ลำพูน

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดลำพูน

1-12

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดลำพูน

เจดีย์ในดวงตรา หมายถึงพระธาตุหริภุญไชย ซึ่งกล่าวกันว่ามีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ นับเป็นปูชนียสถานสำคัญเป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองลำพูนและจังหวัดใกล้เคียง

คําขวัญ

"พระธาตุเด่น พระรอดขลัง ลำไยดัง กระเทียมดี ประเพณีงาม จามเทวีศรีหริภุญไชย"

ต้นไม้และดอกไม้ประจําจังหวัด

ต้นไม้ประจำจังหวัดคือ ต้นจามจุรี ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกทองกวาว

2-12 3-13
รูปที่ 2 ต้นจามจุรี รูปที่ 3 ดอกทองกวาว

 

จังหวัดลำพูน เดิมชื่อว่า เมืองหริภุญไชย เป็นเมืองโบราณที่มีอายุประมาณ 1,343 ปี ตามพงศาวดารโยนกเล่าสืบต่อกันถึงการสร้างเมืองหริภุญไชย โดยฤาษีวาสุเทพ เป็นผู้เกณฑ์พวกเม็งคบุตร หรือ ชนเชื้อชาติมอญมาสร้างเมืองนี้ขึ้นในพื้นที่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำกวงและแม่น้ำปิง เมื่อสร้างเสร็จได้ส่งทูตไปเชิญราชธิดากษัตริย์เมืองละโว้พระนาม "จามเทวี" มาเป็นปฐมกษัตริย์ปกครองเมืองหริภุญไชย มีการสืบราชวงศ์กษัตริย์ต่อมาหลายพระองค์ จนกระทั่งถึงสมัยพระยายีบาจึงได้เสียการปกครองให้แก่พ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้รวบรวมแว่นแคว้นทางเหนือเข้าเป็นอาณาจักรล้านนา

แม้ว่าเมืองลำพูนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนา แต่ก็ได้เป็นผู้ถ่ายทอดมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมให้แก่ผู้ที่เข้ามาปกครอง ดังปรากฏหลักฐานทั่วไปในเวียงกุมกาม เชียงใหม่และเชียงราย เมืองลำพูนจึงยังคงความสำคัญในทางศิลปะและวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา จนกระทั่งสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมืองลำพูนจึงได้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย มีผู้ครองนครสืบต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย คือ พลตรีเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ ถึงแก่พิราลัย เมืองลำพูนจึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดและมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปกครองสืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

จังหวัดลำพูนตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 18 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 99 องศาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (สายเอเซีย) เป็นระยะทาง 689 กิโลเมตร และตามทางหลวงแผ่นดินสายพหลโยธินเป็นระยะทาง 724 กิโลเมตร จังหวัดลำพูนเป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดของภาคเหนือ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4,505.882 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,815,675 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 4.85 ของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน บริเวณที่กว้างที่สุดประมาณ 43 กิโลเมตร และมีความยาวยาวจากเหนือจดใต้ 136 กิโลเมตร

ทั้งนี้ จังหวัดลำพูนอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ห่างจากจังหวัดเชียงใหม่เพียง 22 กิโลเมตร โดยเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางความเจริญของภาคเหนือตอนบนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่

4-11 6-12-1
รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดลำพูน รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดลำพูน

 

อาณาเขต

จังหวัดลำพูนมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและประเทศใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสารภีและอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอห้างฉัตร อำเภอสบปราบ และ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอฮอด อำเภอจอมทอง อำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่

 

สภาพภูมิประเทศ

จังหวัดลำพูน มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบหุบเขาและพื้นที่ภูเขา มีที่ราบอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบเชียงใหม่ - ลำพูน หรือที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง กวง ลี้ และแม่ทา ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอเมืองลำพูน อำเภอป่าซาง และตอนเหนือของอำเภอบ้านโฮ่ง มีความสูงเฉลี่ย 200-400 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่วนตัวเมืองลำพูนมีระดับความสูง 290.29 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพพื้นที่จะลาดสูงขึ้นในตอนกลาง ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ ในเขตอำเภอแม่ทา บริเวณตอนใต้ของอำเภอบ้านโฮ่ง เขตอำเภอทุ่งหัวช้าง และเขตอำเภอลี้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและภูเขาสูง มีระดับความสูง ระหว่าง 400 - 800 เมตร ขึ้นไป ระดับความสูงจะลดลง เมื่อเข้าเขตที่ราบในอำเภอลี้ที่ระดับความสูงประมาณ 400 - 800 เมตร แล้ว ค่อย ๆ ยกตัวสูงขึ้นมาทางทิศใต้ซึ่งเป็นเขตชายแดนติดต่อกับจังหวัดลำปางและจังหวัดตาก ที่ระดับความสูง 600 - 1,000 เมตร

สภาพภูมิอากาศ

จังหวัดลำพูนตั้งอยู่ในภาคเหนือ ซึ่งตามตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนที่ค่อนไปทางเขตอากาศอบอุ่น ในฤดูหนาวจึงมีอากาศเย็นถึงค่อนข้างหนาว แต่เนื่องจากอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ห่างไกลจากทะเล จึงมีฤดูแล้งที่ยาวนานและอากาศจะร้อนถึงร้อนจัดในฤดูร้อน จังหวัดลำพูนมีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันอย่างเด่นชัด 3 ช่วงฤดู กล่าวคือ

  • ช่วงเดือนมีนาคมกับเมษายน มีอากาศร้อนถึงร้อนจัด และวัดอุณหภูมิสูงสุดได้ 41.9 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายน
  • ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม เป็นฤดูฝน ในพื้นที่จะมีฝนตกชุก โดยตลอดทั้งปี 2550 จังหวัดลำพูนมีปริมาณน้ำฝนวัดได้ 890.2 มิลลิเมตร และมีจำนวนวันที่ฝนตกทั้งสิ้น 95 วัน
  • ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ สภาพอากาศหนาวเย็น วัดอุณหภูมิต่ำสุดได้ในเดือนมกราคมประมาณ 9.7 องศาเซลเซียส

การแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดลำพูนแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ 51 ตำบล และ 575 หมู่บ้าน

5-10

 

1.อำเภอเมืองลำพูน

2.อำเภอแม่ทา

3.อำเภอบ้านโฮ่ง

4.อำเภอลี้

5.อำเภอทุ่งหัวช้าง

6.อำเภอป่าซาง

7.อำเภอบ้านทิ

8.อำเภอเวียงหนองล่อง

รูปที่ 6 อำเภอในจังหวัดแม่ลำพูน

 


หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด ดร.ดิเรก ก้อนกลีบ
รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน และ นายสุรชัย อังเกิดโชค
หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นางพัชรี วิรูหญาณ



หน่วยงานบริหารราชการ

ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง 34 หน่วยงาน
ส่วนราชการส่วนภูมิภาค 26 หน่วยงาน
ส่วนราชการท้องถิ่น ได้แก่
เทศบาลเมือง 1 แห่ง
เทศบาลตำบล 18 แห่ง
องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
องค์การบริหารส่วนตำบล 38 แห่ง

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดลำพูนมีเขตเลือกตั้ง 1 เขต มีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 2 คน

ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน ได้แก่

1 นายสงวน พงษ์มณี พรรค เพื่อไทย
2 นายสถาพร มณีรัตน์ พรรค เพื่อไทย

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดลำพูนเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั่วไป พ.ศ. 2551 มี ส.ว. ได้ 1 คน

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดลำพูนผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ได้แก่ นายสมศักดิ์ บุญเปลื้อง

1. ประชากร

ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จังหวัดลำพูนมีประชากรรวมจำนวนทั้งสิ้น 403,952 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชายจำนวน 196,509 คน และเพศหญิงจำนวน 207,443 คน

2. ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลำพูนนับถือศาสนาพุทธ รองลงมา คือ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ตามลำดับ โดยจำนวนศาสนสถานและบุคลากรทางศาสนาในปี 2550 ทั้งหมดมีดังนี้

อำเภอ จำนวน (แห่ง) จำนวน (รูป)
วัด สำนักสงฆ์ โบสถ์คริสต์ มัสยิด พระภิกษุ สามเณร
เมืองลำพูน 151 11 13 1 482 822
แม่ทา 35 10 2 115 131
บ้านโฮ่ง 44 8 3 140 265
ลี้ 51 12 7 223 382
ทุ่งหัวช้าง 15 11 - 30 71
ป่าซาง 63 13 2 225 251
บ้านธิ 24 1 3 56 49
เวียงหนองล่อง 14 3 1 41 88
รวม 397 69 31 1 1312 2059

 

ที่มา: สำนักงานสถิติจังหวัดลำพูน

3. ประเพณีสำคัญ

3.1 ประเพณีตานก๋วยสลาก

ช่วงเวลา

ประเพณีตานก๋วยสลากเป็นการถวายทานโดยไม่เจาะจงผู้รับ จะทำกันตั้งแต่วันเพ็ญเดือน 12 เหนือ (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ใต้) จนถึงเกี๋ยงดับ (แรม 15 ค่ำ เดือน 11 ใต้)

ความสำคัญ
ประเพณีตานก๋วยสลาก เป็นประเพณีในพุทธศาสนาที่สำคัญอย่างหนึ่งของล้านนาไทย ซึ่งสืบเนื่องมาจากค่านิยมที่สืบทอดมาช้านานคือ

  1. ประชาชนว่างจากภารกิจการทำนา
  2. ประชาชนหยุดพักไม่เดินทางไกลเพราะเป็นฤดูฝน
  3. พระสงฆ์จำพรรษาอยู่อย่างพรักพร้อม
  4. ผลไม้มากและกำลังสุก เช่นส้มโอ ส้มเกลี้ยง กล้วย อ้อยฯลฯ
  5. ได้โอกาสสงเคราะห์คนยากจน เป็นสังฆทาน
  6. ถือว่ามีอานิสงส์แรง คนทำบุญจะมีโชคลาภ
  7. มีโอกาสหาเงินและวัสดุบำรุงวัด


ก๋วยสลากแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. สลากน้อย หรือก๋วยเล็ก ใช้อุทิศแด่ผู้ตายหรือเป็นกุศลมากขึ้น
  2. สลากก๋วยใหญ่ หรือสลากโชค เป็นสลากที่บรรจุในก๋วยใหญ่ ใช้เป็นมหากุศลสำหรับบุคคลที่มีกำลังศรัทธาและมีเงินทองมาก ทำถวายเพื่อเป็นปัจจัยภายหน้าให้มีบุญกุศลมากขึ้น

พิธีกรรม

พิธีกรรมในประเพณีตานก๋วยสลากมี 2 วัน คือ

  1. ก่อนทำพิธี "ตานก๋วยสลาก" 1 วัน เรียกว่า วันดา เป็นวันจัดเตรียมสิ่งของเพื่อใส่ในก๋วยสลาก ผู้ชายจะตัดไม้มาจักตอกสลากก๋วย (ชะลอม) ไว้หลายๆ ใบตามศรัทธาและกำลังทรัพย์ ฝ่ายหญิงจะจัดเตรียมสิ่งของที่จะนำมาบรรจุในก๋วย เช่นข้าวสาร พริกแห้ง หอม กระเทียม เกลือ กะปิ น้ำปลา ขนม เมี่ยง บุหรี่ ไม้ขีดไฟ เทียนไข สีย้อมผ้า ผลไม้ รวมทั้งเครื่องใช้ต่าง ๆ แล้วบรรจุลงในก๋วยสลากที่กรุด้วยใบตอง ใบหมากผู้หมากเมีย จากนั้น "ใส่ยอด" คือธนบัตร ผูกติดไม้ เสียบไว้ในก๋วยให้ส่วนยอดหรือธนบัตรโผล่มาแล้วรวบปากก๋วยสลากตกแต่งด้วยดอกไม้ "ยอด" หรือธนบัตรที่ใส่นั้นไม่จำกัดว่าเป็นจำนวนเท่าใด

    ในส่วนของสลากโชคหรือสลากก๋วยใหญ่ ของที่นำบรรจุในก๋วยก็เช่นเดียวกับสลากน้อย แต่ปริมาณมากกว่าหรือพิเศษกว่า สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือหลังเล็กมีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น หม้อข้าว หม้อแกง ถ้วยแกงถ้วยชาม เครื่องนอน เครื่องนุ่งห่ม อาหารสำเร็จรูปใส่ไว้ด้วย มีต้นกล้วย ต้นอ้อยผูก ติดไว้ "ยอด" หรือธนบัตรจะใส่มากกว่าสลากน้อย ทั้งนี้ ก๋วยสลากทุกอันต้องมี "เส้นสลาก" ซึ่งทำจากใบลานหรือปัจจุบันใช้กระดาษมาตัดเป็นแผ่นยาวๆ เขียนชื่อเจ้าของไว้ และยังบอกอีกว่าจะอุทิศไปให้ใคร เช่น " สลากข้างซองนี้ หมายมีผู้ข้า นาย... นาง ขอทานไปถึงกับตนภายหน้า " หมายถึงถวายทานเพื่อเป็นกุศลแก่ตนเองเมื่อล่วงลับไป และอีกแบบหนึ่ง คือ"สลากข้าวซองนี้ หมายมีผู้ข้านาย.....นาง.....ขอทานไปถึงยังนาย/นาง....(ชื่อผู้ตาย) ผู้เป็น.......(ความเกี่ยวข้องกับผู้ให้ทาน) ที่ล่วงลับ ขอให้ไปรอดไปถึงจิมเต่อ" หมายถึงอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันดาสลากจะมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงจากหมู่บ้านต่างๆ ที่รู้จักมาร่วมทำบุญ โดยนำเงินหรือผลไม้เช่น กล้วย อ้อย ฯลฯ มาร่วมด้วยและช่วยจัดเตรียมสิ่งของใส่ก๋วยสลาก เจ้าภาพต้องเลี้ยงดูอาหาร เหล้ายาและขนม

  2. วันทานสลาก ชาวบ้านนำก๋วยสลากที่จัดทำแล้วไปวัด และเอา"เส้นสลาก" ทั้งหมดไปรวมกันที่หน้าพระประธานในวิหาร จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย 1 กัณฑ์ ผู้รวบรวมสลากมักจะเป็นมัคทายก (แก่วัด) นำเส้นสลากทั้งหมดมารวมกันแล้วแบ่งเส้นสลากทั้งหมด เป็น 3 ส่วน (กอง) ส่วนหนึ่งเป็นของพระเจ้า (คือของวัด) อีก 2 ส่วนเฉลี่ยไปตามจำนวนพระภิกษุสามเณรที่นิมนต์มาร่วมในงานทำบุญ หากมีเศษเหลือมักเป็นของพระเจ้า (วัด) ทั้งหมด พระภิกษุสามเณรเมื่อได้ส่วนแบ่งแล้ว จะยึดเอาชัยภูมิแห่งหนึ่งในวัดและออกสลากคือ อ่านชื่อเส้นสลากดังๆ หรือให้ลูกศิษย์ (ขะโยม) ที่ได้ตะโกนตามข้อความที่เขียนไว้ในเส้นสลาก หรือเปลี่ยนเป็นคำสั้นๆ เช่น ศรัทธา นายแก้ว นามวงศ์ มีนี่เน้อ " บางรายจะหิ้ว "ก๋วย" ไปตามหาเส้นสลากของตนตามลานวัดเมื่อพบสลากของตนแล้วจะเอาสลากของตนถวายพระ พระจะอ่านข้อความในเส้นสลากและอนุโมทนาให้พรแล้วคืนเส้นสลากนั้นให้เจ้าของสลากไป เจ้าของสลากจะนำเส้นสลากไปรวมในวิหาร เมื่อเสร็จแล้วมัคทายกหรือแก่วัด จะนำเอาเส้นสลากนั้นไปเผาหรือทิ้งเสีย


สาระการตานก๋วยสลากมีประโยชน์และคุณค่าดังนี้
1. เป็นการสร้างความสามัคคีกันของคนในหมู่บ้านใกล้เคียง
2. เป็นการแสดงความกตัญญูต่อญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว3. เป็นการบริจาคทานที่ถือว่ามีอานิสงส์มาก4. เป็นการหาเงินและวัสดุมาบูรณะปฏิสังขรณ์วัด

3.2 ประเพณีการเลี้ยงขันโตก

ความสำคัญ

การเลี้ยงขันโตก เป็นประเพณีเลี้ยงอาหารร่วมกันหลายๆ คน เป็นวัฒนธรรมและประเพณีของชาวเหนือที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน

กิจกรรม

การจัดสถานที่ในงานประเพณีการเลี้ยงขันโตก

  1. เตรียมลานกว้างให้เพียงพอกับจำนวนแขก เพราะนอกจากใช้เป็นที่นั่งรับประทานอาหาร ยังมีมหรสพแสดงด้วย
  2. ขัดราชวัติ หรือรั้วพิธี ทำด้วยไม้ไผ่จักเป็นตอก แล้วสานทำคร่าวที่ติดกับเสากั้นเขตนั้นทำทางเข้าไว้ 2 หรือ 4 ทาง เอาใบมะพร้าวมาผ่ากลาง ทำให้โค้งเป็นเหมือนประตูป่า
  3. ปักต้นไม้ เช่นต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นกุ๊ก (พืชตระกูลข่า) ไว้รอบราชวัติทำเหมือนเป็นเขาวงกตที่พระเวสสันดรพำนัก
  4. ด้ายสายสิญจน์ ใช้วงรอบราชวัติ ในกรณีที่การเลี้ยงขันโตกนั้นมีพิธีบายศรีสู่ขวัญด้วย
  5. ทำประทีปโคมไฟ โดยใช้เทียนขี้ผึ้ง หรือเทียนไข ปักรอบๆ ราชวัติ
  6. ตั้งคนโท (น้ำต้น) กระโถน และพานมูลีขี้โย (บุหรี่) และเมี่ยง
  7. วงดนตรีพื้นเมืองประกอบด้วย ซึง สะล้อ ขลุ่ย และกลองสำหรับบรรเลงในระหว่างเลี้ยงขันโตก
  8. มาลัยดอกมะลิสำหรับเจ้าภาพใช้คล้องคอให้แขกที่มาถึงบริเวณพิธี

ในส่วนอาหารขันโตกประกอบด้วย ข้าวนึ่งหรือข้าวเหนียว แกงอ่อม แกงฮังเล ไส้อั่ว แคบหมู น้ำพริกอ่อง ลาบ ผักต่างๆ ตลอดจนของหวานต่างๆ ซึ่งอาหารเหล่านี้จะตักใส่ถ้วยเล็กๆ วางไว้ในขันโตกจนครบ แล้วใช้ฝาชีครอบไว้จนกว่าพิธีแห่ขันโตกจะเสร็จ สำหรับการแห่ขันโตกจัดเรียงลำดับดังนี้

  1. พานบายศรี
  2. ช่างฟ้อนเล็บ
  3. กลุ่มดนตรีกลองตึ่งโหน่ง (บางทีก็ให้อยู่นอกขบวน)
  4. ขันโตกเอก ขันโตกโทหรือขันโตกรอง
  5. กล่องข้าวใหญ่
  6. ขันโตกบริวาร
  7. กล่องข้าวเล็ก
  8. อาหารหวาน


การนั่งในการเลี้ยงขันโตก ผู้ชายจะนั่งขัดสมาธิหรือที่ทางเหนือเรียกว่า "ขดตะหวาย" ส่วนผู้หญิงจะนั่งพับเพียบ ทางเหนือเรียกว่า "นั่งป้อละแหม้" การละเล่นในการเลี้ยงขันโตก นอกจากมีการจุดดอกไม้เพลิง (บอกไฟดอก) และตะไล (บอกไฟจักจ่า) แล้วจะมีชุดการแสดงต่างๆ เช่น ฟ้อนเล็บหรือฟ้อนเทียน ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนแม้ว ฟ้อนหริภุญไชย เป็นต้น

3.3 ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย

ช่วงเวลา

จัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (เดือน 8 เหนือ) ชาวบ้านเรียกว่า ประเพณีแปดเป็ง

ความสำคัญ
ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัยจัดขึ้นทุกปี เพราะถือว่าพระธาตุหริภุญชัยเป็นพระธาตุเจดีย์ที่สำคัญหนึ่งในแปดพระธาตุเจดีย์ของประเทศไทย น้ำที่นำมาสรงองค์พระธาตุนั้น เป็นน้ำสรงพระราชทาน น้ำทิพย์จากดอยขะม้อ และน้ำสรงของประชาชน วัตถุประสงค์ของประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย มีดังนี้

  1. เพื่อเป็นการสักการะพระบรมธาตุ ซึ่งเป็นปูชนียสถานอันเก่าแก่ และนับเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดลำพูนและชาวพุทธทั่วไป
  2. เพื่อสักการะพระบรมอัฐิธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นการบูชาเสาหลักเมือง เพราะชาวลำพูนถือว่า เจดีย์พระธาตุหริภุญชัยเป็นเสาหลักเมือง เมื่อสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัยจึงได้ทำบุญเสาหลักเมืองลำพูนด้วย

พิธีกรรม

ในวันขึ้น 13 ค่ำ จะมีพิธีฝังเสาสำหรับผูกเชือกดึงหม้อน้ำสรง ชาวบ้านเรียกว่า เสาก๊างน้ำ ในวันนี้ฝนมักจะตก ชาวบ้านจึงเชื่อกันว่า หลังจากฝังเสาก๊างน้ำแล้ว เทวดาจะต้องสรงน้ำพระธาตุก่อนใคร เมื่อเสร็จงานเรียบร้อยแล้ว เสาก๊างน้ำจะถอดเก็บรักษาไว้
ตอนบ่ายวันขึ้น 15 ค่ำ ราว 13.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมด้วยข้าราชการ นักเรียน นักศึกษาประชาชน ร่วมขบวนแห่นำน้ำสรงพระราชทาน พร้อมเครื่องสักการะบูชาและน้ำทิพย์ดอยขะม้อ ไปยังวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร แล้วทำพิธีถวายสักการะ โดยคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ มีเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นประธานนำสวดถวายอดิเรก หลังจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน จะทำพิธีสรงน้ำพระธาตุโดยสรงน้ำพระราชทานก่อน ต่อจากนั้นประชาชนจึงเข้าสรงน้ำ เมื่อน้ำสรงเมื่อเต็มหม้อแล้ว ประชาชนจะช่วยกันดึงเชือกให้หม้อน้ำสรงเลื่อนขึ้นไปยังองค์พระธาตุ ซึ่งบนองค์พระธาตุ มีชายแต่งตัวชุดขาวคล้ายพราหมณ์ประมาณ ๕-๖ คน คอยรับน้ำสรง เพื่อนำไปสรงรอบๆองค์พระธาตุ ประชาชนจะสรงน้ำกันอย่างไม่ขาดสายจนถึงเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เป็นอันเสร็จพิธี

สาระ

ประเพณีนี้แสดงถึงความยึดมั่นในพระพุทธศาสนาและพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าเป็นสรณะของประชาชน ด้วยการแสดงคารวะต่อพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในครอบครัวและชุมชน มาร่วมสักการะบูชาองค์พระธาตุร่วมกัน พร้อมกับแสดงความยินดีปรีดา ด้วยการแสดงตีกลองหลวง ฟ้อนพื้นเมือง แห่ครัวทานเพื่อนมัสการ และสักการะพระบรมธาตุ

3.4 ประเพณีปอยหลวง

ช่วงเวลา

ประเพณีปอยหลวง มักจะจัดขึ้นตั้งแต่เดือน 5-8 เหนือ (เดือนกุมภาพันธ์ - เดือนพฤษภาคม) งานนี้จะจัดขึ้นประมาณ 3-7 วัน แล้วแต่ฐานะของวัดนั้นๆ

ความสำคัญ

ประเพณีปอยหลวง คือ งานฉลองถาวรวัตถุ หรือสิ่งก่อสร้างที่ประชาชนช่วยกันสร้างขึ้นเพื่อถวายวัดและเพื่อประโยชน์แก่สาธารณะชน เช่น วิหาร ศาลา โรงเรียน หอประชุม เป็นต้น นิยมทำการฉลองครั้งใหญ่หลังจากการก่อสร้างสำเร็จแล้ว ทำเป็นงานใหญ่โตเรียกว่า ปอยหลวง อุทิศสิ่งก่อสร้างเป็นของสงฆ์ และอุทิศบุญกุศลแก่บรรพชนด้วย ถ้าทำส่วนตัวเรียกว่า อุทิศกุศลไว้ภายหน้า หากอุทิศแก่คนตายไปแล้ว เรียกว่าอุทิศไปหาผู้ที่ถึงแก่กรรม

พิธีกรรม

ก่อนวันงาน 1 วัน จะมีการเตรียมของเรียกว่า วันดา (วันสุกดิบ) วันนี้คณะศรัทธาจะนำของมารวมกันเรียกว่า ฮอมครัว และในวันแรกของงานปอยหลวง จะมีการทานธงแบบต่างๆ ซึ่งเมืองเหนือเรียกว่า ตุง ช่อธงยาวและช่อช้าง จะนำตุงไปปักไว้บนเสาไม้ไผ่หรือไม้ซาง ตลอดแนวสองข้างทางเข้าวัด ตุงจะทำด้วยผ้าแพรหรือผ้าฝ้ายสีต่างๆอย่างสวยงาม ในงานปอยหลวงจะมีการแห่แหนเครื่องไทยทานจากหัววัดต่างๆ ไปร่วมทำบุญด้วยเรียกว่า แห่ครัวทาน ขบวนแห่ครัวทานจะมีช่างฟ้อนสาวรูปร่างสวยงาม แต่งกายแบบพื้นเมือง ฟ้อนนำหน้าครัวทานเข้าวัดด้วย วันสุดท้ายของงานปอยหลวง คณะศรัทธาจะแห่ครัวทาน หรือพุ่มเงินบ้านละต้นหรือหลายบ้านรวมเป็นหนึ่งต้น ครัวทานนี้จะมีการแห่กันตอนเย็น มีขบวนแห่อย่างสนุกสนาน กลางคืนจะมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ มีการสวดสมโภชหรือสวดเบิก และมีการสวดถึงอานิสงส์ของการก่อสร้าง วันรุ่งขึ้นมีการตักบาตร ถวายภัตตาหาร และกล่าวโอกาสเวนทานสิ่งปลูกสร้างขึ้น เสร็จแล้วถวายไทยทานพระสงฆ์ที่มาร่วมพิธี พระให้ศีลให้พรเป็นเสร็จพิธี

สาระ

เป็นการแสดงความยินดีที่ทุกคนในหมู่บ้านได้ร่วมกันสร้างถาวรวัตถุที่เป็นประโยชน์แก่วัดและสาธารณะ รวมทั้งอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรพชนที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการระลึกถึงพระคุณของท่านเหล่านั้น

3.5 ประเพณีเลี้ยงผี

ลักษณะความเชื่อ

การเลี้ยงผี หมายถึงการจัดอาหารคาวหวานไปเซ่นสังเวย ดวงวิญญาณผู้ตาย ณ หิ้งผีปู่ย่าหรือหอผีชาวล้านนาถือว่า เมื่อปู่ ย่า ตา ยาย ตายไปวิญญาณจะวนเวียนมารักษาลูกหลาน ดังนั้นภายในบ้านของชาวล้านนา จึงจัดทำ"หิ้งผีปู่ย่า" ไว้ทุกบ้าน โดยจัดตั้งไว้ที่สูง นิยมจัดตั้งไว้บนหัวนอนของบ้าน สูงจากพื้นกระดานราว ๒ เมตร หิ้งผีปู่ย่านี้ถือว่าเป็นของสูง เด็กๆจะไปเล่นไม่ได้ ผู้อาวุโส หรือพ่อแม่เท่านั้นที่จะเกี่ยวข้องกับหิ้งปู่ย่าได้ นอกจากนี้ชาวชนบทล้านนาบางแห่ง เชื่อว่า ปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วหลายคนและ เป็นญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกัน น่าจะอยู่ร่วมกันได้ จึงคิดสร้าง "หอผี" ขึ้น เพื่อให้ผีอยู่ร่วมกัน

ความสำคัญ

การเลี้ยงผีเป็นสิ่งสำคัญที่ผูกพันกับการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าการเลี้ยงผีจะทำให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข

พิธีกรรม
การเลี้ยงผี มี 2 อย่างคือ

1. เลี้ยงผีปู่ย่า ทำใน "วันพญาวัน" (วันสงกรานต์) หรือวันปีใหม่ ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกปี
2. เลี้ยงผีหอ นิยมทำกัน ระหว่างเดือนสี่ เดือนหก เดือนเจ็ด

ขั้นตอนการเลี้ยงผี

1. ทำความสะอาดหิ้ง และหอผี
2. บอกกล่าวให้พี่น้องทราบเรื่องการเลี้ยงผี
3. ร่วมกันจัดอาหารเครื่องเซ่นสังเวยผี
4. พิธีเลี้ยงผี

สาระ
ประเพณีเลี้ยงผี แสดงให้เห็นถึงการรู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณ คือ ปู่ย่าตายาย ทำให้ลูกหลานมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างความสามัคคีระหว่างญาติพี่น้อง

3.6 การสืบชะตาคน

ช่วงเวลา

การสืบชะตา หรือการต่ออายุ จะจัดขึ้นแล้วแต่โอกาสและความพร้อมของผู้ที่จัดหรือจัดขึ้นในช่วงหลังวันสงกรานต์

ความสำคัญ

การสืบชะตา หรือสืบชาตา หรือการต่ออายุนั้น เป็นพิธีกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นมงคล มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ปราศจากโรคภัยทั้งหลาย ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เป็นมงคลอย่างหนึ่งที่ชาวล้านนาไทยนิยมทำในโอกาสต่างๆ เช่น เนื่องในวันเกิด วันได้รับยศศักดิ์ ตำแหน่ง วันขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น และในกรณีเจ็บป่วยถูกทายทักว่า ชะตาไม่ดี ชะตาขาด ควรจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์และสืบชะตาต่ออายุ จะทำให้คลาดแคล้วจากโรคภัย และอยู่ด้วยความสวัสดีสืบไป

พิธีกรรม

สิ่งที่ต้องจัดเตรียมสำหรับพิธีสืบชะตา ได้แก่ กระบอกน้ำและกระบอกทรายอย่างละ 108 กระบอก หรือเท่าอายุ ลวดเงินลวดทองอย่างละ 4 เส้น หมากพลูผูกติดเส้นด้ายในลวดเงินลวดทอง 108 ช่อ (ธงเล็ก) หม้อเงินหม้อทองอย่างละ 1 ใบ (ใหม่) ด้ายสายสิญจน์ล้อมรอบผู้สืบชะตา 1 กลุ่ม ปลาสำหรับปล่อยจำนวนเท่าอายุผู้สืบชะตา นก หรือปู หรือหอย พานบายศรีนมแมว 1 สำรับ บันไดชะตา 1 อัน ไม้ค้ำ 1 อัน ขัวไต่ 1 อัน ฝ้ายค่าคิงจุดน้ำมัน 1 สาย กล้ามะพร้าว 1 ต้น กล้วยดิบ 1 เครือ เสื่อ 1 ผืน หมอน 1 ใบ ธงค่าคิง 1 ผืน เทียนเล่มบาท 1 เล่ม มะพร้าว 1 ทะลาย และบาตรน้ำมนต์ 1 ลูก

พิธีกรรมมีดังนี้

  1. เมื่อเตรียมเครื่องพิธีสืบชะตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปู่อาจารย์จะทำพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่
  2. เจ้าภาพนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป เป็นผู้ทำพิธี มีคำสวด โดยเฉพาะชินเบงชร, (ชินบัญชร) สวดสืบชะตา, มงคลจักรวาลน้อย เป็นต้น ขณะที่พระสงฆ์สวดนั้นผู้สืบชะตาจะเข้าไปนั่งประนมมือในซุ้มเครื่องสืบชะตา ซึ่งตั้งไว้หน้าพระสงฆ์ 
  3. ผู้สืบชะตาจะจุดเทียนชัย ด้ายค่าคิง และเทียนสืบชะตา 
  4. หลังจากพระสวดจบแล้ว เจ้าภาพจะจัดให้มีเทศน์ 1 กัณฑ์ 
  5. หลังจากเทศน์จบ จะมีการผูกมือให้ผู้สืบชะตา พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์และเจ้าภาพถวายอาหารและไทยทานแด่พระสงฆ์ เป็นเสร็จพิธี

สาระ
การสืบชะตา เป็นพิธีกรรมที่มุ่งสอนคนให้ไม่ดำรงตนอยู่ในความประมาท พยายามรักษาความดี ไม่หลงระเริงในอำนาจวาสนา และเมื่อมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นถ้ามีสติคิดพิจารณาย่อมจะมีหนทางแก้ปัญหานั้นๆ

3.7 การปล่อยโคมลอย

ลักษณะความเชื่อ

ชาวบ้านทั่วไปเชื่อว่าการปล่อยโคมลอยเป็นการปล่อยเคราะห์กรรมสิ่งที่ไม่ดีงามให้ลอยออกไปจากชีวิต และปล่อยให้ลอยขึ้นไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์

พิธีกรรม

  1. การทำโคมลอย โคมลอยจะทำด้วยกระดาษว่าว มีลักษณะสี่เหลี่ยมเรียกว่า "แบบกล่องข้าว" ลักษณะกลมเรียกว่า "ฮ้งมดส้ม" (รังมดแดง) ขนาดเล็กใช้กระดาษ 36 แผ่น ขนาดกลาง 72 แผ่น ขนาดใหญ่เกินกว่า 72 แผ่นขึ้นไป และประกอบด้วยหางไม่น้อยกว่า 6 ชิ้น ยาวขนาด 5-10 เมตร
  2. การปล่อยโคมลอย ก่อนจะปล่อยโคมลอย รมด้วยควันไฟให้พองก่อนแล้วจึงปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อขึ้นจากพื้นสูงพอสมควรแล้วจึงปล่อยหางซึ่งขมวดอยู่ให้คลี่ยาวออกมา พร้อมกับกระดาษรุ้งสีต่างๆ และกระดาษเงิน ทองลอยออกมาจากโคม ของใครขึ้นได้สูงและสวย และมีลูกเล่นแพรวพราวจะได้รับความนิยมชมชอบ ถ้าเป็นการประกวดถือว่าชนะที่หนึ่ง

ความสำคัญ

เมื่อถึงเทศกาล "ยี่เป็ง" ชาวบ้านที่นับถือพระพุทธศาสนาจะทำโคมลอยไปถวายวัดเพื่อเป็นพุทธบูชาหรือบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ วันอื่น เดือนอื่นไม่นิยมทำกัน

สาระ
การปล่อยโคมลอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในประเพณียี่เป็งของชาวลำพูน เป็นที่รวมแห่งศรัทธาสามัคคีของชาวบ้านกับชาววัด นอกจากนี้การทำโคมลอยยังถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง หากทำไม่ถูกสัดส่วนจะปล่อยไม่ขึ้น

3.8 ประเพณีตานสลากย้อม

ลักษณะความเชื่อ
เป็นการนำเอาหลักธรรมของพุทธศาสนามาใช้ในการดำรงชีวิตในภายหน้า โดยการสร้างความดีด้วยการให้ทาน และเป็นการฝึกหัดให้เด็กรู้จักเก็บหอมรอมริบ รู้จักมัธยัสถ์

ความสำคัญ
ประเพณีตานสลากย้อม เป็นประเพณีสำคัญของชาวยองที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล สลากย้อมนี้ ผู้ถวายทานมักเป็นหญิงสาวโสดบริสุทธิ์ กล่าวคือ หญิงสาวจะต้องเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้ ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยสาวเป็นเวลาแรมปี เมื่อได้เงินทองมากพอสมควรและเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ในคราวที่ตำบลที่อาศัยอยู่มีการทานสลาก หญิงสาวจะต้องเตรียมสลากย้อมไว้ทำบุญด้วย หญิงสาวผู้ใดที่ยังไม่ได้ทานสลากย้อมก็ยังไม่ควรแต่งงานมีครอบครัว ต่อเมื่อทานสลากย้อมแล้ว จึงจะมีครอบครัวได้ ชีวิตการครองเรือนก็จะมีความสุขความเจริญ

พิธีกรรม
การเตรียมสิ่งของถวายทาน หรือการดานั้น จะใช้เวลายาวนานกว่าการสลากภัตร ต้นสลากย้อมนิยมทำสูงประมาณ 5-6 วา ที่สุดของยอดต้นสลากนี้เขามักปักร่มกางกั้นไว้ ตามกลอนและเชิงชายของร่มจะห้อยไปด้วยสร้อยคอและเงินเหรียญประดับประดาอย่างงดงาม ลำต้นจะใช้ฟางมัดล้อมรอบเพื่อง่ายแก่การปักไม้สำหรับแขวนสิ่งของต่างๆ ตามแต่เจ้าภาพจะปรารถนา ถ้าสลากย้อมโดยสมบูรณ์จะต้องมีประวัติของเจ้าของสลาก อ่านให้คนทั้งหลายฟัง ด้วยการเขียนประวัติ จะต้องไปจ้างผู้มีความชำนาญในการแต่งกลอนพื้นเมือง ซึ่งเรียกว่า กะโลง (โคลง) เล่าถึงชีวประวัติของเจ้าของสลากย้อม และจะสอดแทรกคติธรรมหรือตลกขบขัน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง เมื่อแต่งดาเสร็จถึงวันตานสลากแล้วเขาจะช่วยกันหามแห่จากบ้าน ไปสู่วัดที่มีงานตานสลากภัตร ก่อนถวายทานแด่พระหรือสามเณรจะต้องหาคนมาอ่านกะโลง เมื่อจบเสร็จแล้วจึงประเคนสลากย้อมและรับพร เป็นอันเสร็จพิธี

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดลำพูน พ.ศ.2538 - 2553

GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, LAMPHUN PROVINCE:
1995-2010

หน่วย : ล้านบาท

สาขาการผลิต 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553p
  -1995 -1996 -1997 -1998 -1999 -2000 -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 (2010p)
ภาคเกษตร   2,670   3,217  3,039  2,521  3,120   3,195  3,823 4,169  5,041   5,796   8,371    8,121    8,028  11,632  10,460 17,344
เกษตรกรรม
การล่าสัตว์ และการป่าไม้
2,634 3,069 2,982 2,465 3,080 3,140 3,771 4,133 4,920  5,667 8,249 8,029 7,924 11,555 10,349 17,239
การประมง   36 147   57  56 41 54 52 36 121 129 122   92 104 77 111 105
ภาคนอกเกษตร 13,060 14,468 24,468 33,692 29,704 36,152 29,158 32,354 31,770 34,780 38,556 41,941 43,347 43,521 38,553 46,736
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 1,295 1,075 1,192 1,043 1,011   774 672 575 822     352 145 209 153 208 472 344
การผลิตอุตสาหกรรม 5,004 5,813 14,113 22,252 18,728 24,192 17,867 20,212    19,385 21,966 23,742 26,582 27,524 26,744 21,482 27,978
การไฟฟ้า ก๊าซ
และการประปา
    424  460 523  648 617 733     727    743 780 903 1,044 1,196 1,289 1,291 1,428 1,507
การก่อสร้าง 738  875    764   369  459 737 654 871 1,135 1,118 1,572 1,578 1,514 1,417 1,266 1,082
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ใน
ครัวเรือน
2,082 2,309 3,604 4,701 3,969 4,539 4,018 4,225 3,624 3,895 4,553 4,527 4,731 5,104 4,681 6,468
โรงแรมและภัตตาคาร       23      30   43     53     51 51  66   64 55  68 72 80   76      59 61 73
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม     380 394   423   429 428 441 490 527 612 597 578 606 607 596 597 556
ตัวกลางทาง
การเงิน
 597    647    683    632   469 487 522 586 589 652 803 922 1,072 1,212 1,262 1,282
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ    641  742    833   964 1,168 1,217 1,155 1,286 1,309 1,344 1,336  1,417 1,336 1,715 1,886 1,811
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ    603  665 750 853  949 1,096 1,128 1,225 1,358   1,480 1,865 1,647 1,610 1,507 1,570 1,628
การศึกษา     907 979 1,038 1,188  1,241 1,235 1,227 1,334 1,340 1,501 1,776 1,964 2,201 2,360 2,498 2,618
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์    219 315 329 384     424 440 422  495  510 576 670 819 875 932 955      1,002
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 135  156 162     162     179     198   197 195   241   309 381 375  339 346 354 343
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 10    11       12       12         11       12    13       14          9    19    19      19       18     28     42 42
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 15,730 17,685 27,507 36,213 32,824 39,346 32,981 36,523 36,811 40,577 46,927 50,062 51,375 55,154 49,013 64,080
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 37,267 41,865 65,107 85,673 77,611 93,301 77,978 86,054 86,403 94,862  109,234  116,084  118,746  127,165  112,789  147,213
ประชากร
(1,000 คน)
422  422  422  423  423  422  423  424  426  428  430  431  433  434  435   435

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดลำพูน พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, LAMPHUN PROVINCE: 2002 - 2011

หน่วย : คน

สถานภาพแรงงาน   2545
(2002) 
 2546
(2003) 
 2547
(2004) 
 2548
(2005) 
 2549
(2006) 
 2550
(2007) 
 2551
(2008) 
 2552
(2009) 
 2553
(2010 
 2554
(2011) 
 รวม                     
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  357,068 359,852 363,962 334,239 301,966 301,011 329,240 360,047 362,349 363,739
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 271,021 280,255 287,411 259,612 230,301 230,903 250,813 277,139 276,067 277,336
  ผู้มีงานทำ  264,814 274,827 282,499 256,556 228,069  227,686 247,762 274,263 274,122 275,634
  ผู้ว่างงาน      4,040 4,592 4,292 2,892 2,164 3,070  2,954 2,804 1,925 1,331
  ผู้ที่รอฤดูกาล   2,168        835         620     165 68   148 97         72   21  372
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน     86,047  79,597 76,551 74,627 71,666 70,108 78,428 82,908 86,282 86,402
ชาย 
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  182,910 184,422 186,587 168,870 149,654 148,937 161,516 175,589 176,796 177,441
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  149,739 154,694 156,281 139,497 121,485 121,353 130,958 142,403 141,600 144,515
  ผู้มีงานทำ  145,911 151,551 153,020 137,906 119,941 119,590 129,401 140,924 140,369 143,559
  ผู้ว่างงาน   2,687  2,792   2,795 1,574  1,475 1,657 1,509 1,427 1,232     754
  ผู้ที่รอฤดูกาล    1,141     350    467       17   68 106 48   52 -    201
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน  33,171 29,729 30,306 29,373 28,168 27,583 30,558 33,186 35,196 32,926
หญิง 
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  174,158 175,430 177,375 165,370 152,313 152,075 167,724 184,459 185,554   186,298
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  121,283 125,562 131,130 120,115 108,816 109,550 119,855 134,737 134,467 132,821
  ผู้มีงานทำ  118,904 123,277 129,479 118,649 108,128 108,095 118,362  133,340 133,753 132,075
  ผู้ว่างงาน  1,353     1,800 1,498   1,318 688 1,413  1,445     1,377        693       576
  ผู้ที่รอฤดูกาล     1,027     485    154    148    -     42      49 20  21  170
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน    52,876 49,869 46,246   45,255 43,497 42,524 47,869 49,722 51,086 53,476

 

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

1. ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

2. คำขวัญประจำจังหวัด

3. ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

4. ประวัติ         

สำนักงานจังหวัดลำพูน 

http://www.khonthai.com/Vitithai/lamphun.html

http://www.lamphun.go.th/intro.php?topicid=1

5. ข้อมูลทั่วไป   

   5.1 ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

   5.2 อาณาเขต

   5.3 ลักษณะภูมิประเทศ

   5.4 ลักษณะภูมิอากาศ

  5.5 จำนวนประชากร

 

สำนักงานจังหวัดลำพูน

สำนักงานสถิติจังหวัดลำพูน

ประกาศสำนักทะเบียนกลาง  กรมการปกครอง

 

http://www.lamphun.go.th/intro.php?topicid=2 

http://lamphun.nso.go.th/nso/project/search_option/index.jsp?province_id=59&depcode=23&gcode=01&ccode=01&subcode=01

http://lamphun.nso.go.th/nso/project/search_option/index.jsp?province_id=59&depcode=23&gcode=01&ccode=02&subcode=01

http://www.dopa.go.th/stat/y_stat51.html

6. การปกครอง  

   6.1 การแบ่งเขตการปกครอง

   6.2 หัวหน้าส่วนราชการ

   6.3 หน่วยงานบริหารราชการ

 

สำนักงานจังหวัดลำพูน

 

 

 

http://www.lamphun.go.th/intro.php?topicid=3

http://www.lamphun.go.th/admin.php

7. การเลือกตั้ง

    7.1 การเลือกตั้งสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎร

    7.2 การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 

   รัฐสภาไทย

 

http://mp.parliament.go.th/map2550/map_north.htm

http://www.senate.go.th/profile/main.php?url=history&senator=a3c65c2974270fd093ee8a9bf8ae7d0b

8. สภาพทางสังคม

    8.1 ศาสนา

   8.2 ประเพณี

 

สำนักงานสถิติจังหวัดลำพูน

 

http://lamphun.nso.go.th/nso/project/search_option/index.jsp?province_id=59&depcode=03&gcode=03&ccode=01

http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north/view.asp?id=0280

http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north/view.asp?id=0281

http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north/view.asp?id=0282

http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north/view.asp?id=0283

http://www.prapayneethai.com/th/rite/north/view.asp?id=0311

http://www.prapayneethai.com/th/rite/north/view.asp?id=0312

http://www.prapayneethai.com/th/belief/north/view.asp?id=0341

http://www.prapayneethai.com/th/belief/north/view.asp?id=0342

9. เศรษฐกิจ

10. ข้อมูลแรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ

(สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

16. การท่องเที่ยว           

ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทย และจังหวัด          

http://www.moi.go.th/MOIWEB/jsp/report/MRPN3003_product.jsp


  

 

JoomSpirit