อุตรดิตถ์

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดอุตรดิตถ์

1-16

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์

เป็นรูปพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งเป็นโบราณสถานคู่บ้านคู่เมืองของอุตรดิตถ์ สำหรับตราประจำจังหวัดนี้ ออกแบบขึ้นเป็นครั้งแรกโดยพระพรหมพิจิตร เขียนลายเส้นโดยนายอุณห์ เศวตมาลย์ ทำเป็นรูปมณฑปประดิษฐานพระแท่นศิลาอาสน์ ต่อมาทางราชการให้เพิ่มเติมรายละเอียดด้วยการทำรูปครุฑ อันเป็นตราแผ่นดินและให้นำลวดลายกนกมาประกอบไว้ พร้อมทั้งเพิ่มตัวอักษรอุตรดิตถ์เข้าไว้ในตราด้วย

คําขวัญ

"เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก"

ตนไมและดอกไม้ประจําจังหวัด

ต้นไม้ประจำจังหวัดคือ ต้นสัก ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกประดู่

2-14-1 3-15
รูปที่ 2 ต้นสัก รูปที่ 3 ดอกประดู่

 

อุตรดิตถ์มีความหมายว่า เมืองท่าแห่งทิศเหนือ และก่อนจะมาเป็นเมืองท่าสำคัญนั้น แต่เดิมอุตรดิตถ์เคยเป็นเมืองในปกครองของ เมืองพิชัย อันเป็นเมืองเก่าแก่ ปรากฏชุมชนอาศัยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งประวัติความเป็นมาของจังหวัดอุตรดิตถ์สามารถจำแนกได้ตามยุคสมัยดังนี้

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมืองอุตรดิตถ์มีคนอาศัยอยู่มาตั้งแต่สมัยก่อน พ.ศ. 1000 ดังหลักฐานที่ได้จากการค้นพบภาพเขียนสีโบราณบนหน้าผาเขาตาพรหม หลังที่ว่าการอำเภอทองแสนขัน และกลองมโหระทึกทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ที่ตำบลท่าเสา อำเภอเมือง อุตรดิตถ์ เมื่อปี พ.ศ. 2470 ทำให้เราทราบว่าอุตรดิตถ์เป็นดินแดนที่มีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่ก่อนยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว เพราะโบราณวัตถุดังกล่าวเป็นโลหะที่มีใช้กันอยู่ในยุคสัมฤทธิ์หรือยุคโลหะตอนต้นอันเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์นั่นเอง

สมัยสุโขทัย ในสมัยสุโขทัยท้องที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์มีการตั้งเมืองขึ้นหลายเมือง เช่น เมืองฝางหรือเมืองสวางคบุรี เป็นเมืองที่มีชื่อปรากฏในศิลาจารึกของกรุงสุโขทัย เมื่อครั้งที่พระมหาธรรม- ราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ได้ทรงสร้างพระมหาธาตุที่นครชุม ตอนท้ายของศิลาจารึกได้กล่าวถึงเมืองฝาง ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัยและยังเป็นเมืองต่อมาจนถึงสมัยอยุธยา เมื่อพิจารณาจากตัวเมืองและสถูปก็พบว่ามีลักษณะเดียวกับเมืองโบราณสมัยสุโขทัย ปัจจุบันเมืองฝางตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ นอกจากนี้ ในกฎหมายลักษณะลักพา ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเมืองทุ่งยั้งอยู่ในทำเนียบด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอลับแล ส่วนเมืองโบราณอีกเมืองหนึ่ง คือ เมืองตาชูชก มีแม่น้ำน่านเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีคำบรรยายลักษณะเมืองในศิลาจารึกสุโขทัย ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอตรอน

สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893 ปรากฏ เมืองขึ้นถึง 16 เมือง ในจำนวนนี้มีเมืองพิชัย ซึ่งอยู่ในท้องที่อุตรดิตถ์ในปัจจุบันรวมอยู่ด้วย สมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชยกทัพขึ้นไปขับไล่ทหารพม่าทางหัวเมืองเหนือ พระยาสวรรคโลกและพระยาพิชัย แข็งเมืองไม่ยอมเกณฑ์กำลังไปช่วย สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงจับตัว เจ้าเมืองทั้งสองประหารชีวิต และกวาดต้อนผู้คนพลเมืองมายังเมืองพิษณุโลกจนสิ้น

สมัยกรุงธนบุรี เมื่อปีพ.ศ. 2315 ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี โปสุพลา แม่ทัพพม่า เดินทัพผ่านเข้ามาใกล้ชายแดนไทยก็แบ่งกองทัพเข้ามาตีเอาเมืองลับแลและยกทัพเลยเข้ามาตีเมืองพิชัย ขณะนั้นไพร่พลเมืองพิชัยยังมีน้อย พระยาพิชัยจึงรักษาเมืองไว้และขอกำลังเมืองพิษณุโลกขึ้นไปช่วย เจ้าพระยา สุรสีห์ก็รีบเกณฑ์กองทัพขึ้นไปยังเมืองพิชัยตีค่ายพม่า พระยาพิชัยยกออกมาตีกระหนาบอีกด้าน กองทัพพม่าต้านทานไม่ไหวก็แตกหนีไป ต่อมา พ.ศ. 2316 โปสุพลา แม่ทัพพม่ายกทัพตีเมืองพิชัยอีกครั้ง แต่ฝ่ายไทยรู้ตัวก่อน เจ้าพระยาสุรสีห์กับพระยาพิชัยจึงชวนกันยกกองทัพซุ่มสกัดทัพพม่า เมื่อกองทัพพม่ายกมาถึง เจ้าพระยาสุรสีห์กับพระยาพิชัยออกระดมตีได้รบกันเป็นสามารถ ฝ่ายไทยได้ที่ชัยภูมิจึงได้เปรียบพม่า สามารถตีทัพโปสุพลาแตกกลับไป การรบครั้งนี้เมื่อเข้าประจัญบาน พระยาพิชัยถือดาบ สองมือเข้าไล่ฟันพม่าจนดาบหัก เลื่องลือชื่อเสียงถึงเรียกชื่อกันว่า "พระยาพิชัยดาบหัก" ตั้งแต่นั้นมา

สมัยรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมืองพิชัยกลายเป็นหัวเมืองสำคัญ ได้เมืองขึ้นแผ่ขยายเขตแดนออกไปจนถึงเมืองเวียงจันทร์ จรดแม่น้ำโขง ต้องตรวจตรารักษาการเมืองแพร่และเมืองน่าน ตลอดจนเมืองหลวงพระบางอันเป็นเมืองหน้าด่าน เช่นเดียวกันกับตำบลบางโพท่าอิฐ ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำน่าน อันเป็นแม่น้ำสำคัญสายเดียวที่ใช้ติดต่อค้าขายขึ้นมาได้สะดวกถึงเมืองเหนือด้วย เหนือขึ้นไปสายน้ำตื้นเขิน มากมายไปด้วยเกาะแก่ง จึงเป็นที่รวมสินค้าจากเมืองหลวงพระบาง เมืองแพร่ เมืองน่าน ตลอดจนแคว้นสิบสองปันนาก็นำสินค้าพื้นเมืองเดินบกลงมาจำหน่าย แล้วส่งต่อล่องใต้ไปจนถึงกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า ที่ตำบลบางโพท่าอิฐ คงจะเจริญต่อไปในภายหน้า ด้วยเป็นทำเลการค้าอย่างดีริมแม่น้ำน่าน ราษฎรก็อพยพเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้นทุกปี จึงโปรดให้ตั้งเป็นเมืองอุตรดิตถ์ อันหมายถึงเมืองท่าแห่งทิศเหนือ และโปรดให้อุตรดิตถ์เป็นเมืองขึ้นของเมืองพิชัย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดให้ย้าย ศาลากลางเมืองพิชัยไปตั้งบังคับบัญชาที่เมืองอุตรดิตถ์ เวลานั้นอุตรดิตถ์ได้กลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่กว่าเมืองพิชัยเสียอีก ปี พ.ศ. 2458 จึงโปรดให้เปลี่ยน นามเมืองพิชัยเป็นเมืองอุตรดิตถ์เป็นต้นมาจนปัจจุบัน

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

อุตรดิตถ์ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศ อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 17 องศา 37 ลิปดา และ 19 องศา 30 ลิบดาเหนือ กับเส้นแวงที่ 100 องศา 05 ลิบดา และ 101 องศา 11 ลิบดาตะวันออก สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 763 เมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถไฟ ประมาณ 485 กิโลเมตร และโดยทางรถยนต์ ประมาณ 491 กิโลเมตร

4-13 6-14-1
รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดอุตรดิตถ์ รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดอุตรดิตถ์

 

อาณาเขต

จังหวัดอุตรดิตถ์มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและประเทศใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดพิษณุโลก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดพิษณุโลกและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดสุโขทัย

 

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะทางภูมิประเทศของจังหวัดอุตรดิตถ์สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้

ที่ราบลุ่มแม่น้ำ เกิดอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำน่านและลำน้ำสาขาที่ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่าน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างเรียบ มีระดับความสูงของพื้นที่ประมาณ 50 -100 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่ในเขตอำเภอตรอน อำเภอพิชัย อำเภอเมือง อำเภอลับแล และอำเภอทองแสนขัน และบางส่วนของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

ที่ราบระหว่างหุบเขาและบริเวณลูกคลื่นลอนลาด เป็นบริเวณที่อยู่ต่อเนื่องจากที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทางด้านเหนือและด้านตะวันออกของจังหวัด มีความสูงระหว่าง 100 - 400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ประกอบด้วยที่ราบแถบระหว่างทุบเขาตามแนวคลองตรอน น้ำปาด คลองแม่พร่อง ห้วยน้ำไคร้ และลำธารสายต่าง ๆ สลับกับภูมิประเทศที่เป็นเนินเขา พบในเขตอำเภอทองแสนขัน อำเภอลับแล อำเภอน้ำปาด อำเภอฟากท่า อำเภอบ้านโคก และบางส่วนของอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

เขตภูเขาและที่สูง เป็นภูมิประเทศที่พบมากประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่จังหวัดทั้งหมด มีความสูงของพื้นที่ระหว่าง 400 - 1000 เมตร ได้แก่บริเวณด้านเหนือและทางตะวันออกของจังหวัด โดยเฉพาะในเขตอำเภอบ้านโคก อำเภอฟากท่า อำเภอน้ำปาด อำเภอท่าปลา อำเภอลับแล และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์

 

ลักษณะภูมิอากาศ

พื้นที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ได้รับอิทธิพลจากกระแสลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ มีความชื้นและความร้อนสูง ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนจัด อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 35 องศาเซลเซียส อากาศเย็นสบายในฤดูหนาวและมีฝนตกชุกในฤดูฝน โดยในปี 2551 วัดอุณหภูมิสูงสุดได้ในเดือนเมษายนที่ 40.0 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ในเดือนมกราคมที่ระดับ 12.8 องศาเซลเซียส ด้านปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปีอยู่ที่ 1,305.7 มิลลิเมตร และมีจำนวนวันที่ฝนตกทั้งสิ้น 129 วัน

การแบ่งเขตการปกครอง

9 อำเภอ 67 ตำบล และ 617 หมู่บ้าน

5-13

1.อำเภอเมืองอุตรดิตถ์

2.อำเภอตรอน

3.อำเภอท่าปลา

4.อำเภอน้ำปาด

5.อำเภอฟากท่า

 

6.อำเภอบ้านโคก

7.อำเภอพิชัย

8.อำเภอลับแล

9.อำเภอทองแสนขัน
รูปที่ 6 อำเภอในจังหวัดอุตรดิตถ์

 

 


หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายโยธินศร์ สมุทรคีรีจ์
รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายคณิต เอี่ยมระหงส์ และ นายศุภชัย เหลืองแสงทอง
หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายสักวรุณ เตชะจิตอาภรณ์



หน่วยงานบริหารราชการ

ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง n/a แห่ง
ส่วนราชการส่วนภูมิภาค n/a แห่ง
ส่วนราชการท้องถิ่น ได้แก่
เทศบาลเมือง 1 แห่ง
เทศบาลตำบล 13 แห่ง
องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
องค์การบริหารส่วนตำบล 63 แห่ง

 

อำเภอ จำนวน (แห่ง)
ตำบล หมู่บ้าน เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล อบต.
 เมืองอุตรดิตถ์ 17 158 1 2 15
 ตรอน 5 47 - 2 5
 ท่าปลา 8 85 - 2 8
 น้ำปาด 6 49 - 1 6
 ฟากท่า 4 35 - 1 4
 บ้านโคก 4 31 - 1 3
 พิชัย 11 98 - 2 11
 ลับแล 8 65 - 1 7
 ทองแสนขัน 4 49 - 1 4
รวม 67 617 1 13 63


ที่มา: สำนักงานจังหวัดลำปาง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดอุตรดิตถ์มีเขตเลือกตั้ง 2 เขต มีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 3 คน

ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบด้วย

เขต 1 นายกนก ลิ้มตระกูล
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย
พรรค เพื่อไทย
พรรค เพื่อไทย
เขต 2 นายศรัณย์ ศรัณย์เกตุ พรรค เพื่อไทย

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั่วไป พ.ศ. 2551 มี ส.ว. ได้ 1 คน

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุตรดิตถ์ตามผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ได้แก่ นางนฤมล ศิริวัฒน์

1. ประชากร

ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 ดังต่อไปนี้ จังหวัดอุตรดิตถ์มีประชากรรวมจำนวนทั้งสิ้น 461,040 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชายจำนวน 227,307 คน และเพศหญิงจำนวน 233,733 คน

2. ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดอุตรดิตถ์นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือ ศาสนาคริสต์และอิสลาม โดยจำนวนศาสนสถานและบุคลากรทางศาสนาทั้งหมดในปี 2551 มีดังนี้

อำเภอ จำนวน (แห่ง) จำนวน (รูป)
วัด สำนักสงฆ์ โบสถ์คริสต์ มัสยิด พระภิกษุ สามเณร
เมืองอุตรดิตถ์ 79 12 3 1 567 94
ตรอน 28 - - 186 29
ทองแสนขัน 25 6 4 130 7
พิชัย 52 5 - 390 31
ลับแล 38 4 1 245 63
ท่าปลา 40 17 1 166 14
น้ำปาด 27 22 - 118 5
บ้านโคก 8 19 - 49 1
ฟากท่า 23 8 - 67 -
รวม 320 93 9 1 1918 244

 

ที่มา: สำนักงานจังหวัดอุตรดิตถ์

3. ประเพณี

งานประเพณีและเทศกาลที่สำคัญในรอบปีของจังหวัดอุตรดิตถ์มีดังนี้

ชื่องาน/ประเพณี รายละเอียด/กิจกรรมโดยย่อ ช่วงเวลา
ทำบุญวันขึ้นปีใหม่ ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง มกราคม
บุญผะเหวต เทศน์มหาชาติ มกราคม
บุญข้าวเปลือก ทำบุญที่วัด มกราคม - กุมภาพันธ์
ประเพณีการแข่งขันกีฬาว่าวไทย  
  • ประกวดและแข่งขันว่าวอีลุ่ม, ว่าวจุฬา 
  • ขบวนแห่ธิดาว่าวของกองทุนหมู่บ้าน 
  • แข่งขันกินข้าวหลามยักษ์
มกราคม  
มหกรรมของดีฟากท่า การประกวดอาหารพื้นบ้าน การละเล่นพื่นเมือง และการจำหน่ายสินค้า OTOP ของตำบล กุมภาพันธ์
นมัสการหลวงพ่อโต งานนมัสการหลวงพ่อโต กุมภาพันธ์
ประเพณีตักบาตรข้าวหลาม ชาวบ้านนำข้าวเหนียวมาหุงเพื่อนำมาถวายพระที่วัด กุมภาพันธ์
งานพญาปาดและเทศกาลหอมกระเทียม ประกวดธิดากระเทียม ประกวดกระเทียม นิทรรศการของดีอำเภอ  น้ำปาด งานสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการแสดงเดินแบบผ้าทอน้ำปาด มีนาคม
เลี้ยงปู่ตากองแล้ง/กองฝน งานกองแล้งจะจัดประมาณเดือนมีนาคม ส่วนงานจะจัดกองฝนช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยชาวบ้านจะเรี่ยไรเงินกันทั้งหมู่บ้าน ซื้อหมูมาเซ่นปู่ตาและมาทำอาหาร ณ บริเวณศาลปู่ตา มีนาคม/พฤศจิกายน
นมัสการพระแท่นศิลาอาสน์  
  • พิธีเปิดการแสดงแสง สี เสียง, การแสดงตำนานเมืองลับแล, ขบวนแห่ของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา กลุ่มแม่บ้าน 
  • การแข่งขันทักษะ เช่น การประกวดการทำขนมเทียน ถักไม้กวาด การทำบายศรีปากชาม การทำมาลัยเกลียวคล้องมือ การประกวดสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ 
  • พิธีปิด มีการแจกเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันในแต่ละกิจกรรม และคู่ชนะเลิศการประกวดสวดมนต์หมู่ทำนองสรภัญญะ
ขึ้น 9-15 ค่ำ เดือน 3  
ประเพณีทำบุญแจงบ้าน  
  • ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติ บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว 
  • จัดงานบุญที่บ้านแล้วแห่กระดูกและรูปมาถวายทานที่วัด - ทุกบ้านพร้อมใจกันทำในวันเดียวกัน
มีนาคม - เมษายน  
สรงน้ำศาลปู่ตาหมวกคำ ทำบุญศาลปู่ตาและรดน้ำรูปหล่อปู่ตาหมวกคำ เมษายน
ไหว้ศาลปู่เจ้าเมือง ทำบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ เมษายน
แห่น้ำเข้าวัด แห่น้ำเข้าวัด ถวายผ้าป่า เมษายน
งานสงกรานต์  ประกอบด้วยการจัดขบวนแห่ต่างๆ การทำบุญตักบาตร พิธีสืบชะตา การละเล่นเพลงพื้นบ้าน ก่อพระเจดีย์ทราย และรดน้ำดำหัวผู้อาวุโส นอกจากนี้ งานสงกรานต์ท้องถิ่นในบางพื้นที่ของจังหวัดจะมีการแห่ปราสาทผึ้ง แห่กันหลอน/แห่น้ำ ตักบาตร และถวายต้นผึ้ง เมษายน 
 เปลี่ยนผ้าต้นมะขามเฒ่า  
  • สวดพระพุทธมนต์เย็น 
  • ทำบุญ ตักบาตรและถวยภัตตาหารเช้า 
  • นำจีวรที่เตรียมไว้ไปห่มที่ต้นมะขาม เปลี่ยนแทนผ้าเดิมเป็นประจำทุกปี
เมษายน  
ประเพณีคล้องช้างคล้องม้า 
  • เป็นการสักการะเจ้าพ่อบ่อพระขรรค์, บ่อพระแสง 
  • มีพิธีทรงเจ้า ซึ่งเป็นความเชื่อว่าจะอยู่เย็นเป็นสุข
เมษายน 
ประเพณีแห่ต้นผึ้ง 
  • ชาวบ้านนำขี้ผึ้งมาทำต้นผึ้ง 
  • แห่ต้นผึ้งไปรอบๆ หมู่บ้านและไปที่วัด
เมษายน 
ประเพณีเลี้ยงบ้านเลี้ยงเมือง 
  • มีการเซ่นไหว้เจ้าพ่อบ่อเหล็กน้ำพี้ 
  • มีพิธีทรงเจ้าพ่อเลี้ยงบ่อเหล็กน้ำพี้, บ่อพระขรรค์, บ่อพระแสง และถวายผ้าป่าปู่
เมษายน 
ประเพณีขอฟ้าขอฝน การแสดงแม่นางด้ง เมษายน - พฤษภาคม
ประเพณีแห่นางแมว การแห่นางแมวขอฝน เมษายน - พฤษภาคม
ทอดผ้าสี่ไตร  
  • กิจกรรมตักบาตรถวายภัตตาหารเช้าแก่พระภิกษุสงฆ์ 
  • นิมนต์พระ 4 รูปเทศน์เรื่อง "จุนทะสุกกรีสูตร" เป็นภาษาไทยและภาษาล้านนา 
  • หลังจากเทศน์ถวายภัตตาหารเพล และถวายผ้าสี่ไตรแด่พระภิกษุสงฆ์ พร้อมทั้งของบริวารที่ชาวบ้านเตรียมมา
ขึ้น 14 ค่ำเดือน 4  
แห่น้ำขึ้นโรง   
  • ตอนเช้าจะเป็นขบวนแห่ของชาวบ้านไปยังอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร (ปฐมกษัตริย์องค์แรกของอำเภอลับแล) 
  • พิธีพราหมณ์ในการบวงสรวงเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร 
  • ใช้ผ้าสีเปลี่ยนแทนผ้าเดิมและทำพิธีสรงน้ำ 
  • การแสดงสะล้อซอซึง การทรงเจ้าและรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในเขตตำบลฝายหลวง
ขึ้น 14 ค่ำเดือน 4   
งานนมัสการพระบาทสีฟัน  
  • สมโภชน์และพระบาทสีฟัน, หลวงพ่อบรมไตรโลกนาถ 
  • ทำบุญตักบาตร 
  • มีมหรสพภาพยนต์, รำวงพื้นบ้าน ฯลฯ
ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5  
อัฐมีบูชา   
  • มีการแห่พระบรมศพจำลองของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากวัดเข้าสู่ในตัวเมือง 
  • ข้าราชการและชาวบ้านร่วมกันเวียนเทียนในพิธีเปิด 
  • มีการเทศน์เป็นประจำทุกคืนโดยกลุ่มชาวบ้านร่วมกับข้าราชการ
  • พิธีปิดในคืนสุดท้าย มีการแสดง แสง สี เสียง จุลพลุ และถวายพระเพลิงพระบรมศพจำลอง
ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6   
ค้างบูยา (ฉลากชะลอม)   
  • มีการตักบาตรและถวายภัตตาหารเช้า มีการอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย 
  • หลังจากนั้นก็จะมีขบวนแห่ค้างบูยาโดยใช้แฮปนะดับด้วยผลไม้และสิ่งของ บุหรี่ เครื่องมีขบวนกลองยาวนำหน้า 
  • ขบวนแห่จะเริ่มจากหน้าวัดเข้ามาในวัด 
  • ชาวบ้านจะนำชะลอมและแฮเข้าแถวเตรียมถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยทางวัดจะนำสลาก(ใบตองที่ฉีกเป็นชิ้น) ให้แต่ละคนจับเพื่อทราบว่าเราจะถวายวัดใด
สลับกันไปในทุกวันพระช่วงเข้าพรรษา   
งานไหว้พระธาตุและแห่บั้งไฟ แห่น้ำ เวียนเทียน ไหว้พระธาตุ และจุดบั้งไฟ พฤษภาคม
เทศกาลลำไย ประกวดลำไยของอำเภอ กรกฎาคม
เข้าพรรษา กวนข้าวทิพย์ กรกฎาคม
งานสลากภัตร ทำบุญตักบาตร กรกฎาคม
แห่เทียนจำนำพรรษา ถวายเทียนที่วัด กรกฎาคม
ประเพณีผีตลก การจัดขบวนแห่ต่างๆ ทำบุญตักบาตร และเทศมหาชาติ ตุลาคม
งานทานก๋วยสลาก การประกวดก๋วยสลากและการทำบุญตักบาตร ตุลาคม
ตักบาตรเทโว ทำบุญตักบาตร ตุลาคม
ออกพรรษาบุญบั้งไฟ ขบวนแห่แสดงประเพณีแข่งขันบั้งไฟ ตุลาคม
ออกพรรษา ทำบุญตักบาตรเทโวโรหนะ ตุลาคม
บายศรีสู่ขวัญลางสาด  
  • ชาวสวนในแต่ละหมู่บ้านเขตเทศบาลตำบลหัวดงนำลางสาดที่สวนของตนเอง ที่เป็นพวงสวยงามคนละประมาณ 2-3 พวงไปร่วมในงาน
  • ถวายภัตตาหารเพล 
  • หลังจากนั้นมีหมอทำขวัญลางสาด 
  • เสร็จเรียบร้อยแล้วชาวสวนจะนำลางสาดไปมัดติดไว้ที่ต้นลางสาดในสวน เป็นความเชื่อว่าจะทำให้ลางสาดมีผลดกมีผลดี
ตุลาคม  
ลอยกระทง ขบวนแห่กระทง  ประกวดกระทง และการประกวดนางนพมาศ พฤศจิกายน
งานฉลองพระธาตุศรีสองเมือง นมัสการพระธาตุศรีสองเมืองและทำบุญตักบาตร พฤศจิกายน
ทำบุญกองข้าวเปลือก ชาวบ้านนำข้าวเปลือกมากองรวมกันที่ลานวัด รุ่งเช้าทำบุญตักบาตร นำข้าวเปลือกประมูลขายเป็นปัจจัยเข้าวัด ธันวาคม
สืบสานประเพณีของดีบ้านโคก งานแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ธันวาคม
ประเพณีไหลแพไฟ ขบวนไหลแพไฟจากบ้านวังแดงไปวัดหาดสองแคว ผ่านแม่น้ำน่าน พิธีพราหมณ์ขอบคุณพืชภัณฑ์ธัญญาหาร การแสดงแสงสีเสียงประวัติพระยาพิชัยดาบหัก การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการละเล่นพื้นบ้าน ธันวาคม

 

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดอุตรดิตถ์ พ.ศ.2538 - 2553

GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, UTTARADIT PROVINCE:
1995-2010

หน่วย : ล้านบาท

สาขาการผลิต  2538
-1995
2539
-1996
2540
-1997
2541
-1998
2542
-1999
2543
-2000
2544
-2001
2545
-2002
2546
-2003
2547
-2004
2548
-2005
2549
-2006
2550
-2007
2551
-2008
2552
-2009
2553p
(2010p)
ภาคเกษตร   2,158  2,888  2,939 3,270 2,950 2,364 3,112 3,046 3,362 3,544 4,007 4,761 4,419 7,313 6,033 7,711
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 2,056 2,768 2,822 3,124 2,832 2,239 2,968 2,881 3,171 3,326 3,793 4,479 4,163 7,125 5,796 7,485
การประมง 102 120 117 146 119 124 144 165 191 218 215  281   256 188 237 225
ภาคนอกเกษตร 9,490 11,236 11,496 11,506 12,964 10,526 10,159 11,240 12,598 13,029 14,629 16,089 16,363 16,974 18,101 18,236
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน    172  271 260  164     159 151 182 177 174   179   180   239  259 267  263  274
การผลิตอุตสาหกรรม 2,405 2,649 3,025 3,082 3,854 1,661 1,211 1,742 2,367 2,319 2,459 3,101 3,017 3,135 3,868 3,413
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 421 376   416 475 438 440 451 469 484 498 545    599  599  578 638 727
การก่อสร้าง   869 1,517  852 501 653 653 565 618 720 923 1,081 1,105 1,171 1,275 1,302 879
การขายส่ง การขายปลีก
การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน
1,372 1,629 1,793 1,679 1,807 1,334 1,368 1,399 1,414 1,393 1,509 1,793 1,802 2,231 2,345 2,712
โรงแรมและภัตตาคาร    11  17     16 6   29 43   42     50   60     61  48    41    41   40    41  39
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม  403 437 454 433 514 428 495 521 593 709 639 689  704 707 693 700
ตัวกลางทางการเงิน 530    614 578 570 430 435 456 500 558 610 773 999 1,035 1,162 1,164 1,201
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 697 815 955 1,146 1,383 1,422 1,347 1,489 1,541  1,568 1,601 1,677 1,629 1,563 1,429 1,474
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,052 1,153 1,270 1,453 1,532 1,711 1,783 1,944 2,330 2,079 2,670 2,453 2,401 2,030 2,151 2,449
การศึกษา 1,155 1,234 1,322 1,394 1,517 1,564 1,593 1,593 1,750 1,942 2,262 2,480 2,747 2,927 3,044      3,163
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์  288 405 429 470 506 531 500 582 428 503  587  651 720    792 873 914
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ   99 104 107 113 125 133 139 141  167 218  248 233  215 231  248 240
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล    15   16  19 18   17   18    27  14  11  27    28    30    23 36    41 52
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 11,647 14,124 14,434 14,776 15,915 12,890 13,271 14,286 15,959 16,573 18,637 20,849 20,782 24,287 24,134 25,947
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 25,083 30,392 30,770 31,340 33,581 27,144 27,859 29,880 33,266 34,414 38,570 43,029 42,742 49,793 49,341 52,920
ประชากร (1,000 คน)  464 465 469 471 474  475 476 478 480   482  483 485 486 488 489 490

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, UTTARADIT PROVINCE: 2002 - 2011

หน่วย : คน

สถานภาพแรงงาน   2545  
(2002) 
 2546  
(2003) 
 2547  
(2004) 
 2548  
(2005) 
 2549  
(2006) 
 2550  
(2007) 
 2551  
(2008) 
 2552  
(2009) 
 2554  
(2011) 
 รวม 
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  360,559 363,053 372,182 369,639 363,612 362,487 378,718 398,336 403,974
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  245,405 243,990 248,587 249,901 245,153 240,940 257,179 272,148 274,640
  ผู้มีงานทำ  237,289 238,478 244,584 243,819 237,449 235,209 253,288 266,860 272,363
  ผู้ว่างงาน  3,012 3,395 2,776 3,897 5,916 3,936 2,778 4,159 2,094
  ผู้ที่รอฤดูกาล  5,104 2,117 1,227 2,185 1,787 1,795 1,113 1,130 184
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน  115,154 119,063 123,595 119,739 118,459 121,547 121,539 126,188 129,333
ชาย 
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  178,045 179,258 183,741 179,923 174,263 173,551 182,339 192,843 195,410
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  139,920 139,044 144,549 141,473 134,729 132,979 142,124 150,012 149,253
  ผู้มีงานทำ  135,004 136,073 142,359 138,229 131,425 129,365 139,500 147,304 148,337
  ผู้ว่างงาน  1,447 1,858 1,438 2,224 2,756 2,630 2,186 1,875  822
  ผู้ที่รอฤดูกาล  3,469 1,113  753 1,020  547  985  440  832  94
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน  38,125 40,214 39,191 38,450 39,534 40,572 40,215 42,831 46,157
หญิง 
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  182,514 183,795 188,441 189,717 189,349 188,936 196,379 205,493 208,563
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  105,485 104,946 104,037 108,428 110,424 107,960 115,055 122,137 125,387
  ผู้มีงานทำ  102,284 102,405 102,225 105,590 106,024 105,845 113,788 119,556 124,025
  ผู้ว่างงาน  1,565 1,537 1,339 1,673 3,161 1,306  593 2,284 1,272
  ผู้ที่รอฤดูกาล  1,635 1,004  474 1,165 1,240  810  674  298  90
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน  77,029 78,848 84,404 81,289 78,925 80,975 81,324 83,357 83,176

 

วัดพระฝาง
วัดนี้มีชื่อเต็มว่า วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถเคยเป็นวัดที่จำพรรษาของ เจ้าพระฝาง เมืองสวางคบุรี ซึ่งอยู่ในสมณเพศแต่นุ่งห่มผ้าแดงและมิได้สึกเป็นฆราวาส ท่านได้ซ่องสุมผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 เพื่อจะกู้เอกราช วัดพระฝางประกอบด้วยโบสถ์ วิหารและพระธาตุเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย สำหรับบานประตูแกะสลักของพระวิหารเก็บรักษาไว้ที่วัดธรรมาธิปไตย

หอวัฒนธรรมวิทยาลัยครูอุตรดิตถ์
เป็นศูนย์รวมโบราณวัตถุที่สำคัญของชาวอุตรดิตถ์ เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้าและเป็นหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุที่สำคัญชิ้นหนึ่ง คือ ยานมาศหรือ คานหามไม้แกะสลักโปร่ง 3 ชั้น ฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ยานมาศนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ได้ทรงบันทึกไว้ในจดหมายเหตุเมื่อคราวเดินทางมาตรวจราชการ หัวเมืองฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2444 ว่าทรงพบยานมาศแบบนี้ 4 คัน คันแรกทรงพบที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท อีก 2 คัน พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ครั้นมาถึงอุตรดิตถ์ก็พบอีกคันที่วัดท่าเสา ได้นำมาจัดแสดงไว้ให้ประชาชนชมที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้

วัดใหญ่ท่าเสา
วัดนี้มีวิหารเก่าแก่ซึ่งมีบานประตูไม้แกะสลัก 2 บาน ตลอดจนลายไม้ที่วิหารด้านหน้า และมีหอไตรโบราณที่มีรูปแบบสีสันสวยงาม ใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก

วัดกลาง
วัดกลางเป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฎชื่อผู้สร้าง มีพระอุโบสถที่มีลวดลายรูปปั้นสวยงาม ภายในอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ลงรักปิดทองมีพุทธลักษณะงดงามเป็นศิลปแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผสมศิลปะแบบลาวหลวงพระบาง และจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่หายากสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นภาพพระเวสสันดรชาดกและเทพชุมนุม

วัดธรรมาธิปไตย
เดิมชื่อวัดต้นมะขาม ภายในวัดเป็นที่เก็บบานประตูของวิหารหลังใหญ่ และเก่าแก่มากของวัดพระฝาง บานประตูทำจากไม้ปรู ขนาดกว้าง 2.2 เมตร สูง 5.3 เมตร และหนา 16 เซนติเมตร แกะสลักในสมัยอยุธยาเป็นลายกนกก้านขด มีลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ 7 พุ่ม ระหว่างพุ่มมีกนกใบเทศขนาบสองด้าน

หลวงพ่อเพชรวัดท่าถนน
วัดท่าถนนเดิมชื่อ วัดวังเตาหม้อ เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยเชียงแสน นั่งขัดสมาธิเพชร มีคนมากราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร จึงเรียกกันว่า หลวงพ่อเพชร

อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก
ประดิษฐานอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติในความกล้าหาญ รักชาติและเสียสละ เมื่อครั้งพระยาพิชัยครองเมืองพิชัยในสมัยธนบุรี ท่านได้สร้างเกียรติประวัติไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2316 พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัย ได้ยกทัพไปสกัดทัพพม่าจนแตกพ่ายกลับไป การรบในครั้งนั้นดาบคู่มือของพระยาพิชัยข้างขวาได้หักไปหนึ่งเล่ม แต่ก็ยังรบได้ชัยชนะต่อทัพพม่า ด้วยวีรกรรมดังกล่าว จึงได้สมญานามว่า พระยาพิชัยดาบหัก

กลุ่มหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ผักตบชวา
กลุ่มหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ผักตบชวา เป็นกลุ่มแม่บ้านที่ร่วมกันทำผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา โดยได้รับการส่งเสริมจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวา จากกลุ่มแม่บ้านบ้านท่ามีฝีมือการผลิตที่ปราณีต และรูปแบบที่ทันสมัย ราคาย่อมเยา

วัดเจดีย์คีรีวิหาร
เป็นบรมธาตุเจดีย์ทรงลังกา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า พระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยอันงดงาม บานประตู และหน้าบันเป็นไม้แกะสลัก

วัดพระแท่นศิลาอาสน์
วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีพระแท่นศิลาอาสน์เป็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานของพระแท่นโดยรอบประดับด้วยลายกลีบบัว ต่อมาจึงมีการสร้างพระแท่นศิลาอาสน์ขึ้น บานประตูวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ที่เป็นไม้สักแกะสลักนั้น เดิมเคยเป็นบานประตูวิหารพระพุทธชินราช วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลกมาก่อน

วัดพระยืนพุทธบาทยุคล
ภายในมีมณฑปเป็นศิลปะแบบเชียงแสน ครอบรอยพระพุทธบาทคู่ที่ประดิษฐานบนฐานดอกบัว ยังมีพระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยเรียกกันว่า หลวงพ่อพุทธรังสี เดิมประดิษฐานอยู่ในมณฑปมีปูนพอกหุ้มไว้ทั้งองค์ ต่อมาได้กระเทาะปูนออกและนำไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถที่สร้างใหม่

วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง
วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มีตำนานเกี่ยวพันกับอีก 2 วัด ที่อยู่ใกล้เคียงกัน คือ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า วัดแห่งนี้เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ ประกอบด้วยวิหารแบบล้านนาซึ่งอยู่ด้านหน้า ถัดไปเป็นพระบรมธาตุทุ่งยั้งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นเจดีย์เก่าแก่แบบลังกาทรงกลมฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานล่างมีเจดีย์องค์เล็กๆ เป็นบริวารอยู่ 4 มุม ฐานชั้นที่ 3 มีซุ้มคูหา 4 ด้าน

อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ
อยู่ตรงสี่แยกตลาดลับแล เดิมชื่อ ทองอิน เป็นนายอากรสุรา เชื้อสายจีนแต่ด้วยความรักในท้องถิ่นจึงพัฒนาเมืองลับแลมาโดยตลอด เป็นผู้นำชุมชนที่ชาวลับแลให้ความนับถือ

น้ำตกแม่พูล
เป็นน้ำตกที่เกิดจากการตกแต่งธารน้ำ โดยการเทปูนให้น้ำไหลลดหลั่นจากบนเขาสูงลงมา ดูคล้ายน้ำตกธรรมชาติ สูงหลายชั้น สภาพโดยรอบร่มรื่น

วนอุทยานต้นสักใหญ่
ภายในมีต้นสักใหญ่ ซึ่งได้ถูกพบเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2470 มีอายุประมาณ 1,500 ปี ความยาวรอบต้น 1007 เซนติเมตร วัดเมื่อ 18 มิถุนายน 2543 แม้ส่วนยอดถูกพายุพัดหัก ลำต้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพเดิมโดยได้รับการดูแลรักษาให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ และในวนอุทยานต้นสักใหญ่ ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 2 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงตามแนวชายแดนไทย - ลาว มียอดภูสอยดาวสูงที่สุด 2,102 เมตร จากระดับทะเล สภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงที่ป่าปกคลุม เป็นป่าดิบเขาสลับทุ่งหญ้าและป่าสน เช่น ป่าสนสามใบ อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี มีดอกไม้ป่าพันธุ์ต่างๆ เช่น ดอกหงอนนาค ดอกไม้ดินต่างๆ ขึ้นอยู่กลางป่าสน ภูสอยดาวสามารถจะมาท่องเที่ยวได้ทั้งปี

เขื่อนสิริกิติ์
ตั้งอยู่ที่บ้านผาซ่อม ตำบลท่าปลา เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินสร้างกั้นแม่น้ำน่านที่ผาซ่อม สันเขื่อนยาว 800 เมตร กว้าง 12 เมตร สูง 113.6 เมตร บริเวณเหนือเขื่อนเป็นทะเลสาบใหญ่ที่มีชื่อว่า ทะเลสาบสุริยันจันทรา มีทิวทัศน์สวยงาม เมื่อไปถึงบริเวณเขื่อน

อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน
อยู่ในพื้นที่จังหวัดแพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ เป็นทิวเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยป่านานาชนิดที่ยังคงความสมบูรณ์ และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

บ่อเหล็กน้ำพี้
อยู่ที่บ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ เป็นโบราณสถานซึ่งมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งเหล็กกล้า ที่นำมาทำพระแสงดาบตั้งแต่สมัยโบราณ เดิมมีอยู่ด้วยกันหลายบ่อ มีบ่อหนึ่งเรียกว่า บ่อพระแสง ห้ามมิให้ผู้ใดขุดเหล็กจากบ่อนี้ โดยสงวนไว้ใช้ทำพระแสงดาบสำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น และ บ่อพระขรรค์ เป็นบ่อที่ในสมัยโบราณ มีช่างทำพระขรรค์ถวายพระมหากษัตริย์ ได้นำแร่เหล็กน้ำพี้จากบ่อพระขรรค์ไปถลุงทำพระขรรค์ ภายในบริเวณมี พิพิธภัณฑ์บ่อเหล็กน้ำพี้ รวบรวมหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับประวัติเหล็กน้ำพี้ โดยจัดแสดงและจำลองให้เห็นถึงกระบวนการ ขั้นตอนการตีเหล็กน้ำพี้ ตั้งแต่การขุดแร่เหล็กน้ำพี้ จนตีเป็นดาบที่มีความแกร่งและความคมเป็นเลิศ ดาบน้ำพี้จึงเป็นอาวุธคู่กายของขุนศึก และนักรบไทยในสมัยโบราณตลอดมา

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
การเลือกตั้ง สรุปรายชื่อ 500 สส. ทั่วประเทศแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 54

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลแรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย
ข้อมูลด้านท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ จังหวัดอุตรดิตถ์ แหล่งท่องเที่ยว


  

 

JoomSpirit