น่าน

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดน่าน

f62e0124

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดน่าน


รูปโคอุศุภราชและพระธาตุแช่แห้ง โดยตามตำนานเล่าว่า เมื่อ พ.ศ.1911 พญาผาทองผู้ครองนครดำริจะสร้างเมืองน่านขึ้นใหม่  ทรงพระสุบินเห็นโคอุศุภราชวิ่งข้ามแม่น้ำน่านไปถ่ายมูลไว้รอบบริเวณเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วหายไป เมื่อตื่นบรรทมจึงเสด็จไปทอดพระเนตรเห็นมูลโคตกอยู่เป็นรูปสี่เหลี่ยมจริงตามพระสุบิน จึงถือเป็นศุภนิมิตรแล้วโปรดให้สร้างกำแพงเมืองไปตามรอยมูลโคนั้น ต่อมาปี พ.ศ. 2481 จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีริเริ่มให้มีการออกตราประจำจังหวัดต่าง ๆ ขึ้น จึงมีการปรับปรุงรูปโคอุศุภราช เสียใหม่ให้ดูสง่างาม และเพิ่มพระบรมธาตุเจดีย์ประดิษฐานไว้เหนือหลังโคอุศุภราช ซึ่งหมายถึงพระธาตุแช่แห้งอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง นอกจากนี้ ยังปรับปรุงลายช่อกนกประกอบพื้นช่องไฟให้งดงามมากยิ่งขึ้นด้วย

คําขวัญ

"แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง"

ต้นไม้และดอกไม้ประจําจังหวัด

2-8

6-8

รูปที่ 3 ดอกพญาเสื้อโคร่ง

7-6

รูปที่ 2 ต้นกำลังพญาเสือโคร่ง รูปที่ 4 ดอกไม้ประจำจังหวัด - เสี้ยวดอกขาว

 

เมืองน่าน ในอดีตเป็นนครรัฐเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่านและแม่น้ำสาขาในหุบเขาทางตะวันออกของภาคเหนือ ประวัติศาสตร์เมืองน่านเริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 ภายใต้การนำของพญาภูคา ศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา) เพราะปรากฏร่องรอยชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพระยาภูคาได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คน ไปสร้างเมืองใหม่ โดยขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และ ขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว ภายหลังขุนฟองถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรจึงได้ขึ้นครองเมืองปัวแทน ด้านพญาภูคาครองเมืองย่างมานานและมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน จึงให้เสนาอำมาตย์ไปเชิญ เจ้าเก้าเถื่อนเกรงใจปู่จึงยอมไปอยู่เมืองย่างและมอบให้ชายา คือนางพญาแม่ท้าวคำปิน ดูแลรักษาเมืองปัวแทน เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนจึงครองเมืองย่างสืบมา

ขณะที่เมืองปัวว่างจากผู้นำในช่วงที่เจ้าเก้าเถื่อนไปเป็นผู้ครองเมืองย่าง พญางำเมืองเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา จึงถือโอกาสขยายอิทธิพลเข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด จนนางพญาแม่เท้าคำปินพร้อมบุตรในครรภ์ต้องหลบหนีไปอยู่บ้านห้วยแร้งและคลอดบุตรชายได้ชื่อว่าเจ้าขุนใส ซึ่งต่อมาเติบใหญ่ได้เป็นขุนนางรับใช้พญางำเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางำเมืองจึงสถาปนาให้เป็นเจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราด ภายหลังมีกำลังพลมากขึ้นเจ้าขุนใสจึงยกทัพมาต่อสู้กับพญางำเมือง จนสามารถทำให้เมืองปัวหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา และได้รับการสถาปนาเป็นพญาผานองขึ้นครองเมืองปัวอย่างอิสระในปีพ.ศ. 1865 ถึง 1894 รวม 30 ปี จึงพิราลัย

ต่อมาในสมัยของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมืองปัวได้มีการขยายตัวมากขึ้น ตลอดจนมีความสัมพันธ์กับเมืองสุโขทัยอย่างใกล้ชิด จากพงศาวดารเมืองน่านกล่าวถึงพญาการเมืองว่า ได้รับเชิญจากเจ้าเมืองสุโขทัย (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัย (วัดอัมพวนาราม) ขากลับเจ้าเมืองสุโขทัยได้พระราชทานพระธาตุ 7 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ ให้กับพญาการเมืองมาบูชา ณ เมืองปัวด้วย พญาการเมืองได้ปรึกษาพระมหาเถรธรรมบาลจึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่บนภูเพียงแช่แห้ง พร้อมทั้งได้อพยพผู้คนจากเมืองปัวลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า ภูเพียงแช่แห้งในปี พ.ศ. 1902 โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง หลังจากพญาการเมืองถึงแก่พิราลัย โอรสคือ พญาผากองขึ้นครองเมืองแทน ต่อมาเกิดปัญหาความแห้งแล้ง จึงย้ายเมืองมาสร้างใหม่ที่ริมแม่น้ำน่านด้านตะวันตกบริเวณบ้านห้วยไค้ คือบริเวณที่ตั้งของจังหวัดน่านในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 1911 ในสมัยเจ้าปู่เข่งครองเมืองระหว่างปี พ.ศ. 1950 ถึง 1960 ได้สร้างวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพญาภู แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน พญางั่วฬารผาสุมผู้เป็นหลาน ได้สร้างต่อจนแล้วเสร็จและได้สร้าง พระพุทธรูปทองคำปางลีลา ปัจจุบันคือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร

ในปี พ.ศ. 1993 พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์นครเชียงใหม่ มีความประสงค์จะครอบครองเมืองน่าน และแหล่งเกลือบ่อมาง (ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ) ที่อุดมสมบูรณ์และหาได้ยากทางภาคเหนือ จึงได้จัดกองทัพเข้ายึดเมืองน่าน พญาอินต๊ะแก่นท้าวไม่อาจต้านทานจึงอพยพหนีไปอาศัยอยู่ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นมา ตลอดระยะเวลาเกือบ 100 ปี ที่เมืองน่านอยู่ในครอบครองของ อาณาจักรล้านนา ได้ค่อย ๆ ซึมซับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนามาไว้ในวิถีชีวิต โดยเฉพาะศิลปกรรมทางด้านศาสนาที่ปรากฏศิลปกรรมแบบล้านนาเข้ามาแทนที่ศิลปกรรมแบบสุโขทัยอย่างชัดเจน ดังเช่น เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง เจดีย์วัดสวนตาล และเจดีย์วัดพระธาตุช้างค้ำ แม้จะเหลือส่วนฐานที่มีช้างล้อมรอบ ซึ่งเป็นลักษณะศิลปะแบบสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงส่วนยอดเปลี่ยนเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาไปจนหมดสิ้น

ในระหว่างปี พ.ศ. 2103 - 2328 เมืองน่านได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่หลายครั้งและต้องเป็นเมืองร้าง ไร้ผู้คนถึง 2 ครา คือ ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2247 - 2249 ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ 2321 - 2344 จนในปี พ.ศ. 2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ ได้ลงมาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เพื่อขอเป็นข้าขอบขันทสีมา หลังจากขึ้นครองเมืองน่าน เจ้าอัตถวรปัญโญยังมิได้เข้าไปอยู่เมืองน่านเสียทีเดียว เนื่องจากเมืองน่านยังรกร้างอยู่ จึงต้องย้ายไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ คือ บ้านตึ๊ดบุญเรือง เมืองงั้ว (บริเวณอำเภอนาน้อย) เมืองพ้อ (บริเวณอำเภอเวียงสา) ภายหลังที่บูรณะซ่อมแซมเมืองน่านแล้วในปี พ.ศ. 2344 เจ้าอัตถวรปัญโญจึงขอพระบรมราชานุญาตกลับเข้ามาอยู่ในเมืองน่านตามเดิม

ในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมืองน่านมีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช เจ้าผู้ครองนครน่านในชั้นหลังทุกองค์ต่างปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความเที่ยงธรรม มีความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ได้ช่วยราชการบ้านเมืองสำคัญหลายครั้งหลายคราด้วยกัน นอกจากนี้เจ้าผู้ครองนครน่านต่างทำนุบำรุงกิจการพุทธศาสนาในเมืองน่านและอุปถัมภ์ค้ำจูนพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ มีการสร้างธรรมนิทานชาดก การจารพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลานนับเป็นคัมภีร์ได้ 335 คัมภีร์ นับเป็นผูกได้ 2,606 ผูก ซึ่งได้นำไปมอบให้เมืองต่างๆ ทั้งเมืองลำปาง เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย และเมืองหลวงพระบาง

ในปี พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้ เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ เลือนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น "พระเจ้านครน่าน" มีพระนามปรากฏตามสุพรรณปัฏว่า "พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศาธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์" เป็นพระเจ้านครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน ภายหลังที่ได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ จึงสร้างหอคำ (คุ้มหลวง) ขึ้นแทนหลังเดิม ซึ่งสร้างในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤิทธิเดชฯ และด้านหน้าหอคำมีข่วงไว้ทำหน้าที่คล้ายสนามหลวง สำหรับจัดงานพิธีต่างๆ ตลอดจนเป็นที่จัดขบวนทัพออกสู้ศึกและจัดขบวนนำเสด็จหรือขบวนรักแขกเมืองสำคัญ ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านถึงแก่พิราลัย ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครก็ถูกยุบเลิกตั้งแต่นั้นมา ส่วนหอคำถูกใช้เป็นศาลากลางจังหวัดน่านจนกระทั่งปี พ.ศ. 2511 จังหวัดน่านจึงมอบหอคำให้กับกรมศิลปากรสำหรับใช้เป็นสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านจนกระทั่งปัจจุบัน

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

จังหวัดตากตั้งอยู่ในภาคเหนือค่อนไปทางตะวันตกของประเทศไทย ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 15 องศา 50 ลิปดา 36 ฟิลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 99 องศา 7 ลิปดา 22 ฟิลิปดาตะวันออก อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล116.2 เมตร (วัดจากที่ตั้งศาลากลางจังหวัด) ห่างจากกรุงเทพมหานครตามระยะทางทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ประมาณ 426 กิโลเมตร จังหวัดตากมีพื้นที่ประมาณ 16,406.65 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 10,324,156.25 ไร่ ซึ่งเป็นจังหวัดทีมีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 2 ของภาคเหนือ รองจากจังหวัดเชียงใหม่

3-9 5-6-1
รูปที่ 5 ที่ตั้งจังหวัดน่าน                                      รูปที่ 6 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดน่าน

 

อาณาเขต

จังหวัดน่านมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและอำเภอต่างๆ ดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชียงฮ่อน - หงสา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดแพร่และจังหวัดอุตรดิตถ์
ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเชียงม่วน อำเภอปง และอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

 

ทั้งนี้ อาณาเขตทางทิศเหนือและทิศตะวันออกของจังหวัดน่านมีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นระยะทางยาวประมาณ 227 กิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศ

พื้นที่ของจังหวัดโดยทั่วไป มีลักษณะเป็นลูกคลื่นลอนชันเกิน 30 องศา ประมาณร้อยละ 85 ของพื้นที่จังหวัด ส่วนลูกคลื่นลอนลาดตามลุ่มน้ำจะปรากฏเป็นพื้นที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขาตามแนวยาวของลุ่มน้ำน่าน สา ว้า ปัว และกอน จังหวัดน่านมีทิวเขาหลวงพระบางและทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นทิวเขาหินแกรนิตที่มีความสูง 600 - 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทอดผ่านทั่วจังหวัด คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด โดยจังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าไม้และภูเขาประมาณ 3,467,500 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 47.94 ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมีจำนวน 2,813,980 หรือร้อยละ 39.24

 

ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดน่านมีสภาพภูมิประเทศโดยรอบเป็นหุบเขาและภูเขาสูงชัน ทิวเขาวางตัวในแนวเหนือใต้ ทำให้บริเวณยอดเขาสามารถรับความกดอากาศสูงที่แผ่มาจากประเทศจีนในฤดูหนาวได้อย่างทั่วถึงและเต็มที่ ขณะเดียวกันทิวเขาที่วางตัวเหนือใต้ก็ทำหน้าที่เสมือนกำแพงปิดกั้นลมมรสุมทางทิศตะวันออก นอกจากนี้ จังหวัดน่านยังมีระดับความสูงเฉลี่ยบนยอดเขาและความสูงเฉลี่ยที่ผิวแตกต่างกันมาก อีกทั้งพื้นที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้สภาพอากาศในตอนกลางวันได้รับอิทธิพลของแสงแดดเผาทำให้อุณหภูมิร้อนมาก ส่วนในตอนกลางคืนจะได้รับอิทธิพลของลมภูเขาพัดลงสู่หุบเขาทำให้อากาศเย็น

สำหรับลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดน่าน จะมีความแตกต่างกันไปตามฤดูกาล โดยอากาศจะร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนและหนาวเย็นในฤดูหนาว ส่วนในฤดูฝนจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดพาเอาความชุ่มชื้นมาสู่ภูมิภาคทำให้มีผลตกชุก โดยสามารถจำแนกสภาพอากาศออกเป็น 3 ฤดูกาลดังนี้

    1. ฤดูร้อน อยู่ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน ในช่วงนี้จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ทำให้มีสภาพอากาศร้อน
    2. ฤดูฝน อยู่ในระหว่างในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายนได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทำให้มีผลตกชุก
    3. ฤดูหนาว อยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ในช่วงนี้จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาเอาความหนาวเย็นสู่ภูมิภาค


ทั้งนี้ ในปี 2552 จังหวัดน่านมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 26.55 องศาเซลเซียส วัดอุณหภูมิต่ำสุดได้ในเดือนมกราคมที่ระดับ 6.70 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ระดับ 38.80 องศาเซลเซียส ส่วนปริมาณน้ำฝนทั้งหมดที่วัดได้ในปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 1,075.30 มิลลิเมตร และมีจำนวนวันที่ฝนตกทั้งหมด 107 วัน

การแบ่งเขตการปกครอง

98 ตำบล 889 หมู่บ้าน

4-7

1.อำเภอเมืองน่าน

2.อำเภอแม่จริม

3.อำเภอบ้านหลวง

4.อำเภอนาน้อย

5.อำเภอปัว

6.อำเภอท่าวังผา

7.อำเภอเวียงสา

8.อำเภอทุ่งช้าง

9.อำเภอเชียงกลาง

10.อำเภอนาหมื่น

11.อำเภอสันติสุข

12.อำเภอบ่อเกลือ

13.อำเภอสองแคว

14.อำเภอภูเพียง

15.อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

รูปที่ 7 อำเภอในจังหวัดน่าน

 

 

 

หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายวีรวิทย์  วิวัฒนวานิช
รองผู้ว่าราชการจังหวัด

นายเกษม  วัฒนธรรม และ นายสุรเดช  สุวรรณปากแพรก

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายสมชัย  กมลเทพเทวินทร์



หน่วยงานบริหารราชการ

ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง ไม่มีข้อมูล
ส่วนราชการส่วนภูมิภาค ไม่มีข้อมูล
ส่วนราชการท้องถิ่น ได้แก่
เทศบาลเมือง 1 แห่ง
เทศบาลตำบล 8 แห่ง
องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
องค์การบริหารส่วนตำบล 97 แห่ง

 

 

อำเภอ จำนวน (แห่ง)
หมู่บ้าน เทศบาล อบต. ตำบล
อำเภอเมืองน่าน 109 1 10 10
อำเภอแม่จริม 38 1 4 5
อำเภอบ้านหลวง 26 - 4 4
อำเภอนาน้อย 68 1 7 7
อำเภอบัว 105 1 12 12
อำเภอท่าวังผา 91 1 15 10
อำเภอเวียงสา 127 1 15 17
อำเภอทุ่งช้าง 40 1 4 4
อำเภอเชียงกลาง 60 1 4 6
อำเภอนาหมื่น 48 - 4 4
อำเภอสันติสุข 31 - 3 3
อำเภอบ่อเกลือ 39 - 4 4
อำเภอสองแคว 25 1 3 3
กิ่งอำเภอภูเพียง 60 - 7 7
อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 22 - 1 2
รวม 889 9 97 98


ที่มา ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดน่านมีเขตเลือกตั้ง 1 เขต มีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 3 คน

ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน ได้แก่

เขต 1 นางสิรินทร รามสูต พรรค เพื่อไทย
เขต 2 นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรค เพื่อไทย
เขต 3 นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ พรรค เพื่อไทย

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดน่านเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั่วไป พ.ศ. 2551 มี ส.ว. ได้ 1 คน

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่านผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ได้แก่ นายโสภณ ศรีมาเหล็ก

ประชากร

ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จังหวัดน่านมีประชากรรวมจำนวนทั้งสิ้น 476,612 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชายจำนวน 240,465 คน และเพศหญิงจำนวน 236,147 คน

ประชากรในจังหวัดน่านมีอยู่อย่างเบาบางเป็นอันดับ 4 ของประเทศ (40 คน ต่อตารางกิโลเมตร) อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายตามสภาพทางภูมิศาสตร์ บริเวณพื้นที่ราบ มักเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทย เช่น ไทยล้านนาและไทยลื้อ ส่วนบริเวณที่สูงตามไหล่เขาจะเป็นชุมชนของชนกลุ่มน้อยที่เรียกกันว่า ชาวเขา ได้แก่ ชาวม้ง เมี่ยน ลัวะ ขมุคำเมือง สำเนียงน่าน และรวมถึงชาวตองเหลืองที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสาด้วย ด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทำให้ผู้คนในจังหวัดน่านมีภาษาพูดที่หลากหลายด้วยเช่นกัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่มักจะพูดภาษาไทยถิ่นเหนือหรือพูด

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดนับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคือศาสนาคริสต์ และอื่นๆ โดย ศาสนสถานทั้งหมดในจังหวัดน่านมีจำนวน 461 แห่ง จำแนกเป็นวัด 355 แห่ง สำนักสงฆ์ 56 แห่ง และโบสถ์คริสต์ 50 แห่ง

ประเพณีที่สำคัญ

น่านเป็นจังหวัดที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและเก่าแก่มากจังหวัดหนึ่งของประเทศ ประกอบกับครั้งหนึ่งเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนา ทำให้มีการซึมซับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนามาไว้ในวิถีชีวิต นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของประชาชนในจังหวัดก็ส่งผลให้วัฒนธรรมประเพณีของชาวน่านมีความแตกต่างและคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ตามวิถีชีวิตของตน โดยประเพณีท้องถิ่นที่น่าสนใจของจังหวัดน่านมีดังนี้

1. ประเพณีแข่งเรือ

ประเพณีการแข่งเรือของจังหวัดน่าน เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ปฏิบัติสืบเนื่องต่อกันมาแต่ครั้งโบราณ นิยมแข่งขันกันในงานบุญและงานทอดกฐินส่วนการแข่งเรือนัดสำคัญๆ ของจังหวัดน่าน คือ การแข่งเรือในงาน "กฐินสามัคคี" เดิม ซึ่งปัจจุบันคืองาน "กฐินพระราชทาน" แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือประเภทสวยงามและประเภทความเร็ว การแข่งเรือในเทศกาลทอดกฐินของจังหวัดน่านจะจัดช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ถือว่าเป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่และเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงามยิ่งในจังหวัดภาคเหนือ อีกแห่งหนึ่งที่จัดให้มีการแข่งขันเรือเป็นประจำทุกปี คือ การแข่งเรือที่อำเภอเวียงสา ซึ่งจะมีการแข่งขันในเทศกาลทานก๋วยสลาก และเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้การแข่งเรือในตัวจังหวัด

ลักษณะของเรือเมืองน่าน มาจากตำนานการตั้งเมืองน่านว่า ท้าวนุ่น ขุนฟองซึ่งเป็นต้นเค้าของราชวงศ์ภูคา บรรพบุรุษของเมืองน่านเกิดจากไข่พญางูใหญ่ จึงมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษของชาวน่านกำเนิดมาจากพญานาค อีกประการหนึ่งมีความเชื่อว่าพญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีผลต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกร ดังนั้นการทำเรือแข่งเป็นรูปพญานาคจึงเป็นการบูชาคุณพญานาค เจ้าแห่งน้ำ และบรรพบุรุษของตนเอง ลักษณะของเรือแข่งของจังหวัดน่าน ลำเรือจะใช้ท่อนซุงทั้งท่อนขุดแบบเรือชะล่า แต่รูปร่างเพรียวเบา หัวเรือแกะเป็นรูปพญานาค หรืองูใหญ่ชูคอเป็นสง่า อ้าปากโง้ง หางเรือทำเป็นหางพญานาคงอนสูง ตลอดลำเรือสลักลวดลาย ลงรักปิดทอง ติดกระจกสี ติดพู่ห้อยตรงหัวเรือและท้ายเรือ ตรงคอต่อหัวเรือปักธงประจำคณะ

สำหรับพิธีกรรมในการแข่งเรือนั้น มีมากมายหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การหาไม้เพื่อขุดเรือ การทำพิธีก่อนโค่นต้นไม้ ก่อนขุดเรือ ก่อนนำเรือลงน้ำ และตอนแข่งขัน โดยผู้ที่ทำพิธีเหล่านี้ ได้แก่ พ่ออาจารย์ หรืออาจารย์วัด ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อระหว่างมนุษย์กับภูตผี

ทั้งนี้ ประเพณีการแข่งเรือจังหวัดน่าน เป็นประเพณีที่สืบเนื่องด้วยการทำบุญในพุทธศาสนา คือ การทานก๋วยสลา และการทอดกฐิน แสดงถึงความสามัคคีของชุมชน นอกจากนี้ กลวิธีในการเอาชนะคู่ต่อสู้ก็ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกอย่างหนึ่งที่ควรสืบทอดให้คงอยู่ต่อไป

2. ประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า (ประเพณีเข้ากรรมเมือง)

ประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า หรือ ประเพณีเข้ากรรมเมือง เป็นประเพณีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของชาวไทลื้อในอำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน โดยจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อได้เล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าหลวงเมืองล้าคือ เจ้าเมืองที่ปกครองเมืองล้าในดินแดนสิบสองปันนา เป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถและเป็นทั้งแม่ทัพนายกองของชาวไทลื้อเมืองล้าทั้งมวล ซึ่งต่อมาท่านได้สิ้นชีพิตักษัยในดินแดนสิบสองปันนา เพื่อเป็นการแสดงเคารพต่อ บรรพบุรุษ ชาวไทลื้อจึงจัดประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้าอันแสดงถึงความเชื่อความศรัทธาของชาวไทลื้อในการไหว้บรรพบุรุษ ตลอดจนเป็นการรวมญาติพี่น้องให้ได้มาพบปะกันทุกๆ 3 ปี เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของเผ่าชน

ในส่วนของพิธีกรรม เมื่อใกล้ถึงประเพณีเข้ากรรมเมือง ตัวแทนชาวไทลื้อทั้งสามหมู่บ้านได้แก่ บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง และบ้านดอนมูล จะมาประชุมกันเพื่อกำหนดพิธีการและมอบหมายหน้าที่การงานกัน ที่สำคัญอย่างยิ่งจะต้องมีการคัดเลือกบุคคลที่สืบเชื้อสายทางสายโลหิตของเจ้าหลวงเมืองล้า จำนวน 1 คน มาเป็นตัวแทนชาวไทลื้อทั้งหมด เรียกว่า "เจ้าเมือง" ส่วนใหญ่มักจะคัดมาจากชาวไทลื้อบ้านดอนมูล ซึ่งจะเป็นประธานในพิธีบวงสรวง และคัดเลือกชาวบ้านหนองบัวที่สืบเชื้อสายมาจากหมอเมืองอีก 1 คน หมอเมืองจะมีหน้าที่ป้อนอาหารในพิธีบวงสรวง เรียกว่า "เจ้ายั๊ก" หลังจากนั้นจะเลือกวันประกอบพิธีบวงสรวงโดยเลือกวันที่ดีที่สุดเรียกว่า "วันเฒ่า" สำหรับการเข้ากรรมเมืองจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 วัน ซึ่งแต่ละวันจะมีกิจกรรมดังนี้

วันแรกประมาณ 16.00 น ชาวไทลื้อทั้ง 3 หมู่บ้านจะปิดกั้นเขตแดน เข้า-ออก ของหมู่บ้านด้วย การปิด "ตาแหลว" (ใช้ไม้ไผ่สานคล้ายพัด) ประกาศห้ามคนในหมู่บ้านออกนอกเขตตาแหลว ห้ามติดต่อกับภายนอกหมู่บ้านเป็นเวลา 3 วัน และห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปในหมู่บ้านเช่นเดียวกัน ใครฝ่าฝืนจะถูกปรับไหมเป็นเงินทองแล้วแต่จะตกลงกัน เนื่องจากประเพณีนี้ จะเป็นประเพณีที่มีเฉพาะในหมู่ชาว ไทลื้อเชื้อสายเมืองล้าเท่านั้น จึงไม่ต้องการให้คนภายนอกล่วงรู้ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น ครั้นเมื่อถึงเวลาประมาณ 17.00 น ชาวบ้านจะแห่ "เจ้าเมือง" และ"หมอเมือง" ไปยังสถานประกอบพิธีแห่งที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบ้านหนองบัว โดยเจ้าเมืองและหมอเมืองจะพักอยู่ในที่พักที่จัดไว้ให้คนละหลัง ที่พักนี้สร้างขึ้นไว้สำหรับพิธีนี้โดยเฉพาะ เมื่อเสร็จพิธีแล้วต้องรื้อถอนทิ้งไป เมื่อถึงพิธีครั้งใหม่ก็จะสร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง ในบริเวณสถานที่ประกอบพิธีแห่งที่ 1 นี้ จะมีมหรสพสมโภชทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนที่นิยมเล่นกันมากที่สุดคือ "การขับลื้อ" นอกจากนี้ก็จะมีการละเล่นพื้นเมือง เช่น การเล่นมะกอน (โยนหมอนผ้าหรือลูกช่วง) การเล่นมะไข่เต่า การเล่นสะบ้า การขึ้นเสาน้ำมัน และตะกร้อลอดบ่วง เป็นต้น

วันที่สองเป็นวันที่ชาวไทลื้อถือกันว่ามีความสำคัญที่สุดในระหว่างการอยู่กรรมเมือง เพราะจะมีการประกอบพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้าที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ พิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเวลาหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว) โดยจะมีการแห่เจ้าเมือง หมอเมืองและสิ่งของที่ใช้สำหรับพิธีบวงสรวง ในขบวนแห่เจ้าเมือง หมอเมืองจะมีบ่าวหมอให้การอารักขาอย่างใกล้ชิด ขบวนแห่ดังกล่าวจะมุ่งตรงไปยังสถานที่ประกอบพิธีแห่งที่ 2 ซึ่งเรียกว่า "ปางเมือง" (ปัจจุบันคืออนุสาวรีย์เจ้าหลวงเมืองล้า) ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่ประกอบพิธีแห่งที่ 1 ประมาณ 100 เมตร โดยจะจัดขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่เพราะชาวไทลื้อทั้ง 3 หมู่บ้านจะพร้อมใจกันมาร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่งทุกครั้ง เจ้าเมืองจะแต่งกายสีแดงล้วน ก่อนที่ขบวนแห่จะเคลื่อนออกไป เจ้าเมืองกับหมอเมืองจะทำการทักทายกัน ณ บริเวณหน้าที่พักของเจ้าเมือง โดยทั้งคู่จะเหยียบตาบเหล็ก (เหล็กแผ่น) คนละแผ่น หมอเมืองจะทักขึ้นมาก่อนว่า"เจ้าเมืองฮ่องหมอเมืองมาสัง" (เจ้าเมืองเรียกหมอเมืองมาทำไม) เจ้าเมืองจะตอบว่า "สองปี๋ฮาม สามปี๋คอบ ขอบดังมน ผีเมืองถูกจ้า ด้ามเมืองถูกกิน หมอเมืองมาเฮือน ให้หมอนั่งตั่งหมองเมืองเซา " (สรุปความว่าประเพณีบวงสรวงได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ขอให้หมอเมืองขึ้นไปพักผ่อนบนบ้านก่อน) เมื่อขึ้นบนบ้านแล้ว"บ่าวหมอ" (คนใช้หมอเมือง) จะทำหน้าที่ป้อน หมาก เมี่ยง และของกินอื่นๆ แก่เจ้าเมือง เมื่อได้เวลาอันสมควรแล้วขบวนแห่จะเคลื่อนไปยังสถานที่แห่งที่ 2 เพื่อทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้าต่อไป สิ่งของที่จะนำมาบวงสรวงนั้นจะประกอบด้วยสัตว์ 4 เท้า และสัตว์ 2 เท้า สัตว์ 4 เท้า ได้แก่ วัว ควาย หมูดำ หมูขาวอย่างละ 1 ตัว ส่วนสัตว์ 2 เท้า ได้แก่ ไก่

ในระหว่างการเคลื่อนขบวน หมอเมืองจะแวะเซ่นบวงสรวงบริวารเจ้าหลวงเมือง คือ หิ่งช้างและ หิ่งม้า ซึ่งจะมีหออยู่สองหอโดยใช้ไก่เป็นๆ ทำการเซ่นสรวง จากนั้นขบวนจะเคลื่อนที่ต่อไปจนถึงสถานที่ประกอบพิธีแห่งที่ 2 เมื่อถึงบริเวณสถานที่ประกอบพิธีดังกล่าว เจ้าเมืองและหมอเมืองจะสักการะดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองหล้าก่อน จากนั้นจึงเซ่นสรวงบริวารของเจ้าหลวง จะมีหออยู่ทั้งหมด 32 หอ โดยใช้ไก่เป็นๆ หมอเมืองจะถอนขนไก่แล้วเอาข้าวสุกปั้นเป็นก้อนจิ้มลงไปที่ตัวไก่แล้ววางไว้ที่หอ ส่วนไก่นั้นจะโยนขึ้นเหนือศีรษะเพื่อปล่อยออกไป ช่วงนั้นจะมีการแย่งชิงไก่เพื่อนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว เสร็จแล้วจึงจะเป็นพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้าอันศักดิ์สิทธิ์ต่อไป ซึ่งจะต้องเซ่นสรวงด้วย สัตว์ 4 เท้า อันได้แก่ วัว ควาย หมูดำ หมูขาว สัตว์ดังกล่าวจะต้องผ่านพิธีลงดาบเสียก่อน แล้วจึงจะชำแหละเอาเนื้อมาเข้าเซ่นวิญญาณ ส่วนเนื้อที่เหลือลูกหลานชาวไทลื้อที่มาร่วมพิธีจะแบ่งปันกันไปประกอบอาหาร ซึ่งจะประกอบกันบริเวณใต้ถุนบ้าน ห้ามนำขึ้นไปประกอบบนบ้านโดยเด็ดขาด

วันที่สาม จะมีการเซ่นสรวงเทวดาอู ซึ่งหอเทวดาอูจะอยู่นอกบริเวณสถานที่ทั้งสอง ตอนบ่ายจะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเจ้าเมือง หมอเมืองกลับสู่หมู่บ้านของตนเอง หลังจากนั้นจะเปิดสิ่งปิดกั้นหมู่บ้านออกเรียกว่าการ"เปิดแหลว" หรือ "ต้างแหลว" จากนี้ไปชาวไทลื้อเชื้อสายเมืองล้าจะไปไหนมาไหนได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ชาวไทลื้อที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณบ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง ตำบลป่าผา และบ้านดอนมูล ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่านนั้น เชื่อว่าอพยพมาจากเมืองล้าแคว้นสิบสอง ปันนา โดยอพยพมาราว พ.ศ. 2394 สมัยพระญาวชิตวงศ์ (เจ้าอนันตวรฤทธิเดช) เจ้าผู้ครองนครน่าน ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยสาเหตุหนีภัยสงคราม

3. งานประเพณีหกเป็งนมัสการองค์พระธาตุแช่แห้ง

ประเพณีหกเป็งนมัสการองค์พระธาตุแช่แห้ง (ไหว้สาพระธาตุแช่แห้ง) เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่อดีต ในช่วงฤดูเทศกาลเพ็ญเดือน 6 (เหนือ) เจ้าผู้ครองนครน่าน พร้อมด้วยข้อราชบริพารจะพากันไปนมัสการพระธาตุแช่แห้ง โดยในวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 6 ขบวนแห่ของเจ้าเมืองน่านพร้อมด้วยคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจากชุมชนต่างๆ จะมาพร้อมกันที่บริเวณรอบๆ เนินภูเพียงแช่แห้ง จะมีพิธีทางศาสนา และกิจกรรมเฉลิมฉลอง เพื่อเป็นพุทธบูชา โดยมีการทำบุญ ตักบาตร เทศมหาชาติ บรรยายธรรม และมีการจุดบ๊อกไฟดอก (บั้งไฟ) ซึ่งมีลักษณะเป็นไฟพะเนียงพื้นบ้าน มีความสวยงามในยามราตรี เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ขบวนพุทธศาสนิกชนจะทำครัวตาน (เครื่องไทยธรรม) ในช่วงบ่ายจะมีการถวายเป็นพระพุทธบูชา โดยการจุดบ๊อกไฟดอก (บั้งไฟ) ขึ้น และมีการแสดงพระธรรมเทศนา เทศน์มหาชาติสืบเนื่องต่อจากวันขึ้นสิบสี่ค่ำ ซึ่งศาสนกิจดังกล่าวทั้งหมดนี้ ได้ปฏิบัติเป็นประเพณีของชาวจังหวัดนานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับกำหนดการกิจกรรมสำคัญจะประกอบด้วย ขบวนแห่เครื่องหลวงถวายสักการะพระธาตุ ขบวนแห่ครัวตาน และพิธีเวียนเทียน นอกจากนี้ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและมหรสพ รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ตลอดงานอีกด้วยด้วย ทั้งนี้ งานประเพณีหกเป็งนมัสการองค์พระธาตุแช่แห้งจะจัดขึ้น ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคมของทุกปี

4. ประเพณีตั้งธัมม์หลวง

ประเพณีตั้งธัมม์หลวง หรือ เทศน์มหาชาติ เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ประเพณีหนึ่งของจังหวัดน่าน จัดขึ้นในเดือนยี่เป็งหรือวันเพ็ญเดือนยี่ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 ของภาคกลาง เป็นช่วงเวลาปลายฝนต้นหนาว คือ ระยะเวลาต้นฤดูหนาวของภาคเหนือ สำหรับประเพณีเทศน์มหาชาติ ถือเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ตลอดจนความมั่นคงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เพราะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจทุกๆ ฝ่าย ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสจึงจะสำเร็จได้ ในช่วงดังกล่าวท้องนาจะเป็นสีเหลืองอร่ามเต็มท้องนาพร้อมจะเก็บเกี่ยวในเดือนถัดไปคือ เดือนธันวาคมหรือเดือนสามเหนืออันเป็นเวลาที่เกษตรกรชาวไร่ ชาวนา ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่รอคอยผลผลิตด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความหวัง ความสุข จึงมีเวลาว่างมากพอจะที่ทำบุญสุนทานด้วยความเต็มใจ จิตใจเบิกบานแจ่มใส มีเวลาที่จะประดิดประดอยหรือตกแต่งวัดวาอารามหรือเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ได้สวยงาม

ในส่วนของพิธีกรรมจะเริ่มแต่การจัดเตรียมทำโคมไฟ ธูป เทียน ช่อน้อย และตุง ประดับประดาบริเวณวัด การจัดทำซุ้มประตูป่า โดยทำจากทางมะพร้าวโค้งลงมาเป็นรูปซุ้มประตูแล้วประดับประดาด้วยรอกไม้และโคมไฟให้สวยงาม และทำเขาวงกตจำลองไว้ในบริเวณข่วงหรือลานวัด ส่วนภายในพระวิหารที่จะใช้เป็นสถานที่เทศน์มหาชาตินั้นก็จะประดับด้วยช่อ (ธงสามเหลี่ยมหลากสีขนาดเล็กๆ) ฉัตร ตุง ต้นกล้วย ต้นอ้อย ต้นข่า ทำราชวัตรและประตูป่าเพื่อสมมุติให้เป็นป่าหิมพานต์

ในสมัยโบราณการตั้งธัมม์เทศน์มหาชาติ หรือตั้งธัมม์หลวง บางแห่งมีต่อเนื่องกันไปจนถึง 7 วัน คือ ก่อนจะถึงการเทศน์มหาชาติก็จะเทศน์ธรรมชาดกเรื่องอื่นๆ ไปก่อน ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในหมวด ทศชาติปัญญาสชาดก เป็นต้น พอถึงวันสุดท้ายก็จะเทศน์ด้วยคัมภีร์ชื่อมาลัยต้น มาลัยปลาย และอานิสงส์มหาชาติ รุ่งขึ้นเวลาเช้ามืดก็จะเริ่มเทศน์ตั้งแต่กัณฑ์ทศพรไปเรื่อยๆ จนครบ ทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งมักจะไปเสร็จเอาพลบค่ำหรือมืด ซึ่งแล้วแต่สำนวนของผู้แต่งเทศน์มหาชาติแต่ละฉบับ หรือบางครั้งทั้ง 7 วันที่ทำพิธีตั้งธัมมธ์หลวงก็จะเทศน์เฉพาะเรื่องพระเวสสันดรชาดกเรื่องเดียว แต่คัดเลือกสำนวนที่นิยม เช่น สำนวนหิ่งแก้วมโนวอน ล้านช้างเวียงจันทร์ ไผ่แจ้เรียวแดง อินทร์ลงเหลามุกมุ่นซายคำ นกยองปลี พร้าวไกวใบ และสร้อยสังกอรณ์ เป็นต้น

สำหรับประเพณีที่นิยมตั้งธัมม์หลวงของจังหวัดน่าน ได้แก่ ประเพณีหกเป็งไหว้พระธาตุแช่แห้ง และประเพณีลอยกระทงเดือนยี่เป็งที่วัดมิ่งเมือง เป็นต้น ซึ่งการจัดตั้งธัมม์หลวงนั้นแบ่งได้ 2 แบบ คือ

    1. การเทศน์ประจำปี ซึ่งคณะศรัทธาวัดหรือชาวบ้านจะรวมกันเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ ทั้งหมด กรรมการวัดจะแบ่งปันกัณฑ์เทศน์ และพระหรือเณรในวัดจะเป็นผู้เทศน์
    2. แบบสืบชาตาอายุ โดยให้ผู้เกิดในปีต่างๆ เป็นเจ้าภาพ หรือฟังกันฑ์ต่างๆ เช่น กัณฑ์ที่ 1 กัณฑ์ทศพร สำหรับผู้ที่เกิดปีใจ้ (ปีชวด) มี 19 คาถา กัณฑ์ที่ 2 กัณฑ์หิมพานต์สำหรับผู้ที่เกิดปีเป้า (ปีฉลู) มี 134 คาถา และ กัณฑ์ที่ 3 ทานกัณฑ์ สำหรับผู้ที่เกิดปียี่ (ปีขาล) มี 209 คาถา เป็นต้น ส่วนกัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์ มี 48 คาถา เป็นกัณฑ์มงคลเพราะพระเวสสันดรกลับเมือง มีฝนโบกขรพรรษตกมาเป็นแก้วต่างๆ ให้ศรัทธาทั้งหลายรวมกันเป็นเจ้าภาพ

ทั้งนี้ มูลเหตุที่นิยมฟังเทศน์มหาชาตินั้น คงมีความเชื่อมาจากเรื่อง "มาลัยสูตร" กล่าวถึงพระมหาเถรมาลัยไปนมัสการพระเกศแก้วจุฬามณีในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วได้พบกับพระอริยเมตไตยเทวบุตร ผู้ซึ่งจะได้จุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ได้บอกกับมหาเถรมาลัยว่า ผู้ใดที่ประสงค์จะเกิดร่วมศาสนากับพระอริยเมตไตยนั้น จะต้องได้ฟังเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกให้ครบทั้ง 13 กันฑ์ ด้วยความเคารพอย่างสูงและบูชาด้วยธูปเทียนและประทีป โดยให้มีจำนวนตามคาถาประจำกัณฑ์นั้นๆ

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดน่าน พ.ศ.2538 - 2553

GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, NAN PROVINCE: 1995-2010

สาขาการผลิต 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553p
  -1995 -1996 -1997 -1998 -1999 -2000 -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 (2010p)
ภาคเกษตร 1,620 1,785 1,776 1,889 1,713 1,681 1,958 2,185 2,401 2,741 3,240 3,441 3,984 5,405 4,788 6,317
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 1,585 1,728 1,711 1,822 1,646 1,624 1,887 2,074 2,314  2,651 3,155 3,357 3,896 5,332 4,698 6,231
การประมง      36     57      64     67     67      58     71 112      87       90     85   84      88  73     90 86
ภาคนอกเกษตร 7,082 8,050 8,348 7,919 8,359 8,894 9,111 9,992 10,479 11,166 11,765 12,480 13,587 13,725 14,011 15,011
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน       47    84   100 71    89     59     74     84  95 109    128    159    151    150  172  173
การผลิตอุตสาหกรรม 700 784    779 700    763   867   967 1,103 1,464 1,513 1,205 1,125 1,252  1,266 1,055 1,103
การไฟฟ้า ก๊าซ
และการประปา
    132   138 155  185 169   169    170 172  188  196   197   214 215   210  267 278
การก่อสร้าง 1,350 1,575 1,495   743  785    782 873 1,139 1,008   867 885 850 1,040 1,071  968 946
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ใน
ครัวเรือน
943 1,121 1,138  952   982 981 1,081 1,114  1,173 1,244 1,307   1,348 1,474 1,642 1,797 2,055
โรงแรมและภัตตาคาร 73  71   76    62    92 110 100     93     93 107      87      69       67      67   68  80
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 237 265 266 278    311 305 370 381 413 456 488   497   499 527 542 636
ตัวกลางทางการเงิน    417 489  468     476   390 398 392    446  468 509 602 703 836 929 956 1,031
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ  475    568  662    806     973 1,003    956 1,058 1,109 1,136 1,210 1,583 1,774 1,821 1,867 1,822
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,060 1,166 1,290 1,474  1,631 1,977 1,935 2,074 2,076 2,273 2,427 2,404 2,372 1,883 1,959 2,362
การศึกษา 1,242 1,328 1,419 1,608 1,569   1,617 1,603 1,669 1,708 1,912 2,252 2,466 2,760 2,975 3,045 3,213
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์   275   315 345 400 431  436 397 467  455 530 679 753  833  833     909    960
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ   107   120  128   136 146 156  168 173 194 244 273 278 268  295 322 299
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล     23     26     27      27   28 34     27    20     36   71 25    32  45           56  83 53
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 8,702 9,835 10,124 9,807 10,072 10,576 11,069 12,178 12,881 13,908 15,005 15,921 17,571 19,130 18,799 21,328
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 19,392 21,899 22,155 21,272 21,652 22,592 23,456 25,637 26,983 29,022 31,202 32,991 36,252 39,287 38,428 43,406
ประชากร (1,000 คน) 449  449   457    461   465 468   472 475   477   479 481 483 485   487 489  491


จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดน่าน พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, NAN PROVINCE: 2002 - 2011

หน่วย : คน

สถานภาพแรงงาน   2545
(2002)
 2546
(2003) 
 2547
(2004) 
 2548
(2005) 
 2549
(2006) 
 2550
(2007) 
 2551
(2008) 
 2552
(2009) 
 2553
(2010) 
 2554
(2011) 
 รวม 
 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป   336,352 338,653 353,615 359,561  363,428 364,811 379,644 396,960 401,577 405,471
 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  250,469 240,145 248,890 260,807 273,431 279,392 283,217 297,941  302,518 314,303
        ผู้มีงานทำ  244,575 232,067 244,055 253,513 270,089 275,426 274,180 289,790 297,201 311,117
        ผู้ว่างงาน       4,711 5,469  3,828 5,017 2,053   3,405 3,694 7,118 4,056    2,466
        ผู้ที่รอฤดูกาล     1,184 2,610 1,007 2,277 1,289 561  5,343  1,034     1,261        720
 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน      85,882 98,508 104,724 98,754 89,997 85,419  96,427 99,019 99,059 91,168
 ชาย 
 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  171,841 173,051 180,707 186,435 191,101 191,824 194,772 198,999 201,398 203,300
 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  140,379 134,494 140,691 147,319 154,910 158,899 154,570 160,199 162,681 170,959
        ผู้มีงานทำ  136,191 130,752 138,934 143,012 152,952 156,564 149,151 156,772 160,291 169,588
        ผู้ว่างงาน  4,002   2,763 1,583 3,388  1,094 2,051 2,008 3,079 1,884   1,062
        ผู้ที่รอฤดูกาล        186     979     174      919     865     285     3,412 348    506   309
 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน   31,462 38,557 40,016   39,116  36,191  32,925    40,202 38,800 38,718 32,341
 หญิง 
 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป  164,511 165,603 172,907 173,126 172,327 172,987 184,873 197,962 200,179 202,171
 ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน  110,091 105,651 108,199 113,488 118,520 120,493 128,647 137,742 139,838 143,344
        ผู้มีงานทำ    108,384 101,315 105,121 110,501 117,138 118,862 125,029 133,018 136,910 141,529
        ผู้ว่างงาน  709 2,706 2,246   1,629    959 1,354 1,687  4,039  2,172 1,404
        ผู้ที่รอฤดูกาล  998 1,631   832    1,358  424 276 1,932    686      755 411
 ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน   54,420 59,951 64,708   59,638 53,806 52,494 56,226 60,220 60,341 58,827

 

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

1. ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

2. คำขวัญประจำจังหวัด

3. ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

4. ประวัติ         

สถาบันล้านนาศึกษา

 

สำนักงานจังหวัดน่าน

http://www.lanna.cmru.ac.th/North/nan1.php

http://www.nan.go.th/webjo/index.php?option=com_content&view=article&id=7&Itemid=28

http://www.nan.go.th/webjo/index.php?option=com_content&view=article&id=8&Itemid=29

http://www.nan.go.th/webjo/index.php?option=com_content&view=article&id=6&Itemid=27

5. ข้อมูลทั่วไป   

   5.1 ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

   5.2 อาณาเขต

   5.3 ลักษณะภูมิประเทศ

   5.4 ลักษณะภูมิอากาศ

   5.5 จำนวนประชากร

 

สำนักงานจังหวัดน่าน

ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด

ประกาศสำนักทะเบียนกลาง

กรมการปกครอง

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน

 

http://www.nan.go.th/webjo/index.php?option=com_content&view=article&id=1&Itemid=22

http://www.nan.go.th/webjo/index.php?option=com_content&view=article&id=2&Itemid=23

http://www.moi.go.th/portal/page?_pageid=193,626326,193_626382&_dad=portal&_schema=PORTAL

http://www.dopa.go.th/stat/y_stat51.html

http://www.industry.go.th/ops/pio/nan/Lists/general/Disp.aspx

6. การปกครอง  

   6.1 การแบ่งเขตการปกครอง


   6.2 หัวหน้าส่วนราชการ

   6.3 หน่วยงานบริหารราชการ

 

ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด

สำนักงานจังหวัดน่าน

ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด

 

http://www.moi.go.th/portal/page?_pageid=193,626326,193_626382&_dad=portal&_schema=PORTAL

http://www.nan.go.th/webjo/attachments/014_ทำเนียบ11%20ก.พ.53.doc.doc

http://www.moi.go.th/portal/page?_pageid=193,626326,193_626382&_dad=portal&_schema=PORTAL

7. การเลือกตั้ง

    7.1 การเลือกตั้งสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎร

    7.2 การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 

รัฐสภาไทย

 

http://mp.parliament.go.th/map2550/map_north.htm http://www.senate.go.th/profile/main.php?url=history&senator=65ded5353c5ee48d0b7d48c591b8f430

8. สภาพทางสังคม

    8.1 ศาสนา   

   8.2 ประเพณี

 

สำนักงานสถิติจังหวัดน่าน

สถาบันล้านนาศึกษา

กระทรวงวัฒนธรรม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

http://nan.nso.go.th/nso/project/search_option/search_result.jsp

http://www.lanna.cmru.ac.th/North/nan41.php

http://province.mculture.go.th/province/nan/default.html

http://thai.tourismthailand.org/festival-event/content-7236.html 

9. เศรษฐกิจ

10. ข้อมูลแรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ

(สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

16. การท่องเที่ยว           

ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทย และจังหวัด 

http://www.moi.go.th/MOIWEB/jsp/report/MRPN3003_product.jsp


  

JoomSpirit