แม่ฮ่องสอน

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดแม่ฮ่องสอน

1-13

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน

รูปช้างในท้องน้ำ หมายถึง การฝึกช้างป่าให้รู้จักการบังคับบัญชาในการรบและงานด้านต่าง ๆ ส่วนสาเหตุที่ใช้รูปช้างในท้องน้ำเป็นตราประจำจังหวัดนั้น ก็เพราะเป็นที่มาของการตั้งเมืองแม่ฮ่องสอน โดยเริ่มจากการที่เจ้าแก้วเมืองมาออกจับช้างให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2368 - 2389) และได้รวบรวมชายไทยใหญ่ให้มาตั้งบ้านเมืองเป็นหลักแหล่งขึ้น 2 แห่ง มีหัวหน้าเป็นผู้ปกครอง คือ ที่บ้านปางหมู และบ้านแม่ฮ่องสอน สาเหตุที่เรียกว่า แม่ฮ่องสอน ก็เพราะว่าได้มาตั้งคอกฝึกช้าง ณ บริเวณลำห้วยแห่งนี้นั่นเอง

คําขวัญ

"หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง"

ต้นไม้และดอกไม้ประจําจังหวัด

ต้นไม้ประจำจังหวัดคือ ต้นจั่น ปี้จั่น หรือ กระพี้จั่น เป็นต้นไม้พระราชทาน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัดคือ ดอกบัวตอง หรือชื่ออื่นในภาษาถิ่นว่า พอหมื่อนี่ ทั้งนี้ ดอกบัวตองจะบานเต็มท้องทุ่งในบริเวณดอยแม่อูคอราวช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทุ่งดอกบัวตองที่บานสะพรั่งนี้มีความงดงามจนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศให้เข้าเยี่ยมชมปีละจำนวนมาก จนทุ่งบัวตองกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

2-11 8-3
                                      รูปที่ 2 ต้นจั่น                               รูปที่ 3 ต้นจั่น
3-12 4-10
                                      รูปที่ 4 ดอกจั่น                              รูปที่ 5 ดอกบัวตอง

 

ก่อนที่เจ้าแก้วเมืองมาจะเข้ามาตั้งบ้านเรือนขึ้นมาใหม่ เมืองแม่ฮ่องสอนเป็นเมืองที่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว จากหลักฐานที่ค้นพบ เช่น หลุมฝังศพและซากบ้านร้างซึ่งพบกันแถวบริเวณที่เป็นหอประชุมเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชนเผ่าลั๊วะ หรือละว้า ส่วนสาเหตุของการอพยพออกไปนั้น คาดว่าเป็นเพราะเกิดไข้ป่าหรือมีการรบรากันขึ้น จนพวกที่เหลือต้องอพยพไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่า

สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองแม่ฮ่องสอนเดิมเป็นชุมชนบ้านป่า ไม่มีผู้ใดปกครอง มีชาวไทยใหญ่บางส่วนจากชายแดนประเทศสหภาพพม่าอพยพเข้ามาทำมาหากิน ความสำคัญในสมัยนั้นเป็นเพียงทางผ่านของกองทัพพม่าที่เดินทัพไปยังกรุงศรีอยุธยาหรือหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2374 (ตามตำนานเมืองแม่ฮ่องสอน) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยาเชียงใหม่มหาวงศ์ ซึ่งต่อมาได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าเป็น พระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี ทราบว่าทางตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งก็คือดินแดนที่เป็นหัวเมืองแม่ฮ่องสอนในปัจจุบันมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง ป่าทึบ และเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะช้างป่าที่ชุกชุมมาก จึงมีบัญชาให้เจ้าแก้วเมืองมา ผู้เป็นญาติ เป็นแม่กองนำไพร่พลนำช้างต่อหมอควาญ ออกไปสำรวจความเป็นไปของเหตุการณ์ชายแดนด้านตะวันตก พร้อมให้จับช้างป่ามาฝึกสอนใช้งานต่อไป

เจ้าแก้วเมืองมารวบรวมไพร่พลช้างต่อและหมอควาญช้างออกเดินทางจากเมืองเชียงใหม่มุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือเข้าสู่หมู่บ้านเวียงปายหรืออำเภอปายในปัจจุบัน เมื่อถึงแม่น้ำปายก็พบชุมชน เล็ก ๆ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก เป็นคนไตหรือไทยใหญ่ บริเวณหมู่บ้านติดแม่น้ำปายมีป่าที่ราบว่างเปล่ามากมาย เห็นว่าทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านนี้ดีมาก สามารถขยายให้เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตได้ในภายหน้าและที่อยู่ใกล้บ้านยังมีดินโป่งเป็นแห่ง ๆ มีหมูป่าลงมากินดินโป่งชุกชุมมาก เหมาะสำหรับตั้งเป็นหมู่บ้านเป็นอย่างดี เจ้าแก้วเมืองมาจึงรวบรวมผู้คนที่อยู่กระจัดกระจายให้มาอยู่รวมกัน จัดให้มีการคัดเลือกนายบ้านเรียกว่า "เหง" จนได้ "นายพะก่าหม่อง" คนไทยใหญ่เป็นเหง (กำนันปกครองหมู่บ้านและให้ชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านโป่งหมู" ) ต่อมากลายเป็นบ้านปางหมู ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้นเจ้าแก้วเมืองมาพร้อมกับพะก่าหม่องได้เดินทางต่อขึ้นไปทางทิศใต้ นำช้างที่คล้องไปจำนวนหนึ่ง เดินทางมาถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนปัจจุบัน เห็นว่าเป็นที่เหมาะสมดี มีลำน้ำไหลผ่านจากทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตกลงสู่แม่น้ำปายและยังมีลำธารไหลขนานทางทิศเหนืออีก เหมาะที่จะตั้งเป็นที่ฝึกสอนช้างและตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน จึงตั้งคอกฝึกสอนช้างริมลำน้ำนั้น และกลายเป็นหมู่บ้านไทยใหญ่อีกแห่งหนึ่ง หลังจากที่เจ้าแก้วเมืองมาคล้องช้างได้มากพอควร ฝึกสอนอยู่จนเห็นว่าควรเดินทางกลับได้ จึงตั้งให้ "แสนโกม" บุตรเขยของพะก่าหม่อง เป็น "ก้าง" (ผู้ใหญ่บ้าน) ปกครองดูแลและตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า "บ้านแม่ร่องสอน" ต่อมาคำว่า "แม่ร่องสอน" ได้เพี้ยนมาเป็น "แม่ฮ่องสอน" ส่วนลำธารอีกแห่งหนึ่งทางทิศเหนือเรียกว่า "ลำน้ำปุ๊" เนื่องจากพบว่ามีน้ำผุดขึ้นมาจากดิน

บ้านแม่ร่องสอนเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับมา มีชนชาวไทยใหญ่อพยพเข้ามาอยู่มากขึ้น เนื่องจากระยะนั้นประมาณปี พ.ศ. 2399 เกิดจลาจลทางหัวเมืองไตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ต่อมาในปี พ.ศ. 2409 เกิดการรบกันในหัวเมืองไทยใหญ่ ระหว่างเจ้าฟ้าเมืองนายและเจ้าฟ้าโกหล่านแห่งเมืองหมอกใหม่ เจ้าฟ้าโกหล่านสู้ไม่ได้จึงได้อพยพครอบครัวมาอยู่กับแสนโกมที่บ้านแม่ร่องสอน

ถึงปี พ.ศ. 2417 บ้านแม่ร่องสอนกลายเป็นชุมชนใหญ่ มีผู้คนเข้ามาอาศัยจนเห็นว่าจะจัดตั้งเป็นเมืองขึ้นได้แล้ว "เจ้าอินทวิชายานนท์" เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงได้ตั้งให้ "ชานกะเล" ชาวไทยใหญ่เป็นเจ้าเมืองคนแรกมีบรรดาศักดิ์เป็น "พญาสิงหนาทราชา" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนใน พ.ศ. 2417 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5

ต่อมาปี พ.ศ. 2427 หลังจากทำนุบำรุงบ้านเมืองมาได้ 10 ปี พญาสิงหนาทก็ถึงแก่กรรม ผู้ที่ครองเมืองแม่ฮ่องสอนต่อมาคือ "เจ้านางเมี๊ยะ" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนอยู่ 7 ปี ได้นำความเจริญมาสู่เมืองแม่ฮ่องสอนเป็นอันมาก และถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ. 2434

เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนต่อมาคือ "ปู่ขุนโท้ะ" ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "พญาพิทักษ์สยามเขต" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนระหว่างปี พ.ศ. 2434-2448 ก็ถึงแก่กรรม

เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนต่อมาคือ "ขุนหลู่" บุตรของปู่ขุนโท้ะ ได้ปกครองแทนและได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "พญาพิศาลฮ่องสอนบุรี" ครองเมืองแม่ฮ่องสอนระหว่างปี พ.ศ. 2448-2484 ซึ่งต่อมาเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงไม่ได้มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองอีก

ทั้งนี้ เมื่อ พ.ศ. 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระยาศรีสหเทพปลัดทูลฉลอง กระทรวงมหาดไทยขึ้นมาตรวจราชการ ในหัวเมืองมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ปรึกษากับพระยาริศราชกิจ ข้าหลวงใหญ่เจ้าผู้ครองนครเมืองในมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ จัดระเบียบการปกครองใหม่ คือรวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม เมืองยวม (แม่สะเรียง) และเมืองปาย เข้าเป็นหน่วยปกครองเดียวกันเรียกว่า "บริเวณเชียงใหม่ตะวันตก" ตั้งที่ว่าการแขวง (เทียบเท่าเมือง) ที่เมืองขุนยวม โดยตั้งให้นายโหมดเป็นนายแขวง (แจ้งความเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 11 กรกฎาคม ร.ศ.119)

ใน พ.ศ. 2446 ย้ายที่ว่าการจากเมืองขุนยวมไปตั้งที่เมืองยวม (แม่สะเรียง) และเปลี่ยนชื่อจากบริเวณเชียงใหม่ตะวันตกเป็นบริเวณพายัพเหนือ ในปี พ.ศ. 2453 โปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองยวม และเมืองปาย ตั้งเป็นเมืองจัตวาขึ้นกับมณฑลพายัพ และย้ายที่ว่าการเมืองมาตั้งที่เมืองแม่ฮ่องสอนพร้อมกับโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรสุรราช (เปลื้อง) เป็นเจ้าเมือง (ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน) เป็นคนแรก พ.ศ. 2476 เลิกการปกครองที่เป็นมณฑลและตั้งเป็น "จังหวัดแม่ฮ่องสอน" บริหารราชการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ทางภาคเหนือไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างเส้นรุ้ง (ละติดจูด) ที่ 17 องศา 38 ลิปดา - 19 องศา 48 ลิปดาเหนือ และเส้นแวง (ลองติจูด) ที่ 97 องศา 20 ลิปดา - 98 องศา 39 ลิปดาตะวันออก ซึ่งห่างจากกรุงเทพมหานครมากที่สุดในภาคเหนือ มีระยะทางประมาณ 924 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 12,681.259 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,925,812.5 ไร่ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับ 7 ของประเทศ มีความยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร และกว้างประมาณ 95 กิโลเมตร

5-9 7-7-1
รูปที่ 6 ที่ตั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน รูปที่ 7 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

อาณาเขต

จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและประเทศใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือและทิศตะวันตก ติดต่อกับสหภาพเมียนมาร์ รวม 3 รัฐ คือ รัฐฉานตอนใต้ รัฐคะยา และรัฐคอทูเล โดยมีเทือกเขาถนนธงชัยตะวันตก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำเมย เป็นแนวพรมแดนกั้นระหว่างประเทศ
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยมีแม่น้ำยวมและแม่น้ำเงาเป็นแนวกั้นเขตจังหวัด
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่แตง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอด และ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเทือกเขาถนนธงชัยกลางและเทือกเขาถนนธงชัยตะวันออกเป็นแนวเขตจังหวัด

 

ทั้งนี้ ทุกอำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะมีแนวพรมแดนติดต่อกับสหภาพเมียนมาร์ รวมความยาวประมาณ 483 กิโลเมตร โดยเป็นพรมแดนที่เป็นพื้นดินประมาณ 326 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำประมาณ 157 กิโลเมตร (แยกเป็นแม่น้ำสาละวิน 127 กิโลเมตร และแม่น้ำเมย 30 กิโลเมตร)

ลักษณะภูมิประเทศ

พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน และยังคงเป็นป่าไม้ตามธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติประมาณ 6,976,650 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 88.02 ที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีทิวเขาเรียงตามแนวทิศเหนือ-ใต้ ขนานกัน ซึ่งมีทิวเขาที่สำคัญ คือ ทิวเขาแดนลาว อยู่ทางตอนเหนือสุดของจังหวัด เป็นแนวแบ่งเขตแดนประเทศไทยกับประเทศพม่าสหภาพพม่า และทิวเขาถนนธงชัย ซึ่งประกอบด้วยทิวเขาเรียงขนานกัน 3 แนว คือ ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตก เป็นแนวเขตแดนไทย - สหภาพพม่า ทิวเขาทิศตะวันออกของจังหวัด เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอนกับเชียงใหม่ ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดเขาแม่ยะ อยู่บริเวณทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดในเขตอำเภอปาย ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2005 เมตร

 

ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น โดยในฤดูร้อนจะมีอากาศร้อนจัด อากาศหนาวจัดในฤดูหนาว และฝนจะตกชุกในฤดูฝน นอกจากนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังมีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาสูง มีพื้นที่อยู่บนที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้มีอุณหภูมิสูงในตอนกลางวันเนื่องจากถูกแสงแดด ส่วนในตอนกลางคืนจะได้รับอิทธิพลจากลมภูเขาทำให้อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อความร้อนในตอนกลางวันลอยตัวขึ้นปะทะกับความชื้นของอากาศ จึงทำให้เกิดหมอกปกคลุม โดยทั่วไปในตอนกลางคืนสภาพภูมิอากาศจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้ง 3 ฤดูกาล

    1. ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่ช่วงระหว่างกลางเดือนกุมภาพันธ์ - กลางเดือนพฤษภาคม จะมีอากาศร้อนอบอ้าว
    2. ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม - เดือนตุลาคม จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทำให้อากาศชุ่มชื้นฝนจะตกชุกมาก ซึ่งจะมีปริมาณมากที่สุดในเดือนสิงหาคม
    3. ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม - กลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและความกดอากาศสูงจากประเทศจีน อากาศจะหนาวเย็นมาก


ในปี พ.ศ.2551 จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 42.4 องศาเซลเซียสในเดือนเมษายน ขณะเดียวกันวัดอุณหภูมิต่ำสุดได้ 11.8 องศาเซลเซียสในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ระดับ 25.42 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยตลอดปีที่ 1,550 มิลลิเมตรและมีจำนวนวันที่ฝนตกอยู่ที่ 157 วัน

การแบ่งเขตการปกครอง

44 ตำบล (ไม่รวมตำบลจองคำ ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน) และ 415 หมู่บ้าน

6-11

 

1.อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน

2.อำเภอขุนยวม

3.อำเภอปาย

4.อำเภอแม่สะเรียง

5.อำเภอลาน้อย

6.อำเภอสบเมย

7.อำเภอปางมะผ้า

รูปที่ 8 อำเภอในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

 


หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกำธร ถาวรสถิตย์
รองผู้ว่าราชการจังหวัด

นายทวีศักดิ์  วัฒนธรรมรักษ์ และ นายธานินทร์  สุภาแสน

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นางสาวพัทธนันท์ ฉกรรจ์ศิลป์



หน่วยงานบริหารราชการ

ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง N/A หน่วยงาน
ส่วนราชการส่วนภูมิภาค N/A หน่วยงาน
ส่วนราชการท้องถิ่น ได้แก่
เทศบาลเมือง 1 แห่ง
เทศบาลตำบล 4 แห่ง
องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
องค์การบริหารส่วนตำบล 44 แห่ง

 

ลำดับ อำเภอ จำนวน (แห่ง)
ตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล อบต. หมู่บ้าน
1 เมืองแม่ฮ่องสอน 6 1 - 6 68
2 ขุนยวม 6 - 1 6 43
3 ปาย 7 - 1 7 62
4 แม่สะเรียง 7 - 1 7 77
5 แม่ลาน้อย 8 - 1 8 69
6 สบเมย 6 - - 6 58
7 ปางมะผ้า 4 - - 4 38
       รวม 44 1 4 44 415


ที่มา สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีเขตเลือกตั้ง 1 เขต มีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 1 คน

ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่

เขต 1 นายสมบัติ ยะสินธุ์ พรรค ประชาธิปัตย์

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั่วไป พ.ศ. 2551 มี ส.ว. ได้ 1 คน

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดแม่ฮ่องสอนผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ได้แก่ นายบุญส่ง โควาวิสารัช

ประชากร

ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีประชากรรวมจำนวนทั้งสิ้น 244,048 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชายจำนวน 125,240 คน และเพศหญิงจำนวน 118,808 คน

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดนับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือศาสนาคริสต์ และอื่นๆ โดยจำนวนศาสนสถานและบุคลากรทางศาสนามีดังนี้

อำเภอ จำนวน (แห่ง) จำนวน (รูป)
วัด สำนักสงฆ์ โบสถ์คริสต์ มัสยิด พระภิกษุ สามเณร
เมืองแม่ฮ่องสอน 38 - 42 1 179 -
ขุนยวม 42 - 30 1 64 -
ปาย 25 11 8 1 42 -
แม่สะเรียง 33 - 57 1 105 -
แม่ลาน้อย 8 - 28 - 61 -
สบเมย 15 - 26 - 27 -
ปางมะผ้า 7 21 6 1 55 64
รวม 168 32 197 5 533 64

 

ที่มา สำนักงานสถิติจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ประเพณี

ชื่องาน/ประเพณี

รายละเอียด/กิจกรรม ช่วงเวลา สถานที่
ประเพณีปอยจ่าตี่

ประเพณีปอยจ่าตี่หรืองานประเพณีบูชาเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธเจ้า ทั้งนี้เพื่อสะเดาะเคราะห์และสร้างความเป็นสิริมงคล เพราะเชื่อว่าถ้าได้บูชาเจดีย์ทรายแล้ว เคราะห์กรรมในรอบปีนี้จะหมดไปและจะได้ความเป็นสิริมงคลสู่หมู่บ้าน สามารถประกอบการเกษตรได้ผลดีในปีนั้น

กิจกรรมภายในงาน

  • ร่วมก่อพระเจดีย์ทรายและตกแต่งให้สวยงาม บูชาด้วยทราย น้ำพัด ดอกไม้ ธูปเทียน ตุงหรือธง และจุดประทีปโคมไฟ ให้ความสว่างไสวเวลากลางคืน
  • ในวันจัดงานมีการทำบุญอุทิศถวายแด่พระพุทธเจ้า ถวายอาหารแด่พระสงฆ์ เลี้ยงอาหารผู้มาร่วมงาน ฟังพระธรรมเทศนา เสร็จแล้วมีการจุดบ้องไฟ
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (วันวิสาขบูชา) วัดประจำตำบลที่นับถือศาสนาพุทธเกือบทุกวัดในอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน
แห่จองพารา

เป็นประเพณีบูชาปราสาทพระของคนไตหรือชาวไทยใหญ่ที่เชื่อว่าถ้าได้จัดทำจองพาราหรือปราสาทพระรับเสด็จพระพุทธเจ้าที่บ้านของตน ครอบครัวจะอยู่เย็นเป็นสุข ได้บุญกุศลส่งผลไปถึงการประกอบอาชีพจะได้รับผลสำเร็จตลอดทั้งปี

กิจกรรมภายในงาน

  • เตรียมการทำจองพาราจากโครงไม้ไผ่ มีรูปทรงเป็นปราสาทติดด้วยกระดาษสา ประดับด้วยลายเจาะกระดาษหลากสีและโคมไฟ
  • วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ตั้งบูชาปราสาทพระไว้ที่หิ้งและจัดหาผลไม้มาห้อยไว้ที่พื้นหิ้งหรือเข่ง ประดับประทีปโคมไฟและผูกมัดต้นกล้วย ต้นอ้อย ไว้ที่มุมหิ้งหรือเข่ง
  • รุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตรงกับวันออกพรรษา จัดทำกระทงข้าว ขนมหวานและผลไม้ ไปถวาย จุดธูปเทียนบูชา และอัญเชิญพระพุทธเจ้าให้เสด็จมาประทับที่ปราสาทพระ
  • เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวตลอด 7 เมื่อ ครบ 7 วันจะเก็บหรือทิ้งไว้ก็ได้
  • มีการประกวดขบวนแห่ สำหรับในเขตเทศบาล
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนและวัดปางหมู ต.ปางหมู
เลี้ยงผีเจ้าเมือง

การเลี้ยงผีเจ้าเมืองเป็นพิธีกรรมแสดงความเคารพและตอบแทนที่ผีเจ้าเมืองช่วยปกป้องดูแลคนในหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุขในรอบปี โดยทุกหมู่บ้านจะสร้างศาลเจ้า หรือหอเจ้าเมืองพร้อมกับการตั้งหมู่บ้าน ในหนึ่งปีชาวบ้านจะจัดการเลี้ยงใหญ่ผีเจ้าเมืองเพื่อเป็นสิริมงคลแก่หมู่บ้านหนึ่งครั้ง

กิจกรรมภายในงาน

  • ช่วงเช้าชาวบ้านจะเตรียมข้าว ไก่ต้ม หัวหมู ขนมหวาน สุรา ผลไม้ ดอกไม้ จัดใส่ถาดนำไปวางไว้ที่หอหรือศาลเจ้าหรือจัดโต๊ะวางหน้า ศาลเจ้า เมื่อได้เวลาผู้ทำพิธีเชิญจะประกอบพิธีชั่วครู่เจ้าเมืองก็จะลงเข้าทรงที่นั่ง แต่งตัวตามแบบเจ้าองค์นั้น ทานอาหาร ขนมหวาน ผลไม้ ดื่มสุรา พักผ่อน ฟ้อนรำ แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาร่วมงานซักถามและทำนายทายทักเหตุการณ์ต่างๆ ของหมู่บ้าน และรักษาผู้ที่ป่วยไข้เสร็จแล้ว ก็เปลี่ยนให้ผีเจ้าเมืององค์อื่นๆ ลงจนครบ
ขึ้น 15ค่ำ เดือน 9 ทุกชุมชนที่มีการตั้งศาลเจ้าเมือง
ปอยหลู่กองโหล

ปอยหลู่กองโหล คือ งานประเพณีบูชาฟืน เมื่อถึงเดือน 3 ของทุกปีจะเป็นช่วงอากาศหนาวเย็นมาก หากได้ทำบุญกองโหลหรือกองฟืนจุดให้ความอบอุ่นและสว่างไสวถวายแด่พระพุทธเจ้าเชื่อว่าจะได้บุญกุศลมาก

กิจกรรมภายในงาน

  • ก่อนวันงานชาวบ้านจะนำโหลหรือฟืนมาทำบุญที่วัด กองเป็นรูปเจดีย์ประดับประดาด้วยกระดาษสี ธง ส่วนยอดเจดีย์นิยมใช้ไม้สนทำเป็นยอด เพื่อทำให้จุดไฟติดง่าย
  • เมื่อถึงวันงานจะทำพิธีถวายแด่พระในเวลากลางคืน เสร็จแล้วจุดกองฟืนให้ไฟลุกสว่างไสว
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (วันมาฆบูชา) วัดต่างๆ ในเขตอำเภอปาย
ตานข้าวหย่ากู๊

พุทธศาสนิกชนชาวอำเภอแม่สะเรียงจะนำข้าวสาร (ข้าวเหนียว) น้ำอ้อย มะพร้าว ถั่วลิสงน้ำมันงา งา และน้ำมันพืชมารวมกัน แล้วจัดทำข้าวหย่ากู๊ ซึ่งมี 2 ชนิด คือ ข้าวหย่ากู๊แบบข้าวเหนียวแดงและข้าวหย่ากู๊แบบพม่า เมื่อทำเสร็จแล้วจะแบ่งส่วนหนึ่งไว้เพื่อนำไปถวายพระภิกษุ สามเณร นอกจากนี้ ชาวบ้านจะนำข้าวที่กวน

ไปตาน (ให้ทาน) แก่ประชาชนภายในหมู่บ้าน ในสมัยโบราณ การแห่ขบวนข้าวหย่ากู๊จะใช้เกวียนบรรทุก มีการประดับตกแต่งขบวนเกวียนอย่างสวยงาม และมีการละเล่นดนตรีพื้นบ้านแห่ไปตามถนนสายต่างๆ แต่ปัจจุบันนิยมใช้รถยนต์บรรทุก 4 ล้อแทนเกวียน

เดือนกุมภาพันธ์ อำเภอแม่สะเรียง
ปอยส่างลอง

"ปอยส่างลอง" เป็นงานประเพณีบวชลูกแก้วหรือบรรพชาสามเณรของชาวไทยใหญ่ โดยมีความเชื่อว่า ถ้าได้บวชให้ลูกของตนเป็นสามเณรจะได้อานิสงส์ 8 กัลป์ บวชลูกคนอื่นเป็นสามเณรได้อานิสงส์ 4 กัลป์ นอกจากนี้ งานปอยส่างลองยังจัดขึ้นเพื่อเป็นการสืบทอดประเพณีที่มีมาดั้งเดิมของชาวไทยใหญ่อีกด้วย

กิจกรรมภายในงาน

พิธีบวชลูกแก้วมี 2 วิธีคือ

แบบที่ 1 เรียกว่า แบบข่ามดิบเป็นวิธีการแบบง่าย ๆ คือ พ่อแม่จะนำเด็กไปโกนผมที่วัดหรือที่บ้าน เสร็จแล้วนุ่งขาวห่มขาว เตรียมเครื่องไทยทานอัฐบริขารไปทำพิธีบรรพชาเป็นสามเณรที่วัด เมื่อพระสงฆ์ประกอบพิธีให้ก็เป็นสามเณร

แบบที่ 2 เรียกว่า แบบส่างลอง เป็นพิธีที่จัดงานกันใหญ่โต นิยมแบ่งวันจัดงานเป็น 3 วัน คือ

  • วันแรก เรียกว่า วันรับส่างลอง ในตอนเช้านำเด็กที่โกนหัวแล้วไปแต่งชุดส่างลอง คล้ายกับเจ้าชายไทยใหญ่รับศีล จากนั้นก็แห่ไปขอขมาศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน ขอขมาพระสงฆ์ และญาติผู้ใหญ่จากนั้นนำส่างลองกลับไปพักผ่อนที่บ้านเจ้าภาพ
  • วันที่สอง เป็นวันแห่เครื่องไทยทานและส่างลองไปที่วัด จากนั้นจะมีการทำขวัญส่างลองและเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษมีอาหาร 12 อย่าง แก่ ส่างลอง ส่วนวันที่สาม เป็นวันบรรพชาสามสามเณร ตอนบ่ายแก่ๆ จะแห่ส่างลองไปที่วัดและทำพิธีบรรพชา นอกจากนี้ อาจมีจุดบั้งไฟเป็นการเฉลิมฉลองด้วย
ระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายน เกือบทุกตำบลที่มีชาวไทยใหญ่อาศัยอยู่และในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน
การกั่นตอ

กั่นตอ เป็นภาษาไทยใหญ่ แปลว่า ขอขมา การกั่นตอนิยมทำ 2 ครั้ง คือหลังวันสงกรานต์จะมีการกั่นตอครั้งหนึ่ง อีกครั้งเป็นช่วงออกพรรษา การกั่นตอนี้จะกั่นตอต่อพ่อแม่ก่อน จากนั้นจึงไปกั่นตอพระสงฆ์ และคนต่างหมู่บ้าน การกั่นตอหรือขอขมานี้ เป็นพิธีกรรมที่ยึดถือมานาน เพื่อสร้างความสามัคคีในครอบครัวและชุมชน ตลอดจนทำให้เกิดการยอมรับและการให้อภัยต่อกัน

กิจกรรมภายในงาน

  • เตรียมข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้าหรือของใช้ต่างๆ ที่เห็นว่าเหมาะสม จัดใส่ถาดหรือปิ่นโต พร้อมขมิ้นส้มป่อยนำไปมอบให้ผู้ที่เราขอขมากล่าวคำขอขมา รับฟังข้อคิดเห็นและคำอวยพร เสร็จแล้วนำน้ำขมิ้นส้มป่อยรดมือ ถือเป็นเสร็จพิธี
ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ยาวนานไปถึง 1-2 สัปดาห์ ทุกหมู่บ้าน และทุกชุมชน

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) แหล่งที่มารายได้ และรายได้ประชาชาติต่อหัว

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ตามราคาประจำปี

(GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES)

หน่วย : ล้านบาท

สาขาการผลิต 2547 2548 2549 2550p 2551p
ภาคเกษตร (Agriculture) 2,110 2,610 2,930 2,858 4,060
- เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้
  (Agriculture, Hunting and Forestry)
2,078 2,562 2,890 2,816 4,019
- การประมง (Fishing) 32 48 40 42 41
ภาคนอกเกษตร (Non-Agriculture) 5,260 5,403 5,916 6,573 6,973
- การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน (Mining and Quarrying) 59 49 43 52 49
- การผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing) 246 293 368 326 380
- การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา
  (Electricity, Gas and Water Supply)
93 89 96 103 111
- การก่อสร้าง (Construction) 489 359 383 753 864
- การขายส่ง การขายปลีก และการซ่อมแซมฯ
  (Wholesale and Retail Trade; Repair of Motor Vehicles, Motorcycles and
  Personal and Household Goods)
1,074 1,138 1,199 1,216 1,305
- โรงแรมและภัตตาคาร (Hotels and Restaurants) 125 136 164 182 195
- การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม
  (Transport, Storage and Communications)
368 357 384 391 409
- ตัวกลางทางการเงิน (Financial Intermediation) 165 172 218 223 248
- บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ
  (Real Estate, Renting and Business Activities)
434 452 480 482 465
- การบริหารราชการแผ่นดิน และการป้องกันประเทศฯ
  (Public Administration and Defence; Compulsory Social Security)
922 830 896 962 1,004
- การศึกษา (Education) 696 832 915 1,053 1,126
- การบริการด้านสุขภาพฯ (Health and Social Work) 356 452 520 585 579
- การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ
  (Other Community, Social and Personal Services Activities)
223 233 241 234 226
- ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล
  (Private Households with Employed Persons)
10 11 11 11 12
Gross Provincial Product (GPP) 7,370 8,013 8,846 9,431 11,032
GPP Per capita (บาท) 32,817 35,508 39,049 41,390 48,058

 

P : ตัวเลขเบื้องต้น

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

ที่มารายได้ของครัวเรือน

รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนจำแนกตามแหล่งที่มาของรายได้

ที่มาของรายได้ 2545 2549
รายได้ทั้งสิ้นต่อเดือน 6,696 6,544
ค่าจ้างและเงินเดือน 1,815 1,810
กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจ* 708 873
กำไรสุทธิจากการทำการเกษตร 1,598 1,223
เงินได้รับเป็นการช่วยเหลือ 777 577
รายได้จากทรัพย์สิน 112 86
รายได้ที่ไม่เป็นตัวเงิน** 15 1,956
รายรับที่เป็นตัวเงินอื่นๆ 1,670 18


* รวมค่าประเมินเช่าบ้านที่ครัวเรือนเป็นเจ้าของและอยู่เอง

** รวมค่าภาษี ของขวัญ เงินบริจาค เบี้ยประกัน เงินซื้อสลากกินแบ่ง และอื่น ๆ

ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ

อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ปี พ.ศ. อัตราการขยายตัวของ GPP สัดส่วนต่อ GRP
2549 2.4 1.2
2550 3.8 1.1


ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, MAE HONG SON PROVINCE: 2002 - 2011

หน่วย : คน

 สถานภาพแรงงาน  2545
(2002) 
2546
(2003) 
2547
(2004) 
2548
(2005) 
2549
(2006) 
2550
(2007) 
2551
(2008) 
2552
(2009) 
2553
(2010) 
2554
(2011) 
 รวม 
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  126,338 127,643 148,652 159,962    171,399    175,778 179,040 181,656 185,307 188,705
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  103,112 104,435 124,065 130,216 140,259 142,045 140,597 143,085 146,783 148,280
   ผู้มีงานทำ   100,477   98,286  119,866 128,014 138,268 135,457 135,363 141,038 143,126 147,215
   ผู้ว่างงาน   651      619     466 1,237       802     1,503      600 732 1,050    556
   ผู้ที่รอฤดูกาล  1,984  5,530 3,732     965        1,189 5,085 4,634   1,315 2,607   509
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน   23,226 23,208   24,587   29,746  31,140 33,733 38,443 38,571   38,523 40,425
ชาย 
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  65,608 66,296 77,224 87,106 97,225  99,769 96,836 93,317 95,186 96,913
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  57,154 58,204 68,409 74,948 84,117 85,376 81,687 80,510 80,387 80,215
   ผู้มีงานทำ  56,275 55,525 67,177 74,081 83,323 82,400 79,147 79,296 78,547 79,801
   ผู้ว่างงาน     396   379 227  468  221      934  190      191    716  240
   ผู้ที่รอฤดูกาล        484 2,300 1,006  399       574 2,042  2,351   1,024 1,125   174
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน    8,453 8,092   8,815       12,158     13,107      14,393 15,149     12,807 14,799 16,697
หญิง 
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป       60,731     61,348   71,428  72,856 74,174 76,009 82,204   88,339 90,121 91,793
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน        45,957    46,231 55,656      55,268      56,141  56,669    58,909   62,575     66,396 68,064
   ผู้มีงานทำ  44,202 42,761   52,690      53,932  54,945 53,057   56,217 61,743 64,580 67,414
   ผู้ว่างงาน      256      240 240    769    581   569   410  541 334 315
   ผู้ที่รอฤดูกาล  1,500 3,230  2,726   567 615  3,043 2,283  291 1,482    335
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน  14,773   15,117  15,772 17,588 18,033  19,340 23,295 25,764 23,724 23,728

 

งานประเพณีปอยส่างทอง หรืองานบวชลูกแก้ว

เป็นประเพณีตามธรรมเนียมชาวไทยใหญ่ จัดให้มีขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ตรงกับปิดเทอมฤดูร้อน โดยชาวบ้านจะตกลงกันกำหนดวันนัดหมายให้ลูกหลานได้บวชเรียนพร้อมๆกัน โดยผู้ที่จะบวชเณรจะมีการแต่งกายด้วยเครื่องประดับมีค่าอย่างสวยงาม และประกอบพิธีบวชที่วัดก้ำก่อ ตรงข้ามทางขึ้นพระธาตุดอยกองมู

"ประเพณีปอยส่างลอง" คือการบวชเณรของชาวไทใหญ่ คำว่าปอยส่างลองเป็นภาษาไทใหญ่ โดย "ปอย" หมายถึง งาน "ส่าง" เพี้ยนมาจาก สางหรือขุนสาง หมายถึง พระพรหม หรืออีกความหมายหนึ่งมาจากคำว่าเจ้าส่าง ซึ่งหมายถึงสามเณร ส่วนคำว่า "ลอง" มาจาก "อลอง" หมายถึง หน่อกษัตริย์ หรือราชบุตร

โดยรวมแล้วปอยส่างลองหมายถึงการบวชเณรโดยเลียนแบบพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก่อนออกผนวช ดังนั้นการกระทำทุกอย่างในช่วงที่เป็นส่างลองก็จะเสมือนว่าเป็นการปฏิบัติต่อกษัตริย์ ตั้งแต่การแต่งกายที่แต่งตามแบบกษัตริย์พม่าโบราณ นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อมีชายเชิงงอนปักดิ้นไหม ประดับด้วยเพชรนิลจินดาทั้งสร้อย กำไล และแหวน ศีรษะสวมชฎายอดแหลมหรือโพกด้วยผ้าแพรและประดับด้วยดอกไม้ จะไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องเดินเอง เพราะจะมี "ตะแปส่างลอง" หรือ"ตะแป" เป็นพี่เลี้ยงส่วนตัวคอยดูแลให้ส่างลองขี่คอไม่ยอมให้เท้าแตะดิน มีคนคอยกางร่ม หรือ "ทีคำ" หรือร่มทองคำกางกันแดดให้ ทั้งนี้คงเป็นกุศโลบายเพื่อไม่ให้ส่างลองซึ่งยังเป็นเด็กน้อยซุกซนจนได้รับอันตรายก่อนที่จะได้บวช

ปอยสางลอง-all

ชาวไทใหญ่เชื่อกันว่าการบวชส่างลองนั้นมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่กว่าการบวชพระ เพราะเด็กที่บวชนั้นยังมีจิตใจที่บริสุทธิ์ และการบวชส่างลองถือเป็นการสนับสนุนบุตรหลานได้บรรพชาในพุทธศาสนา พ่อแม่จึงยอมเสียสละสิ่งของเงินทองอันเป็นโลกียทรัพย์สนับสนุนให้บุตรหลานพบกับอริยทรัพย์ในพุทธศาสนา
ค่าใช้จ่ายในการบวชปอยส่างลองนั้นก็ไม่ใช่น้อยๆ ทำให้ครอบครัวคนยากจนที่มีลูกชาย แม้อยากบวชก็ไม่สามารถทำได้ ขณะเดียวกัน ครอบครัวฐานะดีแต่ไม่มีลูกชายให้บวชก็มีเช่นกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จึงเกิดมี "พ่อข่าม" "แม่ข่าม" หรือผู้ที่รับเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์ในการบวชให้แก่เด็กชายที่ไม่มีทุนทรัพย์แต่ต้องการบวชส่างลอง เรียกง่ายๆ ว่า ฝ่ายหนึ่งได้บวช ฝ่ายหนึ่งได้บุญ

หลังจากแต่งหน้าแต่งตัวเสร็จ ส่างลองจะต้องเข้าพิธีอีกหลายอย่างก่อนจะได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยจะมีพิธีต่างๆ เพื่อเตรียมตัวก่อนบวช 3 วัน การแต่งตัวในวันแรกถือเป็น "วันรับส่างลอง" จะมีพิธีการอาบน้ำเงิน อาบน้ำทอง แต่งหน้าแต่งตัวกันตั้งแต่เช้ามืดอย่างที่กล่าวมาแล้ว ก่อนที่ส่างลองทั้งหมดจะขึ้นขี่คอตะแปแห่ไปยังวัดหลวงเพื่อนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกราบคารวะขอขมาลาโทษศาลเจ้าเมือง รวมถึงต้องไปนมัสการพระผู้ใหญ่ในเมือง อีกทั้งในวันนี้ ส่างลองยังจะได้ไปเยี่ยมเยือนบ้านญาติเพื่อขอขมาลาโทษ ส่วนบ้านใดที่ส่างลองมาเยี่ยมก็จะถือว่าเป็นโชคเป็นบุญ จึงมีการเลี้ยงต้อนรับด้วยอาหารเครื่องดื่ม รวมทั้งมีการผูกข้อมือสู่ขวัญส่างลอง

วันที่สอง คือ "วันข่ามแขก" หรือวันรับแขก ซึ่งในวันนี้จะมีพิธีสำคัญคือพิธีการแห่ครัวหลู่ หรือการแห่เครื่องไทยธรรมและอัฐบริขารต่างๆ โดยบรรดาญาติพี่น้องและผู้ที่มีศรัทธาจะมาร่วมกันถือร่วมกันหามเครื่องไทยธรรมเดินนำหน้าขบวนส่างลองที่ขี่คอตะแป ส่วนบรรดาตะแปต่างก็เดินโยกย้ายไปตามจังหวะดนตรีของกลองและฆ้องที่บรรเลงอย่างคึกคัก ทำเอาส่างลองต้องใช้ความสามารถพิเศษในการทรงตัวบนคอของตะแป ส่างลองบางคนสนุกสนานยิ้มร่าอยู่บนคอตะแป แต่บางคนก็หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความจุกเมื่อตะแปเขย่าตัวแรงเกินไป

ขบวนแห่ครัวหลู่นี้เป็นขบวนใหญ่และจะเดินแห่วนรอบเมือง ตลอดทางจะมีผู้คนออกมาต้อนรับทักทายขบวนแห่ส่างลอง บางคนหยิบกล้องมาถ่ายรูป บางคนเตรียมข้าวตอกดอกไม้มาโปรยรับส่างลอง บางคนออกมาร่วมฟ้อนรำไปกับขบวนอย่างสนุกสนาน ไม่เพียงคนปายเท่านั้นที่สนุกสนานกับเทศกาลนี้ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติในเมืองปายก็ยังเข้ามาร่วมขบวนกันอย่างสนุกสนาน ต่างชี้ชวนกันดูและถ่ายรูปความน่ารักแปลกตาของส่างลอง หลายคนมาร่วมฟ้อนรำในขบวน และบางคนที่ประทับใจกับประเพณีนี้มากจนต้องขอมีส่วนร่วมเป็นตะแปรับเชิญแบกส่างลองขึ้นขี่คอร่วมขบวนด้วย ซึ่งภาพเหล่านี้ถือเป็นเสน่ห์ของเทศกาลปอยส่างลองของเมืองปายที่หาไม่ได้จากที่อื่น

นอกจากนั้น ในวันนี้ยังมีการการเลี้ยงอาหารส่างลองเต็มรูปแบบด้วยกับข้าว 32 อย่าง โดยพ่อแม่จะต้องป้อนข้าวและกับทั้ง 32 อย่างนี้ให้ครบ จากนั้นจึงให้ส่างลองกินข้าวเองจนอิ่ม เหตุที่ต้องมีกับข้าว 32 ชนิด นั้นเชื่อว่าให้เท่ากับขวัญของคนเราซึ่งมี 32 ขวัญนั่นเอง ส่วนในช่วงค่ำนั้นจะมีอีกหนึ่งพิธีที่สำคัญ นั่นคือการทำพิธีเรียกขวัญส่างลอง คล้ายกับการทำขวัญนาค เพื่อเป็นการเรียกขวัญให้ศีลให้พรแก่ส่างลอง

และแล้วก็มาถึงพิธีอันสำคัญในวันสุดท้ายคือการบรรพชาเป็นสามเณร บรรดาส่างลองจะเปล่งวาจาขอบรรพชากับพระอุปัชฌาย์ ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มจากชุดกษัตริย์มาเป็นจีวร น่าแปลกที่เมื่ออยู่ในผ้าเหลือง ความซุกซนแบบเด็กๆ ของส่างลองก็เปลี่ยนมาเป็นความสงบนิ่ง สร้างความปลื้มปิติให้แก่พ่อแม่ได้อิ่มบุญกันถ้วนหน้า

งานประเพณีจองพารา

เป็นประเพณีออกพรรษาหรืองานปอยเหลินสิบเอ็ด จัดขึ้นในวันขึ้น13-14 ค่ำ เดือนสิบเอ็ดจะมีงานตลาดนัดทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้ชาวบ้านไปจับจ่ายเตรียมไปทำบุญที่วัดในวันขึ้น 15 ค่ำ ซึ่งในวันนั้นมีการตักบาตรเทโว การแห่จองพารา หรือปราสาทรับเสด็จพระพุทธเจ้า

งานเทศกาลชิมชาบ้านรักไท

จัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ บริเวณหมู่บ้านรักไท อำเภอเมือง เนื่องจากราษฎรมีอาชีพปลูกใบชา ดังนั้นทศกาลชิมชานี้ จึงจัดขึ้นเพื่อเป็น การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกชา และส่งเสริมการท่องเที่ยว

ประเพณีลอยกระทง หรืองานเหลินสิบสอง

จัดขึ้นในวันเพ็ญเดือนสิบสอง โดยชาวบ้านจะจัดทำกระทงเล็กๆ ไปลอยตามแม่น้ำ มีการประกวดกระทงใหญ่ที่หนองจองคำ ซึ่งเป็นหนองน้ำสาธารณะกลางเมือง มีการแสดงมหรสพรื่นเริง ตามบ้านเรือนจะมีการจุดประทีปโคมไฟสว่างไสว

งานเทศกาลดอกบัวตอง

209

จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ที่อำเภอขุนยวม ในงานมีการละเล่นและมหรสพพื้นเมืองและร่วมสมัย มีการประกวดธิดาบัวตอง การแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวไต และชาวไทยภูเขา การจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง การแข่งขันกีฬาชาวดอย

งานเมืองสามหมอก

จัดขึ้นทุกปีระหว่างวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ มีการออกร้านจากหน่วยงานราชการ เอกชนและองค์กรต่างๆ เพื่อเผยแพร่ผลงานของแต่ละหน่วยงานรวมทั้งการแสดงมหรสพรื่นเริง

ประเพณีสิบสองมนล่องผ่องไต

ประเพณีลอยกระทงไทยใหญ่ เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวไต ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีคติความเชื่อว่าเป็นการจัดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา และบูชาพระอุปคุต 8 องค์

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

1. ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

2. คำขวัญประจำจังหวัด

3. ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

4. ประวัติ         

สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

 

 

 

 

http://www.maehongson.go.th/logomhs.php

http://www.maehongson.go.th/history.php

 

5. ข้อมูลทั่วไป   

   5.1 ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

   5.2 อาณาเขต

   5.3 ลักษณะภูมิประเทศ

   5.4 ลักษณะภูมิอากาศ

  5.5 จำนวนประชากร

 

สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน 

สำนักงานสถิติจังหวัดแม่ฮ่องสอน 

ประกาศสำนักทะเบียนกลาง  กรมการปกครอง

 

http://www.maehongson.go.th/locate.php

http://www.maehongson.go.th/phumiair.php

http://maehson.nso.go.th/nso/project/search_option/index.jsp?province_id= 57

http://www.dopa.go.th/stat/y_stat51.html

6. การปกครอง  

   6.1 การแบ่งเขตการปกครอง

   6.2 หัวหน้าส่วนราชการ 

   6.3 หน่วยงานบริหารราชการ

 

สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

 

 

http://www.maehongson.go.th/control.php

http://www.maehongson.go.th/tumnueb.doc

http://www.maehongson.go.th/control.php

7. การเลือกตั้ง

    7.1 การเลือกตั้งสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎร 

    7.2 การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 

   รัฐสภาไทย

 

http://mp.parliament.go.th/map2550/map_north.htm 

http://www.senate.go.th/profile/main.php?url=history&senator=2838023a778dfaecdc212708f721b788

8. สภาพทางสังคม

    8.1 ศาสนา   

 

สำนักงานสถิติจังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

http://maehson.nso.go.th/nso/project/search_option/search_result.jsp

ประเพณีและวัฒนธรรม สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน 

http://www.maehongsonculture.com/culture_m.php

http://www.baanjomyut.com/76province/north/maehongsorn/travel.html 

http://www.manager.co.th/travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000047749 

9. เศรษฐกิจ

10. ข้อมูลแรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ

(สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

16. การท่องเที่ยว

ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทย และจังหวัด      

http://www.moi.go.th/MOIWEB/jsp/report/MRPN3003_product.jsp


  

 

JoomSpirit