สกลนคร

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดสกลนคร

Seal Sakon Nakhon

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสกลนคร

รูปเจดีย์พระธาตุเชิงชุม หมายถึง พระเจดีย์ธาตุเชิงชุมซึ่งเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณเพราะเชื่อกันว่าเจดีย์นี้ก่อขึ้นสวมรอยของพระบาทของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในภัทรกัปนี้ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะโกนาคมนะ กัสสปะและโคตมะ นับว่าเป็นพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าซึ่งมาตรัสรู้ในอนาคตก็จะทรงมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ด้วย ตัวพระธาตุตั้งอยู่บนเนินในวัดพระธาตุเชิงชุมข้างในทึบ สร้างด้วยศิลาแลง และศิลาทราย ชื่อเก่าของเมืองนี้คือหนองหาร และ สกลทวาปี เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ชื่อในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2381 จังหวัดสกลนคร ใช้อักษรย่อว่า "สน"

คําขวัญประจำจังหวัด

"พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง

งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง

สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม"

ต้นไม้และดอกไม้ประจําจังหวัด

4-15 5-13
รูปที่ 2 ต้นอินทนิลน้ำ รูปที่ 3 ดอกอินทนิลน้ำ


อินทนิลน้ำ  
ชื่อสามัญคือ Queen's Flower, Queen's crape Myrtle Pride of India ชื่อวิทยาศาสตร์  LYTHRACEAE   เป็นไม้กลางแจ้งมีถิ่นกำเนิดที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ ป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบทั่วไป ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดเหมาะกับดินทุกชนิด ลักษณะทั่วไปเป็นไม้ยืนต้นสูง 10-15 เมตร ลำต้นเปลาตรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลม ผิวเปลือกนอกสีเทา ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรีหรือรูปไข่แกมขอบขนานปลายใบมน ดอกย่อยขนาดใหญ่ กลีบดอกสีชมพู สีม่วงแกมชมพูหรือสีม่วงออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ผลเป็นผลแห้ง มีขนาดใหญ่ มีชื่อเรียก ที่แตกต่างกันตามท้องถิ่น ได้แก่ ฉ่วงมู่ (กระเหรี่ยง-กาญจนบุรี),ตะแบกดำ (กรุงเทพ), บางอบะชา (มลายู-ยะลา,นราธิวาส), บาเอ บาเย (ปัตตานี) อินทนิล (ภาคกลาง) และ อินทนิลน้ำ (ภาคกลาง,ภาคใต้)

ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เดิมเรียกว่า อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองศูนย์กลางทางการปกครองของอาณาจักรขอม ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 16 ที่แผ่ขยายอิทธิพลออกไปกว้างไกลบริเวณหนองหาร ซึ่งเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ในอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ มีเมืองน้อยใหญ่ตั้งอยู่รายรอบ เมืองหนองหารหลวง ก็ตั้งเมืองอยู่ริมหนองหารเช่นเดียวกัน ขณะที่เมืองหนองหารหลวงเป็นจุดศูนย์กลาง ทางการปกครองแบบขอม อิทธิพลของขอมก็แผ่ขยายออกไปทั่วดินแดนอีสาน

ศาสนาฮินดูและพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ก็แพร่หลายตามลำน้ำโขงขึ้นไปจนถึงเมืองสกลนคร และเมืองอุดรธานี

ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรีเป็นราชธานี กลับไม่ปรากฏบันทึกเกี่ยวกับเมืองหนองหารหลวง ซึ่งเป็นเมืองทางการปกครองของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ไว้แต่อย่างใด จึงเข้าใจว่าเมืองหนองหารหลวงคงจะลดความสำคัญลงเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านช้าง ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงซึ่งเจริญรุ่งเรืองแทนที่อาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายต่อมาถึงต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มากกว่าจะเป็นเมืองประเทศราชของราชอาณาจักรไทย หลังจากอาณาจักรขอมเจริญถึงขีดสุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 และตกต่ำลงเป็นอย่างมากหลังสิ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชุมชนเมืองหนองหารหลวงได้ขาดหายไป และมาปรากฏหลักฐานอีกครั้งจากการบอกเล่าของ เพี้ยศรีครชุม หัวหน้าคณะผู้ปฏิบัติพระธาตุเชิงชุม ซึ่งเป็นพระธาตุสำคัญคู่บ้านคู่เมือง

สกลนครได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธศาสน์ พระธาตุ 5 แห่ง แหล่งอารยธรรม 3,000 ปี ตามตำนานเล่าว่า เมื่อสมัยพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองหนองหานหลวงในอดีต หรือสกลนครในปัจจุบันนั้น สร้างขึ้นในยุคที่ขอมมีอำนาจใน ดินแดนนี้ โดยขุนขอมราชบุตร เจ้าเมืองอินทรปัฐนคร ผู้ซึ่งอพยพครอบครัวและบ่าวไพร่ชาวเขมร มาสร้างเมืองใหม่ที่ริมหนองหานหลวง มีเจ้าปกครองเรื่อยมา จนถึงสมัยพระยาสุวรรณภิงคาระ เวลานั้นเกิดฝนแล้ง ข้าวยากหมากแพงเจ้าผู้ครองเมืองจึงต้องพาราษฎรอพยพกลับไปเขมร หนองหาน จึงกลายเป็น เมืองร้างอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่ออิทธิพลขอมเสื่อมลง เมืองหนองหานหลวง ตกไปอยู่ในความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง เรียกชื่อเมืองว่าเมืองเชียงใหม่หนองหาน ซึ่งแสดงว่าเมืองหนองหานมีความสัมพันธ์กับเวียงจันทน์เสมอมา ก่อนที่อิทธิพลรัตนโกสินทร์ จะเข้าไปถึงสกลนคร เมื่อประมาณ พ.ศ.2321 - 2322

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ปรากฏเจ้าเมืองชื่อพระบรมราชา (มั่ง) เจ้าเมืองสกลทวาปีในขณะนั้น ไปเข้าข้างเจ้าอนุวงศ์ซึ่งเป็นกบฏ ยกเข้ามากวาดต้อนผู้คนทางภาคอีสาน พระบรมราชา (มั่ง) เข้าข้างเจ้าอนุวงศ์ อพยพครอบครัวไปอยู่มหาชัยก่องแก้ว เหลือแต่กรรมการเมืองผู้น้อยทิ้งไว้เฝ้าเมือง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2373 โปรอเกล้าฯ ให้พระสุนทรราชวงศา (ปุต) เจ้าเมืองยโสธร ซึ่งทำความดีความชอบเมื่อครั้งปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์มารักษา เมืองสกลทวาปีและเปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปีเป็น เมืองสกลนคร

สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (รวมทั้งบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว) เดิมเรียกว่า อาณาจักรโคตรบูรณ์ ซึ่งเป็นอาณาจักรของของสมัยเรืองอำนาจ ในดินแดนแถบนี้ ขอมได้ตั้งเมือง ศรีโคตรบูรณ์เป็นราชธานี และได้ ตั้งเมืองพิมายเป็นเมืองอุปราช หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโคตรบูรณ์ คือพระธาตุพนม และพระธาตุอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ในปัจจุบัน

ในดินแดนที่เป็นอาณาจักรโคตรบูรณ์ เมืองหนองหานหลวง เป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรนี้ ช่วงเวลาที่มีหลักฐาน ประกอบการตั้งชุมชนรอบๆ หนองหาน อยู่ในสมัยขอมเรืองอำนาจ ปรากฏในโบราณสถานหลายแห่ง เช่น พระธาตุนารายณ์เจงเวง พระธาตุภูเพ็ก พระธาตุดูม และสะพานขอม เป็นต้น ประกอบกับตำนานอุรังคนิทาน ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในสมัยพุทธกาล กรุงอินทรปัต มีอำนาจครอบคลุมดินแดนแถบนี้ และมีเมืองหนองหานหลวงขึ้นกับกรุงอินทรปัต เมืองหนองหานหลวง เป็นเมืองเอก ที่เป็น ศูนย์กลางอำนาจปกครองของขอม

หลักฐานที่แสดงว่า เมืองหนองหานหลวงเป็นเมืองเอกของขอม ที่ปรากฎชัด คือ ศิลปวัตถุที่พบในบริเวณแถบนี้ สร้างด้วย ศิลปะแบบขอมทั้งสิ้น โดยใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุสำคัญประกอบด้วยหน้าบรรณชั้นมุขฯลฯ แบบขอม ซึ่งสรุปได้ว่ากลุ่มผู้คนที่อาศัย อยู่ในดินแดนแถบนี้มีความรู้ในการสร้างศิลปะแบบขอมเป็นอย่างดี หลักฐานที่อ้างได้ไม่เฉพาะแต่โบราณสถานเท่านั้น ยังมีโบราณวัตถุหลายอย่างที่ได้ขุดพบบริเวณรอบๆ หนองหาน เช่น ที่หมู่บ้านดงชน อำเภอเมืองสกลนคร

การเข้ามามีอิทธิพลของขอมในดินแดนแถบนี้ ยังไม่ทราบว่าเข้ามามีอิทธิพลโดยลักษณะใด เช่น อาจเป็นความนิยมของเจ้าผู้ครองเมืองต่างๆ ที่จะรับวัฒนธรรมฮินดู เพื่อส่งเสริมบารมีแห่งฐานะความเป็นกษัตริย์ของตน หรืออาจตกอยู่ใต้ อิทธิพลทางการเมือง หรือมีความสัมพันธ์ กันโดยการแต่งงานก็อาจเป็นได้

ภายหลังขอมเสื่อมอำนาจลงบริเวณดินแดนของลุ่มแม่น้ำโขงของภาคอีสานในยุคนั้นกลับรุ่งเรืองขึ้น อันเนื่องมาจาก ความเจริญของ อาณาจักรล้านช้างซึ่งเกิดขึ้นแทนที่อาณาจักรโคตรบูรณ์ หลักฐานที่ปรากฏว่า อาณาล้านช้างได้รุ่งเรืองถึง ดินแดนแถบนี้ คือพระธาตุก่องข้าวน้อย ที่บ้านตาดทอง จังหวัดยโสธร พระธาตุบ้านแก้ง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น ในสมัยต่อมาอิทธิพลของ อาณาจักรล้านช้างก็รุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้

ในสมัยนั้นชาวภูไทและชาวโส้ (ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของจังหวัดสกลนคร) ได้อพยพเคลื่อนย้ายมาจาก ฝั่งซ้าย แม่น้ำโขง การอพยพดังกล่าวเกิดขึ้นหลายรุ่น จึงทำให้ชาวภูไทและชาวโส้ อยู่กระจัดกระจาย บริเวณพื้นที่ในจังหวัดนครพนม และจังหวัดสกลนคร และต่อมาก็ได้เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นเมืองพรรณานิคม และ เมืองกุสุมาลย์ ซึ่งในปัจจุบันอำเภอพรรณานิคมจะปรากฎ ชาวภูไทอาศัยอยู่ส่วนมาก ในขณะที่อำเภอกุสุมาลย์ในปัจจุบัน ก็มีชาวโส้อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน

ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา และธนบุรีเป็นเมืองหลวงของไทยนั้น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดสกลนคร โดยตรงไม่ปรากฏเรื่องราว ไว้แต่อย่างใด เข้าใจว่าในสมัยอยุธยาเป็นราชธานี จังหวัดสกลนคร คงเป็นชุมชนเล็กๆ ที่แทบจะไม่มี ความสำคัญทางประวัติศาสตร์เลย และคงได้รับอิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างมากกว่าอาณาจักรอยุธยา ในสมัยกรุงธนบุรีไม่ปรากฏเรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดสกลนครอยู่เลย เพียงปรากฎในพงศาวดารบางฉบับที่กล่าวถึงสงคราม ระหว่างกรุงธนบุรีกับอาณาจักรล้านช้างที่กล่าวพาดพิงถึงจังหวัดนครพนมบ้างเท่านั้น เข้าใจว่าจังหวัดสกลนคร ในสมัยนั้นคงขึ้นอยู่กับอาณาจักรล้านช้างบ้าง เป็นเมืองขึ้นของไทยบ้างแล้วแต่ว่าฝ่ายใดจะมีอำนาจมากกว่ากัน สมัยรัตนโกสินทร์ ประวัติศาสตร์ชุมชนในเขตจังหวัดสกลนครได้ขาดหายไปหลังจากที่ขอมหมดอำนาจลงแต่ได้ทราบหลักฐานแน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง จากเพี้ยศรีครชุม หัวหน้าผู้ปฏิบัติพระธาตุเชิงชุม เล่าสืบกันต่อมาแต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าปีใด ศักราชเท่าใด และในแผ่นดินรัชสมัยใด

พ.ศ.2370 ผู้ครองเมืองเวียงจันทน์คิดกบฏต่อกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงสยาม (รัชกาลที่ 3) โปรดฯ ให้กองทัพหลวง ขึ้นมาปราบปรามเมืองเวียงจันทน์ แม่ทัพได้มาตรวจราชการเมืองสกลทวาปี เจ้าเมืองกรมการเมือง สกลทวาปีไม่ได้เตรียม กำลังทหาร ลูกกระสุน ดินดำ เสบียงอาหารไว้ ตามคำสั่งแม่ทัพ แม่ทัพเห็นว่าเจ้าเมืองสกลทวาปี กบฏทำการขัดขืนอำนาจอาญาศึก จึงเอาตัวพระธานี เจ้าเมืองสกลทวาปี ไปประหารชีวิตเสียที่เมืองหนองไชยขาว แม่ทัพนายกองฝ่ายสยาม กวาดต้อนครอบครัวลงไป เมืองกบิลจันตคาม เป็นอันมาก ยังเหลืออยู่ได้รักษา

พระธาตุเชิงชุม แต่พวกเพี้ยศรีตรชุม เมืองหนองเหียน บ้านจันทร์เพ็ญ บ้านอ้อมแก้ว บ้านนาเวง บ้านพาน บ้านนาดี บ้านวังยาว
บ้านผ้าขาว บ้านพันนา เท่านั้น เมืองสกลนครก็เป็นเมืองร้างไม่มีเจ้าเมืองปกครองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อกองทัพไทยยกไปปราบ เจ้าอนุเวียงจันทน์นั้น สามารถเข้าตีทัพ อนุเจ้าเมืองเวียงจันทน์จนแตกพ่ายเข้ายึดเมืองได้ เจ้าอนุหนีไปอยู่ เมืองมหาชัยกองแก้ว

พ.ศ.2375 กองทัพพระราชสุภาวดี ยกติดตามไปตีเมืองมหาชัยกองแก้วแตก เจ้าอนุวงศ์และพระพรหมอาษา (จุลนี) เจ้าเมืองมหาชัยกองแก้วหนีไปอยู่เมืองญวน และถึงแก่กรรมที่นั่น

พ.ศ. 2381 ได้มีการตั้งเจ้าราชวงศ์ (ดำ) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองนครพนม ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเมื่อคราวเจ้าอนุวงศ์คิดก่อการขบถ มีการเปลี่ยนนามเมืองอีกครั้งจากเมืองสกลทวาปีเป็นเมืองสกลนคร ใช้ระบบการปกครองหัวเมืองโบราณ โดยมีเจ้าเมืองอุปฮาดราชวงศ์และราชบุตรเป็นผู้ปกครอง

พ.ศ.2385 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์ (อิน) ขึ้นไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองวัง และบุตรหลาน บ่าวไพร่ เจ้าเมืองเป็นอันมาก กับได้ท้าวเพี้ยเมืองสูง เพี้ยบุตโตร หัวหน้าข่ากะโส้ และบ่าวไพร่เข้ามาสู่ พระบรมโพธิสมภารเป็นอันมาก

พ.ศ.2387 โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวโรงกลาง พระเสนาณรงค์ เป็นเจ้าเมืองพรรณานิคม ยกเว้นพังพร้าวเป็นเมืองพรรณานิคม ตั้งเมืองกุสุมาลย์มณฑลให้ขึ้นกับเมืองสกลนคร ให้เพี้ยเมืองสูง ข่า กะโส้ เป็นหลวงอรัญรักษา เจ้าเมืองกุสุมาลย์มณฑล

พ.ศ.2393 ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวโถงเจ้าเมืองมหาชัย เป็นอุปอาด ให้ท้าวเหม็นน้องชายอุปฮาด (โถง) เป็นราชบุตร เมืองสกลนคร

พ.ศ.2396 เกิดเพลิงไหม้เมืองสกลนคร ทรัพย์สินเสียหายมาก ยังเหลือแต่พระเจดีย์เชิงชุม วัดธาตุศาสดาราม เจ้าเมืองกรมการพากัน อพยพครอบครัวออกไปตั้งอยู่ดงบาก ห่างจากเมืองเดิมประมาณ 50 เส้น

พ.ศ.2400 ไทยโย้ย กรมการเมืองสกลนคร มีความคิดแตกแยกกันออกเป็น 2 กลุ่ม พวกหนึ่งมีนายจารดำเป็นหัวหน้า ไปร้องสมัครขอเป็นเมืองขึ้นเมืองยโสธร อีกพวกหนึ่งมีเพี้ยติ้วช้อยเป็นหัวหน้า ไปร้องขอเป็นเมืองขึ้นเมืองนครพนม รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งนายจารดำเป็นหลวงประชาราษฎร์รักษา ยกบ้านกุดลิง แขวงเมืองยโสธร เป็นเมืองวานรนิวาส ให้หลวงประชาราษฎร์รักษา เป็นเจ้าเมืองขึ้นกับเมืองยโสธร แต่เจ้าเมืองกรมการและราษฎรยังคงตั้งบ้านเรือนอยู่บ้าน แห่กุดชุมภู ในแขวงเมืองสกลนครตามเดิม (ภายหลังเมืองวานรนิวาสเปลี่ยนการปกครองกลับมาขึ้นกับเมืองสกลนครตามเดิม) และโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านม่วงน้ำยามเป็นเมือง อากาศอำนวยให้เพียงติ้วซ้ายเป็นหลวงผลานุกูล เป็น เจ้าเมืองขึ้นกับเมือง นครพนม

พ.ศ.2401 เจ้าเมืองกรมการ และราษฎรเมืองสกลนคร ที่ไปตั้งอยู่ที่ดงบากเพราะอัคคีภัย พากันอพยพครอบครัวกลับ ภูมิลำเนาเดิมราชวงศ์ (อิน) ถึงแก่กรรม

พ.ศ.2406 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านโพหวาเป็นเมืองภูวดลสอาง และให้ราชบุตร (เหม็น) เป็นพระภูวดลบริรักษ์ เป็นเจ้าเมืองและโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านโพนสว่างหาดยาวริมน้ำปลาหาง เป็นเมืองสว่างแดนดิน โดยให้ท้าวเทพกัลยา หัวหน้าไทยโย้ย เป็นเจ้าเมืองในนามว่า พระสิทธิศักดิ์ ประสิทธิ์ ขึ้นกับเมืองสกลนคร

พ.ศ.2406 นี้เอง เกิดฝนแล้งที่เมืองร้อยเอ็ด และเมืองอุบล ราษฎรต่างได้รับความอดอยาก พากันอพยพครอบครัว มาอยู่ในเขตเมืองสกลนครเป็นอันมาก เพราะเมืองสกลนครยังมีชาวบ้านอยู่บ้าง ประกอบกับการหาของป่าพอเลี้ยงตัวไปได้

จนถึงปี พ.ศ. 2435 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองมาเป็นส่วนภูมิภาค มณฑลเทศาภิบาล โดยโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้พระยาสุรเดช (กาจ) มาเป็นข้าหลวงเมืองสกลนครคนแรก

หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศสยามในปี พ.ศ.2476 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม เมืองสกลทวาปีจึงเปลี่ยนนามมาเป็นจังหวัดสกลนคร โดยมีพระตราษบุรีสุนทรเขต เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนครคนแรก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นบทบาทใหม่ของจังหวัดสกลนคร

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Thailand 6-17-1
รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดสกลนคร รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดสกลนคร

 

จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งอยู่ประมาณ เส้นรุ้งที่ 16 องศา 45´ ลิปดา ถึง 18 องศา 15´ ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 103 องศา 15´ ลิปดา ถึง 104 องศา 30´ ลิปดาตะวันออก ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ประมาณ  647 กิโลเมตร และห่างจากแม่น้ำโขงจุดที่ตั้งจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐ-ประชาธิปไตยประชาชนลาว ประมาณ 90 กิโลเมตร  มีพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 9,605.76 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 6,003,603 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดหนองคาย
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดกาฬสินธุ์ และ จังหวัดอุดรธานี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดนครพนม
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับ จังหวัดอุดรธานี

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปทางด้านทิศใต้เป็นเทือกเขาสูง จากนั้นจะค่อย ๆ เอียงลาดลงมาทางทิศเหนือและทิศตะวันออก พื้นที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 172 เมตร ลักษณะภูมิประเทศแต่ละบริเวณดังนี้

  1. พื้นที่ตอนใต้ สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูงบนเทือกเขาภูพาน และที่ราบระหว่างหุบเขามีสภาพพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาดอยู่บริเวณอำเภอกุดบาก มีลำธารและลำห้วย อันเกิดจากเทือกเขาหลายแห่ง มีป่าไม้ และทุ่งหญ้า เหมาะสำหรับการเลี้ยงสัตว์
  2. พื้นที่ตอนตะวันออกและตะวันตก ด้านตะวันออกของจังหวัดซึ่งมีเขตติดกับจังหวัดนครพนมมีสภาพพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาดรวมถึงบริเวณที่ติดกับอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม สำหรับทางด้านตะวันตกติดกับจังหวัดอุดรธานี ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับกับพื้นที่แบบลูกคลื่นลอนลาดเช่นกัน เหมาะสำหรับการทำไร่
  3. พื้นที่ตอนกลาง สภาพพื้นที่เป็นที่ราบต่ำ เหมาะแก่การทำนา โดยเฉพาะท้องที่อำเภอเมืองหนองหารที่กว้างใหญ่มีน้ำตลอดปี โดยมีอาณาเขตกว้างประมาณ 7 กิโลเมตร ยาวประมาณ 18 กิโลเมตร ระดับน้ำลึกประมาณ 3 - 6 เมตร หนองหารเป็นที่รองรับน้ำจากแม่น้ำต่างๆ หลายสาย
  4. พื้นที่ตอนเหนือ ประกอบด้วย พื้นที่ในเขตอำเภอบ้านม่วง อำเภอวานรนิวาส อำเภอคำตากล้า อำเภออากาศอำนวย สภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นลอนลาด มีสภาพเป็นป่าปนไร่ ป่าส่วนใหญ่เป็นพวกป่าแดงโปร่ง มีไม้เต็ง ไม้รัง พลวง เหนือที่ตั้งอำเภออากาศอำนวยและริมน้ำสงครามบางส่วนเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วม ซึ่งใช้ทำนาได้บางส่วนเท่านั้น ส่วนใหญ่จะทิ้งไว้รกร้าง ว่างเปล่า มีพวกไม้พุ่มเตี้ยและหญ้าขึ้นปกคลุ่มทั่วไป

 

ลักษณะภูมิอากาศ

ภูมิอากาศของจังหวัดสกลนคร จัดอยู่ในประเภทอากาศแบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดูหรือแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน ในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะมีอากาศชุ่มชื้น และมีฝนตกชุกตลอดฤดู แต่ในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ หรือฤดูหนาวจะมีอากาศแห้งแล้งเกือบตลอดฤดู ท้องฟ้าโปร่งเป็นส่วนมาก ช่วงต่อระหว่างฤดูมรสุมทั้งสองตรงกับฤดูร้อน เป็นระยะเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนผ่านเส้นศูนย์สูตรขึ้นไปยังซีกโลกเหนือ พื้นดินจะสะสมความร้อนไว้ ทำให้อากาศร้อน ฟ้าหลัวแห้งและมีพายุฝนฟ้าคะนองเป็นครั้งคราว

ความเร็วลมโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.1 - 3.9 น้อต จัดอยู่ในระดับลมเบา (Ligth Air) จนถึงลมอ่อน (Ligth Breeze) ลมประจำฤดูที่สำคัญ ได้แก่ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดอยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนเมษายน

พื้นที่จังหวัดสกลนคร ได้รับผลกระทบจากพายุหมุน พายุดีเปรสชั่น ซึ่งก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิคและทะเลจีนใต้น้อยมาก เนื่องจากทิศทางที่พายุเคลื่อนตัวเข้ามานั้นมีเทือกเขาในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกั้นไว้ ทำให้พายุอ่อนตัวลงก่อนถึงประเทศไทยเพียงแต่ทำให้เกิดฝนตกหนักและลมขนาดปานกลางได้ โดยเฉลี่ยจะมีดีเปรสชั่นผ่านปีละประมาณ 2 ครั้ง

การแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดสกลนคร มีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 18 อำเภอ 124 ตำบล 1,385 หมู่บ้าน 16 เทศบาล (เทศบาลเมือง 1 และเทศบาลตำบล 15 ) และองค์การบริหารส่วนตำบล 123 แห่ง โดยอำเภอทั้ง 18 อำเภอ มีดังต่อไปนี้

Amphoe
  1. อำเภอเมืองสกลนคร
  2. อำเภอกุสุมาลย์
  3. อำเภอกุดบาก
  4. อำเภอพรรณานิคม
  5. อำเภอพังโคน
  6. อำเภอวาริชภูมิ
  7. อำเภอนิคมน้ำอูน
  8. อำเภอวานรนิวาส
  9. อำเภอคำตากล้า
  10. อำเภอบ้านม่วง
  11. อำเภออากาศอำนวย
  12. อำเภอสว่างแดนดิน
  13. อำเภอส่องดาว
  14. อำเภอเต่างอย
  15. อำเภอโคกศรีสุพรรณ
  16. อำเภอเจริญศิลป์
  17. อำเภอโพนนาแก้ว
  18. อำเภอภูพาน

 

 

หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ
รองผู้ว่าราชการจังหวัด

นายพิทยา สุนทรวิภาต

นายสมาน ปางวัชรากร

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายปิติ แก้วสลับสี

 

หน่วยงานบริหารราชการ 

           ส่วนราชการสังกัดส่วนภูมิภาค                              28        แห่ง

            ส่วนราชการสังกัดส่วนกลาง                                N/A      แห่ง

            ส่วนราชการสังกัดส่วนท้องถิ่นได้แก่

                        เทศบาลเมือง                                     1        แห่ง

                        เทศบาลตำบล                                   15        แห่ง

                        องค์การบริหารส่วนจังหวัด                        1        แห่ง

                        องค์การบริหารส่วนตำบล                        123      แห่ง

จำนวนหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เทศบาล อบต. ในแต่ละอำเภอ
ใน ปี พ.ศ. 2549 จังหวัด สกลนคร

ลำดับที่ อำเภอ จำนวนหมู่บ้านในแต่ละอำเภอ (หมู่บ้าน) จำนวนเทศบาลในแต่ละอำเภอ (เทศบาล) จำนวน อบต.
ในแต่ละอำเภอ (อบต.)
จำนวนตำบลในแต่ละอำเภอ
1  เมืองสกลนคร 172  15  15 
2  กุสุมาลย์ 69 
3  กุดบาก 39 
4  พรรณานิคม 130  10  10 
5  พังโคน 69 
6  วาริชภูมิ 71 
7  นิคมน้ำอูน 29  N/A 
8  วานรนิวาส 179  14  14 
9  คำตากล้า 58 
10  บ้านม่วง 97 
11  อากาศอำนวย 90 
12  สว่างแดนดิน 182  16  16 
13  ส่องดาว 46 
14  เต่างอย 32  N/A 
15  โคกศรีสุพรรณ 53  N/A 
16  เจริญศิลป์ 55 
17  โพนนาแก้ว 50  N/A 
18  ภูพาน 64  N/A 
 รวม 1,485  16  124  124 

 

ที่มา : ที่ทำการปกครองจังหวัด ข้อมูล ณ. วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2549

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดสกลนคร มีสถิติการเลือกตั้ง 5 ประเภท คือ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนี้

รายการ จำนวนผู้มีสิทธิ์ ฯ จำนวนผู้มาใช้สิทธิ ฯ คิดเป็นร้อยละ

เลือกตั้ง ส.ทต. และนายก ทต. บ้านม่วง

เมื่อวันที่  9  มกราคม  2548

2,544 1,664 65.41

เลือกตั้ง ส.ส. (ทั้งจังหวัด)

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548

781,791 495,426 63.37

เลือกตั้ง ส.ทต. และนายก ทต. ดอนเขือง

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม  2548

3,104 2,695 67.49

เลือกตั้ง ส.ทต. และนายก ทต. เจริญศิลป์

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน  2548

3,608 2,439 67.6

เลือกตั้ง ส.ทต. และนายก ทต. กุดบาก

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน  2548

3,608 2,439 67.6

เลือกตั้ง ส.ทต. และนายก ทต. ส่องดาว

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน  2548

3,357 2,281 67.94

เลือกตั้ง ส.อบต.และนายก อบต. 74 แห่ง

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม  2548

358,761 247,968 69.12

เลือกตั้ง ส.ทต. และนายก ทต. กุสุมาลย์

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม  2548

3,138 1,961 62.68


การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 จังหวัดสกลนคร เป็นเขตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ 1 คน  โดยผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสกลนคร คือ

เขตที่

ชื่อ - ชื่อสกุล

1

ประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์


ที่มา : รายชื่อ ส.ว. เลือกตั้ง 76 คน เลือกตั้งเมื่อเดือน มี.ค. 2551

จำนวนราษฎรจังหวัดสกลนครตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร   ณ  วันที่ 31 ธันวาคม 2554 รวมทั้งสิ้น 1,123,351 คน เป็นชาย 561,563 คน เป็นหญิง 561,788 คน

ศาสนา

จังหวัดสกลนคร  มีพุทธศาสนิกชน จำนวน  1,072,594  คน ศาสนาคริสต์ 40,963  คน ศาสนาอิสลาม  163  คน

 

2547

2546

2547

2548

วัด

1,028

877

1,004

1,679

สำนักสงฆ์

327

277

163

449

โบสถ์คริสต์

60

60

63

40

มัสยิด

1

1

1

1

พระภิกษุ

4,365

4,486

5,409

5,537

สามเณร

2,193

2,220

1,095

1,258


ที่มา   :   สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดสกลนคร พ.ศ.2538 - 2553
GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, SAKON NAKHON PROVINCE: 1995-2010

สาขาการผลิต 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553p
  -1995 -1996 -1997 -1998 -1999 -2000 -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 (2010p)
ภาคเกษตร 3,240 3,553 3,254 3,695 3,378 4,130 5,476 5,351 7,521 8,311 8,516 6,328 6,522 7,740 9,497 9,128
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 3,123 3,441 3,146 3,552 3,205 3,937 5,316 5,204 7,318 8,077 8,279 6,223 6,430 7,640 9,391 9,028
การประมง 117 112 108 143 173 192 160 147 202 235 237 105 92 100 106 101
ภาคนอกเกษตร 11,411 13,949 12,630 12,885 13,399 13,929 14,493 15,562 17,000 18,638 20,263 21,789 23,429 24,635 27,275 28,997
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน  -  - 4 4 4 4 4 4 4 4 5 2 2 2 2 2
การผลิตอุตสาหกรรม 733 777 745 886 754 787 868 860 1,456 1,669 1,349 1,765 2,435 3,233 3,241 4,269
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 274 283 312 395 348 346 363 360 411 399 418 473 460 438 561 575
การก่อสร้าง 2,042 3,521 1,781 1,164 1,297 1,251 1,116 1,264 1,114 1,207 1,609 1,748 1,800 1,732 2,140 1,942
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 1,428 1,620 1,620 1,592 1,710 1,817 2,021 2,030 2,367 2,669 2,857 2,786 2,767 2,974 3,817 3,772
โรงแรมและภัตตาคาร 139 140 141 111 146 144 164 162 157 184 197 189 207 240 233 228
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 775 943 778 847 863 868 1,094 1,166 1,099 967 990 1,015 1,066 1,091 1,161 1,111
ตัวกลางทางการเงิน 801 913 892 826 634 637 669 753 824 929 1,202 1,426 1,712 1,782 1,949 2,053
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 772 918 1,084 1,283 1,520 1,560 1,522 1,702 1,755 1,786 1,910 2,120 1,930 2,286 2,474 2,438
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,617 1,765 1,983 2,195 2,453 2,676 2,705 3,151 3,337 3,817 4,002 3,852 3,832 3,043 3,153 3,533
การศึกษา 2,163 2,285 2,452 2,664 2,758 2,861 2,943 2,967 3,355 3,746 4,267 4,894 5,585 6,019 6,605 7,102
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 353 442 480 534 508 556 578 673 606 713 814 898 986 1,068 1,171 1,241
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ 282 310 326 347 365 385 421 420 457 522 576 583 581 645 698 651
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 31 33 33 37 39 36 27 49 57 24 68 37 67 82 70 81
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 14,651 17,502 15,884 16,580 16,777 18,058 19,969 20,912 24,521 26,949 28,779 28,117 29,951 32,374 36,773 38,125
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 14,453 17,063 15,353 15,867 15,895 16,991 18,572 19,241 22,340 24,333 25,760 24,994 26,424 28,370 32,033 33,021
ประชากร (1,000 คน) 1,014 1,026 1,035 1,045 1,055 1,063 1,075 1,087 1,098 1,108 1,117 1,125 1,133 1,141 1,148 1,155

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดสกลนคร พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, SAKON NAKHON PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2010 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 738,931 746,619 762,267 781,462 803,222 812,280 849,367 888,143 900,574 911,215
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 516,940 524,121 532,873 529,476 534,773 536,720 579,687 620,384 603,512 620,739
  ผู้มีงานทำ 484,407 496,864 508,888 495,626 504,628 502,440 558,862 596,456 582,064 606,765
  ผู้ว่างงาน 21,125 20,498 15,745 19,306 12,718 12,218 11,470 10,989 10,782 2,791
  ผู้ที่รอฤดูกาล 11,408 6,759 8,240 14,544 17,428 22,063 9,354 12,939 10,666 11,183
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 221,993 222,499 229,394 251,986 268,449 275,560 269,680 267,758 297,062 290,476
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 373,499 377,553 385,550 394,777 405,834 410,312 424,573 439,527 446,088 451,397
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 302,337 305,129 310,677 312,526 322,789 324,814 342,271 357,858 361,030 351,155
  ผู้มีงานทำ 286,916 287,685 299,222 292,922 300,082 301,379 328,210 346,112 347,389 340,766
  ผู้ว่างงาน 12,391 13,699 8,794 10,864 8,122 7,759 8,354 4,291 5,717 1,740
  ผู้ที่รอฤดูกาล 3,030 3,746 2,661 8,740 14,585 15,676 5,708 7,456 7,926 8,649
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 71,162 72,424 74,873 82,251 83,046 85,497 82,302 81,669 85,058 100,242
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 365,434 369,068 376,717 386,685 397,388 401,968 424,794 448,616 454,486 459,819
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 214,603 218,992 222,196 216,949 211,985 211,905 237,416 262,526 242,482 269,584
  ผู้มีงานทำ 197,491 209,179 209,667 202,704 204,546 201,061 230,653 250,345 234,676 265,999
  ผู้ว่างงาน 8,734 6,800 6,950 8,442 4,596 4,458 3,117 6,698 5,066 1,051
  ผู้ที่รอฤดูกาล 8,378 3,014 5,579 5,803 2,843 6,386 3,647 5,483 2,740 2,534
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 150,831 150,075 154,521 169,735 185,403 190,063 187,378 186,090 212,005 190,234

 

สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ

ถนน

จังหวัดสกลนคร มีถนนที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว รวมทั้งสิ้น 1,898,982 กม. เป็นถนนในความรับผิดชอบของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจังหวัด เดิม 1,457,848 กม. สำนักงานโยธาธิการจังหวัดเดิม 423,124 กม. และศูนย์ปฏิบัติเร่งรัดพัฒนาชนบทเดิม 18,010 กม. ถนนดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นถนนลูกรัง 869,635 กม. (45.79%) นอกนั้น เป็นถนนลาดยาง 856,060 กม. (45.08%) คอนกรีต 173,287 กม. (9.13%) ซึ่งปัจจุบันได้โอนให้สำนักงานทางหลวงชนทบและท้องถิ่นแล้ว

ปริมาณน้ำประปาและจำนวนผู้ใช้น้ำประปา

  

ปีงบประมาณ

2545

2546

2547

จำนวนผู้ใช้น้ำประปา (ราย)

19,849

20,805

22,222

กำลังผลิต (ลบ.ม.)

11,125,200

11,125,200

12,176,400

ปริมาณน้ำที่ผลิตได้ (ลบ.ม.)

6,722,082

7,264,055

7,150,801

     จำหน่ายแก่ผู้ใช้

4,235,768

4,505,920

5,368,007

      เพื่อสาธารณประโยชน์และรั่วไหล

2,088,737

2,217,572

1,569,145

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา   :  สำนักงานการประปาเขต  7  จังหวัดอุดรธานี

แหล่งน้ำธรรมชาติ

จังหวัดสกลนคร  มีแม่น้ำ  ห้วย  ลำธาร  คลอง   270  สาย  ซึ่งในจำนวนนี้  มีที่ใช้งานได้ในฤดูแล้ง  266  สาย  มีหนอง  บึง   202  แห่ง  ที่มีสภาพใช้งานได้ฤดูแล้ง   197  แห่ง  มีน้ำพุ  น้ำซับ   10  แห่ง  ใช้งานในฤดูแล้งได้ทุกแห่ง  และมีแหล่งน้ำอื่นๆ  อีก   11  แห่ง  ที่มีสภาพใช้งานได้ในฤดูแล้งทุกแห่งเช่นเดียวกัน 

แหล่งน้ำชลประทาน

แหล่งน้ำชลประทานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ในเขตจังหวัดสกลนคร จำนวน 210 โครงการ พื้นที่ชลประทาน 497,338 ไร่ ความจุ 699.79 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นโครงการขนาดใหญ่ 1 โครงการ พื้นที่ชลประทาน 158,800ไร่ (อ.พังโคน) ความจุ 520 ลบ.ม. โครงการขนาดกลาง 28 โครงการ พื้นที่ชลประทาน 142,200 ไร่ ความจุ   101.08 ล้าน ลบ.ม.โครงการขนาดเล็ก จำนวน 92 โครงการ พื้นที่ชลประทาน  87,880 ไร่ ความจุ 23.37 ล้าน ลบ.มท. โครงการพระราชดำริ 89 โครงการ พื้นที่ชลประทาน 87,880 ไร่ ความจุ 55.34 ล้าน ลบ.ม.

สถานที่สูบน้ำที่อยู่ในเขตฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่  3  (สกลนคร)  จำนวน  43  สถานีแยกเป็น 

  • อำเภอเมืองสกลนคร                8          สถานี
  • อำเภอโพนนาแก้ว                   5          สถานี
  • อำเภอพรรณานิคม                  5          สถานี
  • อำเภออากาศอำนวย                4          สถานี
  • อำเภอโคกศรีสุพรรณ                5          สถานี
  • อำเภอกุสุมาลย์                       4          สถานี
  • อำเภอบ้านม่วง                        2          สถานี
  • อำเภอคำตากล้า                      3          สถานี
  • อำเภอเต่างอย                         2          สถานี
  • อำเภอวานรนิวาส                     2          สถานี
  • อำเภอพังโคน                         2          สถานี
  • อำเภอสว่างแดนดิน                  1          สถานี               

 จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าที่จำหน่าย

 

ปีงบประมาณ

 

2545

2546

2547

จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า (ราย)

200,355

221,862

233,990

การจำหน่ายกระแสไฟฟ้า  (ยูนิต)

253,995,788

29,187,541

31,587,141

ที่อยู่อาศัย

148,194,336

148,194,336

182,301,130

ธุรกิจและอุตสาหกรรม

66,320,374

66,320,374

81,973,466

หน่วยราชการและสาธารณะ

38,279,000

41,288,822

46,394,450

อื่นๆ 

1,202,078

9,676,033

5,202,365


ที่มา  :  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  จังหวัดสกลนคร

ประเพณีงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

00395 5 

00395 10  00395 12

การจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

จัดขึ้นในช่วงออกพรรษา ระหว่างวันขึ้น 12-15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ในตอนกลางคืนของวันขึ้น 13 ค่ำ ก่อนวันทำการแห่ขบวน ปราสาทผึ้ง ชาวคุ้มต่าง ๆ จะนำปราสาทผึ้งของตนที่ตกแต่ง อย่างสวยงามประดับโคมไฟ หลากสีมาตั้งประกวดแข่งขันกัน ณ สนามมิ่งเมือง เพื่อให้ประชาชนได้ชมความ สวยงามอย่างใกล้ชิด สำหรับวันขึ้น 14 ค่ำ จะเป็นวันแห่ขบวนปราสาทผึ้ง ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงาม ของคุ้มวัดต่าง ๆ แห่ไปตามถนนในเขตเทศบาล ไปสู่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ปราสาทผึ้งแต่ละ ขบวนจะนำมาตั้งไว้เป็นพุทธบูชา ณ บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุม ด้วยความศรัทธาของชาวอีสานที่เชื่อว่า ในเทศกาลออกพรรษาพระพุทธเจ้า จะเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อมาโปรดเวไนยสัตว์ ในโลกมนุษย์ให้พ้นทุกข์

งานประเพณีแข่งเรือ

e5a4b4f9-1

งานประเพณีแข่งเรือ

จัดขึ้นร่วมกับงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ในเทศกาลออกพรรษา ในวันขึ้น 12-13 ค่ำ เดือน 11 ในน่านน้ำหนองหาร ซึ่งจัดเป็นประเพณีมาช้านานเป็นร่องน้ำสำหรับแข่งเรือมีอยู่ 2 แห่ง คือ หน้าสระพังทอง ทางทิศตะวันออก และท่านางอาบ บ้านท่าวัด นอกจากนั้นงาน ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง และแข่งเรือจังหวัดสกลนคร จัดต่อเนื่องกับการจัดประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม

ประเพณีรำหางนกยูงบนหัวเรือ

2-21-1

ท่าทางร่ายลำนกยูงบนหัวเรือ

3-13-1

วิถีชีวิตของผู้คน บริเวณทะเลสาปหนองหาน 

รำหางนกยูงเกิดมาแล้วเวลา 100 ปีเศษ ใช้สำหรับรำบวงสรวง สักการะเจ้าพ่อหลักเมืองอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อประทานพรให้มีชัยชนะ และความแคล้วคลาดจากภยันตรายในการเข้าชิงชัย ในการแข่งขันต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันเรือยาวในเทศกาลออกพรรษา

ประเพณีงานเทศกาลโส้รำลึก

free pr278

เป็นงานประจำปีของชาวโส้ จัดขึ้นในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอกุสุมาลย์ การแสดงโส้ทั่งบั้ง จะเริ่มในตอนสายของวันขึ้น 4 ค่ำ ตามประเพณีความเชื่อที่สืบทอด มาแต่อดีต เป็นการแสดงพิธีเยา (เชิญวิญญาณเข้าทรงคนป่วย ลงสนามหรือแซงสนาม) และพิธีเจี้ยศาลารวมเข้ากันเพื่อ ให้เกิดรูปขบวนที่สวยงามเป็น จังหวะสอดคล้องกับเครื่องดนตรี พื้นบ้านที่ดีดสีตีเป่าเข้ากับ ท่วงท่ารำของสาวโส้ ที่มาร่วมแสดงเป็นจำนวนมาก ชาวโส้ถือว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ในบริเวณงานจะมี การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน นานาชนิดให้แก่ผู้ไปเที่ยว ชมในราคาถูก การคมนาคมสะดวก รถยนต์เข้าถึงบริเวณงาน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร

พระธาตุเชิงชุม

ประดิษฐานที่ววัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารในเขตเทศบาลเมืองสกลนครเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนฐานรูปสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 24 เมตร สวนบนเป็นทรงบัวสีเหลี่ยมยอดฉัตรทองคำภายในมีรอยพระพุทธบาทโดยมีตำนานเล่ากันมาว่า ตามประเพณีแล้วพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะต้องมาประชุมรอยพระพุทธบาท ณ ดินแดนแห่งนี้ นับตังแต่พระเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และโคตมะ รวมกันเป็น 4 พระองค์ และนัยว่าพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ "พระศรีอารยเมตไตรยพุทธเจ้า" ก็จะต้องมาประทับรอยพระบาท ณ ที่แห่งนี้ในอนาคตเช่นกัน นอกจากนี้ บริเวณใกล้เคียงกับองค์พระธาตุเชิงชุมยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อองค์แสนอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือและเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในจังหวดสกลนคร งานนมัสการพระธาตุเชิงชุมจะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 9 ค่ำ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ของทุกปี (ราวเดือนมกราคม)

พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และเจดีย์ พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จันทสาโร

สถานที่สำคัญทั้งสองแห่งตั้งอยู่ภายในวัดป่าสุทธาวาส เขตเทศบาลเมืองสกลนคร ซึ่งร่มรื่นด้วยแมกไม้นานาพรรณ ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ก่อสร้างแบบสถาบัตยกรรมไทยประยุกต์ ที่ดูเรียบง่าย ภายในมีรูปหล่อพระอาจารย์มั่นในท่านั่งสมาธิ และอัฐิของท่านที่แปรสภาพเป็นผลึกใสสีขาวบรรจุอยู่ในตู้กระจก พร้อมเครื่องอัฐิบริขาร และเรื่องราวประวัติชีวิตของพระเกจิสายวิปัสนากรรมฐานท่านตั้งแต่เกิดจนมาณภาพ

ส่วนเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จันทสาโร หรือ "จันทรสาร เจติยานุสรณ์" สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่หลุย จันทสาโร ศิษย์เอกของพระอาจารย์มั่น รูปแบบเจดีย์ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายในเจดีย์มีหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนหลวงปู่หลุย และเครื่องอัฐบริขารของท่าน พร้อมนิทรรศการทางพุทธศาสนาที่มีการติดตั้งโสตทัศนูปกรณ์ประกอบนิทรรศการอย่างครบถ้วน ทันสมัย สามารถปรับใช้เป็นสถานที่ให้ธรรมศึกษา ปฏิบัติสมาธิหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็น พระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี

พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

ตั้งอยู่ที่วัดป่าอุดมพร อำเภอพรรณานิคมห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 39 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 22 ( สกลนคร - อุดรธานี) พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นพระเกจิสายวิปัสนากรรมฐาน ลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น สำหรับตัวพิพิธภัณฑ์ทำเป็นรูปเจดีย์ฐานกลม แต่ละด้านก่อปูนเป็นรูปกลีบบัวซ้อนกันสามชั้น ภายในอาคารมีรูปปั้นพระอาจารย์ฝั้น ขนาดเท่าจริงตู้กระบรรจุอัฐิบริขารที่ท่านเคยใช้ รวมทั้งประวัติของท่านตั้งแต่เกิดจนมรณภาพ

เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่เทศก์ เทสรังสี

ตั้งอยู่ ณ วัดถ้ำขาม อำเภอพรรณานิคม ตัววัดตั้งอยุ่บนยอดเขาลูกหนึ่งในเทือกเขาภูพาน มีบรรยากาศที่สงบร่มรื่น และมีทิวทัศน์ที่งดงาม ลักษณะอาคารเป็นเจดีย์ศิลปกรรมอีสานผสมกรุงศรีอยุธยา ภายในมีรูปหล่อสำริดหลวงปู่เทศก์ เทสรังสี นิทรรศการแสดงประวัติและเครื่องอัฐบริขาร ใกล้กันนั้นมีกุฏิเดิมของพระอาจารฝั้น อาจาโร ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ และต่อมาหลวงปู่เทสก์ได้มาจำพรรษาที่กุฏิหลังดังกล่าวจนละสังขารในปี พ.ศ. 2537

วัดป่าโนนกลางภู่

ตั้งอยู่ในอำเภอพรรณานิคม ห่างตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร ภายในวัดมีบรรยากาศร่มรื่น และมีอาคารไม้ซึ่งเป็นกุฎิที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ใช้พักในความที่ที่านอาพาธระยะสุดท้ายก่อนจะมรณภาพ ปัจจุบันอาคารหลังนี้ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องอัฐบริขารของ พระอาจารย์มั่นขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้

วัดคำประมง

ตั้งอยู่ที่บ้านคำประมง ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 40 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 22 (สกลนคร - อุดรธานี) ภายในวัดมีการก่อสร้างอาคารตามแบบ สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ บรรยากาศโดยรอบบริเวณร่มรื่น วัดแห่งนี้เคยเป็นที่จำพรรษาของพระครูสันติวรญาณ (หลวงปู่สิม พุทธสาโร) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีกรูปหนึ่ง

วัดอภัยดำรงธรรม

หรือวัดถ้ำพวง ตั้งอยู่บนยอดเขาจุดที่สูงที่สุดในเขตตำบลปทุมวาปี อำเภอส่งดาว ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 105 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 22 (สกลนคร-อุดรธานี) รถยนต์สามารถเข้าถึงบริเวณที่ตั้งวัดได้ ภายในวัดมีเจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์วัน อุตตโม ซึ่งเป็นพระเกจิสายวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงอีกรูปหนึ่ง และบริเวณไม่ใกล้กันนัก เป็นที่ตั้งของสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ที่จำลองถสานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เพื่อให้ประชาชนได้กราบไหว้และรำลึกถึงพระพุทธคุณ

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จ.สกลนคร

sako09

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ตั้งอยู่กลางเทือกเขาภูพาน บนเส้นทางหลวงสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ เส้นทางหลวงหมายเลข 213 ห่างจากตัวเมืองสกลนคร 13 กิโลเมตร มีทางแยกเข้าไปทางด้านขวามือ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2106 เป็นสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระราชวงศ์ ในคราวเสด็จแปรพระราชฐานเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณสถานที่ตั้งเป็นป่าไม้ร่มรื่น มีไม้ดอกไม้ประดับตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ในระหว่างที่ไม่ได้ประทับอยู่ที่พระตำหนัก อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ทุกวัน โดยทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการพระราชวัง พระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน กรุงเทพฯ 10200 และเมื่อได้รับหนังสือตอบรับแล้วจึงจะเดินทางไปชมได้

 

หนองหาน อำเภอเมือง จ.สกลนคร

sako10

หนองหาน เป็นทะเลสาบน้ำจืด ที่มีชื่อเสียง และกว้างใหญ่มากแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 123 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งรับน้ำตกของลำห้วยต่าง ๆ หลายสาย และยังเป็นต้นน้ำของลำน้ำก่ำซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อำนวยประโยชน์ในด้านการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในชุมชนรอบหนองหาน ระดับน้ำในหนองหานลึกประมาณ 3-8 เมตร ในบริเวณหนองหานมีเกาะต่าง ๆ กว่า 20 เกาะ เช่น เกาะดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด บนเกาะมีวัดร้าง และพระพุทธรูปเก่าแก่ นอกจากนั้นตามเกาะต่าง ๆ เหล่านี้จะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่มากมาย เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด บางเกาะได้สร้างศาลาพักร้อน เช่น เกาะแก้ว เกาะดอนสะคาม และเกาะดอนสะทุง ฯลฯ ซึ่งในเวลากลางวันสาหร่ายที่อยู่ใต้พื้นน้ำ เมื่อแดดส่องลงในน้ำจะเห็นสาหร่ายเป็นสีทอง

 

อุทยานแห่งชาติภูพาน อำเภอเมือง จ.สกลนคร

sako11

อุทยานแห่งชาติภูพาน อุทยานแห่งชาติภูพาน ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2525 มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในเขตของอำเภอเมือง อำเภอพรรณานิคม อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร และอำเภอสมเด็จ อำเภอห้วยผึ้ง อำเภอกุดบาก จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 655 ตารางกิโลเมตร หรือ 415,838 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2525 ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาหินปูน เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร และห้วยต่างๆ สภาพป่าเป็นป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณ สัตว์ป่าที่พบเห็น ได้แก่ ค่าง ชะมด ลิงลม มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่

ด้านประวัติศาสตร์

พระธาตุภูเพ็ก อยู่บนเทือกเขาภูพาน เป็นพระธาตุเก่าแก่สมัยขอมเรืองอำนาจ สร้างด้วยศิลาแลงในลักษณะของเทวลัย

ถ้ำเสรีไทย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4.5 กิโลเมตร เป็นถ้ำที่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายเสรีไทยได้ใช้เป็นที่สะสมอาวุธ และเสบียง เพราะเป็นทำเลที่เหมาะสม ปกปิดด้วยป่าไม้ที่เขียวชอุ่ม และบริเวณเดียวกันมีร่องรอยการขุดแต่งเป็นสนามบินลับด้วย

เทือกเขาภูพาน เป็นขุนเขาแห่งประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนรู้จักมากที่สุด แต่เป็นดินแดนที่น้อยคนนักที่ได้ไปสัมผัสความงามธรรมชาติ โดยเฉพาะรอยต่อระหว่างจังหวัดสกลนคร-กาฬสินธุ์

ด้านธรรมชาติ

น้ำตกคำหอม และ โค้งปิ้งงู อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 14 กิโลเมตร น้ำตกคำหอมอยู่ใกล้กับน้ำตกตาดโตน ซึ่งอยู่ใกล้กับเขตพระราชฐาน บริเวณใกล้เคียงกันจะเป็นที่ตั้งของน้ำตกต่าง ๆ อีกหลายแห่ง เช่น น้ำตกเหวสินธุ์ชัย น้ำตกสามหลั่น น้ำตกสาวไห้ ผาหินซ้อน อยู่ท่ามกลางป่าไม้ที่ร่มเย็น และหน้าทางเข้าน้ำตกคำหอม บนถนนสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ เป็นช่วงที่คดเคี้ยวไปมาเหมือนกับงูเลื้อย หรืองูที่ถูกปิ้งที่มีไหลทางลดหลั่นลงมา มีหลักกิโลเมตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยตั้งอยู่ริมทาง ตกแต่งด้วยไม้ดอก ไม้ประดับเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม การคมนาคมเข้าแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้สะดวก และปลอดภัย สามารถเดินทางเข้าถึงตลอดทั้งปี สำหรับน้ำตกต่าง ๆ จะมีน้ำเฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น

ผานางเมินและลานสาวเอ้ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ตามเส้นทางเดินเท้าประมาณ 700 เมตร และ 2 กิโลเมตร ตามลำดับ สองข้างทางจะเป็นป่าพลวงไปตลอดถึงริมหน้าผา ผานางเมิน เป็นลานหินทอดยาวหันหน้าไปทางทิศตะวันตกมองเห็นธรรมชาติเบื้องล่างได้อย่างชัดเจนสวยงาม เหมาะแก่การตั้งค่ายพักแรม และดูพระอาทิตย์ตก ส่วนด้านล่างหน้าผามีทางเดินไป ลานสาวเอ้ (คำว่า เอ้ เป็นภาษาอีสาน หมายถึง การแต่งตัวมาอวดกัน) ซึ่งเป็นลานหินธรรมชาติที่สวยงาม อยู่ท่ามกลางป่าเขา และบริเวณหน้าผาสูงชัน ในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม จะได้พบเห็นดอกไม้ขึ้นสลับสี เป็นทุ่งกว้าง เหมาะสำหรับพักผ่อน ถ่ายภาพ และชมธรรมชาติ

ผาเสวย อยู่ในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ ลักษณะเป็นหน้าผาที่หันหน้าไปทางทิศใต้ ณ ที่แห่งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จ และประทับเสวยพระกระยาหารกลางวัน จึงได้ชื่อว่า ผาเสวย มาตั้งแต่บัดนั้น

น้ำตกห้วยใหญ่ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 12 กิโลเมตร ลักษณะเป็นลำน้ำที่ยุบตัวลงลดหลั่นเป็นชั้น ๆ รายล้อมด้วยสภาพป่าเขาทึบที่ร่มเย็น

น้ำตกปรีชาสุขสันต์ ตั้งอยู่ในเทือกเขาภูพาน เขตอำเภอเมือง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 24 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี ลักษณะเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามลานหินลาดเขาลดหลั่นเป็นชั้น บางช่วงคล้ายสไลเดอร์ มีความยาว 12 เมตร อยู่ท่ามกลางสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย น้ำจะมีมากในฤดูฝน การคมนาคมสะดวก สามารถเข้าถึงตัวน้ำตกได้ตลอดปี

สะพานหินธรรมชาติ (ทางผีผ่าน)

thang

มีลักษณะเป็นสะพานหินที่เชื่อมต่อระหว่างหินสองกลุ่ม ความกว้างของสะพานประมาณ 1.5 เมตร ยาว 8 เมตร ด้านใต้เป็นเวิ้งถ้ำกว้างใช้เป็นที่หลบแดดหลบฝนได้ นับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างหนึ่ง

นอกจากนี้ทางอุทยานฯ ได้จัดทำ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ สำหรับนักท่องเที่ยว เริ่มตั้งแต่บริเวณผานางเมิน ลานสาวเอ้ แก้งขี้ลิง เขตป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง แล้วกลับสู่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติอีกครั้ง และตลอดเส้นทางเดินป่ามีจุดสำหรับการศึกษาธรรมชาติในเรื่องของสภาพป่าไม้โดยทั่วไปของพื้นที่อุทยานฯ เฟิร์น หินทราย มอส และไลเคนส์ ลานสาวเอ้ ต้นไม้เพื่อนรัก เป็นต้น โดยใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก อำเภอส่องดาว จ.สกลนคร

อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก ครอบคลุมพื้นที่ในส่วนของอำเภอส่องดาว อำเภอวาริชภูมิ อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร อำเภอสามหมอ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสมเด็จ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเนื้อที่ 261,875 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน ภูเขาที่สูงที่สุดคือ ภูอ่างสอ สภาพป่าเป็นป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ไผ่หลายชนิด และสมุนไพรชนิดต่าง ๆ สัตว์ป่าที่พบเห็นได้แก่ หมูป่า เก้ง กระจง นกชนิดต่าง ๆแหล่งท่องเที่ยวบนยอดภูผาเหล็กโดยเฉพาะบริเวณหน้าผาต่าง ๆ หอส่องดาว สามารถใช้รถยนต์ขึ้นไปตามถนน รพช. จากที่ทำการอุทยานฯ ถึงหอส่องดาวระยะทาง 5.5 กิโลเมตร และใช้เส้นทางเดินเท้าสู่จุดท่องเที่ยว

สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ได้แก่

ผาสุริยันต์ เป็นหน้าผาสูงอยู่บนยอดเขาสูงสุดของภูผาเหล็ก เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า

ผาดงก่อ เป็นหน้าผาสูงอยู่บนยอดภูผาเหล็กอันเป็นยอดสูงสุดของเทือกเขาภูพาน มีก้อนหินขนาดใหญ่วางพาดอยู่ริมหน้าผาที่ดูเหมือนจะหล่นลงไปข้างล่าง หากยืนบนภูเขาแห่งนี้จะมองเห็นทิวเขาอันสลับซับซ้อนของภูพาน และมองเห็นภูผาหัก ภูไม้ ภูซากลาก อยู่ในเขตอำเภอวังสามหมอ ของจังหวัดอุดรธานี

ผาน้ำโจ้ก เป็นหน้าผาสูงที่อยู่ยอดภูผาเหล็ก สามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำห้วยหวด และมองเห็นวิวทิวทัศน์ของจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่นได้

ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ผาผักหวาน อยู่ที่บ้านภูตะคาม ตำบลท่าศิลา ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ๑๘ กิโลเมตร เป็นภาพเขียนโบราณ มีอายุประมาณ ๓,๖๐๐ ปี อยู่บนก้อนหินใหญ่เป็นภาพลักษณะคล้ายผู้หญิงยืนเรียงกันเป็นแถวโดยใช้มือเกาะไหล่กัน

ลานอุษาสวรรค์ เป็นบริเวณที่ราบบนยอดภูผาเหล็ก มีเนื้อที่ประมาณ ๑,๕๕๐ ไร่ มีสภาพเป็นทุ่งป่าละเมาะ เขา และโขดหิน สลับกับทุ่งหญ้า ดูคล้ายสวนประดิษฐ์ มีดอกไม้ป่าขึ้นมากมาย เช่น สารดอย เอนอ้า ดาวเรืองภูม้าวิ่ง หญ้าข้าวก่ำ กระดุมเงิน ดุสิตา ฯลฯ

สุสานไดโนเสาร์ ตั้งอยู่บริเวณกลางเขาภูผาเหล็ก อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร และบริเวณชายป่าภูพาน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีลักษณะเป็นกระดูกสัตว์ที่กลายเป็นหินมีอายุหลายล้านปีทับถมกันจำนวนมาก บางส่วนยังฝังอยู่ในหินและดิน บางแห่งเป็นฟอสซิลของพืช เช่น ไม้กลายเป็นหิน

หอส่องดาว ตั้งอยู่บนยอดภูผาเหล็กมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๗๐๐ เมตร สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้รอบด้าน หอส่องดาวจึงเป็นที่สำหรับศึกษาดวงดาวในเวลากลางคืน สามารถชมปรากฏการณ์ฝนดาวตกได้ชัดเจนมาก

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม อำเภอเจริญศิลป์ จ.สกลนคร

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม อยู่ในท้องที่บ้านกุดนาขาม ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ เดินทางไปตามเส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี ทางหลวงหมายเลข 22 ระยะทาง 84 กิโลเมตร ถึงอำเภอสว่างแดนดิน แยกขวาเข้าเส้นทางหมายเลข 2091 และแยกซ้ายเข้าเส้นทางหมายเลข 2280 เป็นเส้นทางสู่อำเภอเจริญศิลป์ ไปอีกประมาณ 23 กิโลเมตร การเดินทางสะดวกมาก ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม ที่เป็นแหล่งผลิตศิลปหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา การแกะสลักไม้ การทอผ้าไหม มีห้องแสดงการปั้นเขียนสี แสดงผลิตภัณฑ์ ฝีมือในการผลิต ออกแบบสวยงามมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นิยมใช้ของไทย ผลิตภัณฑ์จากศูนย์ได้นำมาจัดแสดงให้ชม และจำหน่ายในงานนิทรรศการที่เกี่ยวกับสินค้าของที่ระลึกประจำจังหวัด รวมทั้งงานออกร้านในเทศกาลต่างๆ ในต่างจังหวัด และในกรุงเทพฯ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ทุกวันอังคาร-วันเสาร์ โทร. 0 4270 9162 โทรสาร 0 4270 9162 เว็บไซต์ http://www.khutnakham.com

โค้งปิ้งงู อำเภอภูพาน จ.สกลนคร

โค้งปิ้งงู เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข 213 (สกลนคร-กาฬสินธุ์) ช่วงที่ผ่านเขตอุทยานแห่งชาติภูพาน เป็นทางที่คดเคี้ยวบนเนินเขาเหมือนงูเลื้อย ริมทางมีหลักกิโลเมตรยักษ์เป็นที่สังเกต และมีน้ำตกในบริเวณนี้หลายแห่งที่น่าเที่ยวชม อาทิ น้ำตกเหวสินธุ์ชัย น้ำตกสามหลั่น น้ำตกสาวไห้

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อำเภอเมือง จ.สกลนคร

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติฯ มีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลเสม็ด อยู่บนถนนเลียบป่าชายเลน จากถนนสุขุมวิทเลี้ยวขวาที่แยกคีรีจนถึงถนนเลียบป่าชายเลนแล้วเลี้ยวซ้าย จะอยู่ตรงข้ามกับสำนักงานป่าไม้จังหวัดชลบุรี โดยศูนย์ฯ แห่งนี้ ทางสำนักงานป่าไม้จังหวัดชลบุรีจัดสร้างขึ้น มีทางเดินศึกษาธรรมชาติเป็นสะพานไม้ยาว 2,300 เมตร และได้จัดทำสวนสุขภาพบริเวณด้านหน้าของศูนย์ฯ อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท ค่าวิทยากรชั่วโมงละ 100 บาท ต่อวิทยากร 1 ท่าน เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 8.30-18.30 น. โทรศัพท์ 0 3839 8268-9 (เวลาราชการ), 0 1713 9683

ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ผาผักหวาน อำเภอส่องดาว จ.สกลนคร

ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ผาผักหวาน อยู่ที่บ้านภูตะคาม ตำบลท่าศิลา ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 18 กิโลเมตร เป็นภาพเขียนโบราณ มีอายุประมาณ 3,600 ปี อยู่บนก้อนหินใหญ่เป็นภาพลักษณะคล้ายผู้หญิงยืนเรียงกันเป็นแถวโดยใช้มือเกาะไหล่กัน

เขื่อนน้ำพุง อำเภอกุดบาด จ.สกลนคร

เขื่อนน้ำพุง อยู่เลยพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ไปประมาณ 30 กิโลเมตร จากตัวเมืองไปตามถนนสายสกลนคร-กาฬสินธุ์ประมาณ 37 กิโลเมตร จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ลักษณะเขื่อนเป็นเขื่อนแบบหินทิ้ง แห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยาว 1,720 เมตร สูง 40 เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าแจกจ่ายให้ประชาชนในเขตจังหวัดสกลนคร และนครพนม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงทำพิธีเปิดเขื่อนน้ำพุงเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 บรรยากาศภายในเขื่อนเงียบสงบ เย็นสบาย

เขื่อนน้ำอูน อำเภอพังโคน จ.สกลนคร

เขื่อนน้ำอูน อยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน ใช้เส้นทางสายสกลนคร-อุดรธานี เส้นทางหลวงหมายเลข 22 ก่อนถึงอำเภอพังโคน ประมาณ 5 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าถนนสายพังโคน-วาริชภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 227) เข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร รวมระยะทางจากจังหวัดประมาณ 57 กิโลเมตร เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนดิน สร้างกั้นลำน้ำอูนซึ่งเป็นสายหนึ่งของแม่น้ำสงคราม ซึ่งมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาภูพาน เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการชลประทาน บรรยากาศเหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ สภาพโดยทั่วไปเป็นอ่างเก็บน้ำกว้างใหญ่ รายล้อมด้วยเทือกเขาภูพาน และป่าไม้ที่สวยงาม บริเวณใกล้กับสันเขื่อนเป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากการระบายน้ำออกจากเขื่อน

อุทยานแห่งชาติภูผายล อำเภอเต่างอย จ.สกลนคร

อุทยานแห่งชาติภูผายล ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอโคกศรีสุพรรณ อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และอำเภอดงหลวง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร มีพื้นที่ประมาณ 825 ตารางกิโลเมตร หรือ 517,850 ไร่ เป็นอุทยานฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 สภาพป่าทั่วไปเป็นที่ราบสูงสลับกับเทือกเขาหินทราย สภาพป่าประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา พรรณไม้ที่พบ ได้แก่ ไม้ตะเคียน ตะแบก กะบก สัตว์ป่าที่พบได้แก่ เก้ง กวาง หมาไน เป็นต้น

สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ได้แก่

อ่างเก็บน้ำห้วยหวด เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนชลประทานตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณพลับพลาฝั่งขวาของอ่างเก็บน้ำมีก้อนหินรูปร่างแปลก และยังสามารถมองเห็นน้ำตก 2 สาย ซึ่งไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยหวด

น้ำตกคำสร้าง เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดของอุทยานฯ ถ้ายืนบนสันเขื่อนมองลงไปทางทิศใต้จะสามารถมองเห็นน้ำตกได้ น้ำตกมีความสูง 20 เมตร ตัวน้ำตกอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 400 เมตร

ภูผายล อยู่บนเส้นทางสายอำเภอเต่างอย-ศรีวิชา แล้วเลี้ยวซ้ายบ้านนาอ่าง-ม่วงคำ เดินทางเข้าต่อบ้านโพนบก-โพนแพง ไปยังบ้านนาผาง รวมระยะทาง 35 กิโลเมตร รถยนต์สามารถเข้าถึงได้ มีจุดชมวิวที่สวยงาม บริเวณหน้าผามีรูปเกาะสลักรูปภาพต่าง ๆ ที่มีอายุประมาณ 3,000 ปี

ผาพญาเต่างอย จากที่ทำการอุทยานฯ ไปตามถนนเส้นบ้านห้วยหวด-โคกกลาง ไปประมาณ 7 กิโลเมตร จะพบผาพญาเต่างอยอยู่ริมถนน มีลักษณะเป็นหินทรายรูปร่างคล้ายเต่างอยกำลังจะลงน้ำหันหน้าลงสู่ลำน้ำพุง เชื่อกันว่าบริเวณใดที่มีเต่างอยแสดงว่าเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นตำนานที่เรียกชื่อบ้านเต่างอย

ลานดุสิตา เป็นลานหินซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง ในราวปลายฤดูฝนจะมีดอกไม้เล็ก ๆ นานาพรรณขึ้นอยู่ละลานตา โดยเฉพาะ ดอกดุสิตา ซึ่งมีสีม่วง และมีดอกกระดุมเงิน สร้อยสุวรรณา เอนอ้า หยาดน้ำค้าง ซึ่งทางอุทยานฯ ได้จัดทำทางเดินเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงามของธรรมชาติ โดยไม่เหยียบย่ำไปบนพืชเล็ก ๆ ที่สวยงามเหล่านี้

นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ได้แก่ ถ้ำหีบภูผานาง ถ้ำเสาวภา อ่างเก็บน้ำดงน้อย และถ้ำพระเวทย์

ชาวภูไท บ้านโนนหอม อำเภอเมือง จ.สกลนคร

ชาวภูไท บ้านโนนหอม ตำบลโนนหอม อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางสกลนคร- นาแก (ทางหลวงหมายเลข 223) ประมาณ 13 กิโลเมตร มีทางแยกขวาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ชาวภูไทที่บ้านโนนหอมนี้อพยพมาจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง เมื่อประมาณ 100 กว่าปีแล้ว และยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวภูไทไว้ ติดต่อการแสดงจัดพาแลง (พาแลง หมายถึง การร่วมรับประทานอาหารเย็นกับชาวภูไท) และการฟ้อนรำของชาวภูไทล่วงหน้าที่ ศูนย์สาธิตการตลาดบ้านโนนหอม เลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000

การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางสกลนคร- นาแก (ทางหลวงหมายเลข 223) ประมาณ 13 กิโลเมตร มีทางแยกขวาอีกประมาณ 2 กิโลเมตร

สะพานขอม หรือ สะพานหิน อำเภอเมือง จ.สกลนคร

สะพานขอม หรือ สะพานหิน อยู่ก่อนเข้าตัวเมือง เป็นโบราณสถานเล็ก ๆ ริมถนนสายนิตโย ถนนเส้นทางหลวงหมายเลข 22 ใกล้กิโลเมตรที่ 161 เส้นสกลนคร-อุดรธานี สันนิษฐานว่าเป็นสะพานโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรจากตัวเมืองสกลนครไปยังนอกเมือง เนื่องจากบริเวณนี้เดิมเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมขัง สะพานที่เห็นในปัจจุบันก่อด้วยศิลาแลง ซึ่งสร้างขึ้นใหม่หลังจากของเดิมได้ถูกรื้อทิ้งเพื่อก่อสร้างถนน

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ อำเภอเมือง จ.สกลนคร

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ตั้งอยู่ติดกับหนองหาน บริเวณตำบลธาตุเชิงชุม ในตัวเมืองเป็นสวนสาธารณะที่สวยงาม มีเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีเปิด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2530 มีลักษณะเป็นสวนล้อมสระน้ำขนาดใหญ่ ชื่อสระพังทอง เป็นสระโบราณ เชื่อกันว่าสร้างมาพร้อมกับการสร้างพระธาตุเชิงชุม ภายในบริเวณสวนประกอบด้วยสวนไม้ดอกไม้ประดับ สวนป่า สวนน้ำ สวนหิน สวนออกกำลังกาย และน้ำพุที่สูงราว 69 เมตร ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาหาความรู้ ด้านพฤกษศาสตร์ได้อีกด้วย สวนแห่งนี้เปิดตั้งแต่เวลา 04.00-21.00 น. นอกจากนั้นยังมี สวนเทิดพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี เป็นสวนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ ประมาณ 80 ไร่ อยู่ที่บ้านหนองบัวใหญ่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 22 เส้นทางสายสกลนคร-บ้านธาตุ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 200 เมตร จะถึงบริเวณสวนซึ่งครอบคลุมพื้นที่ดอนขาม ดอนลังกาภายในบริเวณประกอบด้วยสวน พฤกษชาติ ศาลาพักร้อน น้ำพุ จุดชมวิว ที่อาศัยของนกนานาชนิด และยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสกลนคร

ภาพรอยสลักผาสามพันปีที่ภูผายล อำเภอเมือง จ.สกลนคร

ภาพรอยสลักผาสามพันปีที่ภูผายล ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านนาผาง ตำบลกกปลาซิว ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 38 กิโลเมตร ภูผายลเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ ในบริเวณนั้นมีภาพแกะสลักบนหน้าผาหินเป็นรูปภาพต่างๆ แสดงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ ที่ใช้ของแข็งขูดขีดลงบนหน้าผา เช่น ภาพสัตว์ คน ไร่นา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีธรรมชาติรอบข้างเป็นป่าเขาที่สวยงาม

การเดินทาง จากตัวอำเภอเต่างอยไปตามเส้นทางสายอำเภอเต่างอย-ศรีวิชาไป 5 กิโลเมตร แวะเข้าสู่บ้านม่วง-นาอ่าง และเดินทางต่อผ่านบ้านโพนบก-โพนแพง และบ้านนาผางตามลำดับ รวมระยะเส้นทางประมาณ 35 กิโลเมตร ก่อนถึงภูผายล จากบ้านนาผางขึ้นไปจะเป็นถนนลาดยางจนถึงหน้าผาหิน และมีบันไดขึ้นสู่หน้าผายอดเขา ตามระยะทางสามารถแวะพักตามจุดชมวิว ซึ่งมีก้อนหินทรายตั้งวางเป็นระยะ บางแห่งรูปคล้ายเพิงพัก หรือแท่นที่นั่ง

หมู่บ้านท่าแร่ (ชุมชนคาทอลิค) อำเภอเมือง จ.สกลนคร

หมู่บ้านท่าแร่ (ชุมชนคาทอลิค) ตั้งอยู่ริมหนองหาน บนทางหลวงหมายเลข 22 (สกลนคร-นตรพนม) ต.ท่าแร่ อ.เมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 21 กม. หมู่บ้านท่าแร่ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรนับถือ ศาสนาคริสต์มากที่สุดในประเทศไทย เป็นชุมชนที่เก่าแก่มีอายุกว่า 100 ปี ชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนนับถือศานาคริสต์ ในอดีตประมาณปี พ.ศ.2427 ประชากรชาวท่าแร่เป็นคริตชน อพยพมาจากประเทศเวียตนามประมาณ 40 คน อาศัยอยู่ในตัวเมืองสกลนคร และมีบาทหลวงเกโก (มิชชั่นนารีชาวฝรั่งเศส) เป็นผู้ดูแลความเป็นอยู่ แต่เนื่องจากจำนวนประชากรเพิ่มขี้น กอปรกับมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน จึงได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บ้านท่าแร่ ซี่งเต็มไปด้วยป่าไม้มีหินลูกรังทั่วไป และคนพื้นเมืองเรียก "หินแฮ่"

และยังเป็นที่ตั้งของอัครสังฆมณฑลท่าแร่ หนองแสง หรือสำนักมิสซังท่าแร่ฯ หมู่บ้านนี้มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมตารางหมากรุก คล้ายกับบ้านเมืองในแถบประเทศตะวันตก นอกจากนี้ยังมีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสที่งดงาม เรียงรายสองข้างทางในถนนสายหลักของหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น ในทุกๆ วันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี ชุมชนแห่งนี้จะจัดเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส โดยจัด "ขบวนแห่ดาวคริสต์มาส" ที่ อ.เมือง โดยเชื่อว่า "ดาว" เป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ของพระเยซู ขบวนรถจะตกแต่ง ด้วยดาวขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยดวงไฟวิทยาศาสตร์หลากสีสันอย่างสวยงาม และจะสื่อถึงเรื่องราวการประสูติของพระเยซู ในทุกปีจะมีรถดาวเข้าร่วมขบวนประมาณ 200 คัน ชาวบ้านก็จะตกแต่งโคมไฟรูปดาวไว้ที่หน้าบ้าน จากนั้นเป็นการเฉลิมฉลองในหมู่ชาวคริสต์ มีการร้องเพลงประสานเสียง การประกวดร้องเพลงคริสต์มาส มีการจำหน่ายสินค้าและมีมหรสพทั้งคืน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สำนักมิสซังท่าแร่ โทร. 0 4271 1272

รายการอ้างอิง

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

 

คำขวัญประจำจังหวัด

 

 

ดอกไม้และต้นไม้ประจำจังหวัด

 

ประวัติ           

สำนักงานจังหวัดสกลนคร

 

 

สำนักงานจังหวัดสกลนคร

(บรรยายสรุปจังหวัดสกลนคร)

สำนักงานจังหวัดสกลนคร

http://www.sakonnakhon.go.th/Design_Klara3/dataprovine.html

 

http://www.sakonnakhon.go.th/Design_Klara3/sakon.doc

 

http://www.sakonnakhon.go.th/Design_Klara3/dataprovine.html

http://gotoknow.org/file/km_thachang/21-50.jpg

http://www.rspg.or.th/plants_data/pic/woods/intaninam.jpg

http://www.sakonnakhon.go.th/Design_Klara3/history.html

ข้อมูลทั่วไป        

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

อาณาเขต

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิอากาศ

จำนวนประชากร

สำนักงานจังหวัดสกลนคร

(บรรยายสรุปจังหวัดสกลนคร)

http://www.sakonnakhon.go.th/Design_Klara3/sakon.doc

 

 

 

การปกครอง           

การแบ่งเขตการปกครอง

 

 

หัวหน้าส่วนราชการ

หน่วยงานบริหารราช การ

 

สกลนคร

 

สมาคมจังหวัดสกลนคร

สำนักงานจังหวัดสกลนคร

ศูนย์ข้อมูลกลางกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด

 

http://www.sisaket.go.th/generaldata/page1_1-10.pdf

http://www.sakonnakhon.net/index.php?option=com_content&task=view&id=34

http://www.sakonnakhon.go.th/boss_private/index.html

http://www.sakonnakhon.go.th/more-weblink/1.htm

http://www.moi.go.th/MOIWEB/jsp/report/MRPN0902_report.jsp?year=2549®ion_id=02&moi_id=47

การเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎร

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 

สำนักงานจังหวัดสกลนคร

(บรรยายสรุปจังหวัดสกลนคร)

ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย

 

 

http://www.sakonnakhon.go.th/Design_Klara3/sakon.doc

http://sisaket.ect.go.th/election_manage/election_zone.html

 

http://politicalbase.in.th

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

โครงสร้างพื้นฐาน

(สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

www.sakonnakhon.go.th/dataprovince/sakon.doc

สภาพทางสังคม

   ศาสนา           

 

 

   ประเพณี

 

สำนักงานจังหวัดสกลนคร

(บรรยายสรุปจังหวัดสกลนคร)

 

http://www.sakonnakhon.go.th/dataprovince/sakon.doc

 

http://www.pahdongdoy.com/destination/sakonnakhon/sakonnakhonFestival.asp

http://www.baanmaha.com/community/thread25393.html

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ  http://www.sakonnakhon.go.th/tour/index.html 

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสกลนคร                                                                                            http://www.sakonnakhon.go.th/Design_Klara3/dataprovine.html

ดอกและต้นอินทนิลน้ำ

xn--b3c4bjh8ap9auf5i.th 

stou.ac.th

ที่ตั้งจังหวัดสกลนคร        

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1c/Thailand_Sakhon_Nakhon.png

อาณาเขตติดต่อของจังหวัดสกลนคร

thaienergydata.in.th                 

อำเภอในจังหวัดสกลนคร                                                                          

ttp://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/69/Amphoe_Sakon_Nakhon.png

การจัดงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

http://travel.tlcthai.com/wp-content/uploads/2009/09/00395_5.jpg

http://travel.tlcthai.com/1413/00395_10

http://travel.tlcthai.com/1413/00395_12

งานประเพณีแข่งเรือ

http://www.baanmaha.com/community/thread25393.html

ท่าทางร่ายลำนกยูงบนหัวเรือ

http://www.baanmaha.com/community/thread25393.html

วิถีชีวิตของผู้คน บริเวณทะเลสาปหนองหาน

http://www.baanmaha.com/community/thread25393.html

งานเทศกาลโส้รำลึก

http://thailandexhibition.com/images/fileupload_E76/free_pr278.jpg 

 

 

JoomSpirit