เชียงราย

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดเชียงราย

1-9

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดเชียงราย

รูปช้างสีขาวใต้เมฆ หมายถึง ความรุ่งเรืองและอยู่เย็นเป็นสุข โดยพื้นสีม่วงเป็นสีของวันเสาร์ซึ่งตรงกับวันประสูติของพญาเม็งรายผู้สร้างเมืองเชียงรายและเป็นสีประจำจังหวัด

คําขวัญประจำจังหวัดเชียงราย

"เหนือสุดยอดในสยาม ชายแดนสาม แผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา"

2-7 3-8
รูปที่ 2 ต้กาซะลองคำ รูปที่ 3 ต้นกาซะลองคำ

 

ชื่อพันธุ์ไม้: กาสะลองคํา

ชื่อวิทยาศาสตร์: Radermachera ignea (Kurz) Steenis

วงศ์: Dignoniaceae

ลักษณะทั่วไป: ไม้ยืนต้นชนิดผลัดใบ สูง ๖-๑๐ เมตร ขึ้นตามเทือกเขาหินปูน ที่ชื้นทางภาคเหนือ ออกดอกในเดือน ม.ค.-เม.ย.

ชื่ออื่นๆ: ปีบทอง, แคะเปฺาะ, สําเภาหลามต้น, สะเภา, อ้อยช้าง, จางจืด

4-6

รูปที่ 4 ดอกพวงแสด

ชื่อดอกไม้: ดอกพวงแสด

ชื่อวิทยาศาสตร์: Pyrostegia Venusta ., Miers

วงศ์: Bignonia Ceae

ลักษณะทั่วไป: ไม้เถาเลื้อยที่มีขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยได้ไกลมากกว่า ๔๐ ฟุต ออกดอกช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค.

ชื่ออื่นๆ: Orange trumpet, Flane Flower, Fire-Cracder Vine

ถิ่นกำเนิด: ประเทศบราซิล และอาร์เจนตินา

ดินแดนของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบันนั้นได้ปรากฏในพงศาวดารเหนือ เป็นหนังสือคัมภีร์ใบลาน ตัวหนังสืออักษรธรรมล้านนา ตำนานเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน บางแห่งเรียกว่า ตำนานโยนกนครราชธานี ไชยบุรีศรีช้างแสง เช่น ตำนานสิงหนวัติ เป็นต้น แต่ละเล่มเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองโยนกทั้งสิ้น

จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพงสาวดารโยนก อีกประการหนึ่งจะเกี่ยวพันกับอาณาจักรโบราณต่าง ๆ อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน

ราว พ.ศ. 50 ไทยเผ่าหนึ่งเรียกว่า อ้ายลาว ตั้งอาณาจักรอยู่ที่นครปา ถูกจีนรุกรานหนักเข้า จึงอพยพมาตั้งอยู่บริเวณเมืองเล็ม เชียงรุ้ง เชียงลาว ริมแม่น้ำสาย ตั้งราชวงศ์ขึ้นปกครองสืบต่อกันมาจนถึงสมัย ลวจักราช จึงได้ลงมาตั้งเมืองที่ตำบลยางเสี่ยวใกล้ดอยตุง เรียกว่า เชียงลาว

พุทธศตวรรษที่ 5 มีพวกไทยถอยร่นจากจีนตอนใต้ มาสมทบไทยที่เมืองเชียงลาวมากขึ้นทุกที จึงได้ขยายเมืองให้กว้างขวางขึ้นอีก เรียกว่า แคว้นยุนซาง หรือยวนเซียง มีอาณาเขตแผ่ไปถึงหลายเมือง เช่น เวียงกาหลง (อำเภอเวียงป่าเป้าในปัจจุบันนี้) เวียงฮ่อ ดงเวียง เวียงวัง แจ้ห่ม เชียงแสน

ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 11 ขอมมีอำนาจถึงอาณาจักรโครตบูรณ์ จึงยกเข้ามาตีแคว้นยวนเซียง ขับไล่ชาวไทย แล้วตั้งเมืองขึ้นที่เชียงแสน เรียกว่า สุวรรณโคมคำ บริเวณที่เคยเป็นเมืองเชียงลาว ใกล้ฝั่งน้ำโขง และได้สร้างเมือง อุมงคเสลา ที่เมืองฝาง ต้นลำน้ำกก อาณาเขตสุวรรณโคมคำของขอมครั้งนั้น ทิศเหนือจดถึงเมืองหนองแส ทิศใต้จนฝายนาค (ลีผี) ตะวันออกถึงแม่น้ำแตก (แม่น้ำแท้) ทิศตะวันตกถึงแม่น้ำตู แต่ขอมปกครองไทยอย่างป่าเถื่อน และทารุณจนไทยเราอพยพจากเมืองสุวรรณโคมคำกระจัดกระจายไปอีก ขอมจึงย้ายไปตั้งเมืองอุมงคเสลา (เมืองฝางในปัจจุบัน) ทิ้งให้เมืองสุวรรณโคมคำร้าง

เจ้าสิงหนวัติกุมาร โอรสพระเจ้าเทวกาล กษัตริย์เมืองหนองแส เป็นชั้นหลานปู่ของขุนบรม ได้อพยพคนไทยประมาณแสนครัวจากหนองแส (ตาลิฟู) ลงมาสร้างเมืองขึ้นใหม่อีกให้มั่นคงถาวรยิ่งขึ้น แล้วขนานนามว่า เมืองนาคพันธุสิงหนวัตินคร ภายหลังเรียกสั้น ๆ ว่า นาเคนทร์นคร, นาคบุรี, โยนกนาคนคร และโยนกนครหลวง เป็นต้น (คือเมืองเชียงแสนในปัจจุบัน)

พระเจ้าสิงหนวัติครองราชย์สมบัติในโยนกนครหลวงได้ 52 ปี สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 1367 มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายองค์ องค์ที่สำคัญ ๆ เช่น รัชกาลที่ 3 พระเจ้าอชุตราช ผู้สร้างมหาสถูปดอยตุง ปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงรายและล้านนาไทย

รัชกาลที่ 4 พระเจ้ามังรายนราช (โอรสพระเจ้าอชุตราช) พระองค์มีโอรส 2 พระองค์ องค์ใหญ่มีพระนามว่า พระองค์เชือง องค์เล็กมีพระนามว่า ไชยนารายณ์ รัชกาลที่ 5 พระองค์เชือง (ราชโอรสพระเจ้ามังรายนราช ครองเมืองโยนกนครหลวงต่อมา) ส่วนโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้ามังรายนราช มีพระนามว่า พระองค์ไชยนารายณ์ ซึ่งเป็นพระองค์น้อง ได้ไปสร้างเมืองใหม่ที่ตำบลดอนมูล ริมแม่น้ำลาว (น้ำกาหลง) เรียกว่าเมืองไชยนารายณ์ และมีกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนถึงองค์ที่ 27 มีพระนามว่า พระองค์พังคราช ชาติไทยได้อ่อนกำลังลง ขอมซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่เมืองอุมงคเสลา ได้ยกทัพเข้าตีเมืองโยนกนาคนคร พระองค์พังคราชหนีไปอยู่เวียงสีทวง แต่นั้นมาไทยก็เป็นเมืองขึ้นของขอมเรื่อยมา ใน พ.ศ. 1461 พระมเหสีก็ได้ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า เจ้าทุกขิตกุมาร และต่อมา พ.ศ. 1436 พระมเหสีก็ประสูติเจ้าพรหม กุมารอีกพระองค์หนึ่ง

ครั้งเจ้าพรหมกุมารมีพระชนมายุ 17 พรรษา ทรงแกล้วกล้าในการรบพุ่ง อย่างยิ่ง ได้ขับไล่ขอมจนสำเร็จ เมื่อ พ.ศ. 1479 แล้วเชิญพระราชบิดาไปครองเมืองโยนกนาคนครต่อไป เจ้าพรหมกุมารตีได้เมืองอุมงคเสลาซึ่งมีอำนาจร่วม 500 ปีแตก ขับไล่ขอมจนถึงเมืองหริภุญไชย และเมืองกำแพงเพชรจนหมดสิ้นเชื้อชาติขอมในอาณาจักรโยนก พระองค์สร้างเมืองอุมงคเสลาขึ้นใหม่ ขนานนามว่า เมืองไชยปราการ ในปี พ.ศ. 1479 นั้นเอง อนึ่ง เมืองโยนกนาคนครก็เปลี่ยนนามใหม่ว่า เวียงไชยบุรี เพื่อระลึกถึงชัยชนะของพระองค์

พระเจ้าพรหมนครองเมืองไชยปราการต่อมา เสด็จสวรรคต พ.ศ. 1582 ก็ได้เสียเมืองให้แก่ขุนเสือขวัญฟ้า (บางฉบับก็ว่าพระยาสุธรรมวดี) แม้กษัตริย์ที่เมืองนครไชยบุรีและนครไชยนารายณ์จะยกทัพมาช่วยก็สู้ข้าศึกไม่ได้ พระเจ้าไชยศิริจึงรับสั่งให้เผาเมือง แล้วอพยพผู้คนพลเมืองหนีมาทางใต้ ไปตั้งอยู่ที่เมืองอู่ทองเพื่อตั้งตัวต่อไป

ยังมีกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่ง พระนามว่า ลาวจก หรือลาวจง ปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จังกราช (คำว่า ลว เป็นชื่อราชวงศ์ ไม่ใช่ลัวะหรือละว้าซึ่งเป็นชื่อชาวป่าชาวเขา) ซึ่งครองเมืองเชียงลาว (แคว้นจก) ได้ขยายอำนาจมาจนถึงเมืองเงินยาง จนรวบรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นแล้วได้ขนานนามเมืองว่า หิรัญนครเงินยาง และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์

เนื่องจากพระนามของกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ล้วนขึ้นต้นด้วยคำว่า "ลาว" มีอำนาจอยู่ในเมืองเชียงลาว (เชียงเรือน) สันนิษฐานว่าอยู่ใกล้บริเวณดอยตุงและแม่น้ำสาย ต่อมาได้ขยายจากเมืองเชียงลาวมาสู่เมืองเงินยางหรือเงินยัง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง สันนิษฐานว่าเมืองเงินยางนี้อยู่ใกล้กับเมืองเชียงแสน หรืออาจเป็นบริเวณเดียวกันก็เป็นได้ เมืองเงินยางมีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลีว่า "หิรัญนคร" อันเป็นที่มาและเรียกชื่อเมืองนี้ว่า หิรัญนครเงินยาง

ลวจังกราช (ลาวจง) มีราชบุตร 3 พระองค์ คือ ลาวครอบ ลาวช้าง และลาวเก๊าแก้วมาเมือง ลวจังกราชได้ส่งราชบุตรออกไป สร้างบ้านแปงเมือง คือ ให้ลาวครอบราชบุตรองค์โตไปครองเมืองเชียงของ ลาวช้างราชบุตรองค์ที่สองไปครองเมืองยอง ส่วนลาวเก๊าแก้วมาเมือง ราชบุตรองค์เล็กนี้ให้ครองเมืองเชียงลาวสืบเนื่องมา ด้วยเหตุนี้ภายหลังจึงทำให้ราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) เป็นต้นของราชวงศ์เมืองต่าง ๆ เช่น พะเยา เชียงของ เชียงคำ จนถึงสมัยพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงรายแล้ว พบว่าเจ้าเมืองต่าง ๆ ได้มีเชื้อสายมาจากวงศ์ลวจังกราชด้วยกัน จึงมีพระราโชบายรวบรวมให้เป็นปึกแผ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ลาวจงมีราชบุตร 2 พระองค์ องค์พี่ชื่อ ลาวชิน ได้ให้ปกครองเมืองไชยนารายณ์ ส่วนผู้น้องชื่อจอมผาเรืองนั้น ให้ครองเมืองเชียงลาวต่อมา จอมผาเรือง (ลาวจอมเรือง) มีราชบุตรชื่อลาวเจื่อง (ขุนเจื่อง) ลาวเจื่องได้ครองเมืองเชียงลาวอยู่ระยะหนึ่ง และได้แผ่ขยายอาณาเขตไปถึงเมืองของพระยาแก๋ว แล้วได้อยู่ครองหลายเมือง ส่วนทางเมืองเงินยาง (เชียงลาว) นั้น ได้ให้ลาวเงินเรืองราชบุตรปกครองแทน และในสมัยของลาวเจื่องนี้ได้ให้ราชบุตรอีกหลายพระองค์ไปครองยังเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองล้านช้าง เมืองน่าน เป็นต้น อันเป็นการกระจายราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ อีกสมัยหนึ่ง

มาจนถึงสมัยลาวเมง ลาวเมืองพระบิดาได้สู่ขอนางอั้วมิ่งจอมเมืองหรือนางเทพคำขยาย ธิดาท้าวรุ้งแก่นชาย เจ้านครเชียงรุ้ง เมืองใหญ่แว่นแคว้นสิบสองปันนา มาอภิเษกเป็นชายาเจ้าลาวเมง ครั้นภายหลังอภิเษกแล้วไม่นานเท่าใด นางเทพคำขยายก็ทรงมีครรภ์แล้วประสูติพระราชโอรส เมื่อ พ.ศ. 1782 ทรงพระนามว่า "เจ้ามังราย"

ครั้นเมื่อเจ้ามังราย เจริญพระชันษาได้ 21 พรรษา ได้เสวยราชย์ครอบครองสมบัติ ที่เมืองหิรัญนครเงินยาง เมื่อ พ.ศ. 1802 พระองค์ให้เจ้าพระยามหานครทั้งหลายไปถวายบังคม หากเจ้าเมืองขัดขืนก็แต่งตั้งกองทัพออกไปปราบปราม ตีได้เมืองมอบ เมืองไร เมืองเชียง-คำ แล้วปลดเจ้าผู้ครองนครเหล่านั้น แต่งตั้งขุนนางของพระองค์ครองเมืองนั้นแทน ต่อมาหัวเมืองทั้งหลาย เช่น เมืองเชียงช้าง เป็นต้น ก็พากันมาอ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้น เพราะเกรงเดชานุภาพ ของพ่อ-ขุนเมงราย เมื่อพ่อขุนเมงรายได้ทรงรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในอาณาเขตรอบ ๆ ได้แล้ว จีงดำริจะทรงกรีฑาทัพไปแสดงฝีมือในด้านการยุทธต่อหัวเมืองฝ่ายใต้ลงมา จึงไปรวมพล ณ เมืองลาวกู่เต้า เผอิญช้างมงคล (ช้างพระที่นั่ง) ของพระองค์ได้พลัดหายไป พ่อขุนเมงรายจึงเสด็จติดตามรอยช้างไปจนถึงดอยจอมทอง ริมแม่น้ำกก เห็นภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์เป็นชัยภูมิที่ดี จึงให้สร้างเมืองใหม่ขึ้น โดยก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้ในท่ามกลางขนานนามเมืองว่า "เมืองเชียงราย" ใน พ.ศ. 1805 แล้วพ่อขุนเมงรายก็อพยพจากเมืองหิรัญนครเงินยางมาประทับอยู่ ณ เมืองเชียงราย ต่อมาอีก 3 ปี พ่อขุนเมงรายก็ไปตั้งเมืองใหญ่ขึ้นอีกเมืองหนึ่ง ณ ตำบลเมืองฝาง (เมืองไชยปราการเดิม)

ต่อจากนั้นก็ยกกองทัพไปตีเมืองผาแดงเชียงของ เมื่อได้เมืองผาแดงเชียงของแล้ว กลับมาประทับ ณ เมืองฝางอีกประมาณ 6 ปี จึงได้ยกกองทัพไปตีเมืองเชิงแล้วก็ทรงกลับมาประทับเมืองฝางตามเดิม พ่อขุนเมงรายมีพระโอรส 3 องค์ คือ 1. เจ้าเครื่อง 2. เจ้าราชบุตรคราม 3. เจ้าราชบุตรเครือ เมืองฝางที่พ่อขุนเมงรายประทับอยู่ติดกับแว่นแคว้นลานนา พ่อค้าวาณิชย์ชาวเมืองหริ-ภุญไชย ไปมาค้าขายที่เมืองฝาง พ่อขุนเมงรายทราบว่าเมืองหริภุญไชยเป็นเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์ก็อยากได้ไว้ในอำนาจ ก็ทรงแต่งตั้งให้อ้ายฟ้า เข้าไปเป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองหริภุญไชยในปี พ.ศ. 1818 และใน พ.ศ. 1824 พ่อขุนเมงรายก็ยกกองทัพมาตีเอาหริภุญไชยได้ จึงให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ คือขุนเครื่องไปครองเมืองเชียงราย ขุนเครื่องหลงเชื่อถ้อยคำ ขุนใสเรืองคิดการกบฎ พ่อขุนเมงรายจึงให้อ้ายเผียนไปซุ่มดักยิงด้วยหน้าไม้ปืนยา (หน้าไม้อาบยาพิษ) ถูกขุนเครื่องตายแล้วใส่สถาปนาเจ้าราชบุตรคราม โอรสองค์ที่ 2 สืบราชสมบัติเมืองเชียงรายแทน
ใน พ.ศ. 1819 พ่อขุนเมงรายได้ยกกองทัพมาติดเมืองพะเยา พระยางำเมืองเห็นว่าจะสู้ด้วยกำลังไม่ได้ จึงยกกองทัพออกไปรับปลายแดน ต้อนรับด้วยไมตรี แล้วยกตำบลบ้านปากน้ำให้แก่พ่อขุนเมงราย ซึ่งพระองค์ก็ทรงรับปฏิญาณเป็นมิตร ต่อมาอีก 4 ปี พ่อขุนรามคำแหง พ่อขุนเมงราย พระยางำเมือง ได้ทรงกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อกัน โดยทรงเอาโลหิตที่นิ้วพระหัตถ์ผสมกับน้ำสัตย์ เสวยทั้ง 3 พระองค์ สัญญาว่าจะไม่เบียดเบียนกันตลอดชีวิต ในปี พ.ศ. 1829 พ่อขุนเมงรายทรงสร้างเมืองใหม่ชื่อ เวียงกุมกาม (ในท้องที่ อ. สารภี จ. เชียงใหม่) เป็นที่ประทับและในปีนั้นได้ยกกองทัพไปตีเมืองหงสาวดี พวกมอญยอม อ่อนน้อมโดยดี ได้เครื่องราชบรรณาการและราชธิดามอญมาเป็นบาทบริจาริกา ในปี พ.ศ. 1832 ได้ยกกองทัพไปตีเมืองพุกามของพม่าได้สำเร็จ ได้พาเอาช่างฝีมือพม่ามาทำงานที่อาณาจักรลานนาไทยหลายสาขา

ในปี พ.ศ. 1834 ได้พิจารณาสร้างเมืองใหม่ ณ บริเวณเชิงดอยสุเทพ โดยมีพ่อขุนรามคำแหง และพระยา-งำเมือง ช่วยวางผังเมืองให้สร้างเมืองเสร็จในปี พ.ศ. 1839 โดยขนานนามว่า "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่" แล้วทรงทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เมงราย และสถาปนาอาณาจักรลานนาไทย ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1860 พ่อขุนเมงรายมหาราชได้เสด็จประพาสตลาดในเมืองเชียงใหม่ ถูกอสนีบาต (ฟ้าผ่า) สวรรคตลง พระยาไชยสงคราม (เดิมชื่อเจ้าราชบุตรครามได้รับสถาปนาเป็นพระยาไชยสงคราม) เนื่องจากอาสาพระบิดายกทัพไปรบกับกองทัพของพระยาเบิก เจ้าเมืองเขลางค์ จนมีชัยชนะ เมื่อได้จัดการถวายพระเพลิงพระศพพ่อขุนเมงรายมหาราชแล้ว ได้สถาปนาให้พระยาแสนภูราชโอรสองค์ใหญ่พระชนมายุ 41 พรรษา ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 1861 ส่วนพระยาไชยสงคราม กลับไปประทับที่เมืองเชียงราย พ.ศ. 1870 พระยาไชยสงครามสวรรคตพระยาแสนภู จึงให้เจ้าคำฟู โอรส-องค์ใหญ่ครองเมืองเชียงใหม่ส่วนพระองค์กลับไปครองเมืองเชียงราย

พ.ศ. 1871 พระยาแสนภู มีพระประสงค์จะสร้างนครอยู่ใหม่ ต้องการชัยภูมิที่ดีจึงให้เสนาอำมาตย์ไปตรวจตราสถานที่ จึงได้เมืองเก่ารอบริมแม่น้ำโขง อันเป็นบริเวณเมืองโบราณของเมืองไชยบุรี จึงได้สร้างเมืองขึ้น ณ สถานที่นั้น โดยเอาแม่น้ำโขงเป็นคูปราการด้านตะวันออกอีก 3 ด้าน ให้ขุดคูโอบรอบนครไว้ ทำพิธีฝังหลักเมืองเมื่อวันศุกร์ เดือน 5 หรือเดือน 7 เหนือ ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 1871 และขนานนามเมืองใหม่ว่า "หิรัญนครชัยบุรีศรีเชียงแสน" ปัจจุบันนี้เรียกว่าเชียงแสน หรือเวียงเก่า 2. สมัยกรุงศรีอยุธยา กษัตริย์ราชวงศ์เมงราย ได้ครอบครองราชสมบัติเมืองเชียงแสนสืบ ๆ มา จนกระทั่งถึง พ.ศ. 1908 มีพวกฮ่อมารบกวนแต่ก็ถูกตีแตกพ่ายไป พระเจ้าสามฝั่งแกนเจ้านครเชียงใหม่ ได้ตั้งให้เจ้าขุนแสน ลูกพระยาวังพร้าวไปครองเมืองเชียงแสน สถาปนาให้เป็น "พระยาสุวรรณคำล้านนาไชย-สงคราม" ต่อมาสมัยพระยากมลเป็นเจ้าเมืองเชียงแสน ซึ่งขณะเดียวกันกับพระเจ้าเมกุฎิราช ครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2101 เชียงใหม่ เชียงราย และเชียงแสน ตลอดจนหัวเมืองฝ่ายเหนือ ได้ตกลงเป็นของยินนอง (บุเรงนอง) เจ้ากรุงหงสาวดีและตกอยู่ในความปกครองพม่านับตั้งแต่นั้นมา 3. สมัยกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ยกกองทัพมาปราบปรามขับไล่พม่าทางหัวเมืองฝ่ายเหนือแต่ก็ไม่สำเร็จเด็ดขาด

ในราว พ.ศ. 2347 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรีกรมหลวงเทพหริรักษ์ พระยายมราช ยกกองทัพขึ้นไปขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนได้สำเร็จ และให้เผาเมืองเชียงแสนเสียสิ้นกวาดต้อนผู้คนพลเมืองประมาณ 23,000 ครอบครัวแบ่งเป็น 5 ส่วน แต่ละส่วนให้ไปอยู่เมืองเชียงใหม่ ลำปาง น่าน เวียงจันทน์ และอีกส่วนหนึ่งลงมายังกรุงเทพฯ แล้วโปรดฯ ให้ตั้งอยู่ที่สระบุรี ราชบุรี 4. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2412 ในสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เจ้าอุปราชเจ้า-ราชวงศ์นครเชียงใหม่ มีใบบอกข้อราชการไปยังกรุงเทพฯ ว่า พม่า ลื้อ เขิน จากเมืองเชียงตุง 381 คน ยกครอบครัวมาอยู่เมืองเชียงแสน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตอบไปให้เจ้าอุปราชว่าให้จัดการแต่งคนไปว่ากล่าวให้พวกพม่า ลื้อ เขิน เหล่านั้นถอยออกไปจากราชอาณาเขตไทยเสีย แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะพวกนั้นไม่ยอมออกไป

พ.ศ. 2417 เจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าครองนครเชียงใหม่ เกณฑ์ไพร่พลจากเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน จำนวนทั้งสิ้น 4,500 คน ยกออกจากเมืองเชียงใหม่ไปเชียงรายและเชียงแสนไล่ต้อนพวกพม่า ลื้อ เขิน เหล่านั้นออกจากเชียงแสนตั้งแต่นั้นมา เชียงแสนก็เป็นเมืองร้าง รัชกาลที่ 5 จึงได้โปรดให้เจ้าอินต๊ะ บุตรเจ้าบุญมา (เจ้าบุญมาเป็นน้องเจ้ากาวิละ เจ้าครองนครเชียงใหม่) เจ้าผู้ครองนครลำพูนเป็นหัวหน้านำราษฎรเมืองลำพูน เชียงใหม่ ประมาณ 4,500 ครอบครัว ไปหักร้าง-ถางพงที่เมืองเชียงแสนเดิม เพื่อให้เป็นเมืองใหม่ เจ้าอินต๊ะ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระยาราชเดชดำรง ตำแหน่งเจ้าเมืองเชียง-แสน เจ้าเมืองหัวเมืองฝ่ายเหนือมี 5 ชื่อ ประจำเมืองต่าง ๆ คือ พระยาประเทศอุดรทิศ เจ้าเมืองพะเยา พระยามหิทธิวงศา เจ้าเมืองฝาง พระยารัตนาเขตต์ เจ้าเมืองเชียงราย พระยาราชเดชดำรง เจ้าเมืองเชียงแสน พระยาจิตวงศ์วรยรังษี เจ้าเมืองเชียงของ

เมื่อ พ.ศ. 2437 รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสหเทพ (เสง วิริยศิริ) จัดการปกครองมณฑลพายัพชั้นใน พระยาศรีสหเทพ จึงร่างข้อบังคับสำหรับที่ว่าการเมือง เรียกว่า "เค้าสนาม- หลวง" คือจัดให้มี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่ละแคว้นขึ้นกับเมืองเรียกว่า "เจ้าเมือง" เมืองขึ้นกับบริเวณเรียกว่า "ข้าหลวงบริเวณ" ข้าหลวงบริเวณขึ้นกับ "เค้าสนามหลวง" จัดการเก็บเงินรัชชูปการเรียกว่า "ค่าแรงแทนเกณฑ์" คนหนึ่งปีละ 4 รูปี (ต่อมาเรียก 4 บาท) ในที่สุดวิธีการนี้ได้จัดทำขึ้นเป็นพระราชบัญญัติเรียกว่า "พระราชบัญญัติตั้งมณฑลพายัพ" ตั้งนครเชียงใหม่เป็นที่ตั้งมณฑล เมืองเชียงแสน สมัยนี้ขึ้นต่อกระทรวงกลาโหม

ต่อมาเมื่อประกาศให้ใช้พระราช-บัญญัติปกครองท้องที่ พ.ศ. 2257 จึงมาขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2240 พระอาราชดำรงถึงแก่กรรมต่อมาเกิดมีพวกไทยใหญ่รวมกันเป็นโจรเข้าปล้นเมือง บุตรพระยาราชเดชดำรงกับญาติและไพร่พลช่วยกันต่อสู้ชนะและปราบปรามได้สำเร็จ พ.ศ. 2442 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งนายไชยวงศ์ บุตรพระยาราชเดชดำรงเป็นพระราชเดชดำรง สืบสกุลแทนบิดา และต่อมาย้ายที่ทำการมาตั้งที่ตำบลกาสา ตั้งเป็นอำเภอปี พ.ศ. 2442 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอแม่จัน ส่วนเมืองเชียงแสนเดิมให้เป็นกิ่งอำเภอเชียงแสนหลวงซึ่งในสมัยต่อมาก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอเชียงแสน
พ.ศ. 2443 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง นายคำหมื่น บุตรพระราชเดชดำรง (เจ้าอินต๊ะ) เป็นพระยาราชบุตรขึ้นกับเมืองเชียงรายในสมัยนั้นเจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ (ไชย กัลยาณมิตร) เป็นเสนาบดีและองค์มนตรีสมุหเทศาภิบาลพายัพประจำมณฑลพายัพ

ต่อมาได้เกิดความยุ่งยากเกี่ยวกับกบฎเงี้ยว ซึ่งได้เกิดขึ้นตามหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านนา ซึ่งเป็นผลมาจากยุคการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก ที่ได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนพม่าและลาว และต่อมาได้มีการยุยงสนับสนุนให้เงี้ยวก่อความไม่สงบขึ้นตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อที่จะขยายอิทธิพลเข้ามายังล้านนา ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยแล้ว แต่ทางการก็สามารถปราบปรามลงได้ และได้มีการพัฒนารูปแบบการปกครองจากหัวเมืองที่มีเจ้าเมืองครอง ในพ.ศ. 2452 เชียงรายได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองจัตวา เป็นศูนย์กลางด้านการศาลและการต่างประเทศตอนเหนือของประเทศไทย มาจนถึง พ.ศ. 2453 (ร.ศ. 129) จึงได้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล อันเป็นต้นแบบมาสู่การปรับปรุงพัฒนามาสู่ในยุคปัจจุบัน พ.ศ. 2476 รัฐบาลกรุงเทพฯ ได้ประกาศยกเลิกระบบการปกครองแบบมณฑล เชียงรายจึงมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของไทย แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ

สภาพภูมิศาสตร์

ที่ตั้งจังหวัดเชียงรายตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๙ องศาเหนือ ถึง ๒๐ องศา ๓๐ ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ ๙๙ องศา ๑๕ ลิปดา ถึง ๑๐๐ องศา ๔๕ ลิปดาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ๘๒๙ กิโลเมตร

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันออก ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดพะเยาและลําปาง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่าและจังหวัดเชียงใหม่


แนวเขตชายแดนติดต่อกับประเทศพม่า ด้านอําเภอแม่จัน แม่สาย แม่ฟ้าหลวง และเชียงแสน รวม ๑๓๐ กิโลเมตร แยกเป็นแนวภูเขา ๑๐๐ กิโลเมตร แนวแม่น้ำสาย ๑๐ กิโลเมตร และแนวแม่น้ํารวก ๒๐ กิโลเมตร แนวเขตชายแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้านอําเภอเชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น และอําเภอเทิง มีระยะทาง ๑๘๔ กิโลเมตร โดยเป็นแนวแม่น้ําโขง ๙๐ กิโลเมตร และแนวภูเขา ๙๔ กิโลเมตร

สภาพภูมิประเทศ

เชียงรายมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงในทวีปตอนเหนือของประเทศ (North Continental Highland) มีพื้นราบสูงเป็นหย่อมๆ ในเขตอําเภอแม่สรวย เวียงป่าเป้า และเชียงของ บริเวณเทือกเขาจะมีความสูงประมาณ ๑,๕๐๐ - ๒,๐๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล บริเวณส่วนที่ราบตามลุ่มแม่น้ำสําคัญในตอนกลางของพื้นที่ ได้แก่ อําเภอพาน เมือง แม่จัน แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ มีความสูงประมาณ ๔๑๐ - ๕๘๐ เมตร จากระดับน้ําทะเล

สภาพภูมิอากาศ

  • ฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ - กลางเดือนพฤษภาคม มีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย ๓๖.๔๔ องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด ๓๙.๔ องศาเซลเซียสและอุณหภูมิเฉลี่ย ๒๕.๘๓ องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม - กลางเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ เดือนที่มีฝนตกมากที่สุด คือ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ปริมาณ ๓๘๗ มิลลิเมตร ในปี ๒๕๕๒มีฝนตกทั้งปี ๑๑๗ วัน ปริมาณฝนรวม ๑,๖๒๕ มิลลิเมตร
  • ฤดูหนาว อยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ อุณหภูมิต่ําสุดเฉลี่ย ๑๒.๗ องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ําสุด ๑๐ องศาเซลเซียส

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองแบ่งออกเป็น 18 อำเภอ 124 ตำบล 1,751 หมู่บ้าน

200

1. อำเภอเมืองเชียงราย
2. อำเภอเวียงชัย
3. อำเภอเชียงของ
4. อำเภอเทิง
5. อำเภอพาน
6. อำเภอป่าแดด
7. อำเภอแม่จัน
8. อำเภอเชียงแสน
9. อำเภอแม่สาย



 

 

10. อำเภอแม่สรวย

11. อำเภอเวียงป่าเป้า
12. อำเภอพญาเม็งราย
13. อำเภอเวียงแก่น
14. อำเภอขุนตาล
15. อำเภอแม่ฟ้าหลวง
16. อำเภอแม่ลาว
17. อำเภอเวียงเชียงรุ้ง
18. อำเภอดอยหลวง

รูปที่ 5 อำเภอในจังหวัดเชียงราย

 

 

 

การปกครองท้องถิ่น

อำเภอเมืองเชียงราย
อำเภอแม่ลาว
อำเภอแม่สรวย
อำเภอเวียงป่าเป้า

อำเภอป่าแดด

อำเภอเทิง

อำเภอพญาเม็งราย

อำเภอแม่สาย

อำเภอเวียงแก่น

อำเภอเชียงของ

อำเภอเชียงแสน

อำเภอแม่จัน

อำเภอขุนตาล

อำเภอเวียงชัย

อำเภอเวียงเชียงรุ้ง

อำเภอพาน

 

การเลือกตั้ง

จังหวัดเชียงรายแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 7 เขต มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 7 คน โดยแต่ละเขตแบ่งออกดังนี้

เขต 1 จำนวนประชากร 169,947 คน ประกอบด้วย อำเภอเมืองเชียงราย (ตำบลเวียง ตำบลรอบเวียง ตำบลบ้านดู่ ตำบลนางแล ตำบลห้วยชมภู ตำบลสันทราย ตำบลแม่ยาว ตำบลริมกก ตำบลดอยฮาง ตำบลแม่กรณ์ ตำบลแม่ข้าวต้ม และตำบลท่าสุด)
เขต 2 จำนวนประชากร 177,063 คน ประกอบด้วย อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่สรวย และอำเภอแม่ลาว
เขต 3 จำนวนประชากร 171,452 คน ประกอบด้วย อำเภอพาน และอำเภอเมืองเชียงราย (ตำบลดอยลาน ตำบลห้วยสัก ตำบลท่าสาย และตำบลป่าอ้อดอนชัย)
เขต 4 จำนวนประชากร 154,188 คน ประกอบด้วย อำเภอเทิง อำเภอเวียงชัย และอำเภอป่าแดด
เขต 5 จำนวนประชากร 166,583 คน ประกอบด้วย อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น อำเภอพญาเม็งราย และ อำเภอขุนตาล
เขต 6 จำนวนประชากร 190,861 คน ประกอบด้วย อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน อำเภอดอยหลวง และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง
เขต 7 จำนวนประชากร 168,124 คน ประกอบด้วย อำเภอแม่จัน และอำเภอแม่ฟ้าหลวง

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดเชียงรายมีเขตเลือกตั้ง 3 เขต มีจำนวน ส.ส.ทั้งสิ้น 7 คน

เขตเลือกตั้งที่ 1

นายสามารถ แก้วมีชัย
นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์

พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย
เขตเลือกตั้งที่ 2

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์
นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์
นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน

พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย
เขตเลือกตั้งที่ 3

นายอิทธิเดช แก้วหลวง
นางสาวละออง ติยะไพรัช

พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย

สมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดรายเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2551 มี ส.ว. ได้ 1 คน

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงรายได้แก่ นางจิราวรรณ วัฒนศิริธร

จำนวนราษฎรจังหวัดเชียงราย
ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554มีดังต่อไปนี้

  • ชาย 608,897 คน
  • หญิง 1,198,656 คน
  • รวมทั้งสิ้น 589,759 คน

ศาสนา

จํานวนศาสนสถาน

วัดมหานิกาย

  • วัดพัทธสีมา ๕๗๘ แห่ง
  • วัดวิสุงคามสีมา ๒๘๔ แห่ง
  • สํานักสงฆ์ ๒๒๒ แห่ง

วัดธรรมยุต ๕๕ แห่ง

ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ ๑๑๕ แห่ง

โบสถ์คริสต์

  • นิกายคาทอลิก ๔๒ แห่ง
  • นิกายโปแตสแตนท์ ๑๓๘ แห่ง

มัสยิด (จดทะเบียน) ๗ แห่ง

จํานวนศาสนิกชนปี 2554

  • พุทธ ๑,๑๔๖,๑๖๖ คน (ร้อยละ ๙๓.๓๘๘)
  • คริสต์ ๒๙,๔๐๔ คน (ร้อยละ ๒.๓๙๖)
  • อิสลาม ๓,๐๔๖ คน (ร้อยละ ๐.๒๔๘)
  • พราหมณ์ - ฮินดู ๑๗๑ คน (ร้อยละ ๐.๐๑๔)
  • ซิกข์ ๑๐ คน (ร้อยละ ๐.๐๐๑)

สาธารณสุข

จังหวัดเชียงรายมีจํานวนสถานพยาบาลทุกประเภท รวมทั้งสิ้น ๕๒๘ แห่ง แบ่งออกเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ๑๙ แห่ง โรงพยาบาลเอกชน ๒ แห่ง สถานีอนามัย ๒๑๓ แห่ง ศูนย์สุขภาพชุมชน ๓ แห่ง และคลินิกทุกประเภทรวม ๒๙๔ แห่งสําหรับสถานพยาบาลที่มีเตียงผู้ปุวยรับไว้ค้างคืน ได้แก่ โรงพยาบาล จํานวน ๒๑ แห่ง จํานวนเตียงรวม ๒,๒๒๓ เตียงจํานวนบุคลากรที่ให้บริการประชาชนในสถานบริการภาครัฐและเอกชน เป็นแพทย์ ๒๑๐ คน คิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากร ๑ : ๖,๑๖๗.๐๑ ทันตแพทย์ ๖๒ คน คิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากร ๑ : ๒๐,๘๘๘.๒๗ เภสัชกร ๑๑๙ คน คิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากร ๑ : ๑๐,๘๘๒.๙๗ พยาบาลวิชาชีพ ๑,๕๗๒ คน คิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากร ๑ : ๘๒๓.๘๔ และพยาบาลเทคนิค ๑๐๓ คน คิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากร ๑ : ๑๒,๕๗๓.๕๒ จํานวนผู้ปุวยรวมทั้งสิ้น ๑,๒๕๑,๗๙๗ คน แบ่งเป็นผู้ปุวยในสถานบริการภาครัฐ ๑๓๑,๖๕๒ คน/๔๖๕,๐๕๙ วัน จํานวนผู้ปุวยนอกมารับบริการ ๑,๑๒๐,๑๔๕ คน เป็นจํานวนครั้ง ๔,๐๑๔,๖๗๙ ครั้ง

การศึกษา

จังหวัดเชียงรายได้กําหนดยุทธศาสตร์ ด้านการพัฒนาสังคม และทรัพยากรมนุษย์ โดยให้จังหวัดเชียงรายเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล จึงได้มีการส่งเสริมและจัดตั้งสถานศึกษา ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ระดับอุดมศึกษา เพื่อให้เยาวชนได้รับการศึกษาอย่างครบถ้วน รวมทั้งสามารถให้บริการแก่จังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน ในปี๒๕๕๒ จังหวัดเชียงรายมีสถิติเกี่ยวกับการศึกษาด้วย

การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่สถานศึกษาตั้งแต่ระดับ เด็กเล็ก อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีโรงเรียนทั้งสิ้น ๗๓๔ โรงเรียน แยกตามสังกัด คือ สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๖๕๕ โรงเรียน สังกัดสํานักงานบริหารคณะกรมการส่งเสริมการศึกษาท้องถิ่น ๙ โรงเรียน สังกัดสํานักงานคณะกรรมการเอกชน ๗๐ โรงเรียน จํานวนห้องเรียนรวม ๘,๓๗๖ ห้อง แยกเป็นก่อนประถมศึกษา ๑,๕๕๖ ห้อง ระดับประถมศึกษา ๔,๗๘๒ ห้อง มัธยมศึกษา ๒,๐๔๓ ห้อง จํานวนครู อาจารย์ รวมทั้งสิ้น ๙,๖๘๑ คน แยกเป็นชาย ๓,๖๕๘ คน และหญิง ๖,๒๐๓ คน แยกตามระดับการศึกษา คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ๒๗,๒๓๗ คน ประถมศึกษา ๙๒,๔๒๙ คน และมัธยมศึกษา ๖๖,๙๓๒ คน

ระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา แยกเป็นสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา มีจํานวนรวม ๗ แห่ง มีอาจารย์รวม ๑,๐๔๘ คน นักศึกษา ๑๒,๗๙๒ คน สังกัด สํานักงานคณะกรรมการเอกชน มีสถานศึกษา จํานวน ๖ แห่ง อาจารย์ ๔๓๖ คน นักศึกษา ๖,๔๑๘ คน และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา จํานวน ๓ แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเขตพื้นที่เชียงราย

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2544 - 2553

GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, CHIANG RAI PROVINCE: 2001 - 2010

หน่วย : ล้านบาท

 สาขาการผลิต  2544
(2001) 
2545
(2002) 
2546
(2003) 
2547
(2004) 
2548
(2005) 
2549r
(2006r) 
2550r
(2007r) 
2551r
(2008r) 
2552p
(2009p) 
2553p1
(2010p1) 
ภาคเกษตร  7,569 8,828 10,666 12,506 15,507 13,733 15,831 19,456 19,072 28,823
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้  7,400 8,618 10,294 12,071 14,845 12,988 15,048 18,987 18,543 28,272
การประมง     169    210    371    435    662    746    782    469    529    552
ภาคนอกเกษตร  25,042 26,440 26,803 29,327 31,609 34,479 40,468 45,645 46,901 50,091
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน     200    248    260    302    325    324    387    367    464    512
การผลิตอุตสาหกรรม  1,296 1,338 1,686 1,948 1,755 1,983 4,134 7,496 7,036 7,717
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา     643    623    628    735    749    760    761    763    981 1,054
การก่อสร้าง  1,160 1,823 1,935 1,777 1,741 1,936 2,228 2,377 2,491 2,797
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์  ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ใน
ครัวเรือน 
 7,969  7,893  7,846  8,394  8,891  8,948  10,045  10,824  11,310  11,774
โรงแรมและภัตตาคาร  1,035 1,081    998 1,117 1,159 1,789 2,482 2,525 2,255 2,255
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม  2,072 2,145 2,133 2,509 2,760 3,015 3,169 3,302 3,394 3,265
ตัวกลางทางการเงิน  1,337 1,452 1,463 1,650 1,828 2,220 2,433 2,643 2,782 3,091
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ  2,355 2,444 2,452 2,509 2,596 2,704 2,741 2,680 2,732 2,827
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ  2,004 2,341 2,448 2,771 3,119 3,311 3,551 3,560 3,652 4,324
การศึกษา  3,064 3,174 3,246 3,756 4,417 4,915 5,742 6,248 6,723 7,187
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์  1,545 1,517 1,321 1,436 1,812 2,036 2,249 2,303 2,552 2,733
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ     285    281    301    330    360    437    438    442    405    428
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล  78 81 87 93 98    102    109    116    124    126
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด  32,611 35,268 37,468 41,833 47,116 48,212 56,299 65,101 65,974 78,914
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท)  28,100 30,201 31,916 35,474 39,793 40,550 47,135 54,257 54,745 65,221
 ประชากร (1,000 คน)  1,161 1,168 1,174 1,179 1,184 1,189 1,194 1,200 1,205 1,210

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, CHIANG RAI PROVINCE: 2002 - 2011

หน่วย : คน

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 875,554 881,193 925,658 973,640 1,019,447 1,027,746 1,002,208 979,566 1,001,239
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 637,042 637,779 687,889 701,531 719,750 744,867 735,868 700,036 727,232
   ผู้มีงานทำ 630,569 619,782 663,670 672,978 698,143 732,053 720,403 686,627 719,208
   ผู้ว่างงาน 6,094 15,741 23,696 26,517 17,585 11,418 12,688 11,707 7,007
   ผู้ที่รอฤดูกาล 379 2,256 522 2,036 4,023 1,396 2,777 1,703 1,018
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 238,513 243,414 237,770 272,108 299,697 282,880 266,339 279,529 274,007
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 452,761 455,752 478,767 489,163 498,002 501,737 494,186 488,489 499,453
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 373,794 371,107 395,211 388,163 384,349 395,388 400,728 389,732 404,731
   ผู้มีงานทำ 370,905 361,193 382,152 375,565 375,203 390,194 392,659 383,620 401,118
   ผู้ว่างงาน 2,793 8,364 12,564 12,494 8,154 4,738 6,776 5,220 3,440
   ผู้ที่รอฤดูกาล 96 1,550 495 105 991 456 1,293 892 173
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 78,968 84,645 83,555 101,001 113,653 106,349 93,458 98,758 94,721
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 422,794 425,442 446,892 484,476 521,445 526,010 508,022 491,076 501,787
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 263,248 266,673 292,677 313,369 335,401 349,478 335,141 310,304 322,501
   ผู้มีงานทำ 259,664 258,589 281,519 297,414 322,939 341,859 327,745 303,007 318,090
   ผู้ว่างงาน 3,301 7,377 11,132 14,024 9,431 6,680 5,912 6,487 3,567
   ผู้ที่รอฤดูกาล 283 707 27 1,932 3,032 940 1,484 811 844
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 159,545 158,770 154,215 171,108 186,044 176,532 172,881 180,772 179,286

 

ประปา

ในปี ๒๕๕๓ มีกําลังการผลิตน้ําประปา รวมทั้งสิ้น ๒๒,๐๘๔,๒๗๓ ลูกบาศก์เมตร ผลิตน้ําประปาได้๑๖,๕๑๕,๑๓๑ ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ําจําหน่ายแก่ผู้ใช้ ๑๐,๓๓๖,๗๗๙ ลูกบาศก์เมตร น้ำจ่ายเพื่อสาธารณประโยชน์และรั่วไหล ๕,๖๐๐,๗๔๑ ลูกบาศก์เมตร ปริมาณที่ใช้ในระบบ ๔๑๒,๖๙๓ ลูกบาศก์เมตร มีผู้ใช้น้ํารวมทั้งสิ้น ๔๑,๓๔๑ ราย

ยานพาหนะ

ในปี ๒๕๕๒ จังหวัดเชียงราย มีจํานวนยานพาหนะ ที่จดทะเบียนกับสํานักงานขนส่งจังหวัดเชียงรายรวมทั้งสิ้น ๕๐๖,๕๕๗ คันโดยแบ่งตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ จํานวน ๔๙๕,๕๕๑ คัน และ พ.ร.บ.ขนส่งฯ จํานวน ๑๑,๐๐๖ คัน

 

งานประเพณีสงกรานต์
จัดขึ้นประมาณกลางเดือนเมษายน ในงานมีขบวนแห่และสรงน้ำพระเจ้าล้านทอง การแข่งเรือ และการละเล่นพื้นเมืองและมหรสพ จัดบริเวณอำเภอเชียงแสน

งานเทศกาลลิ้นจี่และของดีเมืองเชียงราย
เทศกาลที่ชาวเกษตรกรต่างนำผลผลิตทางการเกษตรของตนมาออกร้าน โดยเฉพาะลิ้นจี่ที่มีชื่อเสียงมากของเชียงราย จัดขึ้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี ภายในงานมีการประกวดขบวนรถและธิดาลิ้นจี่

งานเทศกาลดอกบัวตองบาน
ดอกบัวตอง เป็นอีก 1 ชนิดที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดเชียงราย จึงมีการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด จะจัดในเดือนพฤษภาคม

พระ-เณร ขี่ม้าบิณฑบาต
ภาพที่หาชมยากบนดอยสูงของ อ.แม่จัน สำนักปฏบัติธรรมถ้ำป่าอาชาทอง ซึ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลคมนาคม แม้แต่ชาวบ้านยังต้องใช้ม้าแกลบในการเดินทาง

งานดอกเสี้ยวบานที่ภูชี้ฟ้า
จัดระหว่างในราวเดือนมกราคม มีการแข่งขันกีฬาและการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาวดอย บริเวณบ้านร่มฟ้าไทย อำเภอเทิง

งานไหว้สาพญาเม็งราย
จัดให้มีพิธีบวงสรวงพ่อขุนเม็งรายมหาราช มีการออกร้าน จัดนิทรรศการของส่วนราชการและเอกชน และงานรื่นเริงอื่นๆ จัดวันที่ 23 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์

งานอนุรักษ์มรดกไทยล้านนา
จัดในเดือนเมษายน มีการจัดนิทรรศการและการแสดงแบบไทยล้านนา มีการสาธิตงานศิลปะ บริเวณหอวัฒนธรรมนิทัศน์ อำเภอเมือง

งานประเพณีสงกรานต์และแข่งเรือเมืองเชียงแสน
จัดขึ้นประมาณกลางเดือนเมษายน ในงานมีขบวนแห่และสรงน้ำพระเจ้าล้านทอง การแข่งเรือ และการละเล่นพื้นเมืองและมหรสพ จัดบริเวณอำเภอเชียงแสน

งานเทศกาลลิ้นจี่และของดีเมืองเชียงราย
จัดขึ้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี การประกวดขบวนรถและธิดาลิ้นจี่ และการออกร้าน บริเวณสนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย

งานเทศกาลดอกบัวตองบาน
จะจัดในเดือนพฤศจิกายน มีการแสดงของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ชมทุ่งบัวตอง น้ำตก และทะเลหมอก บริเวณบ้านหัวแม่คำ อำเภอแม่ฟ้าหลวง

งานประเพณีขึ้นพระธาตุดอยตุง
จัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือนหกเหนือ หรือเดือนมีนาคม เป็นประเพณีของชาว ล้านนา รวมทั้งชาวไทยใหญ่ในพม่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยชาวบ้านและพระสงฆ์ จะเดินขึ้นพระธาตุในตอนกลางคืน เมื่อมาถึงก็จะพากันนมัสการองค์พระธาตุก่อน จากนั้นจึงหาพื้นที่ประกอบอาหารเพื่อตักบาตรในตอนเช้า หลังจากตักบาตรแล้วจะ ช่วยกันบูรณะบริเวณองค์พระธาตุ เมื่อถึงยามค่ำคืนก็มารวมกันที่ปะรำพิธีเพื่อฟังเทศน

ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก
เป็นประเพณีเกี่ยวกับความเชื่อของผู้คนที่อยู่ริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะชาวประมง ในเขตบ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ เกี่ยวกับปลาบึกซึ่งเป็นปลาขนาด ใหญ่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงว่า เป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ มีเทพเจ้าคุ้มครอง ก่อนที่ชาวประมง จะจับปลาบึกต้องมีการบวงสรวงก่อน ฤดูกาลจับปลาบึกอยู่ระหว่างเดือนเมษายน- พฤษภาคม

ประเพณีโล้ชิงช้าของชาวอีก้อ
หรือที่เรียกตนเองว่า "อาข่า" มีเชื้อสายจากจีน-ธิเบต เดินทางอพยพมาอยู่บริเวณ ชายแดนไทย-พม่า แถบตอนเหนือของลำน้ำกก โดยเฉพาะอำเภอแม่จัน และแม่สาย การโล้ชิงช้าเป็นการขึ้นไปขอพรและแสดงความรำลึกถึงพระคุณของเทพธิดาแห่ง สรวงสวรรค์ ผู้ประทานความชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ธัญญาหารและ ยังเป็นการเซ่นไหว้บรรพบุรุษอีกด้วย จัดในช่วงเดือนสิงหาคม

 

อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช
ตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงราย บริเวณทางแยกที่จะไปอำเภอแม่จัน พระองค์ทรงสร้างเมืองเชียงรายเป็นเมืองหลวงแทนหิรัญนครเงินยาง และเสด็จสวรรคตในปีพุทธศักราช 1860

วัดพระสิงห์
เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์องค์ที่ประดิษฐานอยู่ ณ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ใน ปัจจุบันวัดนี้นอกจากเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์แล้ว ยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองบนแผ่นศิลา สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช

วัดพระแก้ว
เป็นวัดที่ค้นพบพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระแก้ว กรุงเทพฯ ปัจจุบันวัดพระแก้วเชียงรายเป็นที่ประดิษฐานพระหยก ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในวาระที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุ ครบ 90 พรรษา

วนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์
อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ตำบลแม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข 1211 ประมาณ 18 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไป 11 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1208 หรือไปตามทางหลวงหมายเลข 1 สายเชียงราย - พะเยา ประมาณ 15 กิโลเมตร จะมีป้ายแยกขวาไปอีก 17 กิโลเมตร ถึงที่ทำการวนอุทยาน แล้วเดินเท้าไปยังตัวน้ำตกอีกประมาณ 30 นาที ระยะทาง 1200 เมตร น้ำตกขุนกรณ์เป็นน้ำตกสวยที่สูงที่สุดของจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านเรียกว่า น้ำตกตาดหมอก มีความสูงถึง 70 เมตร สองข้างทางที่เดินเข้าสู่น้ำตกเป็นป่าเขาธรรมชาติร่มรื่น

พิพิธภัณฑ์อูบคำ
เป็นศูนย์อนุรักษ์มรดกล้ำค่าของอาณาจักรล้านนาโบราณ ประกอบด้วยเครื่องใช้ในราชสำนักล้านนา เครื่องใช้ในราชสำนักคุ้มเจ้าแพร่ เครื่องใช้ในราชสำนักคุ้มเจ้าเชียงใหม่ ผ้าโบราณอายุ 120 ปี เป็นซิ่นไหมคำจากราชสำนักมัณฑเลย์ และที่สำคัญไม่ควรพลาดชมคือ บัลลังก์กษัตริย์เป็นทองอร่าม อายุกว่า 200 ปี

พิพิธภัณฑ์และศูนย์ศึกษาชาวเขา
เป็นสถานที่แสดงวิถีชีวิตของชาวเขาหกเผ่าในประเทศไทย ได้แก อาข่า มูเซอ เย้า กะเหรี่ยง ลีซอ และม้ง

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ เชียงราย
ภายในสวนมีทัศนียภาพสวยงาม บรรยากาศร่มรื่น เป็นสถานที่น่าพักผ่อนหย่อนใจ เพราะน้ำในหนองบัวใสเย็นและเต็มเปี่ยมตลอดปี

ไร่แม่ฟ้าหลวง
อุทยานศิลปะและวัฒนธรรม กลางเมืองเชียงราย เป็นที่เก็บรักษาศิลปะวัตถุอันล้ำค่าของวัฒนธรรมล้านนา นมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในหอคำ ชมงานนิทรรศการเรื่องไม้สัก พร้อมชมงานศิลปะพื้นบ้านในหอแก้ว

พระธาตุจอมแว่
เป็นพระธาตุที่มีประชาชนชาวอำเภอพานและอำเภอใกล้เคียงนับถือกันว่าเป็นพระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ มีงานนมัสการองค์พระธาตุทุกปี

อุทยานแห่งชาติดอยหลวง
สภาพภูมิประเทศเป็นเขาสูง มีดอยหลวงเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ประกอบด้วยป่าสน ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์มีความอุ้มน้ำสูง ทำให้ลำห้วยและน้ำตกในอุทยานฯ มีน้ำไหลตลอดปี อุทยานฯ ยังมีสัตว์ป่า เช่น หมี กวาง เก้ง เลียงผา และนกหลายชนิด เช่น นกเงือก นกพญาไฟพันธุ์เหนือ นกปีกลายสก๊อต นกกางเขนหัวขาวท้ายแดง นกศิวะปีกสีฟ้า และนกย้ายถิ่นหายาก เช่น นกกินปลีหางยาวคอสีฟ้า นกกินปลีหางยาวคอสีดำ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ

วนอุทยานภูชี้ฟ้า
เป็นส่วนหนึ่งของดอยผาหม่น เป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามราวภาพวาด ด้วยทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล บนยอดภูชี้ฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แซมด้วยทุ่งโคลงเคลงที่มีดอกสีชมพูอมม่วง ซึ่งจะบานระหว่างเดือนกรกฎาคม-เดือนมกราคม

ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงดอยผาหม่น
เป็นศูนย์ส่งเสริมการเพาะปลูกดอกไม้เมืองหนาว เช่น ดอกทิวลิป ดอกลิลลี่ ดอกซัลเวียสีแดง ต้นคริสต์มาสสีแดง หลากสีหลายพันธุ์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวดอกไม้จะออกดอกสวยงาม

พระธาตุดอยเวา
เป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่องค์หนึ่งรองมาจากพระบรมธาตุดอยตุง นอกจากนี้บนยอดดอยเวายังเป็นจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ของอำเภอแม่สาย และท่าขี้เหล็กทางฝั่งพม่าได้อย่างชัดเจน

ถ้ำผาจม
ตั้งอยู่บนดอยอีกลูกหนึ่ง ทางทิศตะวันตกของดอยเวา ติดกับแม่น้ำสาย เคยเป็นสถานที่ซึ่งพระภิกษุสงฆ์นั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ปัจจุบันมีรูปปั้นของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ประดิษฐานไว้บนดอยด้วย ภายในถ้ำผาจมมีหินงอกหินย้อยอยู่ตามผนังและเพดานถ้ำ สวยงามวิจิตรตระการตา

บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ
อยู่ที่ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ ถนนสายเชียงราย - เชียงใหม่ กม. ที่ 64 - 65 มีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ 3 บ่อ

วัดพระธาตุผาเงา
เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กตั้งอยู่บนหินก้อนใหญ่ วิหารปัจจุบันสร้างทับซากวิหารเดิม บนยอดเขาข้างหลังวัด เป็นที่ตั้งของพระบรมพุทธนิมิตรเจดีย์

วัดเจดีย์เจ็ดยอด
ตัววัดหักพังหมดแล้ว เหลือแต่เพียงซากอิฐเก่าๆ แทบไม่เห็นรูปร่างเดิม อาจกล่าวได้ว่า วัดพระธาตุผาเงาและวัดเจดีย์เจ็ดยอดอยู่บนเขาลูกเดียวกัน มีบริเวณต่อเนื่องกันอย่างกว้างขวาง บริเวณร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน
เป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่ได้จากบริเวณเมืองโบราณเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ลวดลายปูนปั้นฝีมือล้านนา พระพุทธรูปและศิลาจารึกจากเชียงแสนและจากจังหวัดพะเยา พร้อมทั้งให้ข้อมูลทางด้านวิชาการเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดี การตั้งถิ่นฐานของชุมชน และประวัติการสร้างเมืองเชียงแสน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อและชาวเขาเผ่าต่างๆ

วัดพระธาตุเจดีย์หลวง
สร้างโดยพระเจ้าแสนภูเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 19 โบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงระฆังแบบล้านนา เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในเชียงแสน นอกจากนี้ยังมีพระวิหารที่เก่ามากซึ่งพังทลายเกือบหมดแล้ว

ทะเลสาบเชียงแสน หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย
เดิมเป็นเพียงหนองน้ำขนาดเล็ก จนมีการสร้างฝายกั้นทางน้ำ ทำให้น้ำเอ่อล้น จนเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ในฤดูหนาวจะมีอากาศเย็นสบายและหมอกลอยปกคลุมทั่วไป ทะเลสาบเขียงแสนยอังเป็นแหล่งดูนกที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำที่ย้ายถิ่นเข้ามาในช่วงฤดูหนาว หลายชนิดเป็นนกหายาก เช่นเป็นแมนดาริน เป็ดเทาก้านดำ เป็ดเบี้ยหน้าเขียว เป็ดหัวเขียว

หอฝิ่นอุทยานสามเหลี่ยมทองคำ
ห่างจากอำเภอเชียงแสนประมาณ 10 กิโลเมตร ตัวอาคารล้อมรอบด้วยสวนอันสวยงาม เป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่น เมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฏหมายและผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่ศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆ

ดอยผาตั้ง
เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยผาหม่น เป็นเป็นจุดชมวิวไทย-ลาว และทะเลหมอกที่สวยงามไม่แพ้ภูชี้ฟ้า บนจุดชมวิวจะเป็นแนวเขาซึ่งชมวิวได้ตลอดแนว

ดอยแม่สลอง
เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคิรี เดิมชื่อบ้านแม่สลองนอก เป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งเป็นซากุระพันธุ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอมขาว จะบานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง เป็นพันธุ์ไม้ที่หาชมได้ยากในเมืองไทย

บ้านเทอดไทย
เดิมเรียกว่า บ้านหินแตก อยู่ห่างจากเชียงราย 66 กิโลเมตร ในปี พ.ศ 2511 ขุนส่าเคยเข้ามาใช้เป็นฐานที่มั่นในฐานะผู้นำกองทัพกู้ชาติไต ขุน เป็นคำ ที่ประชาชนในรัฐฉานเรียกบุคคลที่ให้ความเคารพนับถือ แต่ชาวโลกรู้จักขุนส่าดีในชื่อ ราชาเฮโรอีน

ดอยหัวแม่คำ
เป็นที่ตั้งหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเผ่าลีซอ เป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอีก้อ ม้งและมูเซอ ในช่วงเวลาซึ่งตรงกับตรุษจีนของทุกปี ชาวลีซอจะจัดงานประเพณีกินวอ ซึ่งเปรียบเสมือนวันขึ้นปีใหม่ ในวันนั้นชาวลีซอจะแต่งกายสวยงาม มีการกินเลี้ยง เต้นระบำ เป็น 7 วัน 7 คืน และในเดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงที่ดอยหัวแม่คำงดงามไปด้วยดอกบัวตองสีเหลืองสดใสสะพรั่งอยู่ทั่วไปตามแนวเขา

พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง
เคยเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีรูปทรงผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนากับชาเลย์ของสวิส มีการแกะสลักไม้ตามกาแล เชิงชายและขอบหน้าต่างเป็นลวดลายต่างๆ โดยฝีมือช่างชาวเหนือ

สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง
เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของเทือกเขานางนอน ดอยช้างมูบมีเส้นทางเดินลัดเลาะเข้าไปในดงกุหลาบพันปี ในราวต้นเดือนมกราคม นางพญาเสือโคร่งและเสี้ยวดอกขาว จะออกดอกบานสะพรั่ง กล้วยไม้ป่าอย่างเอื้องตาหิน เอื้องเงิน ม่อนไข่ ก็เริ่มผลิดอกออกตามกิ่งไม้ กลิ่นสนภูเขาอบอวลอยู่รอบตัว ภายในบริเวณมีพระสถูปช้างมูป เป็นเจดีย์ขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนกองหินขนาดใหญ่ มีลักษณะเหมือนช้างหมอบ

พระธาตุดอยตุง
เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ เมื่อถึงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้านจากประเทศใกล้เคียง เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน ประเทศสหภาพพม่า ชาวหลวงพระบาง เวียงจันทน์ เดินทางเข้ามานมัสการทุกปี

ข้อมูล

หน่วยงาน

Website

สัญลักษณ์และคำขวัญประจำจังหวัด

ตราประจำจังหวัด

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

ประวัติ

ประเพณี

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

สำนักงานจังหวัดเชียงราย 

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ       

http://www.chiangrai.net/CPOC/2010/cr_page/about.aspx 

http://www.baanjomyut.com/76province/north/chiengrai/travel.html 

ข้อมูลทั่วไป   

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

 อาณาเขต

 ลักษณะภูมิประเทศ

 ลักษณะภูมิอากาศ

จำนวนประชากร

หัวหน้าส่วนราชการ

หน่วยงานบริหารราชการ

สภาพทางสังคม

ศาสนา 

การศึกษา

สาธารณสุข

เว็บไซต์จังหวัดเชียงราย

www.chiangrai.go.th/cpoc/2011/blog/File_Upload/fileID-8.pdf

การปกครอง  

การแบ่งเขตการปกครอง

สำนักงานจังหวัดเชียงราย

http://www.chiangrai.net/cpoc/2010/Default.aspx

http://www.chiangrai.net/CPOC/2010/cr_page/executiveTeam.aspx

การเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

รัฐสภาไทย

http://mp.parliament.go.th/map2550/map_north.htm

http://www.senate.go.th/profile/main.php?url=home

เศรษฐกิจ

ข้อมูลแรงงาน 

สำนักงานสถิติแห่งชาติ

http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html 


  

 

JoomSpirit