กาฬสินธุ์

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดกาฬสินธุ์

Seal Kalasin

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์

สัญลักษณ์ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นรูปบึงใหญ่ ตฤณชาติ และเมฆพยับฝน หมายถึง สัญลักษณ์ของความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาค ทิวเขาตรงสุดขอบฟ้า คือ แนวกั้นเขตแดนกับจังหวัดใกล้เคียง น้ำในบึงมีสีดำเพื่อให้ตรงกับชื่อของกาฬสินธุ์ ตั้งเป็นเมือง พ.ศ.2336 จังหวัดกาฬสินธุ์แยกจากจังหวัดมหาสารคาม เมื่อ พ.ศ. 2490 ให้ชื่อย่อ "กส"

คําขวัญประจำจังหวัด

"เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไท ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี"

ต้นไม้และดอกไม้ประจําจังหวัด

ต้นไม้ประจำจังหวัด คือ ต้นมะหาด ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัด ได้แก่ ดอกพะยอม

2-16 21-2 3 f9abdf31-1
รูปที่ 2 ต้นมะหาด รูปที่ 3 ต้นมะหาด รูปที่ 4 ดอกพะยอม รูปที่ 5 ดอกพะยอม

เมืองกาฬสินธุ์ ได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมือง ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เคยเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวละว้า และได้เคยตกอยู่ในอำนาจของพม่า

พ.ศ. 2310 พระเจ้าองค์เวียนดาแห่งนครเวียงจันทน์ ได้สิ้นพระชนม์ลง โอรสท้าวเพี้ยเมืองแสน ได้ยกกองทัพเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ประสบความสำเร็จ และได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบแทนพระนามว่า พระเจ้าศิริบุญสาร

เมื่อพระเจ้าศิริบุญสารขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ได้กดขี่ข่มเหงเบียดเบียนประชาราษฎร์ให้ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส ดังนั้น ประมาณปี พ.ศ. 2320 ท้าวโสมพะมิตร และอุปฮาดเมืองแสนฆ้อนโปง เมืองแสนหน้าง้ำ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เกิดขัดใจกับพระเจ้าศิริบุญสาร เจ้าผู้ครองนคร เวียงจันทน์จึงได้รวบรวมผู้คนที่เป็นสมัครพรรคพวกอพยพจากดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ข้ามมาตั้งบ้านเรือนอยู่แถวบริเวณลุ่มน้ำก่ำแถบบ้านพรรณา หนองหาร ธาตุเชียงชุม เมืองพรรณานิคม อำเภอของจังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ต่อมาท้าวศิริบุญสารได้ยกกองทัพติดตามมา เพื่อกวาดต้อนผู้คนที่หลบหนีมา ให้กลับคืนสู่นครเวียงจันทน์ ทำให้ท้าวโสมพะมิตร และพรรคพวกต้องอพยพต่อไปและได้แบ่งแยกเป็น 2 สาย คือ

สายที่เมืองแสนหน้าง้ำเป็นหัวหน้า นำสมัครพรรคพวกบ่าวไพร่ บุตรหลาน มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก สมทบกับพระวอ พระตา ซึ่งแตกทัพมาจากเมืองนครเขื่อนขันท์กาบแก้วบัวบาน (เมืองหนองบัวลำภู) พระตาถูกปืนข้าศึกตายในสนามรบ พระวอกับเมืองแสนหน้าง้ำ รวบรวมไพร่พลที่เหลือหลบหนีไปจนกระทั่งถึงนครจำปาศักดิ์ และได้นำเครื่องบรรณาการเข้าถวายพอพึ่งบารมีของพระเจ้าหลวงแห่งนครจำปาศักดิ์ พระเจ้าองค์หลวงรับสั่งไปตั้งอยู่ ณ ดอนค้อนกอง พระวอจึงสร้างค่ายขุดคูขึ้นเพื่อป้องกันข้าศึก เรียกค่ายนั้นในเวลาต่อมาว่า ค่ายบ้านดู่บ้านแก

ใน พ.ศ. 2521 พระเจ้าศิริบุญสารยังมีความโกรธแค้นไม่หาย จึงแต่งตั้งให้เพี้ยสรรคสุโภย ยกกองทัพกำลังหมื่นเศษติดตามลงมา เพื่อจับ พระวอและพรรคพวก พระวอได้ยกกำลังออกต่อสู้ด้วยความห้าวหาญยิ่ง แต่สู้กำลังที่เหนือกว่าไม่ได้จนวาระสุดท้ายได้ถึงแก่ความตาย ณ ค่ายบ้านดู่บ้านแกนั่นเอง ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหม และท้าวก่ำผู้เป็นบุตรหลาน ได้พาผู้คนที่เหลือหลบหนีเข้าไปอยู่ในเกาะกลางลำแม่น้ำมูลมี ชื่อว่าดอนมดแดง อยู่ในท้องที่จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน

สายที่ท้าวโสมพะมิตรเป็นหัวหน้า ได้พาสมัครพรรคพวกยกพลข้ามสันเขาภูพานลงมาทางใต้ และได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านกลางหมื่น ขณะที่ให้ผู้คนจัดสร้างที่พักอยู่นั้น ท้าวโสมพะมิตรได้สำรวจผู้คนของตน ปรากฏว่ามีอยู่ประมาณ 5,000 คน (ครึ่งหรือกลางหมื่นเหมือนชื่อหมู่บ้านปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองกาฬสินธุ์) และท้าวโสมพะมิตรได้ส่งท้าวตรัยและผู้รู้หลายท่านออกเสาะหาชัยภูมิ เลือกทำเลที่จะสร้างเมืองใหม่ ท้าวตรัยและคณะใช้เวลาสำรวจอยู่ประมาณปีเศษ จึงได้พบทำเลอันเหมาะสม คือได้พบลำน้ำปาว และเห็นว่าแก่งสำโรงชายสงเปลือย มีดินมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ควรแก่ตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง จึงได้อพยพผู้คนมาตั้งบ้านเรือนบริเวณนี้ และได้จัดสร้างหลักเมืองขึ้น ณ ที่ตั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมืองในปัจจุบัน โดยตั้งตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อใคร อยู่มาได้ประมาณ 10 ปีเศษ

ครั้นต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงเมื่อ พ.ศ. 2325 และเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามาก ท้าวโสมพะมิตรเห็นเป็นโอกาสดีจึงได้นำเครื่องบรรณาการเข้าถวายสวามิภักดิ์ และกราบทูลขอตั้งบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง ปี พ.ศ. 2334 โดยถือเอานิมิตเมืองพรรณานิคมและเมืองหนองหาญธาตุเชิงชุม อันเป็นเมืองเดิมใช้ลุ่มน้ำก่ำ เป็นแหล่งประกอบอาชีพ ซึ่งชาวพื้นเมืองเรียกว่าแม่น้ำ "ก่ำ" แปลว่า "ดำ" นั่นเอง ประกอบกับครั้งนั้นท้าวโสมพะมิตรได้นำกาน้ำสัมฤทธิ์ทูลเกล้าถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้ากระหม่อมให้ยกฐานะบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง พระราชทานนามว่า "กาฬสินธุ์" เมื่อปี พ.ศ. 2336 พร้อมทั้งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ท้าวโสมพะมิตรเป็นพระยาชัยสุนทรครองเมืองกาฬสินธุ์เป็นคนแรก และผู้คนในถิ่นนี้จึงได้นามว่าชาวกาฬสินธุ์

ในครั้งนั้น ท้าวโสมพะมิตร (พระยาชัยสุนทร) ได้ปกครองอาณาประชาราษฎร์ ในเขตดินแดนด้วยความร่มเย็นเป็นสุขด้วยดีเสมอมา จนกระทั่งท้าวโสมพะมิตร (พระยาชัยสมุทร) ได้ถึงแก่ นิจกรรม เมื่ออายุ 70 ปี ท้าวหมาแพงบุตรอุปฮาดเมืองแสนฆ้อนโปง ได้รับพระราชทานเป็นพระยาชัย -สุนทรครองเมืองกาฬสินธุ์แทน ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2348 และยังได้โปรดเกล้าให้ท้าวหมาสุ่ยเป็นอุปฮาด ให้ท้าวหมาฟองเป็นราชวงศ์ ครั้นต่อมาเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์เป็นกบฏ ได้มาเกลี้ยกล่อมท้าวหมาแพงให้ร่วมด้วย แต่ท้าวหมาแพงและชาวเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งมวลยังมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเหตุให้ท้าวหมาแพงถูกทารุณเฆี่ยนตีและตัดหัวเสียบประจาน ณ ทุ่งหนองหอย ตรงกับปี พ.ศ. 2369

เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางกรุงเทพมหานคร จึงได้มอบให้พระยาราชสุภาวดี (พระยาบดินทร์เดชา) ยกกองทัพขึ้นไปปราบเมืองเวียงจันทน์จนมีชัยชนะแล้วกวาดต้อน ผู้คนเมืองลาวมารวมกันอยู่ที่เมืองกาฬสินธุ์เป็นจำนวนมาก และได้โปรดเกล้าแต่งตั้ง ท้าวบุตรเจียม บ้านขามเปีย ซึ่งมีความชอบต่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชา คือจัดส่งเสบียง ครั้งตีเมืองเวียงจันทน์ขึ้นเป็นพระยาชัยสุนทรเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ และแต่งตั้งท้าวหล้าขึ้นเป็นอุปฮาด และท้าวอินทิสารผู้เป็นมิตรสหายของท้าวหล้าขึ้นเป็นที่ราชวงศ์ แล้วแต่งตั้ง ท้าวเชียงพิมพ์ขึ้นเป็นราชบุตร ครั้นโปรดเกล้าฯ จัดแจงแต่งตั้ง เจ้าเมืองกรมการเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งปวงเสร็จแล้ว เจ้าพระยาบดินทร์เดชาแม่ทัพจึงยกทัพกลับไป

พระยาชัยสุนทร (ท้าวบุตรเจียม) ได้ปกครองบ้านเมืองโดยเรียบร้อยต่อมาจนถึงสมัย พระยาชัยสุนทร (ท้าวเก) ปี พ.ศ. 2437 ได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองแบบให้เจ้าเมืองปกครองขึ้นตรงต่อกรุงเทพ มาเป็นรูปการปกครองแบบเทศาภิบาล มีมณฑล, จังหวัด, อำเภอ, ตำบล และมีพระบรม ราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เมืองร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดร้อยเอ็ด บรรดาหัวเมืองต่างๆ ให้ยุบเป็นอำเภอ คือ เมืองกาฬสินธุ์ เป็นอำเภออุทัยกาฬสินธุ์

จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2456 ได้ทรงพระกรุณายกฐานะจังหวัดร้อยเอ็ด ขึ้นเป็นมณฑล ยกฐานะอำเภออุทัยกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้จังหวัดมีอำนาจปกครองอำเภอ คือให้อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอกมลาไสย อำเภอยางตลาด ขึ้นกับจังหวัดกาฬสินธุ์ และให้จังหวัดกาฬสินธุ์ขึ้นต่อมณฑลร้อยเอ็ด ให้พระภิรมย์บุรีรักษ์ เป็นปลัดมณฑลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์

ต่อมา พ.ศ. 2474 เกิดข้าวยากหมากแพงเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ การเงินฝืดเคือง จำเป็นต้องยุบจังหวัดต่าง ๆ ลงเพื่อให้สมดุลกับรายได้ของประเทศ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ถูกยุบเป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอรรถเปศลสรวดี เป็นข้าหลวงประจำจังหวัดมหาสารคาม (แทนพระยามหาสารคามคณาภิบาลซึ่งออกรับบำนาญ) เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จึงได้ยกเลิกมณฑลเสีย

ในปี พ.ศ. 2495 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกฉบับ ในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดมีหลักการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เดิมไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล อำนาจการบริหารจังหวัดเดิมเป็นของคณะกรมการจังหวัด ได้เปลี่ยนมาเป็นมาอยู่กับบุคคลคนเดียว คือผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะกรมการจังหวัด เดิมมีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดได้กลายเป็นคณะที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด

ในที่สุดได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามนัยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 โดยจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็น จังหวัด อำเภอ โดยจังหวัดนั้นให้รวมท้องที่หลาย ๆ อำเภอขึ้นเป็นจังหวัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลการตั้ง ยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ และให้มีคณะกรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาของ ผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น

ที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Thailand Kalasin 6-7-1
รูปที่ 6 ที่ตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ รูปที่ 7 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดกาฬสินธุ์

 

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

จังหวัดกาฬสินธุ์ตั้งอยู่ตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างเส้นละติจูด (เส้นรุ้ง)ที่ 16-17 องศาเหนือ และ ลองติจูด (เส้นแวง) ที่ 103-104 องศาตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 6,946.746 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4,341,716 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 4.5 ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจังหวัดกาฬสินธุ์อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ประมาณ 519 กิโลเมตร

อาณาเขต

จังหวัดกาฬสินธุ์มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและประเทศใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดสกลนคร และ จังหวัดอุดรธานี โดยมีลำน้ำปาวและห้วยลำพันชาดเป็นแนวกั้นแบ่งเขต
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดมหาสารคาม
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดสกลนครและจังหวัดมุกดาหาร โดยมีสันปันน้ำของเทือกเขาภูพานเป็นแนวแบ่งเขต
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับจังหวัดมหาสารคาม โดยมีลำน้ำชีเป็นเส้นแบ่งเขต และบางส่วน ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่น

ลักษณะภูมิประเทศ

จังหวัดกาฬสินธุ์มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงจนถึงที่ราบลุ่มมีน้ำแช่ขัง โดยลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของจังหวัดสามารถแบ่งได้เป็น 5 ลักษณะ ดังนี้

  • พื้นที่ภูเขา ได้แก่ เทือกเขาภูพาน ซึ่งมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 200 - 500 เมตร อยู่ทางทิศตะวันออก และทิศเหนือของจังหวัดในพื้นที่ของอำเภอ สมเด็จ ,อำเภอเขาวง , อำเภอกุฉินารายณ์ ,อำเภอห้วยผึ้ง บริเวณนี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญได้แก่ ลำน้ำปาว ,ลำน้ำพาน
  • สภาพที่เป็นหุบเขา อยู่ในเขตอำเภอเขาวง มีลักษณะเป็นที่ราบระหว่าง หุบเขาสภาพเป็นลูกคลื่น สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 175 - 250 เมตร มีลักษณะเป็นพื้นที่ลูกคลื่นลอนตื้น อยู่ในเขตอำเภอท่าคันโท อำเภอสหัสขันธ์ บริเวณทิศเหนือของอำเภอยางตลาด ทิศใต้ของอำเภอสมเด็จ และบางส่วนของอำเภอห้วยผึ้ง
  • สภาพเป็นลูกคลื่น สูงจากระดับน้ำปานกลาง 175 - 250 เมตร มีลักษณะเป็นลูกคลื่นลอนตื้น อยู่ในเขตอำเภอท่าคันโท อำเภอสหัสขันธ์ บริเวณทิศเหนือของอำเภอยางตลาด ทิศใต้ของอำเภอสมเด็จ และบางส่วนของอำเภอห้วยผึ้ง
  • สภาพค่อนค้างราบ มีระดับน้ำทะเลปานกลาง 150 - 170 เมตร อยู่ในบริเวณอำเภอเมือง อำเภอยางตลาด บางส่วนของทิศใต้ของอำเภอสหัสขันธ์ ทางทิศตะวันออกของอำเภอสมเด็จ และอำเภอห้วยผึ้ง
  • สภาพพื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งน้ำ เป็นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำชี ลำน้ำปาว ลำน้ำพาน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 140 - 150 เมตร อยู่ในอำเภอกมลาไสย บางส่วนของอำเภอเมืองและอำเภอยางตลาด

ลักษณะภูมิอากาศ

ภูมิอากาศโดยทั่วไปของจังหวัดกาฬสินธุ์จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ มีอากาศร้อน และค่อนข้างหนาวในฤดูหนาว ส่วนฤดูฝนจะมีฝนตกซุกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม จังหวัดกาฬสินธุ์มีฝนตกเฉลี่ย 1,509 มิลลิเมตร/ปี อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 16.8 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิสูงสุดที่วัดได้คือ 36 องศาเซลเซียส 

การแบ่งเขตการปกครอง 18 อำเภอ 135 ตำบล และ 1,584 หมู่บ้าน

Amphoe Kalasin
  1. อำเภอเมืองกาฬสินธุ์
  2. อำเภอนามน
  3. อำเภอกมลาไสย
  4. อำเภอร่องคำ
  5. อำเภอกุฉินารายณ์
  6. อำเภอเขาวง
  7. อำเภอยางตลาด
  8. อำเภอห้วยเม็ก
  9. อำเภอสหัสขันธ์
  10. อำเภอคำม่วง
  11. อำเภอท่าคันโท
  12. อำเภอหนองกุงศรี
  13. อำเภอสมเด็จ
  14. อำเภอห้วยผึ้ง
  15. อำเภอสามชัย
  16. อำเภอนาคู
  17. อำเภอดอนจาน
  18. อำเภอฆ้อง

 

หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด    นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์
รองผู้ว่าราชการจังหวัด

นายทรงพล จำปาพันธ์

นายปรัชญา จินต์จันทรวงศ์

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด  นาย ประเสริฐ ลือชาธนานนท์


หน่วยงานบริหารราชการ 

            ส่วนราชการสังกัดส่วนภูมิภาค                              n/a       แห่ง

            ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง                                 n/a       แห่ง

            ส่วนราชการสังกัดส่วนท้องถิ่นได้แก่

                        เทศบาลเมือง                                           5        แห่ง

                        เทศบาลตำบล                                        33        แห่ง

                        องค์การบริหารส่วนจังหวัด                         1        แห่ง

                        องค์การบริหารส่วนตำบล             112      แห่ง

อำเภอ

จำนวน (แห่ง)

ตำบล

หมู่บ้าน

อบต.

เทศบาล

เมือง

16

185

12

5

ยางตลาด

15

208

12

5

กมลาไสย

8

111

7

3

สหัสขันธ์

8

85

4

4

กุฉินารายณ์

12

145

10

4

ท่าคันโท

6

60

5

1

สมเด็จ

8

94

8

1

เขาวง

6

71

4

2

ห้วยเม็ก

9

84

9

2

คำม่วง

6

71

5

3

ร่องคำ

3

40

2

1

หนองกุงศรี

9

113

8

2

นามน

5

67

5

1

ห้วยผึ้ง

4

52

3

2

สามชัย

4

47

4

0

นาคู

5

55

5

1

ดอนจาน

5

48

5

0

ฆ้องชัย

5

48

4

1

รวม

135

1,584

112

38


ที่มา : ที่ทำการปกครองจังหวัดกาฬสินธุ์ (25 ธันวาคม 2552)

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

            จังหวัดกาฬสินธุ์มีเขตเลือกตั้ง 2 เขต มีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้น 6 คน และมีจำนวน ส.ส. แบบสัดส่วน 1 คน โดยรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ แบบแบ่งเขตประกอบด้วย

พื้นที่เขต 1 

นางบุญรื่น ศรีธเรศ 

นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์

นายคมเดช ไชยสิวามงคล

พื้นที่เขต 2  

นายประเสริฐ บุญเรือง

นายพีระเพชร ศิริกุล

นายนิพนธ์ ศรีธเรศ


สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน คือ

  • นายสุขุมพงศ์  โง่นคำ

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 

จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั่วไป พ.ศ. 2551 มี ส.ว. ได้ 1 คน

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ตามผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ได้แก่

  • นายสิทธิศักดิ์  ยนตระกูล  

ประชากร                            

จำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 981,655 คน แบ่งเป็นประชากรเพศชายจำนวน 489,082 คน และเพศหญิงจำนวน 492,573 คน  

ศาสนา 

            ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดกาฬสินธุ์นับถือศาสนาพุทธ ส่วนที่เหลือเป็นคริสต์ศาสนิกชนและอิสลาม โดยจำนวนศาสนสถานและบุคลากรทางศาสนาทั้งหมดในปี 2551 มีดังนี้

อำเภอ

จำนวน (แห่ง)

จำนวน (รูป)

วัด

สำนักสงฆ์

โบสถ์คริสต์

มัสยิด

พระภิกษุ

สามเณร

อำเภอเมืองกาฬสินธุ์

98

43

-

1

656

168

อำเภอนามน

20

15

-

-

198

46

อำเภอกมลาไสย

82

30

-

-

440

78

อำเภอร่องคำ

15

7

-

-

153

139

อำเภอกุฉินารายณ์

7

39

1

-

429

163

อำเภอเขาวง

39

17

-

-

186

47

อำเภอยางตลาด

92

37

-

-

516

146

อำเภอห้วยเม็ก

35

16

-

-

278

49

อำเภอสหัสขันธ์

39

28

-

-

240

61

อำเภอคำม่วง

44

57

-

-

293

67

อำเภอท่าคันโท

36

28

-

-

329

117

อำเภอหนองกุงศรี

25

58

-

-

308

194

อำเภอสมเด็จ

39

17

-

1

262

46

อำเภอห้วยผึ้ง

13

31

-

-

177

48

อำเภอสามชัย

15

57

-

-

214

50

อำเภอนาคู

11

17

-

-

183

43

อำเภอดอนจาน

15

43

-

-

185

71

อำเภอฆ้องชัย

36

30

-

-

193

48

รวม

661

8

1

2

5,240

1,581


ที่มา: สำนักงานสถิติจังหวัดกาฬสินธุ์

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดกาฬสินธุ์ พ.ศ.2538 - 2553
GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, KALASIN PROVINCE: 1995-2010

สาขาการผลิต 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553p
  -1995 -1996 -1997 -1998 -1999 -2000 -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 (2010p)
ภาคเกษตร 3,159 3,131 3,324 4,531 2,721 2,890 3,123 3,425 4,584 4,858 5,086 6,281 7,098 7,039 9,009 9,821
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 3,054 3,027 3,229 4,421 2,629 2,821 3,056 3,232 4,403 4,669 4,873 6,107 6,915 6,881 8,835 9,656
การประมง 105 104 95 110 92 69 67 193 181 188 213 174 182 158 174 165
ภาคนอกเกษตร 9,640 10,215 10,611 12,262 12,131 12,973 12,942 14,740 16,127 17,823 18,548 21,373 22,679 22,975 26,172 28,194
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 41 49 42 30 44 43 44 46 45 45 47 23 23 21 34 27
การผลิตอุตสาหกรรม 699 719 898 1,824 1,515 1,962 1,817 2,461 3,039 3,254 2,814 3,763 4,371 4,649 5,077 6,509
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 293 301 331 413 359 382 391 380 417 459 441 492 490 450 594 589
การก่อสร้าง 1,562 1,557 1,016 749 780 725 564 854 943 1,139 1,148 1,556 1,488 1,487 2,172 1,807
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 1,219 1,288 1,464 1,701 1,414 1,558 1,508 1,755 2,063 2,049 2,156 2,560 2,807 2,580 3,315 3,475
โรงแรมและภัตตาคาร 104 117 107 79 93 107 114 102 109 129 137 139 142 134 131 133
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 559 616 614 678 714 627 851 966 931 789 860 892 961 979 1,102 999
ตัวกลางทางการเงิน 587 689 691 690 591 555 584 691 721 842 1,097 1,277 1,369 1,573 1,643 1,712
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 738 879 1,060 1,285 1,510 1,560 1,495 1,673 1,718 1,743 1,827 1,979 1,846 1,725 1,994 2,215
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,042 1,133 1,319 1,498 1,681 1,919 1,903 2,054 2,097 2,577 2,754 2,673 2,619 2,164 2,285 2,538
การศึกษา 2,123 2,228 2,389 2,568 2,632 2,697 2,786 2,845 3,138 3,613 4,061 4,746 5,259 5,744 6,218 6,542
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 444 385 409 465 498 509 543 585 538 624 690 761 834 948 1,031 1,090
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 190 211 224 238 259 270 292 296 331 403 443 453 428 473 514 476
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 39 43 47 45 42 61 52 30 35 157 75 58 43 47 62 81
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 12,799 13,345 13,935 16,793 14,851 15,863 16,065 18,166 20,711 22,681 23,634 27,653 29,777 30,015 35,180 38,015
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 14,173 14,621 15,153 18,098 15,862 16,847 16,893 18,924 21,393 23,246 24,043 27,957 29,926 30,006 35,026 37,679
ประชากร (1,000 คน) 903 913 920 928 936 942 951 960 968 976 983 989 995 1,000 1,004 1,009

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดกาฬสินธุ์ พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, KALASIN PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2010 -2011
รวม                    
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 684,487 691,287 704,776 724,010 745,087 750,932 768,233 787,955 797,958 806,036
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 467,961 469,459 487,067 517,920 516,508 525,105 530,727 552,326 567,661 587,644
   ผู้มีงานทำ 442,212 456,237 481,163 514,023 512,539 522,819 527,527 549,162 566,975 585,227
   ผู้ว่างงาน 5,613 6,070 3,616 3,365 2,748 1,588 2,040 1,423 381 974
   ผู้ที่รอฤดูกาล 20,136 7,153 2,288 533 1,220 698 1,160 1,742 305 1,443
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 216,527 221,829 217,709 206,090 228,579 225,827 237,507 235,628 230,296 218,392
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 347,212 350,764 357,643 357,069 357,332 360,129 374,489 389,825 395,193 399,139
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 274,631 277,143 282,888 284,965 286,217 291,295 297,948 310,152 315,938 326,222
   ผู้มีงานทำ 258,871 267,863 278,828 281,986 283,884 289,871 295,413 308,014 315,641 324,483
   ผู้ว่างงาน 3,909 3,456 2,494 2,475 1,367 836 1,413 737 179 851
   ผู้ที่รอฤดูกาล 11,851 5,823 1,567 504 966 589 1,122 1,401 118 887
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 72,581 73,622 74,755 72,105 71,115 68,834 76,541 79,674 79,255 72,917
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 337,276 340,524 347,134 366,941 387,755 390,803 393,745 398,129 402,765 406,897
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 193,329 192,316 204,179 232,956 230,291 233,811 232,779 242,175 251,723 261,422
   ผู้มีงานทำ 183,341 188,374 202,336 232,037 228,655 232,948 232,114 241,148 251,334 260,744
   ผู้ว่างงาน 1,704 2,613 1,122 891 1,381 753 627 687 202 123
   ผู้ที่รอฤดูกาล 8,285 1,330 722 28 255 110 38 341 188 556
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 143,947 148,208 142,955 133,986 157,464 156,993 160,966 155,955 151,041 145,475

 

ประเพณีฮีตสิบสอง

ฮีตสิบสองเป็นประเพณีท้องถิ่นที่ชาวอีสานร่วมทั้งชาวบ้านในจังหวัดกาฬสินธุ์ยึดถือและปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษถึงปัจจุบัน คำว่า "ฮีต" นั้น หมายถึง จารีต ขนบธรรมเนียม ซึ่งแบบแผนฮีตที่ชาวกาฬสินธุ์ยึดถือปฏิบัติกันจะมีอยู่ 12 ประการ หรือกล่าวได้ว่า ฮีตสิบสอง เป็นการทำ "บุญ" ในช่วง 12 เดือนของหนึ่งปี ดังนี้

  1. บุญข้าวกรรม มีที่มาจากความเชื่อเกี่ยวกับพระภิกษุที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นอาบัติและถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งในระหว่างภิกษุเข้ากรรม ญาติ โยม สาธุชน และผู้หวังบุญกุศลจะไปร่วมทำบุญ บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และฟังธรรม เป็นการร่วมทำบุญระหว่างพระภิกษุ สามเณร และชาวบ้าน สำหรับการทำบุญข้าวกรรมนั้นกำหนดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บุญเดือนอ้าย"
  2. บุญคูนลาน การทำบุญคูนลานจะทำที่วัดหรือที่บ้านก็ได้ โดยชาวบ้านจะเอาข้าวมารวมกัน แล้วนิมนต์พระภิกษุมาเจริญพระพุทธมนต์ จัดน้ำอบ น้ำหอมไว้ประพรม วนด้ายสายสิญจน์บริเวณรอบกองข้าว ตอนเช้ามีการถวายอาหารบิณฑบาต และนำเอาน้ำพระพุทธมนต์ไปรดกองข้าว หากการทำบุญเกิดขึ้นที่บ้านจะเรียกว่า "บุญกุ้มข้าว" การทำบุญคูนลานจะกำหนดให้มีขึ้นในเดือนยี่ เรียกอย่างหนึ่งว่า "บุญเดือนยี่"
  3. บุญข้าวจี่ เป็นงานบุญที่จัดขึ้นในเดือนสาม เมื่อชาวบ้านขนข้าวขึ้นยุ้งฉางแล้วก็จะนิยมทำบุญเกี่ยวกับข้าวอีกครั้ง คือ การทำบุญข้าวจี่ซึ่งจะเริ่มพิธีทำบุญในตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวนึ่งปั้นหุ้มน้ำอ้อย นำไปปิ้งหรือจี่พอเกรียมแล้วชุบด้วยไข่ย่างไฟจนสุกแล้ว จากนั้นนำไปถวายพระที่วัด นิมนต์พระมาให้ศีลแล้วเอาข้าวจี่ใส่บาตรนำถวายแด่พระสงฆ์พร้อมด้วยอาหารอื่น เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว ก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา ส่วนข้าวจี่ที่เหลือจากพระฉันชาวบ้านก็จะนำไปแบ่งกันรับประทานเพราะถือว่าจะมีโชคดี
  4. บุญพระเวส หรือ"บุญเดือนสี่" เป็นงานบุญที่จัดขึ้นในเมื่อเดือน 4 ของทุกปี โดยชาวบ้านจะนิยมทำบุญประเพณีเวสสันดรชาดกหรือพระเวสสันดร สืบเนื่องมาจากเนื้อหาในหนังสือเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสนว่า พระผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตคือพระศรีอริยะเมตไตร ดังนั้น ถ้าผู้ใดปรารถนาที่จะได้พบกับพระศรีอริยะเมตไตร หรือเข้าถึงศาสนาของพระพุทธองค์แล้ว จงอย่าฆ่าบิดามารดา สมณพราหมณ์ คณาจารย์ อย่ายุให้ พระสงฆ์แตกสามัคคีกัน และให้ฟังพระธรรมเทศนาเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก 13 กัณฑ์ ให้จบสิ้นภายในวันหนึ่งวันเดียว ด้วยเหตุนี้ บุญพระเวสจึงมีอีกชื่อว่า "บุญมหาชาติ"
  5. บุญสรงน้ำ เป็นงานบุญที่จัดในเดือนห้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บุญตรุษสงกรานต์" บุญสรงน้ำเป็นการทำบุญวันขึ้นปีใหม่ของไทยแต่โบราณ นิยมเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนถึงวันที่ 15 เมษายน ของทุกปี โดยหลังการทำบุญตักบาตร ชาวบ้านจะร่วมกันสรงน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ก่อพระเจดีย์ทราย และมีการละเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานนานตลอดทั้ง 3 วัน
  6. บุญบั้งไฟ ตั้งแต่อดีตก่อนการทำนาชาวบ้านในภาคอีสานจะมีการฉลองอย่างสนุกสนาน ด้วยการจุดบั้งไฟเพื่อไปบอกพญาแถน เพราะเชื่อว่าจะทำให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะมีการตกแต่งบั้งไฟให้สวยงามเพื่อนำมาประกวดแห่และแข่งขันกันในวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้ งานบุญบั้งไฟกำหนดจัดขึ้นในเดือนหก
  7. บุญซำฮะ คำว่า "ซำฮะ" หมายถึง การชำระล้างสิ่งสกปรกรกรุงรังให้สะอาดหมดจด เมื่อถึงเดือนเจ็ด ชาวบ้านจะร่วมกันทำบุญโดยยึดเอา "ผาม" หรือศาลากลางบ้านเป็นสถานที่ทำบุญ ชาวบ้านจะเตรียมดอกไม้ธูปเทียน โอน้ำ ฝ้ายใน ไหมหลอด ฝ้ายผูกแขน แห่ทรายมารวมกันที่ผาม ตอนเย็นนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ตอนเช้าถวายอาหาร เมื่อเสร็จพิธีทุกคนจะนำน้ำพระพุทธมนต์ ฝ้ายผูกแขน แห่ทรายของตนกลับบ้าน นำน้ำมนต์ไปรดลูกหลาน ทรายนำไปหว่านรอบบ้าน ฝ้ายผูกแขนนำไปผูกข้อมือลูกหลานเพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลตลอดปี ถ้ามีการเจ็บไข้ได้ป่วยต้องมีการสวดถอด เป็นต้น
  8. บุญเข้าพรรษา ในเทศกาลเข้าพรรษาเป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะต้องบำเพ็ญไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญาให้บริบูรณ์ ส่วนคฤหัสถ์ก็จะต้องบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ 3 คือ ทาน ศีล และภาวนาให้เต็มเปี่ยม ตอนเช้าญาติโยมจะนำอาหารมาถวายพระภิกษุ ตอนบ่ายนำดอกไม้ธูปเทียน ข้าวสาร ผ้าอาบน้ำฝน รวมกันที่ศาลาวัด ตอนเย็นญาติโยมพากันทำวัตรเย็นแล้วฟังเทศน์ สำหรับบุญเข้าพรรษากำหนดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 และเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บุญเดือนแปด"
  9. บุญข้าวประดับดิน มีที่มาจากในเดือน 9 ชาวบ้านจะนำข้าว ห่ออาหาร และของขบเคี้ยวเป็นห่อๆ ไปถวายวางแบไว้กับดิน จึงเรียกว่าการทำบุญข้าวประดับดิน โดยชาวบ้านจะจัดอาหารคาว หวาน และหมากพลู บุหรี่ กะว่าให้ได้ 4 ส่วน ส่วนที่ 4 สำหรับเลี้ยงดูกันในครอบครัว ส่วนที่ 2 แจกให้ญาติพี่น้อง ส่วนที่ 3 อุทิศไปให้ญาติที่ตาย ส่วนที่ 4 นำไปถวายพระสงฆ์ทำเป็นห่อๆ ให้ได้พอควร โดยนำใบตองกล้วย มาห่อของคาว หวาน หมากพลู บุหรี่ แล้วเย็บรวมกันเป็นห่อใหญ่ ในระหว่าง เช้ามืดในวันรุ่งขึ้นจะนำห่อเหล่านี้ไปวางไว้บริเวณวัด ด้วยถือว่าญาติพี่น้องจะมารับของที่นั่น ตอนเช้านำอาหารอีกส่วนหนึ่งไปถวายพระ ฟังพระธรรมเทศนา เสร็จแล้วทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
  10. บุญข้าวสาก ในการทำบุญชาวบ้านจะเขียนชื่อลงในพาข้าว (สำรับกับข้าว) เรียกว่า "ข้าวสาก" (สลาก) จากนั้นจัดอาหารคาวหวานเป็นห่อๆ แล้วนำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ โดยมักทำในตอนกลางวันก่อนเพล พอถึงเวลา 4 โมงเช้า พระสงฆ์จะตีกลองโฮม (รวม) ญาติโยมจะนำพาข้าว (สำรับกับข้าว) ของตนมารวมกัน ณ ศาลาการเปรียญ เจ้าภาพจะเขียนชื่อลงในกระดาษม้วนลงในบาตร เมื่อพร้อมแล้วหัวหน้ากล่าวนำคำถวายสลากภัต จบแล้วยกบาตรสลากไปให้พระจับถูกชื่อใครก็ให้ไปถวายพระองค์นั้น ก่อนจะถวายพาข้าวให้นำพาข้าว 1 พา มาวางหน้าพระเถระ แล้วให้พระเถระกล่าวคำอุปโลกน์ การทำบุญข้าวสากนิยมทำกันในเดือน 10 ของทุกปี
  11. บุญออกพรรษา เป็นงานบุญประจำเดือน 11 โดยการทำบุญออกพรรษาเป็นการเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ได้มีโอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันได้ พระภิกษุสงฆ์สามารถเดินทางไปอบรมศีลธรรมหรือไปเยี่ยมถามข่าวคราวญาติพี่น้องและสามารถหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนได้ เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตั้งแต่เช้ามืดจะมีการตีระฆังให้พระสงฆ์ไปรวมกันที่โบสถ์แสดงอาบัติเช้า จบแล้วมีการปวารณา คือเปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกันว่ากล่าวตักเตือนกันได้
  12. บุญกฐิน การทำบุญกฐินมีที่มาจากผ้าที่ใช้สดึงทำเป็นกรอบขึงเย็บจีวร เรียกว่า ผ้ากฐิน ผู้ใดศรัทธา ปรารถนาจะถวายผ้ากฐิน ณ วัดใดวัดหนึ่งให้เขียนสลาก (ใบจอง) ไปติดไว้ที่ผนังโบสถ์ หรือศาลาวัด ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นจองทับ เมื่อถึงวันกำหนดก็บอกญาติโยมให้มาร่วมทำบุญ มีมหรสพสมโภช และฟังเทศน์ รุ่งเช้าก็นำผ้ากฐินไปทอดถวายที่วัดเป็นอันเสร็จพิธีกำหนด การทำบุญกฐินจะมีขึ้นระหว่างวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

 

banfang     banfang1

                                     งานบุญข้าวจี่                                                                                               งานบุญคูนลาน

งานมหกรรมโปงลาง แพรวากาฬสินธุ์

โปงลาง ถือได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งนี้เพราะโปงลางได้เปลี่ยนสภาพจากขอลอหรือเกราะลอ มาเป็นเครื่องดนตรีธรรมชาติประเภทเครื่องตีไม้ โดยปราชญ์ชาวบ้านของจังหวัดกาฬสินธุ์คือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ได้พัฒนาจนกลายมาเป็นเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่ใช้บรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานชิ้นอื่นๆ จนเกิดเป็นวงดนตรีโปงลาง นอกจากนี้ ยังมีการคิดท่าฟ้อนประกอบลายโปงลาง รวมทั้งการแสดงต่าง ๆ ที่ดัดแปลงมาจากวิถีชีวิตธรรมชาติของคนชนบทอีสาน จนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันโดยทั่วไป งานมหกรรมโปงลาง แพรวาและงานกาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นงานประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดที่จัดเป็นประจำทุกปีและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศต่างให้ความสนใจกับงานเทศกาลนี้ โดยในแต่ละปีจะเดินทางมาเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองเลื่องชื่อของจังหวัดไปปีละเป็นจำนวนมากเป็นการส่งเสริมรายได้อุตสาหกรรมท้องถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย

วัตถุประสงค์หลักของงานงานมหกรรมโปงลางแพรวากาฬสินธุ์ คือ มุ่งเผยแพร่ ฟื้นฟู อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีและผลงานของส่วนราชการทั้งภาครัฐและเอกชนของจังหวัดแก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป จุดเน้นสำคัญของงานคือขบวนแห่ในพิธีเปิดงานที่มโหฬารที่แสดงให้เห็นถึงประเพณีศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สร้างขึ้นจากคำขวัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ว่า "โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรม ผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี" แสดงถึงความรักสามัคคี ความพร้อมเพรียง การรวมใจเป็นหนึ่งของผู้คนที่จะช่วยกันจรรโลง เชิดชูเกียรติ ชื่อเสียง และเอกลักษณ์ของเมืองกาฬสินธุ์ให้เป็นที่รู้จักสืบไป ทั้งนี้ งานมหกรรมโปงลาง แพรวากาฬสินธุ์ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 6 มีนาคม ของทุกปี

การเส็งกลอง

dscf7090

การเส็งกลองหรือการเล่นกลองกิ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่สำคัญของชาวกาฬสินธุ์ โดยไม่มีใครทราบว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่มักจะนำมาใช้แห่ในบุญเดือนหกหรือบุญบั้งไฟ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เสร็จแล้วจะมีการเส็งกลอง คือ การแข่งขันตีกลองอย่างสนุกสนาน นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว การเส็งกลองยังมุ่งก่อให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียวกันในหมู่บ้านและเป็นการแสดงออกถึงความสามารถ ตลอดจนภูมิปัญญาในการจัดทำอุปกรณ์การเล่น

ทั้งนี้ การเส็งกลองนิยมตีกันเป็นคู่ๆ แต่ละคู่จะต้องตีกลอง 2 ใบ เจ้าของกลองจะต้องตรึงหน้ากลอง ให้ตึงที่สุด โดยการหมุน (ขัน) หนังชักกลองเข้าที่จะค่อยๆ ปรับระดับเสียงกลองแต่ละคู่ให้มีเสียงเดียวกัน (ภาษากลองเรียกว่า "เค่งกลอง") จากนั้นนำกลองที่เตรียมมาดีแล้วเข้าประกบคู่บนเวที หันหน้ารูแพกลองเฉียงเข้าหาคู่แข่งขันไปสู่ผู้ฟัง การตีกลองแข่งขันตีกันฝ่ายละ 5 คน คนละ 1 ยกๆ ละประมาณ 2 นาที การตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาจากเสียงกลอง ซึ่งคู่ที่ชนะต้องตีกลองได้มีเสียงใสแหลม สูง และต้องตีให้ชนะ 3 ใน 5 ยก นอกจากนี้ กลองต้องไม่ขาดจึงจะถือว่าชนะ

tour001

อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร (ท้าวโสมพะมิตร)

ตั้งอยู่หน้าที่ทำการไปรษณีย์ โทรเลขจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอนุสาวรีย์หล่อด้วยสัมฤทธิ์เท่าตัวจริง ยืนบนแท่น มือขวาถือกาน้ำ มือซ้ายถือดาบอาญาสิทธิ์ ชาวกาฬสินธุ์ได้สละทรัพย์ก่อสร้างอนุสาวรีย์ เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิตาคุณต่อผู้ให้กำเนิดเมืองกาฬสินธุ์

N3001 18

พระพุทธสถานภูปอ

ตั้งอยู่ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ไปทางทิศเหนือประมาณ 28 กิโลเมตร ไปทางอำเภอสมเด็จหรืออำเภอสหัสขันธ์ เป็นที่ประดิษฐพระพุทธรูปโบราณปางไสยาสน์ ฝีมือช่างจากสมัยทวาราวดีจำหลักบนหน้าผา 2 องค์ เป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์และใกล้เคียง องค์แรกประดิษฐานอยู่บนเชิงเขาทางขึ้น องค์ที่สอง ประดิษฐานอยู่บนภูปอนอก จากภูปอจะเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางไสยาสน์อันศักดิ์สิทธิ์แล้วยัง เป็นสถานที่มีทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่สวยงามเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจอย่างยิ่ง

 

พระพุทธไสยาสน์ถ้ำภูค่าว

อยู่บ้านนาสีนวล ตำบลโนนศิลา อำเภอสหัสขันธ์ ห่างจากตลาดสหัสขันธ์ประมาณ 6 กิโลเมตร บริเวณถ้ำภูค่าวแต่เดิมเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาแห่งหนึ่งปัจจุบันเป็นเพียง วัดเล็กๆเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ภูค่าวซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แปลกจาก พระนอนทั่วไป คือ ไสยาสน์ตะแคงซ้าย ไม่มีพระเกตุมาลา พระนอนองค์นี้มีประวิติว่าสร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2235 เป็นพระโมคัลลาน เป็นที่เคารพของชาวบ้านทั่วไป มีงานนมัสการปิดทองในวันตรุษสงกรานต์ทุกปี

tour007

พุทธสถานภูสิงห์

ตั้งอยู่บนยอดเขาภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ใกล้ตลาด สหัสขันธ์ห่างจากจังหวัด 34 กม. มีทางขึ้น 2 ทาง คือ ทางราดยางคดเคี้ยวขึ้นตามไหล่เขาทางทิศตะวันตก และทางเดินเท้า ทำเป็นบันได 104 ขั้น ทางทิศตะวันออก เป็นสถานที่พักผ่อนที่ร่มรื่นล้อมรอบด้วยธรรมชาติ ทั้งยังมองเห็นทิวทัศน์ของทุ่งนา หมู่บ้าน และน้ำในเขื่อนลำปาวอันสวยงามอีกด้วย พุทธสถานภูสิงห์เป็นที่ประดิษฐานพระพรหมภูมิปาโล ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 10.5 เมตร มีพุทธลักษณะสง่างามเป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2511

tour009

เมืองฟ้าแดดสงยาง

ตั้งอยู่ในเขตอำเภอกมลาไสย ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กม. มีซากอิฐปนดิน คูเมืองสองชั้น มีลักษณะเป็นท้องน้ำที่พอมองเห็น คือพระธาตุยาคูผังเมืองรูปไข่แบบทวาราวดีแต่มีตัวเมืองสองชั้นเชื่อว่าเกิดจากการขยายตัวเมือง ชาวนามักขุดพบใบเสมา หินทรายมีลวดลายบ้างไม่มีบ้าง ที่ขึ้นทะเบียนไว้ทางกรมศิลปากร 130 แผ่น พระพิมพ์ดินเผามีลักษณะเป็นอิทธิพลของสกุลช่างคุปตะรุ่นหลัง อายุประมาณ 1,000 - 2,000 ปี มีอยู่ทั่วไปนอกจากนี้ยังพบกล้องยาสูบดินเผาลวดลายอมราวดีก้านขดเป็นรูปตัวมังกร อายุ 7,000 ปี ที่น่าสนใจคือกล้องยาสูบชนิดเดียวกันแต่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์อายุประมาณ 5,000 - 6,000 ปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่ายุคโลหะของสุวรรณภูมิได้เริ่มมาก่อนทุกๆ แห่งในโลกนี้

tour010

พระธาตุยาคู

ตั้งอยู่กลางทุ่งนาทิศเหนือบ้านเสมา อำเภอกมลาไสย ห่างจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ประมาณ 19 กิโลเมตร เป็นศิลปะการก่อสร้างแบบทวาราวดีทำด้วยอิฐดิน ฐานเป็นรูป 8 เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองขนาดฐานกว้าง 10 เมตร ยาว 10 เมตร สร้างซ้อนกันเป็นลักษณะแบบจตุรมุข สูงจากฐานถึงยอด 8 เมตร เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิของพระเถระผู้ใหญ่ที่ชาวเมืองเคารพนับถือ

tour011

ใบเสมาบ้านก้อม

ตั้งอยู่บ้านเสมาตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย (อยู่ภายในเมืองฟ้าแดดสงยาง) ทำด้วยศิลาแลง กว้าง 1 ศอก หนา 8 นิ้ว รวม 29 แผ่น และทำด้วยศิลาแลง จำหลักฐานเป็นเทวดาผู้ชาย 1 หลัก ผู้หญิงยืนเคียงกัน 1 หลัก กว้าง 1 ศอกคืบ ยาว 3 ศอก หนา 8 นิ้ว 1 แผ่น

tour019

พิพิธภัณฑ์สิรินธร หรือ อุทยานโลกไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว

ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูกุ้มข้าว วัดป่าสักกะวัน อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ เป็นแหล่งค้นพบซากโครงกระดูกของไดโนเสาร์ ซึ่งมีอายุกว่า 150 ล้านปี ที่มีความสมบูรณ์ และมากที่สุดในประเทศไทย (มากกว่า 700 ชิ้น) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาเปิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2551 เปิด.ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-17.00 น.

 

รอยเท้าไดโนเสาร์

จังหวัดกาฬสินธุ์ค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2539 บริเวณกลางลานหินร่องน้ำห้วยวังเครือจาน เชิงเขาภูแฝก เทือกเขาภูพาน บ้านน้ำคำ ตำบลภูแล่นช้างอำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นรอยเท้าไดโนเสาร์ประเภทเทอร์โรฟอส จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โนซอร์ ชนิดกินเนื้อ อายุประมาณ 140 ล้านปี ซึ่งลักษณะรอยเท้ามีความชัดเจนถึง 7 รอย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ยังขุดพบซากกระโครงกระดูกที่วัดบ้านนาไคร้ อำเภอกุฉินารายณ์ และที่เชิงเขาวัดภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์

tour013

หมู่บ้านพัฒนาวัฒนธรรมผู้ไทยบ้านโคกโก่ง

อำเภอกุฉินารายณ์ ห่างจากจังหวัดประมาณ 90 กม. ได้รับรางวัลชนะเลิศหมู่บ้านวัฒนธรรมดีเด่นแบบ HOMESTAY

tour002

พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์

ศาลากลางจังหวัด(อาคารเดิม) จัดตั้งเป็นศูนย์สาธิตอาชีพหัตถกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ประกอบด้วยห้องจัดแสดงนิทรรศการต่าง เช่น ห้องประวัติของจังหวัดกาฬสินธุ์ ห้องวิถีชีวิตชาวผู้ไทยในอดีต ที่มีหัตถกรรมพื้นบ้านต่าง ๆ จัดแสดงไว้ห้องเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ห้องวิถีชีวิตการทำนาชาวนากาฬสินธุ์ ห้องโชว์แพรวา ห้องจัดแสดงผลผลิตทางการเกษตร และห้องจำหน่ายผ้าไหม สินค้าของที่ระลึกต่าง ๆ ของจังหวัด


พุทธอุทยานอ่างเก็บน้ำห้วยสังเคียบ

อ.สมเด็จ (ห่างจากจังหวัดประมาณ 42 กม.) นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสมเด็จชุมเย็นมิ่งเมืองกาฬสินธุ์อีกด้วย

tour014

ศูนย์วัฒนธรรมชาวผู้ไทยบ้านโพน (ศูนย์วิจิตรแพรวาบ้านโพน)

อ.คำม่วง (ห่างจากจังหวัดประมาณ 85 กม. ) ประกอบด้วยอาคารวิจิตรแพรวา ศาลาเฉลิมพระเกียรติ อาคารโปงลางและงานการแสดงพื้นบ้านอื่นๆ ของจังหวัด พร้อมกับหาซื้อผ้าไหมแพรวาและสินค้าของที่ระลึกต่าง จากแหล่งผลิตในราคาท้องถิ่น


แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

tour015

เขื่อนลำปาว

เป็นเขื่อนดิน สูงจากท้องน้ำ 33 เมตร สันเขื่อนยาว 7.8 กิโลเมตร กว้าง 8 เมตร นับเป็นเขื่อนดินยาวที่สุดในประเทศไทย เริ่มก่อสร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2506 เพื่อปิดกั้นลำน้ำปาวและห้วยยางที่บ้านหนองสองห้อง ตำบลลำปาว อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำแฝดทางด้านเหนือเขื่อนจึงได้ขุดร่องเชื่อมระหว่างอ่างทั้งสองให้เป็นอ่างเดียวกัน ซึ่งตัวอ่างน้ำเก็บน้ำได้ 1,430 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับน้ำเหนือเขื่อน 5,960 ตารางกิโลเมตร ทางเข้าเขื่อนแยกจากทางหลวงสายกาฬสินธุ์ - มหาสารคามที่กิโลเมตรที่ 10 ประมาณ 26 กิโลเมตร เขื่อนลำปาวเป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นเพื่อบรรเทาอุทกภัยและเพื่อการเกษตรโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำทางบกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ

หาดดอกเกด

ซึ่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับที่ปรับปรุงได้อย่างสวยงาม อยู่บริเวณหน้าสันเขื่อนลำปาว และอุทยานสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นศูนย์เพาะปลา รวมจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำด้วย

สวนสะออน (สถานศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าลำปาว)

เป็นสวนป่าธรรมชาติอยู่ทางทิศเหนือของเขื่อนลำปาว มีเนื้อที่ประมาณ 1,420 ไร่ สร้างขึ้นเพื่อรักษาป่าธรรมชาติ ปรับปรุงบริเวณให้สะอาดร่มรื่น ปลูกต้นไม้เพิ่มเติมแบ่งภายในบริเวณสวนสะออนออกเป็นส่วน ๆ โดยสร้างรั้วตาข่ายล้อมรอบ แล้วนำสัตว์ป่าในเมืองไทย ทุกชนิดมาปล่อยไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและศึกษา ตลอดทั้งหาความเพลิดเพลินกับธรรมชาติด้วย

tour017

แหลมโนนวิเศษ

เป็นผืนดินที่ยื่นเข้าไปในบริเวณอ่างเก็บน้ำของเขื่อนลำปาว ตั้งอยู่ที่ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ ห่างจากตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ 36 กิโลเมตร เป็นจุดชมพระอาทิตย์อัสดงที่สวยที่สุดในจังหวัดกาฬสินธุ์

 

เกาะมหาราช

เป็นสวนสาธารณะและพักผ่อน อยู่ที่อำเภอหนองกุงศรี อยู่ริมฝั่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวตรงข้ามกับแหลมโนนวิเศษ อำเภอสหัสขันธ์ สามารถนั่งเรือหรือแพขนานยนต์ข้ามฟากได้ขณะนี้จังหวัดได้ทำโครงการพัฒนาถนนรอบเกาะเพื่อความสะดวกในการเดินทาง

น้ำตกแก้งกะอาม

อยู่ในเขตบ้านแก้งกะอาม หมู่ที่ 6 ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่กำลังพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ลักษณะน้ำตกเป็นแก่งหินเรียงรายเป็นแนวยาว มีลานหินกว้าง สามารถจัดงานเทศกาลประจำปีได้ มีถ้ำกว้างสามารถเข้าพักผ่อนได้ การเดินทางเข้าชมทิวทัศน์สะดวกทุกฤดูกาล

ผาเสวย

ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพานในเขตบ้านแก้งกะอาม หมู่ที่ 6 ตำบลผาเสวย

เดิมชาวบ้านเรียกว่า "ผารังแร้ง" เมื่อ พ.ศ. 2497 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จผ่านและเสวยพระกระยาหารกลางวัน จึงเรียกที่ประทับแห่งนั้นว่า "ผาเสวย" ซึ่งมีลักษณะหน้าผาสูงชันตั้งอยู่บนเหวลึก ชาวบ้านเรียกกันว่า"เหวหำหด" บนหน้าผาเสวยสามารถชมทัศนียภาพ และเป็นที่ผักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี ระยะทางห่างจากที่ว่าการอำเภอสมเด็จ 17 กิโลเมตร เส้นทางสายสมเด็จ - สกลนคร

พุทธอุทธยาน " เกาะแก้วเบญจรัตน์"

ตั้งอยู่กลางอ่างเก็บน้ำห้วยสังเคียบ อำเภอสมเด็จ (ห่างจากจังหวัดประมาณ 42 กิโลเมตร) นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสมเด็จชุ่มเย็นมิ่งเมืองกาฬสินธุ์ หล่อด้วยโลหะทองเหลืองรมดำ จำลองจากพระพุทธรูปหลวงพ่อองค์ดำ ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองกาฬสินธุ์

รายการอ้างอิง 

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

1. ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

2. คำขวัญประจำจังหวัด

3. ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

4. ประวัติ         

สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์

 

http://www.kalasin.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=295&Itemid=50

 

http://www.kalasin.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=297&Itemid=52

5. ข้อมูลทั่วไป   

   5.1 ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

   5.2 อาณาเขต

   5.3 ลักษณะภูมิประเทศ

   5.4 ลักษณะภูมิอากาศ

   5.5 จำนวนประชากร

 

 

สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์

 

 

 

ประกาศสำนักทะเบียนกลาง  

กรมการปกครอง

 

http://www.kalasin.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=299&Itemid=55

 

http://203.113.86.149/stat/y_stat53.html

6. การปกครอง  

   6.1 การแบ่งเขตการปกครอง

   6.2 หัวหน้าส่วนราชการ

   6.3 หน่วยงานบริหารราชการ

 

สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์

 

 

 

http://www.kalasin.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=302&Itemid=58

7. การเลือกตั้ง

    7.1 การเลือกตั้งสมาชิก

          สภาผู้แทนราษฎร

    7.2 การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 

สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์

 

 

http://www.kalasin.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=302&Itemid=58

 

8. สภาพทางสังคม

    8.1 ศาสนา

 

   8.2 ประเพณี

   8.3 ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

 

สำนักงานสถิติจังหวัดกาฬสินธุ์

 

 

 

http://kalasin.nso.go.th/nso/project/search_option/index.jsp?province_id=63&depcode=03&gcode=03&ccode=01

http://123.242.186.90/uttaradit/tradition.php

http://www.prapayneethai.com/th/search/index.asp

http://www.baanjomyut.com/ 

http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html 

ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว เว็บไซต์จังหวัดกาฬสินธุ์ http://www.kalasin.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=303&Itemid=59 

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์

http://www.arnajakthai.com/4-karasin.html

รูปที่ 2 ต้นมะหาด

http://korat.nfe.go.th/dan4/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=29

รูปที่ 3 ดอกพยอม

http://flowerpro.ueuo.com/flower/phattalung.jpg

รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/af/Thailand_Kalasin.png

รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดกาฬสินธุ์

http://www.thaienergydata.in.th/province/46

รูปที่ 6 อำเภอในจังหวัดกาฬสินธุ์

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/f/f8/Amphoe_Kalasin.png

รูปที่ 7 งานบุญข้าวจี่  รูปที่ 8 งานบุญคูนลาน

http://thaisaeree.com/home/index.php?

รูปที่ 9 และ 10  งานมหกรรมโปงลางแพรวาและงานกาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ประจำปี 2554

http://www.livekalasin.com/index.php?                    option=com_content&task=view&id=529&Itemid=34

รูปที่ 11 การแข่งขันเส็งกลอง

http://www.livekalasin.com/index.php?option=com_content&task=view&id=170&Itemid=125

รูปภาพสถานที่ท่องเที่ยว

http://www.livekalasin.com/index.php?option=com_content&task=view&id=13&Itemid=35 

 

JoomSpirit