อุดรธานี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดอุดรธานี

Seal Udon Thani

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดอุดรธานี

ตราจังหวัด กำหนดสัญลักษณ์ เป็นรูปท้าวเวสสุวันหรือท้าวกุเวร หมายถึงเทพยดาผู้คุ้มครองรักษาประจำทิศอุดรยืนถือกระบองเฝ้ารักษาเมือง (กรมศิลปากร ออกแบบตั้งแต่ พ.ศ.2483)

คำขวัญประจำจังหวัด

น้ำตกจากสันภูพาน อุทยานแห่งธรรมะ อารยธรรมห้าพันปี

ธานีผ้าหมี่ขิด แดนเนรมิตหนองประจักษ์ เลิศลักษณ์กล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

4-19 5-19
รูปที่ 2 ต้นเต็ง รูปที่ 3 ดอกทองกวาว

บ้านเชียงเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งค้นพบว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยและที่ฝั่งศพของคนก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะ เมื่อราว 5,000 กว่าปีมาแล้ว มีความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสูงมาแต่โบราณ ชาวบ้านเชียงโบราณเป็นชุมชนยุคโลหะที่รู้จักทำการเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ นิยมทำเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับจาก

สำริด ในระยะแรกและรู้จักใช้เหล็ก ในระยะต่อมา แต่ก็ยังคงใช้สำริดควบคู่กันไป ชาวบ้านเชียงโบราณรู้จักทำเครื่องปั้นดินเผาภาชนะสีเทา ทำเป็นลายขูดขีด ลายเชือกทาบและขัดมัน รู้จักทำภาชนะดินเผาลายเขียนสี รูปทรงและลวดลายต่าง ๆ และชาวบ้านเชียงโบราณยังรู้จักทำเครื่องจักสาน ทอผ้า มีประเพณีการฝังศพ ฝังสิ่งของ เครื่องใช้ อาหารรวมกับศพเป็นการอุทิศให้กับผู้ตาย สิ่งของที่เป็นโบราณวัตถุซึ่งได้จากการสำรวจรวบรวม และขุดค้นที่บ้านเชียงรวมแหล่งใกล้เคียง เช่น ขวาน ใบหอก มีด ภาชนะดินเผาทั้งที่เขียนสีและไม่เขียนสี และ ดินเผาลูกกลิ้งดินเผา แม่พิมพ์หินใช้หล่อเครื่องมือสำริด ทำจากหินทรายเบ้าดินเผา รูปสัตว์ดินเผา ลูกปัดทำจากหินสีและแก้วกำไล และแหวนสำริด ลูกกระสุนดินเผา ขวานหินขัดและได้พบเศษผ้าที่ติดอยู่กับเครื่องมือสำริด แกลบข้าวที่ติดอยู่กับเครื่องมือเหล็ก

ชุมชนบ้านเชียงในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นชุมชนเกษตรกรรมยุคโลหะ มีความเจริญก้าวหน้ามานานแล้ว สามารถแบ่งลำดับขั้นวัฒนธรรมสังคมเกษตรกรรมที่บ้าน เชียงออกเป็น 6 สมัย โดยกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์วิธีคาร์บอน 14 ว่า วัฒนธรรมสมัยที่ 1 หรือชั้นดินล่างสุดของบ้านเชียงมีอายุประมาณ 5,600 ปีมาแล้ว คนก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงในระยะแรกได้เลือกตั้งถิ่นฐานในบริเวณป่าที่ถูกถากถาง มีการ เลี้ยงสัตว์และล่าสัตว์ด้วย พอถึงสมัยที่ 4 เมื่อราว 3,600 ปีมาแล้วรู้จักใช้เครื่องมือ เหล็ก เลี้ยงควาย เพื่อช่วยในการทำนา ในสมัยที่ 5 เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว มีการ ทำภาชนะดินเผาลายเขียนสีลงลายและรูปทรงหลายแบบ พอถึงสมัยที่ 6 จึงทำแต่ภาชนะดินเผาเคลือบสีแดงหรือเขียนสีบนพื้นสีแดง ทำเครื่องประดับที่มีส่วนผสมของโลหะ ที่มีความวาวมากขึ้น กำหนดอายุได้ราว 1,700 ปีมาแล้ว

จากการค้นพบแกลบข้าวที่ติดอยู่กับเครื่องมือเหล็ก การค้นพบเครื่องมือสำริด แม่พิมพ์เครื่องมือสำริด เบ้าดินเผา ทำให้สามารถกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมบ้านเชียงมีความเจริญก้าวหน้าสูง รู้จักการใช้โลหะกรรมหล่อหลอมสำริด และปลูกข้าวที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว และมีความเจริญทางวัฒนธรรมสูงกว่าบริเวณอื่นๆ ของประเทศไทย

ภายหลังจากที่กรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงแล้ว สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)ได้ ผนวกอาณาจักรสุโขทัยเข้ารวมกับอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 1981 และในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนี่เอง ไทยเราต้องทำศึกสงครามกับพม่ามาโดยตลอด ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะเรื่อยมา และเสียกรุงศรีอยุธยา 2 ครั้ง คือ ใน พ.ศ. 2112 และ พ.ศ. 2310 แต่ถึงแม้เพลี่ยงพล้ำให้แก่พม่าข้าศึก แต่ไทยเราก็ยังมีวีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงสามารถกอบกู้เอกราชของชาติไทยให้กลับคืนมาได้คือ สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชที่ทรงประกาศอิสรภาพใน พ.ศ. 2127 และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใน พ.ศ. 2310

พื้นที่จังหวัดอุดรธานีในปัจจุบันนั้น เคยเป็นแหล่งที่อยู่ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และยังได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นหลักฐานว่า ในสมัยประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยทวารวดีจวบจนถึงสมัยสุโขทัย ก็เป็นแหล่งความเจริญเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนมาโดยตลอด และอาจเป็นส่วนหนึ่งในเขตการปกครองของอาณาจักรโคตรบูรณ์ ที่มีเมืองสำคัญอยู่ที่นครพนมก็เป็นได้

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2325 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้ทรงทะนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญมาโดยตลอด ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวนั้นยังไม่ได้มีการจัดตั้งเมืองอุดรธานี ดังนั้นจึงยังไม่มีชื่อเมืองอุดรธานีปรากฏในประวัติศาสตร์และพงศาวดารในเวลานั้น แต่ได้มีการกล่าวถึงเมืองหนองบัวลำภูในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในระหว่าง พ.ศ. 2369 - 2371 เมื่อเจ้าอนุเวียงจันทน์เป็นกบฏยกกองทัพมายึดเมืองนครราชสีมา ครั้นรู้ว่าที่ในกรุงฯ เตรียมกองทัพใหญ่จะขึ้นไป จึงถอยหนีกลับ
ไปตั้งรับที่หนองบัวลำภู ได้รบกับกองทัพไทยเป็นสามารถ หนองบัวลำภูนั้นคือ เมืองกุมุทาสัย ซึ่งยกขึ้นเป็นเมืองเมื่อในรัชกาลที่ 4

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในระยะเวลานั้น นับเป็นเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ประเทศไทย (ในขณะนั้นเรียกว่าประเทศสยาม) ได้มีการติดต่อกับต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศทางตะวันตกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้วัฒนธรรม อารยธรรม ความเจริญต่างๆ ได้หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย ประกอบกับในระยะเวลานั้นเป็นระยะเวลาของการแสวงหาเมืองขึ้น ตามลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกของชาติ ตะวันตกที่สำคัญสองชาติ คือ อังกฤษ กับฝรั่งเศส ที่พยายามจะผนวกดินแดนบริเวณแหลมอินโดจีนให้เป็นเมืองขึ้นของตน และพยายามที่จะแสวงหาผลประโยชน์จาก เมืองไทยในระหว่าง พ.ศ. 2391 - 2395 พวกจีนที่เป็นกบฏที่เรียกว่า กบฏไต้เผง ถูกจีนตีจากผืนแผ่นดินใหญ่ได้มาอาศัยอยู่ตามชายแดนไทย ลาว และญวน ซึ่งเวลา นั้นดินแดนลาวที่เรียกว่าลานช้าง บริเวณเขตสิบสองจุไทยหัวพันทั้งห้าทั้งหกนั้นขึ้นอยู่กับประเทศไทย พวกฮ่อได้เที่ยวปล้นสดมภ์ ก่อความไม่สงบและได้กำเริบเสิบสานมากขึ้น จนกระทั่ง พ.ศ. 2411 ได้เข้ายึดเมืองลาวกาย เมืองพวน เมืองเชียงขวาง และยกมาตีเมืองหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และหนองคายต่อไป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. 2411 จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุโขทัยกับพระยาพิชัยยกกองทัพไปช่วยหลวงพระบาง และให้พระยามหาอำมาตย์ยกทัพไปช่วยทางด้านหนองคาย แล้วรับสั่งให้เจ้าพระยาภูธราภัยยกกองทัพไปช่วย พระยามหาอำมาตย์อีกกองทัพหนึ่ง กองทัพไทยสามารถตีพวกฮ่อแตกพ่ายไป แต่กระนั้นก็ตามพวกฮ่อที่แตกพ่ายไปแล้วนั้นก็ยังทำการปล้นสดมภ์รบกวนชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งใน พ.ศ. 2428 พวกฮ่อได้ส้องสุมกำลังมากขึ้น จนสามารถยึดเมืองซอนลา เมืองเชียงขวาง และทุ่งเชียงคำไว้ได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพใหญ่ยกขึ้นไปปราบปรามทางด้านเมืองหนองคาย เรียกว่าแม่ทัพใหญ่ฝ่ายใต้เจ้าหมื่นไวยวรนาถ (ต่อมาเป็นจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) เป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหลือทางเมืองหลวงพระบาง

กองทัพไทยทั้งฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือต้องประสบความลำบากในการทำสงครามกับพวกฮ่อ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา ซึ่งมีไข้ป่าชุกชุมทำให้ทหารฝ่ายไทยต้องล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ในที่สุดกองทัพไทยทั้งฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือก็สามารถตีพวกฮ่อแตกพ่ายไป

หลังจากเหตุการณ์ปราบฮ่อได้สงบลงแล้ว ฝรั่งเศสซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนมหาอำนาจตะวันตกในเวลานั้นได้ขยายดินแดนเข้ามาในแหลมอินโดจีนเพื่อขยายอาณานิคมของตน และสามารถผนวกกัมพูชาได้ใน พ.ศ. 2410 ต่อมาได้ญวนทั้งประเทศเป็นอาณานิคมเมื่อ พ.ศ. 2426 จากนั้นได้พยายามเข้าครอบครองลาว โดยอ้างสิทธิของญวนว่า

ลาวเคยตกเป็นเมืองขึ้นของญวน ดังนั้นเมื่อฝรั่งเศสได้ญวนเป็นอาณานิคมแล้ว ลาวจะต้องเป็นเมืองขึ้นของญวนด้วย จึงได้ดำเนินการทุกวิถีทางที่จะได้ลาวเป็นเมืองขึ้น และยังต้องการให้ไทยเป็นเมืองขึ้นด้วย จากการขยายดินแดนของฝรั่งเศสในครั้งนี้ ทำให้กระทบกระเทือนต่อพระราชอาณาเขตของไทยเป็นอย่างยิ่ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า นโยบายหลีกเลี่ยงการคบหาสมาคมกับชาติตะวันตกไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศปลอดภัยได้
จำเป็นต้องมีการปรับปรุงการปกครองของไทยที่ยังล้าสมัยอยู่ในเวลานั้น ด้วยการควบคุมดินแดนชายพระราชอาณาเขตให้มากกว่านี้เพราะถ้าหากไม่มีการควบคุมดัง
กล่าว อาจทำให้ฝรั่งเศสใช้เป็นช่องทางที่จะเข้าครอบครองประเทศไทยได้ จึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เหมาะสม

การปกครองหัวเมืองในสมัยก่อน พ.ศ. 2435 นั้น เป็นระบบที่เรียกว่า "กินเมือง" มีหลักอยู่ว่า ผู้เป็นเจ้าเมืองต้องทิ้งกิจธุระของตนมาประจำทำการปกครองบ้านเมือง
ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากภัยอันตราย ราษฎรก็ต้องตอบแทนคุณเจ้าเมืองด้วยออกแรงช่วยทำการงานให้บ้างหรือแบ่งสิ่งของซึ่งทำมาหาได้ เช่น ข้าวปลาอาหาร เป็นต้น อันมีเหลือใช้ให้เป็นของกำนัลช่วยอุปการะมิให้เจ้าเมืองต้องเป็นห่วงในการหาเลี้ยงชีพ ทั้งนี้เจ้าเมืองจะมีกรมการเมืองเป็นผู้ช่วย โดยเจ้าเมืองเหล่านั้นมักจะเป็นชาวเมืองนั้นเองและส่วนใหญ่ก็จะเป็นลูกหลานของเจ้าเมืองคนเก่า ปกครองราษฎรกันเองโดยทางส่วนกลาง คือ กรุงเทพจะควบคุมดูแลในกิจการใหญ่ๆ เช่น การส่งภาษีที่เก็บได้ในเมืองไปยังส่วนกลาง หรือส่งส่วย เป็นต้น ส่วนหัวเมืองประเทศราชนั้นเจ้าเมืองปกครองกันเองจะส่งเฉพาะดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และ เครื่องราชบรรณาการเท่านั้น เพราะในสมัยนั้นข้าราชการที่กรุงเทพไม่ค่อยมีผู้สมัครไปทำงานหัวเมือง การควบคุมดูแลจึงมีลักษณะไม่เด็ดขาดเจ้าเมืองในแต่ละเมือง จึงมีอำนาจสิทธิขาดมากหากเจ้าเมืองใดเป็นคนดีมีคุณธรรมบ้านเมืองก็สงบเรียบร้อย ในทางกลับกันหากบ้านเมืองใดเจ้าเมืองเป็นคนทุจริตบ้านเมืองก็ไม่สงบมีความเดือดร้อนทั่วไปดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าหัวเมืองหรือประเทศราชยิ่งไกลไปจากกรุงเทพฯ มากเท่าใดก็ยิ่งมีอิสรภาพในการปกครองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากการคมนาคมเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่งในสมัยนั้น หัวเมืองที่รัฐบาลบังคับบัญชาโดยตรงมีแต่หัวเมืองจัตวา ใกล้ๆ ราชธานี ส่วนหัวเมืองอื่นๆ ซึ่งแบ่งไว้เป็นชั้น เอก โท ตรี ตามสำคัญของเมืองจะมีอิสระมากดังนั้น เมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยจึงได้เริ่มปฏิรูปการปกครองหัวเมืองโดยยึดหลักที่ว่า อำนาจของการปกครองควรจะเข้ามาอยู่จุดเดียวกันหมด ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลกลางจะไม่ให้การบังคับบัญชาหัวเมืองกระจายไปอยู่กับกระทรวงสามกระทรวง และจะไม่ยอมให้เจ้าเมืองต่างๆ มีอิสระอย่างที่มีมาในอดีต ระบบการปกครองแบบใหม่นี้เรียกว่า "เทศาภิบาล" หรือ "มณฑลเทศาภิบาล"

ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเปลี่ยนแปลงระเบียบการจัดการปกครอง ในพระพุทธศักราช 2435 เหตุการณ์ระหว่างประเทศตามชายแดนของประเทศ มีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงคับขันขึ้นจนไม่อาจปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเฉย ๆ โดยไม่จัดการรักษาและระวังพระราชอาณาจักรของไทยไว้เสียก่อนสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จึงได้ทรงจัดการรวบรวมหัวเมืองตามชายแดนที่สำคัญขึ้นเป็นเขตปกครองเรียกว่า มณฑล โดยมุ่งที่จะป้องกันพระราชอาณาจักร ให้พ้นจากการคุกคามจากภายนอกเป็นหลัก และในขณะเดียวกันก็เป็นการทดลองการจัดระเบียบการปกครองอย่างใหม่ ซึ่งพระองค์ทรงสนพระทัยที่จะจัดให้มีขึ้นในประเทศต่อไปด้วย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเลือกสรรบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถสูง และเป็นที่วางพระราชหฤทัยให้ออกไปดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ บัญชาการต่างพระเนตรพระกรรณ กำกับราชการซึ่งผู้ว่าราชการเมืองและกรมการบังคับบัญชาและปฏิบัติอยู่ทุกฝ่าย ให้ดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยความสุจริต ยุติธรรม และรวดเร็ว และพร้อมทั้งอำนวยความสงบสุขสวัสดิภาพ และป้องกันทุกข์ภัยของประชาชนให้ได้รับความร่มเย็นตามควรแก่วิสัยที่จะพึงเป็นไปได้

ใน พ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะรักษาพระราชไมตรีให้มั่นคงถาวรกับชาติตะวันตก อันได้แก่ ฝรั่งเศส และอังกฤษ
เนื่องจากในระยะนั้นฝรั่งเศสได้ประเทศเขมรและประเทศญวน ตลอดจนแคว้นตังเกี๋ยเป็นเมืองขึ้น และอังกฤษก็ได้ประเทศพม่าเป็นเมืองขึ้นมีอาณาเขตติดต่อกับ
ประเทศไทย จึงมีปัญหาเรื่องการแบ่งปันเขตแดนเพื่อที่จะให้เป็นที่ตกลงกันแน่นอน

เพื่อที่จะรักษาพระราชไมตรีและปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคล
ผู้มีความสามารถที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ ส่งออกไปปฏิบัติราชการประจำต่างหัวเมือง และยิ่งเป็นหัวเมืองหน้าด่าน ซึ่งข้าศึกศัตรูอาจล่วงล้ำเข้ารุกรานได้ง่าย ก็ต้องยิ่งเลือกบุคคลที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้แน่นอน โดยเฉพาะในภาคอีสาน ดังนั้นใน พ.ศ. 2434 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นข้าหลวงใหญ่พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือน ออกไปตั้งรักษาอยู่ ณ เมืองจำปาศักดิ์กองหนึ่งให้เรียกว่า ข้าหลวงเมืองลาวกาว (แต่ประทับอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี)

ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงใหญ่พร้อมด้วยข้าราชการทหาร พลเรือน ตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคายกองหนึ่ง ให้เรียกว่า ข้าหลวงหัวเมืองลาวพวนให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงใหญ่พร้อมด้วยข้าราชการทหาร ตั้งอยู่ ณ เมืองหลวงพระบางกองหนึ่ง ให้เรียกว่า ข้าหลวงหัวเมืองลาวพุงดำ (แต่กองนี้ภายหลังเปลี่ยนมาประจำเมืองนครราชสีมา หาได้ไปตั้งที่เมืองหลวงพระบางไม่) โดยเฉพาะหัวเมืองลาวพวนในเวลานั้น (พ.ศ. 2434) ที่ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงหัวเมืองลาวพวนนั้น ประกอบด้วยเมืองต่างๆ คือ เมืองหนองคาย เมืองเชียงขวาง เมืองบริคัณฑนิคม เมืองโพนพิไสย เมืองนครพนม เมืองท่าอุเทน เมืองไชยบุรี เมืองสกลนคร เมืองมุกดาหาร เมืองขอนแก่น เมืองหล่มศักดิ์ เมืองใหญ่ 13 เมือง เมืองขึ้น 36 เมือง อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงหัวเมืองลาวพวน ในเวลานั้นฝรั่งเศสได้ญวนและเขมรเป็นอาณานิคมแล้วก็ได้พยายามที่จะขยายดินแดนอาณานิคมมายึดครองลานช้าง (ลาว) ซึ่งในขณะนั้นเป็นประเทศราชของไทย โดยได้อาศัยที่เกิดเหตุความวุ่นวายของพวกฮ่อ ค่อยๆ ขยายอิทธิพลเข้ามาทีละน้อย คือ หลังจากที่ไทยได้ปราบปรามฮ่อเป็นที่เรียบ ร้อยแล้วฝรั่งเศสได้ถือโอกาสเข้ายึดแคว้นสิบสองจุไทย โดยอ้างว่าจะคอยปราบโจรจีนฮ่อ แม้ไทยจะเจรจาอย่างไร ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนออกไป แคว้นสิบสองจุไทยเราจึง กลายเป็นของฝรั่งเศส ตั้งแต่ พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสได้ถือสาเหตุกระทบกระทั่งกับไทยกรณีปัญหาชายแดน กล่าวคือ ฝรั่งเศสอ้างว่าลาวเคยเป็นของญวน เมื่อฝรั่งเศสได้ดิน แดนญวนแล้ว ลาวจะต้องตกเป็นของญวนด้วย ฝรั่งเศสได้ตั้งเจ้าหน้าที่ของตนออกเดินสำรวจพลเมือง และเขตแดนว่ามีอาณาเขตที่แน่นอนเพียงใด และเนื่องจากเขตแดน ระหว่างไทยกับลาวมิได้กำหนดไว้อย่างแน่นอนและรัดกุม จึงเป็นการง่ายที่พวกสำรวจเหล่านั้นจะได้ถือโอกาสผนวกดินแดนของไทยเข้าไปกับฝ่ายตนมากทุกที

ในที่สุดชนวนที่ฝรั่งเศสถือเป็นสาเหตุข้อพิพาทในการเรียกร้องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ก็เกิดขึ้นเมื่อฝรั่งเศสได้ส่งทหารรุกเข้ามาทางด้านคำมวน เข้าปลดอาวุธพระยอดเมืองขวางกับทหารแล้วบังคับให้ควบคุมตัวมาส่งที่แม่น้ำโขง ณ เมืองท่าอุเทนก่อนที่พระยอดเมืองขวางปลัดจะยอมถอยออกจากเมืองคำมวนนั้น พระยอดเมืองขวางได้ยื่นหนังสือเป็นการประท้วงต่อฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยาม และท่านประธานาธิบดีริบับลิก กรุงฝรั่งเศสมีความประสงค์เพื่อจะระงับกับความวิวาท ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยที่ล่วงไปแล้ว ในระหว่างประเทศทั้งสองนี้ และเพื่อจะผูกพันทางไมตรีอันได้มีมาหลายร้อยปีแล้ว ในระหว่างกรุงสยามและกรุงฝรั่งเศสนั้นให้สนิทยิ่งขึ้นจึงได้ตั้งอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มทั้งสองฝ่าย

ให้ทำหนังสือสัญญาฉบับนี้ คือ ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยาม ได้ตั้งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทวะวงษ-วโรประการ คณาภยันดรมหาจักรีและแครนด์ออฟฟิเชอร์ลิยิอองคอนเนอร์ เสนาบดีว่าการต่างประเทศกรุงสยามฝ่ายหนึ่งแลฝ่ายท่านประธานาธิบดี ริปันลิกกรุงฝรั่งเศส ได้ตั้งมองซิเออร์เลอร์ ชาวส์มาริเลอมิร์เดอวิเลร์ ผู้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ แกรนด์ออฟฟิเชอร์ลิยิอองคอนเนอร์ แลจุลวราภรณ์อัครราชทูนผู้มีอำนาจเต็มชั้นที่หนึ่ง และที่ปรึกษาแผ่นดินอีกฝ่ายหนึ่งผู้ซึ่งเมื่อได้แลกเปลี่ยนตราตั้งมอบอำนาจแล

  • ข้อ 1. คอเวอนแมนต์สยามยอมสละเสียซึ่งข้ออ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ทั้งสิ้นทั่วไปในดินแดน ณ ฝั่งซ้าย ฟากตะวันออกแม่น้ำโขง แลในบรรดาเกาะทั้งหลายในแม่น้ำนั้นด้วย
  • ข้อ 2. คอเวอนแมนต์สยามจะไม่มีเรือรบใหญ่น้อยไปไว้ ฤาใช้ดินแดนในทเลสาบก็ดี แลในลำน้ำแยกจากแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ภายในที่อันได้มีกำหนดไว้ในข้อต่อไปนี้
  • ข้อ 3. คอเวอนแมนต์สยามจะไม่ก่อสร้างด่านค่ายคูฤาที่อยู่ของพลทหารในแขวงเมืองพระตะบอง แลเมืองนครเสียมราบ แลในจังหวัด 25 กิโลเมตร (625 เส้น)
  • บนฝั่งขวาฟากตวันตกแม่น้ำโขง
  • ข้อ 4. ในจังหวัดซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ 3 นั้น บรรดาการตระเวนรักษาจะมีแต่กองตระเวนเจ้าพนักงานเมืองนั้น ๆ กับคนใช้เป็นกำลังแต่เพียงที่จำเป็นแท้
  • แลทำการตามอย่างเช่นเคยรักษาเป็นธรรมเนียมในที่นั้น จะไม่มีพลประจำฤาพลเกณฑ์สรรด้วยอาวุธเป็นทหารอย่างใดอย่างหนึ่งตั้งอยู่ในที่นั้นด้วย
  • ข้อ 5. คอเวอนแมนต์สยามจะรับปฤกษากับคอเวอนแมนต์ฝรั่งเศสภายในกำหนดหกเดือน แต่ปีนี้ไปในการที่จะจัดการเป็นวิธีการค้าขาย แลวิธีตั้งด่านโรงภาษี ในที่ ตำบลซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ 3 นั้น แลในการที่จะแก้ไขข้อความสัญญา ปีมะโรงอัฐศก จุลศักราช 1218 คฤษตศักราช 1856 นั้นด้วยคอเวอนแมนต์สยามจะไม่เก็บภาษีสินค้าเข้าออกในจังหวัดที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 3 แล้วนั้น จนกว่าจะได้ตกลงกับคอเวอนแมนต์ฝรั่งเศสจะได้ทำตอบแทนให้เหมือนกันในสิ่งของที่เกิดจากจังหวัดที่กล่าวนี้สืบ
  • ข้อ 6. การซึ่งจะอุดหนุนการเดินเรือในแม่น้ำโขงนั้น จะมีการจำเป็นที่จะทำได้ในฝั่งขวาฟากตวันตกแม่น้ำโขงโดยการก่อสร้างก็ดี ฤาตั้งท่าเรือจอดก็ดี ทำที่ไว้ฟืนและถ่านก็ดี คอเวอนแมนต์สยามรับว่าเมื่อคอเวอนแมนด์ฝรั่งเศสขอแล้ว จะช่วยตามการจำเป็นที่จะทำให้สดวกทุกอย่างเพื่อประโยชน์นั้น
  • ข้อ 7. คนชาวเมืองฝรั่งเศสก็ดี คนในบังคับฤาคนอยู่ในปกครองฝรั่งเศสก็ดี ไปมาค้าขายได้โดยสะดวกในตำบลซึ่งได้กล่าวไว้ในข้อ 3 เมื่อถือหนังสือเดินทางของเจ้าพนักงานฝรั่งเศสในตำบลนั้น ฝ่ายราษฎรในจังหวัดอันได้กล่าวไว้นี้จะได้รับผลเป็นการตอบแทนอย่างเดียวกันด้วยเหมือนกัน
  • ข้อ 8. คอเวอนแมนต์ฝรั่งเศสจะตั้งกงศุลได้ในที่ใดๆ ซึ่งจะคิดเห็นว่าเป็นการสมควรแก่ประโยชน์ของคนผู้อยู่ในความป้องกันของฝรั่งเศสแลมีที่เมืองนครราชสีมาแลเมืองน่าน เป็นต้น
  • ข้อ 9. ถ้ามีความข้อข้องไม่เห็นต้องกัน ในความหมายของหนังสือสัญญานี้แล้ว ภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นจะเป็นหลัก
  • ข้อ 10. สัญญานี้จะได้ตรวจแก้เป็นใช้ได้ภายในเวลาสี่เดือนตั้งแต่วันลงชื่อกันนี้

อัคราชทูตผู้มีอำนาจเต็มทั้งสองฝ่ายซึ่งได้กล่าวชื่อไว้ข้างต้นนั้นฯ ได้ลงชื่อแลได้ประทับตราหนังสือสัญญานี้สองฉบับ เหมือนกันไว้เป็นสำคัญแล้วได้ทำที่ราชวัลลภกรุงเทพฯ ณ วันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทรศก 112(เซ็นพระนาม) เทวะวงษวโรประการนอกจากนี้ฝรั่งเศสได้บีบบังคับให้ไทยยอมรับข้อกำหนดในสัญญาน้อย ผนวกท้ายสัญญาเกี่ยวกับการถอนทหาร ดังนี้คือ

  • ข้อ 1. ว่าด่านหลังที่สุดของทหารฝ่ายสยามที่ฝั่งซ้ายฟากตะวันออกแม่น้ำโขงนั้น จะต้องเลิกถอนมาอย่างช้าที่สุดภายในเดือนหนึ่งตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน และ
  • ข้อ 2. บรรดาป้องค่ายคู อันอยู่ในจังหวัดที่กล่าวไว้ในข้อ 3 ของหนังสือสัญญาฉบับใหญ่ที่ทำไว้วันนี้แล้ว จะต้องรื้อถอนเสียให้สิ้น

จากสัญญาใหญ่และสัญญาน้อยที่ฝ่ายไทยจำต้องยอมทำกับฝรั่งเศสนี้เอง เป็นเหตุให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวพวนจำต้องย้ายที่บัญชาการมณฑลลาวพวนที่ตั้งที่เมืองหนองคาย มาตั้งที่บ้านหมากแข้ง ดังปรากฏจากเอกสารกระทรวงมหาดไทย เรื่องจะถอย ข้าหลวงหมากแข้งลงมาอยู่นครราชสีมา

ครั้นต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขา ถึง กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม สรุปความว่าพระองค์ ทรงเห็นชอบด้วยกับกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ที่ได้เลือกบ้านหมากแข้งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการมณฑลลาวพวน

ต่อมา ใน พ.ศ. 2443 เปลี่ยนชื่อมณฑลลาวพวน เป็นมณฑลอุดรและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า เมืองที่จัดแบ่งไว้ในมณฑลอุดรมีมากเกินความจำเป็นในการปกครอง จึงทรงรวมหัวเมืองในมณฑลเป็นบริเวณซึ่งมีฐานะเท่าจังหวัดเพื่อให้เหมาะสมแก่การปกครอง และโปรดให้ยุบเมืองจัตวาบางเมืองลงเป็นอำเภอ ส่วนอำเภอใดที่เคยเป็นเมืองขึ้นกับเมืองที่ตั้งเป็นบริเวณหรือสมควรจะให้ขึ้นกับบริเวณใดก็ให้รวมเข้าไว้ในบริเวณนั้น โดยโปรดให้แบ่งออกเป็น 5 บริเวณ คือ

  1. บริเวณหมากแข้ง มี 7 เมือง คือ บ้านหมากแข้ง เมืองหนองคาย เมืองหนองหาร เมืองกุมภวาปี เมืองกมุทาไสย เมืองโพนพิไศรย เมืองรัตนวาปี ตั้งที่ว่าการบริเวณที่บ้านหมากแข้ง
  2. บริเวณพาชี มี 3 เมือง คือ เมืองขอนแก่น เมืองชนบท เมืองภูเวียง ตั้งที่ว่าการบริเวณที่เมืองขอนแก่น
  3. บริเวณธาตุพนม มี 4 เมือง คือ เมืองนครพนม เมืองไชยบุรี เมืองท่าอุเทน เมืองมุกดาหาร ตั้งที่ว่าการบริเวณที่เมืองนครพนม
  4. บริเวณสกลนคร มี 1 เมืองคือ เมืองสกลนคร ตั้งที่ว่าการบริเวณที่เมืองสกลนคร


ในระหว่างปลายปี พ.ศ. 2444 จนถึงราวเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2445 ได้มีเหตุการณ์สำคัญขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือมีขบถที่เกิดขึ้นเรียกว่า ขบถผู้มีบุญ หรือผีบุญ ในมณฑลอุดรและมณฑลอิสาน คือได้เกิดมีผู้มีบุญประมาณ 100 คน ทั่วมณฑล มณฑลอุดรและมณฑลอีสานได้มีราษฎรพากันเข้ามาเป็นพวกเป็นจำนวนมาก บรรดาผู้มีบุญได้กำเริบเสิบสานถึงกลับพาพรรคพวกเข้าปล้นและเผาเมืองเขมรราฐ ในจังหวัดอุบลราชธานี และขยายความรุนแรงไปทั่วมณฑลอุดรและมณฑลอิสาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พันเอกพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ (จัน อินทรกำแหง) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมาเป็นข้าหลวงพิเศษ ผู้ช่วยปราบปรามผีบุญทั้ง 2 มณฑล โดยใช้ทหารบก พลตระเวน และทหารพื้นเมืองจากมณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดร มณฑลอีสาน และมณฑลบูรพา สามารถปราบปรามขบถผู้มีบุญได้สำเร็จในเวลารวดเร็ว

ใน พ.ศ. 2464 ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราช-โองการ โปรดเกล้าฯ ให้รวมมณฑลอุดร มณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ดเป็นภาค เรียกว่า ภาคอีสาน ตั้งที่บัญชาการมณฑลภาคที่เมืองอุดรธานี มีเจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาวโรหิต) ดำรงตำแหน่งอุปราชภาคอีสาน และเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดรอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

ต่อมา ใน พ.ศ. 2468 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และมีผลกระทบถึงประเทศไทยด้วย จึงได้ทรงประกาศยกเลิกภาคอีสาน และโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามุขมนตรี ย้ายไปดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ

พ.ศ. 2470 โปรดเกล้าฯ ให้พระยาอดุลยเดชสมยามเมศรวรภักดี (อุ้ย นาครธรรพ) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร

พ.ศ. 2473 โปรดเกล้าฯ ให้พระยาตรังคภูมาภิบาล (เจิม ปันยารชุน) เป็นผู้รั้งสมุหเทศาภิบาลอุดรคนสุดท้าย

ในระหว่าง พ.ศ. 2476-2477 ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานี คือ ได้เกิดมีคณะเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์แพร่หลายที่จังหวัดอุดรธานี ทำการปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ ได้มีการเคลื่อนไหวโดยในตอนกลางดึกบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดได้มีผู้เอาธงแดงคอมมิวนิสต์ไปปักบนต้นก้ามปู ในตอนเช้าทางราชการก็ได้ให้พนักงานเอาลงมาสลับกันอยู่หลายคืนและมีทีท่าจะก่อความวุ่นวาย

ต่อมา ใน พ.ศ. 2484 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี จัดการรวมจังหวัดต่างๆ ยกขึ้นเป็นภาค จำนวน 5 ภาค จังหวัดอุดรธานีขึ้นกับภาค 3 ซึ่งมีที่ทำการภาคอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยภาค 3 ในเวลานั้นมีจังหวัดสังกัดรวม 15 จังหวัด

ใน พ.ศ. 2494 ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 เมษายน 2494 ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเขตภาคขึ้นใหม่ เป็น 9 ภาค จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดที่ตั้งภาค 4 และต่อมา ใน พ.ศ. 2495 ก็ได้มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2495 ให้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ย้ายผู้ว่าราชการ และรองผู้ว่าราชการภาคไปประจำกระทรวง

ในที่สุด ในปี พ.ศ. 2499 ได้มีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลางและในราชการส่วนภูมภาค ได้ยกเลิกภาค คงเหลือจังหวัดและอำเภอ ดังนั้นจังหวัดอุดรธานี จึงมีฐานะจังหวัดเพียงอย่างเดียว

Thailand 6-23-1
รูปที่ี 4 ที่ตั้งจังหวัดอุดรธานี  รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดอุดรธานี


จำนวนพื้นที่ของจังหวัดอุดรธานี ตั้งอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 ระยะทาง 564 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,730.302 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,331,438.75 ไร่ ร้อยละ 2.29 ของพื้นที่ประเทศ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 4 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ที่เส้นรุ้งที่ 17 องศาเหนือ เส้นแวงที่ 103 องศาตะวันออกพื้นที่ทั้งประเทศ 513,119.5 ตารางกิโลเมตร (320,699,687.5 ไร่ ) พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 168,855.3 ตารางกิโลเมตร (105,534,562.55 ไร่ ) ร้อยละ 32.91 ของพื้นที่ประเทศ

อาณาเขต

จังหวัดอุดรธานี มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดต่างๆ 6 จังหวัด ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดกาฬสินธุ์
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดร้อยเอ็ด
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดบุรีรัมย์

ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพพื้นที่ของจังหวัดอุดรธานี ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง สูงกว่าระดับน้ำทะเล โดยเฉลี่ยประมาณ 187 เมตร พื้นที่เอียงลาดลงสู่แม่น้ำโขงทางจังหวัดหนองคาย ประกอบด้วย ทุ่งนา ป่าไม้ และภูเขา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินปนทรายและดินลูกรัง ชั้นล่างเป็นดินดาน ไม่เก็บน้ำหรืออุ้มน้ำในฤดูแล้ง พื้นที่บางแห่งเป็นดินเค็มซึ่งประกอบการกสิกรรมไม่ค่อยได้ผลดี พื้นที่บางส่วนเป็นลูกคลื่นลอนลาด มีพื้นที่ราบแทรกอยู่กระจัดกระจายสภาพพื้นที่ทางตะวันตกมีภูเขาและป่าติดต่อกันเป็นแนวยาว มีเทือกเขาที่สำคัญ คือ เทือกเขาภูพานทอดเป็นแนวยาวตั้งแต่เขตเหนือสุดของจังหวัด

ลักษณะภูมิอากาศ

สภาพอากาศของจังหวัดอุดรธานี แบ่งออกเป็น 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว อากาศร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน และหนาวเย็นมากในฤดูหนาว เดือนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมากที่สุด คือ เดือนเมษายน และหนาวเย็นที่สุด คือ เดือนมกราคม

การปกครองแบ่งออกเป็น 20 อำเภอ 155 ตำบล 1,682 หมู่บ้าน

udon map
  1. อำเภอเมืองอุดรธานี
  2. อำเภอกุดจับ
  3. อำเภอหนองวัวซอ
  4. อำเภอกุมภวาปี
  5. อำเภอโนนสะอาด
  6. อำเภอหนองหาน
  7. อำเภอทุ่งฝน
  8. อำเภอไชยวาน
  9. อำเภอศรีธาตุ
  10. อำเภอวังสามหมอ
  11. อำเภอบ้านดุง
  12. อำเภอบ้านผือ
  13. อำเภอน้ำโสม
  14. อำเภอเพ็ญ
  15. อำเภอสร้างคอม
  16. อำเภอหนองแสง
  17. อำเภอนายูง
  18. อำเภอพิบูลย์รักษ์
  19. อำเภอกู่แก้ว
  20. อำเภอประจักษ์ศิลปาคม

หัวหน้าส่วนราชการ 

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำนาจ  ผการัตน์
รองผู้ว่าราชการจังหวัด

นายวิรัตน์  ลิ้มสุวัฒน์

นายชยพล  ธิติศักดิ์

นายกอบเกียรติ  กาญจนะ

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายเทวัญ  สรรค์นิกร


หน่วยงานบริหารราชการ 

            ส่วนราชการสังกัดส่วนภูมิภาค                              N/A       แห่ง

            ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง                                 N/A      แห่ง

            ส่วนราชการสังกัดส่วนท้องถิ่นทั้งหมด                    180       แห่ง

                        เทศบาลเมือง                                           3      แห่ง

                        เทศบาลตำบล                                        44      แห่ง

                        องค์การบริหารส่วนจังหวัด                         1        แห่ง

                        องค์การบริหารส่วนตำบล                        132       แห่ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา 

deb

ประชากร

มีจำนวนประชากร แยกเป็นชาย 772,960 คน หญิง 775,147 คน รวม 1,548,107 คน จำนวนครัวเรือน 414,868 ครัวเรือน (ที่มา : ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง หลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554)

ศาสนา

ประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานี เป็นพุทธศาสนิกชนประมาณร้อยละ 91 มีวัด 1,288 แห่ง มีผู้นับถือศาสนาอิสลามประมาณ 750 คน มีมัสยิดหนึ่งแห่ง มีผู้นับถือคริสตศาสนา ประมาณ 106,300 คน ประมาณร้อยละ 7 มีโบสถ์ 12 แห่ง และอีกประมาณ 32,700 คน ประมาณร้อยละ 2 นับถือศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ซิกซ์และอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2538 - 2553
GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, UDON THANI PROVINCE: 1995-2010

สาขาการผลิต 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553p
  -1995 -1996 -1997 -1998 -1999 -2000 -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 (2010p)
ภาคเกษตร 4,715 5,308 5,353 5,480  5,186 5,276  5,054 5,224 6,764 6,486 6,464 7,926 8,759 8,793 10,878 12,512
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 4,588 5,197 5,179 5,258 4,946 5,017 4,730 4,847 6,437 6,143 6,071 7,484 8,238 8,398 10,433 12,089
การประมง 127 111 174 222 240 259 323 377 327 342 392 442 521 394 445 423
ภาคนอกเกษตร 24,007 26,889 29,387 28,114 28,004 30,009 29,263 32,267 36,328 38,521 39,693 44,198 51,389 52,097 59,330 63,281
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 4 36 12 4 8 13 25 9 15 25 26 313 4,134 4,092 4,159 4,135
การผลิตอุตสาหกรรม 3,351 3,627 4,625 4,224 3,673 4,679 4,081 4,570 6,359 6,044 5,061 6,793 7,765 8,756 9,503 11,908
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 619 660 740 862 758 789 802 805 851 918 914 974 950 913 1,178 1,213
การก่อสร้าง 2,003 2,746 1,936 1,315 1,463 2,710 1,405 1,812 2,157 2,313 2,326 2,581 2,434 2,440 4,517 3,091
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 3,298 3,535 3,977 3,637 4,738 3,787 4,121 4,550 5,232 5,271 5,475 6,215 6,643 6,724 8,156 8,429
โรงแรมและภัตตาคาร 1,042 1,271 1,121 839 968 1,048 1,076 946 919 1,152 1,124 1,044 1,040 1,008 1,218 967
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 2,033 2,155 2,213 2,250 2,130 1,988 2,432 2,575 2,613 2,641 2,673 2,860 3,050 3,067 3,360 3,191
ตัวกลางทางการเงิน 2,039 2,290 2,234 2,073 1,526 1,600 1,574 1,763 1,886 2,131 2,518 3,026 3,611 4,132 4,196 4,379
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 1,766 2,120 2,540 2,977 3,509 3,625 3,510 3,940 4,099 4,158 4,270 4,644 5,185 4,374 5,489 6,954
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 2,462 2,657 2,920 3,299 3,608 3,899 4,102 4,941 5,341 5,973 6,606 6,053 5,861 5,168 5,375 6,109
การศึกษา 3,753 4,431 5,498 4,921 3,848 3,998 4,100 4,117 4,562 5,197 5,814 6,740 7,612 8,102 8,730 9,389
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 1,079 776 935 1,000 1,031 1,113 1,216 1,441 1,433 1,658 1,820 1,980 2,115 2,226 2,215 2,307
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 471 494 531 604 647 659 680 686 796 920 989 906 853 947 1,014 997
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 87 92 104 109 98 100 138 113 65 120 78 70 137 148 221 213
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 28,721 32,197 34,741 33,595 33,190 35,285 34,317 37,491 43,092 45,007 46,157 52,124 60,149 60,889 70,208 75,793
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 20,090 22,259 23,812 22,795 22,301 23,543 22,626 24,449 27,823 28,797 29,277 32,823 37,598 37,811 43,350 46,540
ประชากร (1,000 คน) 1,430 1,447 1,459 1,474 1,488 1,499 1,517 1,533 1,549 1,563 1,577 1,588 1,600 1,610 1,620 1,629

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, UDON THANI PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2010 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 1,065,307 1,076,270 1,092,129 1,086,015 1,075,650 1,069,348 1,152,161 1,252,927 1,270,489 1,285,501
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 789,867 749,613 744,010 720,800 700,245 732,118 783,687 835,897 866,732 846,783
   ผู้มีงานทำ 748,174 717,722 718,369 707,068 681,462 714,776 750,190 797,512 840,356 830,290
   ผู้ว่างงาน 30,855 15,588 11,984 9,983 10,385 8,354 19,800 20,060 13,318 6,618
   ผู้ที่รอฤดูกาล 10,837 16,304 13,657 3,748 8,399 8,988 13,697 18,326 13,059 9,876
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 275,441 326,657 348,120 365,215 375,405 337,230 368,475 417,029 403,757 438,718
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 538,515 544,384 552,594 568,110 583,649 581,154 598,382 623,968 633,251 640,666
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 447,080 436,115 435,030 436,171 444,852 455,972 464,445 484,917 488,825 487,827
   ผู้มีงานทำ 427,333 424,047 421,621 428,991 432,279 442,678 439,018 459,332 473,894 476,667
   ผู้ว่างงาน 16,969 8,182 6,490 6,094 6,392 6,185 14,294 12,584 6,752 4,630
   ผู้ที่รอฤดูกาล 2,778 3,887 6,920 1,087 6,181 7,110 11,133 13,001 8,179 6,530
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 91,434 108,268 117,564 131,939 138,798 125,182 133,937 139,051 144,426 152,839
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 526,794 531,888 539,536 517,905 492,001 488,194 553,779 628,959 637,238 644,835
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 342,786 313,498 308,980 284,629 255,394 276,146 319,242 350,980 377,908 358,957
   ผู้มีงานทำ 320,841 293,674 296,749 278,078 249,183 272,098 311,173 338,180 366,462 353,623
   ผู้ว่างงาน 13,887 7,407 5,495 3,890 3,993 2,170 5,506 7,476 6,566 1,988
   ผู้ที่รอฤดูกาล 8,059 12,417 6,737 2,662 2,218 1,878 2,563 5,325 4,880 3,345
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 184,007 218,389 230,555 233,276 236,607 212,048 234,537 277,979 259,331 285,879

 

1) ไฟฟ้า การจ่ายกระแสไฟฟ้าได้มีการจ่ายเข้าไปยังหมู่บ้านทุกหมู่บ้านในเขตจังหวัดครบทั้ง 1,880 หมู่บ้าน
การจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ครัวเรือนในหมู่บ้าน ได้ดำเนินการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าแล้ว จำนวน 352,707 ครัวเรือน ครัวเรือนที่ยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้คงเหลือ 316 ครัวเรือน ซึ่งการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคกำลัง จะเข้าดำเนินการในปี 2551 จำนวน 156 ครัวเรือน และอยู่ระหว่าง รอดำเนินการเนื่องจากติดปัญหาครัวเรือน ที่ขอติดตั้งมิเตอร์ไม่มีหมายเลขบ้าน จำนวน 316 ครัวเรือน

2) ประปา ข้อมูลปี 2552 มีกำลังการผลิต 1,830 ลบ.ม./ชั่วโมง (ตามระบบที่ออกแบบไว้) แต่ผลิต ได้จริง 2,300 ลบ.ม./ชั่วโมง ใช้แหล่งน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำห้วยหลวงและอ่างเก็บน้ำหนองสำโรง ผลิตและจำหน่ายในพื้นที่เทศบาลนครอุดรธานี/เทศบาลหนองสำโรง/เทศบาลหนองบัวลำภู/เทศบาลโนนสูง-น้ำคำ และเทศบาลตำบลนาข่า รวมพื้นที่บริการ 143 ตร.กม.

  • ปริมาณการผลิต 62,897.45 ลบ.ม./วัน
  • ปริมาณน้ำจำหน่าย 41,901.29 ลบ.ม./วัน
  • จำนวนผู้ใช้น้ำ 51,506 ราย

3) โทรศัพท์/การสื่อสาร มีสถานภาพการให้บริการโทรศัพท์ ดังนี้

  1. มีจำนวนชุมสายโทรศัพท์ของโครงข่าย TOT และ TT&T จำนวน 59 ชุมสาย
  2. จำนวนศูนย์บริการลูกค้า 6 แห่ง (TOT 4 แห่ง และ TT&T 2 แห่ง)
  3. เลขหมายที่ให้บริการ รวม 64,840 เลขหมาย (TOT จำนวน 40,141 เลขหมาย และ TT&T จำนวน 24,699 เลขหมาย)
  4. เลขหมายที่มีผู้ขอใช้บริการ รวม 54,629 เลขหมาย (TOT จำนวน 34,715 เลขหมาย และ TT&T จำนวน 19,914 เลขหมาย)
  5. ปัจจุบันยังคงเหลือเลขหมายโทรศัพท์ที่สามารถให้บริการประชาชนเหลืออยู่อีก รวม 10,211 เลขหมาย (TOT จำนวน 5,420 เลขหมาย และ TT&T จำนวน 4,785 เลขหมาย)
  6. เลขหมายโทรศัพท์สาธารณะที่เปิดให้บริการ รวม 3,564 เลขหมาย


4) เส้นทางคมนาคม มีจำนวนทั้งสิ้น 74 สายทาง แยกได้เป็น 2 ส่วน คือ

(1) เส้นทางคมนาคมที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดอุดรธานี มีโครงข่าย ทางหลวงชนบทที่รับผิดชอบ จำนวน 57 สายทาง ครอบคลุมทุกอำเภอในเขตจังหวัด ระยะทาง ทุกสายทางรวม 950.104 กิโลเมตร ประกอบด้วย

      1. เป็นถนนลูกรัง 268.979 กิโลเมตร
      2. ทางลาดยาง 668.206 กิโลเมตร
      3. ทางคอนกรีต 12.919 กิโลเมตร

(2) เส้นทางคมนาคมที่อยู่ในความรับผิดชอบของแขวงการทางอุดรธานี มีสายทางที่รับผิดชอบรวม 17 สายทาง ระยะทางรวม 711.50 กิโลเมตร ประกอบด้วย

      1. เส้นทางผิวคอนกรีต 125.361 กิโลเมตร
      2. เส้นทางผิวแอสฟัลต์ 584.316 กิโลเมตร
      3. ทางรักษาสภาพ 2.073 กิโลเมตร


5) ระบบชลประทาน

(1) มีลุ่มน้ำ จำนวน 9 ลุ่มน้ำ มีพื้นที่ 11,249 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำ 90,235.34 ล้านลูกบาศก์เมตร มีโครงการชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ ดังนี้

ลำดับ

ขนาดโครงการ

ความจุ (ลบ.ม.)

พื้นที่รับประโยชน์ (ไร่)

1

ขนาดใหญ่ (โครงการห้วยหลวง)

118,326,000

92,558

2

ขนาดกลาง 14 แห่ง

35,669,20

31,832

3

ขนาดเล็ก 20 แห่ง

6,346,445

6,516

4

แหล่งน้ำคลอง 849 โครงการ

33,990,645

-

5

แหล่งน้ำไร่นา/โครงการ โครงสร้างระบบการผลิต 8,006 โครงการ

-

-


(2) ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี 1,254.54 มิลลิเมตร คิดเป็นปริมาณน้ำท่าประมาณ 3,670 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 850 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 23.20% สามารถช่วยพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 321,415 ไร่ เท่านั้น ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำฝนต่อปีเฉลี่ยประมาณ 1,680 ล้านลูกบาศก์เมตร

ประเพณีและวัฒนธรรม

โดยทั่วไปชาวจังหวัดอุดรธานี มีขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น เหมือนกับชาวอีสานในท้องถิ่นอื่นๆ เป็นต้นว่าในรอบปีจะมีการทำบุญตามประเพณีสิบสองเดือน ที่เรียกว่า ฮีตสิบสอง อยู่ครบทุกเดือน แต่จะมีการปรับหรือตัดขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรมบางส่วน ออกตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ปัจจุบัน สำหรับขนบธรรมเนียมประเพณีเกี่ยวกับการกินอยู่ การแต่งกาย กิริยามารยาท และประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ยังมีวิถีชีวิตที่เป็นแบบเฉพาะของชาวอีสานไว้อย่างชัดเจน

ประเพณีสิบสองเดือน (ฮีตสิบสอง)

d1    d2

 

d3    SatJune

ภาพประเพณีสิบสองเดือน (ฮีตสิบสอง)

จะพบมากและปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด เฉพาะกลุ่มที่ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตชนบท ส่วนชุมชนเมืองจะพบเพียงกิจกรรม หรือพิธีเกี่ยวกับศาสนา วันสำคัญของชาติ วันลอยกระทง และวันสงกรานต์เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าชุมชนเมืองประกอบด้วยชาวต่างชาติและคนไทยเชื้อสายจีน ญวน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ต่างวัฒนธรรม

ประเพณีที่คนท้องถิ่นยึดถือปฏิบัติ

เป็นประเพณีที่ชาวจังหวัดอุดรฯ ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน ได้แก่

udonthani1

งานเทศกาลประจำปี

  • งานเทศกาลประจำปี งานทุ่งศรีเมือง ฯ เป็นงานประจำปีที่ทางจังหวัดจัดขึ้นในช่วงวันที่ ๑ - ๑๒ ธันวาคม ของทุกปี ลักษณะคล้ายๆ กับงานเทศกาลของจังหวัดต่างๆ ซึ่งมักจะจัดรวมกับงานกาชาด มีมหรสพความบันเทิงต่างๆ หลากหลายประเภท มีการแข่งขันประกวดการผลิต งานหัตถกรรม และการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ
  • งานบุญบั้งไฟกุมภวาปี จัดที่อำเภอกุมภวาปี ถือเป็นประเพณีเก่าแก่ประเพณีหนึ่งในจำนวนฮีตสิบสองของชาวอีสาน เมื่อถึงเดือนหก ก่อนที่จะลงนาไร่ ปักดำข้าวกล้า จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรม เพื่อความเป็นสิริมงคลเสียก่อน เพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล อีกประการหนึ่งคือ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะและสนุกสนานร่วมกันเป็นครั้งสุดท้ายของปี ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายกันออกไปปฏิบัติงานในเรือกสวนไร่นา ในการจัดงานแต่ละคนจะทำการตกแต่งบั้งไฟที่ชาวบ้านเรียกว่า เอ้ ให้สวยงามวิจิตรตระการตา เพื่อนำออกมาประชันฝีมือกันอย่างเต็มที่ ประกอบกับกุมภวาปีเป็นแหล่งตำนานที่กล่าวถึงเรื่องการกำเนิดบั้งไฟ ในตำนานท้องถิ่นเรื่อง ผาแดง - นางไอ่ ยิ่งทำให้บรรยากาศของการแห่บั้งไฟของอำเภอกุมภวาปี มีชีวิตชีวามากขึ้น
  • งานบุญบั้งไฟล้าน ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ เป็นงานบุญบั้งไฟที่ยิ่งใหญ่ที่จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี มีการประกวดกระบวนแห่ ประกวดบั้งไฟขึ้นสูง และประเภทสวยงาม เนื่องจากเป็นบั้งไฟล้าน ซึ่งถือว่าเป็นบั้งไฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
  • ประเพณีแข่งเรือลำน้ำปาว อำเภอกุมภวาปี แหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดลำน้ำปาวคือ หนองหานน้อย หรือหนองหานกุมภวาปี เมื่อถึงวันเพ็ญ เดือนสิบเอ็ด อันเป็นช่วงฤดูออกพรรษา ชาวอำเภอกุมภวาปี จะจัดประเพณีการแข่งเรือในลำน้ำปาว หน้าศาลเจ้ากุมภวาปี ของทุกปี
  • เทศกาลข้าวหลามมันที่พันดอน อำเภอกุมภวาปี ช่วงประมาณเดือนตุลาคม จะมีการจัดงานประจำปีไหว้เจ้าปู่ - เจ้าย่า ในงานจะมีการประกวดข้าวหลามขึ้น จะมีนักปรุงข้าวหลามมีฝีมือจากที่ต่างๆ มาร่วมงานประกวดข้าวหลามกัน

เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

  • หัตถกรรมและช่างฝีมือ ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาสายบ้านเชียง และการทอผ้าขิดไหม

udonthani2

หม้อดินเผาลายบ้านเชียง

  • หม้อดินเผาลายบ้านเชียง เป็นตัวแทนของมรดกโลกบ้านเชียง เป็นมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ

udonthani3

ผ้าขิดไหมลวดลายต่างๆ

  • การทอผ้าขิดไหม บ้านหนองอ้อ อำเภอหนองวัวซอ ได้มีการแต่งตั้งกลุ่มทอผ้าขิดไหม มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๕ การทอผ้าขิดนี้ต้องใช้คนทออย่างน้อยสามคน ช่วยกันไม่เหมือนการทอผ้าชนิดอื่น ที่ใช้พอเพียงคนเดียว ได้มีการรวบลายผ้าโบราณและสร้างลายขิดขึ้นมาใหม่ หลายลายคือ ลายดาวประยุกต์ ลายร่มเกล้า ลายนายกประยุกต์ ลายร้อยปี ร.๕ (ลายพระราชทาน) ลายโบสลับดอกแก้ว ลายกระดุมทอง ลายแมงมุม ลายการฉบา ลายกระติ๊บข้าว ลายมรดกโบราณ ลายดอกจัน ลายห่วง ลายคองโบราณ ลายดอกพิกุล (ลายพระราชทาน) ลายกุญแจประยุกต์ ลายไทยโบราณ ลายแมลงป่อง ลายคุณหญิง ลายดอกจิก ลายผีเสื้อ ลายดอกแก้ว ลายนาคโบราณ ลายขอหลง

ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นเอกลักษณ์มี ดังนี้

  • งานบุญบั้งไฟล้าน จัดขึ้นที่ตำบลบ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ เป็นงานใหญ่ระดับประเทศ มีบั้งไฟจากทั่วประเทศ เข้าร่วมแข่งขันเป็นประจำทุกปี
  • งานประเพณีสรงน้ำพระมหาธาตุเจดีย์ ชาวบ้านดอนแก้ว และชาวอำเภอกุมภวาปี จะจัดให้มีงานประเพณีสรงน้ำพระมหาธาตุเจดีย์ ในว้นเสาร์-อาทิตย์ แรก หลังวันสงกรานต์ เป็นประจำทุกปี

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

  • สวนสาธารณหนองประจักษ์ อำเภอเมืองอุดรธานี
  • ภูฝอยลม อำเภอหนองแสง
  • ทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี
  • อ่างเก็บน้ำชลประทานห้วยหลวง อำเภอเมืองอุดรธานี เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อการเกษตร และการประมง อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตร การประมง การจ่ายน้ำเพื่อการผลิตประปา ภายในอ่างเก็บน้ำ มีพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งพระองค์ท่านเคยเสด็จประทับเกือบทุกปี
  • สวนกล้วยไม้หอมอุดรซันไฌน์ อำเภอเมืองอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ซอยกมลวัฒนา เป็นสวนกล้วยไม้ที่ผลิตกล้วยไม้กลิ่นหอมพันธุ์ใหม่ของไทยซึ่งใช้เวลาในการค้นคว้า และผสมพันธุ์ระหว่างแวนด้า (Vanda) โจเซฟฟินแวนเบอร์โร (Josephine Van Berrow) ได้รับการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ที่สมาคมกล้วยไม้โลก ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2531 ชื่อพันธุ์ Udon Sunshine Orchid หรือพันธุ์นางสาวอุดรซันไฌน์ ซึ่งมีการนำไปสกัดทำน้ำหอมในชื่อเดียวกันไปจำหน่าย
  • วนอุทยานนายูง อำเภอน้ำโสม มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ น้ำตกยูงทอง ซึ่งเป็นน้ำตกตั้งอยู่บนสันเขาภูพาน และภูย่าอู มีลำน้ำไหลผ่านโขดหินสลับซับซ้อนสวยงาม ท่ามกลางความเขียวขจีของแมกไม้นานาพรรณ
  • อ่างเก็บน้ำพานสร้างคอม
  • อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน เป็นที่ตั้งของสถานที่ซึ่งแสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศ ซึ่งมีโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหินทรายที่ถูกขัดเกลา จากขบวนการกัดกร่อนทางธรรมชาติทำให้เกิดเป็นโขดหินน้อยใหญ่รูปร่างต่าง ๆ กัน ปรากฏเป็นหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตผู้คนในอดีตที่น่าสนใจหลายแห่งสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2463-2477
  • ถ้ำและเพิงหินต่างๆ
  • น้ำตกธารงาม ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าขุนห้วยสามทาก เป็นภูเขาสูงชัน และเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่ห้วยสามทาก ห้วยน้ำฆ้อง มีหน้าผา ถ้ำที่สวยงาม และมีลานหิน เป็นแหลขนาดใหญ่ มีก้อนหินใหญ่ตั้งวางเรียงราย และซ้อนกันอยู่
  • ถ้ำสิงห์
  • หนองหาน กุมภวาปี
  • วนอุทยานวังสามหมอ อยู่ในเขตพื้นที่ของตำบลหนองกุ้งทับม้า ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบะยาว-ป่าหัวนาคำ-ป่าหนองกุ้งทับม้า-ป่านายูง และป่าหนองหญ้าไซ ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบโดยทั่วไปเป็นป่าแดง หรือป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และโขดหินที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี

แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี

  • อนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ประสูติเมื่อ ปีพุทธศักราช 2399 ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สำเร็จราชการมณฑลฝ่ายเหนือ ระหว่าง พ.ศ. 112 - 118 ทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเมืองอุดรขึ้น เมื่อ ร.ศ. 112 ทรงจัดวางระเบียบราชการปกครองบ้านเมือง และรับราชการในหน้าที่สำคัญ ๆ ที่อำนวยประโยชน์แก่ราษฎร อนุสาวรีย์พระองค์ท่านตั้งอยู่กลางเมืองอุดรธานี
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง อำเภอหนองหาน ตั้งอยู่ที่บ้านเชียง ตำบลบ้านเชียง เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียง ระหว่างปี พ.ศ. 2517-2518 จากการศึกษาหลักฐาน ต่างๆ ที่พบทำให้บ้านเชียงเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุราว 1822-4600 โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้จดทะเบียนให้แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงเป็นมรดกโลกทางประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนธันวาคม 2535 ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย
  • อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อำเภอบ้านผือ
  • พระพุทธบาทหลังเต่า
  • พระพุทธบาทบัวบาน ตั้งอยู่บนเนินเขาในเขตตำบลเมืองพาน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอันเก่าแก่และมีการขุดค้นพบใบเสมาที่ทำด้วยหินเป็นจำนวนมากใบเสมาเหล่านี้สลักเป็นรูปบุคคล ศิลปะทวาราวดี
  • พระพุทธบาทบัวบก
  • วัดป่าภูก้อน
  • วัดป่าบ้านตาด ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านตาด สภาพโดยทั่วไปของวัดนี้มีลักษณะเป็นพื้นที่ป่าบนโคก ล้อมรอบด้วยกำแพง จุดประสงค์จะให้แสดงเขตแน่นอนของวัด ป้องกันอันตรายให้กับสัตว์ป่า ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าของวัด เพราะในบริเวณวัดมีสัตว์ป่าชุกชุม วัดป่าบ้านตาดเป็นที่พำนักของพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน พระอาจารย์วิปัสสนาสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต วัดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไปปฏิบัติธรรม
  • วัดทิพยรัฐนิมิตร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกระหว่างถนนนเรศวร เป็นวัดป่าอีกวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง ภายในวัดร่มรื่น มีเจดีย์องค์ใหญ่ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และรูปเหมือนหลวงปู่ถิร จิตธมโม เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน พร้อมเครื่องอัฐบริขาร เจดีย์นี้มีสัณฐานคล้ายทะนานที่ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุแต่ครั้งพุทธกาล สร้างแล้วเสร็จ พ.ศ. 2544
  • ศาลหลักเมืองจังหวัดอุดรธานี
  • ศาลเจ้าปู่ย่า ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟใกล้ตลาดหนองบัว เป็นศาลเจ้าของชาวจีนที่ใหญ่โต และสวยงาม มีสวนหย่อมริมหนองบัว บริเวณโดยรอบมีศาลาชมวิวกลางน้ำ 2 หลัง
  • วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมืองอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ตำบลหมากแข้ง เป็นวัดที่สร้างในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 โดยมหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ได้ชักชวนราษฎรในหมู่บ้านหมากแข้งสร้างวัด ซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใหม่ ต่อมาพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้ทรงประทานนามว่าวัดโพธิสมภรณ์
  • วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมืองอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ตำบลหมากแข้ง ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดเดิมหรือวัดเก่า ในวิหาร เล็ก ๆ ภายในวัดมีพระพุทธรูปหินสีขาวปางนาคปรกประดิษฐานอยู่ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อนาค เป็นที่เคารพสักการะของชาวอุดรธานี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นที่วัดร้างโนนหมากแข้ง และให้ชื่อว่าวัดมัชฌิมาวาส
  • คำชะโนด อำเภอบ้านดุง ตั้งอยู่ที่ตำบลวังทอง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือ มีต้นชะโนดขึ้นปกคลุมหนาแน่นเป็นจำนวนมาก ต้นชะโนดมีลักษณะคล้ายกับต้นตาล และต้นมะพร้าวรวมกัน ภายในสถานที่แห่งนี้มีศาลเจ้า และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้
  • พระธาตุดอนแก้ว หรือพระมหาธาตุเจดีย์ ตั้งอยู่ที่บ้านดอนแก้ว ประดิษฐานอยู่กลางวัดมหาธาตุเจดีย์ องค์พระธาตุมีลักษณะการสร้าง 2 ชั้น แต่ละชั้นมีรูปแกะสลักเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ นรก-สวรรค์ การก่อสร้างพระธาตุเป็นหินทรายรูปทรงสี่เหลี่ยม รอบนอกฉาบด้วยปูน สันนิษฐานว่าวัดพระธาตุดอนแก้ว ใบเสมา และเสาหินสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 12-13
  • วัดถ้ำสหาย

แหล่งท่องเที่ยวศิลปวัฒนธรรมประเพณีและกิจกรรม

  • แหล่งจำหน่ายผ้าพื้นเมือง บ้านนาข่า ตำบลนาข่า อำเภอเมืองอุดรธานี]
  • งานมหกรรมโฮมพาแลง แดนผ้าหมี่ขิดจังหวัดอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จัดระหว่างวันที่ 1-15 ธันวาคมของทุกปี
  • งานนมัสการพระพุทธบาทบัวบก อำเภอบ้านผือ จัดบริเวณวัดพระพุทธบากบัวบก ในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน3 ของทุกปี
  • งานฉลองเจ้าปู่ เจ้าย่า อำเภอเมืองอุดรธานี จัดทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี
  • งานประเพณีออกพรรษาชิงถ้วยพระราชทาน อำเภอกุมภวาปี ช่วงออกพรรษาของทุกปี
  • งานเทศกาลโคมลม อำเภอพิบูลย์รักษ์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี
  • งานถนนอาหาร สงกรานต์เมืองอุดรธานี อำเภอเมืองอุดรธานี จัดในช่วงวันสงกรานต์ของทุกปี ระหว่างวันที่10-16 เมษายนของทุกปี บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ และถนนเทศา
  • งานประเพณีบุญบั้งไฟล้าน บ้านธาตุ อำเภอเพ็ญ จัดขึ้นวันที่ 15 ค่ำ เดือน 6
  • บ้านไทพวน ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน

เส้นทางเชื่อมการท่องเที่ยวกับจังหวัดใกล้เคียง

  • อุดรธานี-หนองบัวลำภู-เลย จากวัดป่าบ้านตาด-วัดถ้ำกลองเพล-อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร-ถ้ำเอราวัณ-ภูกระดึง หรือภูหลวง-ภูเรือ-แก่งคุดคู้
  • อุดรธานี-หาดโขงแก่งโขง จากอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท-วัดป่าภูก้อน-วัดป่าบ้านเพิ่ม-หาดคัมภีร์-แก่งคุดคู้-น้ำตกตาดหมอก-น้ำตกธารทอง
  • อุดรธานี-หนองคาย จากวัดพระธาตุบังพวน-วัดพระธาตุองค์ตื้อ-เวียงคุก-สะพานมิตรภาพ-ท่าเสด็จ-ศาลาแก้วกู่
  • อุดรธานี-หนองบัว-ขอนแก่น วัดถ้ำกลองเพล-อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ-เขื่อนอุบลรัตน์-วัดพระพุทธบาทภูพานคำ-วัดพระธาตุขามแก่น-น้ำตกธารงาม
  • อุดรธานี-สกลนคร บ่อสร้างเหวย-บ้านเชียง-วัดป่าอุดมสมพร-วัดถ้ำขาม-หนองหาน-วัดพระธาตุเชิงชุม-วัดป่าสุทธาวาส-พระตำหนักภูพานราชนิเวศ-น้ำตกปรีชาสุขสันต์-เขื่อนน้ำอูน
  • อุดรธานี-กาฬสินธุ์ วัดป่าบ้านตาด-วัดมหาธาตุเจดีย์ดอนแก้ว-วัดป่าแมว-วนอุทยานภูพระ-เขื่อนลำปาว-สวนสะออน-ไดโนเสาร์สหัสขันธ์-บ้านโพนแพรวา

สวนสาธารณะในจังหวัดอุดรธานี

1. สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนคร เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า หนองนาเกลือ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัว เมืองเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี ในปี พ.ศ. 2530 เทศบาลเมืองอุดรธานีได้ทำการปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยบริเวณตัวเกาะกลางน้ำได้จัดทำสวนหย่อม ปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิดสวยงามมาก ทำสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ มีน้ำพุ หอนาฬิกา และสวนเด็กเล่น แต่ละวันจะมีประชาชนไปพักผ่อนและออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือจะมีพระตำหนักหนองประจักษ์ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน

2. สวนสาธารณะหนองสิม เป็นสวนสาธารณะในย่านชุมชนที่จะให้บริการแก่ประชาชนสำหรับเป็นสถานที่ใช้ในการออกกำลังกาย พักผ่อน ซึ้งภายในได้มีการจัดพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ

3. สวนสาธารณะหนองบัว เป็นสวนสาธารณะสำหรับใช้ออกกำลังกายจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ประชาชนในพื้นที่ได้เป็นสถานที่พบปะพูดคุยกัน สวนสาธารณะหนองบัวตั้วอยู่ภายในเขตอำเภอเมืองอุดรธานี ภายในจัดเป็นสวนหย่อมปลูกต้นไม้ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม อีกทั้งยังมีการจัดแสดงน้ำพุให้ได้ชมกันอีกด้วย และรอบสวนสาธารณะหนองบัวยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดอุดรธานีตั้งอยู่ด้วย นั่นก็คือ ศาลเจ้าปู่ย่า จังหวัดอุดรธานี

อุทยาน

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

ประวัติศาสตร์

การปกครอง

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดอุดรธานี - วิกิพีเดีย

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

ประชากรและสภาพทางสังคม

 

การเลือกตั้ง 

ประเพณีและวัฒนธรรม

เว็บไซต์จังหวัดอุดรธานี

จังหวัดอุดรธานี

www.udonthani.go.th/home/generality/view.pdf

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ เว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย
โครงสร้างพื้นฐาน เว็บไซต์กรมการค้าภายใน Welcome to DIT : สำนักงานการค้าภายในจังหวัดอุดรธานี
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

จังหวัดอุดรธานี - วิกิพีเดีย

จังหวัดอุดรธานี แหล่งท่องเที่ยว


รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

จังหวัดอุดรธานี - วิกิพีเดีย

ต้นเต็ง

dnp.go.th  

ดอกทองกวาว

gotoknow.org

แผนที่ที่ตั้งจังหวัด

จังหวัดอุดรธานี - วิกิพีเดีย

แผนที่อาณาเขต

thaienergydata.in.th

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

http://www.udonthani.go.th/home/download/udon_map.JPG

 

JoomSpirit