อุทัยธานี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดอุทัยธานี

1-18

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดอุทัยธานี

รูปพลับพลาจตุรมุขหน้าบรรณศาลาตราจักรีตั้งอยู่บนยอดเขาแก้ว โดยพลับพลาจตุรมุขหน้าบรรณศาลาตราจักรีเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของสมเด็จพระปฐม บรมมหาชนกนาถแห่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ด้วยมีหลักฐานจากจดหมายเหตุว่า บ้านสะแกกรัง อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดอุทัยธานี เป็นบ้านเกิดของสมเด็จพระปฐมมหาชนกนาถฯ ดังกล่าว ซึ่งมีพระนามเดิมว่า "ทองดี" รับราชการมีตำแหน่งเป็น พระอักษรสุนทรศาสตร์เสมียนตรากรมมหาดไทย และเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกเสนาบดี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ทองด้วง) บุตรชายคนโต ได้สถาปนาเป็น "พระบรมราชจักรีวงศ์" ได้สถาปนาพระอัฐิพระบิดา เป็นที่ "สมเด็จพระชนกาธิบดี" เมื่อ พ.ศ.2338 ตรานี้เป็นรูปพลับพลาจตุรมุข หน้าบรรณศาลาตราจักรี ตั้งอยู่บนยอดเขาแก้ว (เขาสะแกกรัง) อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ทั้งนี้ จังหวัดอุทัยธานีใช้อักษรย่อว่า "อน"

คําขวัญ

"อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ"

ต้นไม้และดอกไม้ประจําจังหวัด

ต้นไม้ประจำจังหวัดคือ ต้นสะเดา ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัดคือ ดอกสุพรรณิการ์

2-16 3-16 4-15 5-15
รูปที่ 2 ต้นสะเดา รูปที่ 3 ดอกสะเดา รูปที่ 4 ดอกสุพรรณิการ์ รูปที่ 5 ดอกสุพรรณิการ์

 

เมืองอุทัยธานี มีหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรยืนยันไว้ว่า เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ 3,000 ปี มาแล้ว โดยพบหลักฐานยืนยันในหลายพื้นที่ เช่น โครงกระดูก เครื่องมือหินกะเทาะจากหินกรวด ภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนหน้าผา (เขาปลาร้า) เป็นต้น

ตามตำนานเก่าเล่าว่า ในสมัยสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองนั้น "ท้าวมหาพรหม" ได้เข้ามาสร้างเมืองที่บ้านอุทัยเก่า คือ อำเภอหนองฉางในปัจจุบัน แล้วพาคนไทยเข้ามาอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านคนมอญและคนกะเหรี่ยง จึงเรียกว่า "เมืองอู่ไทย" เรียกชื่อตามกลุ่มหรือที่อยู่ของคนไทย ซึ่งพากันตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่น มีพืชพันธุ์และอาหารอุดมสมบูรณ์กว่าแห่งอื่น ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินและเกิดกันดารน้ำ เมืองอู่ไทยจึงถูกทิ้งร้าง จนในที่สุด "พะตะเบิด" ได้เข้ามาปรับปรุงเมืองอู่ไทย โดยขุดที่เก็บกักน้ำไว้ใกล้เมือง และพะตะเบิดได้เป็นผู้ปกครองเมืองอู่ไทยเป็นคนแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ในเวลาต่อมา เมืองอู่ไทยได้มีฐานะเป็นหัวเมืองด่านชั้นนอก แต่เปลี่ยนมาเรียกว่า "เมืองอุไทย" แทน ซึ่งคาดว่าเพี้ยนไปตามสำเนียงชาวพื้นเมืองเดิม เมืองอุไทยนี้มีพระพลสงครามเป็นนายด่านแม่กลอง และพระอินทรเดช เป็นนายด่านหนองหลวง (ปัจจุบันแม่กลอง คือ อำเภออุ้มผาง และหนองหลวง คือ ตำบลหนองหลวง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก) คอยดูแลพม่าที่จะยกทัพมาตามเส้นทางชายแดนด่านแม่ละเมา

ต่อมาในสมัยพระเอกาทศรถ (พ.ศ.2148 - 2163) ได้โปรดให้บัญญัติอำนาจการใช้ตราประจำตำแหน่ง มีบัญชาการตามหัวเมืองนั้น ได้ระบุในกฎหมายเก่าลักษณะพระธรรมนูญว่า "เมืองอุไทยธานี เป็นหัวเมืองขึ้นแก่มหาดไทย"

เมืองอุไทยธานี เป็นเมืองที่อยู่บนที่ดอนและลึกเข้าไป ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ และไม่สามารถติดต่อทางเรือได้ ดังนั้นชาวเมืองอุไทยธานี จึงต้องขนข้าวบรรทุกเกวียน มาลงที่แม่น้ำ ทำให้พ่อค้าพากันไปตั้งยุ้งฉางรับซื้อข้าวที่ริมแม่น้ำจนเป็นหมู่บ้านใหญ่ เรียกว่าหมู่บ้าน "สะแกกรัง" เนื่องจากเป็นพื้นที่มีป่าสะแกขึ้นเต็มริมน้ำและมีต้นสะแกใหญ่อยู่กลางหมู่บ้าน

บ้านสะแกกรัง ชาวจีนเรียกเพี้ยนเป็น "ซิเกี๋ยกั้ง" เป็นตลาดซื้อข้าวที่มีพ่อค้าคนจีนนิยมไปตั้งบ้านเรือนและยุ้งฉาง ต่อมาในระยะหลังได้มีเจ้านายและขุนนางมาตั้งบ้านเรือนอยู่ เพราะความสะดวกในการกะเกณฑ์สิ่งของส่งเมืองหลวง ซึ่งเป็นจำพวก มูลค้างคาว ไม้ซุง กระวาน และช้างป่า อีกทั้งยังมีช่องทางในการค้าข้าวอีกด้วย

ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (พ.ศ.2251-2275) นั้น จมื่นมหาสนิท (ทองคำ) ซึ่งย้ายมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสะแกกรังนั้น ได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาราชนกูล และต่อมาได้กำเนิดบุตรชายคนโตชื่อ "ทองดี" เกิดที่สะแกกรัง

สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกฯ พระนามเดิม ทองดี เดิมทรงรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระเจ้าบรมโกศ) ได้ดำรงตำแหน่ง พระอักษรสุนทร เสมียนตรากรมมหาดไทย ถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระเจ้าเอกทัศ) พม่ายกกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา เกิดการระส่ำระสายแตกสามัคคีในพระนคร จึงทรงอพยพครอบครัวไปรับราชการกับเจ้าเมืองพิษณุโลก ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ ต่อมาทรง พระประชวร สิ้นพระชนม์ในเมืองพิษณุโลก

บุตรชายชื่อ "ทองด้วง" ภายหลังได้รับราชการเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปราบจราจลในกรุงธนบุรี และสถาปนาเป็นกษัตริย์ราชวงศ์จักรีปกครองแผ่นดิน พระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก" รัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญพระอัฐิส่วนหนึ่งประดิษฐาน ณ หอพระในพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการถวายบังคม

ในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา ในฐานะสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกแห่งราชวงศ์จักรี พระอัฐิอีกส่วนหนึ่ง กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท อัญเชิญเข้าประดิษฐานในพระเจดีย์ทอง ในพระมณฑปวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ มีประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงตั้งเครื่องทองน้อย เพื่อสักการะบูชาทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนิน

พ.ศ. 2376 ข้าราชการชาวกรุงเทพฯผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น พระยาอุไทยธานี เจ้าเมืองอุไทยธานีในสมัยนั้น ได้เห็นว่าบ้านสะแกกรังเป็นตลาดใหญ่ มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่กันอย่างหนาแน่น อีกทั้งเป็นสถานที่ที่ชาวอุไทยธานีติดต่อค้าขายข้าว และไม้ซุง กับพ่อค้าที่นั่นมานานแล้ว จึงคิดตั้งบ้านเรือนเพื่อค้าขาย ประจวบกับเวลานั้น เจ้าเมืองไชยนาทเป็นเพื่อนกัน จึงขอตั้งบ้านเรือนที่ริมแม่น้ำสะแกกรัง เนื่องจากผู้คนมาติดต่อราชการและมาค้าขายกันมาก ทั้งนี้ เนื่องจากเจ้าเมืองไม่กล้าขึ้นไปเมืองอุไทยธานีเก่า อ้างว่ากลัวไข้ป่า จึงเป็นเหตุให้พากันอพยพมาอยู่กันมากขึ้น

พ.ศ. 2391 ได้มีการแบ่งเขตดินแดนเมืองอุไทยธานี และเมืองไชยนาทโดยตัดเขตบ้านสะแกกรังทางฝั่งคลองฟากใต้ ตั้งแต่ท้ายบ้านสะแกกรังไปจดเมืองอุไทยธานีเก่า โอนที่นั่นจากเมืองไชยนาท เป็นของเมืองอุไทยธานี ดังนั้นเมืองอุไทยธานี จึงตั้งอยู่ที่ปลายสุดเขตแดนเมืองมโนรมย์ ข้างใต้บ้านลงมาสักคุ้งน้ำหนึ่งก็เป็นแดนเมืองไชยนาท

พ.ศ.2441 เมืองอุไทยธานี ขึ้นกับมณฑลนครสวรรค์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนเป็นขึ้นกับมณฑลอยุธยา สุดท้ายมีการประกาศเลิกมณฑลปี พ.ศ.2476 และจัดให้จังหวัดเป็นหน่วยปกครองส่วนภูมิภาคที่สำคัญที่สุด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

จังหวัดอุทัยธานี ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง บริเวณลุ่มน้ำสะแกกรัง ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศเหนือตามถนนสาย เอเชียประมาณ 206 กิโลเมตร อุทัยธานีมีพื้นที่ทั้งหมด 6,730 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4,206,404 ไร่ เป็นพื้นที่ทางการเกษตร 3,304,362 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเป็นพื้นที่คุ้มครอง

6-16 8-4
รูปที่ 6 ที่ตั้งจังหวัดอุทัยธานี รูปที่ 7 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดอุทัยธานี

 

อาณาเขต

จังหวัดอุทัยธานีมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและประเทศใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับกิ่งอำเภอชุมตาบง อำเภอลาดยาว อำเภอโกรกพระ อำเภอพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอวัดสิงห์ กิ่ง อ. หนองมะโมง กิ่ง อ.เนินขาม จังหวัดชัยนาท และอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาถ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

 

สภาพภูมิประเทศ

สภาพพื้นที่โดยทั่วไปจะเป็นป่าและภูเขาลาดเทจากทิศตะวันตกลงมาทางทิศตะวันออกโดยทางทิศตะวันตกจะเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ตอนกลางของจังหวัดเป็นที่ดอน พื้นที่ลักษณะเป็น ลูกคลื่นส่วนทางด้านทิศตะวันออกของจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มทางการเกษตร ซึ่งจากพื้นที่ดังกล่าวทำให้จังหวัดอุทัยธานี ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำด้านทิศตะวันตก และหากปีใดมีน้ำมากหรือน้ำหลากจะเกิดน้ำท่วมด้านทิศตะวันออกเป็นประจำ

สภาพภูมิอากาศ

สภาพอากาศทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ฤดู

ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ กลางเดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม โดยฝนจะตกทางด้านตะวันตกมากกว่าด้านตะวันออก เนื่องจากอยู่ในเขตอิทธิพลของมรสุมและดีเปรสชั่น
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์

 

โดยในปี 2551 วัดอุณหภูมิสูงสุดได้ในเดือนเมษายนที่ 39.10 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ในเดือนธันวาคมที่ระดับ 16.50 องศาเซลเซียส ด้านปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปีอยู่ที่ 1,598 มิลลิเมตร และมีจำนวนวันที่ฝนตกทั้งสิ้น 134 วัน

การแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดอุทัยธานีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ 70 ตำบล และ 642 หมู่บ้าน

7-9

1.อำเภอเมืองอุทัยธานี

2.อำเภอทัพทัน

3.อำเภอสว่างอารมณ์

4.อำเภอหนองฉาง

 

 

5.อำเภอหนองขาหย่าง

6.อำเภอบ้านไร่

7.อำเภอลานสัก

8.อำเภอห้วยคต

รูปที่ 8 อำเภอในจังหวัดอุทัยธานี

 

 


หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายชนม์ชื่น  บุญญานุสาสน์
รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายพิสิษฐ บุญช่วง และ นายประหยัด  ยะคะนอง
หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายณรงค์ศักดิ์  เฉลิมเกียรติ



หน่วยงานบริหารราชการ

ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง 31 แห่ง
ส่วนราชการส่วนภูมิภาค 32 แห่ง
ส่วนราชการท้องถิ่น ได้แก่
เทศบาลเมือง 14 แห่ง
องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
องค์การบริหารส่วนตำบล 49 แห่ง

 

อำเภอ จำนวน (แห่ง)
ตำบล หมู่บ้าน เทศบาล อบต.
เมืองอุทัยธานี 14 86 2 8
ทัพทัน 10 90 3 4
สว่างอารมณ์ 5 65 3 3
หนองฉาง 10 97 2 8
หนองขาหย่าง 9 53 1 5
บ้านไร่ 13 136 2 12
ลานสัก 6 84 1 6
ห้วยคต 3 31 - 3
รวม 70 642 14 49


ที่มา : สำนักงานจังหวัดอุทัยธานี

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดอุทัยธานีมีเขตเลือกตั้ง 1 เขต มีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 2 คน

ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้แก่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ และ นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์

เขต 1

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล
นายชาดา ไทยเศรษฐ์

พรรค ประชาธิปัตย์
พรรค ชาติไทยพัฒนา

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดอุทัยธานีเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั่วไป พ.ศ. 2551 มี ส.ว. ได้ 1 คน

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุทัยธานีตามผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ได้แก่ นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง

1. ประชากร

ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จังหวัดอุทัยธานีมีประชากรรวมจำนวนทั้งสิ้น 328,034 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชายจำนวน 161,334 คน และเพศหญิงจำนวน 166,700 คน

2. ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ โดยมีผู้นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 99.7 นอกจากนี้ นับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม สำหรับจำนวนศาสนสถานและบุคลากรทางศาสนาทั้งหมดในปี 2551 มีดังนี้

อำเภอ จำนวน (แห่ง) จำนวน (รูป)
วัด สำนักสงฆ์ โบสถ์คริสต์ มัสยิด พระภิกษุ สามเณร
เมืองอุทัยธานี 37 7 5 1 364 53
ทัพทัน 20 15 1 - 169 18
สว่างอารมณ์ 8 22 1 - 162 11
หนองฉาง 29 14 4 - 274 99
หนองขาหย่าง 22 4 - - 108 3
บ้านไร่ 14 33 4 - 264 6
ลานสัก 12 37 6 - 264 6
ห้วยคต 5 7 1 - 64 2
รวม 147 139 22 1 1669 198

 

ที่มา: สำนักงานสถิติจังหวัดอุทัยธานี

3. ประเพณี

ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นของจังหวัดอุทัยธานี บางแห่งมีความคล้ายคลึงกัน บางแห่งอาจมีความแตกต่างกันไปบ้าง ตามความเชื่อของเชื้อชาติและชุมชนนั้นๆ เป็นประเพณีเฉพาะถิ่น เช่น การแต่งกาย การกินอยู่ กิริยามารยาท นอกจากนี้ ยังมีประเพณีที่คนในท้องถิ่นยึดถือปฏิบัติและประเพณีที่สังคมหรือชุมชนปฏิบัติร่วมกันอีกด้วย โดยประเพณีที่สำคัญหลักๆ ของชาวอุทัยธานีมีดังต่อไปนี้

ประเพณีสงกรานต์

เป็นประเพณีรื่นเริงในเทศกาลตรุษสงกรานต์ของจังหวัดอุทัยธานี โดยตรุษตรงกับ วันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ตามปฏิบัติทางจันทรคติ ถือว่าเป็นวันสิ้นปี ส่วนสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13 เมษายน ตามปฏิทินทางสุริยคติ ถือว่า พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ ปกติมีการทำบุญตักบาตรและการละเล่นต่างๆ ตามประเพณีเทศกาล ส่วนของการทำบุญนั้น ในเวลาเช้าชาวบ้านจะจัดอาหารไปถวายพระ ซึ่งอาหารที่จะขาดไม่ได้ คือ ขนมจีนน้ำพริกหรือน้ำยา เป็นของคาว ข้าวเหนียวแดงและกะละแมเป็นของหวาน จากนั้นจัดให้มีบังสุกุลกระดูกญาติผู้ใหญ่ อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย เมื่อทำบุญในช่วงเช้าเสร็จแล้ว ตอนกลางวันจะไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ ส่วนเวลาเย็นมีการละเล่นต่างๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เช่น รำวง ช่วงชัย มอญซ่อนผ้า ไม้หึ่ง ตามชอบ

  • วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13 เมษายน วันที่ 14 เป็นวันเนา และวันที่ 15 เป็นวันเถลิงศกขึ้น
  • จุลศักราชใหม่ จะมีการทำบุญตักบาตรให้เกิดสิริมงคลเหมือนวันตรุษ มีการก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ
  • รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เล่นน้ำ และปล่อยนกปล่อยปลาในช่วงวันที่ 16 17 และ 18


ประเพณีตักบาตรเทโว

จังหวัดอุทัยธานี มีประเพณีตักบาตรเทโวในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 หลังวันออกพรรษา ณ บริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรี พระสงฆ์ในเขตจังหวัดอุทัยธานีจะได้รับนิมนต์มารับบิณฑบาตจากพุทธศาสนิกชน โดยสมมุติยอดเขาสะแกกรังเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จฯ ขึ้นไปจำพรรษาเทศน์โปรดพระพุทธมารดา เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระพุทธองค์จึงเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์ทางบันไดทิพย์ทั้ง 3 คือ บันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว โดยเสด็จฯ ลงที่สังกัสนคร วันนี้ถือเป็นวันที่แดนทั้ง 3 คือ สวรรค์ มนุษย์ และบาดาล (นรก) สามารถมองเห็นกันได้ เรียกว่า วันเทโวโรหณะ หรือ วันเปิดโลก

จังหวัดอุทัยธานี เป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมกับการจัดประเพณีตักบาตรเทโวอย่างยิ่ง ทั้งทางด้านสถานที่และชื่อตามตำนาน ดังนั้นการตักบาตรเทโวของจังหวัดอุทัยธานีจึงเป็นประเพณีที่ชาวอุทัยธานีให้ความสำคัญมาก ในวันงานจะมีภิกษุสามเณรไม่ต่ำกว่า 300 รูป นำด้วยพระพุทธรูปปางเสด็จกลับจากจากดาวดึงส์ เดินอุ้มบาตรจากยอดเขาตามบันได 449 ขั้น ลงมารับบิณฑบาตด้วยข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มมัด และข้าวสารอาหารแห้ง ณ วัดสังกัสรัตนคีรี

ประเพณีจัดโต๊ะหมู่บูชาประดับงาช้าง

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จังหวัดอุทัยธานีเป็นเมืองที่จะต้องจับช้างส่งไปกรุงศรีอยุธยาเป็นประจำ จนมีชื่อสถานที่เกี่ยวกับงาช้าง เช่น วัดพะเนียด (วัดใหม่จันทราราม) ทั้งนี้เพราะเคยเป็นพะเนียดกักช้างก่อนที่จะนำลงแพที่ท่าช้าง (อยู่ตรงสะพานข้ามไปวัดโบสถ์ในปัจจุบัน) นอกจากนี้ เมืองอุทัยธานียังเป็นเมืองทำไม้ ต้องอาศัยช้างช่วยในการชักลากซุง จึงมีช้างมากพอสมควร เมื่อช้างล้มชาวบ้านก็จะก็เก็บงาช้างเอาไว้ บ้านคหบดีส่วนใหญ่จึงมีงาช้างบ้านละหลายๆ คู่เป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลาน เจ้าของงาช้างจะเก็บรักษางาช้าง โดยนำไปเก็บรักษาประดับคู่กับโต๊ะหมู่บูชาประจำบ้าน
เมื่อมีการแห่เจ้าประจำปีของศาลเจ้าต่างๆ ชาวบ้านในตลาดอุทัยธานีจะนำโต๊ะหมู่บูชามาตั้งหน้าบ้าน

เพื่อเป็นการต้อนรับเจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ และนำงาช้างมาประดับโต๊ะหมู่บูชาเพื่อแสดงถึงฐานะของแต่ละบ้านว่าใครจะมีงามากกว่ากัน (โต๊ะหมู่บูชารับเจ้าพ่อ เจ้าแม่จะไม่มีพระพุทธรูป)

ประเพณีแห่เจ้าของชาวจีนในจังหวัดอุทัยธานี

เป็นงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่อยู่ตามศาลต่างๆ โดยกำหนดงานตามการครบปีของแต่ละเจ้า ซึ่งบางองค์ 5 ปี แห่ครั้งหนึ่ง บางองค์ 12 ปี แห่ครั้งหนึ่ง ซึ่งจะไม่เหมือนกัน การแห่เจ้าพ่อบุญเถ่ากง เจ้าพ่อหลักเมืองอุทัยธานี จะมีขบวนสาวงามแห่ผ่านตลาดรอบเมืองและมีคณะสิงโตคณะต่างๆ ร่วมให้พร ร้านค้าจีนในตลาดทุกร้านจะตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดับงาช้าง ถ้าเป็นงานของเจ้าแม่ทับทิมจะมีพิธี เปลี่ยนเครื่องทรงของเจ้าแม่เมื่อครบรอบ 12 ปี และจะมีการเข้าทรง ทำการลุยไฟด้วยลักษณะของความเชื่อพื้นบ้าน

ประเพณีบุญบั้งไฟ

งานประเพณีบุญบั้งไฟ คือมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาวอีสานที่อพยพมาอยู่ที่อำเภอลานสัก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่หมู่บ้านร่องตาที มีตำนานที่เล่ากันว่า การจุดบั้งไฟเป็นการขอฝนจากเบื้องบนให้ตกลงมาเพื่อทำนา งานนี้จะจัดช่วงต้นฤดูฝน มีการประกวดขบวนแห่และแข่งขันจุดบั้งไฟ
ขึ้นฟ้า

ประเพณีตำขนมจีนโบราณ

ประเพณีทำขนมจีนโบราณ ณ วัดทุ่งนางาม ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก เป็นประเพณีที่ชาวบ้านร่วมใจกันอนุรักษ์ไว้ เพื่อไม่ให้เลื่อนหายไปกับยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการตำขนมจีนจะใช้วิธีทำแบบโบราณทุกขั้นตอน (8 ขั้นตอน) ซึ่งงานนี้จะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายน ก่อนถึงวันสงกรานต์ของทุกปี โดยมีครกและสากอายุมากกว่า 200 ปี ร่วมอยู่ในงานด้วย

ประเพณีเผาข้าวหลาม

ประเพณีนี้ เป็นประเพณีที่เกิดจากการร่วมแรงใจของชาวบ้านหมู่ที่ 10 บ้านไผ่งาม ตำบลระบำอำเภอลานสัก กับชาวบ้านหมู่ที่ 14 ตำบลระบำ โดยเป็นการทำบุญหมู่บ้านประจำปีของชาวบ้านที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี ข้าวหลามที่ใช้มีส่วนประกอบเป็นข้าวเหนียวขาวหรือแดง ถั่วดำ กะทิ และน้ำตาล ซึ่งมีรสชาติหอม หวาน มัน อร่อย ทั้งกระบอก ต่างจากข้าวหลามทั่วไปที่จะหวานเพียงที่หัวกะทิด้านบน

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดอุทัยธานี พ.ศ.2538 - 2553

GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, UTHAI THANI PROVINCE:
1995-2010

หน่วย : ล้านบาท

สาขาการผลิต  2538
-1995
2539
-1996
2540
-1997
2541
-1998
2542
-1999
2543
-2000
2544
-2001
2545
-2002
2546
-2003
2547
-2004
2548
-2005
2549
-2006
2550
-2007
2551
-2008
2552
-2009
2553p
(2010p)
ภาคเกษตร 2,048 2,720 2,778 3,285 2,885 3,424 2,838 2,971 3,978 3,893 4,198 5,110 5,835 7,202 6,564 6,943
เกษตรกรรม การล่าสัตว์
และการป่าไม้
1,967 2,556 2,664 3,149 2,763 3,304 2,698 2,841 3,873 3,775 4,065 4,976 5,691 7,074 6,462 6,846
การประมง 81 164 114 135 122 120 140 130 105 118 133 133 144 128 102 97
ภาคนอกเกษตร 5,613 6,196 6,631 6,900 6,871 6,956 6,531 6,981 7,727 8,284 8,647 9,368 11,078 10,986 12,659 12,723
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 67 115 111 69 79 88 47 53 82 71 41 55 194 105 99 129
การผลิตอุตสาหกรรม 961 920 1,051 1,074 1,060 856 868 844 1,003 862 773 851 2,179 2,306 3,336 3,148
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 101 115 143 184 150 160 159 161 167 192 201 215 211 202 250 255
การก่อสร้าง 644 641 607 489 387 472 339 428 534 765 611 589 632 727 949 792
การขายส่ง การขายปลีก
การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน
1,062 1,319 1,467 1,483 1,480 1,461 1,144 1,190 1,363 1,371 1,508 1,897 2,023 1,919 2,089 2,165
โรงแรมและภัตตาคาร 3 4 12 45 47 50 43 36 53 105 115 100 125 99 69 64
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 246 275 268 294 327 323 371 392 385 411 401 415 421 433 453 457
ตัวกลางทางการเงิน 362 469 435 436 320 305 324 374 366 394 491 598 653 719 705 749
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 387 462 541 649 784 808 775 884 941 907 904 951 806 783 847 810
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 599 672 691 772 847 1,003 975 1,048 1,182 1,312 1,373 1,355 1,293 974 1,007 1,194
การศึกษา 860 893 963 1,022 987 1,019 1,026 1,065 1,127 1,276 1,523 1,649 1,815 1,935 2,007 2,107
การบริการด้านสุขภาพและ
งานสังคมสงเคราะห์
240 222 247 283 295 301 341 386 381 439 512 474 525 562 612 637
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 72 82 85 90 96 101 109 112 128 159 187 187 176 188 201 191
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 9 10 10 10 11 12 11 8 15 19 5 31 25 34 35 26
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 7,661 8,916 9,409 10,185 9,756 10,380 9,370 9,953 11,706 12,177 12,845 14,478 16,913 18,188 19,224 19,666
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 24,965 29,031 30,505 32,936 31,465 33,429 30,058 31,808 37,296 38,702 40,715 45,786 53,305 57,125 60,172 61,356
ประชากร (1,000 คน) 307 307 308 309 310 311 312 313 314 315 315 316 317 318 319 321

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดอุทัยธานี พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, UTHAI THANI PROVINCE: 2002 - 2011

หน่วย : คน

 สถานภาพแรงงาน    2545  
(2002) 
 2546  
(2003) 
 2547  
(2004) 
 2548  
(2005) 
 2549  
(2006) 
 2550  
(2007) 
 2551  
(2008) 
 2552  
(2009) 
 2554  
(2011) 
 รวม 
 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  238,038 239,808 245,885 241,303 235,744 236,786 246,633 257,804 262,731
 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  170,844 174,907 178,168 177,447 169,772 166,411 178,827 186,640 192,792
    ผู้มีงานทำ  166,891 171,621 174,691 172,327 167,728 164,611 177,782 185,576 190,497
    ผู้ว่างงาน  1,154 934 598 1,576 155 309 382 771 324
    ผู้ที่รอฤดูกาล  2,800 2,352 2,880 3,544 1,890 1,491 663 293 1,971
 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน  67,194 64,901 67,716 63,855 65,971 70,375 67,806 71,164 69,938
 ชาย 
 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  115,764 116,619 119,560 116,793 113,468 113,872 118,615 124,071 126,379
 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  92,639 93,989 97,571 95,855 89,437 89,247 94,625 99,956 101,502
    ผู้มีงานทำ  90,628 92,515 96,048 93,678 88,712 88,362 94,278 99,483 100,237
    ผู้ว่างงาน  888 354 273 853 116 285 158 379 118
    ผู้ที่รอฤดูกาล  1,124 1,121 1,251 1,324 609 601 190  95 1,146
 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน  23,125 22,629 21,989 20,938 24,031 24,625 23,990 24,115 24,877
 หญิง 
 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  122,274 123,189 126,325 124,510 122,276 122,914 128,018 133,733 136,352
 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  78,206 80,918 80,597 81,592 80,336 77,164 84,202 86,685 91,290
    ผู้มีงานทำ  76,263 79,107 78,643 78,649 79,016 76,250 83,504 86,093 90,260
    ผู้ว่างงาน  267 580 326 723  39  25 224 392 206
    ผู้ที่รอฤดูกาล  1,676 1,231 1,629 2,220 1,281 890 473 199 825
 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน  44,069 42,272 45,727 42,917 41,940 45,750 43,816 47,049 45,061

 

เขาสะแกกรัง
จากบริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรีมีบันไดขึ้นไปสู่ยอดเขาสะแกกรัง เป็นที่ตั้งของมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งย้ายมาจากวัดจันทาราม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2448 ด้านหน้ามีระฆังใบใหญ่ที่พระปลัดใจและชาวอุทัยธานีร่วมกันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2443 ถือกันว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ไปเที่ยวอุทัยธานีแล้ว ไม่ได้ขึ้นไปตีระฆังใบนี้ก็เท่ากับไม่ได้ไปเที่ยวอุทัยธานี ใกล้กับมณฑปบนยอดเขาสะแกกรัง มีพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ แห่งรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีพระนามเดิมว่านายทองดี รับราชการตำแหน่งพระอักษรสุนทรศาสตร์ เสมียนตรากรมมหาดไทย และต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ครั้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้สถาปนาพระอัฐิพระบิดาเป็นสมเด็จพระชนกาธิบดี เมื่อปี พ.ศ. 2338 พระบรมรูปของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ เป็นรูปหล่อขนาดสองเท่าขององค์จริงประทับนั่งบนแท่นพระหัตถ์ซ้ายถือดาบประจำตำแหน่งเจ้าพระยาจักรี ทั้งฝักวางบนพระเพลาซ้าย และทรงวางพระหัตถ์ขวาบนพระเพลาขวา ด้านขวามือมีพานวางพระมาลาเส้าสูง ไม่มียี่ก่า (ขนนก) สวมพระบาทด้วยรองเท้าแตะไม่หุ้มส้นพระบาท มีพิธีถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์แห่งนี้ ในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงที่ดอกสุพรรณิการ์ หรือฝ้ายคำ ดอกไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานีบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบนเขาสะแกกรัง เลยพระราชานุสาวรีย์ไปทางป่าหลังเขา ประมาณ 200 เมตร จะพบ หมุดแผนที่โลก ซึ่งใช้ในการสำรวจแผนที่ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475

วัดมณีสถิตย์กปิฏฐาราม
ตั้งอยู่ที่ถนนสุนทรสถิตย์หลังสวนสุขภาพ สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวเมืองเรียกกันว่าวัดทุ่งแก้ว ในวัดนี้มีพระปรางค์ใหญ่อยู่องค์หนึ่ง ฐานกว้าง 8 เมตรสูง 16 เมตร ลักษณะเป็นปรางค์ห้ายอด สร้างเมื่อ พ.ศ. 2452 ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อแย้มผู้สร้างวัดนี้ บริเวณวัดมีสระน้ำก่ออิฐเป็นสระน้ำมนต์ขนาดใหญ่ กลางสระมีแผ่นศิลาอักขระยันต์ของหลวงพ่อแย้มฝังเอาไว้

เกาะเทโพ
เดิมเป็นแหลมยื่นออกมาคั่นระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำทั้งสองสายจะมาบรรจบกันทางทิศใต้ของแหลม และมีการขุดคลองเชื่อมทางเหนือในภายหลัง เพื่อให้แม่น้ำเจ้าพระยามาหนุนแม่น้ำสะแกกรังในยามน้ำแล้ง แหลมนี้จึงกลายเป็นเกาะเทโพ หลังจากข้ามสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างตลาดสดเทศบาลและวัดอุโบสถาราม ซึ่งไม่ยาวนัก บรรยากาศสองข้างจะเป็นป่าไผ่ ไร่ข้าวโพด และทุ่งนาให้บรรยากาศที่สงบร่มรื่น ชาวบ้านที่นี่ทำสวนส้มโอ มีทั้งพันธุ์มโนรมย์ และขาวแตงกวา และยังปลูกมะไฟด้วย

วัดสังกัสรัตนคีรี
ตั้งอยู่เชิงเขาสะแกกรัง ในเขตเทศบาลเมือง ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานี มีประวัติว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้นำพระพุทธรูปขนาดย่อมที่ชำรุดไปไว้ตามหัวเมืองต่างๆ สำหรับเมืองอุทัยธานีได้รับ 3 องค์ โดยอัญเชิญลงแพมาขึ้นฝั่งที่ท่าพระ (ตรงข้ามศาลาประชาคมจังหวัดอุทัยธานี) แล้วนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดขวิด พระพุทธรูปองค์หนึ่งมีขนาดใหญ่เป็นพระเนื้อสำริดปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 ศอก สร้างในสมัยพระเจ้าลิไท ฝีมือช่างสุโขทัยยุค 2 มีส่วนเศียรกับส่วนองค์พระเป็นคนละองค์ เข้าใจว่าคงซ่อมเป็นองค์เดียวกันก่อนนำมาไว้ที่เมืองอุทัยธานี ต่อมาเมื่อยุบวัดขวิดไปรวมกับวัดทุ่งแก้ว จึงได้ย้ายพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ที่วัดสังกัสรัตนคีรี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไป 1 กิโลเมตร และได้ทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระเศียร พร้อมกับถวายนามว่า พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์

วัดอุโบสถาราม
เดิมชื่อวัดโบสถ์มโนรมย์ ชาวบ้านเรียกว่าวัดโบสถ์ เป็นวัดเก่าแก่อยู่ริมลำน้ำสะแกกรังในเขตเทศบาลเมือง จากตลาดสดเทศบาล มีสะพานข้ามแม่น้ำไปยังวัดอุโบสถาราม ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ สิ่งที่น่าสนใจในวัดได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์และวิหาร เป็นภาพเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในโบสถ์เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพานฝีมือประณีตมาก ส่วนในวิหารเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้า เสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์และภาพปลงสังขาร ด้านบนฝาผนังเป็นพระสงฆ์สาวกชุมนุมสลับกับพัดยศเหมือนจะไหว้พระประธานในวิหาร ฝาผนังด้านนอกหน้าวิหารมีภาพถวายพระเพลิงศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภาพชีวิตชาวบ้านที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา

วัดจันทาราม (วัดท่าซุง)
เดิมเป็นวัดที่สร้างในสมัยอยุธยา มีโบสถ์ขนาดเล็ก ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างพื้นบ้านเข้าใจว่าเขียนในสมัยหลังเป็นเรื่องพุทธประวัติ บางภาพต่อเติมจนผิดส่วน สมบัติอีกชิ้นหนึ่งของวัดคือ ธรรมาสน์ที่หลวงพ่อใหญ่สร้าง ที่วิหารมีพระปูนปั้นฝีมือพองามและมีลายไม้จำหลักขอบหน้าบันเหลืออยู่ 2 - 3 แห่ง ด้านตรงข้ามกับวัดเป็นปูชนียสถานแห่งใหม่ มีบริเวณกว้างขวางมาก พระราชมหาวีระ ถาวาโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พระเถระที่มีชื่อเสียงได้สร้างอาคารต่าง ๆ มากมาย

วัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค)
เป็นวัดที่สร้างในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งอยู่ที่ถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ใกล้กับตลาดเทศบาล เคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒนสัตยาของข้าราชการเมืองอุทัยธานี และเป็นลานประหารนักโทษ โบสถ์ของวัดนี้เป็นโบสถ์สมัยรัตนโกสินทร์ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมืองดงามจัดว่าสวยงามที่สุดในอุทัยธานี สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลายที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ และตอนผจญมาร ผนังข้างด้านบนเป็นภาพเทพชุมนุมสลับกับพัดยศ กรอบหน้าต่างด้านนอกเป็นลายปูนปั้นเป็นฝีมือพองาม

ศูนย์วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
ตั้งอยู่ที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนถนนศรีอุทัย ภายในจัดแสดงเป็นห้องต่างๆ เช่น ห้องพัฒนาอาชีพ ห้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีห้องจัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ห้องแสดงเครื่องแต่งกายเสื้อผ้ายศเจ้าเมือง ห้องจำลองไม้จำหลักและบ้านไทย

พระแสงดาบศัสตราวุธประจำเมืองอุทัยธานี
เป็นพระแสงดาบที่จังหวัดอุทัยธานีได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งเสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือถึงเมืองอุทัยธานี เมื่อ พ.ศ. 2449 พระแสงดาบนี้พระราชทานแก่จังหวัดอุทัยธานีเป็นลำดับที่ 3 (อันดับ 1 เมืองอยุธยา อันดับ 2 เมืองชัยนาท)

แหล่งทอผ้าพื้นเมืองบ้านโคกหม้อ
ชาวบ้านโคกหม้อเป็นชาวลาวครั่งที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีฝีมือการทอผ้ามาก หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจการทำนาผู้หญิงในหมู่บ้านจะทอผ้ากัน ผ้าทอนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวลาวครั่งที่สืบทอดต่อกันมา 200 กว่าปี ผ้าที่ทอจะเป็นผ้ามัดหมี่ต่อตีนจก ผ้ายกดอกลายเชิงแบบเก่า ลวดลายบนผ้าเป็นแบบโบราณ เช่น ลายด่านเมืองลาว ลายนาค ลายด่านใหญ่

เขาปฐวี
อยู่ในตำบลตลุกดู่ เป็นเทือกเขาขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเทือกเขาหินที่เรียงซ้อนกันเป็นยอด ค่อนข้างสูงชัน มีถ้ำอยู่เรียงรายโดยรอบประมาณ 30 ถ้ำ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เช่น ถ้ำประทุน ถ้ำบันได ถ้ำอ่าง ถ้ำช่องลม ถ้ำพุทธประวัติ ถ้ำปลา และถ้ำค้างคาว เป็นต้น สามารถปีนไต่ตัวยอดเขาได้ บริเวณลานกว้างหน้าเขามีร่มไม้และฝูงลิงจำนวนมาก

วัดทัพทัน
ตั้งอยู่บนถนนสายอุทัยธานี - ทัพทัน มีบานประตูโบสถ์อันงดงาม ฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์ บานหนึ่งแกะเป็นรูปคนถือธง ระบุ พ.ศ. 2466 อีกบานหนึ่งระบุว่าเป็นปีกุน มีลวดลายสวยงาม อกเลาบานประตูมีลวดลายยาวตลอด บานประตูอีกคู่หนึ่งแกะเป็นรูปเทวดาถือคันศรยืนบนพญานาค ข้างล่างเป็นภูเขามีสัตว์ต่างๆ ส่วนด้านบนเป็นลายกนกมะลิเลื้อย ฝีมือช่างคนละคนกับรูปเสี้ยวกาง บานประตูคู่นี้ไม่แกะลวดลายที่อกเลา

ตลาดนัดวัว-ควาย หนองหญ้าปล้อง
อยู่ที่บ้านหนองหญ้าปล้อง เป็นตลาดที่มีบริเวณพื้นที่ซื้อขายกว้างใหญ่ ในแต่ละครั้งจะมีวัวควายถูกนำมาขายนับพันตัว ตลาดนัดจะมีบางวันและมีวัวควายสับเปลี่ยนกันมาขายในบางวัน ยังมีข้าวของเครื่องใช้เกี่ยวกับวัวควายมาขายด้วย

วัดเขาวงพรหมจรรย์
ตั้งอยู่ตำบลวังหิน เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในหุบเขา 2 ลูก คือเขาวงและเขาพรหมจรรย์ มีถ้ำที่น่าสนใจอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำแจ้ง มีแสงส่องถึง ถ้ำงูเหลือม มีงูเหลือมอาศัยอยู่ ถ้ำน้ำ มีน้ำขังตลอด ช่วงแล้งน้ำถึงเข่า ช่วงฝนน้ำถึงอก ส่วน ถ้ำเพชรถ้ำพลอย มีหินงอกหินย้อย เวลาสะท้อนแสงเป็นประกายแวววาวคล้ายเพชรพลอย การเข้าชมถ้ำแก้วและถ้ำเพชรต้องมีคนนำทาง บริเวณวัดมีชะง่อนหินตั้งเป็นแท่งสูงมีมณฑปขนาดเล็กอยู่บนยอด

วัดถ้ำเขาวง
ตั้งอยู่ในตำบลบ้านไร่ ตัววัดเป็นอาคาร 4 ชั้น มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบไทย ใต้ถุนเป็นลานเอนกประสงค์รวมทั้งร้านขายของ ชั้นที่ 2 เป็นวิหาร ชั้นที่ 3 เป็นกุฏิ ส่วนโบสถ์จะอยู่ชั้นที่ 4 สร้างด้วยไม้สัก และไม้มะค่า รวมทั้งไม้เก่าจากเรือนไทยแถวอยุธยา อ่างทอง หลังคานำมาจากลำพูน ช่างที่เข้าตัวเรือน รวมทั้งทำส่วนตัวเหงา ป้านลม และจั่วมาจากอยุธยา

วัดถ้ำเขาตะพาบ
เป็นเขาลูกเล็กอยู่ในพื้นที่ตำบลวังหิน ถ้ำเขาตะพาบอยู่สูงจากระดับพื้นประมาณ 10 เมตร เป็นที่อาศัยของค้างคาวจำนวนมาก ในบริเวณเดียวกันมีถ้ำอีกหลายแห่ง ทางด้านหน้าของถ้ำได้สร้างพระพุทธรูปและจัดเป็นเขตสังฆาวาส ส่วนถ้ำที่อยู่ด้านหลังเลี้ยวขวามือเป็นถ้ำท้องพระโรง ถ้ำแก้ว ถ้ำปราสาท และถ้ำเรือ เป็นต้น หากเลี้ยวซ้ายจะพบทางออกด้านหลังซึ่งเป็นทางไปสู่ถ้ำลึกที่มีบันไดลงไปถึงก้นถ้ำ ตรงอุโมงค์หลังถ้ำมีหินรูปร่างคล้ายตะพาบ และเคยพบเครื่องมือหินสมัยก่อน
ประวัติศาสตร์

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง
มีพื้นที่ครอบคลุม 6 อำเภอ 3 จังหวัดคือ อำเภอบ้านไร่ อำเภอลานสัก อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี อำเภอสังขละบุรี อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีพื้นที่ 3,609,375 ไร่ หรือ 5,775 ตารางกิโลเมตร โดยมีการรวมพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เข้ามาด้วยทำให้เป็นผืนป่าอนุรักษ์ต่อเนื่องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เขื่อนทับเสลา
ตั้งอยู่ตำบลระบำ เขื่อนทับเสลาเป็นเขื่อนชลประทานขนาดใหญ่ กั้นลำห้วยทับเสลา ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งมีทัศนียภาพสวยงาม มีภูเขาสลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง บริเวณตอนใต้ของเขื่อนมีสภาพเป็นป่าเต็งรังและสวนป่าปลูก

ถ้ำเขาฆ้องชัย
เป็นเทือกเขาอยู่ในตำบลลานสัก ด้านหน้าของเขาฆ้องชัยเป็นถ้ำตื้นกว้างเหมือนอุโมงค์ใหญ่ เข้าใจว่าเดิมมีมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่เพราะพบเครื่องมือหิน และเศษภาชนะดินเผา ภายในบริเวณถ้ำแห่งนี้มีฝูงค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในช่วงเวลาเย็นจะแลเห็นฝูงค้างคาวบินออกมาหากินนานนับชั่วโมง และถ้าสามารถปีนหน้าผาสูงไปได้จะพบถ้ำอยู่ทางด้านบน มีถ้ำธงชัย ถ้ำมหาสมบัติ ถ้ำเป็ด และถ้ำลม ใกล้กันเป็นที่ตั้งของเขาอีกลูกหนึ่งซึ่งมีถ้ำสวยงาม บริเวณตรงกลางเป็นที่ดินในหุบเขามีเนื้อที่กว้างขวางมากซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดและโรงเรียนลานสักวิทยา

เมืองโบราณบึงคอกช้าง
อยู่ที่ตำบลไผ่เขียว เป็นเมืองโบราณที่มีคูเมืองและกำแพงดินล้อมรอบ ค้นพบซากโบราณ เครื่องปั้นดินเผา หินบดยา เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดสีเหลือง นอกจากนี้ยังขุดพบศิลาจารึกอักษรขอมโบราณ 3 หลัก ปัจจุบันมีสภาพเป็นสวนป่าปลูกมีต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป ส่วนบริเวณคูเมืองตื้นเขิน โบราณวัตถุที่ถูกค้นพบได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น

วัดหนองพลวง
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2400 สิ่งสำคัญภายในวัดได้แก่พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงจั่วหน้าบันด้านหน้าประดับลวดลายปูนปั้นและเครื่องถ้วยเคลือบ แต่ด้านหลังเรียบไม่มีลวดลาย เป็นปูนสีขาวฉาบเกลี้ยงๆ ดูเรียบง่ายงามตา มีทางเข้าทางเดียว ไม่มีช่อฟ้า เสมาโดยรอบเป็นหินสลักสวยงามบนฐานรูปดอกบัว มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นโบสถ์ท้องสำเภา

เมืองอุไทยธานีเก่า
อยู่ที่บ้านอุทัยธานีเก่า เป็นที่ตั้งของเมืองอุไทยธานีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งยังคงมีซากโบราณสถานเหลืออยู่ เช่น ที่วัดหัวหมาก วัดยาง และวัดกุฏิ ส่วนบริเวณโดยรอบได้กลายเป็นทุ่งนาไปหมด อีกวัดหนึ่งคือ วัดหัวเมือง ซึ่งยังคงมีซากโบสถ์เก่าแบบอยุธยาเหลืออยู่ และเจดีย์โบราณขนาดเล็กหน้าโบสถ์เก่า

วัดหนองขุนชาติ
เป็นวัดสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ มีมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอยู่ ซึ่งมีการจัดงานนมัสการพระพุทธบาททุกวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 ไทย เป็นประจำทุกปี งานมี 10 วัน 10 คืน

น้ำตกไซเบอร์ หรือน้ำตกหินลาด
อยู่ตำบลคอกควาย อำเภอห้วยคต น้ำตกนี้เกิดจากลำห้วยล่อยจ้อยที่ไหลมาจากภูเขาสูงของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทำให้เกิดน้ำตกขึ้นเป็นระยะๆ หลายชั้น น้ำตกส่วนที่อยู่ตอนบนเรียกว่าน้ำตกล่อยจ้อย บางแห่งตกจากที่สูงปะทะกับก้อนหินใหญ่ เรียกว่า น้ำตกหินลาด ข้างล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่รับน้ำตกที่ตกลงมาไม่ขาดสาย บางแห่งไหลซอกซอนไปตามเกาะแก่งหินลงสู่เบื้องล่าง เป็นทางยาวสูงต่ำหลายชั้นสวยงามมาก

น้ำพุร้อนบ้านสมอทอง
ตั้งอยู่ที่บ้านสมอทอง ตำบลคอกควาย อยู่ในโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขุนแก้ว เดิมเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติขนาดเล็กที่ผุดขึ้นมาผิวดิน เป็นน้ำใสและมีกลิ่นกำมะถันฉุนมีความร้อนขนาดต้มไข่สุกภายใน 5 นาที ไหลผ่านช่องเขาไปรวมกับน้ำในลำห้วยคอกควาย ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นบ่อน้ำพุร้อน และเป็นจุดชมทิวทัศน์ และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกได้สวยงาม

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
การเลือกตั้ง สรุปรายชื่อ 500 สส. ทั่วประเทศแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 54

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลแรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย
ข้อมูงด้านท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ สถานที่สำคัญ แหล่งท่องเที่ยว จังหวัดอุทัยธานี


  

 

JoomSpirit