มหาสารคาม

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดมหาสารคาม

Seal Maha Sarakham

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดมหาสารคาม

รูปต้นรังใหญ่ กับทุ่งนา หมายถึง พื้นดินอันอุดมให้ความสุขสมบูรณ์แก่ประชาชน ซึ่งมีการทํานาเป็นอาชีพหลัก พื้นที่ในจังหวัดนี้อุดมสมบูรณ์

คำขวัญประจำจังหวัด

พุทธมณฑลอีสาน ถิ่นฐานอารยธรรม
ผ้าไหมล้ำเลอค่า ตักสิลานคร

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

ได้แก่ ต้นพฤกษ์ (มะรุมป่า) และดอกลั่นทมขาว

5-7 6-12 4-9
รูปที่ 2 ต้นพฤกษ์ (มะรุมป่า) รูปที่ 3 ต้นพฤกษ์ (มะรุมป่า) รูปที่ 4 ดอกลั่นทมขาว

ราว พ.ศ. 2218 แผ่นดิจสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ชาวเมืองศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง) ข้ามมาอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงทางภาคอีสานของไทย

เมืองร้อยเอ็ดได้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2318 (ก่อนเมืองมหาสารคาม 90 ปีบริบูรณ์) ปรากฏในพงศาวดารภาคอีสานของหอสมุดว่า สมัครพรรคพวกที่ไปขอขึ้นด้วยมากขึ้นทุกที ในที่สุดพระยาพรหม พระยากรมท่าเห็นว่าท้าวทนต์เป็นตระกูลสูงเก่าแก่ และมีความเฉลียวฉลาด

ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมเป็นอันดีทั้งมีคนเคารพเลื่อมใสยอมตนเข้าเป็นพรรคพวกเป็นอันมาก สมควรจะเป็นเจ้าเมืองต่อไปอีกได้ จึงพร้อมด้วยเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าหมื่นน้อย เจ้าธรรมสุนทรซึ่งเป็นญาติของท้าวสุทนต์ กับท้าวเชียง ท้าวสูน มาว่ากล่าวประนีประนอมให้คืนดีกันจนเป็นผลสำเร็จแล้วพระยาพรหม พระยากรมท่าก็มีใบบอกขอยกเอาดงกุ่มขึ้นเป็นเมือง ขอท้าวสุทนต์เป็นเจ้าเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสุทนต์เป็นพระขัติยะวงศาให้ยกดงกุ่มเป็นเมืองร้อยเอ็ดในปี พ.ศ. 2318 นั้นเอง (เหตุที่ให้นามว่า ขัติยะวงศา เพราะท้าวแก้วต้นตระกูลเป็นผู้สืบสายจากกษัตริย์เวียงจันทน์) ต่อจากนั้นพระขัติยะวงศา (สุทนต์) ได้เริ่มอำนวยการให้ราษฎรแผ้วป่าดงกุ่มสร้างเมืองใหม่ตามมีพระบรมราชโองการ ต่อจากนั้นก็มีการสร้างวัดวาอาราม ปรับปรุงบ้านเมืองในด้านการปกครองการศาสนา ตลอดจนส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎรให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ครั้น พ.ศ. 2326 พระขัติยะวงศา (สุทนต์) ชราภาพลงมาก จึงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระนิคมจางวาง พระนิคมจางวาง (สุทนต์) ได้โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวศีลัง เป็นพระขันติยะวงศา เจ้าเมืองแทนบิดา ให้ท้าวภูเป็นอุปฮาช ท้าวอ่อนเป็นราชวงศ์ ต่อมาพระขัติยะวงศา (ศีลัง) มีความชอบในราชการสงครามจึงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาขัติยะวงศาพิสุทธาธิบดี

ปี พ.ศ. 2380 หลังจากปราบปรามกบฏเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์ สงบราบคาบแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเห็นว่า สามพี่น้องมีความชอบในราชการเป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยาขัติยะวงศา (ศีลัง) ขึ้นเป็นพระยาชั้นพานทองและพระราชทานพานทองคำขนาดใหญ่ 1 ใบ โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวภูเป็นพระรัตนวงศาเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ให้ท้าวอ่อนเข้าไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กหลวงอยู่ในพระบรมหาราชวัง เมื่องพระรัตนวงศา (ภู) ผู้นี้ถึงอนิจกรรมแล้ว ก็โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวอ่อนมหาดเล็กออกมาเป็นเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ

เมื่อพระยาขัติยะวงศาถึงแก่อนิจกรรมลง อุปฮาชสิงห์พร้อมด้วยท้าวจันทร์และราชวงศ์อินได้นำใบบอกไปขอศิลาหน้าเพลิง ณ กรุงเทพฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพิชัยสุริวงศ์เป็นผู้รักษาราชการเมืองร้อยเอ็ดแทนบิดาหลังจากจัดการพระราชทานเพลิงศพบิดาเสร็จแล้ว อุปฮาชสิงห์ได้จัดให้มีการเล่นโปขึ้นที่หอนั่งในจวนของพระยาขัติยะวงศา และชักชวนให้พระพิชัยพี่ชายเล่นด้วย พอยามดึกสงัดพระพิชัยได้ถูกคนร้ายลอบแทงถูกสีข้างข้างซ้ายถึงแก่กรรม ขณะนั้นพระรัตนวงศา (ภู) น้อยชายพระยาขัติยะวงศาได้มาทำการปลงศพพี่ชายที่เมืองร้อยเอ็ดด้วย ได้พร้อมกับกรมการเมืองทำการสืบหาตัวผู้ร้าย จับตัวเจ๊กจั๊นผู้ชึ่งเป็นผู้ร้ายได้ พระรัตนวงศา (ภู) สงสัยอุปฮาชสิงห์หลายชาย จึงจับตัวส่งไปกรุงเทพฯ พร้อมเจ๊กจั๊น ครั้นเดินทางใกล้ถึงเมืองนครราชสีมาอุปฮาชสิงห์ได้กินยาพิษถึงถึงแก่กรรมเสียก่อนยังมิได้มีการไต่สวนพิพากษาแต่อย่างใด คดีจึงเป็นอันระงับไป

ฝ่ายท้าวศรีวงศ์บุตรของอุปฮาชสิงห์ ซึ่งมีอายุ 11 ปี เมื่อบิดาถูกส่งไปกรุงเทพฯ ญาติหวาดหวั่นว่าจะได้รับภัยด้วย จึงส่งตัวท้าวศรีวงศ์ไปไว้ที่เมืองสุวรรณภูมิ และได้ถูกส่งตัวไปจนถึงเขตแขวงเมืองยโสธรนัยว่าไม่ได้ฝากฝังไว้กับใคร ชีวิตจึงต้องระเหเร่ร่อนได้รับความทรมานลำบากยากแค้น ถึงกับต้องอาศัยนอนตามถนนหนทางและศาลาวัดและเที่ยวขอทานประทังชีวิตไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ท้าวศรีวงศ์ได้รับความทุกข์ทรมานอยู่เช่นนี้ 6 เดือนเศษ จึงได้พบกับสมภารทองสุก ซึ่งมีวัดใกล้เมืองยโสธร โดยพบขณะนอนหลับอยู่ใต้ธรรมาสน์บนศาลา จึงปลุกขึ้นมาสอบถามความเป็นมา เมื่อได้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนต้องหลบหนีมาสมภารทองสุกเกิดความสงสารจึงชักชวนให้อยู่ด้วยและได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า "ท้าวกวด" และทำการบรรพชาให้เป็นสามเณร ให้เล่าเรียนภาษาบาลี พระธรรมวินัย ภาษาไทย จนแตกฉาน ต่อมาได้อุปสมบทได้สองพรรษาก็ลาสิกขาบทออกไปทำราชการที่เมืองอุบลฯ ทำราชการมีความชอบจนได้รับแต่งตั้งเป็นที่ท้าวมหาชัย

พ.ศ. 2399 ท้าวมหาชัยได้รับจดหมายของพระขัติยะวงศา (จันทร์) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดเรียกให้กลับไปรับราชการที่เมืองร้อยเอ็ด จึงได้กลับไปรับราชการอยู่กับญาติของตน

พ.ศ. 2402 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยากำแหงสงคราม (แก้ว สิงหเสนี) เจ้าเมืองนครราชสีมา เป็นข้าหลวงแม่กองสักออกไปสักเลขทางหัวเมืองตะวันออก ตั้งอยู่ที่เมืองยโสธรคราวนี้กรมการเมืองร้อยเอ็ด ได้นำตัวเลขไปสักที่เมืองยโสธรเป็นจำนวน 13,000 คนเศษ พระขัติยะวงศา (จันทร์) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดเห็นว่า พลเมืองของร้อยเอ็ดมีมากขึ้นประกอบกับท้าวมหาชัยเป็นผู้มีความชอบในราชการหลายอย่าง ทั้งชื่อสัตย์มั่นคง มีสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม สมควรเป็นเจ้าเมืองได้ ถ้าแยกออกไปตั้งเมืองหนึ่งก็จะเป็นการสมควร จึงปรึกษาหารือกับกรมการเมืองแล้วเห็นชอบให้ตั้งเมืองใหม่ พระขัติยะวงศาจึงให้ท้าวมหาชัย (กวด) กับอุปฮาชภูไปสำรวจที่ตั้งเมือง และได้เลือกที่ดินระหว่างห้วยคะคางและกุดนางใย เพราะเป็นโคกเนินสูงน้ำไม่ท่วมถึง หน้าแล้งก็ได้อาศัยน้ำห้วยคะคางและกุดนางใย หนองกระทุ่มเป็นที่ใช้สอย บริโภคของประชาชน เมืองได้ถูกสร้างขึ้นในปี 2408 เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้วพระขัติยะวงศา ขอท้าวมหาชัย (กวด) เป็นเจ้าเมือง ขอท้าวบัวทอง (พานทอง) เป็นอรรคฮาช (ทั้งสองคนเป็นหลานพระยาขัติยะวงศา) ขอท้าวไชยวงศา (ฮึง) บุตรพระยาขัติยะวงศา (ศีลัง) เป็นอรรควงศ์ ขอท้าวเถื่อนบุตรพระขัติยะวงศา (จันทร์) เป็นอรรคบุตร และให้ท้าวมหาชัย (กวด) กับพวกทั้งสามคนทำใบบอกลงไปทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 4 ที่กรุงเทพฯ

พ.ศ. 2412 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองมหาสารคาม ซึ่งเกิดใหม่และเป็นเมืองขึ้นของเมืองร้อยเอ็ดให้ยกไปขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร ฐานะของอรรคฮาช อรรควงศ์ อรรคบุตร ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นอุปฮาชราชวงศ์ ราชบุตร พร้อมกันทันที และในปีนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จสวรรคต

พ.ศ. 2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้มีตราถึงเมืองมหาสารคาม และหัวเมืองตะวันออกว่า ให้ยกเลิกธรรมเนียมตั้งข้าหลวงกองสักที่มาสักเลขตามหัวเมือง และขอให้ไพร่บ้านพลเมืองไปอยู่ในความปกครองของเมืองใดก็ได้ตามใจสมัคร และโปรดเกล้าฯ ให้ทำสำมะโนครัวตัวเลขส่งไปยังกรุงเทพฯ ในปีนี้พลเมืองของร้อยเอ็ดได้พากันอพยพมาขอขึ้นอยู่กับเมืองมหาสารคามอย่างมาก

พ.ศ. 2418 พวกฮ่อได้ยกทัพมาตีหัวเมืองต่างๆ ของหลวงพระบางซึ่งเวลานั้นเป็นเมืองขึ้นของไทย และตระเตรียมกองทัพจะยกมาตีเมืองเวียงจันทน์ และหนองคายจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) เป็นแม่ทัพใหญ่ให้เกณฑ์กำลังทางหัวเมืองตะวันออกไปปราบฮ่อทางเมืองหนองคาย พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ได้ส่งให้พระเจริญราชเดช (ท้าวมหาชัย กวด ภวภูตานนท์) เกณฑ์กำลังเมืองมหาสารคาม เมืองร้อยเอ็ด เป็นแม่ทัพหน้ายกไปสมทบทัพของพระพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์เจ้าเมืองอุบลราชธานี และพระยาชัยสุนทร (ทน) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ โดยให้ราชบุตร (เสือ) เมืองร้อยเอ็ดเป็นนายกองผู้ช่วยพระเจริญราชเดช (มหาชัยกวด) ทัพไทยได้ยกข้ามโขงไปโจมตีและเกิดตลุมบอนกันจนฮ่อแตกกระจาย ผลปรากฏว่าราชบุตรเสือถูกฮ่อยิงถูกมือขวาโลหิตไหล พวกพลจึงเข้าพยุงกลับมา ส่วนพระเจริญราชเดชได้ถูกกระสุนปืนของฮ่อที่ต้นขาซ้าย และแขนซ้าย ตกจากหลังม้าอาการสาหัสไพร่พลจึงเข้าพยุงขึ้นใส่บ่าจะพากลับที่พัก แต่พระเจริญราชเดชไม่ยอมกลับ โดยอ้างว่า "กลับไปก็อายเขา เมื่อถึงที่ตายก็ขอให้ตายในที่รบ ฯลฯ" จึงสั่งให้ไพร่พลพยุงขึ้นบนหลังม้าแล้วพยายามขับขี่ต่อไปอีก ในวันต่อมากองทัพไทยได้ยกเข้าตีค่ายโพธานาเลา ได้ชัยชนะอีก พวกฮ่อได้แตกหนีไป ไทยจับได้พวกฮ่อและสาตราวุธมากมาย

เมื่อเสร็จการปราบฮ่อแล้ว พระยามหาอำมาตย์ ข้าหลวงใหญ่ภาคอีสานได้กลับไปจัดราชการอยู่ที่เมืองร้อยเอ็ด กองทัพอื่นๆ ก็กลับไปยังบ้านเมืองตามเดิม ส่วนพระเจริญราชเดช ที่ถูกยิงและตกจากหลังม้านั้น มีอาการป่วยได้เข้าพักรักษาตัวอยู่ที่คุ้มเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ และต่อมาได้กลับมารักษาตัวที่เมืองมหาสารคามและได้ถึงแก่อนิจกรรมลงเมื่อ พ.ศ. 2421 อุปฮาช (ฮึง) ผู้เป็นอาพร้อมด้วยกรมการเมืองปรึกษากันเห็นว่า ท้าวสุพรรณ บุตรพระเจริญราชเดชสมควรจะเป็นเจ้าเมืองต่อไปได้ จึงเขียนใบบอกให้ท้าวสุพรรณนำลงไปยังกรุงเทพฯ ขณะที่ท้าวสุพรรณเดินทางไปยังไม่ถึงกรุงเทพฯ ก็ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อนที่กลางทาง ตำแหน่งเจ้าเมืองมหาสารคามจึงได้ว่าง ต่อมาถึง 2 ปี โดยมีอุปฮาช (ฮึง) รักษาการแทนอยู่

พ.ศ. 2422 ขุนหลวงสุวรรณพันธนากร (คำภา) ขุนสุนทรภักดีสมมุติตนเองขึ้นเป็นข้าหลวงเชิญท้องตราพระราชสีห์ขึ้นไปเที่ยวตามหัวเมืองตะวันออก อ้างว่าโปรดเกล้าฯ ให้มาชำระถ้อยความของราษฎรที่เกิดขึ้น แต่หนังสือที่ว่าเป็นท้องตรานั้นประทับเป็นรูปราชสีห์ถือเศวตฉัตรสองตัวเป็นเส้นลายทอง และถือหนังสือของขุนบรรเทาพินราชกรมมหาดไทยว่า ตนเป็นนายเวรของกรมพระบำราบปรปักษ์มาถึงอุปฮาช ราชวงศ์ราชบุตรเมืองมหาสารคามว่า ตนมาชำระคดีเรื่องขุนสุนทรและท้าวจันทร์ชมภู อุปฮาชฮึงและกรมการเมืองมหาสารคามมีความสงสัย เพราะเห็นว่ามีพิรุธแต่ครั้นจะกักตัวไว้ก็ไม่ปรากฏว่าทุจริต จึงได้มีใบบอกไปยังกรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีตราถึงหัวเมืองตะวันออกให้ทำการตรวจจับขุนแสวงฯ และขุนสุนทรภักดีส่งไปกรุงเทพฯ

พ.ศ. 2422 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้อุปฮาชฮึงเป็นพระเจริญราชเดชเจ้าเมืองมหาสารคาม และในปีนี้ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองพยัคฆภูมิพิสัย ขึ้นในปกครองของเมืองสุวรรณภูมิแต่มาตั้งเมืองในเขตของเมืองมหาสารคาม

พ.ศ. 2425 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านนาเลาเป็นเมืองวาปีปทุม แต่บ้านนาเลาไม่เหมาะสมกับการตั้งเมือง จึงได้มาตั้งที่บ้านหนองแสง และโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านวังทาหอขวางเป็นเมืองโกสุมพิสัย

พ.ศ. 2432 อุปฮาชผู้รักษาเมืองสุวรรณภูมิ มีใบบอกกล่าวโทษเมืองมหาสารคามสุรินทร์ ศรีสะเกษ ว่าแย่งเอาเขตของตนไปตั้งเป็นเมือง เฉพาะเมืองมหาสารคาม ถูกหาว่าขอเอาบ้านนาเลาตั้งเป็นเมืองวาปีปทุม ได้โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงนครจำปาศักดิ์ ข้าหลวงอุบลฯ ทำการไต่ส่วนว่ากล่าวในเรื่องนี้ แต่เมืองเหล่านี้ได้ตั้งมานานแล้วรื้อถอนไม่ได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เมืองวาปีปทุมเป็นเมืองขึ้นของเมืองมหาสารคามไปตามเดิม โดยมิได้โยกย้ายประการใด

ในปี พ.ศ. 2443 เมืองมหาสารคาม ได้จัดการแบ่งเขตเมืองตั้งขึ้นเป็นอำเภอคือ (1) อำเภออุทัยสารคาม (2) อำเภอประจิมสารคาม ส่วนเมืองวาปีปทุม โกสุมพิสัย ก็คงให้เป็นเมืองขึ้นของเมืองมหาสารคามไปตามเดิม และได้ให้เปลี่ยนเป็นอำเภอในปีนี้ เช่นเดียวกัน

พ.ศ. 2444 เมืองมหาสารคาม มีอำเภอขึ้นอยู่ในความปกครอง 4 อำเภอ คือ อุทัยสารคาม ประจิมสารคาม วาปีปทุมและโกสุมพิสัย ยุบเมืองพยัคฆภูมิพิสัย ลงเป็นอำเภอ พยัคฆภูมิพิสัย และย้ายที่ว่าการอำเภอจากบ้านนาข่าไปตั้งที่ตำบลปะหลานแต่นั้นมา แล้วโอนอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยจากเมืองสุวรรณภูมิมาให้ขึ้นอยู่ในความปกครองของร้อยเอ็ดในปีนั้น

พ.ศ. 2454 ย้ายอำเภอประจิมสารคาม จากเมืองมหาสารคามไปตั้งทางทิศตะวันตก เมืองมหาสารคาม ไปติดตั้งกับหนองบรบือ เรียกใหม่ว่าอำเภอท่าขอนยาง และเปลี่ยนนามอำเภออุทัยสารคาม เรียกว่า อำเภอเมืองมหาสารคาม

พ.ศ. 2456 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมณฑลร้อยเอ็ดขึ้น ตั้งศาลารัฐบาลที่เมืองร้อยเอ็ด (ที่ทำการมณฑลเรียกว่า ศาลากลางรัฐบาลมณฑล) โอนเมืองกาฬสินธุ์ เมืองมหาสารคามจากมณฑลอีสาน (ซึ่งเปลี่ยนเป็นมณฑลอุบลราชธานี) มาขึ้นมณฑลร้อยเอ็ดซึ่งตั้งใหม่ และในปีนี้ได้จัดตั้งศาลยุติธรรมขึ้นในจังหวัดมหาสารคามเป็นครั้งแรก โอนอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยจากจังหวัดร้อยเอ็ด มาขึ้นในความปกครองของจังหวัดมหาสารคาม โอนอำเภอกันทรวิชัย (แล้วเปลี่ยนเป็นอำเภอโคกพระ) จากจังหวัดกาฬสินธุ์มาขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม

วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร์ซึ่งมีพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช และพระยาฤทธิอาคเณ เป็นหัวหน้า ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตย มาเป็นประชาธิปไตย

เมืองมหาสารคามนับเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของชาวอีสาน มีชุมชนโบราณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุมชนบ้านเชียงเหียน หมู่บ้านปั้นหม้อของชาวบ้านหม้อ ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคามแหล่งโบราณสถาน และสถานที่สำคัญทางศาสนาก็มี พระธาตุนาดูน กู่สันตรัตน์ อำเภอนาดูน กู่บ้านแดง อำเภอปีปทุมปรางค์กู่ ตำบลเขวา อำเภอเมืองมหาสารคาม ที่น่ามาศึกษาหาความรู้ทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันจังหวัดมหาสารคามเป็นเมืองตักสิลา เมืองการศึกษาของชาวเมืองตักสิลา เมืองการศึกษาของชาวอีสาน มีทั้งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันราชภัฏมหาสารคาม วิทยาลัยพลศึกษา วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี วิทยาลัยอาชีวศึกษา รวมทั้งสถานศึกษาอุดมศึกษาของภาคเอกชน ซึ่งในช่วงเปิดภาคเรียนจังหวัดมหาสารคาม จะครึกครื้นไปด้วยนักศึกษาจากต่างถิ่นที่มาศึกษาหาความรู้จากสถานศึกษาต่างๆ ในจังหวัดมหาสารคาม

ที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ

Thailand 7-4-1
รูปที่ 5 ที่ตั้งจังหวัดมหาสารคาม รูปที่ 6 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดมหาสารคาม


ที่ตั้งและขนาด  :  ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นรุ้งที่  ๑๕ องศา  ๒๕   ลิปดา และ ๑๖ องศา  ๔๐  ลิปดาเหนือ เส้นแวงที่  ๑๐๒ องศา  ๕๐ ลิปดา และ ๑๐๓ องศา  ๓๐ ลิปดาตะวันออก มีพื้นที่  ๕,๒๙๑.๖๘๓  ตารางกิโลเมตร หรือ  ๓,๓๐๗,๓๐๑.๘๗๕ ไร่ ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ  ๔๗๐  กิโลเมตร  มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดกาฬสินธุ์
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดร้อยเอ็ด
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดบุรีรัมย์

ลักษณะภูมิประเทศ

โดยทั่วไปเป็นพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบถึงลูกคลื่นลอนลาด สูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ ๑๓๐ - ๒๓๐ เมตร ทิศตะวันตกและทิศเหนือเป็นที่สูงในเขตอําเภอโกสุมพิสัย อําเภอเชียงยืน และอําเภอกันทรวิชัย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัด และค่อย ๆ เทลาดมาทางทิศตะวันออกและทิศใต้ สภาพพื้นที่แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ คือ

  1. พื้นที่ราบเรียบถึงค่อนข้างราบเรียบ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มริมน้ํา เช่น ที่ราบลุ่มริมแม่น้ําชี ในบริเวณอําเภอเมืองมหาสารคาม อําเภอโกสุมพิสัย และทางตอนใต้ของจังหวัดแถบชายทุ่งกุลาร้องไห้
  2. พื้นที่ค่อนข้างราบเรียบสลับกับลูกคลื่นลอนลาด พบทางบริเวณตอนเหนือของอําเภอพยัคฆภูมิพิสัย เป็นแนวยาวไปทางตะวันออกถึงอําเภอเมืองมหาสารคาม
  3. พื้นที่ลูกคลื่นลอนลาดสลับกับพื้นที่ลูกคลื่นลอนชันพบทางตอนเหนือและตะวันตกของจังหวัด บริเวณนี้มีเนื้อที่ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัด


ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน ประเทศไทยจึงแบ่งออกได้ ๓ ฤดู

  • ฤดูร้อน ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์-กลางเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเปลี่ยนจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเป็นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
  • ฤดูฝน ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนตุลาคม ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้บริเวณมหาสมุทรอินเดีย
  • ฤดูหนาว ช่วงกลางเดือนตุลาคม-กลางเดือนกุมภาพันธ์ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากประเทศมองโกเลียและจีน

สภาพโดยทั่วไปจะมีลักษณะฝนตกสลับกับอากาศแห้ง(Wet and dry climate) มีปริมาณน้ําฝนเฉลี่ยต่อปี ๒๕๕๔ ประมาณ ๑๒๔.๑๕ มม./ปี โดยมีจํานวนวันที่ฝนตกตลอดทั้งปีจํานวน ๑๑๐ วัน

  • ปริมาณฝนที่ตกมากที่สุดวัดได้เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๔ เท่ากับ ๓๘๕.๓ มิลลิเมตร
  • อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี ๒๖.๙๘ องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยทั้งปี ๗๕.๒๔ สําหรับอุณหภูมิสูงสุดวัดได้เมื่อเดือนเมษายนและเดือนกรกฎาคมประมาณ ๓๙.๔ องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิต่ําสุดวัดได้เมื่อเดือนมกราคม ประมาณ ๑๒.๖ องศาเซลเซียส

ด้านการเมืองการปกครอง

เขตการปกครอง : จังหวัดแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๓ อําเภอ อบต. ๑๒๔ แห่ง เทศบาล ๑๘ แห่ง หมู่บ้าน ๑,๙๔๔ แห่ง อําเภอที่มีพื้นที่มากที่สุดคือ โกสุมพิสัย (๘๒๗.๘๗๖) รองลงมาคือ อําเภอบรบือ (๖๘๑.๖๒๒) อําเภอวาปีปทุม (๖๐๕.๗๗๔) และอําเภอเมือง (๕๕๖.๖๙๗) ตามลําดับ

Amphoe
  1. อำเภอเมืองมหาสารคาม
  2. อำเภอแกดำ
  3. อำเภอโกสุมพิสัย
  4. อำเภอกันทรวิชัย
  5. อำเภอเชียงยืน
  6. อำเภอบรบือ
  7. อำเภอนาเชือก
  8. อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย
  9. อำเภอวาปีปทุม
  10. อำเภอนาดูน
  11. อำเภอยางสีสุราช
  12. อำเภอกุดรัง
  13. อำเภอชื่นชม

 

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น

แบ่งออกเป็น 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 131 องค์การบริหารส่วนตำบล 1 เทศบาลเมือง และ 17 เทศบาลตำบล โดยมีรายชื่อเทศบาลดังนี้

  • เทศบาลเมืองมหาสารคาม
  • เทศบาลตำบลท่าขอนยาง
  • เทศบาลตำบลขามเรียง
  • เทศบาลตำบลเชียงยืน
  • เทศบาลตำบลโพนทอง
  • เทศบาลตำบลหนองกุง
  • เทศบาลตำบลกุดปลาดุก
  • เทศบาลตำบลแวงน่าง
  • เทศบาลตำบลแกดำ
  • เทศบาลตำบลมิตรภาพ
  • เทศบาลตำบลหัวขวาง
  • เทศบาลตำบลโคกพระ
  • เทศบาลตำบลนาเชือก
  • เทศบาลตำบลนาดูน
  • เทศบาลตำบลหัวดง
  • เทศบาลตำบลบรบือ
  • เทศบาลตำบลพยัคฆภูมิพิสัย
  • เทศบาลตำบลหนองแสง

หัวหน้าส่วนราชการ

bos1

นายนพวัชร  สิงห์ศักดา

ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

bos2

นายยิ่งยศ  ธนะจันทร์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

bos3

นายธวัช  สุระบาล

รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม

 

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดมหาสารคาม

  • นายวินัย ตรงจิตพิทักษ์

การเลือกตั้ง  :  ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา  พุทธศักราช ๒๕๕๐  จังหวัดมหาสารคาม แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น  ๕  เขต  มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบแบ่งเขตเลือกได้เขตละ  ๑  คน  ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่  ๓  กรกฎาคม  ๒๕๕๔ ปรากฏว่า  มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งภายในเขตจังหวัดจํานวน  ๗๐๗,๗๐๕  คน  มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจํานวน  ๕๒๑,๑๔๗  คน  คิดเป็นร้อยละ  ๗๓.๖๓  แต่ละเขตมีผลการเลือกตั้งปรากฏดังนี้  

เขตเลือกตั้งที่  ๑ นายสุรจิตร  ยนต์ตระกูล ได้คะแนน  จํานวน  ๗๑,๓๑๘  คะแนน สังกัดพรรคเพื่อไทย
เขตเลือกตั้งที่  ๒ นายไชยวัฒน์  ติณรัตน์ ได้คะแนน  จํานวน  ๖๓,๖๔๓  คะแนน สังกัดพรรคเพื่อไทย
เขตเลือกตั้งที่  ๓ นายยุทธพงศ์  จรัสเสถียร ได้คะแนน  จํานวน  ๖๑,๐๑๒  คะแนน สังกัดพรรคเพื่อไทย
เขตเลือกตั้งที่  ๔ นายจิรวัฒน์  ศิริพาณิชย์ ได้คะแนน  จํานวน  ๗๐,๙๓๕  คะแนน สังกัดพรรคเพื่อไทย
เขตเลือกตั้งที่  ๕ นางกุมาลวตี  ศิริโกมุท ได้คะแนน  จํานวน  ๖๐,๔๒๕  คะแนน สังกัดพรรคเพื่อไทย

 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อจํานวน  ๒  คน  ดังนี้ 

๑. นางรังสิมา  เจริญศิริ ได้คะแนนเฉพาะในเขตจังหวัดมหาสารคาม  จํานวน  ๓๗๓,๙๖๑ คะแนน สังกัดพรรคเพื่อไทย
๒. นายชาญชัย  ชัยรุ่งเรือง ได้คะแนนเฉพาะในเขตจังหวัดมหาสารคาม  จํานวน  ๗,๑๕๓   คะแนน สังกัดพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

 

ประชากร : จังหวัดมีประชากรจํานวน ๙๓๗,๗๐๘ คน แบ่งเป็นชาย จํานวน ๔๖๔,๙๖๙ คน และหญิง จํานวน ๔๗๒,๗๓๙ คน จํานวนครัวเรือนทั้งหมด ๒๕๖,๘๓๕ ครัวเรือน อําเภอที่มีประชากรมากที่สุดสามอันดับแรก คือ อําเภอเมืองมหาสารคาม (๑๔๓,๗๔๕) อําเภอโกสุมพิสัย (๑๒๐,๒๓๙) และอําเภอวาปีปทุม (๑๑๔,๑๗๓) ตามลําดับ ความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลี่ยเท่ากับ ๑๘๐.๙๑ คน/ตร.กม. อําเภอที่มีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดคือ อําเภอเมืองมหาสารคาม (๒๕๘.๒๑) รองลงมาอําเภอชื่นชม (๒๑๙.๙๘)และอําเภอพยัคฆภูมิพิสัย (๒๑๓.๐๙) ตามลําดับ

ด้านสังคม

การศึกษา : จังหวัดมหาสารคามมีสถาบันการศึกษาจําแนกตามระบบการศึกษาและสังกัด ดังนี้

สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวน ๖๓๓ แห่ง ได้แก่

(๑) โรงเรียนในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต ๑ จํานวน ๒๑๗ แห่ง
(๒) โรงเรียนในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต ๒ จํานวน ๒๓๕ แห่ง
(๓) โรงเรียนในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต ๓ จํานวน ๑๔๗ แห่ง
(๔) โรงเรียนในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม เขต ๒๖ จํานวน ๓๔ แห่ง

ศูนย์การศึกษาพิเศษประจําจังหวัดมหาสารคาม ๑ แห่ง

สํานักงานการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ๑ แห่ง ระดับอําเภอ ๑๒ แห่ง

โรงเรียนในสังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองจํานวน ๗ แห่ง

สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประกอบด้วย

(๑) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ๑๘ คณะ
(๒) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ๗ คณะ

สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จํานวน ๖ แห่ง

(๑) วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม
(๒) วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม
(๓) วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจังหวัดมหาสารคาม
(๔) วิทยาลัยสารพัดช่างมหาสารคาม
(๕) วิทยาลัยการอาชีพวาปีปทุม
(๖) วิทยาลัยการอาชีพพยัคฆภูมิพิสัย

สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตมหาสารคาม จํานวน ๑ แห่ง

สถาบันศึกษาสังกัดกรมการศาสนา ประกอบด้วย

(๑) โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ จํานวน ๑๑ แห่ง
(๒) โรงเรียนศาสนาแผนกธรรม จํานวน ๑๓ แห่ง
(๓) โรงเรียนศาสนาแผนกบาลี จํานวน ๑๑ แห่ง
(๔) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จํานวน ๑๔๓ แห่ง

สถานศึกษาอื่นๆ ประกอบด้วย

(๑) สํานักบริหารการศึกษาส่วนท้องถิ่น ๗ แห่ง
(๒) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดกรมพัฒนาชุมชน จํานวน ๑๑๐ แห่ง
(๓) วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม
(๔) สังกัดองค์การบริหารส่วนตําบล ๑๑ แห่ง

การศาสนา ประชาชนจังหวัดมหาสารคามส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

การสาธารณสุข

สถานบริการสาธารณสุข จังหวัดมีสถานบริการสาธารณสุข ๒ ประเภท คือ

๑. สถานบริการสาธารณสุขภาครัฐ

  • โรงพยาบาลทั่วไป ขนาด ๔๗๒ เตียง ๑ แห่ง (รพท.มหาสารคาม)
  • โรงพยาบาลชุมชน ขนาด ๑๒๐ เตียง ๑ แห่ง - (รพ.โกสุมพิสัย) ขนาด ๙๐ เตียง ๑ แห่ง - (รพ.พยัคฆภูมิพิสัย) ขนาด ๖๐ เตียง ๓ แห่ง - (รพ.บรบือ, รพ.วาปีปทุม, รพ.เชียงยืน) ขนาด ๓๐ เตียง ๕ แห่ง - (รพ.กันทรวิชัย, รพ.ยางสีสุราช, รพ.นาดูน, รพ.แกดํา, รพ.นาเชือก)
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ๑๗๕ แห่ง
  • ศูนย์สุขภาพชุมชนแม่ข่าย ๗๔ แห่ง
  • เครือข่าย ศสช. ๑๐๑ แห่ง

ที่มา : กลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม

๒. สถานบริการสาธารณสุขของเอกชน

  • โรงพยาบาล (ขนาด ๕๐ เตียง) ๑ แห่ง (โรงพยาบาลไทยอินเตอร์มหาสารคาม) 
  • คลินิกเวชกรรม ๗๗ แห่ง
  • คลินิกทันตกรรม ๑๔ แห่ง
  • สถานพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้น ๑, ๒๖๓ แห่ง
  • เทคนิคการแพทย์ ๕ แห่ง
  • คลินิกแพทย์แผนไทย ๓ แห่ง
  • ร้านขายยา
  • ร้านขายยาแผนปัจจุบัน ๘๓ แห่ง
  • ร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะบรรจุเสร็จ ๔๓ แห่ง
  • ร้านขายยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จสําหรับสัตว์ ๑๙ แห่ง
  • ร้านขายยาแผนโบราณ ๑๓ แห่ง
  • ร้านจําหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท ๓ หรือ ๔ ๑๑ แห่ง
  • สถานที่ผลิตยาแผนโบราณ ๕ แห่ง

ที่มา : กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม ข้อมูล ณ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด : ประมาณการมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) ตามราคาประจําปี ๒๕๕๓ เท่ากับ ๔๒,๗๗๕ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๒ จํานวน ๒,๖๓๕ ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๖.๕๖ มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคนต่อปี เท่ากับ ๔๑,๕๙๓ บาท/คน/ปี

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดมหาสารคาม พ.ศ.2538 - 2553
GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, MAHA SARAKHAM PROVINCE: 1995-2010

สาขาการผลิต 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553p
  -1995 -1996 -1997 -1998 -1999 -2000 -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 (2010p)
ภาคเกษตร 2,761 3,086 3,554 3,619 3,214 3,164 3,723 3,587 4,598 4,572 4,870 5,158 6,078 5,973 7,894 8,718
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 2,672 2,949 3,437 3,487 3,092 3,044 3,600 3,480 4,520 4,379 4,665 4,995 5,863 5,803 7,697 8,531
การประมง 89 137 117 131 121 120 124 107 78 193 205 162 215 171 196 187
ภาคนอกเกษตร 9,927 11,351 12,033 13,135 13,413 13,487 13,879 14,256 15,508 17,197 18,122 20,250 22,257 24,080 26,513 30,043
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 20 33 29 20 22 21 19 22 21 20 20 24 27 29 50 46
การผลิตอุตสาหกรรม 869 865 1,062 1,549 1,192 1,384 1,624 1,469 1,994 2,307 1,896 2,469 3,485 4,492 4,401 6,514
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 219 231 266 351 307 318 328 327 353 387 401 452 471 459 597 639
การก่อสร้าง 1,459 1,955 1,634 1,444 1,649 1,080 826 998 849 976 1,287 1,911 1,457 1,786 2,107 2,058
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 1,230 1,425 1,628 1,481 1,466 1,458 1,521 1,459 1,684 1,738 1,859 2,082 2,412 2,411 3,032 3,368
โรงแรมและภัตตาคาร 40 64 122 59 87 110 98 89 110 121 143 164 163 204 249 268
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 542 601 565 588 728 751 896 844 884 809 848 935 985 1,038 1,070 1,210
ตัวกลางทางการเงิน 727 876 841 852 682 692 692 795 830 922 1,093 1,403 1,515 1,645 1,387 1,921
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 889 1,078 1,297 1,569 1,836 1,884 1,816 2,054 2,112 2,140 2,042 2,060 2,355 2,463 3,221 2,797
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,029 1,129 1,304 1,495 1,684 1,882 2,002 2,051 2,145 2,571 2,803 2,470 2,490 2,079 2,199 2,577
การศึกษา 2,188 2,308 2,449 2,819 2,802 2,911 3,029 3,068 3,402 3,891 4,322 4,843 5,413 5,832 6,296 6,659
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 330 369 394 442 472 484 467 539 521 606 636 702 768 835 1,048 1,104
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ 361 390 411 435 456 482 520 519 567 677 723 710 663 740 785 747
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 26 27 31 31 31 30 42 24 35 32 48 28 51 68 71 137
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 12,688 14,437 15,588 16,754 16,627 16,651 17,602 17,843 20,106 21,769 22,992 25,407 28,335 30,053 34,406 38,761
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 13,618 15,350 16,470 17,565 17,297 17,245 18,071 18,165 20,306 21,819 22,871 25,119 27,870 29,423 33,580 37,690
ประชากร (1,000 คน) 932 941 946 954 961 966 974 982 990 998 1,005 1,011 1,017 1,021 1,025 1,028

 

ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินจังหวัดมหาสารคาม มีจํานวนดังนี้

ธนาคารพาณิชย์ จํานวน ๓๐ สาขา แยกเป็น
๑. ธนาคารกรุงไทย จํานวน ๑๐ สาขา
๒. ธนาคารกรุงเทพ จํานวน ๖ สาขา
๓. ธนาคารไทยพาณิชย์ จํานวน ๕ สาขา
๔. ธนาคารทหารไทย จํานวน ๒ สาขา
๕. ธนาคารกสิกรไทย จํานวน ๒ สาขา
๖. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํานวน ๑ สาขา
๗. ธนาคารนครหลวงไทย จํานวน ๑ สาขา
๘. ธนาคารธนชาต จํานวน ๑ สาขา
๙. ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จํานวน ๒ สาขา

สถาบันการเงิน จํานวน ๑๘ สาขา แยกเป็น
๑. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จํานวน ๙ สาขา
๒. ธนาคารออมสิน จํานวน ๗ สาขา
๓. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จํานวน ๑ สาขา
๔. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย จํานวน ๑ สาขา

ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย สํานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การเงินการคลัง

เงินฝากและปริมาณสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์

ปี ๒๕๕๓ จังหวัดมหาสารคามมีเงินฝาก เท่ากับ ๓๐๖,๔๓๓.๐๖ ล้านบาท มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๒ ร้อยละ ๑๒.๐๙ ปริมาณสินเชื่อ เท่ากับ ๔๔๙,๕๐๓.๔๓ ล้านบาท มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๒ ร้อยละ ๒๐.๔๖

การเกษตรกรรม

การใช้ประโยชน์ที่ดิน : จังหวัดมหาสารคามมีพื้นที่ทั้งหมด ๓,๓๐๗,๓๐๑.๘๗๕ ไร่ ปี ๒๕๕๔ มีพื้นที่ทําการเกษตรจํานวน ๒,๙๒๒,๒๖๓ ไร่ คิดเป็นร้อยละประมาณ ๘๘.๓๖ ของพื้นที่จังหวัด พืชเศรษฐกิจหลักที่สําคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี อ้อยโรงงาน และมันสําปะหลัง โดยในรอบปี ๒๕๕๓ มีพื้นที่ปลูกข้าวจํานวน ๒,๑๖๓,๒๒๒ ไร่ คิดเป็นมูลค่า ๑๓,๘๓๙ ล้านบาท มันสําปะหลัง ๑๔๖,๘๐๑ ไร่ มูลค่า ๑,๒๘๑ ล้านบาท และอ้อยโรงงาน ๑๕๖,๒๐๓ ไร่ มูลค่า ๑,๕๑๗ ล้านบาท

จำนวนครัวเรือนภาคเกษตรกรรม : ในปี ๒๕๕๔ มีจํานวน ๑๗๘,๙๕๒ ครัวเรือน คิดเป็น ร้อยละ ๖๙.๖๗ ของครัวเรือนทั้งหมด อําเภอที่มีครัวเรือนเกษตรกรรมมากที่สุด ๓ อันดับแรก ได้แก่ อําเภอโกสุมพิสัย (๒๒,๙๒๑) รองลงมาคือ อําเภอบรบือ (๒๒,๖๔๔) และอําเภอวาปีปทุม (๒๒,๔๐๒) ตามลําดับ ๔.๔.๓ การปศุสัตว์

ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ มูลค่าการจําหน่ายสัตว์เศรษฐกิจที่สําคัญทั้ง ๕ ชนิด จํานวน ๓,๗๙๖,๖๖๔,๒๘๐ บาท ลดลง จากปี พ.ศ. ๒๕๕๓ จํานวน ๑,๐๖๗,๑๒๐,๔๔๐ บาท ลดลง ๑๒ร้อยละ ๒๑.๙๔ และพบว่าจํานวนสัตว์เศรษฐกิจที่เกษตรกรเลี้ยงมากที่สุด คือ ไก่ จํานวน ๒,๒๕๘,๙๐๔ ตัว รองลงมาคือ เป็ด (๒๖๖,๗๔๐) และ โค (๑๙๙,๒๘๕) ตามลําดับ

แหล่งน้ําและพื้นที่ชลประทาน : แหล่งน้ําชลประทานจังหวัดมหาสารคามประกอบด้วย

  • อ่างเก็บน้ําขนาดกลางจํานวน ๑๘ แห่ง รวมพื้นที่ชลประทาน ๕๓,๑๓๒ ไร่
  • โครงการป้องกันอุทกภัยบ้านตูม-บ้านติ้ว พื้นที่ชลประทาน ๓๗,๐๐๐ ไร่
  • แหล่งน้ําชลประทานในพื้นที่คาบเกี่ยว ได้แก่ ฝายวังยาง, โครงการส่งน้ําและบํารุงรักษาหนองหวาย , อ่างฯ ห้วยแอ่ง และ อ่างฯห้วยแล้ง ซึ่งมีพื้นที่ชลประทานที่อยู่ในเขตจังหวัดมหาสารคาม รวม ๑๓๑,๗๘๔ ไร่

สถานประกอบการอุตสาหกรรม จังหวัดมี

ประเภท/สาขาอุตสาหกรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ จํานวน ๓๗๙ แห่ง เงินทุนรวมทั้งสิ้น ๘,๒๘๘,๐๖๑,๘๓๔.๕๒ บาท ประเภท/สาขาอุตสาหกรรม ที่มีมากที่สุดคืออุตสาหกรรมอโลหะ จํานวน ๖๙ แห่ง รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ (๕๓ แห่ง) และอุตสาหกรรมขนส่ง (๔๓ แห่ง) ตามลําดับ

การพาณิชย์ สถิติปี พ.ศ. ๒๕๕๔ จังหวัดมหาสารคามมีจํานวนบริษัท/ห้างหุ้นส่วนจํากัด และร้านค้าทั่วไป แบ่งดังนี้

ประเภทนิติบุคคล

  • ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จํานวน ๕ ราย
  • ห้างหุ้นส่วนจํากัด จํานวน ๘๑๙ ราย
  • บริษัทจํากัด จำนวน ๒๒๔ ราย

ที่มา : สํานักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดมหาสารคาม กระทรวงพาณิชย์

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดมหาสารคาม พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, MAHA SARAKHAM PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 729,528 737,798 743,083 707,651 670,512 673,209 737,548 806,232 824,136
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 534,023 552,829 545,461 521,780 504,067 510,781 542,266 598,543 608,507
   ผู้มีงานทำ 501,853 530,265 537,317 504,776 496,258 502,925 530,857 579,449 600,096
   ผู้ว่างงาน 16,725 9,284 6,181 13,867 6,165 5,744 9,401 16,121 5,740
   ผู้ที่รอฤดูกาล 15,445 13,281 1,964 3,137 1,644 2,112 2,008 2,974 2,671
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 195,504 184,968 197,622 185,871 166,445 162,428 195,282 207,689 215,629
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 359,608 363,709 366,341 347,647 329,142 330,541 361,189 393,881 403,498
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 292,057 297,028 300,975 287,466 274,891 276,301 294,184 324,521 335,583
   ผู้มีงานทำ 276,057 284,387 296,505 275,811 268,906 272,394 285,477 313,906 330,531
   ผู้ว่างงาน 10,636 6,339 3,714 9,466 5,048 2,809 7,324 9,407 3,773
   ผู้ที่รอฤดูกาล 5,364 6,303 756 2,190 936 1,098 1,384 1,208 1,279
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 67,550 66,681 65,366 60,181 54,251 54,240 67,005 69,360 67,915
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 369,921 374,089 376,743 360,004 341,370 342,668 376,358 412,351 420,638
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 241,966 255,801 244,487 234,314 229,176 234,480 248,082 274,022 272,924
   ผู้มีงานทำ 225,796 245,878 240,813 228,966 227,352 230,531 245,380 265,543 269,565
   ผู้ว่างงาน 6,089 2,945 2,467 4,401 1,116 2,935 2,078 6,714 1,968
   ผู้ที่รอฤดูกาล 10,081 6,978 1,208 947 708 1,014 624 1,766 1,392
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 127,955 118,287 132,256 125,690 112,194 108,189 128,276 138,330 147,713

 

จําแนกตามสถานภาพการทํางาน จําแนกได้ดังนี้

  • นายจ้าง จํานวน ๘,๒๔๗ คน
  • ลูกจ้างรัฐบาล จํานวน ๗๖,๙๙๕ คน
  • ลูกจ้างเอกชน จํานวน ๑๓๑,๕๘๖ คน
  • ทํางานส่วนตัว จํานวน ๒๕๓,๒๘๐ คน
  • ช่วยเหลือธุรกิจครัวเรือน จํานวน ๑๔๙,๒๙๓ คน

ข้อมูล สํานักงานสถิติจังหวัดไตรมาสที่ ๓ (กรกฎาคม - กันยายน ๒๕๕๔)

ภาษีสรรพากร : ปี ๒๕๕๔ จัดเก็บภาษีอากรได้ทั้งสิ้นประมาณ ๗๙๓.๑๘๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจํานวน ๑๑๓.๙๔๕ ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๖.๗๘ ประเภทภาษีที่จัดเก็บได้สูงที่สุดคือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (๓๗๒.๓๔๒ ล้านบาท) รองลงมาคือภาษีมูลค่าเพิ่ม (๒๐๖.๒๕๙ ล้านบาท) และภาษีเงินได้นิติบุคคล (๑๑๐.๓๐๐ ล้านบาท) ตามลําดับ

งานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาด

จัดขึ้นบริเวณศาลากลางจังหวัด (หลังเดิม : ปัจจุบันเป็นที่ว่าการอําเภอเมือง) จัดงานในวันขึ้น ๓ ค่ํา เดือน ๓ ของทุกปี เป็นงานเฉลิมฉลองในช่วงต้นฤดูการทํานา เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของอีสาน ในงานจัดให้มีขบวนแห่บุญเบิกฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระแม่โพสพ ตลอดจนวัฒนธรรม การละเล่น ดนตรีพื้นบ้าน และพิธีกรรมต่างๆ ควรค่าแก่การอนุรักษ์สืบสานไว้ให้ทรงคุณค่าต่อไป

งานนมัสการพระธาตุนาดูน

จัดงานในช่วงวันขึ้น ๑๕ ค่ํา เดือน ๓ (วันมาฆบูชา) ของทุกปี บริเวณพุทธมณฑลอีสานพระธาตุนาดูน รวม ๗ วัน ๗ คืน พุทธศาสนิกชนจะร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา ทําบุญตักบาตร นั่งสมาธิวิปัสสนา ฟังเทศก์ และชมการแสดงระบํา "จัมปาศรี-นาฏการ" ที่ยิ่งใหญ่งดงาม งานออนซอนกลองยาวชาววาปีของดีพื้นบ้าน ๒๓กําหนดจัดงานในห้วงเดือนธันวาคมของทุกปี ณ สนามที่ว่าการอําเภอวาปีปทุม ในบริเวณงานจะมีการประกวดกลองยาวพื้นบ้านและกลองยาวประยุกต์ ขบวนแห่คณะกลองยาวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน การออกร้านจําหน่ายสินค้าพื้นเมือง การประกวดขวัญใจกลองยาว ธิดากลองยาว และมหรสพต่างๆ มากมาย

งานบุญพาข้าวลิง

จัดขึ้นที่บริเวณวนอุทยานโกสัมพี อําเภอโกสุมพิสัย ในวันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี กิจกรรมภายในงานจะจัดให้ประชาชนทําบุญพาข้าวลิง ให้แก่ลิงที่อาศัยอยู่ในเขตวนอุทยานโกสัมพี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการจัดหาเงินสมทบกองทุนอาหารลิง

งานประเพณีแข่งเรือยาว ลอยกระทง และล่องเรือไฟ

จัดขึ้นที่บึงบอนใกล้กับวนอุทยานโกสัมพี อําเภอโกสุมพิสัย ในวันออกพรรษาของทุกปีกิจกรรมในงานมีการแข่งขันเรือยาวของคุ้มวัดต่างๆ ประเพณีลอยกระทงและล่องเรือไฟ ขบวนแห่กระทง การประกวดกองเชียร์เรือยาว

อำเภอเมืองมหาสารคาม

  • ปรางค์กู่บ้านเขวา
  • กู่มหาธาตุ (ปรางค์กู่บ้านเขวา) ตั้งอยู่ที่บ้านเขวา ตําบลเขวา เป็นโบราณสถานที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ทําด้วยศิลาแลงเป็นรูปกระโจมสี่เหลี่ยม สูงจากพื้นดินถึงยอด ๔ วา กว้าง ๒ วา ๒ ศอก ภายในปราสาทมีเทวรูปทําด้วยดินเผา ๒ องค์ นั่งขัดสมาธิ ประนมมือ ถือสังข์ มีกําแพงทําด้วยศิลาแลงล้อมรอบ โคปุระ อยู่แนวด้านทิศตะวันออกเป็นทางเข้าออกภายในกําแพงเพียงด้านเดียวบรรณาลัย อยู่ภายในกําแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีทางเข้าในปรางค์ประธานเพียงด้านเดียว คือ ทิศตะวันออก ส่วนอีก ๓  ด้านเป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังเป็นหินทราย กรมศิลปากรได้ทําการขุดแต่งเรียบร้อยแล้ว การเดินทาง จากตัวเมืองไปตามถนนแจ้งสนิท ๑๓ กิโลเมตร (ทางหลวง ๑๙ หมายเลข ๒ มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด)                
  • อ่างเก็บน้ำหนองแวง
  • หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านหนองเขื่อนช้าง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ ตําบลท่าสองคอน เป็นหมู่บ้านทอผ้าไหม ผ้าฝ้าย และทําเป็นผลิตภัณฑ์สําเร็จรูป เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เสื้อผ้าฝ้าย กางเกงขาก๊วยแบบอีสาน นักท่องเที่ยวสามารถแวะชมซื้อสินค้าที่ระลึกแห่งนี้ได้ 

การเดินทาง จากตัวเมืองไปตามเส้นทางสายมหาสารคาม-โกสุมพิสัย ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายระหว่างกิโลเมตรที่ ๔๗-๔๘ ตามทางหลวงหมายเลข ๑๐๒๗ สู่บ้านโนนตาล เดินทางต่อไปอีก ๒ กิโลเมตร 

  • แก่งเลิงจาน เป็นอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ ภายในบริเวณเป็นที่ตั้งของสถานีประมง ทําการเพาะพันธุ์ปลาน้ําจืดให้หลายจังหวัดในภาคอีสาน อยู่ด้านหลังของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามห่างจากตัวเมืองประมาณ ๓ กิโลเมตร บริเวณโดยรอบของแก่งเลิงจาน มีทิวทัศน์สวยงาม ในวันหยุดประชาชนนิยมไปพักผ่อนเป็นจํานวนมาก 
  • ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมอีสาน
  • สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคามจัดเป็นนิทรรศการแบบถาวร ผู้เข้าชมจะได้ความรู้เกี่ยวกับ ศิลปะ และวัฒนธรรมอีสาน ความเป็นมาของการทอผ้าการประยุกต์ผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นเมือง เครื่องจักสาน งานไม้ งานหล่อโลหะ การพัฒนาเครื่องปั้นดินเผา เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือจับสัตว์ เครื่องดนตรี วรรณกรรม จารึกภาษาโบราณ รวมทั้งนิสิต นักศึกษา เปิดให้ชมในวันจันทร์-ศุกร์ ในเวลาราชการ และวันเสาร์ครึ่งวัน (หากติดต่อล่วงหน้าสถาบันฯ ก็ยินดีเปิดให้ชมเป็นพิเศษ)  สอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เบอร์โทร. ๐ ๔๓๗๒ ๑๖๘๖
  • หมู่บ้านปั้นหม้อ
  • อุทยานมัจฉาโขงกุดหวาย
  • ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ตั้งอยู่ถนนหน้าโรงเรียนหลักเมืองมหาสารคาม สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ เมื่อท้าวมหาชัยเจ้าเมืองมหาสารคามคนแรกได้รวบรวมไพร่พลจากร้อยเอ็ดมาตั้งเมืองใหม่ได้สร้างหลักเมือง และอัญเชิญเจ้าพ่อหลักเมืองมาประทับเพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมืองนับเป็นอีก สถานที่หนึ่งที่ชาวจังหวัดมหาสารคามให้ความเคารพนับถือกันมาก

อำเภอกันทรวิชัย

  • พระพุทธรูปยืนมงคล ตั้งอยู่ตําบลคันธาราษฎร์ เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดีคู่เมืองมหาสารคาม สร้างขึ้นด้วยหินทรายแดงเหมือนพระพุทธมิ่งเมือง เชื่อกันว่าขณะที่อําเภอกันทรวิชัยฝนแล้งชาวบ้านที่เป็นผู้ชายได้สร้างพระพุทธรูปมิ่งเมือง และผู้หญิงสร้างพระพุทธรูปยืนมงคลขึ้นเพื่อขอฝน แล้วเสร็จพร้อมกันจึงจัดงานฉลองอย่างมโหฬาร นับแต่นั้นมาฝนก็ตกต้องตามฤดูกาลทําให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่ท้องที่นี้เป็นอันมาก 

การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๑๓ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๔ กิโลเมตร

  • พระพุทธมิ่งเมือง พระพุทธมิ่งเมือง หรือพระพุทธรูปสุวรรณมาลี ตั้งอยู่ที่วัดสุวรรณาวาส ตําบลโคกพระสร้างด้วยหินทรายแดง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยทวาราวดีที่ชาวมหาสารคามนับถือกันมาก

การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๑๓ (มหาสารคาม-กาฬสินธุ์) ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๔  กิโลเมตร (อยู่ทางด้านซ้ายมือ)

  • พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดพุทธมงคล

อำเภอบรบือ

  • ปรางค์กู่บัวมาศ
  • หนองบ่อ
  • โรงเรียนบรบือ

อำเภอแกดำ

  • อ่างเก็บน้ำห้วยแอ่ง

อำเภอโกสุมพิสัย

  • บึงบอน
  • หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านแพง เป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพการทอเสื่อกกเป็นอาชีพเสริม เสื่อกกที่บ้านแพงนี้มีความสวยงามและคุณภาพสูง ส่งจําหน่ายไปทั่วประเทศ อีกทั้งเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโฮมสเตย์ที่สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านแพงอย่างแท้จริง

การเดินทาง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๘(มหาสารคาม-โกสุมพิสัย) เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางโกสุมพิสัย-ขอนแก่น ระหว่างกิโลเมตรที่ ๒๐-๒๑ ห่าง จากอําเภอโกสุมพิสัย ๙ กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองประมาณ ๓๘ กิโลเมตร

  • วนอุทยานโกสัมพี ตั้งอยู่ที่ตําบลหัวขวาง ริมฝั่งแม่น้ําชี จากตัวเมืองใช้เส้นทางหมายเลข ๒๐๘ ประมาณ ๒๘ กิโลเมตร ถึงสี่แยกโกสุมพิสัย ตรงเข้าทางลาดยาง ๔๕๐ เมตร วนอุทยานโกสัมพี มีเนื้อที่กว้าง ๑๒๕ ไร่ ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๙ ลักษณะเป็นสวนป่ามีต้นไม้หลา ๓,๖๑๘ ชนิด เช่น ต้นยางขนาดใหญ่ ต้นตะแบก ต้นกระทุ่ม ฯลฯ แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมติดต่อกัน มีหนองน้ําธรรมชาติ ทัศนียภาพร่มรื่น วนอุทยานนี้เป็นที่อาศัยของนกต่างๆ รวมทั้งลิงแสมสีทอง นับพันตัวซึ่งเป็นพันธุ์ที่หายาก ซึ่งมีชื่อทางชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Macaque  ascicularis  Raffles, ๑๙๒๑ มีหางยาวพอๆ กับส่วนหัวรวมกับลําตัว สีขน มีตั้งแต่สีเทา สีน้ําตาล จนถึงน้ําตาลแดงและเหลือง และมีขน ๒ สี คือสีน้ําตาลเข้มแกมสี การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองมหาสารคาม ประมาณ ๒๘ กิโลเมตร ใช้เส้นทางหมายเลข ๒๐๘ ประมาณ ๒๘ กิโลเมตร ถึงสีแยกโกสุมพิสัย ตรงเข้าทางลาดยาง ๔๕๐ เมตร
  • สะดืออีสาน (บึงกุย) "สะดือ" ในภาษาอีสานเรียกว่า "บือ" เป็นจุดศูนย์กลางของร่างกายมนุษย์และสิ่งต่างๆ ดังเช่น "บือบ้าน" หรือ"สะดือบ้าน" เป็นการตั้งเสาหลักบ้าน ณ บริเวณพื้นที่ศูนย์กลางของบ้านตามความเชื่อของชาวอีสานในการตั้งถิ่นฐาน สะดืออีสานเปรียบเหมือนผืนแผ่นดินอีสานในทางสัญลักษณ์ดุจครรภโภทรมารดาซึ่งโอบอุ้ม คุณูปการแก่ชาวอีสาน เป็นแหล่งเพาะปลูกผลิตผลทางการเกษตรหลักของประเทศ เป็นแหล่งเพาะบ่มศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ซึ่งได้หล่อหลอมและหล่อเลี้ยงชาวอีสานทั้งมวลมาตั้งแต่บรรพกาล ณ พื้นที่สะดืออีสานแห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่ซึ่งถ่ายทอดอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของชาวอีสานจากรุ่นสู่รุ่นสืบไป ตั้งอยู่บริเวณบ้านเขวา ตําบลเหล่า ทางทิศใต้ของอําเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม อันเป็นบริเวณโดยรอบพื้นที่บึงกุยซึ่งเป็นแหล่งน้ําธรรมชาติ ๒๒

การเดินทาง จากตัวเมืองไปตามเส้นทางสายมหาสารคาม-โกสุมพิสัย ประมาณ ๒๘ กิโลเมตร  

อำเภอวาปีปทุม

  • กู่บ้านแดง

อำเภอนาเชือก

  • อ่างเก็บน้ำห้วยค้อ
  • พัทยานาเชือก (อ่างเก็บน้ําห้วยค้อ) เป็นอ่างเก็บน้ําจืดขนาดกลางที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน โดยมีความยาวสันเขื่อนถึง ๒,๔๐๐ เมตร กว้าง ๖ เมตร สูง ๑๑.๕ เมตร เก็บกักน้ําได้สูงสุด ๔๓,๐๐๐ ลบ.ม. เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีเกาะกลางน้ํา ตรงกลางน้ําเรียกว่าเกาะข่า(โนนข่า) เป็นแหล่งน้ําที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีปลาบู่ขนาดใหญ่รสชาติหวานเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว บริเวณรอบๆ จะมีหาดและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจตามจุดต่างๆ และจุดเล่นน้ํา การเดินทาง ห่างจากอําเภอเมืองมหาสารคามประมาณ ๕๗ กิโลเมตร ใช้เส้นทางหมายเลข ๒๑
  • เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นป่าธรรมชาติมีน้ําไหลเฉพาะที่ตลอดเวลาหรือที่เรียกว่าป่าน้ําซับ นอกจากนั้นยังมีพืชและสัตว์ที่ไม่ค่อยพบใน ที่อื่นๆ และหายาก เช่น ต้นลําพัน เห็ดลาบ ปลาคอกั้ง งูขา และปูทูลกระหม่อม หรือปูแป้ง เป็นปูน้ําจืดที่สวยที่สุดในโลก ตัวขนาดใหญ่กว่าปูนา ลําตัวมีหลายสี เช่น ม่วง ส้ม เหลือง และขาว ซึ่งจะพบเฉพาะที่ป่าดูนลําพันแห่งนี้เท่านั้น

การเดินทาง ห่างจากเมืองมหาสารคาม ประมาณ ๕๘ กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑๙ ๒๑

อำเภอนาดูน

  • พระบรมธาตุนาดูน พุทธมณฑลแห่งอีสาน ตั้งอยู่ที่บ้านนาดูน เป็นเขตที่มีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต เพราะบริเวณนี้ได้เคยเป็นที่ตั้งของนครจําปาศรีมาก่อน โบราณวัตถุต่างๆที่ค้นพบได้นําไปแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดขอนแก่นและที่สําคัญคือ การขุดพบสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในตลับทองคํา เงิน และสําริด  ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕  สมัยทวาราวดี รัฐบาลจึงอนุมัติให้ดําเนินการก่อสร้างพระธาตุนาดูนขึ้นในเนื้อที่ ๙๐๒ ไร่ โดยบริเวณรอบๆ จะมีพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม สวนรุกขชาติ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็นสถานที่สําคัญทางพุทธศาสนา

การเดินทาง จากตัวเมืองมหาสารคามใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๔๐ ผ่านอําเภอแกดํา อําเภอ ๒๐ วาปีปทุม แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๐๔๕ ถึงอําเภอนาดูน ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๖๕ กิโลเมตร

  • พุทธมณฑลอีสาน
  • พิพิธภัณฑ์นครจัมปาศรี จัดแสดงเกี่ยวกับการค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ ๑ องค์ ขนาดเท่าเม็ดข้าวสารหัก สีขาวขุ่นคล้ายแก้วมุกดา บรรจุในสถูปสําริดและพระพิมพ์ดินเผาสมัยทราวดี โดยจัดทําหุ่นจําลองเนินโบราณสถานและจัดแสดงผังตําแหน่งสถูป สําริด ประกอบ วีดีทัศน์สรุปเหตุการณ์สําคัญที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้

 การเดินทาง ตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของพระธาตุนาดูน ใช้เส้นทางเดียวกับพระธาตุนาดูน

  • พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน
  • สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช อยู่ทางทิศตะวันออกของพระธาตุนาดูน เป็นสถานที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ อนุรักษ์ ขยาย และปรับปรุงพันธุ์ไม้ในภาคอีสานนอกจากนี้ภายในสถาบันฯ ยังมีอุทยานลานไผ่ สวนสมุนไพร พิพิธภัณฑ์โรงเกวียนอีสาน และพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานซึ่งแต่ละแห่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๔๓๗๙ ๗๐๔๘

การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกันกับทางไปพระธาตุนาดูนเพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระธาตุนาดูน

  • บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
  • กู่สันตรัตน์ ตั้งอยู่ตําบลกู่สันตรัตน์ เป็นปราสาทหินที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เป็นศิลปะขอมสมัยบายน อายุระหว่าง พ.ศ. ๑๗๐๐-๑๗๕๐ ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาแลงเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเหมือนกู่มหาธาตุ มีทับหลังประตูมุขหน้าจําหลักลายสวยงาม 

การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๔๐ ผ่านอําเภอแกดํา อําเภอวาปีปทุม เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหมายเลข ๒๐๔๕ (เข้าอําเภอนาดูน) ประมาณ ๑ กิโลเมตร จะอยู่ทางขวามือ

  • กู่น้อย
  • ศาลานางขาว
  • ฮูปแต้มสิมวัดโพธาราม                                                                                                    

อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย

  • ศูนย์ศิลปาชีพดอนลี่

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด

ประวัติศาสตร์

เว็บไซต์วิกิพีเดีย

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ

จังหวัดมหาสารคาม - วิกิพีเดีย

จังหวัดมหาสารคาม ความเป็นมา

สภาพทางภูมิศาสตร์

การปกครอง

การเลือกตั้ง

เว็บไซต์จังหวัดมหาสารคาม

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดมหาสารคาม

Welcome to Mahasarakham

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ประชากรและสภาพทางสังคม 

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์จังหวัดมหาสารคาม Welcome to Mahasarakham
ข้อมูลเศรษฐกิจและแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นพฤกษ์ (มะรุมป่า)
1. skn.ac.th
2. suansavarose.com

ดอกลั่นทมขาว
panmai.com

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครองของจังหวัด

จังหวัดมหาสารคาม - วิกิพีเดีย

แผนที่อาณาเขตติดต่อ

www.thaienergydata.in.th

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

 

JoomSpirit