเช่าเรือไปเกาะไหง เกาะเชือก เกาะม้า เกาะแหวน เกาะกระดาน เกาะมุกและถ้ำมรกต

การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข ๔๐๔๖-๔๑๖๒ (ตรัง-สิเกา-ปากเมง) ระยะทาง ๔๐ กิโลเมตร นอกจากนั้นยังมีรถตู้ ตรัง-สิเกา-ปากเมง ให้บริการที่ตลาดท่ากลาง ถนนท่ากลาง อำเภอเมือง

  • อำเภอปะเหลียน

กิจกรรมเดินป่าเทือกเขาบรรทัด

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ พิชิตยอดเขาพรมแดนระหว่างตรังและพัทลุง ชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าและพรรณไม้หลากหลายชนิด ความสวยงามของน้ำตกกลางป่า และสัมผัสวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชนเผ่าซาไก สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัทนำเที่ยวในจังหวัดตรัง

เกาะเหลาเหลียง

loiling

อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา พื้นที่ตำบลเกาะสุกร เป็นเกาะแฝดที่ตั้งตระหง่านเคียงคู่กัน คือ เกาะเหลาเหลียงเหนือ และเกาะเหลาเหลียงใต้ เป็นภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงโดยรอบ มีหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใส รวมไปถึงแนวปะการังที่สวยงาม ฝูงปลาการ์ตูนและปลาสวยงามอื่น ๆ มีกัลปังหาหลากสีที่ยังสมบูรณ์และหาดูได้ยาก เกาะเหลาเหลียงจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดำน้ำตื้นและน้ำลึก อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราได้จัดให้บริการพื้นที่กางเต็นท์ ร้านอาหาร และห้องน้ำ ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปพักที่เกาะเหลาเหลียงจะต้องแจ้งทางอุทยานฯ ล่วงหน้า ได้ที่ 0 74 78 3074

การเดินทาง สามารถเช่าเหมาเรือได้ที่ท่าเรือเจ้าไหม (ท่าเรือหาดยาว) ใช้เวลาในการเดินทางโดยเรือเร็ว ประมาณ ๓๕ นาที และโดยเรือทัวร์ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาที หรือใช้บริการแพคเกจทัวร์ของบริษัทนำเที่ยวในจังหวัดตรังก็ได้ ซึ่งจะนำเที่ยวร่วมกับเกาะเภตราและเกาะตะเกียง

เกาะตะเกียง

เกาะตะเกียง เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ มีหาดทรายขาวยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร มีแนวปะการังแข็งที่สวยงามเป็นบริเวณกว้าง และเป็นถิ่นอาศัยของปลาสวยงามหลากชนิด เกาะตะเกียงนับเป็นจุดดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นที่ดีและสวยงามแห่งหนึ่งในทะเลตรังที่ไม่ควรพลาด ที่ตั้งของเกาะตะเกียงห่างจากเกาะเหลาเหลียงเหนือประมาณ ๔ กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก

การเดินทาง สามารถเช่าเรือได้ที่ท่าเรือเจ้าไหม (ท่าเรือหาดยาว) ใช้เวลาในการเดินทางโดยเรือเร็วประมาณ ๔๐ นาที และโดยเรือทัวร์ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๔๕ นาที

เกาะสุกร

เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอปะเหลียน เป็นเกาะขนาดใหญ่อยู่ห่างชายฝั่งเพียง ๓ กิโลเมตร บนเกาะมีชาวบ้านอาศัยอยู่กว่า ๒,๕๐๐ คน มีอาชีพประมง ทำสวนยาง และเกษตรกรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม บนเกาะยังมีผลไม้ที่มีชื่อเสียงคือแตงโม ซึ่งรู้จักกันดีในจังหวัดตรังและใกล้เคียงว่ามีรสหวานอร่อย จะมีมากในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน บนเกาะมีรีสอร์ทบริการหลายแห่งให้นักท่องเที่ยวได้พักค้างแรม และหากต้องการนั่งเรือท่องเที่ยวไปตามเกาะในจังหวัดตรังก็สามารถจะเช่าเรือจากท่าเรือบนเกาะได้อีกด้วย

การเดินทาง สามารถนั่งรถตู้สายตรัง-ย่านตาขาว ลงที่ตลาดย่านตาขาว แล้วต่อรถสองแถวสายย่านตาขาว-ปากปรน-แหลมตะเสะ ระยะทาง ๔๗ กิโลเมตร ถึงท่าเรือแหลมตะเสะ หรือใช้เส้นทางตรัง-ปะเหลียน(หลวงหมายเลข ๔๐๔) เลี้ยวขวาสี่แยกบ้านนาประมาณ ๑๘ กิโลเมตร และเลี้ยวซ้ายประมาณ ๗ กิโลเมตร ถึงท่าเรือ ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือหางยาวประมาณ ๓๐ นาที ค่าเช่าเหมาเรือราคา ๗๐๐ บาท นั่งได้ ๑๐ คน และบนเกาะมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว

น้ำตกโตนเต๊ะ

tontae

น้ำตกโตนเต๊ะ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด มีน้ำไหลผ่านแอ่งหินตลอดสายเป็นสีขาว สูง ๓๒๐ เมตร การขึ้นไปชมน้ำตกชั้นบนจะต้องเดินเท้าไปตามเส้นทางระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ตลอดทางเดินร่มรื่นด้วยไม้เบญจพรรณนานาชนิด ส่วนด้านล่างเป็นแอ่งน้ำสามารถว่ายน้ำได้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ไปจนถึงบริเวณน้ำตกได้ตลอดฤดูกาล

การเดินทาง ห่างจากอำเภอเมือง ๔๕ กิโลเมตร ไปตามถนนสายตรัง-พัทลุง ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร (บริเวณกิโลเมตรที่ ๕๓) เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางบ้านกะช่อง-บ้านหาดเลา (ทางหลวงหมายเลข ๔๑๒๔) ประมาณ ๒๗ กิโลเมตร ถึงปากทางเข้าน้ำตก เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร

น้ำตกโตนตก

เป็นน้ำตกชั้นเดียวที่สายน้ำไหลผ่านชั้นหินลาดชันเล็กน้อยสู่พื้นล่าง ซึ่งเป็นแอ่งน้ำตื่นๆ ให้สามารถเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน เหมาะที่จะมาเที่ยวในช่วงหน้าฝน จะทำให้เห็นสายน้ำไหลเป็นสายสีขาวดูสวยงาม และจากน้ำตกโตนตกสามารถมองเห็นน้ำตกโตนเต๊ะที่ไหลจากภูเขาสูงเป็นสายสีขาวโดยเฉพาะในหน้าฝนจะเห็นชัดกว่าหน้าแล้ง

การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับน้ำตกโตนเต๊ะ แต่ถึงก่อนอยู่ทางขวา

  • อำเภอห้วยยอด

ถ้ำเขาปินะ

ตั้งอยู่ที่ตำบลนาวง ห่างจากตัวเมืองตามถนนเพชรเกษมประมาณ ๔๕ กิโลเมตร มีทางแยกจากถนนใหญ่เข้าไปประมาณ ๒ กิโลเมตร เขาปินะภายในกลวงจนถึงยอดเขา มีลักษณะคล้ายกะทะคว่ำ ตรงเชิงเขาเป็นที่ตั้งของวัดปินะ มีบันไดขึ้นไปชมถ้ำ ซึ่งมีอยู่หลายชั้นและชมทิวทัศน์รอบๆ เขาได้ และที่สำคัญบนเพิงผาส่วนของถ้ำจำปา จะเห็นอักษรจารึก "ปปร." พระปรมาภิไธยย่อของรัชกาลที่ ๗ ปรากฏอยู่

ถ้ำเลเขากอบ

kob

ถ้ำเลเขากอบ เป็นถ้ำที่มีสายน้ำไหลผ่านและไหลล้อมรอบภูเขาอันเป็นที่ตั้งของถ้ำ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามและคงความสมบูรณ์ปรากฏให้เห็นตลอดทางระหว่างการนั่งเรือ และตามเวิ้งถ้ำหรือโถงถ้ำต่างๆ ที่สามารถเดินชมได้ อาทิ ถ้ำเจ้าสาว ถ้ำรากไทร ถ้ำคนธรรพ์ เป็นต้น ระยะทาง ๔ กิโลเมตร และจุดเด่นของถ้ำเลเขากอบอีกอย่างหนึ่งที่สร้างความตื่นเต้นและประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยจะต้องนอนราบขนานไปกับเรือแล้วลอดผ่านส่วนที่มีเพดานถ้ำต่ำที่สุด เรียกว่า ถ้ำลอด กล่าวกันว่าการได้ลอดผ่านจุดนี้เปรียบเสมือนการได้ลอดท้องมังกร การเข้าชมภายในถ้ำ อบต. เขากอบ ได้จัดเรือพายบริการนำเที่ยวชมความงามของถ้ำ ถือเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชนในท้องถิ่น ค่าบริการเรือลำละ ๓๐๐ บาท/๕ คน ใช้เวลาในการล่องเรือประมาณ ๔๕ นาที เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๘.๐๐ น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเขากอบ โทร. ๐ ๗๕๕๐ ๐๑๑๗, ๐ ๗๕๕๐ ๐๐๘๘ ต่อ ๑๐๗

การเดินทาง ห่างจากที่ว่าการอำเภอห้วยยอด ตามถนนเพชรเกษมประมาณ ๘ กิโลเมตร ผ่านสี่แยกอันดามัน ตรงไป ๓ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถ้ำเลเขากอบประมาณ ๗๐๐ เมตร

  • อำเภอย่านตาขาว

สวนพฤกษศาสตร์สากลภาคใต้ (ทุ่งค่าย)

kay

เดินทางตามเส้นทางถนนตรัง-ปะเหลียน (ทางหลวงหมายเลข ๔๐๔) บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๑ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติและพรรณไม้ โดยเฉพาะ ภายในสวนพฤกษศาสตร์มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สวนรุกขชาติ สวนสมุนไพร ห้องสมุดพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์พืช ห้องประชุม พื้นที่สำหรับกางเต้นท์และกิจกรรมค่ายพักแรม เป็นต้น นอกจากนี้มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้เลือกหลายเส้นทางโดยรอบ แต่ละเส้นทางจะตัดผ่านป่าดิบที่ลุ่มต่ำ รวมทั้งป่าพรุซึ่งมีพรรณพืชที่น่าสนใจมากมาย ที่สำคัญคือ เส้นทางสะพานศึกษาธรรมชาติเรือนยอดไม้ (Canopy Walk Way) แห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ประกอบด้วย สะพานเดินชมลักษณะเรือนยอดไม้ จำนวน ๓ ระดับ ความสูง ๑๐-๑๘ เมตร ระยะทาง ๑๗๕ เมตร สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐ ๗๕๒๘ ๐๑๖๖

น้ำตกสายรุ้ง

เป็นน้ำตกชั้นเดียวที่ตกจากหน้าผาสูงใหญ่ และจะเป็นสายรุ้งเมื่อละอองน้ำกระทบกับแสงแดด

การเดินทาง ไปตามถนนสายตรัง-พัทลุง บริเวณกิโลเมตรที่ ๑๗ เลี้ยวขวาไปตามถนนสายบ้านกะช่อง-บ้านหาดเลา ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงป้ายชื่อน้ำตกอีก ๓ กิโลเมตร

น้ำตกสายรุ้ง

เป็นน้ำตกขนาดกลาง ประกอบด้วยชั้นย่อยๆ ๑๗ ชั้น

การเดินทางใช้เส้นทางถนนตรัง-พัทลุง ประมาณกิโลเมตรที่ ๑๗ เลี้ยวขวาตามเส้นทางสายบ้านกะช่อง-บ้านหาดเลา ๒๐ กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตรงป้ายชื่อน้ำตกอีก ๔.๕ กิโลเมตร

น้ำตกลำปลอก

เป็นน้ำตกสูง ๖ ชั้น ไหลจากหน้าผาสูง ด้านล่างมีแอ่งน้ำสำหรับเล่นน้ำได้สามารถมองเห็นเกาะแก่งและทิวทัศน์ของปากน้ำปะเหลียน การเดินทาง ไปตามถนนสายตรัง-พัทลุง ถึงกิโลเมตรที่ ๑๗ แล้วเลี้ยวขวาตามทางสายบ้านกะช่อง-บ้านหาดเลา ประมาณ ๒๑ กิโลเมตร จะพบทางแยกเข้าน้ำตกลำปลอกด้านซ้ายมือ นอกจากนั้นยังเป็นที่ตั้งของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำคลองลำปลอก ซึ่งใช้น้ำจากคลองลำปลอกผลิตไฟฟ้า

  • อำเภอรัษฎา

ถ้ำพระพุทธ

ตั้งอยู่บริเวณวัดถ้ำพระพุทธ ตำบลหนองบัว บริเวณปากถ้ำมีพระนอนองค์ใหญ่ และพระยืนทรงเครื่องประดับพระเศียรด้วยเทริด (เครื่องประดับศีรษะ รูปมงกุฎอย่างเตี้ย มีกรอบหน้าอย่างมโนราห์) นอกจากนั้นภายในพระอุโบสถของวัดยังมีสมบัติเครื่องใช้ของคนชั้นสูง เช่น เครื่องลายคราม เครื่องถมทอง เครื่องปั้นเก่าแก่ ส่วนที่มาของสมบัติสูงค่าเหล่านี้และประวัติความเป็นมาของวัดเก่าแก่นี้ยังไม่กระจ่างชัด

การเดินทาง จากบ้านกะปางเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางไปอำเภอชะอวด ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จะถึงสามแยกเลี้ยวขวาอีกประมาณ ๗ กิโลเมตร

ถ้ำวังพระยาพิชัยสงคราม

ถ้ำวังพระยาพิชัยสงคราม ตั้งอยู่บ้านในวัง ตำบลหนองบัว เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยงดงามตามธรรมชาติ การเดินเที่ยวชมถ้ำต้องลุยน้ำและควรมีไฟฉายติดตัวไปด้วย
การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับถ้ำพระพุทธ เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านในวัง (ทางหลวงหมายเลข ๔๑๕๑) ไป ๓ กิโลเมตร

  • อำเภอหาดสำราญ

หาดสำราญ

ตั้งอยู่ตำบลหาดสำราญ บริเวณหาดสำราญมีต้นสนหนาแน่นและสามารถมองเห็นเกาะเล็กใหญ่ต่างๆ มีลมพัดตลอดวันเหมาะสำหรับเป็นที่ตากอากาศ นักท่องเที่ยวนิยมมารับประทานอาหารทะเลสด ๆ ดูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงพี้นบ้าน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๕๙ กิโลเมตร ตามทางถนนสายตรัง-ปะเหลียน (ทางหลวงหมายเลข ๔๐๔) ผ่านตัวอำเภอย่านตาขาวถึงสี่แยกบ้านนา เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๔๒๓๕ ไปอีก ๒๒ กิโลเมตร หรือใช้บริการรถตู้สายตรัง-ย่านตาขาว ถึงตลาดย่านตาขาวแล้วต่อรถสองแถวสายย่านตาขาว-ปากปรน

  • อำเภอวังวิเศษ

น้ำตกร้อยชั้นพันวัง

น้ำตกร้อยชั้นพันวัง เป็นน้ำตกหินปูน ที่ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 11 ต.อ่าวตง ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม โดยมีหน่วยพิทักษ์ป่าร้อยชั้นพันวังเป็นผู้ดูแล ธารน้ำตกเป็นชั้นน้ำตกเตี้ยหลายชั้นที่ทอดตัวลดหลั่นกันมาจากเขานอจู้จี้ นอกจากการพักผ่อนเล่นน้ำแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินไต่เขาศึกษาป่าต้นน้ำ และอาจจะได้ยินเสียงนกแต้วแร้วส่งเสียงร้องทักทาย การเดินทางจากตัวเมืองตรังใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านอำเภอห้วยยอด ตรงไปยังอำเภอวังวิเศษ ถึงบ้านคลองชี เลี้ยวขวาเข้าทางบ้านอ่าวตง-บ้านบางคราม อีกประมาณ 29 กิโลเมตร ถึงตัวน้ำตก

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดตรัง - วิกิพีเดีย

ประวัติศาสตร์

การปกครอง

สภาพทางภูมิศาสตร์

ประชากรและสภาพทางสังคม

เว็บไซต์จังหวัดตรัง

ประวัติศาสตร์จังหวัดตรัง

http://www.trang.go.th/pravat.htm 
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html 

การเลือกตั้ง  เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดตรัง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

http://www.baanjomyut.com

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

แผนที่จังหวัดตรัง

เว็บไซต์จังหวัด

http://www.trang.go.th/cnb/map1.htm 

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดตรัง

http://www.trang.go.th/travel/ 

ต้นศรีตรัง

fwmail.teenee.com

ดอกศรีตรัง

topicstock.pantip.com

 

JoomSpirit