ศรีสะเกษ

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดศรีสะเกษ

Seal Sisaket

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดศรีสะเกษ

รูปปรางค์กู่มีดอกลำดวน 6 กลีบอยู่เบื้องล่าง (เดิมใช้ภาพปราสาทหินเขาพระวิหารเป็นตราประจำจังหวัด มาเปลี่ยนเป็นตราปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2512

คำขวัญประจำจังหวัด

หลวงพ่อโตคู่บ้าน ถิ่นฐานปราสาทขอม ข้าว หอม กระเทียมดี

มีสวนสมเด็จ เขตดงลำดวน หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำสามัคคี

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

4-17 5-15
รูปที่ 2 ต้นลำดวน รูปที่ 3 ดอกลำดวน

 

มีการตั้งถิ่นฐานในจังหวัดศรีสะเกษมาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนเกิดพัฒนาการที่เข้มข้นในสมัยอาณาจักรขอมซึ่งได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมหลายประการไว้ เช่นปราสาทหินและปรางค์กู่ศิลปะขอมตั้งกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง ครั้นในสมัยอาณาจักรอยุธยา มีการยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน (ตำบลลำดวนใหญ่ อำเภอวังหิน ในปัจจุบัน) เป็นเมืองศรีนครลำดวน ต่อมาโยกย้ายลงทางใต้และได้ชื่อใหม่เป็นเมืองขุขันธ์และในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งอาณาจักรรัตนโกสินทร์ได้ย้ายเมืองไปยังบริเวณตำบลเมืองเก่า (ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ในปัจจุบัน) แต่เรียกชื่อเมืองขุขันธ์ ตามเดิม กระทั่งยกฐานะเป็น จังหวัดขุขันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2459 แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ พ.ศ. 2481

แหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญในจังหวัดศรีสะเกษ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร, สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ศรีสะเกษ, ปรางค์กู่, ปราสาทหินวัดสระกำแพงน้อย, ปราสาทสระกำแพงใหญ่, ปราสาทเยอ, ปราสาทหินบ้านปราสาท, ปราสาทหินโดนตวล, บึงนกเป็ดน้ำไพรบึง, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้นพึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ข้าวหอมมะลิ, ผลไม้ เช่น ทุเรียน และเงาะ, พืชสวน เช่น หอมแดง,กระเทียม และยางพาราตลอดจนพืชไร่ เป็นต้นว่า มันสำปะหลัง และถั่วลิสง

สมัยก่อนประวัติศาสตร์

หลักฐานทางโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในพื้นที่นี้ย้อนหลังไปตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (สมัยก่อนที่จะมีการใช้ตัวอักษรหรือภาษาเขียน จารึกเรื่องราวต่างๆในสังคมมนุษย์) ตอนปลาย ในสมัยเหล็ก(ยุคเหล็ก)(Iron Age) ราว 2,500 ปีมาแล้ว เช่น แหล่งภาพสลักบริเวณผาเขียน-ผาจันทน์แดง ในเขตอำเภอขุนหาญ ตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก อันเป็นเขตพื้นที่สูงทางตอนใต้ของจังหวัดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนั้นยังร่องรอยชุมชนสมัยเหล็กอยู่ในบริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล ทางตอนเหนือของจังหวัด เช่น กลุ่มชุมชนโบราณในเขตอำเภอราษีไศล ซึ่งปรากฏร่องรอยชุมชนที่มีหลักฐานโครงกระดูกมนุษย์ ที่ได้รับการฝังศพพร้อมกับวัตถุอุทิศอันเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยเหล็กและภาชนะดินเผา ตลอดจนแบบแผนพิธีกรรมฝังศพแบบวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำมูล-ชี หรือที่เรียกว่า"วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้"

สมัยประวัติศาสตร์

สมัยวัฒนธรรมทวารวดี

ต่อมาในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-16 (ประมาณ 1,400 - 1,200 ปีมาแล้ว) ชุมชนสมัยเหล็ก (โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล ทางตอนเหนือของจังหวัด) ได้มีพัฒนาการต่อมาเป็นชุมชนในพุทธศาสนา นิกายเถรวาทหรือหินยาน มีการจารึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ด้วยตัวอักษรหรือภาษาเขียนแบบโบราณ จึงจัดเป็นช่วง "ยุคหรือสมัยประวัติศาสตร์" ตอนต้น รวมทั้งมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ โดยการขุดคูน้ำและสร้างคันดินล้อมรอบเมือง เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำในฤดูแล้งและใช้เป็นแนวป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ชุมชนโบราณสำคัญที่มีลักษณะผังเมืองดังกล่าวนี้ เช่น เมืองโบราณที่มีคูน้ำ-คันดิน หลายแห่งในเขตอำเภอราษีไศล, เมืองโบราณคูขัณฑ์(หรือคูขันธ์)ซึ่งเป็นที่ตั้งตัวอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบัน

สมัยวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณ

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-17(ประมาณ 1,300 - 900 ปีมาแล้ว) ก็มีชุมชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้รับกระแสวัฒนธรรมแบบขอมโบราณตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตตอนกลางและตอนล่างของพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่นับถือเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-16) และพุทธศาสนา นิกายมหายาน (ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17) โดยปรากฏเป็นชุมชนขนาดน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง หลายชุมชมมีการก่อสร้างศาสนสถานซึ่งเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันคือปราสาทหินโบราณ เช่น ปราสาทหินสระกำแพงใหญ่ ปราสาทหินสระกำแพงน้อย ใน เขตอำเภออุทุมพรพิสัย , ปราสาทบ้านปราสาท อำเภอห้วยทับทัน , ปราสาทกู่สมบูรณ์ อำเภอบึงบูรพ์, ปราสาททามจาน(หรือปราสาทบ้านสมอ), ปราสาทปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่, ปราสาทตาเล็ง อำเภอขุขันธ์, ปราสาทเยอ อำเภอไพรบึง, ปราสาทภูฝ้าย ปราสาทพระวิหารและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บริเวณพะลานหินเขตผามออีแดง ปราสาทโดนตวล อำเภอกันทรลักษ์, ปราสาทหนองปราสาท ปราสาทตำหนักไทร อำเภอขุนหาญ เป็นต้น โบราณสถานที่เรียกว่าปราสาทหินแบบศิลปะขอมที่พบเป็นจำนวนมากในจังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้จังหวัดศรีสะเกษได้รับสมญานามว่า "เมืองปรางค์ร้อยกู่" หรือ "นครร้อยปราสาท"

สมัยกรุงศรีอยุธยา

การสร้างบ้านแปงเมืองซึ่งเป็นต้นเค้าของการพัฒนามาเป็นจังหวัดศรีสะเกษ ได้ปรากฏชัดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ตั้งแต่ พ.ศ. 2232 โดยเป็นผลจากที่อาณาจักรลาวเกิดการแย่งชิงอำนาจการปกครอง ทำให้ชาวลาวกลุ่มหนึ่งประมาณ 3,๐๐๐ คน หนีภัยลงมาทางใต้ มาปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม และไปตั้งหลักแหล่งที่เมืองจำปาศักดิ์ หลังจากนั้นเป็นต้นมา อาณาจักรลาวก็แยกออกเป็นสามอาณาจักรคือหลวงพระบาง เวียงจันทน์และจำปาศักด นอกจากนั้น การแย่งชิงอำนาจและการแบ่งแยกบ้านเมืองดังกล่าวเป็นเหตุให้ชาวลาวหลายกลุ่มอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนในเขตฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ซึ่งได้แก่พื้นที่ภาคอีสานของไทยหลายกลุ่มซึ่งเรียกกันว่า ไปครัว หรือไปอยู่บ้านใหม่ แสวงหาที่ทำกินดินดำน้ำชุ่ม วิธีการอพยพที่สำคัญคือ การอาศัยลำน้ำมูลในการเดินทางอพยพ เมื่อพบชัยภูมิที่เหมาะสมก็ตั้งเมืองสร้างบ้านแปงเมืองสืบต่อกันมา ในระยะนั้น มีกลุ่มชนเผ่าที่เรียกตนเองว่า กูยจำนวน 6 กลุ่ม อพยพมาจากเมืองอัตปือแสนแป เขตนครจำปาศักดิ์ ข้ามลำน้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มได้นำไพร่พลเข้าจับจองพื้นที่รกร้างตั้งเป็นชุมชน ต่างๆ ดังนี้

  • ตากะจะ(หรือตาไกร)และ เชียงขัน มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน (บ้านดวนใหญ่ ในเขตอำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบัน)
  • เชียงปุม มาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านเมืองที ต่อมาได้สร้างบ้านเมืองอยู่ที่บ้านคูปทายและยกเป็นปทายสมันต์ (จังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบัน)ส่วนเมืองทีให้เชียงปิดน้องชายเป็นหัวหน้าปกครอง
  • เชียงฆะ มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านอัจจะปึงหรือเมืองดงยาง (ในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน)
  • เชียงชัย มาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านจารพัต (ในเขตอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน)
  • เชียงสง มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเมืองลิง (ในเขตอำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน)
  • เชียงสี (ตากะอาม) มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่กุดหวาย (อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบัน)

ชุมชนชาวกูยดังกล่าวได้อยู่อาศัยเรื่อยมาจนล่วงเข้าสู่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ใน พ.ศ. 2302 รัชกาลสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์(หรือพระที่นั่งสุริยามรินทร์)พญาช้างเผือกมงคลในราชสำนักแตกโรงมาจากจากกรุงศรีอยุธยา หนีเข้าป่าไปรวมอยู่กับโขลงช้างป่าในเทือกเขาพนมดงเร็ก ตากะจะหรือตาไกรและเชียงขัน พร้อมด้วยหัวหน้าชาวกูยเขมรป่าดงได้รับอาสาตามจับพญาช้างเผือกได้แล้วนำส่งถึงกรุงศรีอยุธยา ด้วยความชอบในครั้งนี้จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ "ตากะจะ" หรือ "ตาไกร" เป็น "หลวงแก้วสุวรรณ" ตำแหน่งหัวหน้านายกอง ปกครองหมู่บ้าน โดยโปรดให้ยก บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวนขึ้นเป็น เมือง "ศรีนครลำดวน" ต่อมาเมืองศรีนครลำดวนขาดแคลนน้ำ จึงโปรดให้ย้ายไปจัดตั้งเมืองใหม่ที่ริมหนองแตระห่างจากเมืองเดิมไปทางใต้ เมืองใหม่เรียก "เมืองคูขัณฑ์" หรือ "เมืองคูขันธ์"(หมายถึงเมืองที่มีคูน้ำล้อมรอบ แต่ต่อมาชื่อนี้ได้เพี้ยนมาเป็น "ขุขันธ์") ซึ่งได้แก่อำเภอขุขันธ์ในปัจจุบัน จนล่วงปีพุทธศักราช 2306 หลวงแก้วสุวรรณนำเครื่องบรรณาการถวายพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา ความชอบครั้งนี้ได้โปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้หลวงแก้วสุวรรณ เป็นพระไกรภักดีศรีนครลำดวน ตำแหน่ง "เจ้าเมือง"คูขัณฑ์ คนแรก

สมัยกรุงธนบุรี

ลุถึงสมัยกรุงธนบุรี ระหว่างปี พ.ศ. 2319 - พ.ศ. 2320 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี(พระเจ้าตากสิน) โปรดเกล้าฯ มีรับสั่งให้ พระยาจักรี (ทองด้วง) ไปทำศึกปราบกบฎกับเวียงจันทน์ พระไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) และ "หลวงปราบ" ได้เกณฑ์กำลังไปช่วยรบอย่างเข้มแข็งจนได้รับชัยชนะทุกครั้ง ถือว่ามีความดีความชอบจึงได้โปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ พระไกรภักดีศรีนครลำดวน เป็น "พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน"

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

พ.ศ. 2325 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้แยกบ้านโนนสามขาสระกำแพงออกจากเมืองคูขัณฑ์ แล้วตั้งเป็นเมืองใหม่คือ เมืองศีร์ษะเกษ

พ.ศ. 2354 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมืองขุขันธ์ ขอพระราชทานพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ยกบ้านลังเสนเป็น เมืองกันทรลักษณ์ แล้วย้ายเมืองกันทรลักษณ์มาอยู่ที่บ้านลาวเดิม และยกบ้านแบบเป็น เมืองอุทุมพรพิสัย แล้วย้ายไปอยู่ที่บ้านปรือ

พ.ศ. 2386 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งบ้านลำโดมใหญ่ เป็น เมืองเดชอุดม ขึ้นกับเมืองขุขันธ์

พ.ศ. 2388 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งบ้านไพรตระหมักและบ้านตาสี เป็น เมืองมโนไพร ขึ้นกับเมืองขุขันธ์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศกัมพูชาเรียกเมืองมะลูเปรย)

พ.ศ. 2418 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มืองหนองคายเกิดกบฎโดยกลุ่มฮ่อ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แม่ทัพคุมกองทัพจากนครราชสีมา และกองทัพจากเมืองต่างๆ รวมทั้ง เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม และเมืองศรีสะเกษ ไปปราบกบฎฮ่อที่หนองคาย สามารถตีกลุ่มกบฎฮ่อแตกพ่ายยับเยิน ที่เหลือก็ถูกจับเป็นเชลยทั้งหมด

พ.ศ. 2424 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ เริ่มใช้นโยบายเลิกทาส มีสารตรา ไปยังหัวเมืองด้านตะวันออก ห้ามมิให้จับข่า ( กวย หรือส่วย ) มาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนและใช้สอยการงานต่าง ๆ และส่วนผู้ใดได้ซื้อหามาจากผู้ใดอยู่ก่อนนั้น ก็ให้อยู่กับผู้นั้นต่อไป เพราะถ้าจะให้ข้าทาสนั้นหลุดพ้นค่าตัวไปก็จะเป็นเหตุเดือดร้อนแก่มูลนาย ผู้ซื้อและแลกเปลี่ยนมาก่อนนั้น

พ.ศ. 2424 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งบ้านโนนหินกอง เป็น เมืองราษีไศล ขึ้นกับเมืองศีร์ษะเกษ

พ.ศ. 2424 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้วางโครงข่ายระบบโทรเลขจากเมืองขุขันธ์ไปยังเมืองต่างๆ 2 สายคือ สร้างทางสายโทรเลขขุขันธ์-จำปาศักดิ์ และสร้างทางสายโทรเลขจากเมืองขุขันธ์-มโนไพร-เมืองเสียมราฐ

พ.ศ. 2434 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรเป็นข้าหลวงใหญ่ พร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนออกไปตั้งอยู่ ณ เมืองนครจำปาศักดิ์ กองหนึ่งให้เรียกว่า ข้าหลวงหัวเมืองลาวกาว ให้เมืองนครจำปาศักดิ์ เมืองเชียงแตง เมืองแสนปาง เมืองสีทันดร เมืองสาลวัน เมืองอัตปือ เมืองคำทองใหญ่ เมืองสุรินทร์ เมืองสังฆะ เมืองขุขันธ์ เมืองเดชอุดม เมืองศีร์ษะเกษ เมืองอุบล เมืองยโสธร เมืองเขมราฐ เมืองกมลาไสย เมืองสุวรรณภูมิ เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแล่นช้าง เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม เมืองใหญ่ 21 เมือง เมืองขึ้น 43 เมือง อยู่ในบังคับบัญชาข้าหลวงเมืองลาวกาว

พ.ศ. 2435 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดรูปการปกครองแบบมณทล ขึ้น โดยให้เมืองศีร์ษะะเกษขึ้นอยู่กับมณฑลอีสาน

พ.ศ. 2436 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฝรั่งเศสได้ยกทัพขึ้นทางเมืองเชียงแตง เมืองสีทันดร และเมืองสมโบก ซึ่งสมันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรในฐานะผู้สำเร็จราชการข้าหลวงใหญ่มณฑลอีสานได้รับหน้าที่ผู้อำนวยการป้องกันราชอาณาจักร ให้เกณฑ์กำลังหัวเมืองสุรินทร์ เมืองศรีสะเกษ เมืองขุขันธ์ เมืองมหาสารคาม และเมืองร้อยเอ็ด เมืองละ 800 เมืองสุวรรณภูมิ และเมืองยโสธร เมืองละ 500 ฝึกการรบแล้วส่งกำลังรบเหล่านี้เข้าตรึงการรุกรานของฝรั่งเศสทุกจุด สถานการณ์สงครามสงบลงในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2436 ต่างฝ่ายต่างถอนกำลังรบ กำลังรบของเมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ จึงได้กลับคืนบ้านเมือง อาจกล่าวได้ว่านับแต่ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเกิดศึกสงครามจากข้าศึกนอกราชอาณาจักร ชาวขุขันธ์และชาวศรีสะเกษจะมีบทบาทในการป้องกันบ้านเมืองด้วยเสมอ

ในระยะเวลาดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อจัดการปกครองภายในหัวเมืองตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นระเบียบแบบแผนยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำหัวเมืองลาวกาวและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า มณฑลลาวกาว สืบแทนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร

พ.ศ. 2436 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระศรีพิทักษ์ (หว่าง )ป็นข้าหลวงเมืองขุขันธ์ โดยรวมเมืองขุขันธ์ เมืองสุรินทร์และเมืองสังขะ เป็นบริเวณเดียวกัน ตั้งที่ทำการข้าหลวง ณ เมืองขุขันธ์

พ.ศ. 2445 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนชื่อ มณฑลอีสาน เป็น มณฑลอุบล มีเมือง 3 เมืองขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของมณฑลอุบล คือ เมืองอุบลราชธานี เมืองขุขันธ์ และเมืองสุรินทร์ ช่วงดังกล่าวไม่ปรากฏชื่อเมืองศีรษะเกษ สันนิษฐานว่าเมืองศีร์ษะเกษถูกยุบลงเป็นอำเภอขึ้นกับเมืองขุขันธ์ซึ่งเป็นเมืองเก่ามาแต่เดิม

พ.ศ. 2447 ย้ายที่ตั้งเมืองขุขันธ์(ซึ่งอยู่ที่บ้านแตระ ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ในปัจจุบัน) มาอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า(ปัจจุบันคือตำบลเมืองเหนือในเขตเทศบาลเมืองศรีสะเกษในปัจจุบัน) และยังคงใช้ชื่อ "เมืองขุขันธ์" ยุบเมืองขุขันธ์เดิมเป็นอำเภอห้วยเหนือ(ที่ตั้งอำเภอขุขันธ์ในปัจจุบันนี้)

ครั้น พ.ศ. 2455 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รวมบ้านเมืองขุขันธ์(คูขัณฑ์ หรือ คูขันธ์) เมืองศีร์ษะเกษ และเมืองเดชอุดม เข้าเป็นเมืองเดียวกัน เรียก "เมืองขุขันธ์"

พ.ศ. 2459 มี "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่าเมืองเรียกว่าจังหวัด ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2459" ให้เรียกเมืองขุขันธ์ใหม่เป็น "จังหวัดขุขันธ์"

เขตการปกครองของจังหวัดขุขันธ์ในอดีตมี 7 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ซึ่งรายชื่อดังต่อไปนี้สะกดชื่อตามราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2460 ได้แก่

  1. อำเภอเมืองขุขันธ์ (อำเภอห้วยเหนือ)
  2. อำเภอเมืองศีร์ษะเกษ
  3. อำเภอราษีไสล (อำเภอคง)
  4. อำเภอรัตนบุรี (ต่อมาถูกโอนไปขึ้นกับจังหวัดสุรินทร์)
  5. อำเภอกันทรลักษ์ (อำเภอน้ำอ้อม)
  6. อำเภออุทุมพรพิไสย
  7. อำเภอเดชอุดม (ต่อมาได้รับการโอนไปขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานีใน พ.ศ. 2472)
  8. กิ่งอำเภอบัวบุณฑริก (หรืออีกชื่อหนึ่งคือกิ่งอำเภอโพนงาม ซึ่งแยกออกมาจาก อำเภอเดชอุดม ใน พ.ศ. 2466 ต่อมาได้รับการโอนไปขึ้นกับ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกับอำเภอเดชอุดม)

 

วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ตรา "พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามจังหวัดและอำเภอบางแห่ง พุทธศักราช 2481"มาตรา 3 ให้เปลี่ยนชื่อ "จังหวัดขุขันธ์" เป็น จังหวัดศรีสะเกษ (เดิมในพระราชกฤษฎีกาสะกดว่า "ศีร์ษะเกษ") โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน ปีนั้น

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Thailand 5-16-1
รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดศรีสะเกษ รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดศรีสะเกษ

 

จังหวัดศรีสะเกษตั้งอยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เรียกว่า อีสานใต้ ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ประมาณ 571 กิโลเมตร ทางรถไฟ

ประมาณ 551 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ เขตอำเภอราษีไศล อำเภอศิลาลาด และอำเภอยางชุมน้อย ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ด
ทิศใต้ เขตอำเภอขุขันธ์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์ ติดต่อกับประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย
ทิศตะวันออก เขตอำเภอกันทรลักษ์ อำเภอกันทรารมย์ และอำเภอโนนคูณ ติดต่อกับจังหวัดอุบลราชธานี
ทิศตะวันตก

เขตอำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอปรางค์กู่ อำเภอห้วยทับทัน และอำเภอบึงบูรพ์ ติดต่อกับจังหวัดสุรินทร์

พื้นที่ ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ

(1) พื้นที่

จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ประมาณ 8,839.90 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,524,987.5 ไร่

(2) ภูมิประเทศ

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับทุ่งนา มีภูเขาและป่าไม้อยู่ทางตอนใต้ และพื้นที่จะค่อยๆ ลาดลงสู่ทิศเหนือและทิศตะวันตก ซึ่งเต็มไปด้วย ห้วย คลอง หนอง บึง ต่างๆ ตลอดระยะทางที่ลำน้ำมูลและลำน้ำชีไหลผ่าน สภาพดินร้อยละ 60 เป็นลักษณะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีแต่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และมีแนวชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาประมาณ 127 กม. (อำเภอกันทรลักษ์ 76 กม. อำเภอขุนหาญ 18 กม. และอำเภอภูสิงห์ 33 กม.)

ทุ่งกุลาร้องไห้

ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นที่ราบขนาดใหญ่มีพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ อยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดร้อยเอ็ด การที่ได้ชื่อว่าทุ่งกุลาร้องไห้ มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ชนเผ่ากุลาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยจากเมืองเมาะตะมะ ประเทศพม่า ได้เดินทางมาค้าขายผ่านทุ่งแห่งนี้ ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน ไม่พบหมู่บ้านใด ๆ เลย น้ำก็ไม่มีดื่ม ต้นไม้ก็ไม่มีที่จะให้ร่มเงา มีแต่ทุ่งหญ้าเต็มไปหมด พื้นดินเป็นทราย เดินทางยากลำบากเหมือนอยู่กลางทะเลทราย ทำให้คนพวกนี้ถึงกับร้องไห้

ในอดีตทุ่งกุลาร้องไห้ในฤดูแล้ง พื้นที่ส่วนใหญ่จะแห้งแล้งมาก ส่วนในฤดูฝนน้ำจะท่วมทุกปี ใต้พื้นดินลงไปเป็นน้ำเค็ม ไม่สามารถทำการเกษตรได้ หลังจากที่ได้มีการพัฒนาที่ดินแล้ว ทุ่งกุลาร้องไห้ได้กลายเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ และกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มีชื่อเสียงของไทย

ภูดินแดง

เป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่า จัดเป็นดินร่วนปนทราย มีสีแดงจึงเรียกว่า ดงดินแดง หรือ ภูดินแดงซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญได้ เขตภูดินแดงเป็นแนวภูเขาไฟเก่าที่มีพื้นที่กว้างขวาง อยู่ลึกเข้ามาจากแนวเทือกเขาพนมดงรัก ชายเขตแดนไทยกับกัมพูชา เป็นรอยต่อของอำเภอเบญจลักษณ์ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุนหาญและอำเภอกันทรลักษณ์ เขตนี้จึงเป็นย่านที่ปลูกพืชสวนสำคัญๆ ได้ผลดี เช่น เงาะ ทุเรียน ยางพารา ฯลฯ

(3) ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศโดยทั่วไปของจังหวัดศรีสะเกษ มีอากาศร้อนจัดในฤดูร้อนและค่อนข้างหนาวจัดในฤดูหนาว ส่วนฤดูฝนจะมีฝนตกหนักในเดือนกันยายน โดยเฉลี่ยแล้วในปีหนึ่งๆ จะมีฝนตก 100 วัน ปริมาณฝนเฉลี่ย 1,200 - 1,400 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิ ต่ำสุด ประมาณ 10 องศาเซลเซียส สูงสุด ประมาณ 40 องศาเซลเซียส เฉลี่ยประมาณ 26-28 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพันธ์เฉลี่ย 66-73 %

(4) ทรัพยากรธรรมชาติ

สัตว์ป่าและพื้นที่อนุรักษ์

พื้นที่ตอนใต้ของจังหวัดในเขต อำเภอภูสิงห์ อำเภอขุนหาญ และ อำเภอกันทรลักษ์ อันเป็นแนวเทือกเขาพนมดงรัก ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอาณาบริเวณที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์และมีธรรมชาติอันเป็นระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด สัตว์ป่าจำนวนมากในพื้นที่นี้จัดเป็นสัตว์ป่าหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น กูปรี หรือโคไพร หรือ วัวป่า ซึ่งมีรายงานว่ามีปริมาณหลงเหลืออยู่น้อยมาก ด้วยเหตุนี้ ทางราชการจึงได้ประกาศจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและพื้นที่รอยต่อกับจังหวัดใกล้เคียง(สุรินทร์-อุบลราชธานี) ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม

ป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์

ลักษณะป่าไม้ของจังหวัดศรีสะเกษ ส่วนใหญ่เป็นป่าโปร่ง ประกอบด้วยป่ายาง ไม้เต็ง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้กระบาก และไม้เบญจพรรณ จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ป่าไม้แยกเป็นป่าอนุรักษ์ (3 แห่ง 472,075 ไร่) ป่าสงวน (4 ป่า 92,042 ไร่) ป่าชุมชน (อยู่ในเขตป่าสงวน 25,621 ไร่, ป่าไม้ 1,845 ไร่, ป่าสาธารณะประโยชน์ 7,094 ไร่) ป่าเศรษฐกิจ (Zone E: 825,246 ไร่) พื้นที่ป่าไม้ที่สมบูรณ์ร้อยละ 11.67 ของพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

แหล่งน้ำและระบบชลประทาน

จังหวัดศรีสะเกษ มีแหล่งน้ำที่สำคัญและมีผลต่อกิจกรรมการเกษตร การประมง ดังนี้

  • แม่น้ำมูล ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาดงพญาเย็นในท้องที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ไหลเข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณอำเภอราษีไศล ไหลผ่านอำเภอยางชุมน้อย อำเภอเมืองศรีสะเกษ และอำเภอกันทรารมย์ แล้วไหลไปบรรจบแม่น้ำชี ที่จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ทางทิศเหนือของแม่น้ำมูลลักษณะเป็นที่ราบลุ่มมีสภาวะน้ำท่วมขังในฤดูฝน
  • ห้วยทับทัน ไหลมาจากอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดศรีสะเกษในเขตอำเภออุทุมพรพิสัย ไหลลงไปบรรจบแม่น้ำมูลบริเวณอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์
  • ห้วยสำราญ ไหลมาจากเขตอำเภอปรางค์กู่ ผ่านอำเภอเมืองศรีสะเกษ แล้วไหลลงแม่น้ำมูล ที่เขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ
  • ห้วยศาลา เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ดัดแปลงทำเป็นเขื่อนเก็บน้ำที่ไหลมาจากห้วยสำราญและมีต้นน้ำจากห้วยพนมดงรัก สามารถบรรจุน้ำได้สูงสุด 52.5 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ทำการชลประทาน จำนวน 20,400 ไร่ มีน้ำตลอดปี
  • เขื่อนราษีไศล เป็นเขื่อนคอนกรีต มีบานประตูระบายน้ำ 7 บาน กั้นแม่น้ำมูลที่บ้านห้วย-บ้านดอน ตั้งอยู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เขื่อนเริ่มเก็บกักน้ำในปี พ.ศ. 2536

แร่ธาตุและทรัพยากรธรณี

โครงสร้างทางธรณีวิทยา ตลอดจนลักษณะทางธรณีสัณฐานและปฐพีสัณฐาน พบว่าในเขตพื้นที่สูงทางตอนใต้ของจังหวัดได้แก่แนวพรมแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภอกันทรลักษ์และอำเภอขุนหาญ เป็นแหล่งกำเนิดแร่ธาตุอันเป็นทรัพยากรธรณีที่มีศักยภาพเชิงอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจหลายชนิด ผลการสำรวจทางธรณีวิทยาพบว่าในพื้นที่อำเภอดังกล่าวของจังหวัดศรีสะเกษเป็นแหล่งแร่ธาตุและทรัพยากรธรณีชนิดต่างๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วยหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่อการก่อสร้าง และรัตนชาติที่สำคัญได้แก่พลอยสีแดงหรือสีดอกตะแบก, โกเมน, แซฟไฟร์, ทับทิม และเพทาย ตลอดจนพลอยอื่นๆ เช่น พลอยน้ำค้างและโอลิวีน แหล่งแร่พลอยที่สำคัญได้แก่พื้นที่บ้านด่าน อำเภอกันทรลักษ์ และพื้นที่เชิงเขาพนมดงรักในเขตอำเภอขุนหาญ ซึ่งเป็นแหล่งแร่รัตนชาติขนาดใหญ่ที่กรมทรัพยากรธรณียังไม่ได้เปิดสัมปทานให้มีการดำเนินการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ

ส่วนพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัด เป็นแหล่งทรายและกรวดแม่น้ำเพื่ออุตสาหกรรมการก่อสร้างในจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง โดยแหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่พื้นที่ฝั่งแม่น้ำมูลในหลายอำเภอ เช่น อำเภอศิลาลาด อำเภอราษีไศล อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอยางชุมน้อย และอำเภอกันทรารมย์ นอกจากนั้น พื้นที่ทางตอนเหนือยังเป็นแหล่งแร่เกลือหินและโพแทซ ซึ่งมีปริมาณสำรองเพียงพอและมีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ แร่ดังกล่าวพบมากในเขตอำเภอศิลาลาด อำเภอราษีไศล อำเภอยางชุมน้อย และบางส่วนของอำเภอบึงบูรพ์ อำเภอเมืองศรีสะเกษ และอำเภอกันทรารมย์

นอกเหนือจากแร่ข้างต้นแล้ว หลายพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งตอนเหนือ ตอนกลางและตอนใต้ ยังเป็นแหล่งแร่ศิลาแลงหรือดินแลงและแร่ดินเหนียว ซึ่งมีปริมาณสำรองและศักยภาพเหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างรวมทั้งอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมอิฐและดินเผา แหล่งแร่ที่สำคัญครอบคลุมพื้นที่อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ อำเภอบึงบูรพ์ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์

จังหวัดศรีสะเกษแบ่งการปกครองเป็น 2,557 หมู่บ้าน, 206 ตำบล, 22 อำเภอ ได้แก่

Amphoe

1. อำเภอเมืองศรีสะเกษ
2. อำเภอยางชุมน้อย
3. อำเภอกันทรารมย์
4. อำเภอกันทรลักษ์
5. อำเภอขุขันธ์
6. อำเภอไพรบึง
7. อำเภอปรางค์กู่
8. อำเภอขุนหาญ
9. อำเภอราษีไศล
10. อำเภออุทุมพรพิสัย
11. อำเภอบึงบูรพ์

 

12. อำเภอห้วยทับทัน
13. อำเภอโนนคูณ
14. อำเภอศรีรัตนะ
15. อำเภอน้ำเกลี้ยง
16. อำเภอวังหิน
17. อำเภอภูสิงห์
18. อำเภอเมืองจันทร์
19. อำเภอเบญจลักษ์
20. อำเภอพยุห์
21. อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ
22. อำเภอศิลาลาด

รูปที่ 7 อำเภอในจังหวัดเลย

 

 

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลเมือง 2 แห่ง เทศบาลตำบล 23 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 191 แห่ง

องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

อำเภอเมืองศรีสะเกษ

 เทศบาลเมืองศรีสะเกษ

 เทศบาลตำบลน้ำคำ

 เทศบาลตำบลตะดอบ

อำเภอยางชุมน้อย

 เทศบาลตำบลยางชุมน้อย

อำเภอกันทรารมย์

 เทศบาลตำบลกันทรารมย์

อำเภอกันทรลักษ์

 เทศบาลเมืองกันทรลักษ์

 เทศบาลตำบลสวนกล้วย

อำเภอไพรบึง

 เทศบาลตำบลไพรบึง

อำเภอปรางค์กู่

 เทศบาลตำบลปรางค์กู่

อำเภอขุนหาญ

 เทศบาลตำบลขุนหาญ

 เทศบาลตำบลโนนสูง

 เทศบาลตำบลสิ

 เทศบาลตำบลกันทรอม

 เทศบาลตำบลกระหวัน

 เทศบาลตำบลโพธิ์กระสัง

อำเภออุทุมพรพิสัย

 เทศบาลตำบลกำแพง

 เทศบาลตำบลสระกำแพงใหญ่

 เทศบาลตำบลโคกจาน

 เทศบาลตำบลอุทุมพรพิสัย

อำเภอบึงบูรพ์

 เทศบาลตำบลบึงบูรพ์

อำเภอห้วยทับทัน

 เทศบาลตำบลห้วยทับทัน

อำเภอศรีรัตนะ

 เทศบาลตำบลศรีรัตนะ

อำเภอขุขันธ์

 เทศบาลตำบลเมืองขุขันธ์

อำเภอราษีไศล

 เทศบาลตำบลเมืองคง

อำเภอวังหิน

 เทศบาลตำบลบุสูง

อำเภอพยุห์

 เทศบาลตำบลพยุห์

หัวหน้าส่วนราชการ

prathip

นายประทีป กีรติเรขา

ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

snit

นายสนิท ขาวสอาด

รองผู้ว่าราชการจังหวัด

suriya 

นายสุริยะ อมรโรจน์วรวุฒิ

รองผู้ว่าราชการจังหวัด

kairat

นายไกรราศ แก้วดี

รองผู้ว่าราชการจังหวัด

 

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ

N/A

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจังหวัดศรีสะเกษ

1-13-1

การแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดศรีสะเกษ

คณะกรรมการการ­เลือกตั้งได้มีมติ ในการประชุม ครั้งที่ ๓๖/๒๕๕๔ วันพุธที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๔ ให้แบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดศรีสะเกษ ดังนี้

เขตเลือกตั้งที่ ๑ ประกอบด้วย

๑. อำเภอเมืองศรีสะเกษ ๒. อำเภอวังหิน

2-22-1

เขตเลือกตั้งที่ ๒ ประกอบด้วย

๑. อำเภอกันทรารมย์ ๒. อำเภอโนนคูณ ๓. อำเภอน้ำเกลี้ยง

3-14-1

เขตเลือกตั้งที่ ๓ ประกอบด้วย

อำเภอกันทรลักษ์ (ยกเว้นตำบลภูเงิน)

4-18-1

เขตเลือกตั้งที่ ๔ ประกอบด้วย

๑. อำเภอกันทรลักษ์ (เฉพาะตำบลภูเงิน) ๒. อำเภอเบญจลักษ์ ๓. อำเภอศรีรัตนะ ๔. อำเภอพยุห์ ๕. อำเภอไพรบึง

5-17-1

เขตเลือกตั้งที่ ๕ ประกอบด้วย

๑. อำเภอขุนหาญ ๒.อำเภอภูสิงห์ ๓. อำเภอขุขันธ์ (เฉพาะตำบลปรือใหญ่ ตำบลนิคมพัฒนา ตำบลศรีตระกูล และตำบลตาอุด)

6-21-1

เขตเลือกตั้งที่ ๖ ประกอบด้วย

๑. อำเภอขุขันธ์ (ยกเว้นตำบลปรือใหญ่ ตำบลนิคมพัฒนา ตำบลศรีตระกูล และตำบลตาอุด) ๒. อำเภอปรางค์กู่ (ยกเว้นตำบลสำโรงปราสาท และตำบลตูม)

7-7-1

เขตเลือกตั้งที่ ๗ ประกอบด้วย ๑. อำเภออุทุมพรพิสัย ๒. อำเภอห้วยทับทัน ๓. อำเภอปรางค์กู่ (เฉพาะตำบลสำโรงปราสาท และตำบลตูม) ๔. อำเภอเมืองจันทร์

8-3-1

เขตเลือกตั้งที่ ๘ ประกอบด้วย ๑. อำเภอราศีไศล ๒. อำเภอยางชุมน้อย ๓. อำเภอศิลาลาด ๔. อำเภอบึงบูรพ์ ๕. อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ

9-2-1

จังหวัดศรีสะเกษมีประชากรในปี 2554 รวมทั้งสิ้น 1,452,203 คน เป็นชาย 726,173 คน เป็นหญิง 726,030 คน (ข้อมูล ณ เดือน ธันวาคม พ.ศ.2554)

มีชุมชนหลายกลุ่มตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการอพยพย้ายครัวเข้ามาของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบันยังคงปรากฏลักษณะเฉพาะทางกายภาพและวัฒนธรรมของกลุ่มคนเหล่านั้นอยู่ กลุ่มคนดังกล่าวได้แก่ ชาวลาว ชาวเขมร ชาวกูย (หรือส่วยหรือกวย) และเยอ

  • กลุ่มชาติพันธุ์ลาว มีภาษาในการสื่อสารเป็นของตนเองทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนได้แก่อักษรไทยน้อยและอักษรธรรมอีสาน ซึ่งมีพื้นฐานและตัวอักษรใกล้เคียงกับอักษรลาว สำเนียงภาษาพูดของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาว จัดอยู่อยู่ในตระกูลภาษาไท(หรือไต)-กะได ในจังหวัดศรีสะเกษมีความแตกต่างจากสำเนียงของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในจังหวัดทางตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากพื้นฐานการพัฒนาและถิ่นฐานเดิมที่แตกต่างกัน ซึ่งมีทั้งชาวลาวที่เคลื่อนย้ายมาจากทางตอนเหนือและตอนใต้ของประเทศลาวปัจจุบัน ทั้งนี้ ภาษาลาวอีสานมีการพูดทั่วไปในทุกอำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ
  • กลุ่มชาติพันธุ์กูย (หรือส่วย หรือกวย)มีเพียงภาษาพูด สำเนียงและคำศัพท์ร่วมหลายคำคล้ายภาษาข่า แสก โส้ จัดล้วนจัดอยู่ในตระกูลภาษามอญ-เขมร(หรือขแมร์) ช่วยให้สามารถสื่อสารกันได้ ภาษากวยยังเป็นภาษาพิเศษที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมของหมอควาญช้าง สำหรับการบวงสรวงผีก่อนการออกจับช้างป่า มีกลุ่มชาติพันธุ์กวยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบางส่วนของอำเภอราษีไศล อำเภอเมืองจันทร์ อำเภอห้วยทับทัน อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอปรางค์กู่ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอศรีรัตนะ อำเภอไพรบึง อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
  • กลุ่มชาติพันธุ์เยอ มีเพียงภาษาพูด ซึ่งมีคำศัพท์ส่วนใหญ่คล้ายกับภาษากวยแต่มีสำเนียงที่แตกต่างและเพี้ยนไปจากภาษากวยตามสภาพแวดล้อม นักภาษาศาสตร์ให้ความเห็นว่าภาษาเยอคือภาษากวยที่มีความใกล้ชิดกับภาษาลาว ส่วนภาษากวยคือภาษาเยอที่ใกล้ชิดกับภาษาเขมร อย่างไรก็ตาม ภาษาเยอจัดเป็นภาษาในตระกูลมอญ-เขมร เช่นกัน โดยพบว่ามีการพูดภาษาดังกล่าวนี้ในบางพื้นที่ของอำเภอไพรบึง อำเภอพยุห์ อำเภอศรีรัตนะ และอำเภอน้ำเกลี้ยง
  • กลุ่มชาติพันธุ์เขมร มีภาษาพูดที่จัดเป็นภาษาเขมรถิ่นไทย หรือเขมรสูง (ขแมร์เลอ) เนื่องจากมีสำเนียงและคำศัพท์หลายคำแตกต่างไปจากภาษาพูดของชาวเขมรในเขตประเทศกัมพูชาซึ่งจัดเป็นชาวเขมรลุ่มหรือเขมรต่ำ(ขแมร์กรอม) อย่างไรก็ดี ภาษาเขมรสูงหรือเขมรถิ่นไทยในจังหวัดศรีสะเกษสามารถใช้พูดสื่อสารกับชาวเขมรในเขตประเทศกัมพูชาได้ โดยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษมีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเขมรอาศัยอยู่หนาแน่นในอำเภอภูสิงห์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์ รวมทั้งบางส่วนของอำเภอศรีรัตนะ อำเภอไพรบึง อำเภอปรางค์กู่และอำเภอห้วยทับทัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งจังหวัด

ด้านการศึกษา

หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษา แยกตามสังกัด ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษเขต 1, เขต 2, เขต 3, เขต 4 และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 28 มีสถานศึกษาในสังกัด 919 แห่ง (ไม่รวมโรงเรียนมัธยมในจังหวัดยโสธร)

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 12,163 คน นักเรียน 204,389 คน มีการบริหารจัดการโดยองค์คณะบุคคล 3 องค์คณะได้แก่ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา, คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา มีวิสัยทัศน์ " สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษเขต 1 เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สร้างโอกาสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน สู่สากล ภายในปี 2558" (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554)

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดย ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดศรีสะเกษ มีสถานศึกษา แยกเป็นรายอำเภอ 22 แห่ง มีผู้เรียน จำนวน 26,763 คน ครู 360 คน

(ข้อมูล ณ วันที่ 29 ธันวาคม 2554)

สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา มีสถานศึกษาในสังกัดประกอบด้วยวิทยาลัยเทคนิค ศรีสะเกษ, วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ, วิทยาลัยการอาชีพ, วิทยาลัยสารพัดช่าง ที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาสายอาชีพ จำนวน 6 แห่ง มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 670 คน นักเรียน นักศึกษา 9,481 คน มุ่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน สนองต่อความต้องการของชุมชน

(ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554)

สำนักงานบริหารคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จัดการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ถือเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง มีสถานศึกษาในสังกัด 29 แห่ง ครู 941 คน นักเรียน 22,013 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2554)

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีมหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษที่จัดการศึกษา มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ บนพื้นฐานของภูมิปัญญาไทย , ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ ภูมิปัญญาสากล มหาวิทยาลัย มีหลักสูตรที่เปิดทำการเรียน การสอน ทั้งภาคปกติ และภาคสมทบ มีนักศึกษาภาคปกติ ภาคสมทบ โครงการพิเศษรวม จำนวน 9,760 คน จำนวนบุคลากร สายวิชาการ และสายปฏิบัติการ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย บุคลากรสัญญาจ้าง รวม 175 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554)

ข้อมูลด้านการกีฬา

จังหวัดศรีสะเกษ มีสถาบันการศึกษาที่จัดการเรียนการสอนด้านการกีฬา จำนวน 2 แห่ง คือ โรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ และสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตศรีสะเกษ ในปี พ.ศ.2552 สโมสรฟุตบอลศรีสะเกษ ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกดิวิชั่น 1 จนเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดใกล้เคียง และจากการแข่งขันในครั้งนั้น ทำให้สโมสรฟุตบอลจังหวัดศรีสะเกษ ได้ผ่านเข้าไปแข่งขันในการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ ไทยพรีเมียร์ลีก 2553 เป็นสโมสรฟุตบอลสโมสรแรกที่มาจากจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัด

จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ทั้งหมด 5,524,987.5 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 3,506,418ไร่ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคการเกษตร ประมาณร้อยละ 70 หรือประมาณ 1.01 ล้านคน แบ่งเป็นพื้นที่ทำนา ประมาณ 3,339,752.75 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ นอกจากนี้ มีการปลูกพืชไร่ ได้แก่ มันสำปะหลัง พื้นที่ 134,789 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 3,826 ไร่ ไม้ผล ได้แก่ เงาะ 2,699 ไร่ ทุเรียน 1,922 ไร่ และพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ หอมแดง 40,952.50 ไร่ กระเทียม 525 ไร่ และพริกขี้หนูใหญ่ 24,618 ไร่ ส่วนยางพารา มีพื้นที่ปลูก 202,026 ไร่

สภาวะทางเศรษฐกิจ

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดศรีสะเกษขึ้นอยู่กับ ภาคการขายส่งขายปลีก ภาคเกษตร และด้านการศึกษา เป็นสำคัญ โดยในปี พ.ศ. 2553 ผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งสิ้น 55,643 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์มวลรวมเฉลี่ยต่อหัวประชากร (GPP Per Capita) 36,142 บาท/คน/ปี เป็นลำดับที่ 75 ของประเทศ

ข้อมูลด้านการเกษตร

จังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดขนาดใหญ่มีพื้นที่รวม 5.5 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการ ทำนา โดยในปีเพาะปลูก 2554/2555 มีพื้นที่ปลูกข้าวรวม 3,564,167 ไร่ แยกเป็นพื้นที่ปลูกข้าวเจ้า (ข้าวหอมมะลิ) 3,447,309 ไร่ พื้นที่ปลูกข้าวเหนียว 107,741 ไร่ ผลผลิตข้าวรวม 1,713,531.81 ตัน แยกเป็นผลผลิต ข้าวเจ้า 1,666,395.48 ตัน ผลผลิตข้าวเหนียว 47,136.33 ตัน พื้นที่นาผลิตข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ หอม กระเทียมศรีสะเกษก็ขึ้นชื่อว่าเป็นผลผลิตชั้นเยี่ยมยังไม่มี ที่ใดเทียบได้ พร้อมกับอาชีพใหม่ คือสวนไม้ผล จากทั่วทุกภาคในประเทศไทยก็สามารถปลูกได้ที่นี่ และกำลังโด่งดัง ด้วยคุณภาพระดับ Q หรือ มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด มะปรางหวาน ชมพู่ ลิ้นจี่ ลำไย กระท้อน สะตอ ฯลฯ สวนยางพาราอีกเกือบสองแสนไร่ สร้างรายได้ให้คนศรีสะเกษ และคืนความชุ่มชื่นให้แผ่นดินทดแทนไร่มันสำปะหลัง นอกเหนือไปจากหอมแดง กระเทียม พริก ที่ยังคงเป็นพืชไร่ที่สร้างรายได้อย่างงามให้แก่เกษตรกร ผลผลิตข้าวหอมมะลิจังหวัดศรีสะเกษ จะทยอยสู่ตลาดช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยมีช่องทางการจำหน่าย ผ่านพ่อค้าคนกลาง โรงสีข้าวในท้องถิ่นที่รวบรวมข้าวเปลือกสีเป็นข้าวสาร จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันข้าวหอมมะลิอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาดมาก จังหวัดศรีสะเกษได้มีการตรวจรับรองระบบการผลิตข้าวหอมมะลิที่ปลอดภัยจากสารพิษ ในปี 2554 ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 3,600 ราย และผ่านการตรวจรับรองระบบการผลิตข้าวหอมมะลิที่ปลอดภัยจากสารพิษ จำนวน 3,515 ราย พื้นที่เพาะปลูก 18,000 ไร่ ใน 22 อำเภอ ซึ่งจะทำให้ข้าวหอมมะลิจากจังหวัดศรีสะเกษเป็นข้าวหอมมะลิที่ได้คุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค เกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เพาะปลูกหอมแดง 2 สายพันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ลับแล อายุเก็บเกี่ยว 50-60 วัน และพันธุ์ศรีสะเกษ อายุเก็บเกี่ยว 70-80 วัน เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม ในฤดูการผลิตปี 2554/2555 จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่การเพาะปลูกหอมแดง 40,952.80 ไร่ ผลผลิตรวม 120,915.65 ตัน

หอมแดงเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำรายได้เข้าจังหวัด ปี 2551 เป็นเงิน 1,076,500,642 บาท ปี 2552 เป็นเงิน 733,023,760 บาท ปี 2553 เป็นเงิน 2,296,999,454 บาท ปี 2554 เป็นเงิน 1,813,734.75 บาท ซึ่งมากเป็นอันดับสองรองจากข้าว แต่หอมแดงศรีสะเกษ มักประสบปัญหาราคาตกต่ำเกือบทุกปี มากบ้าง น้อยบ้าง จากปัจจัยหลายประการ ทั้งการผลิตและการตลาด ซึ่งจังหวัดได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวโดยตลอด เริ่มตั้งแต่ปีการผลิต 2544/45 และได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาหอมแดงอย่างยั่งยืน ส่วนกระเทียมของศรีสะเกษ เป็นที่ยอมรับเรื่องคุณภาพมานานจนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นกระเทียมที่มีกลิ่นหอมแรงและเก็บไว้ได้นาน ปลูกมากที่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรารมย์ ให้ผลผลิตมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการแปรรูปผลผลิต กระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง OTOP ชั้นเยี่ยมของกลุ่มแม่บ้านบ้านกล้วย ตำบล สระเยาว์ อำเภอศรีรัตนะ

ศรีสะเกษเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพมาตรฐาน หอม-กระเทียมพันธุ์ดีหนึ่งเดียวและให้ผลผลิตมากที่สุดของประเทศไทย และยังเป็นจังหวัดที่รวมผลไม้คุณภาพดีเยี่ยมแทบทุกชนิดจากทุกภาคของไทยมาไว้ที่นี่ พื้นดินอุดมสมบูรณ์ที่ได้รับความเย็นชุ่มชื้นจากแนวป่าบนเทือกเขาพนมดงรัก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสวนไม้ผล อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอศรีรัตนะจึงเป็นแหล่งผลิตไม้ผลแหล่งใหญ่ของศรีสะเกษ ทั้งสวนเงาะ ทุเรียน มังคุด มะไฟหวาน จากภาคตะวันออก สะตอ ลองกอง ยางพารา จากภาคใต้ ลำไย ลิ้นจี่ จากภาคเหนือ มะปรางหวาน กระท้อน ชมพู่ ส้มโอและมะม่วงพันธุ์ดีจากภาคกลาง

ศรีสะเกษเป็นจังหวัดแรกในภาคอีสาน ที่นำพันธุ์เงาะโรงเรียน และทุเรียนหมอนทองมาปลูก ปัจจุบันขยายพื้นที่ปลูกผลไม้รวมกว่า 8,000 ไร่ มูลค่าผลผลิตมากกว่าปีละ 300-500 ล้านบาท

กำลังแรงงาน

1. ภาวการณ์การทำงาน

1) การมีงานทำ

ผู้มีงานทำ 922,231 คน (ไตรมาสที่ 4 ต.ค.-ธ.ค. ปี 2554) พบว่าทำงานภาคเกษตรกรรม 652,796 คน คิดเป็นร้อยละ 70.78 ของผู้ทำงานทั้งหมด ส่วนผู้ทำงานนอกภาคเกษตร 269,435 คน คิดเป็น ร้อยละ 29.22

2) การว่างงาน

จังหวัดศรีสะเกษ มีผู้ว่างงาน 4,472 คน (ไตรมาสที่ 4 ต.ค.-ธ.ค. ปี 2554) เป็นชาย 4,144 คน และหญิง 328 คน

2. การเลิกจ้าง

จังหวัดศรีสะเกษยังไม่ปรากฏว่า มีสถานประกอบกิจการรายใดเลิกจ้างงานเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ (ข้อมูล ณ ธันวาคม 2554)  

งานแสดงแสง-เสียงราตรีแห่งศรีพฤทเธศวร

sagampagya    sagampag    sagampagy

จังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีตอันยาวนาน และเป็นดินแดนที่เชื่อมต่ออารยธรรมขอมโบราณมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีผู้คนหลายเชื้อชาติ อาศัยอยู่รวมกันทั้ง เขมร ลาว ส่วย เยอ จึงทำให้มีความแตกต่างทางด้านประเพณีการแต่งกาย ความเป็นอยู่ และความเชื่อต่างๆ

การแสดงแสง-เสียงขนาดเล็ก "ศิวะราตรีแห่งศรีพฤทเธศวร" เป็นเรื่องราวการก่อสร้างปราสาทสระกำแพงใหญ่ ของชนเผ่าเขมร ลาว ส่วย เยอ ตามความเชื่อลัทธิไศวะนิกาย หรือ ลัทธิบูชาพระศิวะ "พระกมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร" เทพเจ้าแห่งจักรวาล และร่วมกันเฉลิมฉลองความรุ่งเรืองของดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยพลีกรรมบวงสรวงต่างๆ

เทศกาลดอกลำดวนบาน

lumdoen3 lumdoen4
lumdoen2 lumdoen


ท่ามกลางลมร้อน ในต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ดอกลำดวนจะพากันบานสะพรั่งและส่งกลิ่นหอมขจรขจายในยามเย็น ทำให้อาณาบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทรศรีสะเกษ ซึ่งมีต้นลำดวนขึ้น ตามธรรมชาติมากมายมีมนต์เสน่ห์ที่สร้างความร่มรื่น และธรรมชาติที่สวยงามในท่ามกลางฤดูกาล ของวันเวลาที่ผันแปร แม้จะเป็นวันที่ลมร้อนและดินแล้งมาเยือน ต้นลำดวน เป็นไม้พื้นเมืองและเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดศรีสะเกษ มีความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ เปรียบเสมือนชีวิตนักสู้ ที่อดทนและเรียบง่ายของชาวศรีสะเกษ นอกจากนี้ดอกลำดวนยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุสากล และเป็นสัญลักษณ์ผู้สูงอายุแห่งชาติ เพราะเป็นดอกไม้ดอกที่บานนานถึง ๒ เดือน กลีบดอกแข็ง กลิ่นหอม ใบเขียวชอุ่มให้ร่มเงาตลอดปี ประดุจดั่งความดีงาม ของผู้สูงอายุ อันเป็นที่พึ่งให้ความร่มเย็นแก่ผู้อ่อนวัยตลอดกาล ดังนั้นทางจังหวัดจึงถือ

โอกาสอันดี ในช่วงนี้ จัดงานเทศกาลดอกลำดวนขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ เทศกาลดอกลำดวน มีความสำคัญต่อชาวศรีสะเกษ เป็นอย่างมาก ในห้วงเวลาที่จะได้ร่วมเฉลิมฉลองพบปะไปมาหาสู่กันระหว่างพี่น้อง และเพื่อนพ้อง ต่างหมู่บ้านและอำเภอแสดงงออกถึงความสมานสามัคคีอันดีต่อกัน ณ บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่ใช้จัดงานเทศกาลดอกลำดวน มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ในงานยังมีกิจกรรมของการแสดงออกถึงวัฒนธรรมอีสานใต้ให้ได้ชมอีกด้วย อาทิเช่น การจัดโฮมแคนลำมูล การแสดง กันตรึม อาไย กระโน๊บติงตอง การสัมมนาประวัติศาสตร์ศรีสะเกษ การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองอีสานใต้ และการจัดงานเลี้ยงพาแลง ( อาหารแบบพื้นเมือง) ท่ามกลางการแสดง แสง-เสียง ศรีพฤทเธศวร อันยิ่งใหญ่
ตระการตาในยามค่ำคืน ช่วยให้บรรยากาศของงานทรงคุณค่าและปลุกจิตสำนึกของชนรุ่นหลังให้หวงแหนอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่แผ่นดินอีสานตลอดไป และนับว่าเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษให้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่วไป

เทศกาลเงาะ-ทุเรียนและของดีศรีสะเกษ
เทศกาลเงาะ-ทุเรียน จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน เป็นช่วงที่ผลไม้ต่างๆ
ที่ปลูกได้ในพื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษออกผลผลิตจำนวนมาก เช่น เงาะ ทุเรียน สะตอ กระท้อน ลำใย
และอื่นๆ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ผลไม้และผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ OTOP และส่งเสิม
การท่องเที่ยวทัวร์สวนเกษตร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัดศรีสะเกษ ณ สนามศาลากลาง
จังหวัดศรีสะเกษ มีการประกวดขบวนแห่ (ขบวนรถแห่ที่ตกแต่งด้วยผลไม้ และขบวนวัฒนธรรม
รถเข็นดนตรี( คณะกลองยาว)) )และการประกวดผลผลิตจากการเกษตร ซึ่งกิจกรรมในงาน มีการ
จำหน่าย ผลไม้สดจากสวน สินค้าจากชุมชน (OTOP) ตลอดวัน มีการแสดงโปงลาง โรงเรียนสตรีสิริเกศ การแสดงเซิ้งสะไน จากราษีไศล การแสดงชุดศรีพฤทเธศวร ของโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย การแสดงฟ้อนกลองตุ้ม จากกันทรารมณ์ ภาคกลางคืนมีการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน ชุดกันตรึม
และเรือมอัมเร จาก ขุขันธ์ ชุดเรือมมะม้วด จาก ศรีรัตนะ ชุดรำตำต๊ะ จากอ.เมือง และการประกวดธิดาชาวสวน

งานวันข้าวโพดหวาน อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ
งานวันข้าวโพดหวานของอำเภอศรีรัตนะ เป็นงานที่อำเภอศรีรัตนะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพื่อประชาสัมพันธ์ผลผลิตทางการเกษตร
ของอำเภอศรีรัตนะ โดยเฉพาะ "ข้าวโพดหวาน" ที่ทำชื่อเสียง ที่มีผลผลิตทยอยออกสู่ท้องตลาดได้ตลอดปี สร้างงานและเงินให้กับชาวไร่ในอำเภอ
ศรีรัตนะได้เป็นอย่างดี และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การจัดงานให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

งานประเพณีบุญบั้งไฟแสน
เป็นงานประเพณีที่สำคัญ มีการประกวดบั้งไฟสวยงาม ขบวนเซิ้ง และการแสดง
ด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่น เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่และสำคัญของอำเภอราษีไศล
อำเภอบึงบูรพ์ จัดในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี

ประเพณีบุญบั้งไฟมหกรรมผ้าไหมบึงบูรพ์
ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นงานบุญประเพณีของชาวไทยอีสานที่นิยมจัดในช่วงต้นฤดูฝน ด้วยความเชื่อว่าบุญบั้งไฟเป็นการบูชาพญาแถน บูชาอารักษ์หลักเมือง เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล การจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ จึงแสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ยังคงถือปฏิบัติอยู่ เนื่องจากเชื่อว่า หากปีใดงดบุญบั้งไฟ จะทำให้ท้องถิ่นของตนเกิดเภทภัย หากทำบุญดังกล่าวแล้ว ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข

ประเพณีบุญบั้งไฟมหกรรมผ้าไหมบึงบูรพ์ เป็นงานประเพณีที่อำเภอบึงบูรพ์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยกำหนดเอาเสาร์แรกของเดือนมิถุนายนเป็นวันจัดงาน และผนวกเอากิจกรรมเกี่ยวกับผ้าไหมเข้าไว้ในงานประเพณีบุญบั้งไฟด้วย เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของท้องถิ่นและส่งเสริมให้มีการพัฒนาการผลิตผ้าไหมซึ่งเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของอำเภอบึงบูรพ์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น

 

ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่  อำเภออุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

sis01

ปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่ ตั้งอยู่ที่บ้านกำแพงใหญ่ ตำบลสระกำแพงใหญ่ ริมทางหลวงหมายเลข 226 ห่างจากจังหวัด 26 กิโลเมตร ห่างจากตัวอำเภอ 2 กิโลเมตร เป็นปราสาทขอมที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัด ลักษณะเป็นปรางค์ 3 องค์บนฐานเดียวกัน เรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์ประธานอยู่ตรงกลาง ก่อด้วยหินทราย มีอิฐแซมบางส่วน มีทับหลังจำหลักภาพพระอินทร์ทรงช้างบนแท่นเหนือหน้ากาล ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ เป็นปรางค์อิฐ มีส่วนประกอบตกแต่งที่เป็นหินทราย เช่น ทับหลัง กรอบหน้าบันและกรอบเสาประตู ด้านหลังปรางค์องค์ทิศใต้มีปรางค์ก่ออิฐอีก 1 องค์ ด้านหน้ามีวิหารก่ออิฐ 2 หลัง ล้อมรอบด้วยระเบียงคตก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีโคปุระหรือประตูซุ้มทั้ง 4 ทิศ ส่วนวิหารที่ก่อด้วยอิฐซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือ มีทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่เหนือพระยาอนันตนาคราช ท่ามกลางเกษียรสมุทร และที่วิหารก่ออิฐทางด้านทิศใต้ มีทับหลังรูปพระอิศวรกับพระอุมาประทับนั่งเหนือนนทิ ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้อยู่ในความดูแลของกองโบราณคดี กรมศิลปากร และได้มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่นทับหลังจำหลักภาพศิวะนาฏราช, พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะและยังพบพระพุทธรูปนาคปรก, พระพุทธรูปปางสมาธิ, พระพิมพ์ดินเผา ฯลฯจากหลักฐานลวดลายที่ปรากฏบนหน้าบัน ทับหลัง และโบราณวัตถุต่างๆ โดยเฉพาะจารึกที่หลืบประตูปราสาทสระกำแพงใหญ่ สรุปได้ว่าปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ตรงกับศิลปะขอมแบบบาปวน เพื่อเป็นเทวาลัยถวายแด่พระศิวะ และเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นวัดในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน

การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ห่างจากตัวจังหวัด 26 กิโลเมตรและห่างจากตัวอำเภอ 2 กิโลเมตร

ปราสาทบ้านปราสาท (ปราสาทห้วยทับทัน) อำเภอห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ

sis02

ปราสาทบ้านปราสาท (ปราสาทห้วยทับทัน) ตั้งอยู่ที่วัดปราสาทพนาราม บ้านปราสาท จากตัวเมืองศรีสะเกษเดินทางไปตามทางหลวงสาย 226 ประมาณ 39 กิโลเมตร ถึงอำเภอห้วยทับทัน แล้วเลี้ยวขวาตามทางลูกรังไปอีก 8 กิโลเมตร ปราสาทห้วยทับทันเป็นโบราณสถาณแบบขอมแห่งหนึ่ง ที่ถูกดัดแปลงในสมัยหลังเช่นเดียวกับปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะส่วนหลังคาซึ่งคล้ายคลึงกันมาก แต่มีขนาดสูงกว่าประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกันในแนวเหนือ-ใต้ มีกำแพงล้อมรอบพร้อมซุ้มประตูก่อด้วยศิลาแลง สันนิษฐานว่าเดิมมี 3 หรือ 4 ทิศ ปัจจุบันคงเหลือเพียงด้านทิศใต้เท่านั้น ปรางค์องค์กลางขนาดใหญ่กว่าปรางค์อีก 2 องค์ ที่ขนาบข้างเล็กน้อยแต่ส่วนหลังคาเตี้ยกว่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง มีประตูเดียวด้านหน้าทางทิศตะวันออก มีกรอบประตูหินทราย และทับหลังติดอยู่เป็นภาพบุคคลยืนอยู่เหนือหน้ากาล ส่วนท่อนพวงมาลัย มีลายมาแบ่งที่เสี้ยวภาพบุคคลยืนในซุ้มเรือนแก้ว ไม่อาจสันนิษฐานว่าเป็นผู้ใดด้วยลายสลักยังไม่แล้วเสร็จ ปรางค์สององค์ที่ขนาบข้างขนาดเดียวกัน ได้รับการดัดแปลงรูปแบบไปมากโดยเฉพาะส่วนหลังคาและประตูซึ่งก่อทึบหมดทุกด้าน ยังคงปรากฏกรอบประตูหินทราย และชิ้นส่วนทับหลัง สลักภาพการกวนเกษียรสมุทรตกอยู่หน้าประตูปรางค์องค์ที่อยู่ด้านทิศใต้ จากลักษณะทางด้านศิลปกรรมของทับหลังที่ปรากฏอาจสันนิษฐานได้ว่า ปราสาทแห่งนี้มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ร่วมสมัยศิลปะขอมแบบคลัง-บาปวนของเขมร และในสมัยหลังต่อมาได้รับการดัดแปลง
การเดินทาง จากตัวเมืองศรีสะเกษ ใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ประมาณ 39 กิโลเมตร ถึงอำเภอห้วยทับทัน แล้วเลี้ยวขวาตามทางอีก 8 กิโลเมตร

พระธาตุเรืองรอง อำเภอเมือง จ.ศรีสะเกษ

sis03

พระธาตุเรืองรอง ตั้งอยู่ที่บ้านสร้างเรือง ตำบลหญ้าปล้อง ห่างจากเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 2373 สายศรีสะเกษ-ยางชุมน้อย ประมาณ 7.5 กิโลเมตร เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นโดยผสมศิลปอีสานใต้สี่เผ่าไทย ได้แก่ ลาว ส่วย เขมร เยอ มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์อย่างลงตัว พระธาตุมีความสูง 49 เมตร แบ่งออกเป็น 6 ชั้น ชั้นที่ 1 ใช้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา ชั้นที่ 2-3 เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านสี่เผ่าไทย ชั้นที่ 4 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ชั้นที่ 5 ใช้สำหรับการทำสมาธิ และชั้นที่ 6 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นที่ชมทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ

ปราสาทวัดสระกำแพงน้อย อำเภอเมือง จ.ศรีสะเกษ

sis04

ปราสาทวัดสระกำแพงน้อย ตั้งอยู่ที่บ้านกลาง ตำบลขยง ห่างจากตัวจังหวัด 8.7 กิโลเมตร อยู่ด้านขวามือ ติดเส้นทางสายศรีสะเกษ-อุทุพรพิสัย (ทางหลวง 226) ปราสาทหินสระกำแพงน้อยประกอบด้วยปรางค์ และวิหารก่อด้วยศิลาแลง ด้านหน้าปรางค์มีสระน้ำใหญ่ ทั้งปรางค์ วิหาร และสระน้ำ ล้วนล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง เคยมีทับหลังประตูสลักเป็นพระวรุณเทพเจ้าแห่งฝนประทับบนแท่น มีหงส์แบก 3 ตัว อยู่เหนือเศียรเกียรติมุข เป็นศิลปะแบบบาปวนมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 สันนิษฐานว่าปราสาทหินแห่งนี้เดิมเป็นศาสนสถานมาก่อน แล้วต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาจมีการบูรณะหรือสร้างเพิ่มเติมขึ้นใหม่ สังเกตได้จากมีสถาปัตยกรรมแบบบายนอยู่ด้วย สิ่งก่อสร้างดังกล่าวเรียกกันในสมัยนั้นว่า "อโรคยาศาล" หมายถึง สถานพยาบาล หรือสุขศาลาประจำชุมชนนั่นเอง

การเดินทาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 8 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 226 (สายศรีสะเกษ-อุทุมพรพิสัย) อยู่ด้านขวามือ

ปราสาทปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ

sis05

ปราสาทปรางค์กู่ ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ อยู่ห่างจากศรีสะเกษเป็นระยะทาง ประมาณ 70 กิโลเมตร สามารถเดินทางเข้าถึงได้สองเส้นทางคือ ใช้เส้นทางศรีสะเกษ-สุรินทร์ แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวง 2234 หรือใช้เส้นทางศรีสะเกษ-ขุขันธ์ แล้วแยกขวาเข้าเส้นทาง 2167 ปรางค์กู่อยู่ห่างจากตัวอำเภอ 10 กิโลเมตร ปรางค์องค์นี้สร้างด้วยอิฐเรียงแผ่นโตๆ เหมือนปราสาทศรีขรภูมิ ที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นศาสนสถานสมัยขอมที่เก่าแก่มาก มีอายุกว่าพันปีมาแล้ว ด้านหน้าปรางค์กู่มีสระน้ำขนาดใหญ่ เป็นทำเลพักหากินของนกเป็ดน้ำ ซึ่งมีมากในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ปราสาทโดนตวล อำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

sis06

ปราสาทโดนตวล ตั้งอยู่ที่บ้านภูมิซรอล ตำบลบึงมะลู ห่างจากหมู่บ้าน 8 กิโลเมตร ห่างจากตัวอำเภอ 38 กิโลเมตร ตามเส้นทาง อำเภอกันทรลักษ์-ผามออีแดง เป็นปราสามขอมโบราณขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง บนเทือกเขาพนมดงรัก ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ประกอบด้วยปรางค์รูปสี่เหลี่ยมย่อมุม ก่อด้วยอิฐ ซุ้มประตูก่อด้วยศิลา และมีรูปสิงโตจำหลักอยู่หน้าปราสาท

อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

sis07

อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาพระวิหาร มีเนื้อที่ประมาณ 130 ตารางกิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัดคือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และกิ่งอำเภอน้ำขุ่น กับอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 83 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2541 สภาพภูมิประเทศทั่วไปส่วนใหญ่ เป็นเทือกเขาตามแนวทิวเขาพนมดงรักกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ปกคลุมด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก ที่อาศัยหากินข้ามไปมาในผืนป่าระหว่างสองประเทศได้แก่ หมูป่า กวาง เก้ง กระต่าย กระรอก ชะนี ชะมด เป็นต้น อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารยังมีแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมที่น่าสนใจ ดังนี้

ผามออีแดง

sis08

เป็นหน้าผาสูง 500 เมตร แบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นหน้าผาหินสีแดงที่มองเห็นทัศนียภาพ ของดินแดนเขมรต่ำได้กว้างไกลสุดตา และจากจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นปราสาทเขาพระวิหารได้ นับเป็นจุดชมวิวในมุมสูงที่สวยงามแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ในช่วงฤดูฝนจะปรากฏทะเลเมฆที่ไหลมาจากที่ราบแผ่นดินเขมรต่ำ มาปะทะหน้าผาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ไปเยือนผามออีแดงในฤดูนี้ จะได้มีโอกาสอาบเมฆอย่างแสนประทับใจ

ภาพสลักนูนต่ำ รูปแกะสลักโบราณ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้หน้าผามานับพันปี อยู่ทางทิศใต้ของผามออีแดง มีบันไดให้ลงไปชมได้สะดวก เป็นภาพเทพสามองค์ เชื่อว่าเป็นที่ซ้อมมือของช่างในการแกะสลัก ก่อนเริ่มการแกะสลักจริงที่ปราสาทเขาพระวิหาร

สถูปคู่ ชาวบ้านเรียกว่าพระธาตุ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของผามออีแดง ตัวสถูปทำจากหินทราย ตัดเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ด้านบนกลมมนตั้งอยู่คู่กัน ข้างในเป็นโพรงบรรจุสิ่งของ เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ของสมัยนั้น

ปราสาทโดนตวล สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 อยู่บริเวณบ้านภูมิซรอล เป็นปราสาทหินแบบขอม ตั้งอยู่ในเขตประเทศไทยห่างจากหน้าผาชายแดนไทย-กัมพูชา ประมาณ 300 เมตร มีตำนานเล่าว่านามนมใหญ๋ (เนียงเดาะทม) ได้แวะพักที่แห่งนี้ในขณะที่เดินทางไปเฝ้ากษัตริย์พระองค์หนึ่ง

แหล่งตัดหินเขาพระวิหาร เป็นร่องรอยการตัดหินเป็นก้อนสี่เหลี่ยม เพื่อนำไปสร้างปราสาทเขาพระวิหาร บนลานหินทรายของเทือกเขาพนมดงรัก โดยในเขตอุทยานฯค้นพบที่บริเวณลานหินผามออีแดง สถูปคู่ และบารายสระตราว

น้ำตกและถ้ำขุนศรี น้ำตกอยู่เหนือถ้ำขุนศรีสูง 3 ชั้น ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของสระตราว ใกล้เส้นทางเดินขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร ส่วนถ้ำขุนศรีภายในมีขนาดกว้างเชื่อกันว่าเป็นที่พักของขุนศรี ขณะมาควบคุมการตัดหินบริเวณสระตราวเพื่อใช้สร้างปราสาทเขาพระวิหาร

เขื่อนห้วยขนุน เป็นอ่างเก็บน้ำชลประทาน และเป็นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานฯเขื่อนห้วยขนุน ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 15 กิโลเมตร มีทิวทัศน์สวยงามเหมาะแก่การพักผ่อนเที่ยวชมธรรมชาติ และเข้าค่ายกางเต็นท์พักแรม

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่แนะนำมีสองเส้นทาง ได้แก่ เส้นทางผามออีแดง-สระตราว มีพรรณไม้ที่น่าสนใจมากมายอาทิ พืชสมุนไพร กล้วยไม้ และดอกหญ้าบนลานหินช่วงปลายฝนต้นหนาว เส้นทางศึกษาธรรมชาติกล้วยไม้เขาพระวิหาร ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีกล้วยไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะเอื้องระฟ้า กล้วยไม้เฉพาะถิ่น เป็นพืชเด่นที่พบมากในอุทยานฯ
ช่องอานม้า เป็นจุดผ่อนปรนในการค้าขายและผ่านแดนระหว่างไทย-กัมพูชา อยู่ที่ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเฉพาะวันอังคารและวันพฤหัสบดี

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ถึงสระบุรี เลี้ยวขวาสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ก่อนถึงอำเภอสีคิ้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 24 ผ่านอำเภอปักธงชัย อำเภอสังขะและอำเภอขุขันธ์ ถึงสี่แยกตัดกับทางหลวงหมายเลข 221 เลี้ยวขวาเข้าสู่อำเภอกันทรลักษ์ แล้วต่อไปยังที่ทำการอุทยานฯ หรือ จากจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ทางหลวงหมายเลข 2178 และ 221 ผ่านอำเภอวารินชำราบ อำเภอสำโรง อำเภอเบญจลักษ์ และอำเภอกันทรลักษ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่พัก และสถานที่กางเต็นท์ได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร 0 9522 4265 , 0 1224 0779 หรือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรุงเทพฯ โทร. 0 2562 0760 www.dnp.go.th

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด) อำเภอขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ

sis09


วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด) ตั้งอยู่ในเขตสุขาภิบาล สิ่งปลูกสร้างภายในตกแต่งด้วยขวดแก้วหลากสีหลายแบบนับล้านใบ ที่ชาวบ้านได้ช่วยกันบริจาค เป็นวัดที่มีลักษณะสวยงามแปลกตา โดยเฉพาะศาลาใหญ่ที่เรียกว่า ศาลาฐานสโม มหาเจดีย์แก้ว และนอกจากนี้ยังมีสิม (โบสถ์) อยู่กลางน้ำภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาว ซึ่งมีความวิจิตรงดงามมาก
การเดินทาง จากศรีสะเกษไปอำเภอขุนหาญใช้ทางหลวงหมายเลข 211 และ 2111 ผ่านอำเภอพยุห์ อำเภอไพรบึงไปขุนหาญระยะทางประมาณ 61 กิโลเมตร

ที่มา http://www.tat.or.th/travelplace.asp?actio...3&nPageNo=1

วัดในจังหวัดศรีสะเกษ

วัดมหาพุทธาราม อำเภอเมือง จ.ศรีสะเกษ

วัดมหาพุทธาราม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองศรีสะเกษ มีวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และเป็นที่เคารพสักการะของชาวศรีสะเกษ "หลวงพ่อโต" เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ 6.85 เมตร หน้าตักกว้าง 3.50 เมตร

ปราสาทบ้านสมอ อำเภอปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ

ปราสาทบ้านสมอ ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 บ้านทามจาน ตำบลสมอ ห่างจากตัวจังหวัดไปตามทางหลวงหมายเลข 220 และ 2167 ประมาณ 52 กิโลเมตร ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นปราสาทขอมโบราณขนาดเล็ก ภายในขององค์ปรางค์มีรูปประติมากรรมจำหลัก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18

ปราสาทตาเล็ง อำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ

ปราสาทตาเล็ง ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 บ้านปราสาท ตำบลกันทรารมย์ ลักษณะเป็นปรางค์องค์เดียวตั้งอยู่บนฐาน องค์ปรางค์มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสองหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปัจจุบันเหลือเพียงผนังด้านหน้าและผนังด้านข้างบางส่วน มีประตูเข้าได้เพียงประตูเดียวด้านหน้า อีกสามด้านเป็นประตูหลอก ที่สำคัญคือเสาติดผนังของประตูหน้าทั้งสองข้างยังคงมีลวดลายก้านขดสลักเต็มแผ่นอย่างสวยงาม สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 นอกจากนี้บนพื้นรอบๆ ยังมีทับหลังวางอยู่หลายชิ้น ชิ้นหนึ่งวางอยู่หน้าประตูด้านทิศเหนือ สลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล ซึ่งคายท่อนพวงมาลัยออกมาจากปาก และยึดท่อนพวงมาลัยนั้นไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ทับหลังชิ้นอื่นๆ ลักษณะคล้ายกัน ทับหลังชิ้นหนึ่งมีแนวภาพตอนบนสลักเป็นรูปฤาษี นั่งเรียงกันในท่าสมาธิ 7 ตอน จากลักษณะทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมที่ปรากฏกล่าวได้ว่าปราสาทตาเล็ง สร้างขึ้นในศิลปะขอมแบบบาปวน ซึ่งมีอายุราว พ.ศ. 1560-1630

การเดินทาง จากจังหวัดศรีสะเกษ ตามทางหลวงหมายเลข 220 จนถึงอำเภอขุขันธ์เลี้ยวขวาผ่านสถานีตำรวจไป 3 กิโลเมตร ถึงสามแยกเลี้ยวซ้าย 300 เมตร แล้วเลี้ยวขวาตรงไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร จนถึงบ้านปราสาท แล้วเลี้ยวขวาอีกครั้ง ปราสาทตั้งอยู่ด้านขวามือ

 

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

ประวัติศาสตร์

การปกครอง

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดศรีสะเกษ - วิกิพีเดีย  

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

ประชากรและสภาพทางสังคม

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ประเพณีและวัฒนธรรม

เว็บไซต์จังหวัดศรีสะเกษ 

ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ 

ข้อมูลพื้นฐานส่วนที่ 1 

การเลือกตั้ง  เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ สถานที่ท่องเที่ยว ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดศรีสะเกษ - :: Photo and Travel Forum ::

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

จังหวัดศรีสะเกษ - วิกิพีเดีย

ต้นลำดวน

ไฟล์:ต้นลำดวน.jpg - วิกิพีเดีย

ดอกลำดวน

thaigreengarden.com

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดศรีสะเกษ - วิกิพีเดีย

แผนที่อาณาเขต

thaienergydata.in.th

 

 

 

JoomSpirit