ชัยภูมิ

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดชัยภูมิ

Seal Chaiyaphum

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดชัยภูมิ

 

สัญลักษณ์ประจำจังหวัดชัยภูมิ เป็นรูปธงสามชาย ซึ่งเป็นธงนำกระบวนทัพในสมัยโบราณ หมายถึง ธงแห่งชัยชนะสงคราม เดิมผู้ครองนครได้เลือกภูมิประเทศเพื่อตั้งเป็นเมือง พบว่า ตรงจังหวัดนี้มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์และทำเลเหมาะแก่การสู้รบป้องกันตัว จึงตั้งเมืองขึ้นและให้สัญลักษณ์เป็นรูปธงชัย 3 แฉก

คําขวัญประจำจังหวัด

"ทิวทัศน์สวย รวยป่าใหญ่ มีช้างหลาย ดอกไม้งาม ลือนามวีรบุรุษ สุดยอดผ้าไหม พระใหญ่ทวารวดี"

ต้นไม้และดอกไม้ประจําจังหวัด

ต้นไม้ประจำจังหวัด คือ ต้นขี้เหล็ก ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัด ได้แก่ ดอกกระเจียว

4-5 5-2 6-18
รูปที่ 2 ต้นขึ้เหล็ก รูปที่ 3 ต้นขี้เหล็ก รูปที่ 4 ดอกกระเจียว

ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของเมืองชัยภูมิในปัจจุบัน เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโคตรบูรณ์หรือพนม มีอาณาเขตที่เป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในปัจจุบันตลอดไปจนถึงฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มีเมืองนครพนมเป็นราชธานี แต่ก่อนที่จะมีคนไทยอพยพเข้ามานั้น ดินแดนแห่งนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงในรูปของผู้เข้าครอบครอง

ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 ขอมได้เริ่มแผ่อำนาจเข้าไปในอาณาเขตของละว้าและสามารถครอบครองอาณาเขตละว้าทั้ง 3 ได้ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 โดยเฉพาะอาณาจักรโคตรบูรณ์ขอมได้รวมเข้าเป็นอาณาจักรของขอมโดยตรง

ในระยะเวลาประมาณ 200 ปี ขอมได้แผ่ขยายศิลปวิทยาการอันเป็นความรู้ทางศาสนา ปรัชญา สถาปัตย์และอารยธรรมอีกมากมาย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากอินเดีย และต่อมาพุทธศตวรรษที่ 16 อำนาจของขอมต้องเสื่อมลงดินแดนส่วนใหญ่ได้เสียแก่พม่าไป ซึ่งในเวลานั้นพม่ามีอาณาเขตอยู่ทางลุ่มแม่น้ำอิรวดีตอนเหนือ ได้รุกรานอาณาดินแดนของพวกมอญโดยลำดับมา และได้สถาปนาเป็นอาณาจักรขึ้น มีกษัตริย์ทรงพระนามว่า อโนระธามังช่อ หรือพระเจ้าอนุรุทมหาราช ปราบได้ดินแดนมอญลาวได้ทั้งหมด แต่ภายหลังเมื่อพระเจ้าอนุรุทสิ้นพระชนม์แล้วพม่าก็หมดอำนาจ ขอมก็ได้อำนาจอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งหลังนี้ก็เป็นความรุ่งเรืองตอนปลาย จึงอยู่ได้ไม่นานนัก เปิดโอกาสให้ไทยซึ่งได้เข้ามาตั้งทัพอยู่เขตละว้าเหนือ โดยขยายอำนาจเข้ามาแล้วขับไล่ขอมเจ้าของเดิมออกไป

อาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรหนึ่งของละว้าซึ่งมีอาณาเขตอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย ตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 11 สืบต่อมาจนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ 16 เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งขอมได้แยกขยายอำนาจออกมาตั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาณาจักรโคตรบูรณ์หรือพนม มีอาณาเขตอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยขอมตอนปลาย เมืองชัยภูมิปัจจุบัน เป็นเมืองที่อยู่ในอิทธิพลของขอมมาก่อนและ สร้างในสมัยเดียวหรือรุ่นเดียวกันกับเมืองพิมาย หรือประสาทหินพิมาย

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231 ซึ่งในสมัยนี้เองเป็นครั้งแรกที่เมืองเวียงจันทน์ได้มาขอเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา หลังจากทางกรุงศรีอยุธยาได้รับเมืองเวียงจันทน์เข้าเป็นเมืองขึ้นแล้ว ชาวเมืองเวียงจันทน์ก็ได้อพยพเข้ามา ประกอบอาชีพติดต่อกับกรุงศรีอยุธยามากขึ้นเรื่อย ๆ การเดินทางจากเวียงจันทน์เข้ามายังอยุธยา เส้นทางก็ผ่านพื้นที่ของเมืองชัยภูมิปัจจุบัน ข้ามลำชี ข้ามช่องเขาสามหมด(สามหมอ) ชาวเวียงจันทน์ที่อพยพเดินทางผ่านไปผ่านมา เห็นทำเลแห่งนี้เป็นทำเลดีเหมาะในการเพาะปลูกทำไร่ ทำนา จึงได้พากันเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ตลอดทั้งผู้เข้ามาอยู่อาศัยในแถบนี้มีแต่ความสันติสุขสงบเรียบร้อย ดินแดนแห่งนี้จึงถูกขนานนามว่า ชัยภูมิ เริ่มสร้างบ้านเรือนอยู่กันเป็นหลักแหล่ง ผู้อพยพส่วนใหญ่อาศัยอยู่หนาแน่นตามลุ่มลำชี ตามบึง ตามหนองน้ำต่างๆ เมื่อมีคนเพิ่มจำนวนมากขึ้นก็ตั้งเป็นหมู่บ้าน โดยใช้ชื่อหมู่บ้านตามลักษณะที่ตั้ง เช่นบ้านอยู่ริมฝั่งชีก็ตั้งชื่อว่าบ้านลุ่มลำชี ถ้าใกล้หนองน้ำก็ตั้งชื่อบ้านตามหนองน้ำนั้น เช่น บ้านหนองนาแซง บ้านหนองหลอด

ชาวพื้นเมืองชัยภูมิได้รับสืบทอดอารยธรรมต่างๆ จากบรรพบุรุษเหล่านี้ เช่น ทางด้านภาษาพูด ภาษาเขียน (ตัวหนังสือที่เขียนใส่ใบลานหรือหนังสือผูก) วรรณคดี ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวชัยภูมิ เมื่อมีคนอยู่ในแดนนี้มากขึ้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงได้โปรดให้เมืองชัยภูมิขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา เพราะอยู่ใกล้กว่าและสะดวกในการปกครองดูแล ตั้งแต่นั้นมาเป็นอันว่าเมืองชัยภูมิ อยู่ในความปกครองของเมืองนครราชสีมา ตลอดมา

หลังจากกรุงศรีอยุธยา เสียเอกราชแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310 พม่าทำลายล้างผลาญโดยที่ต้องการจะมิให้ไทยตั้งตัวขึ้นอีก ได้ริบทรัพย์จับเชลย เผาผลาญทำลายปราสาทราชมณเฑียร วัดวาอารามตลอดจนบ้านเมืองของราษฎร ครั้งนั้นพม่าได้กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยประมาณ 31,000 คน กรุงศรีอยุธยาเกือบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย นอกจากซากสลักหักพังสภาพเหมือนเมืองร้าง อยุธยาเมืองหลวงของไทย ซึ่งเคยรุ่งเรืองมาหลายร้อยปีมีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันมาถึง 34 พระองค์ ต้องมาเสียแก่พม่าก็เพราะการที่คนไทยแตกความสามัคคีกันเองแต่กรุงศรีอยุธยาก็ยังไม่สิ้นคนดี คือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้พาสมัครพรรคพวกยกออกจากรุงศรีอยุธยา ไปรวมกำลังอยู่ที่เมืองจันทบุรี มีอาณาเขตตลอดบริเวณหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก ต่อแดนกัมพูชา จนถึงเมืองชลบุรี ซึ่งขณะนั้นหัวเมืองต่างๆ ที่มิได้ถูกกองทัพพม่าย่ำยี มีกำลังคน กำลังอาวุธ ก็ถือโอกาสตั้งตัวเป็นอิสระ เป็นชุมชนต่างๆ ขึ้น และหวังที่จะเป็นใหญ่ในเมืองไทย

เมื่ออยุธยาเสียแก่พม่า พระพิมายเจ้าเมืองถือราชตระกูล และมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จึงยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นเป็นใหญ่ ณ เมืองพิมาย ตั้งเป็นชุมนุม มีอาณาเขตบริเวณหัวเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือจดแดนลานช้าง กัมพูชา ตลอดลงมาจนถึงสระบุรี ครอบคลุมเมืองนครราชสีมาและเมืองชัยภูมิ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้เมืองต่างๆ ที่อยู่ในอาณาบริเวณนี้ก็ตกอยู่ในอำนาจของกรมหมื่นเทพพิพิธแห่งชุมนุมพิมาย

พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกทัพมาปราบชุมนุมพิมายได้สำเร็จและให้ขึ้นต่อเมืองนครราชสีมาตามเดิมและในช่วง 15 ปี ของสมัยธนบุรี ประวัติเมืองชัยภูมิไม่ได้กล่าวไว้เลย แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเขตเมืองพิมาย และเมืองนครราชสีมา ก็รวมอยู่เขตเมืองชัยภูมิและ การปกครองก็มีรูปแบบเหมือนสมัยอยุธยาตอนปลาย เพราะฉะนั้นเมืองชัยภูมิก็ยังขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมาเช่นเดิม ตลอดรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เดิมท้องที่ชัยภูมิ มีผู้คนอาศัยมาก กระจัดกระจายอาศัยอยู่ตามแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ในความปกครองของเมืองนครราชสีมา ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ในสมัยนี้ใครเป็นผู้นำหรือเป็นเจ้าเมืองชัยภูมิ อาจจะเป็นเพราะในเขตนี้ผู้คนยังน้อย ยังไม่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนจึงยังไม่สมควรที่จะแต่งตั้งใครมาปกครองเป็นทางการได้

ประมาณ พ.ศ. 2360 ได้มีขุนนางชาวเวียงจันทน์คนหนึ่ง มีนามว่า อ้ายแล (แล) ตามประวัติเดิมมีตำแหน่งเป็นพี่เลี้ยงราชบุตรเจ้าอนุเวียงจันทน์ ได้ลาออกจากหน้าที่ แล้วอพยพครอบครัวและไพร่พลชาวเมืองเวียงจันทน์ ข้ามแม่น้ำโขง เลือกหาภูมิลำเนาที่เหมาะเพื่อตั้งหลักแหล่งทำมาหากินขั้นแรกตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านน้ำขุ่นหนองอีจาน ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา

ต่อมาได้อพยพมาอยู่ที่โนนน้ำอ้อม ทุกวันนี้ชาวบ้านเรียกบ้านชีลอง โดยมีน้ำล้อมรอบจริงๆ โนนน้ำอ้อม อยู่ระหว่างบ้านขี้เหล็กใหญ่กับบ้านหนองนาแซง กับบ้านโนนกอก และได้ตั้งหลักฐานมั่นคง เมื่อ พ.ศ. 2362 คงใช้ชื่อเมืองตามเดิม คือเรียกว่าเมืองชัยภูมิ เวลานั้นเขียนเป็นไชยภูมิ

ในปี พ.ศ. 2365 ขุนภักดีชุมพล(แล) เห็นว่าบ้านโนนน้ำอ้อม ไม่เหมาะเพราะบริเวณคับแคบและอดน้ำ จึงย้ายเมืองชัยภูมิมาตั้งที่แห่งหนึ่งระหว่างหนองปลาเฒ่ากับหนองหลอดต่อกัน และให้ชื่อบ้านใหม่นี้ว่า บ้านหลวง

พ.ศ. 2366 ที่บ้านหลวงนี้ได้มีคนอพยพมาตั้งถิ่นฐานหนาแน่นขึ้นอีก มีชายฉกรรจ์ 660 คนเศษ ขุนภักดีชุมพล (แล) ไปพบบ่อทองคำที่บริเวณเชิงเขาภูขี้เถ้า ที่ลำห้วยซาดเรียกว่า บ่อโขโล ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขาพญาฝ่อ (พระยาพ่อ) อยู่ในท้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จึงได้เกณฑ์ชายฉกรรจ์ทั้งปวงไปช่วยเก็บหาทอง และได้นำทองก้อนหนึ่งไปถวายเจ้าอนุเวียงจันทน์ จึงได้รับบำเหน็จความชอบ คือได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองไชยภูมิ

ในเวลานั้นเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เมืองชัยภูมิเช่นเมืองสี่มุม เมืองเกษตรสมบูรณ์ เมืองภูเขียว ได้ขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมาและกรุงเทพมหานครหมดแล้ว ด้วยเกรงพระบรมเดชานุภาพ ขุนภักดีชุมพล จึงหันมาขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา และส่งส่วยให้กรุงเทพฯ แต่บัดนั้นมา

พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์เป็นขบถยึดเมืองนครราชสีมากวาดต้อนผู้คนไปเมืองเวียงจันทน์ เมื่อถึงทุ่งสัมฤทธิ์ คุณหญิงโมภรรยาเจ้าเมืองนครราชสีมาได้คุมคนลุกขึ้นต่อสู้กับทหารของเจ้าอนุวงศ์ ขุนภักดีชุมพล(แล) เจ้าเมืองชัยภูมิพร้อมด้วยเจ้าเมืองใกล้เคียง ได้ยกทัพออกไปสมทบกับคุณหญิงโมตีกระหนาบทัพเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์แตกพ่ายไป

ฝ่ายทหารลาวที่ล่าถอยแตกพ่าย มีความแค้นนายแลมากที่เอาใจออกห่างมาเข้ากับไทย จึงยกพวกที่เหลือเข้าจับตัวนายแลที่เมืองชัยภูมิ เกลี้ยกล่อมให้เป็นพวกตน แต่นายแลไม่ยอมจึงถูกจับฆ่าเสียที่ใต้ต้นมะขามใหญ่ริมหนองปลาเฒ่าซึ่งประชาชนได้สร้างศาลไว้เป็นที่สักการะจนปัจจุบัน

เมื่อพระยาภักดีชุมพล (แล) เจ้าเมืองชัยภูมิถึงแก่อนิจกรรม บ้านเมืองเกิดระส่ำระสายเพราะขาดหัวหน้าปกครอง ประมาณปี พ.ศ. 2375 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้นายเกต มาเป็นเจ้าเมืองชัยภูมิ โดยตั้งให้มีบรรดาศักดิ์เป็นพระภักดีชุมพล

นายเกตเดิมเป็นชาวอยุธยา บ้านอยู่คลองสายบัวกรุงเก่า ตามประวัติเดิมว่าเป็นนักเทศน์ เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พิจารณาเห็นว่าที่ตั้งเมืองชัยภูมิไม่เหมาะสม จึงได้ย้ายเมืองจากที่ตั้งเดิมมาตั้งอยู่ที่บ้านโนนปอปิด (คือบ้านหนองบัวเมืองเก่าปัจจุบัน) และได้เก็บส่วยทองคำส่งกรุงเทพฯ เป็นบรรณาการ พระภักดีชุมพล (เกต) รับราชการสนองพระเดชพระคุณเรียบร้อยมาเป็นเวลา 15 ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรม

พ.ศ. 2388 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าตั้งให้หลวงปลัด (เบี้ยว) รับราชการในตำแหน่งเจ้าเมืองได้ 18 ปี ก็ถึงอนิจกรรม ลำดับต่อมาเกิดข้าวยากหมากแพง ผู้คนเกิดระส่ำระสาย อพยพแยกย้ายไปหากินในที่ต่างๆ เป็นจำนวนมาก พ.ศ. 2406 พระยากำแหงสงคราม (เมฆ) ผู้ว่าราชการเมืองนครราชสีมา ได้ส่งกรมการเมืองออกไปสอบสวนดูว่า มีข้าราชการเมืองไชยภูมิคนใดบ้างที่มีเชื้อสายเจ้าเมืองเก่า

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงวิเศษภักดี (ทิ) เป็นพระภักดีชุมพลตำแหน่งเจ้าเมืองชัยภูมิ หลวงยกบัตรเป็นหลวงปลัด หลวงขจรนพคุณเป็นหลวงยกบัตร แล้วให้ป่าวร้องให้ราษฎรที่อพยพโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น กลับภูมิลำเนาเดิม

ในสมัยพระภักดีชุมพล (ทิ) เป็นเจ้าเมืองนั้นพิจารณาเห็นว่าบ้านหินตั้งมีทำเลกว้างขวางเป็นชัยภูมิดี จึงย้ายตัวเมืองจากบ้านโนนปอปิด มาตั้งเมืองใหม่ที่บ้านหินตั้งและมาอยู่จนทุกวันนี้ พระภักดีชุมพล (ทิ) รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาด้วยดีเป็นเวลา 12 ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรม

พ.ศ. 2418 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งหลวงปลัด (บุญจันทน์) บุตรพระภักดีชุมพล(เกต) เป็นพระภักดีชุมพล ตำแหน่งเจ้าเมืองไชยภูมิสืบต่อมา ในระยะเวลานี้การส่งส่วยเงินยังค้างอยู่มาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เก็บส่งลดลงกว่าเดิมเป็นคนละ 4 บาท พระภักดีชุมพล (บุญจันทร์) รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาด้วยความเรียบร้อย 13 ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรม

พ.ศ. 2431 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงภักดีสุนทร (เสง) บุตรหลวงขจรนพคุณเป็นพระภักดีชุมพล ตำแหน่งเจ้าเมืองไชยภูมิสืบต่อมา และได้ออกจากราชการเพราะชราภาพ รับเบี้ยหวัดปีละ 1 ชั่ง

ในปี พ.ศ. 2440 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระหฤทัย (บัว) มาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองชัยภูมิ ได้เปลี่ยนเขตเมืองชัยภูมิเสียใหม่ โดยยกท้องที่เมืองสี่มุม (ปัจจุบันคืออำเภอจัตุรัส เหตุที่เรียกเมืองสี่มุมเพราะเรียกตามชื่อสระสี่เหลี่ยม) เมืองบำเหน็จณรงค์ เมืองภูเขียว เมืองเกษตรสมบูรณ์ ซึ่งเดิมขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมาให้ยุบเป็นอำเภอขึ้นต่อเมืองชัยภูมิ เมื่อรวมทั้งอำเภอเมืองชัยภูมิด้วยเป็น 5 อำเภอ พระหฤทัย (บัว) จัดการบ้านเมืองอยู่ 4 ปีเศษ เมื่อราชการบ้านเมืองเรียบร้อยแล้วโปรดเกล้าฯ ให้กลับกรุงเทพฯ

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2476ได้มีพระราชบัญญัติระเบียบแบ่งเขตหัวเมืองต่างๆ ใหม่เป็นมณฑลเป็นจังหวัดเมืองชัยภูมิเป็นจังหวัดหนึ่งอยู่ในเขตมณฑลนครราชสีมา ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติแบ่งเขตการปกครองแผ่นดิน ให้ยุบมณฑลทั้งหมดเป็นจังหวัด เมืองชัยภูมิเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งมีเจ้าเมืองหรือข้าหลวง หรือ ผู้ว่าราชการรับผิดชอบในการบริหารแผ่นดินจนถึงปัจจุบันนี้

อ้างอิง : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

จังหวัดชัยภูมิตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณใจกลางของประเทศ อยู่บริเวณเส้นรุ้งที่ 15 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 102 องศาตะวันออก พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 631 ฟุต อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ 332 กิโลเมตร จังหวัดชัยภูมิมีเนื้อที่ประมาณ 12,778.3 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,986,429 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.6 ของพื้นที่ทั้งหมดของภาค และร้อยละ 2.5 ของพื้นที่ทั้งประเทศ โดยมีเนื้อที่มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของภาค และเป็นอันดับ 7 ของประเทศ

Thailand 7-2-1
รูปที่ 5 ที่ตั้งจังหวัดชัยภูมิ รูปที่ 6 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดชัยภูมิ

จังหวัดชัยภูมิมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่น และเพชรบูรณ์
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดนครราชสีมา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่น และนครราชสีมา
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับจังหวัดลพบุรีและเพชรบูรณ์

ลักษณะภูมิประเทศ

จังหวัดชัยภูมิมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง บริเวณตอนกลางเป็นพื้นที่ราบ พื้นที่ครึ่งหนึ่งของจังหวัดเป็นป่าไม้และภูเขา นอกจากนั้นเป็นที่ราบสูง มีพื้นที่ป่าไม้และเทือกเขาตั้งเรียงรายจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก ประกอบด้วยเทือกเขาสำคัญ คือ ภูเขียว ภูแลนคา และภูพังเหย ด้วยลักษณะดังกล่าวจึงทำให้พื้นที่จังหวัดถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนเหนือ มีอำเภอหนองบัวแดง แก้งคร้อ บ้านแท่น เกษตรสมบูรณ์ ภูเขียว คอนสาร และภักดีชุมพล ส่วนทางใต้มีอำเภอเมืองชัยภูมิ บ้านเขว้า จัตุรัส บำเหน็จณรงค์ เทพสถิต หนองบัวระเหว คอนสวรรค์ อำเภอเนินสง่า และกิ่งอำเภอซับใหญ่ ทั้งนี้ ลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ

  1. พื้นทีราบฝั่งแม่น้ำ เขตนี้มีพื้นที่ประมาณ 1,048,000 ไร่ หรือร้อยละ 13 ของพื้นที่จังหวัด มีความสูงตั้งแต่ 0- 200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำชีในเขตอำเภอเมืองชัยภูมิ บำเหน็จณรงค์ จัตุรัส คอนสวรรค์ บริเวณนี้จะเป็นเขตที่ราบ น้ำท่วมถึงในฤดูฝน
  2. พื้นที่ลูกคลื่นลอนตื่น อยู่ตอนกลางของพื้นที่จังหวัดเป็นแนวยาวตามทิศเหนือ-ใต้ ตามแนวเทือกเขาดงพญาเย็น มีความสูงประมาณ 200- 500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ได้แก่ พื้นที่บางส่วนในเขตอำเภอเมืองชัยภูมิ จัตุรัส บำเหน็จณรงค์ บ้านเขว้า และคอนสวรรค์
  3. พื้นที่สูงและภูเขา สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลอนลึกและภูเขาในเขตเทือกเขาดงพญาเย็น มีความสูงตั้งแต่ 500- 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งได้แก่ พื้นที่บางส่วนของอำเภอหนองบัวระเหว คอนสาร เกษตรสมบูรณ์ ภูเขียว แก้งคร้อ และพื้นที่ทางตอนเหนือของอำเภอเมืองชัยภูมิ


ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดชัยภูมิมีลักษณะภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ในหนึ่งปีจะมี 3 ฤดู โดยระยะเวลาในแต่ละฤดูอาจคลาดเคลื่อนไปตามสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี มีอากาศหนาวจัดในฤดูหนาว ร้อนจัดในฤดูร้อน และช่วงฝนสลับกับช่วงแห้งแล้งแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามห้วงเวลาตามฤดูกาล ดังนี้

  • ฤดูหนาว ประมาณเดือน พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์
  • ฤดูร้อน ประมาณเดือน มีนาคม - พฤษภาคม
  • ฤดูฝน ประมาณเดือน มิถุนายน - ตุลาคม

และจากการที่ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีเทือกเขาเพชรบูรณ์ทอดตัวเป็นแนวยาวทางทิศตะวันออก เทือกเขาดงพญาเย็นทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้เทือกเขาดังกล่าวเป็นสิ่งกีดขวางลมฝนจากอิทธิพลลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนไม่มากเท่าที่ควรในฤดูฝน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศตั้งอยู่ในเขตเงาฝน โดยเฉพาะพื้นที่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ และด้านตะวันตกของจังหวัด โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนของจังหวัดรายปี เฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลัง (พ.ศ. 2546 - 2550) มีเพียง 1,016.5 มิลลิเมตร

การแบ่งเขตการปกครอง

16 อำเภอ 123 ตำบล และ 1,617 หมู่บ้าน

Amphoe
  1. อำเภอเมืองชัยภูมิ
  2. อำเภอบ้านเขว้า
  3. อำเภอคอนสวรรค์
  4. อำเภอเกษตรสมบูรณ์
  5. อำเภอหนองบัวแดง
  6. อำเภอจัตุรัส
  7. อำเภอบำเหน็จณรงค์
  8. อำเภอหนองบัวระเหว
  9. อำเภอเทพสถิต
  10. อำเภอภูเขียว
  11. อำเภอบ้านแท่น
  12. อำเภอแก้งคร้อ
  13. อำเภอคอนสาร
  14. อำเภอภักดีชุมพล
  15. อำเภอเนินสง่า
  16. อำเภอซับใหญ่

 

 หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายจรินทร์ จักะพาก
รองผู้ว่าราชการจังหวัด

นายพงศธร สัจจชลพันธ์

นายวินธัย ประไพพิศ

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด ว่าที่ร้อยตรี สุรศักดิ์ วงศาโรจน์


หน่วยงานบริหารราชการ 

ส่วนราชการสังกัดส่วนภูมิภาค  34        แห่ง
ส่วนราชการสังกัดส่วนกลางและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ  61        แห่ง

ส่วนราชการสังกัดส่วนท้องถิ่น ได้แก่

เทศบาลเมือง   

เทศบาลตำบล    

องค์การบริหารส่วนจังหวัด

องค์การบริหารส่วนตำบล 

 

1        แห่ง

19        แห่ง

 1        แห่ง

112        แห่ง

 

อำเภอ จำนวน (แห่ง)
ตำบล หมู่บ้าน เทศบาล อบต.
เมืองชัยภูมิ 18

224

3

17

คอนสวรรค์ 9

102

1

9

แก้งคร้อ

10

126

2

10

หนองบัวแดง

8

130

1

8

ภักดีชุมพล

4

47

-

4

ภูเขียว

11

153

2

11

เกษตรสมบูรณ์

11

144

2

11

บ้านแท่น

5

66

1

5

คอนสาร

8

85

1

8

จัตุรัส

9

118

2

9

บ้านเขว้า

6

86

1

6

บำเหน็จณรงค์

7

89

2

7

เทพสถิต

5

92

1

5

หนองบัวระเหว

5

58

1

5

เนินสง่า

4

48

-

4

ซับใหญ่

3

36

-

3

รวม

123

1,617

20

122

                   
ที่มา : สำนักงานจังหวัดชัยภูมิ (2553)

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดชัยภูมิมีเขตเลือกตั้ง 3 เขต มีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 7 คน โดยรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วย

พื้นที่เขต 1 

นายเจริญ จรรย์โกมล

นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์

นายมานะ โลหะวณิชย์   

พื้นที่เขต 2 

นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์

พื้นที่เขต 3

นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ


การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดชัยภูมิเป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั่วไป พ.ศ. 2551 มี ส.ว. ได้ 1 คน

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชัยภูมิตามผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ได้แก่ นางพรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา

สถานภาพทางสังคม

ประชากร 

ในปี 2554 จังหวัดชัยภูมิมีประชากรรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,127,423 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชายจำนวน 560,672 คน และเพศหญิงจำนวน 566,751 คน

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดชัยภูมินับถือศาสนาพุทธ ส่วนที่เหลือเป็นคริสต์ศาสนิกชนและอิสลาม โดยศาสนสถานที่สำรวจพบทั้งหมดในปี 2551 ประกอบด้วย วัด 910 แห่ง สำนักสงฆ์ 539 แห่ง มัสยิด 3 แห่ง ด้านบุคลากรทางศาสนามีพระภิกษุจำนวน 5,216 รูป และ สามเณรจำนวน 515 รูป 

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดชัยภูมิ พ.ศ.2538 - 2553
GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, CHAIYAPHUM PROVINCE: 1995-2010

สาขาการผลิต 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553p
  -1995 -1996 -1997 -1998 -1999 -2000 -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 (2010p)
ภาคเกษตร 4,783 5,796 5,341 5,730 5,266 5,653 6,774 5,812 6,834 5,854 5,892 6,521 7,780 7,991 9,197 10,675
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 4,616 5,474 5,149 5,503 5,048 5,470 6,575 5,620 6,523 5,604 5,670 6,361 7,597 7,835 9,009 10,496
การประมง 166 321 192 226 218 183 199 192 311 250 221 160 183 156 188 179
ภาคนอกเกษตร 12,627 14,022 14,243 14,299 14,833 15,733 15,657 16,363 17,926 19,360 20,225 23,584 24,530 26,033 29,965 31,333
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 15 16 14 16 12 17 9 11 9 4 4 56 73 62 85 83
การผลิตอุตสาหกรรม 2,690 2,679 2,663 2,513 2,295 2,658 2,402 2,711 3,560 3,661 3,505 4,809 5,016 5,863 6,996 8,085
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 391 362 401 591 543 542 575 578 624 631 641 712 724 678 863 880
การก่อสร้าง 1,117 1,426 1,084 667 785 873 725 779 722 1,031 936 1,128 1,145 1,139 2,493 1,460
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 2,092 2,410 2,495 2,232 2,300 2,417 2,623 2,436 2,586 2,448 2,439 2,685 2,881 2,970 3,704 4,080
โรงแรมและภัตตาคาร 31 29 70 110 120 32 19 16 15 22 35 59 48 46 61 74
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 627 737 799 811 909 946 968 1,056 1,086 1,127 1,161 1,261 1,384 1,516 1,646 1,480
ตัวกลางทางการเงิน 770 893 851 782 653 684 673 770 800 868 1,065 1,285 1,426 1,610 1,621 1,724
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 926 1,109 1,327 1,617 1,879 1,921 1,853 2,065 2,143 2,164 2,227 2,399 2,262 2,533 2,107 2,368
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,256 1,336 1,504 1,687 1,888 2,058 2,233 2,261 2,346 2,679 2,861 2,876 2,669 2,209 2,343 2,776
การศึกษา 2,140 2,381 2,337 2,497 2,614 2,716 2,785 2,799 3,110 3,570 3,955 4,632 5,221 5,595 6,071 6,397
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 358 401 441 501 547 559 458 548 528 617 746 1,042 1,131 1,218 1,322 1,307
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 197 225 237 256 269 287 307 320 380 503 573 579 510 555 604 565
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 17 18 21 20 19 21 28 14 17 35 77 61 41 40 51 54
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 17,409 19,817 19,585 20,029 20,099 21,386 22,431 22,175 24,760 25,214 26,116 30,104 32,310 34,024 39,162 42,007
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 16,285 18,331 17,970 18,205 18,096 19,123 19,873 19,469 21,551 21,764 22,358 25,605 27,318 28,623 32,804 35,059
ประชากร (1,000 คน) 1,069 1,081 1,090 1,100 1,111 1,118 1,129 1,139 1,149 1,158 1,168 1,176 1,183 1,189 1,194 1,198

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดชัยภูมิ พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, CHAIYAPHUM PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 845,724 856,095 862,533 849,317 836,497 843,597 887,167 933,259 952,231
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 643,415 647,556 635,554 621,396 609,774 607,509 641,762 676,783 690,182
   ผู้มีงานทำ 622,205 632,471 619,185 600,864 592,432 601,091 631,699 664,460 681,725
   ผู้ว่างงาน 15,227 10,989 10,610 8,892 12,736 5,787 7,778 9,827 2,696
   ผู้ที่รอฤดูกาล 5,983 4,097 5,759 11,641 4,607 631 2,285 2,497 5,761
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 202,310 208,538 226,979 227,921 226,723 236,088 245,405 256,476 262,049
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 425,823 431,173 434,440 432,336 431,796 435,214 445,972 458,245 467,346
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 363,702 363,464 362,659 354,989 352,650 355,270 366,473 379,553 377,734
   ผู้มีงานทำ 352,917 357,748 354,375 345,987 342,270 350,450 360,630 372,476 371,869
   ผู้ว่างงาน 8,265 4,835 7,191 5,000 8,191 4,349 4,872 5,289 2,118
   ผู้ที่รอฤดูกาล 2,520 881 1,094 4,002 2,189 471 972 1,789 3,748
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 62,120 67,709 71,780 77,347 79,147 79,944 79,498 78,691 89,611
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 419,902 424,923 428,094 416,981 404,701 408,384 441,196 475,014 484,885
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 279,713 284,093 272,895 266,407 257,124 252,239 275,289 297,230 312,447
   ผู้มีงานทำ 269,288 274,724 264,810 254,878 250,162 250,641 271,069 291,984 309,856
   ผู้ว่างงาน 6,962 6,154 3,420 3,891 4,545 1,439 2,906 4,539 578
   ผู้ที่รอฤดูกาล 3,463 3,215 4,666 7,639 2,418 160 1,314 708 2,013
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 140,189 140,830 155,199 150,574 147,577 156,144 165,906 177,784 172,438

 

ประเพณี

ประเพณีฮีตสิบสอง

3

ฮีตสิบสองเป็นประเพณีท้องถิ่นที่ชาวอีสานร่วมทั้งชาวบ้านในจังหวัดชัยภูมิยึดถือและปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษถึงปัจจุบัน คำว่า "ฮีต" นั้น หมายถึง จารีต ขนบธรรมเนียม ซึ่งแบบแผนฮีตที่ชาวชัยภูมิยึดถือปฏิบัติกันจะมีอยู่ 12 ประการ หรือกล่าวได้ว่า ฮีตสิบสอง เป็นการทำ "บุญ" ในช่วง 12 เดือนของหนึ่งปี ดังนี้

1. บุญข้าวกรรม มีที่มาจากความเชื่อเกี่ยวกับพระภิกษุที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นอาบัติและถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งในระหว่างภิกษุเข้ากรรม ญาติ โยม สาธุชน และผู้หวังบุญกุศลจะไปร่วมทำบุญ บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และฟังธรรม เป็นการร่วมทำบุญระหว่างพระภิกษุ สามเณร และชาวบ้าน สำหรับการทำบุญข้าวกรรมนั้นกำหนดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บุญเดือนอ้าย"

2. บุญคูนลาน การทำบุญคูนลานจะทำที่วัดหรือที่บ้านก็ได้ โดยชาวบ้านจะเอาข้าวมารวมกัน แล้วนิมนต์พระภิกษุมาเจริญพระพุทธมนต์ จัดน้ำอบ น้ำหอมไว้ประพรม วนด้ายสายสิญจน์บริเวณรอบกองข้าว ตอนเช้ามีการถวายอาหารบิณฑบาต และนำเอาน้ำพระพุทธมนต์ไปรดกองข้าว หากการทำบุญเกิดขึ้นที่บ้านจะเรียกว่า "บุญกุ้มข้าว" การทำบุญคูนลานจะกำหนดให้มีขึ้นในเดือนยี่ เรียกอย่างหนึ่งว่า "บุญเดือนยี่"

3. บุญข้าวจี่ เป็นงานบุญที่จัดขึ้นในเดือนสาม เมื่อชาวบ้านขนข้าวขึ้นยุ้งฉางแล้วก็จะนิยมทำบุญเกี่ยวกับข้าวอีกครั้ง คือ การทำบุญข้าวจี่ซึ่งจะเริ่มพิธีทำบุญในตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวนึ่งปั้นหุ้มน้ำอ้อย นำไปปิ้งหรือจี่พอเกรียมแล้วชุบด้วยไข่ย่างไฟจนสุกแล้ว จากนั้นนำไปถวายพระที่วัด นิมนต์พระมาให้ศีลแล้วเอาข้าวจี่ใส่บาตรนำถวายแด่พระสงฆ์พร้อมด้วยอาหารอื่น เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว ก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา ส่วนข้าวจี่ที่เหลือจากพระฉันชาวบ้านก็จะนำไปแบ่งกันรับประทานเพราะถือว่าจะมีโชคดี

4. บุญพระเวส หรือ"บุญเดือนสี่" เป็นงานบุญที่จัดขึ้นในเมื่อเดือน 4 ของทุกปี โดยชาวบ้านจะนิยมทำบุญประเพณีเวสสันดรชาดกหรือพระเวสสันดร สืบเนื่องมาจากเนื้อหาในหนังสือเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสนว่า พระผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตคือพระศรีอริยะเมตไตร ดังนั้น ถ้าผู้ใดปรารถนาที่จะได้พบกับพระศรีอริยะเมตไตร หรือเข้าถึงศาสนาของพระพุทธองค์แล้ว จงอย่าฆ่าบิดามารดา สมณพราหมณ์ คณาจารย์ อย่ายุให้ พระสงฆ์แตกสามัคคีกัน และให้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์ ให้จบสิ้นภายในวันหนึ่งวันเดียว ด้วยเหตุนี้ บุญพระเวสจึงมีอีกชื่อว่า "บุญมหาชาติ"

5. บุญสรงน้ำ เป็นงานบุญที่จัดในเดือนห้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บุญตรุษสงกรานต์" บุญสรงน้ำเป็นการทำบุญวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ นิยมเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนถึงวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี โดยหลังการทำบุญตักบาตร ชาวบ้านจะร่วมกันสรงน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ก่อพระเจดีย์ทราย และมีการละเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานนานตลอดทั้ง 3 วัน

6. บุญบั้งไฟ ตั้งแต่อดีตก่อนการทำนาชาวบ้านในภาคอีสานจะมีการฉลองอย่างสนุกสนาน ด้วยการจุดบั้งไฟเพื่อไปบอกพญาแถน เพราะเชื่อว่าจะทำให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะมีการตกแต่งบั้งไฟให้สวยงามเพื่อนำมาประกวดแห่และแข่งขันกันในวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้ งานบุญบั้งไฟกำหนดจัดขึ้นในเดือนหก

1

7. บุญซำฮะ คำว่า "ซำฮะ" หมายถึง การชำระล้างสิ่งสกปรกรกรุงรังให้สะอาดหมดจด เมื่อถึงเดือนเจ็ด ชาวบ้านจะร่วมกันทำบุญโดยยึดเอา "ผาม" หรือศาลากลางบ้านเป็นสถานที่ทำบุญ ชาวบ้านจะเตรียมดอกไม้ธูปเทียน โอน้ำ ฝ้ายใน ไหมหลอด ฝ้ายผูกแขน แห่ทรายมารวมกันที่ผาม ตอนเย็นนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ตอนเช้าถวายอาหาร เมื่อเสร็จพิธีทุกคนจะนำน้ำพระพุทธมนต์ ฝ้ายผูกแขน แห่ทรายของตนกลับบ้าน นำน้ำมนต์ไปรดลูกหลาน ทรายนำไปหว่านรอบบ้าน ฝ้ายผูกแขนนำไปผูกข้อมือลูกหลานเพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลตลอดปี ถ้ามีการเจ็บไข้ได้ป่วยต้องมีการสวดถอด เป็นต้น

8. บุญเข้าพรรษา ในเทศกาลเข้าพรรษาเป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะต้องบำเพ็ญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาให้บริบูรณ์ ส่วนคฤหัสถ์ก็จะต้องบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ 3 คือ ทาน ศีล และภาวนาให้เต็มเปี่ยม ตอนเช้าญาติโยมจะนำอาหารมาถวายพระภิกษุ ตอนบ่ายนำดอกไม้ธูปเทียน ข้าวสาร ผ้าอาบน้ำฝน รวมกันที่ศาลาวัด ตอนเย็นญาติโยมพากันทำวัตรเย็นแล้วฟังเทศน์ สำหรับบุญเข้าพรรษากำหนดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 และเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บุญเดือนแปด"

9. บุญข้าวประดับดิน มีที่มาจากในเดือน 9 ชาวบ้านจะนำข้าว ห่ออาหาร และของขบเคี้ยวเป็นห่อๆ ไปถวายวางแบไว้กับดิน จึงเรียกว่าการทำบุญข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านจะจัดอาหารคาว หวาน และหมากพลู บุหรี่ กะว่าให้ได้ 4 ส่วน ส่วนที่ 4 สำหรับเลี้ยงดูกันในครอบครัว ส่วนที่ 2 แจกให้ญาติพี่น้อง ส่วนที่ 3 อุทิศไปให้ญาติที่ตาย ส่วนที่ 4 นำไปถวายพระสงฆ์ทำเป็นห่อๆ ให้ได้พอควร โดยนำใบตองกล้วย มาห่อของคาว หวาน หมากพลู บุหรี่ แล้วเย็บรวมกันเป็นห่อใหญ่ ในระหว่าง เช้ามืดในวันรุ่งขึ้นจะนำห่อเหล่านี้ไปวางไว้บริเวณวัด ด้วยถือว่าญาติพี่น้องจะมารับของที่นั่น ตอนเช้านำอาหารอีกส่วนหนึ่งไปถวายพระ ฟังพระธรรมเทศนา เสร็จแล้วทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

10. บุญข้าวสาก ในการทำบุญชาวบ้านจะเขียนชื่อลงในพาข้าว (สำรับกับข้าว) เรียกว่า "ข้าวสาก" (สลาก) จากนั้นจัดอาหารคาวหวานเป็นห่อๆ แล้วนำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ โดยมักทำในตอนกลางวันก่อนเพล พอถึงเวลา 4 โมงเช้า พระสงฆ์จะตีกลองโฮม (รวม) ญาติโยมจะนำพาข้าว (สำรับกับข้าว) ของตนมารวมกัน ณ ศาลาการเปรียญ เจ้าภาพจะเขียนชื่อลงในกระดาษม้วนลงในบาตร เมื่อพร้อมแล้วหัวหน้ากล่าวนำคำถวายสลากภัต จบแล้วยกบาตรสลากไปให้พระจับถูกชื่อใครก็ให้ไปถวายพระองค์นั้น ก่อนจะถวายพาข้าวให้นำพาข้าว 1 พา มาวางหน้าพระเถระ แล้วให้พระเถระกล่าวคำอุปโลกน์ การทำบุญข้าวสากนิยมทำกันในเดือน 10 ของทุกปี

11. บุญออกพรรษา เป็นงานบุญประจำเดือน 11 โดยการทำบุญออกพรรษาเป็นการเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ได้มีโอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันได้ พระภิกษุสงฆ์สามารถเดินทางไปอบรมศีลธรรมหรือไปเยี่ยมถามข่าวคราวญาติพี่น้องและสามารถหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนได้ เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตั้งแต่เช้ามืดจะมีการตีระฆังให้พระสงฆ์ไปรวมกันที่โบสถ์แสดงอาบัติเช้า จบแล้วมีการปวารณา คือเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้

2

ประเพณีไหลเรือไฟ เดือนสิบเอ็ด

12. บุญกฐิน การทำบุญกฐินมีที่มาจากผ้าที่ใช้สดึงทำเป็นกรอบขึงเย็บจีวร เรียกว่า ผ้ากฐิน ผู้ใดศรัทธา ปรารถนาจะถวายผ้ากฐิน ณ วัดใดวัดหนึ่งให้เขียนสลาก (ใบจอง) ไปติดไว้ที่ผนังโบสถ์ หรือศาลาวัด ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นจองทับ เมื่อถึงวันกำหนดก็บอกญาติโยมให้มาร่วมทำบุญ มีมหรสพสมโภช และฟังเทศน์ รุ่งเช้าก็นำผ้ากฐินไปทอดถวายที่วัดเป็นอันเสร็จพิธีกำหนด การทำบุญกฐินจะมีขึ้นระหว่างวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

งานฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล

jpeg

ประชาชนในจังหวัดชัยภูมิ ประมาณร้อยละ 95 เป็นคนท้องถิ่นเดิมมีวัฒนธรรมประเพณีที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างความเชื่อดั้งเดิมของท้องถิ่นกับหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนา ประกอบกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัด มีลักษณะเด่นชัดที่เน้นและเชิดชูวีรกรรมความซื่อสัตย์กตัญญูของเจ้าพ่อพระยาแล จึงทำให้มีงานประจำปีและงานประเพณีที่แสดงถึงวัฒนธรรมของจังหวัดสืบต่อกันมา งานฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแลจะจัดในช่วงเวลา ระหว่างวันที่ 12 - 20 มกราคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของเจ้าพ่อพระยาแล ผู้สร้างเมืองชัยภูมิคนแรก โดยในการจัดงานนี้ประกอบด้วยพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของเจ้าพ่อพระยาแล ขบวนแห่เครื่องสักการะอนุสาวรีย์เจ้าพ่อ ขบวนถวายช้างแด่เจ้าพ่อ และขบวนแห่ของอำเภอต่าง ๆ รวมทั้งการออกร้าน จัดนิทรรศการของหน่วยงานราชการและเอกชน การประกวดผลิตผลทางการเกษตร

อนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล (แล) อำเภอเมือง จ.ชัยภูมิ

chp01

อนุสาวรีย์พระยาภักดีชุมพล (แล) ชาวบ้านเรียกว่าอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาแล ตั้งอยู่กลางวงเวียนศูนย์ราชการ ในตัวเมือง ชาวชัยภูมิได้ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่เจ้าเมืองคนแรกของชัยภูมิ ตามประวัติเล่าว่า ในปี 2360 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 นายแล ซึ่งเป็นข้าราชการสำนักเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ได้อพยพครอบครัวและบริวารข้ามลำน้ำโขง มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านน้ำขุ่น บริเวณอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน ต่อมาจึงได้ย้ายชุมชนมาตั้งใหม่ที่โนนน้ำอ้อม บ้านชีลอง ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิ 6 กิโลเมตร ได้ส่งส่วยต่อเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ต่อมาจึงย้ายชุมชนมาอยู่ที่บ้านหลวง ในเขตอำเภอเมืองปัจจุบัน และได้หันมาขึ้นตรงต่อเมืองนครราชสีมา ส่งส่วยแก่รัชกาลที่ 3 ไม่ขึ้นแก่เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์อีกต่อไป จึงโปรดเกล้าฯ ยกบ้านหลวงเป็นเมืองชัยภูมิ และแต่งตั้ง ขุนภักดีชุมพล (แล) เป็นเจ้าเมืองคนแรกของชัยภูมิ

ครั้น พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ก่อการกบฎ ยกทัพเข้าตีเมืองนครราชสีมา ขุนภักดีชุมพลพร้อมเจ้าเมืองใกล้เคียง ยกทัพไปสมทบกับคุณหญิงโม ตีกระหนาบทัพเจ้าอนุวงศ์จนแตกพ่าย เจ้าอนุวงศ์เกิดความแค้นจึงย้อนกลับมาจับขุนภักดีชุมพลประหารชีวิต ที่บริเวณใต้ต้นมะขามริมหนองปลาเฒ่า ด้วยความดีที่ขุนภักดีชุมพลมีต่อแผ่นดินไทย จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาภักดีชุมพล (แล) จังหวัดชัยภูมิจัดงานประจำปีเจ้าพ่อพญาแลในราวเดือนมกราคมของทุกปี

ปรางค์กู่ อำเภอเมือง จ.ชัยภูมิ

chp02

ปรางค์กู่ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 202 (ชัยภูมิ-บัวใหญ่) ประมาณ 1 กิโลเมตร มีทางแยกขวาเข้าปรางค์กู่ตามทางหลวง 2158 เป็นระยะทางอีก 2 กิโลเมตร

ปรางค์กู่เป็นปราสาทหินสมัยขอม ที่มีแผนผังและลักษณะเช่นเดียวกับปราสาทอื่นที่เป็น อโรคยาศาล หรือสถานพยาบาลที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 นั่นคือ มีปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง 1 องค์ วิหารหรือบรรณาลัยด้านหน้า 1 หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง นอกกำแพงตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ 1 สระ ปรางค์ประธานมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 5 เมตร ย่อมุมไม้สิบสอง ด้านหน้ามีประตูเข้าออกทำเป็นมุขยื่นออกมา ผนังปรางค์อีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก เหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือยังคงมีทับหลังติดอยู่ จำหลักภาพตรงกลางเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิเหนือหน้ากาล ซึ่งจับท่อนพวงมาลัยไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ด้านหน้ามีทับหลังเช่นกันแต่ลบเลือนไปมาก ที่ช่องประตูหลอกด้านทิศเหนือ มีพระพุทธรูปศิลาปางสมาธิ ศิลปะแบบทวารวดี สูง 1.75 เมตร ประดิษฐานอยู่ โดยเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น ชาวชัยภูมิให้การเคารพสักการะ มีการจัดงานประจำปีในช่วงกลางเดือน 5 ของทุกปี

 

พระธาตุหนองสามหมื่น อำเภอภูเขียว จ.ชัยภูมิ

chp03

พระธาตุหนองสามหมื่น เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญและน่าสนใจมากแห่งหนึ่งของชัยภูมิ ตั้งอยู่ที่บ้านแก้ง จากตัวเมืองชัยภูมิเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูเขียวไปจนถึงบ้านหนองสองห้องระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2055 อีก 9 กิโลเมตรถึงบ้านแก้งและแยกซ้าย ไปวัดพระธาตุหนองสามหมื่นอีกประมาณ 5 กิโลเมตร พระธาตุหนองสามหมื่น เรียกชื่อตามหนองน้ำ ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด เป็นพระธาตุที่มีลักษณะสวยงาม และสมบูรณ์ที่สุดองค์หนึ่ง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่จากลักษณะทางด้านสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมที่ปรากฏเกิดจากการผสมผสานกันระหว่างศิลปล้านนา ล้านช้าง และอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 ในสมัยพระไชยเชษฐาธิราชแห่งราชอาณาจักรลาว

พระธาตุหนองสามหมื่น มีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ตั้งอยู่บนฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความสูงประมาณ 45 เมตร มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน เหนือฐานเขียงเป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายรองรับองค์พระธาตุ ซึ่งมีซุ้มทั้งสี่ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึง และปางลีลา ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า รูปแบบดังกล่าวอาจเปรียบเทียบได้กับพระธาตุอื่นๆ ทั้งในนครเวียงจันทน์และในเขตไทย เช่น พระธาตุวัดเทพพล เมืองเวียงคุก จังหวัดหนองคาย พระธาตุศรีเมือง นครเวียงจันทน์ เป็นต้น

จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า บริเวณนี้เคยเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่สมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ปรากฏร่องรอยของคูน้ำ คันดิน และโคกเนินโบราณสถานหลายแห่ง โบราณวัตถุสำคัญที่พบทั้งในและนอกเขตคูเมืองหลายชิ้น ได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัด เช่น กลุ่มใบเสมาหินทราย บางแผ่นก็มีจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และมีแผ่นหนึ่งนำไปตั้งเป็นหลักเมืองประจำอำเภอภูเขียวด้วย นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมรูปเคารพอีก 2 ชิ้น สภาพชำรุดชิ้นหนึ่งคล้ายเศียรพระพุทธรูปนาคปรก ในศิลปะขอมแบบบายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18

การเดินทาง จากตัวเมืองชัยภูมิเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอำเภอภูเขียวไปจนถึงบ้านหนองสองห้องระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2055 อีก 9 กิโลเมตรถึงบ้านแก้งและแยกซ้ายไปวัดพระธาตุหนองสามหมื่นอีกประมาณ 5 กิโลเมตร

ใบเสมาบ้านกุดโง้ง อำเภอเมือง จ.ชัยภูมิ

chp04ใบเสมาบ้านกุดโง้ง เก็บรักษาอยู่ภายในบริเวณโรงเรียนวัดกุดโง้ง ตำบลกุดตุ้ม จากตัวเมืองชัยภูมิไปตามทางหลวงหมายเลข 202 ประมาณ 12 กิโลเมตร มีทางแยกขวาไปอีก 3 กิโลเมตรถึงบ้านกุดตุ้ม แล้วแยกขวาเข้าเส้นทางสาย กุดตุ้ม-บุ่งคล้า อีก 4 กิโลเมตร ใบเสมาหินทรายศิลปทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 ที่พบเป็นจำนวนมากในบริเวณรอบๆ หมู่บ้านได้ถูกนำมารวบรวมไว้ในอาคารอย่างเป็นระเบียบ ส่วนมากมีลักษณะเป็นแผ่นใหญ่ ด้านหน้าจำหลักลายและบางแผ่นมีจารึกอยู่ที่ด้านหลังด้วย ลวดลายที่ปรากฏเป็นเรื่องราวทางพุทธศาสนา เล่าเรื่องชาดกตอนต่างๆ หรือเป็นภาพรูปเคารพ เช่น ภาพพระโพธิสัตว์ประทับยืนบนดอกบัว ภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนบัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์ นับเป็นกลุ่มเสมาที่สวยงามแห่งหนึ่งในอีสาน

 


เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกะมัง
 อำเภอคอนสาร จ.ชัยภูมิ

chp05

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกะมัง มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ป่าในเขตอำเภอคอนสาร เกษตรสมบูรณ์ และหนองบัวแดง ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า การเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์สัตว์ป่า เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ นกยูง เก้ง กวาง และเนื้อทราย เป็นต้น โดยปล่อยสัตว์ให้อาศัยอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติ สามารถสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ได้เอง ได้มีการจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

ทุ่งกระมัง เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว แหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์กินพืช มีเนื้อที่ 830 ไร่ เมื่อปี พ.ศ. 2526 และ พ.ศ. 2535 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้ปล่อยสัตว์ป่าคืนถิ่นในบริเวณนี้ เช่น เก้ง กวาง กระจง และนกต่างๆ มีการจัดทำดินโป่งในบริเวณทุ่งกะมังเพื่อให้สัตว์มากินดินโป่ง และเผาแปลงทุ่งหญ้าเพื่อให้เกิดหญ้าระบัดเป็นอาหารของเก้ง กวางในช่วงฤดูแล้ง บนยอดเนินเหนือบริเวณทุ่งกะมัง มีพระตำหนักที่ประทับอยู่เหนืออ่างน้ำ

การเดินทาง ไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวใช้เส้นทางเดียวกับเขื่อนจุฬาภรณ์ ก่อนถึงเขื่อน 3 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายจากด่านตรวจ (ปางม่วง) ไปยังที่ทำการเขตฯ อีก 24 กิโลเมตร การเข้ามาทัศนศึกษาในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีสองกรณีคือ หากเข้าชมแบบไป-กลับวันเดียว สามารถขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่บริเวณด่านตรวจปางม่วง กรณีพักค้างแรมต้องได้รับอนุญาตจากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ กรุงเทพฯโดยตรง ทางเขตฯค่อนข้างเคร่งครัดในกฎระเบียบ เพราะสภาพพื้นที่ที่อุดมไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่า การเดินทางเข้ามาในพื้นที่ก็เสมือนการเข้ามารบกวนธรรมชาติ ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าจริงๆ และทางเขตฯ ไม่เปิดให้เข้าทัศนศึกษาในช่วง เดือนกรกฎาคม-กันยายน

จุดชมวิวเทือกเขาพังเหย อำเภอภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ

chp06จุดชมวิวเทือกเขาพังเหย ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 225 ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิ 75 กิโลเมตร เป็นที่แวะพักผ่อนระหว่างเดินทาง มีร้านอาหารของชาวบ้านและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

 

 

 

 

 

 

ถ้ำแก้ว อำเภอภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ

chp07ถ้ำแก้ว จากอำเภอภักดีชุมพลไปทางทิศเหนือ 9 กิโลเมตร ตามทางหลวง 2359 ถึงบ้านซับเจริญมีทางแยกซ้ายไปอีก 5 กิโลเมตร ถ้ำแห่งนี้อยู่ภายในบริเวณวัดถ้ำแก้ว ลักษณะของถ้ำคล้ายห้องโถงลึกลงไปในภูเขา บรรยากาศเย็นและชื้นตลอดเวลา มีไฟฟ้าให้แสงสว่างภายในถ้ำ จากปากถ้ำมีทางเดินลงลึกไปถึงด้านล่าง ซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ และมีหินย้อย อยู่ตามผนังถ้ำ เมื่อต้องแสงเกิดเป็นประกายแวววาวสวยงาม

 

 

 

 

 

ผาเกิ้ง อำเภอหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ

chp08

ผาเกิ้ง เป็นส่วนหนึ่งของภูแลนคา หากเดินทางมาตามเส้นทางชัยภูมิ-หนองบัวแดง จะเห็นหน้าผาสูงริมทางคล้ายพระจันทร์เสี้ยวยื่นออกมา ชาวบ้านจึงเรียกว่า ผาเกิ้ง ซึ่งหมายถึงพระจันทร์ในภาษาอีสาน บนเขามีวัดผาเกิ้งหรือวัดชัยภูมิพิทักษ์ตั้งอยู่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปชัยภูมิพิทักษ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่สูง 14 เมตร ด้านหน้าองค์พระเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมองเห็นทัศนียภาพของทุ่งนาได้กว้างไกล ผาเกิ้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 36 กิโลเมตรบนหลวงหมายเลข 2159 (ชัยภูมิ-หนองบัวแดง)

 

 

รายการอ้างอิง 

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

คำขวัญประจำจังหวัด

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

ประวัติ         

สำนักงานจังหวัดชัยภูมิ

 

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ

http://123.242.176.168/pr/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0

 

http://www.baanjomyut.com/76province/northeast/chaiyapom/03.html 

ข้อมูลทั่วไป   

   ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

   อาณาเขต

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิอากาศ

 จำนวนประชากร

 

สำนักงานจังหวัดชัยภูมิ

ประกาศสำนักทะเบียนกลาง  

กรมการปกครอง

 

http://123.242.176.168/pr/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0

 

http://203.113.86.149/stat/y_stat53.html

การปกครอง  

   การแบ่งเขตการปกครอง

    หัวหน้าส่วนราชการ

 หน่วยงานบริหารราชการ

 

สำนักงานจังหวัดชัยภูมิ

 

 

 

http://123.242.176.168/pr/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0

 

7. การเลือกตั้ง

    การเลือกตั้งสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎร

   การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

 

http://mp.parliament.go.th/map2550/map_esan.htm

http://www.senate.go.th/profile/main.php?url=history&senator=8d5e957f297893487bd98fa830fa6413

เศรษฐกิจ

สภาพทางสังคม   

ศาสนา

ประเพณี

สำนักงานสถิติแห่งชาติ

สำนักงานสถิติจังหวัดชัยภูมิ

http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html 

http://chaiyaphum.nso.go.th/nso/project/search_option/search_result.jsp

http://www.prapayneethai.com/th/tradition/north_east/view.asp?id=0495

ข้อมูลด้านท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เว็บไซต์สยามฟรีสไตล์ http://www.siamfreestyle.com/forum/index.php?showtopic=440 

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดชัยภูมิ

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/5/5e/Seal_Chaiyaphum.png

รูปที่ 2 ต้นขี้เหล็ก

http://www.tratcc.ac.th/wwwstd/14samoonpai/image/tr_11.jpg

รูปที่ 3 ดอกกระเจียว

http://hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/newimages/100_5909.JPG

รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดชัยภูมิ

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/49/Thailand_Chaiyaphum.png

รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดชัยภูมิ                                                        

http://www.thaienergydata.in.th/province/36/

รูปที่ 6 อำเภอในจังหวัดชัยภูมิ

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/22/Amphoe_Chaiyaphum.png

รูปที่ 7 และ 8 ภาพบรรยากาศงานบุญที่จังหวัดชัยภูมิ

manager.co.th

รูปที่ 9 งานฉลองอนุสาวรีย์เจ้าพ่อพระยาแล

wikalenda.com

รูปที่ 10 ประเพณีฟ้อนผีฟ้า

astro.popcornfor2.com

thammasatu.net 

 

 

JoomSpirit