บึงกาฬ

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดบึงกาฬ

Seal Bueng Kan

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดบึงกาฬ

รูปภูทอก บึงโขงหลง และต้นไม้

ความหมาย

ภูทอก หมายถึงภูเขา ที่มีลักษณะเป็นภูโดดลูกเดียว เป็นภูเขาที่มีการสร้างสะพานและบันไดไม้เวียนเจ็ดชั้น สามารถชมทัศนียภาพได้โดยรอบ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด

บึงโขงหลง หมายถึง แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ ในจังหวัดบึงกาฬ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ได้ประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า และได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งชุ่มน้ำระดับนานาชาติ อันดับที่ ๑,๐๙๘ ของโลก และเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับใช้ในพระราชพิธีที่สำคัญของประเทศ

ต้นไม้ หมายถึงความชุ่มชื้น อุดมสมบูรณ์ เป็นที่อาศัยและยังชีพของคน และสัตว์ทั้งมวลแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดบึงกาฬ ที่มีป่าไม้ พรรณไม้ ตลอดจนสัตว์ป่าหายากมากมาย


คำขวัญประจำจังหวัด

ภูทอกแหล่งพระธรรม ค่าล้ำยางพารา งามตาแก่งอาฮง

บึงโขงหลงเพลินใจ น้ำตกใสเจ็ดสี ประเพณีแข่งเรือ

เหนือสุดแดนอีสาน นมัสการหลวงพ่อใหญ่ ศูนย์รวมใจศาลสองนาง

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

2-19 3-11
รูปที่ 2 ต้นสิรินธรวัลลี (สามสิบสองประดง) รูปที่ 3 ดอกสิรินธรวัลลี (สามสิบสองประดง)

ประวัติความเป็นมาอำเภอบึงกาฬ

อำเภอบึงกาฬ เดิมเป็นตำบลหนึ่งในเขตการปกครองของอำเภอชัยบุรี จังหวัดนครพนม ซึ่งมีที่ว่าการอำเภอ ตั้งอยู่ที่บริเวณปากน้ำสงคราม ต่อมาไม่ทราบชัดว่าปีใด ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งที่บึงกาญจน์ริมฝั่ง ตรงข้ามเมืองปากซัน แขวงบลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปี พ.ศ.2459 ทางราชการ ก่อสร้าง ที่ว่าการอำเภอขึ้นใหม่และโอนการปกครองอำเภอชัยบุรีมาขึ้นกับจังหวัดหนองคาย ส่วนบริเวณที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอชัยบุรีเดิมนั้น ทางราชการยุบมาเป็นตำบลอยู่ในเขตการปกครอง ของอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

ปี พ.ศ.2475 ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยท่านหนึ่งเดินทางมาตรวจราชการที่อำเภอชัยบุรี พบว่า หมู่บ้านบึงกาญจน์ มีหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง กว้างประมาณ 160 เมตร ยาวประมาณ 3,000 เมตร ชาวบ้าน เรียก "บึงกาญจน์" เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ทางการจึงเปลี่ยนชื่ออำเภอชัยบุรีเป็น "อำเภอบึงกาญจน์" ตั้งแต่นั้นมา

ต่อมาปี พ.ศ.2477 ทางการได้เปลี่ยนชื่อ อำเภอบึงกาญจน์ เป็น"อำเภอบึงกาฬ" เพื่อความสะดวกและ เข้าใจง่าย ต่อมาได้แยกอำเภอเซกา อำเภอพรเจริญ อำเภอศรีวิไล และ อำเภอบุ่งคล้า ออกจากอำเภอ บึงกาฬ ตามลำดับ

ปัจจุบันที่ว่าการอำเภอบึงกาฬ ตั้งอยู่ที่บ้านบึงกาฬ หมู่ที่ 1 ตำบลบึงกาฬ ห่างจากตัวจังหวัด ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 136 กิโลเมตร มีพื้นที่ปกครองทั้งหมด 673.262 ตารางกิโลเมตร โดย แบ่งการปกครองออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 12 ตำบล 121 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลบึงกาฬ ตำบลวิศิษฐ์ ตำบลไคสี ตำบลหอคำ ตำบลหนองเลิง ตำบลหนองเข็ง ตำบลโนนสมบูรณ์ ตำบลนาสวรรค์ ตำบลคำนาดี ตำบลโคกก่อง ตำบลชัยพร และตำบลโป่งเปือย

คำขวัญประจำอำเภอบึงกาฬ
สองนางศาลศักดิ์สิทธ์ อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อใหญ่
แหล่งน้ำใสหนองกุดทิง สุดใหญ่ยิ่งแข่งเรือยาว
หาดทรายขาวเป็นสง่า น่าทัศนาแก่งอาฮง
งามน้ำโขงที่บึงกาฬ สุขสำราญที่ได้ยล

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอบึงกาฬอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของการปกครองจังหวัดหนองคาย
(ห่างจากจังหวัด 136 กิโลเมตร) มีพื้นที่ 833.85 ตารางกิโลเมตร

อาณาเขต

  • ทิศเหนือ ติดแม่น้ำโขง(ตรงข้ามเมืองปากซัน สปป.ลาว)
  • ทิศใต้ ติดอำเภอโซ่พิสัย, ศรีวิไล และอำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย
  • ทิศตะวันออก ติดอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย
  • ทิศตะวันตก ติดอำเภอปากคาด จังหวัดหนองคาย

ใน พ.ศ. 2537 สุเมธ พรมพันห่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเสรีธรรม จังหวัดหนองคาย เสนอให้จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬขึ้น โดยกำหนดจะแยกพื้นที่อำเภอบึงกาฬ อำเภอปากคาด อำเภอโซ่พิสัย อำเภอพรเจริญ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง อำเภอศรีวิไล และอำเภอบุ่งคล้า ออกจากจังหวัดหนองคาย รวมเป็นท้องที่ทั้งหมด 4,305 ตารางกิโลเมตรและมีประชากรประมาณ 390,000 คน อย่างไรก็ดี กระทรวงมหาดไทย แจ้งผลการพิจารณาว่า ยังไม่มีแผนที่จะยกฐานะอำเภอบึงกาฬขึ้นเป็นจังหวัด เพราะการจัดตั้งจังหวัดใหม่เป็นการเพิ่มภาระด้านงบประมาณ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มกำลังคนภาครัฐ ซึ่งจะขัดกับมติคณะรัฐมนตรี

โครงการร้างมาเกือบ 20 ปี กระทั่ง พ.ศ. 2553 กระทรวงมหาดไทย ได้นำเรื่องการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อยก "ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. ..." ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนจังหวัดหนองคายในคราวเดียวกัน ปรากฏว่า ร้อยละ 98.83 เห็นด้วยกับการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ต่อมา วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ โดยให้เหตุผลว่า

  • เป็นไปตามหลักเกณฑ์ในเรื่องอำเภอ จำนวนประชากร และลักษณะพิเศษของจังหวัด อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อการให้บริการแก่ประชาชน,
  • จังหวัดหนองคายเป็นพื้นที่แนวยาวทอดตามแม่น้ำโขง จึงมีผลต่อการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน,
  • จังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอำนาจเจริญที่เคยตั้งขึ้นใหม่ก็มีเนื้อที่น้อยกว่าหลักเกณฑ์มติคณะรัฐมนตรีเช่นกัน,
  • จังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ไม่ให้บริการสาธารณะซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ
  • บุคลากรจำนวน 439 อัตรา สามารถกระจายกันในส่วนราชการได้ ไม่มีผลกระทบมากนัก

ต่อมารัฐสภาได้มีมติเห็นชอบ "ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. ..." เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 จึงถวายร่างพระราชบัญญัติให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงลงพระปรมาภิไธย โดยทรงลงเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 นำประกาศเป็น "พระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554" ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 และใช้บังคับในวันรุ่งขึ้น เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ มีว่า

"...เนื่องจากจังหวัดหนองคายเป็นจังหวัดที่มีท้องที่ติดชายแดน และมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวยาว ทำให้การติดต่อระหว่างอำเภอที่ห่างไกลและจังหวัดเป็นไปด้วยความยากลำบาก และใช้ระยะเวลาในการเดินทางมากเกินควร ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการจัดระเบียบการปกครอง การรักษาความมั่นคง และการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในท้องที่ สมควรแยกอำเภอบึงกาฬ อำเภอเซกา อำเภอโซ่พิสัย อำเภอบุ่งคล้า อำเภอบึงโขงหลง อำเภอปากคาด อำเภอพรเจริญ และอำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย ออกจากการปกครองของจังหวัดหนองคาย รวมตั้งขึ้นเป็นจังหวัดบึงกาฬ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้"

นอกจากมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ให้จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ โดยมีองค์ประกอบเป็นอำเภอทั้งแปดข้างต้นแล้ว มาตรา 4 ยังให้เปลี่ยนชื่อ "อำเภอบึงกาฬ" เป็น "อำเภอเมืองบึงกาฬ" ด้วย

จังหวัดบึงกาฬ แยกออกจาก จ.หนองคาย เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นจังหวัดใหม่คือ มี 8 อำเภอประกอบด้วย อ.บึงกาฬ อ.เซกา อ.โซ่พิสัย อ.พรเจริญ อ.ปากคาด อ.บึงโขงหลง อ.ศรีวิไล และ อ.บุ่งคล้า มีประชากรเกือบ 4 แสนคน มีความพร้อมเรื่องสาธารณูปโภคทั้งศาลากลาง อำเภอ สำนักงานอัยการ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ แขวงการทาง สถานีตำรวจน้ำ

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Thailand map
รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดบึงกาฬ รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดบึงกาฬ

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอนาทม (จังหวัดนครพนม) อำเภออากาศอำนวย และอำเภอคำตากล้า (จังหวัดสกลนคร)อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย
ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับอำเภอรัตนวาปี และแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)

 

จังหวัดบึงกาฬ แบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ 54 ตำบล 599 หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย

Amphoe

1. อำเภอเมืองบึงกาฬ
2. อำเภอพรเจริญ
3. อำเภอโซ่พิสัย
4. อำเภอเซกา
5. อำเภอปากคาด
6. อำเภอบึงโขงหลง
7. อำเภอศรีวิไล
8. อำเภอบุ่งคล้า

 

 

 

อำเภอเมืองบึงกาฬ

Amphoe 43032

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอบึงกาฬมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบุ่งคล้า
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเซกา อำเภอศรีวิไล อำเภอพรเจริญ และอำเภอโซ่พิสัย
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอปากคาด 

อำเภอบึงกาฬแบ่งการปกครองออกเป็น  2 ส่วน

ได้แก่  การปกครองส่วนภูมิภาคและการปกครองส่วนท้องถิ่น

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเมืองบึงกาฬแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 12 ตำบล 131 หมู่บ้าน ได้แก่

1. บึงกาฬ (Bueng Kan) 11 หมู่บ้าน 7. นาสวรรค์ (Na Sawan) 9 หมู่บ้าน
2. โนนสมบูรณ์ (Non Sombun) 13 หมู่บ้าน 8. ไคสี (Khai Si) 10 หมู่บ้าน
3. หนองเข็ง (Nong Kheng) 11 หมู่บ้าน 9. ชัยพร (Chaiyaphon) 13 หมู่บ้าน
4. หอคำ (Ho Kham) 14 หมู่บ้าน 10. วิศิษฐ์ (Wisit) 13 หมู่บ้าน
5. หนองเลิง (Nong Loeng) 13 หมู่บ้าน 11. คำนาดี (Kham Na Di) 8 หมู่บ้าน
6. โคกก่อง (Khok Kong) 9 หมู่บ้าน 12. โป่งเปือย (Pong Pueai) 7 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเมืองบึงกาฬประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 13 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลบึงกาฬ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบึงกาฬและบางส่วนของตำบลวิศิษฐ์
  • เทศบาลตำบลวิศิษฐ์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลวิศิษฐ์ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบึงกาฬ)
  • เทศบาลตำบลหนองเข็ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองเข็งทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลหอคำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหอคำทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลโคกก่อง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโคกก่องทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลไคสี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไคสีทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบึงกาฬ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงกาฬ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบึงกาฬ)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโนนสมบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโนนสมบูรณ์ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเลิง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองเลิงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาสวรรค์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาสวรรค์ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลชัยพร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชัยพรทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคำนาดี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคำนาดีทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโป่งเปือย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโป่งเปือยทั้งตำบล

อำเภอพรเจริญ

Amphoe 43041

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอพรเจริญมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียง ดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบึงกาฬ
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอศรีวิไลและอำเภอเซกา
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอคำตากล้าและอำเภอบ้านม่วง (จังหวัดสกลนคร)
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอบ้านม่วง (จังหวัดสกลนคร) และอำเภอโซ่พิสัย 

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอพรเจริญแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล 58 หมู่บ้าน ได้แก่

1. ศรีชมภู (Si Chomphu) 7 หมู่บ้าน 5. วังชมภู (Wang Chomphu) 8 หมู่บ้าน
2. ดอนหญ้านาง (Don Ya Nang) 7 หมู่บ้าน 6. ป่าแฝก (Pa Faek) 7 หมู่บ้าน
3. พรเจริญ (Phon Charoen) 11 หมู่บ้าน 7. ศรีสำราญ (Si Samran) 7 หมู่บ้าน
4. หนองหัวช้าง (Nong Hua Chang) 11 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอพรเจริญประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลดอนหญ้านาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดอนหญ้านางทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลพรเจริญ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพรเจริญทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลศรีสำราญ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีสำราญทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลศรีชมภู ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีชมภูทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัวช้าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองหัวช้างทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลวังชมภู ครอบคลุมพื้นที่ตำบลวังชมภูทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแฝก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่าแฝกทั้งตำบล

อำเภอโซ่พิสัย

Amphoe 43061

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอโซ่พิสัยมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอปากคาดและอำเภอบึงกาฬ
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบึงกาฬและอำเภอพรเจริญ
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบ้านม่วง (จังหวัดสกลนคร) และอำเภอเฝ้าไร่
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเฝ้าไร่และอำเภอรัตนวาปี 

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอโซ่พิสัยแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล 89 หมู่บ้าน ได้แก่

1. โซ่ (So) 17 หมู่บ้าน 5. บัวตูม (Bua Tum) 13 หมู่บ้าน
2. หนองพันทา (Nong Phan Tha) 11 หมู่บ้าน 6. ถ้ำเจริญ (Tham Charoen) 11 หมู่บ้าน
3. ศรีชมภู (Si Chomphu) 15 หมู่บ้าน 7. เหล่าทอง (Lao Thong) 9 หมู่บ้าน
4. คำแก้ว (Kham Kaeo) 13 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอโซ่พิสัยประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 8 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลโซ่พิสัย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลโซ่
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโซ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโซ่ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลโซ่พิสัย)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพันทา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองพันทาทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลศรีชมภู ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีชมภูทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลคำแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลคำแก้วทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบัวตูม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบัวตูมทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำเจริญ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลถ้ำเจริญทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเหล่าทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเหล่าทองทั้งตำบล

อำเภอเซกา

Amphoe 43091

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอเซกาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียง ดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า และอำเภอบึงโขงหลง
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบึงโขงหลง
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอนาทม (จังหวัดนครพนม) อำเภออากาศอำนวย และอำเภอคำตากล้า (จังหวัดสกลนคร)
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอพรเจริญและอำเภอศรีวิไล 

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเซกาแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 9 ตำบล 131 หมู่บ้าน ได้แก่

1. เซกา (Seka) 22 หมู่บ้าน 6. น้ำจั้น (Nam Chan) 12 หมู่บ้าน
2. ซาง (Sang) 12 หมู่บ้าน 7. ท่าสะอาด (Tha Sa-at) 13 หมู่บ้าน
3. ท่ากกแดง (Tha Kok Daeng) 16 หมู่บ้าน 8. หนองทุ่ม (Nong Thum) 12 หมู่บ้าน
4. บ้านต้อง (Ban Tong) 15 หมู่บ้าน 9. โสกก่าม (Sok Kam) 12 หมู่บ้าน
5. ป่งไฮ (Pong Hai) 17 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเซกาประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 11 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลท่าสะอาด ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลท่าสะอาด
  • เทศบาลตำบลศรีพนา ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเซกา
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเซกา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเซกา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลศรีพนา)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลซาง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลซางทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากกแดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่ากกแดงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านต้อง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านต้องทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่งไฮ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลป่งไฮทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำจั้น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำจั้นทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะอาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าสะอาด (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลท่าสะอาด)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองทุ่ม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองทุ่มทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโสกก่าม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโสกก่ามทั้งตำบล

อำเภอปากคาด

Amphoe 43101

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอปากคาดมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบึงกาฬและอำเภอโซ่พิสัย
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอโซ่พิสัย
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอรัตนวาปี และแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) 

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอปากคาดแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 6 ตำบล 64 หมู่บ้าน ได้แก่

1. ปากคาด (Pak Khat) 18 หมู่บ้าน 4. โนนศิลา (Non Sila) 12 หมู่บ้าน
2. หนองยอง (Nong Yong) 11 หมู่บ้าน 5. สมสนุก (Som Sanuk) 8 หมู่บ้าน
3. นากั้ง (Na Kang) 7 หมู่บ้าน 6. นาดง (Na Dong) 8 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอปากคาดประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 7 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลปากคาด ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลปากคาดและบางส่วนของตำบลโนนศิลา
  • องค์การบริหารส่วนตำบลปากคาด ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากคาด (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลปากคาด)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองยอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองยองทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนากั้ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนากั้งทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโนนศิลา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโนนศิลา (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลปากคาด)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลสมสนุก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสมสนุกทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาดง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาดงทั้งตำบล

อำเภอบึงโขงหลง

Amphoe 4311

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอบึงโขงหลงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบุ่งคล้า
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบ้านแพงและอำเภอนาทม (จังหวัดนครพนม)
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเซกา

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอบึงโขงหลง แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 4 ตำบล 51 หมู่บ้าน ได้แก่

1. บึงโขงหลง (Bueng Khong Long) 17 หมู่บ้าน
2. โพธิ์หมากแข้ง (Pho Mak Khaeng) 13 หมู่บ้าน
3. ดงบัง (Dong Bang) 10 หมู่บ้าน
4. ท่าดอกคำ (Tha Dok Kham) 11 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอบึงโขงหลงประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลบึงโขงหลง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบึงโขงหลงและตำบลโพธิ์หมากแข้ง
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบึงโขงหลง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงโขงหลง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบึงโขงหลง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์หมากแข้ง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพธิ์หมากแข้ง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลบึงโขงหลง)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลดงบัง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลดงบังทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลท่าดอกคำ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าดอกคำทั้งตำบล

อำเภอศรีวิไล

Amphoe 4312

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอศรีวิไลตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียง ดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบึงกาฬ
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบึงกาฬ
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเซกา
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอพรเจริญและอำเภอบึงกาฬ 

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอศรีวิไลแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 5 ตำบล 50 หมู่บ้าน ได้แก่

1. ศรีวิไล (Si Wilai) 12 หมู่บ้าน
2. ชุมภูพร (Chumphu Phon) 12 หมู่บ้าน
3. นาแสง (Na Saeng) 9 หมู่บ้าน
4. นาสะแบง (Na Sabaeng) 9 หมู่บ้าน
5. นาสิงห์ (Na Sing) 8 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอศรีวิไลประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลศรีวิไล ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศรีวิไลทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลชุมภูพร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลชุมภูพรทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาแสง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาแสงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาสะแบง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาสะแบงทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาสิงห์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาสิงห์ทั้งตำบล

อำเภอบุ่งคล้า

Amphoe 4313

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอบุ่งคล้ามีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
  • ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบึงโขงหลง
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงบอลิคำไซ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเซกาและอำเภอบึงกาฬ 

การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอบุ่งคล้าแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 3 ตำบล 25 หมู่บ้าน ได้แก่

1. บุ่งคล้า (Bung Khla) 9 หมู่บ้าน
2. หนองเดิ่น (Nong Doen) 7 หมู่บ้าน
3. โคกกว้าง (Khok Kwang) 9 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอบุ่งคล้าประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 3 แห่ง ได้แก่

  • องค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งคล้า ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบุ่งคล้าทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเดิ่น ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองเดิ่นทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกว้าง ครอบคลุมพื้นทีตำบลโคกกว้างทั้งตำบล

ผู้บริหารจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

นายพรศักดิ์  เจียรณัย  

๒๘ พ.ย. ๕๔ - ปัจจุบัน  

รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

นายเลอเกียรติ  แก้วศรีจันทร์

นายเทวัญ  สรรค์นิกร  

๙ ม.ค. ๕๕ - ปัจจุบัน

๕ มี.ค. ๕๕ - ปัจจุบัน

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬ 

นายชัยธวัช  เนียมศิริ

 

วัดอาฮงศิลาวาส

bungkan-36

วัดอาฮงศิลาวาส ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ บ้านอาฮง ตำบลไคสี อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ห่างจากตัวอำเภอบึงกาฬ 21 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดหนองคาย 115 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อ คือ

  • ทิศเหนือ ติดกับ แม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮง
  • ทิศใต้ ติดกับ ถนนมิตรภาพเส้นทาง หนองคาย- นครพนม
  • ทิศตะวันออก ติดกับ ห้วยอีเต่าและเขตบ้านไคสี
  • ทิศตะวันตก ติดกับ บ้านอาฮง

วัดอาฮงศิลาวาส เป็นวัดเก่าแก่แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อใด จากคำบอกเล่า ทราบแต่เพียงว่าเดิมเป็นสำนักสงฆ์ และเนื่องจากวัดตั้งอยู่ในป่าที่รกทึบ จึงเรียกว่า "วัดป่า" โดยหลวงพ่อลุน เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านได้มรณะไปเมื่อปี พ.ศ. 2506 ด้วยโรคชรา หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีพระภิกษะสงฆ์มาจำพรรษาอีกเลย หากจะมีบ้างก็เป็นเพียง พระธุดงค์ที่จาริกผ่านมาพักบำเพ็ญเพียรภาวนาชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็จากไป สภาพวัดในสมัยนั้นแทบเรียกว่าวัดร้าง แต่ถึงแม้ไม่มีพระสงฆ์ จำพรรษาก็ยังมีคุณยายชีท่านหนึ่ง ซึ่งนับว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านอาฮงคอยเฝ้ารักษาดูแล

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 พระนิเทศศาสนคุณ (ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) สมัยนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส วัดบุญเรืองสุวรรณาราม บ้านคำโป้งเป้ง ต.ค่ายบกหวาน อ. เมือง จ. หนองคาย ได้เดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ วัดเจติยาวิหาร (ภูทอก) ขากลับเห็นป้ายชื่อวัดจึงได้แวะเข้ามาดู พบเพียงแม่ชีแก่ๆ คนหนึ่ง ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ท่านจึงได้ซักถามถึงประวัติความเป็นมา แม่ชีได้เล่าถวายโดยละเอียด ประกอบกับท่านได้เดินตรวจตราสภาพวัดโดยรอบเห็นว่าสถานที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สงบ ร่มรื่น เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรภาวนา ของพระภิกษุสงฆ์ สมควรจะได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ เมื่อกลับถึงหนองคาย ท่านได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับพระลูกวัดและญาติโยมซึ่งทั้งหมดก็เห็นสมควรเช่นเดียวกับท่านด้วย หลวงพ่อจึงพาคณะศรัทธา มาที่วัดป่าแห่งนี้ พร้อมทั้งได้ประชุมกับชาวบ้านอาฮงในเรื่องการบูรณะวัด ซึ่งเมื่อชาวบ้านได้ทราบดังนั้นแล้วต่างก็พากันยินดีพร้อมทั้งอนุโมทนาสาธุกับหลวงพ่อ และได้ดำเนินงานทันทีในวันต่อมา โดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สร้างศาลากุฎี และสาธารณะประโยชน์อื่นๆ ที่มีความจำเป็น หลวงพ่อได้จัดภิกษุสามเณรให้อยู่จำพรรษา โดยมีหลวงพ่อเมธา จิตฺกาคุตโตเป็นเจ้าอาวาส และตั้งชื่อใหม่ว่า "วัดอาฮงศิลาวาส"

นับแต่ พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา วัดก็ได้รับการบูรณะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทว่าเมื่อปี พ.ศ. 2524 หลวงพ่อสมานได้รับการแต่งตั้งเป็นพระธรรมฑูต เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นการพัฒนาวัดจึงหยุดชะงักล่าช้าไปบางส่วน แต่ก็ยังมีการปรับปรุงตลอดเวลาจนปีพ.ศ. 2537 หลวงพ่อสมานได้เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ดำเนินการสานต่อ เพื่อให้วัดอาฮงศิลาวาสมีความเรียบร้อยสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

การบูรณะวัด พัฒนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างถาวรวัตถุ รวมไปถึงการตกแต่งสถานที่ภายในวัด ได้อาศัยแรงกาย แรงใจ พร้อมทั้งจตุปัจจัย จากศรัทธาญาติโยม ที่มาจากทั่วสารทิศ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ในส่วนของประเทศไทยนั้น นอกจากจะอาศัยศรัทธาประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดหนองคายแล้ว ศาสนูปถัมภกคนสำคัญที่ได้อุปถัมป์วัดด้วยดียิ่งตลอดมา คือท่าน ดร.วิญญู - คุณมาลิน คุวานันท์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท โค้วหยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด รวมทั้งบริษัท ในเครือ ท่านได้ช่วยเหลือในด้านต่างๆ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างถาวรวัตถุและสาธารณะประโยชน์อื่นๆ ภายในวัด ได้แก่วิหาร ศาลา ห้องน้ำ บ้านพักรับรอง ถนน เป็นต้น นอก จากนี้ท่านยังได้ถวายพระพุทธรูปเพื่อเป็นพุทธบูชา ขนาดหน้า ตักกว้าง 4 เมตร สูง7 เมตร น้ำหนัก 20 ตัน นามว่า "พระพุทธ คุวานันท์ศาสดา" ซึ่งมีความงดงามตระการตาด้วยว่าเป็นพระ พุทธรูปลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราช หล่อด้วยทองเหลืองโดยพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโณ) ได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 109 รูป ประกอบพิธีพุทธาภิเษก เบิกเนตร เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 นับจากนั้นเป็นต้นมา วัดก็มีความเจริญรุ่งเรือง และเรียบร้อยสมบูรณ์เป็นลำดับ

วัดอาฮงศิลาวาส

ahong building4

ตั้งอยู่ในจุด ภูมิศาสตร์ที่เรียกได้ว่ามีความโดดเด่นหลายประการ ทั้งยังมี เรื่องเล่าขานเป็นตำนานเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา คือ เมื่อ ครั้งพุทธกาล หรือ ประมาณ 2,500 กว่าปีล่วงมา สมเด็จพระ บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จจำพรรษา เหล่าเทพเทวาได้พากันเนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง เพื่อรองรับเบื้องพระบาทบทมาลย์ในการเสด็จกลับยังโลกมนุษย์ และด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุด พระองค์ ได้หยุดอยู่ท่ามกลางพร้อมผายพระกรทั้งสองข้าง เปิดให้โลกทั้งสาม คือ สวรรค์ มนุษย์ นรก ได้มองเห็นกัน ส่วนเหล่าพญานาคนั้นได้พากันสำแดงฤทธิ์พ่น ไฟถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อต้อนรับการกลับมาขององค์พระพุทธชินสีห์ เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของ "บั้งไฟพญานาค"

นอกจากนี้ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงตลอดทั้งสาย ซึ่งมีความยาววัดได้ ประมาณ 4,590 กม. ก็คือ บริเวณแก่งอาฮงนี้เอง คนเฒ่าคนแก่เคยวัดความลึกโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินหย่อนลงไป วัดได้ 98 วา ในหน้าแล้งคือช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน วัดได้ 40 - 50 วา เนื่องจากแก่งอาฮงเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่และเป็นแก่งหินกว้างจากฝั่งไทยถึงฝั่งลาวประมาณร้อยกว่าเมตร จึงยากที่จะสังเกตให้รู้ได้ ดังนั้นหากท่านใดอยากจะทราบว่าบริเวณใดเป็นจุดที่ลึกที่สุด หรือเรียกกันว่า "สะดือแม่น้ำโขง" นั้นให้สังเกตได้บริเวณหน้าพระอุโบสถ ลักษณะจะเป็นคุ้งน้ำที่มีกระแสไหลวน กินบริเวณกว้าง เห็นได้ชัดในฤดูน้ำหลาก เพราะน้ำจะไหลเชี่ยววนจนเป็นหลุมรูปกรวย และถ้ามีเศษไม้ ต้นไม้ หรือวัตถุใดๆ ลอยมาก็จะไหลวนอยู่บริเวณนี้ประมาณ 20-30 นาที จึงค่อยหลุดไปบางครั้งติดค้างอยู่ริมตลิ่งก็มี กล่าวกันว่าถ้ามีคนตกน้ำตกตายเหนือแก่งอาฮงขึ้นไป ไม่ว่าที่ใด หากหาศพไม่พบ ก็จะหาได้ที่แก่งอาฮง เชื่อกันว่าศพจะไหลไม่พ้นแก่งอาฮง เพราะตกลงไปในจุดที่เป็นคุ้งน้ำไหลวนและเป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงนั่นเอง ทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นั่นก็คือ ปลาบึก ในตอนดึกของฤดูน้ำหลาก จะได้ยินเสียงจากแม่น้ำโขงประหนึ่งว่าคนลงเล่นน้ำ เสียงดังตูมตามประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง ก็จะเงียบหายไป ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เสียงนั้นคือ ปลาบึกผสมพันธุ์กัน ด้วยในบริเวณนั้นมีความลึก และปลาบึกกินตระไคร้น้ำเป็นอาหาร ใต้น้ำบริเวณแก่งอาฮงนั้นมีโขดหินมากมายและมีถ้ำใหญ่ ระบบนิเวศวิทยาเรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์จึงเป็นแหล่งที่มีปลาบึกชุกชุมอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ปัจจุบันวัดอาฮงศิลาวาส เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองคาย ที่มีผู้แวะเวียนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ภายใต้ร่มบวร นิเวศน์แห่งนี้จึงเป็นที่พักกายพิงใจ และเป็นอุทยานการศึกษา ที่ให้ความรู้ อันจะเป็นมรดกตกทอดไปสู่ชนคนรุ่นหลัง ทว่า สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดนั่นก็คือการได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้รุ่งเรืองวัฒนาตลอดกาลนาน

เจ้าแม่สองนาง

KHO

ประวัติความเป็นมา ผู้เรียบเรียงประวัติของเจ้าแม่สองนาง ได้เขียนได้ดังนี้ ตามที่ได้รับฟังคำบอกเล่าจากผู้เฒ่ามาคือ พ่อตู้จ้ำนาค สุริยะกาญจน์ (จ้ำ หมายถึง คนดูแลศาลเจ้า) และพ่อตู้เฮือง ผิวเฟื่อง (ปัจจุบันอยู่คุ้มเหนือ) เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2137 เกิดศึกฮ่อ ได้ขับไล่คนไทยออกจากลุ่มแม่น้ำโขง ลงมาทางตอนใต้ พวกเผ่าพันธุ์ไทยเดิมก็อพยพลงมาตามแม่น้ำโขง มาปักหลักอยู่หลายแห่ง แบ่งกันอยู่คนละมุมตามลุ่มแม่น้ำโขงในช่วงอพยพลงมา ในช่วงอพยพลงมา พ่อตู้พรมก็ได้เสียเมียรักไปด้วยโรคอหิวาห์ ในกลางทาง เหลือแต่ลูกสาวสองคน คือ นางสมสี และนางบัวลี จึงเดินทางต่อลงมาในเขตชัยบุรี (อ.บึงกาฬ ปัจจุบัน) พ่อพรมเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า ก็ไปอยู่ดอนหอทุ่ง(กุดทิง ปัจจุบัน) ให้ลูกสาวสองคนอยู่ที่หนองบึงกาฬ แต่สองคนไม่ยอมแต่งงานขออยู่เป็นโสดตลอดไป ต่อมาผู้เป็นพ่อก็เสียชีวิตลง ลูกทั้งสองก็เอาศพไว้ ณ ที่ดอนหอทุ่ง (กุดทิงปัจจุบัน) สองคนพี่น้อง นางสมสี และนางบัวลี ก็ล้มป่วยลงเพราะขาดแม่ ขาดพ่อ ได้เอาสุสานไปเก็บไว้บริเวณบ้านของตู้จารย์มา ต้นหาบึ้ง (ที่ธนาคารกสิกรไทย) หลังจากนั้นมา เมื่อปี 2498 ได้ย้ายศาลมาอยู่ที่มุมทางเข้า รพ. ปัจจุบัน และได้ย้ายศาลเจ้าแม่สองนางมาอยู่ที่ปัจจุบัน จนทุกวันนี้

เจ้าแม่สองนางเป็นศาลอันศักดิ์สิทธิ์ทั่วสารทิศผู้คนไปมาได้กราบไหว้บูชา ขอพรให้เจริญรุ่งเรือง บริเวณที่สร้างศาลเจ้าแม่สองนางปัจจุบันแต่ก่อนมีต้นพุทราอยู่สองต้นลูกดก ทางราชการต้องการย้ายศาลเจ้าแม่สองนางไปที่อื่น พอไปดูทางโหราศาสตร์ แล้วบอกว่า ย้ายไม่ได้ขออยู่ที่เดิม เพราะมองเห็นแม่น้ำโขงตลอดทั้งปี

แก่งอาฮง

bungkan-90

เป็นแก่งหินกลางลำน้ำโขง บริเวณหน้าวัดอาฮงศิลาวาส บ้านอาฮง ตำบลหอคำ ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุดไม่สามารถวัดความลึกได้ กระแสน้ำบริเวณแก่งอาฮงจะไหลเชี่ยวมากในฤดูน้ำหลากและมีกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็น “สะดือแม่น้ำโขง” แม่น้ำโขงบริเวณแก่งอาฮงมีความกว้างประมาณ 300 เมตร ในฤดูน้ำลด และมีความกว้าง 400 เมตร ในฤดูน้ำหลาก และจะสามารถมองเห็นแก่งได้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมของทุกปี และกลุ่มหินที่ปรากฎบริเวณแก่งอาฮงจะมีชื่อเรียกตามลักษณะของหิน เช่น หินลิ้น นาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย นอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอบึงกาฬและเป็นสถานที่เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือ“บั้งไฟพญานาค” ในช่วงประเพณีออกพรรษา จะมีนักท่องเที่ยวมาพักเที่ยวชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค บริเวณบ้านอาฮงเป็นจำนวนมาก จะมีมากในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ที่ปฏิทินไทย กับปฏิทินประเทศ สปป.ลาวตรงกัน และชาวบ้านโดยรอบยังอาศัยทำการประมงด้วย

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

PhuWua

ข้อมูลทั่วไป
ประวัติความเป็นมา
กรมป่าไม้เริ่มทำการสำรวจเบื้องต้นป่าภูวัว เมื่อ พ.ศ. 2507 และพบว่าป่าแห่งนี้เป็นแหล่งต้นน้ำ ลำธารที่สำคัญ สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ และมีสัตว์ป่าชุกชุม สมควรที่จะจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 จึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่อีกคณะหนึ่งเข้าไปทำการสำรวจอย่างละเอียด และทำการรังวัดหมายขอบเขตเพื่อทำการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่อไปแต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่แทรกซึมของผู้ก่อการร้าย การดำเนินงานต่าง ๆ จึงต้องหยุดชะงักลง จนถึงปี พ.ศ. 2517 เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในพื้นที่ป่าภูวัวคลี่คลายลง กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการต่อไปจนสามารถนำเรื่องเสนอขอความเห็นจากคณะรัฐมนตรีและตราพระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่ป่าภูวัว ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 92 ตอนที่ 87 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2518 มีเนื้อที่ประมาณ 186.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 116,562 ไร่ อยู่ในท้องที่ตำบลหนองเดิ่น ตำบลบุ่งคล้า ตำบลโคกกว้าง อำเภอบุ่งคล้า ตำบลบ้านต้อง ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา ตำบลชัยพร อำเภอบึงกาฬ และตำบลท่าดอกคำ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย และในปี พ.ศ. 2533 ได้มีการรังวัดฝังหลักเขตรอบพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับหน่วยพิทักษ์ป่าถ้ำฝุ่น ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงภูวัว ยังมีความอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ จึงได้ผนวกพื้นที่บริเวณนี้เข้าเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เนื้อที่ประมาณ 8,100 ไร่ รวมมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 124,662 ไร่

สภาพภูมิประเทศ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว มีเนื้อที่ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอ บึงกาฬ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลงและอำเภอบุ่งคล้า อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือสุดของภาค เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีอาณาเขต 2 ด้าน ขนานไปกับแม่น้ำโขง อยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเฉลี่ยประมาณ 150-300 เมตร สภาพดินพื้นล่างส่วนใหญ่ เป็นดินทรายและดินลูกรัง ทางด้านน้ำตกชะแนนมีพื้นที่บางส่วนเป็นดินเหนียวปนดินร่วน พื้นหลังภูและสันเขา ส่วนใหญ่เป็นพื้นทราย และดินทราย สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น
จากการสำรวจครั้งล่าสุดพบว่า ยังคงมีสัตว์ชุกชุมหลายชนิด เช่น ช้าง เสือโคร่งเสือดาว หมี ชะมด ไก่ฟ้า ไก่ป่า ลิง ชะนีและนกนานาชนิด เนื่องจากมีป่าดงดิบในเขตจำกัดประมาณ 40 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น สัตว์ใหญ่จึงไม่สามารถขยายพันธ์เพิ่มได้มาก มีสถานที่น่าสนใจ คือบริเวณหัวภูด้านตะวันออก บนยอดภูเป็นลานหินโล่งกว้าง ที่ถูกน้ำกัดเซาะจนมีลวดลายสวยงามมากมีระดับความสูง จากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 330 ม.สามารถมองเป็นทิวทัศน์ที่เป็นป่าได้ โดยรอบ เห็นได้ไกลถึงป่าในฝั่งลาว เช่น ภูควาย ภูงู ภูหมาก่าวของลาวได้ชัดเจนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือสุดของภาค เกือบติดพรมแดนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ห่างจากตัวจังหวัดหนองคาย ตามเส้นทางสาย 212 ประมาณ 185 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเล อยู่ระหว่างความสูงประมาณ 160 – 448 เมตร แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ

  1. บนหลังภูวัว มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันทางด้านทิศตะวันออก และลาดไปทางทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 84 ตารางกิโลเมตร จุดสูงสุด คือ ภูวัวหลังถ้ำสูง ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 448 เมตร ลักษณะหินบนภูวัว โดยทั่วไปเป็นหินทราย
  2. ตอนล่างรอบๆ ภูวัว เนื้อที่ประมาณ 102.5 ตารางกิโลเมตร สภาพเป็นป่าดิบแล้ง ผสมป่าเบญจพรรณ


สภาพภูมิอากาศ
แบ่งออกเป็น 3 ฤดู

  1. ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนตุลาคม ฝนตกชุกทุกปี มีความชื้นเย็นสบาย ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี ประมาณ 1,000 – 1,700 ลูกบาศก์เมตร อุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส
  2. ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศหนาวเย็น มีหมอก ปกคลุมโดยทั่วไป อุณหภูมิเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส 3. ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม อากาศแห้งแล้ง มักเกิดไฟป่าเป็นประจำ อุณหภูมิเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส


สภาพทางธรณีวิทยาและปฐพีวิทยา
ทรัพยากรน้ำ
สภาพดินพื้นล่างส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินลูกรัง ทางด้านน้ำตกชะแนนมีพื้นที่บางส่วนเป็นดินเหนียวปนดินร่วน พื้นที่หลังเขาส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หินทราบและดินทราย สภาพการพังทลายปานกลางส่วนของหินบนหลังภูวัว ส่วนให้เป็นหินทรายมีลักษณะเป็นลานหิน
ทรัพยากรป่าไม้ (ชนิดป่าและพันธุ์ไม้)

สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้ง ป่าทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าไผ่ กระจัดกระจายทั่วไป พันธุ์ไม้สำคัญที่พบ มีดังนี้ ไม้ยาง ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน พยุง มะค่าโมง กะบาก ไม้ก่อ ส่วนไม้พื้นล่างเป็นไม้จำพวกหวาย ปาล์ม และไม้ไผ่

ทรัพยากรสัตว์ป่า
ในอดีตป่าภูวัวเคยมีสัตว์ป่าจำพวก เก้ง กวาง ช้างป่า เสือ เลียงผา กระทิง วัวแดง อยู่อย่างชุกชุม แต่ถูกล่าจนเกือบจะสูญพันธุ์ บางชนิดก็สูญพันธุ์จากพื้นที่ไปแล้ว จากการสำรวจล่าสุด เมื่อต้นปี พ.ศ. 2546 พบว่ายังมีสัตว์ป่าอีกหลายชนิดที่ยังหลงเหลืออยู่ได้แก่ ช้างป่า ประมาณ 31 ตัว กระจก หมูป่า อีเห็น ลิง เก้ง นกชนิดต่างๆ ค้างคาว ไก่ป่า และไก่ฟ้า เป็นต้น สำหรับสัตว์ที่มีลักษณะเด่นในพื้นที่ได้แก่ ช้าง สัตว์ที่มีจำนวนมาก ได้แก่ นก แต่เนื่องจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว มีพื้นที่ป่าดงดิบในเขตจำกัด ประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร สัตว์ป่าส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเพิ่ม ขยายพันธุ์ได้มาก ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จึงได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่หลายแห่งให้เป็นที่หลบภัยและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าต่อไป

ทรัพยากรน้ำ
เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่สำคัญหลายสาย มีลำห้วยสำคัญที่มีน้ำไหลตลอดปี 3 สาย แต่ละสายไหลลงสู่ห้วยบังบาตร และไหลลงสู่แม่น้ำโขงอีกทอดหนึ่ง ได้แก่

  1. ลำห้วยชะแนน ซึ่งไหลลงรวมกับห้วยใหญ่บังบาตร ที่บ้านหนองยาว เป็นลำห้วยขนาดใหญ่ แผ่สาขาปกคลุมเกือบทั่วบนภูวัว มีน้ำตกที่สวยงามไหลลงจากภูวัวสู่ลำห้วยบังบาตร
  2. ลำห้วยกะอาม ไหลลงรวมกับลำห้วยบังบาตรทางตอนเหนือของบ้านดอนเสียด
  3. ลำห้วยบังบาตร เป็นลำห้วยใหญ่ที่สำคัญมาก มีต้นกำเนิดมาจากป่าบริเวณตอนใต้ ของภู ไหลรวมกับลำห้วยกะอาม และลำห้วยชะแนน แล้วไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บ้านบังบาตร อำเภอบึงกาฬ

 

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

ประเภทน้ำตก

  1. น้ำตกเจ็ดสี ที่อยู่บริเวณบ้านดอนเสียด ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์ป่าดอนเสียด เดิมชื่อน้ำตกกะอาม มี 4 ชั้น เป็นน้ำตกจาหน้าผาสูงทำให้เกิดเป็นละอองน้ำ เมื่อกระทบกับแสงแดดจึงเกิดสีต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อน้ำตก ตัวน้ำตกมีขนาดค่อนข้างใหญ่และสวยงามอีกแห่งหนึ่ง บริเวณน้ำตกมีแนวสันเขาเป็นผาหินกับลานหินที่มีทางยาว 3 - 5 กิโลเมตร จากลานหินบนสันภูวัวบริเวณน้ำตกจะมองเป็นทิวทัศน์ด้านตะวันตกได้โดยตลอดแนว การเดินทางเข้าถึงโดยรถยนต์ และเดินเท้าต่ออีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงตัวน้ำตก
  2. น้ำตกถ้ำฝุ่น ตั้งอยู่บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าถ้ำฝุ่น บ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์ป่าถ้ำฝุ่น ซึ่งน้ำตกถ้ำฝุ่น เรียกตามชื่อถ้ำบริเวณใกล้กับน้ำตกที่มีดินเป็นฝุ่น ซึ่งเป็นชื่อที่คนท้องถิ่นเรียกเพิงหิน ที่ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปตั้งอยู่ และมีพระธุดงค์มาปฏิบัติธรรมเป็นระยะ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบตัวน้ำตกยังมีถ้ำหรือเพิงหินขนาดเล็กที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง
  3. น้ำตกชะแนน ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านเทพมีชัย ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์ป่าชะแนน เดิมชื่อ " น้ำตกตาดสะแนน " (คำว่า " สะแนน " เป็นภาษาอีสาน แปลว่า สวยงามที่สุด) เกิดจากลำห้วยชะแนน ประมาณ 2 ชั้น นับเป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงามที่สุดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว และเดินทางเข้าถึงได้ยากที่สุด การเดินทางเข้าน้ำตกชะแนนสามารถเข้าได้ 2 ทาง โดยรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ และทางเรือ นอกจากธรรมชาติที่สวยงามและน้ำตกที่น่าสนใจแล้ว ยังมีสะพานหิน (อยู่ก่อนถึงทางเดินเท้าสู่น้ำตก) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น้ำลอดหายไปใต้แนวหินที่มีความยาวประมาณ 100 เมตร และมีบึงจระเข้ซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่ ตั้งอยู่เหนือน้ำตก ครั้งเดินตัดน้ำตกขึ้นไปอีกประมาณ 300 เมตร บริเวณริมบึงมีหาดทรายกว้างเหมาะสำหรับใช้เป็นพื้นที่กางเต้นท์พักแรมได้
  4. น้ำตกถ้ำพระ ตั้งอยู่บริเวณบ้านถ้ำพระ ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์ป่าถ้ำพระ ชื่อน้ำตกเรียกตามชื่อของถ้ำที่มีลักษณะเป็นชะง่อนหินบริเวณหน้าผามีรูปปั้นพระพุทธรูปซึ่งสร้างโดยพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อยู่ฝั่งตรงข้ามน้ำตกซึ่งคนท้องถิ่นเรียกว่า " ถ้ำพระ " น้ำตกถ้ำพระนี้เกิดจากลำห้วยบังบาตร มีความสูงประมาณ 3 ชั้น บริเวณน้ำตกมีลานหินทรายสีแดงที่โล่งกว้าง มีสภาพธรรมชาติงดงาม สามารถพบเห็นความงามของไม้ดอกนานาพันธุ์ หลากหลายสีสันในช่วงฤดูฝน
  5. น้ำตกตาดนกเขียน ตั้งอยู่บริเวณบ้านภูเงิน ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา อยู่ในความรับ ผิดชอบของฐานพิทักษ์ป่าตาดนกเขียน เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ มี 3 ชั้น และเที่ยวได้เฉพาะในช่วงฤดูฝน การเดินทางเข้าถึงโดยรถยนต์ทำได้ค่อนข้างสะดวด และเดินเท้าต่ออีกเพียงเล็กน้อยก็ถึงตัวน้ำตกชั้นแรก


จุดชมทิวทัศน์

  1. จุดชมทิวทัศน์บริเวณบนหลังภูวัว มีระดับความสูงเฉลี่ย 160 - 448 เมตร ประกอบด้วยภูวัวหลังถ้ำสูง ภูวัวหลังถ้ำพราย ภูวัวหลังถ้ำปอ ภูเมย ภูไม้เอี้ย และภูแผงม้า ซึ่งแต่ละแห่งกระจายตัวกันอยู่และมีเส้นทางเข้าถึงหลายเส้นทาง รวมทั้งยังมีเส้นทางเดินเชื่อมต่อกันในแต่ละจุดบนยอดภูด้วย บริเวณที่เป็นลานหินโล่งกว้างบนยอดภูส่วนใหญ่จะถูกลมและน้ำกัดเซาะเกิดเป็นลวดลายที่หลากหลาย สวยงามและแปลกตา นับเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในพื้นที่
  2. จุดชมวิวบริเวณหัวภูทางด้านตะวันออก เช่น ภูวัวหลังถ้ำสูง ภูวัวหลังถ้ำพราย จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ไปได้ไกลมาก เห็นภูมิประเทศที่เป็นป่า โดยรอบได้ไกลถึงภูงู ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้บนหลังภูยังมีสภาพธรรมชาติของพืชพันธุ์และสภาพธรณีวิทยาที่สวยงามหลากหลาย มีลานหินที่กว้างใหญ่มาก เหมาะสำหรับใช้เป็นพื้นที่กางเต้นท์ พักแรม ลานหินดังกล่าวนี้เคยถูกใช้ประโยชน์เป็นที่จอดเฮลิคอปเตอร์ของทหารอเมริกาในช่วงสงคราม จึงเป็นเหตุเรียกชื่อว่า " ลานอเมริกา "


ประเภทถ้ำ

  • ถ้ำจันทร์ผา ถ้ำไฮ ถ้ำตาแสง ถ้ำบูชา ถ้ำพระ อยู่ในท้องที่อำเภอเซกา
  • ถ้ำพราย ถ้ำปอ ถ้ำสูง ถ้ำเกิ้ง ถ้ำฝุ่น ถ้ำฝ่ามือ ถ้ำแกลบ อยู่ในท้องที่อำเภอบุ่งคล้า ซึ่งในหลาย ๆ ถ้ำบนภูวัว เคยมีเกจิอาจารย์หลาย ๆ ท่านได้มาปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสนากรรมฐาน อาทิเช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ พระอาจารย์สิงห์ พระอาจารย์วัน หลวงปูเทศก์ เทศรังสี หลวงปูแหวน สุจินโณ ฯลฯ

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ

  • ทางขึ้นภูวัวหลังถ้ำพราย ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว บ้านขามเปี้ย อำเภอบุ่งคล้า
  • เส้นทางบึงจระเข้ (ไข่มุกอีสาน) อยู่ท้องที่บ้านเทพมีชัย ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า เหนือน้ำตกชะแนนขึ้นไป
  • เส้นทางลานอเมริกา ผากำปั่น ผาหมากหม้อ อยู่ท้องที่บ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า

สิ่งอำนวยความสะดวก

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว มีบ้านพักรับรองให้ สำหรับนักท่องเที่ยว และบริการคนนำทางขึ้นชมธรรมชาติบนภูวัว โดยท่านต้องติดต่อล่วงหน้า ก่อนเดินทางต้องส่งจดหมายแจ้งความประสงค์ขอเข้าไปค้างแรมที่เขตฯภูวัวล่วง หน้าอย่างน้อย 15 วัน แจ้งเรื่องต้องการลูกหาบ คนนำทาง จำนวนเท่าไร จำนวนวันที่ต้องการค้างแรม รวมถึงจำนวนคนที่ไปด้วย และส่งจดหมายไปที่ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.หนองคาย 43140 โทร. 08-1260-1845, 0-4242-9362

  • มีบ้านพัก 2 หลัง เรือนนอน 2 หลัง ค่าที่พักแล้วแต่จะบริจาค
  • มีเต็นท์ให้เช่า ขนาด 2 คน ราคา 100 บาท/คืน ถ้านำเต็นท์มาเอง เสียค่าธรรมเนียมกางเต็นท์ 30 บาท/คน/คืน

การเดินทาง

  1. เดินทางโดยรถไฟ จากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดหนองคาย จากนั้นเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางจากจังหวัดหนองคาย ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ผ่านอำเภอโพนพิสัย อำเภอปากคาด อำเภอบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า ห่างจากอำเภอบุ่งคล้าประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงบ้านดอนจิก จะมีป้ายบอกหน่วยงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จากนั้นเดินทางโดยรถสามล้อรับจ้างถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว
  2. การเดินทางโดยรถยนต์ปรับอากาศ จากกรุงเทพฯ ถึงอำเภอบึงกาฬ จากนั้นเดินทางต่อโดยรถยนต์โดยสารประจำทางสาย 224 ตามเส้นทางบึงกาฬ - บุ่งคล้า ถึงบ้านดอนจิก ต่อรถรับจ้างเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ระยะทาง 807 กิโลเมตร
  3. การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว สามารถเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ได้ 3 ทาง คือ เส้นทางสายที่ 1 จากกรุงเทพฯ มาตามเส้นทางสายมิตรภาพ ผ่านจังหวัดอุดรธานี หนองคาย จากนั้นเดินทางมาตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ผ่านอำเภอโพนพิสัย อำเภอปากคาด อำเภอบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า ห่างจากอำเภอบุ่งคล้าประมาณ 3 กิโลเมตร ถึงบ้านดอนจิก ทางเลี้ยวขวาเข้าสู่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เส้นทางหมายเลข 2 หากท่านเดินทางผ่านจังหวัดสกลนคร เดินทางมาถึงอำเภอพังโคน มาตามเส้นทางพังโคน - บึงกาฬ ผ่านอำเภอวานรนิวาส อำเภอคำตากล้า ถึงทางแยกบ้านหนองหิ้ง เลี้ยวขวา ผ่านอำเภอเซกา ถึงแยกบ้านดงบัง จุดเชื่อมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 เลี้ยวซ้ายไปอำเภอบุ่งคล้าถึงบ้านดอนจิก ทางเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เส้นทางหมายเลข 3 หากท่านเดินทางผ่านมาจากจังหวัดนครพนม สามารถเดินทางเข้าสู่เขตฯ ภูวัว โดยง่าย โดยใช้เส้นทางหมายเลข 212 นครพนม - หนองคาย ผ่านอำเภอท่าอุเทน อำเภอบ้านแพง ถึงบ้านดอนจิก เลี้ยวซ้ายเข้าสู่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว


ข้อมูลอ้างอิง : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพืชพันธ์

หลวงพ่อพระใหญ่ บ้านท่าใคร้

ประวัติหลวงพ่อพระใหญ่

วัดโพธาราม บ้านท่าใคร้ หมู่ที่ 5 ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคายหลวงพ่อพระใหญ่เป็นพระพุทธรูปรางมารวิชัย โบกฉาบด้วยปูนองค์หลวงพ่อมีขนาดดังนี้

  • หน้าตักกว้าง 2 เมตร
  • จากฐานถึงยอดพระเกศสูง 2.10 เมตร
  • จากพระฌาน ุ(เข่า) ถึงพระศอ (คอ) สูง 0.90 เมตร

พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนหน้าตัก พระหัตถ์ขวาคว่ำวางทับพระฌานุ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 5 เหยียดลงอย่างมีระเบียบเหมือนพระพุทธรูปทั่วๆ ไปประดิษฐานบนแท่น 4 เหลี่ยม ซึ่งได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี 2537 นี้

ตามตำนานและคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่หลายรุ่น หลายสมัยเล่าสืบต่อกันมาประมาณสองพันกว่าปีมาแล้ว จนถึงยุคสมัยหลังๆ ซึ่งแต่ก่อนคนเหล่านี้ส่วนมากได้อพยพครอบครัวมาจากเมืองยศ (บริเวณจังหวัดยโสธรในปัจจุบัน) มาตั้งถิ่นฐานริมฝั่งแม่น้ำโขงและร่นขึ้นมาทางเขตชัยบุรี (ปัจจุบันคืออำเภอบึงกาฬ) การตั้งถิ่นฐานอยู่นั้นก็เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย คือที่ใดไม่เหมาะสมในการดำรงชีวิต ต้องประสบกับภัย และมีการระบาดของโรคร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคอหิวา โรคไข้ฝีดาด ถูกรบกวนจากสัตว์ร้ายหรือภูตผีปีศาจต่างๆ ก็พากันหลบหนีภัยย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสมต่อไป ชนกลุ่มนี้ก็เหมือนกันย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่เหมาะสม จนถึงบ้านท่าใคร้ในปัจจุบัน เมื่อเห็นเป็นที่เหมาะสมดีก็ตกลงใจกันตั้งหลักฐานที่จะหากินในบริเวณนี้

จากนั้นต่างก็จับจองพื้นที่หากินแล้วเริ่มขยายอาณาบริเวณไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณที่รกทึบที่สุดเป็นป่าดงดิบ มีไม้นานาพันธุ์ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะแบก ไม้สัก ไม้ไผ่ป่า ขี้นอยู่อย่างหนาแน่นและเต็มไปด้วยสัตว์ป่าหลายชนิด ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นป่ารกทึบมากชาวบ้านที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่รอบๆ จึงได้ร่วมกันในการถากถางเพื่อจะได้มีพื้นที่มากขึ้น หลังจากที่ได้ทำการถากถางอยู่เป็นเวลาหลายวันก็พบพุ่มไม้ที่สูงและหนากว่าที่อื่นๆ เมื่อถางป่าดังกล่าวออกก็พบพระพุทธรูปเดิมที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์พันรอบองค์อยู่ จึงได้นำเถาวัลย์ออก แล้วปัดกวาดบริเวณรอบๆ ก็พบว่าพระเกตุมาลาของหลวงพ่อหักเพราะถูกช้างป่ากระชากเถาวัลย์ลงมาเพื่อหากินตามธรรมชาติของสัตว์ป่า และเห็นเป็นรูปร่างของสถานที่บำเพ็ญบุญ หรือสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนา อีกทั้งยังพบซากเครื่องปั้นดินเผา โอ่งโบราณ รวมทั้งเครื่องใช้อีกหลายอย่าง

องค์พระพุทธรูปนั้นตั้งแต่ได้พบมาถึงปัจจุบัน ไม่เคยเคลื่อนย้ายหรือ ต่อเติมแต่อย่างใด เพียงแต่ต่อพระเกตุที่หักให้คงสภาพเดิม มีเพียงแท่นที่ประดิษฐานเท่านั้นที่สร้างโอบแท่นเดิม เพื่อให้มีความมั่นคงขึ้นยิ่งกว่าเดิม และมีผู้ที่มาขอพรจากหลวงพ่อเมื่อได้สมความปรารถนาแล้วก็ได้นำสีทองมาทาสมโภชหลวงพ่อ จึงทำให้องค์หลวงพ่อเหลืองอร่ามเป็นสีทองทั้งองค์

ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อ

  1. เมื่อครั้งสงครามอินโดจีน ปรากฏว่ามีแสงสว่างจ้ากว่าแสงตะเกียงเจ้าพายุที่ลอยจากโบสถ์วัดบ้านท่าไคร้ ข้ามไปยังปากบึง ฝั่งลาว แล้วข้ามกลับมาที่เดิมแล้วดับลงที่โบสถ์
  2. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2490 ได้รื้อซากโบสถ์เก่าเพื่อสร้างใหม่ ช่างและคนงานล้วนเป็นคนญวนพากันขุดเพื่อลงรากเสาเข็ม พอขุดลงไปพบพระพุทธรูปองค์เล็กจำนวนมากหลายพันองค์ พวกคนงานเหล่านั้นเห็นว่าเป็นของเก่าก็พากันเอาไป โดยมิได้บอกใครหลังจากนำเอาพระพุทธรูปเหล่านั้นไปยังไม่ทันข้ามคืนเกิดเป็นบ้าบ้างเกิดท้องร่วงอย่างรุนแรงบ้าง เป็นไข้อย่างฉับพลันบ้าง จนต้องนำเอาพระพุทธรูปกลับคืนมาไว้ที่เดิมในตอนกลางคืน และอาการที่ป่วยต่าง ๆ หายไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
  3. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2496 – 2497 เด็กหญิงชาวบ้านท่าไคร้ไปอยู่กับญาติที่ชลบุรีได้ขี่จักรยานไปซื้อของ ถูกรถสิบล้อชนจนจักรยานหักป่นปี้ ส่วนเด็กหญิงคนนั้นตกกระเด็นไปตกฟากถนนอีกฝั่งหนึ่งลุกขึ้นได้ปัดฝุ่นแล้วก็เดินได้สบายไม่มีบาดเจ็บแม้แต่น้อยรถ แต่สิบล้อคันที่ชนกลับมีไฟลุกใหม้ท่วมเสียหายทั้งคันที่หนูน้อยคนนี้รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ เพราะมีรูปถ่ายของหลวงพ่ออัดกรอบพลาสสติกห้อยคอ
  4. เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2511 เด็กสาวบ้านท่าไคร้กับน้องสาวไปธุระที่บ้านดงหมากยางขากลับจวนค่ำถูกคนร้ายจี้เอาสร้อยคอมทองคำหนัก 3 บาทไป จึงต้องครึ่งวิ่งครึ่งเดินกลับบ้านบอกเล่าเหตุการให้พ่อ – แม่ฟังแล้วรีบไปบอกหลวงพ่อขอให้ติดตามเอาสร้อยกลับคืนมา เวลาล่วงมา 3 วัน คนในบ้านหลังนั้นแทบจะไม่เชื่อสายตา เพราะสร้อยคอเส้นที่ถูกจี้เอาไปทิ้งอยู่ระเบียงหน้าบ้าน โดยสร้อยอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ
  5. เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2512 – 2513 ก่อนสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน ก็มีแสงสว่างออกมาจากต้นโพธิ์ข้างโบสถ์แล้วข้ามไปบ้านปากบึงประเทศลาวอีก แสงสว่างเช่นนี้จะปรากฏในวันพระ 2 – 3 เดือนต่อครั้ง และมักจะมีผู้พบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง
  6. ร.อคำม้าว จันทวงศ์ เป็นคนบ้านปากบึงฝั่งประเทศลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามหมู่บ้านท่าไคร้ ก่อนที่จะไปราชการสงครามก็ได้มาบนหลวงพ่อไว้ทุกครั้ง ซึ่ง ร.อคำม้าวได้เกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินถึง 3 ครั้ง แต่ก็รอดชีวิตมาทุกครั้ง เขาจึงศรัทธาต่อองค์หลวงพ่อและได้บริจาคเงินจำนวน 2 หมื่นบาทสร้างโบสถ์หลังปัจจุบัน
  7. เมื่อปีพ.ศ. 2528 ผู้เขียนประสบด้วยตนเอง ชาวบ้านประชุมตกลงกันเอาช่างมาถ่ายรูปหลวงพ่อเพื่ออัดกรอบพลาสติกเพื่อให้ผู้ศรัทธาบูชาไปสักการะประจำตัว ก่อนช่างถ่ายภาพจะได้ตกแต่งขันธ์ข้าวดอกไม้เพื่อสักการะและขอขมาแล้วจึงลงมือ ช่างภาพถ่ายรูปหลวงพ่อประมาณ 10 กว่ารูป เมื่อนำเอาไปล้างแล้วไม่มีรูปหลวงพ่อติดเลยแม้แต่น้อย ฟิล์มมืดดำไปชัตเตอร์ไม่ลั่นกดก็ไม่ลงเหมือนมีอะไรมาขัดไว้
  8. มีผู้ถือเหรียญหลวงพ่อพระใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบอุบัติเหตุ แต่ก็ปลอดภัยทุกคน


สิ่งปลูกสร้างภายในวัด
วัดโพธารามบ้านท่าไคร้ เป็นวันที่เก่าแก่ที่สุดในเขตอำเภอบึงกาฬและมีงานเทศกาลประจำทุกปี ซึ่งประชาชนต่างก็ให้ความสนใจเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และวัดโพธารามบ้านท่าไคร้ยังเป็นวัดราษฎร์ซึ่งเป็นวัดประเภทที่ 1 คือ มี น.ส.3 มีทะเบียนวัดถูกต้องตามระเบียบของทางคณะสงฆ์ แต่ก็พึ่งจะไดรับการพัฒนามาเมื่อประมาณ 20 ปีกว่า มีสิ่งปลูกสร้างตามศรัทธา คือ

  1. อุโบสถ หลังปัจจุบัน ที่หลวงพ่อใหญ่ประดิษฐานอยู่ สร้างเมื่อปีพ.ศ 2513 กว้าง 8 เมตรยาว 15 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูน เงินค่าก่อสร้างประมาณ 150,000 บาท สร้าง 5 ปี จึงแล้วเสร็จ
  2. ศาลาการเปรียญ 1 หลัง 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ กว้าง 15 เมตร ยาว 18 เมตร สิ้นเงินค่าก่อสร้าง ประมาณ 350,000 บาท
  3. กุฏิ 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ 3 ห้องพร้อมห้องน้ำ เป็นเงินค่าก่อสร้างประมาณ 200,000 บ
  4. กุฎิชั้นเดียวพื้นสูง 1 เมตร 1 ห้อง สินเงินค่าก่อสร้างประมาณ 800,000 บาท
  5. โรงครัวหนึ่งหลังชั้นเดียว 2 ห้อง พื้นคอนกรีต สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมา 30,000 บาท
  6. แท้งน้ำฝนแบบ ฝ.33 ของกรมอนามัย 6 แท้งค์
  7. บ่อน้ำตื้น 1 บ่อ ลงท่อคอนกรีตเสริมเหล็กประมาณ 6 เมตร
  8. กำแพงวัด 3 ด้าน ก่อด้วยอิฐบล็อกสิ้นเงินค่าก่อสร้าประมาณ 200,000บาท


เนื้อที่ของวัดทั้งหมดประมาณ 5 ไร่ เศษ เป็นพื้นที่ราบ 3 ส่วน อีกส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม ทางวัดมีโครงการถมที่ให้เสมอกันงานประจำปีของวัด เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือบุญมหาชาติจะจัดให้มีใน 4 เดือนข้างขึ้นของทุกปี นอกจากนี้แล้วในวันพระ 8 ค่ำ และ 14 – 15 ค่ำ ชาวบ้านท่าไคร้จะพร้อมกันลงรวมกันที่วัด เพื่อไหว้พระฟังเทศน์ เวียนเทียน ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ดีงามอีกอันหนึ่ง

งานประจำปีที่ทำเพื่อสักการะแด่หลวงพ่อพระใหญ่
ประชาชนในสมัยก่อนก็ได้มาขอพรจากหลวงพ่อ ให้ช่วยเมตตา ปกปักรักษา และป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้หมดไป และก็ได้สมดังความปรารถนาตลอดมาจนถึงปัจจุบันดังนั้นจึงจัดให้มีการน้อมถึงพระคุณที่หลวงพ่อได้เมตตากรุณาตลอดมา และจัดงานสมโภชปีละ 2 ครั้ง ซึ่งปฎิบัติสืบต่อกันมา ทุกปีจนถึงปัจจุบันคือ

  • ครั้งที่ 1 วันเพ็ญเดือน 3 จะทำบุญข้าวจี่ พร้อมกับปราสาทผึ้ง 2 หลัง เป็นการสักการะแด่หลวงพ่อ
  • ครั้งที่ 2 ทำในเทศกาลวันสงกรานต์ ของทุกปีมีการสรงน้ำหลวงพ่อพระใหญ่งานนี้ถือเป็นงานใหญ่ประจำปี มีพุทธบริษัทมาร่วมงานเป็นจำนวนมากทั่วทุกสารทิศพิธีสรงน้ำพระใหญ่มักจะจัดหลังวันมหาสงกรานต์หนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะจัดงานตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์

หาดทรายขาว

hat

เป็นหาดทรายขาวริมฝั่งแม่น้ำโขงที่สวยงามระยะทางยาวประมาณ 2 กม. เมื่อยามเช้าและเย็นอากาศดีลมพัดเย็นสบาย และความสวยงามเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

หนองกุดทิง

nong

หนองกุดทิง เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่มีความกว้างโดยเฉลี่ย 22,000 ไร่ ลึก 5-10 เมตร มีความหลากหลายทางชีวภาพประกอบด้วยสัตว์น้ำกว่า 250 สายพันธุ์ มีปลาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่มีที่ใดในโลก 20 สายพันธ์ พืชน้ำกว่า 200 ชนิดเป็นที่ทำมาหากินของประชาชนในบริเวณนั้นกว่า 2,000 ครัวเรือน มีนกพันธุ์ต่างๆกว่า 40 ชนิด ด้วยความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลกแห่งที่สองของจังหวัดหนองคาย และมีที่อนุรักษ์เด็ดขาดคือ ไม่ให้คนผ่านไป เลี้ยงสัตว์ จับสัตว์ทุกชนิดในบริเวณนั้นมากกว่า 5 แห่ง จึงมีนกและสัตว์น้ำอาศัยอยู่เพื่อเพาะพันธุ์อย่างมากมายตลอดทั้งปี สถานที่ตั้งห่างจากอำเภอเพียง 1 กม.

จากคำกล่าวขานถึงบึงกุดทิงเป็นภาษาอีสานว่า “อำเภอบึงกาฬ นี้มีกุดทิงบนดินดำน้ำชุ่ม ปลากุ่มบ่อนเหมือนแข่แกงหาง ปลานางบ่อนเหมือนขางฟ้าลั่น จั๊กจั่นฮ้องเหมือนฟ้าล่างบน” หลายคนได้ยินอาจสงสัย จะต่างจากหนองบึงในแบบเดียวกันอย่างไร แต่สำหรับชุมชนชาวกุดทิงแล้ว คำเหล่านี้มีความนัยมากมาย บึงแห่งนี้ให้กุ้งหอยปูปลากบเขียด ผืนป่าในกุดออกเห็ด หน่อไม้ พืชผักให้ชุมชนได้เข้าไปเก็บกินทุกเมื่อ วัวควายได้เล็มหญ้ารอบบึง นกน้ำและนกอพยพมาอาศัยหากิน ออกลูกหลานอยู่ตามธรรมชาติมากมาย ทุกชีวิตใช้ประโยชน์ในบึงใหญ่แห่งนี้

บึงกุดทิง พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งหนองคาย วันนี้ยังความเป็นธรรมชาติไว้อย่างแท้จริงด้วยความอุดมสมบูรณ์ของขนาดได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก (พื้นที่แรมซาร์) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งตรงกับวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (World Wetland Day) ที่โรงเรียนบึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย มีงานรณรงค์ที่จะช่วยสื่อสารความเข้าใจและสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการอนุรักษ์ความเป็นธรรมชาติของกุดทิงให้อยู่คู่ชุมชนตลอดชั่วลูกชั่วหลาน อันเป็นเจตนารมณ์ของคนในพื้นที่

โดยการสนับสนุนของโครงการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนในประเทศไทยและลุ่มน้ำโขง WWF ประเทศไทย ภายในงานมีการเดินรณรงค์จากมุมมองของชุมชนต่าง ๆ รอบกุดทิง ทั้งบึงกาฬ โนนสมบูรณ์ และโคกก่อง เวทีการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่มีทั้งเรื่องคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำ การอนุรักษ์ ปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่ ฉายให้เห็นภาพความร่วมมือร่วมใจและเกิดเป็นความเข้มแข็งของชุมชน นำไปสู่การมีส่วนร่วมของชุมชนในการกำหนดทิศทางอนาคตของตัวเองบนแรมซาร์ไซต์แห่งนี้

ไม่ธรรมดากับการที่อนุสัญญาแรมซาร์ประกาศรับรองกุดทิงให้เป็นพื้นที่สำคัญระดับโลก แสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีคุณค่า มีความหมายต่อชุมชน จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันจัดการอย่างยั่งยืน โยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิงที่นำมาสู่การขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ ด้วยพื้นที่หนองบึงประมาณ 16,500 ไร่ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ห่างจากตัวอำเภอบึงกาฬราว 5 กิโลเมตร มีรูปร่างที่มองจากทางอากาศคล้ายกับปีกผีเสื้อ ระดับน้ำลึกประมาณ 2-5 เมตร ในฤดูน้ำหลากอาจลึกมากสุดถึง 10 เมตร ที่สำคัญมีระบบนิเวศเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง ทำให้มีความหลากหลายของชนิดปลาสูง

พื้นที่กุดทิงเชื่อมต่อแม่น้ำโขง ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความหลากหลายของสังคมพืชน้ำและชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ พบพันธุ์ปลาน้ำจืดถึง 123 ชนิด ในจำนวนนี้มีปลาประจำถิ่นและปลาอพยพที่มาจากแม่น้ำโขง ซึ่งมากกว่า 56 ชนิดเป็นปลาเศรษฐกิจ มีปลาซิวแคระ พันธุ์ปลาน้ำจืดขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เล็กที่สุดของไทย ทั้งยังพบปลาที่อยู่ในสถานภาพเสี่ยงต่อการคุกคาม คือปลายี่สก หรือปลาเอิน

นอกจากนี้ พบปลาประจำถิ่นแม่น้ำโขง คือ ปลาบู่กุดทิง ปลาบู่แคระ ปลาซิวแก้ว ปลาซิวหางกรรไกรเล็ก ปลากัดอีสาน ปลาปักเป้าควาย ปลาสร้อยปีกแดง และปลาเหล็กใน ซึ่งเสี่ยงต่อการคุกคามเช่นกัน กุดทิงยังเป็นแหล่งพันธุกรรมที่สำคัญของกุ้งน้ำจืด 3 ชนิด คือ กุ้งฝอยเล็ก กุ้งฝอยใหญ่ และกุ้งฝอยแดง ชาวกุดทิงจะจับมากินภายในครัวเรือน เหลือจะขายในตลาดท้องถิ่น ส่วนการสำรวจพืชน้ำพบทั้งหมด 80 ชนิด และเป็นชนิดใหม่ของโลก คือต้นเล็บม้าและสาหร่ายข้าวเหนียวดอกเหลือง พรรณไม้เด่นที่พบมีทั้งกกสามเหลี่ยมหรือผือ สาหร่ายเทปยักษ์ และสาหร่ายข้าวเหนียวดอกเหลือง

กุดทิงเป็นแหล่งพักพิงของนกอพยพและนกประจำถิ่นหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นนกเป็ดน้ำ เหยี่ยว และนกน้ำอื่นๆ อีกมากกว่า 100 ชนิด ที่พบมากได้แก่ นกเป็ดแดง ยังมีรายงานการพบนกที่หายากและอยู่ในสถานภาพถูกคุกคามของโลก ได้แก่ เป็ดลาย นกเป็ดหัวดำรวมถึงเหยี่ยวหาดูได้ยากอีก 2 ชนิด คือ เหยี่ยวทุ่งแถบเหนือ และเหยี่ยวทุ่งพันธุ์ยุโรป กุดทิงมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก เป็นบึงน้ำในทุ่งน้ำหลาก เข้าเกณฑ์แรมซาร์เพราะเป็นตัวอย่างของพื้นที่ชุ่มน้ำที่หายาก เป็นแหล่งพันธุกรรมที่สมบูรณ์ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก เป็นบึงน้ำในทุ่งน้ำหลาก เข้าเกณฑ์แรมซาร์เพราะเป็นตัวอย่างของพื้นที่ชุ่มน้ำที่หายาก เป็นแหล่งพันธุกรรมที่สมบูรณ์ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มีความหลากหลายของพันธุ์พืชพันธุ์ปลา เมื่อเป็นแรมซาร์ไซต์แล้ว ไม่ได้ห้ามชาวบ้านหาอยู่หากิน วิถีชุมชนทำได้ว่าเหมือนเดิมทุกอย่าง ยกเว้นการทำลายเท่านั้น เพราะหัวใจของอนุสัญญาแรมซาร์เป็นการอนุรักษ์และยับยั้งการสูญหายของพื้นที่ชุ่มน้ำในโลก โดยจะต้องมีการจัดการเพื่อให้เป็นประโยชน์อย่างชาญฉลาด

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

เว็บไซต์วิกิพีเดีย

จังหวัดบึงกาฬ - วิกิพีเดีย

เครื่องหมายราชการประจำจังหวัด(ตราประจำจังหวัด)

ประวัติศาสตร์

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

เว็บไซต์จังหวัดบึงกาฬ  จังหวัดบึงกาฬ 
การปกครอง

ที่ตั้งและอาณาเขต : บึงกาฬบล็อก

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ 

การเลือกตั้ง เว็บไซต์จังหวัดบึงกาฬ

 

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นไม้ประจำจังหวัด

thrai.sci.ku.ac.th

ดอกไม้ประจำจังหวัด

rspg.org

หนองกุดทิง

http://travel.upyim.com

 

 

JoomSpirit