นครราชสีมา

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดนครราชสีมา

Seal Nakhon Ratchasima

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนครราชสีมา

ประตูชุมพล คือ สัญลักษณ์ของเมืองโบราณแห่งนี้ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รูปอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี คือ คุณหญิงโม ภริยาปลัดเมืองนครราชสีมา

คำขวัญประจำจังหวัด

เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

4-8-1 5-5
รูปที่ 2 ต้นสาธร รูปที่ 3 ดอกสาธร

 

ประวัติจังหวัดนครราชสีมา เมืองนครราชสีมา เป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่งในอาณาจักรไทย แต่เดิมตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในท้องที่อำเภอสูงเนิน ห่างจากตัวเมืองปัจจุบันประมาณ 31 กิโลเมตร คือ เมือง"โคราช" หรือ "โคราฆะ" กับเมือง "เสมา" ทั้งสองเมืองดังกล่าว เคยเจริญ รุ่งเรืองมาก ในสมัยขอมแต่ปัจจุบันเป็นเมืองร้าง ตั้งอยู่ริมฝั่งลำตะคอง สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) โปรดให้สร้างเมืองสำคัญที่อยู่ชายแดน ให้มี ป้อม ปราการ จึงให้ย้ายเมืองที่ ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน มาสร้างเมืองที่มีป้อมปราการและคูน้ำล้อมรอบขึ้นใหม่ ในที่ซึ่งอยู่ ในปัจจุบัน แล้วเอานามเมืองใหม่ทั้งสอง คือเมืองเสมา กับเมืองโคราฆะ มาผูกเป็นนามเมืองใหม่ เรียกว่าเมืองนครราชสีมา แต่คนทั่วไป เรียกว่า เมืองโคราช เมืองนี้กำแพงก่อด้วยอิฐ มีใบเสมาเรียงรายตลอด มีป้อมกำแพงเมือง 15 ป้อม 4 ประตู สร้างด้วยศิลาแลง มีชื่อดังต่อไปนี้

  • ทางทิศเหนือ ชื่อประตูพลแสน นัยหนึ่งเรียกประตูน้ำ
  • ทางทิศใต้ ชื่อประตูชัยณรงค์ นัยหนึ่งเรียกประตูผี
  • ทางทิศตะวันออก ชื่อประตูพลล้าน นัยหนึ่งเรียกประตูตะวันออก
  • ทางทิศตะวันตก ชื่อประตูชุมพล

ประตูเมืองทั้ง 4 แห่งนี้ มีหอรักษาการอยู่ข้างบนทำเป็นรูปเรือน (คฤหาสถ์) หลังคามูงด้วยกระเบื้องดินเผามีช่อฟ้าใบระกาเหมือนกัน ทุกแห่ง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงจัดการปกครองหัวเมืองทางแผ่นดินสูงตอนริมแม่น้ำโขง เป็นประเทศราช 3 เมือง คือ เมืองเวียงจันทร์ เมืองคมพนม และเมืองนครจำปาศักดิ์ ให้เมือนครราชสีมา ปกครองเมืองกรมการป่าดง และเมืองดอนที่ไม่ขึ้นต่อ ประเทศราช ทั้ง 3 และกำกับตรวจตราเมืองประเทศราชเหล่านั้นด้วย แล้วยกฐานะเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองเอก ผู้สำเร็จราชการ มียศเป็นเจ้าพระยา เจ้าพระยาเมืองนครราชสีมาคนแรกชื่อเดิมคือ ปิ่น ณ ราชสีมา และในรัชกาลนี้เมืองนครราชสีมา ได้นำช้าง เผือก 2 เชือก ที่คล้องได้ในเขตอำเภอภูเขียว ซึ่งน้อมเกล้าถวายและได้โปรดเกล้าฯให้ขึ้นระวางเป็นพระอินทร์ไอยรา และพระเทพ กุญชรช้างเผือก เมื่อส่งเข้าเมืองยังคงเก็บรักษาไว้ในศาลเจ้าพ่อช้างเผือกอยู่ริมถนนมิตรภาพ ตรงข้ามโรงเรียนสุรนารีวิทยา ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมืองนครราชสีมา มีความเจริญมากขึ้น เป็นศูนย์กลางค้าขายของหัวเมืองทางตะวันออก เพราะมีสินค้าที่พ่อค้า ต้องการมาก เช่น หนังสัตว์ เขาสัตว์ นอแรด งา ไหม พวกพ่อค้าเดินทางมาซื้อสินค้าเหล่านี้แล้วส่งไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ และนำ สินค้าจากกรุงเทพฯมาจำหน่ายในหัวเมืองตะวันออก โดยตลาดกลางอยู่ที่เมืองนครราชสีมา และในปี พ.ศ. 2434 (ร.ศ. 1110) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้รวบรวมหัวเมืองในเขตที่ราบสูงเป็น 3 มณฑล คือ

1. มณฑลลาวพวน มีเมืองหนองคาย เป็นที่ว่าการมณฑล
2. เมืองลาวกาว มีเมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นที่ว่าการมณฑล
3. เมืองลาวกลาง มีเมืองนครราชสีมา เป็นที่ว่าการมณฑล

ต่อมาเมื่อได้จัดหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลทั่วทั้งพระราชอาณาเขตได้เปลี่ยนนามมณฑลทั้ง 3 เสียใหม่ คือมณฑลลาวพวน เป็นมณฑลอุดร มณฑลลาวกาว เป็นมณฑลร้อยเอ็ด มณฑลลาวกลางเป็นมณฑลนครราชสีมา ในสมัยรัชกาลที่ 7 พ.ศ. 2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย แล้วได้ยกเลิกการจัดหัวเมืองมณฑล เทศาภิบาล และจัดใหม่เป็นภาคมณฑลนครราชสีมา เป็นภาคที่ 8 มีหัวเมืองอยู่ในความปกครอง จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีษะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งที่ว่าการอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2476 ได้เกิดกบฏบวรเดช โดยมีพลเอกพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้า ทำการยึด เมืองนครราชสีมา เป็นกองบัญชาการ เพื่อรวบรวมกำลังพล ในการที่จะเข้ายึดพระนคร เพื่อบังคับให้คณะรัฐบาลของ พลเอกพระยา พหล พลพยุหเสนา ลาออก ในการก่อกบฏครั้งนี้ ข้าราชการในเมืองนครราชสีมาส่วนหนึ่ง ถูกควบคุมตัวไว้ ส่วนประชาชนถูกหลอกลวงว่าได้เกิดเหตุการณ์ ไม่สงบขึ้นในพระนคร ทหารจึงจำเป็นต้องไประงับเหตุการณ์ ต่อเมื่อได้รับทราบแถลงการณ์ของรัฐบาล จึงเข้าใจว่าการกระทำของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เป็นกบฏ ดังนั้น ข้าราชการที่ถูกคุมขังจึงพยายามหลบหนีเอาตัวรอดไปอยู่เมืองไซ่ง่อน ในวันที่ 25 ตุลาคม 2476 รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระนางเจ้าพระบรมราชินนยารถ ได้เสด็จเยี่ยมพสนิกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งแรก และได้ประทับแรมที่ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อ พ.ศ. 2498 และได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมพสกนิกรชาวเมือง นครราชสีมาอีกหลายครั้ง

สมัยกรุงศรีอยุธยา

ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑) โปรดให้สร้างเมืองสำคัญที่อยู่ชายแดนให้มีป้อม ปราการ สำหรับป้องกัน รักษาราชอาณาจักรหลายเมือง เช่นนครศรีธรรมราช พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เป็นต้น

จึงให้ย้ายเมืองที่ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน มาสร้างเป็นเมืองมีป้อมปราการ คือ เมืองเสมา กับ เมืองโคราฆะปุระ มาผูกเป็นนามเมืองใหม่ เรียกว่า เมืองนครราชสีมา แต่คนทั้งหลายคงยังเรียกชื่อเมืองเดิมติดปากอยู่ จึงมักเรียกกันทั่วไปว่า เมืองโคราช เมืองนี้กำแพงก่อด้วยอิฐมีใบเสมาเรียงรายตลอดมีป้อมตามกำแพงเมือง ๑๕ ป้อม ประตู ๔ ประตู สร้างด้วยศิลาแลงมีชื่อดังต่อไปนี้

  • ทางทิศเหนือ ชื่อประตูพลแสน นัยหนึ่งเรียกประตูน้ำ
  • ทางทิศใต้ ชื่อประตูไชยณรงค์ นัยหนึ่งเรียกประตูผี
  • ทางทิศตะวันออก ชื่อประตูพลล้าน นัยหนึ่งเรียกประตูตะวันออก
  • ทางทิศตะวันตก ชื่อประตูชุมพล

ประตูเมืองทั้ง ๔ แห่งนี้มีหอรักษาการอยู่ข้างบนทำเป็นรูปเรือน (คฤห) หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีช่อฟ้าใบระกาเหมือนกันทุกแห่ง แต่ปัจจุบันคงเหลือรักษาไว้เป็นแบบอย่างแห่งเดียวเท่านั้น คือประตูชุมพล ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีสงวนรักษาไว้เป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ นอกนั้นทั้งประตูและกำแพงเมืองได้ถูกรื้อสูญหมดแล้วในหนังสือเที่ยวตามทางรถไฟพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าถึงตำนานเมืองว่า

ในทำเนียบครั้งแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์ เมืองนครราชสีมา มีเมืองขึ้น ๕ เมือง คือ

  • เมืองนครจันทึก อยู่ทางทิศตะวันตก เมือง ๑
  • เมืองชัยภูมิ อยู่ทางทิศเหนือ เมือง ๑
  • เมืองพิมาย อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เมือง ๑
  • เมืองนางรอง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เมือง ๑

ต่อมาตั้งเมืองเพิ่มขึ้นอีก ๙ เมือง คือ

  • ทางทิศเหนือ ตั้งเมืองบำเหน็จณรงค์ ๑ เมืองจตุรัส ๑ เมืองเกษตรสมบูรณ์ ๑ เมืองภูเขียว ๑ เมืองชนบท ๑ เมือง รวม ๕ เมือง
  • ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเมืองพุทไธสง ๑ เมือง ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตั้งเมืองประโคนชัย ๑ เมือง รัตนบุรี ๑ เมือง
  • ทางทิศใต้ ตั้งเมืองปักธงชัย ๑ เมือง เมืองนครราชสีมาจึงมีเมืองขึ้น ๑๔ เมืองด้วยกัน เมื่อสร้างเมืองใหม่ในครั้งนั้น สมเด็จพระนารายณ์ทรงเลือกสรรข้าราชการที่เป็นคนสำคัญออกไปครอง

ปรากฏว่าโปรดให้พระยายมราช (สังข์) ไปครองเมืองนครราชสีมา พร้อมกับโปรดให้พระยารามเดโช ไปครองเมืองนครศรีธรรมราช ส่วนเมืองอื่นหาปรากฏนามผู้ไปครองเมืองไม่ ครั้นสมเด็จพระนารายณ์ สวรรคต เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๑ พระเพทราชาได้ราชสมบัติ พระยายมราชและพระยารามเดโช ไม่ยอมเป็นข้าพระเพทราชาต่างตั้งแข็งเมืองนครราชสีมาและเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นด้วยกัน กองทัพกรุงศรีอยุธยาจึงยกขึ้นไปทางดงพระยาไฟ พระยายมราชต่อสู้รักษาเมืองนครราชสีมา อยู่ได้พักหนึ่ง แต่สิ้นกำลังต้องหนีไปอยู่กับพระยารามเดโช ณ เมืองนครศรีธรรมราช ครั้งกองทัพกรุง ฯ ลงไปตีเมืองนครราชสีมาได้ในครั้งพระยายมราช (สังข์) ตั้งแข็งเมืองนั้น คงกวาดต้อนผู้คนและเก็บเครื่องศัตราวุธ ซึ่งมีไว้สำหรับรักษา เมืองนำมาเสียโดยมาก โดยหวังจะมิให้มีผู้คิดแข็งเมืองได้อีก

ต่อมาในรัชกาลนั้นเอง มีลาวชาวหัวเมืองตะวันออกคนหนึ่ง ชื่อบุญกว้าง ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษกับพรรคพวกเพียง ๒๓ คน กล้าเข้ามาถึงเมืองนครราชสีมา พักอยู่ที่ศาลาแห่งหนึ่งนอกเมือง แล้วให้พระยานครราชสีมาคนใหม่ออกไป

พระยานครราชสีมาขี่ช้างออกไป (เดิมเห็นจะตั้งใจออกไปจับ) ครั้นถูกอ้ายบุญกว้างขู่ พระยานครราชสีมากลับครั่นคร้าม (คงเป็นเพราะพวกไพร่พลพากันเชื่อวิชาอ้ายบุญกว้าง) เห็นหนีไม่พ้นต้องยอมเป็นพรรคพวกอ้ายบุญกว้าง แล้วลวงให้ยก ลงมาตั้งซ่องสุมผู้คนที่เมืองลพบุรี พระยานครราชสีมาเป็นไส้ศึกอยู่จนกองทัพกรุง ฯ ยกขึ้นไปถึง จึงจับตัวอ้ายบุญกว้างกับพรรคพวกได้ เห็นจะเป็นเพราะที่เกิดเหตุคราวนี้ ประกอบกับที่การรบในกรุง ฯ เป็นปกติสิ้นเสี้ยนหนามแล้ว

จึงกลับตั้งกำลังทหารขึ้นที่เมืองนครราชสีมา ดังแต่ก่อน ต่อมาปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เจ้าเมืองหลวงพระบางยกกองทัพมาตีเมืองเวียงจันทน์ เมืองเวียงจันทน์ขอให้กรุงศรีอยุธยาช่วย จึงโปรดให้พระยา สระบุรีเป็นนายทัพหน้า ให้พระยานครราชสีมา (ซึ่งเข้าใจว่าตั้งใหม่อีก ๑ คน) เป็นแม่ทัพใหญ่ ยกขึ้นไปช่วยเมืองเวียงจันทน์ กองทัพยกขึ้นไปถึง พวกเมืองหลวงพระบางก็ยำเกรง เลิกทัพกลับไป หาต้องรบพุ่งไม่ แต่นี้ไปก็ไม่ปรากฏเรื่องเมืองนครราชสีมาในหนังสือพระราชพงศาวดาร จนแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ เมื่อพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาครั้งหลัง ปรากฏว่าเกณฑ์ของกองทัพเมืองนครราชสีมาลงมาช่วยป้องกันรักษากรุงฯ เดิมให้ตั้งค่ายอยู่ที่วัดเจดีย์แดงข้างใต้เพนียด แล้วให้พระยารัตนาธิเบศร์ คุมลงมารักษาเมืองธนบุรี ครั้นกองทัพพม่ายกมาจากเมืองสมุทรสงครามเมื่อเดือน ๑๐ ปีระกา พ.ศ. ๒๓๐๘ พระยารัตนาธิเบศร์หนีกลับขึ้นไปกรุงฯ พวกกองทัพเมืองนครราชสีมาเห็นนายทัพไม่ต่อสู้ข้าศึก

ก็พากันกลับไปบ้านเมืองหาได้รบพุ่งกับพม่าไม่ ต่อมาเมื่อพม่ากำลังตั้งล้อมพระนครศรีอยุธยา ในปีจอ พ.ศ. ๒๓๐๙ มีเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนครราชสีมาอีกตอนหนึ่ง เหตุด้วยกรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งเป็นโทษ ต้องเนรเทศไปอยู่ ณ เมืองจันทบุรี ชักชวนพวกชาวเมืองชายทะเลทางตะวันออกยกเป็นกองทัพมาหวังจะมารบพม่าแก้กรุงศรีอยุธยา กรมหมื่นเทพพิพิธมาถึงเมืองปราจีนบุรี ให้กองทัพหน้ามาตั้งปากน้ำโยธกา แขวงจังหวัดนครนายก พม่ายกไปตีกองทัพหน้าแตก กรมหมื่นเทพพิพิธ เห็นจะสู้พม่า ไม่ได้ ก็เลยขึ้นไปทางแขวงเมืองนครราชสีมา ไปตั้งที่ด่านโคกพระยาพิบูลสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองนครนายก กับหลวงนรินทร์ (ซึ่งได้เข้าเป็นพวกกรมหมื่น เทพพิพิธ) ไปตั้งอยู่ที่เมืองนครจันทึกอีกพวกหนึ่ง กรมหมื่นเทพพิพิธคิดจะชักชวนพระยานครราชสีมาให้เกณฑ์กองทัพลงมารบพม่า แต่พระยานครราชสีมาคนนั้น เป็นอริอยู่กับพระพิบูลสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองนครนายก แต่งคนร้ายให้มาลอบฆ่าพระพิบูลสงครามกับหลวงนรินทร์เสีย รมหมื่นเทพพิพิธจึงให้ลอบไปฆ่าพระยา นครราชสีมาเสียบ้าง แล้วเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองนครราชสีมา ขณะนั้นหลวงแพ่ง น้องพระยานครราชสีมาหนีไปอยู่เมืองพิมายไปเกณฑ์คนยกกองทัพมา จับกรมหมื่น เทพพิพิธไปคุมตัวไว้ที่เมืองพิมายครั้นกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก เมื่อวันอังคารขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ สิ้นราชวงศ์ที่จะครองพระราชอาณาจักรบ้านเมืองเกิดเป็นจลาจล ผู้มีกำลังฝีมือหวังจะเป็นใหญ่ในประเทศไทยต่อไป ก็คิดตั้งเป็นเจ้ามีรวมด้วยกัน ๕ พรรคคือ

  1. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้งยังเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ลงไปตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองจันทบุรี มีหัวเมืองอยู่ในอำนาจ ตั้งแต่ชายแดนกรุงกัมพูชาขึ้นมาจนถึงเมืองชลบุรี และต่อมาถึงข้างขึ้นเดือน ๑๒ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ ได้ยกกองทัพขึ้นมาโจมตีทหารพม่าซึ่งรักษาอยู่ที่เมืองธนบุรี กับค่ายโพธิ์สามต้นที่พระนครศรีอยุธยา พม่าพ่ายแพ้จนหมดสิ้น แล้วปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ตั้งแต่งเมืองธนบุรีเป็นราชธาน
  2. เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองพิษณุโลกมีอำนาจปกครองตั้งแต่เมืองพิชัยลงมาถึงเมืองนครสวรรค์
  3. พระสังฆราชา (เรือน) อยู่ที่วัดพระฝาง เมืองสวางคบุรี (ปัจจุบันเป็นอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์) ตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้น ทั้งยังอยู่ในสมณเพศ เรียกกันว่าพระฝาง มีอำนาจปกครองหัวเมืองที่อยู่ข้างเหนือเมืองพิชัย และติดต่อกับแดนเมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองหลวงพระบาง
  4. พระปลัด (เข้าใจกันว่าชื่อหนู) ผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองนครศรีธรรมราช เรียกกันว่า เจ้านคร มีอำนาจปกครองหัวเมือง ที่ติดต่อกับชายแดนมลายูขึ้นมาจนถึงเมืองชุมพร
  5. กรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งพระยาพิมายคุมไว้ที่เมืองพิมาย และยกขึ้นเป็นใหญ่ ณ เมืองนั้น เรียกว่าเจ้าพิมาย มีอำนาจปกครองตลอดอาณาเขตของ นครราชสีมา เช่น เมืองจันทึก ปักธงชัย บุรีรัมย์ พุทไธสง ชัยภูมิ และภูเขียว เป็นต้น


สมัยกรุงธนบุรี

เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึกในวันอังคารขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ สิ้นพระราชวงศ์ที่จะปกครองพระราอาณาจักร บ้านเมืองเกิดเป็นจลาจล ผู้มีกำลังฝีมือหวังจะเป็นใหญ่ในประเทศไทยต่อไปก็คิดตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า มีรวมด้วยกัน ๕ ชุมนุม คือ ชุมนุมที่ ๑ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้งยังเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ลงไปตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองจันทบุรี มีหัวเมืองอยู่ในอำนาจตั้งแต่ชายแดนกรุงกัมพูชา ขึ้นมาจนถึงเมืองชลบุรี เมื่อถึงข้างขึ้น เดือน ๑๒ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ ได้ยกกองทัพเรือขึ้นมาโจมตีทหาร พม่า ซึ่งรักษาอยู่ที่เมืองธนบุรีกับค่ายโพธิ์สามต้นที่พระนครศรีอยุธยา

พม่าพ่ายแพ้จนหมดสิ้น แล้วปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี ชุมนุมที่ ๒ เจ้าพระยพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองพิษณุโลก มีอำนาจปกครองตั้งแต่เมืองพิชัยลงมาจนถึงเมืองนครสวรรค์ ชุมนุมที่ ๓ พระสังฆราชา (เรือน) อยู่ที่วัดพระฝางเมืองสวางคบุรี (ปัจจุบันเป็นอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์) ตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นเรียกว่า เจ้าพระฝาง มีอำนาจปกครองหัวเมืองที่อยู่เหนือเมืองพิชัยและติดต่อกับแพร่ น่าน หลวงพระบาง ชุมนุมที่ ๔ พระปลัด (เข้าใจกันว่าชื่อหนู) ผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองนครศรีธรรมราชเรียกกันว่าเจ้านคร มีอำนาจปกครองหัวเมืองที่ติดต่อกับชายแดนมลายูขึ้นมาจนเมืองชุมพร ชุมนุมที่ ๕ กรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งพระพิมายคุมไว้ที่เมืองพิมาย และยกขึ้นเป็นใหญ่ ณ ที่เมืองนั้น เรียกว่าเจ้าพิมาย มีอำนาจปกครองตลอดอาณาเขตของ นครราชสีมา เช่น เมืองจันทึก ปักธงชัย บุรีรัมย์ พุทไธสง ชัยภูมิ และภูเขียว เป็นต้นเมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีชัยขับไล่พวกพม่าไปจากพระนครศรีอยุธยา และมาตั้งเมือง ธนบุรีเป็นราชธานีเรียบร้อยแล้วก็ทรงเริ่มปราบปราม ชุมนุมอิสระทั้ง ๔ ดังกล่าวมา โดยยกกองทัพไปตีเมืองพิษณุโลก เมื่อฤดูน้ำ ปีชวด พ.ศ. ๒๓๑๑ แต่ไปถูกอาวุธข้าศึกต้องล่าถอยกลับมา พอมาถึงฤดูแล้งในปีชวดนั้น ก็ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองนครราชสีมา กองทัพกรุงธนบรีที่ยกไปครั้งนี้แบ่งเป็น ๒ กองทัพ กองทัพที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จคุมไปเอง ยกขึ้นไปทางดงพระยาไฟ เข้าตีทางด้านตะวันตกทางหนึ่ง ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อยังเป็นพระมหามนตรีคุมกองทัพขึ้นไปทางช่องเรือแตก (เข้าใจว่าช่องสะแกราช) เข้าตีทางด้านใต้ทางหนึ่ง ฝ่ายเจ้าพิมายให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราช การแผ่นดิน (คือพระพิมาย) เป็นแม่ทัพใหญ่ให้มองย่าปลัดทัพพม่าที่หนีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปจากพระนครศรีอยุธยาเป็นที่ปรึกษา คุมกองทัพมาต่อสู้รักษาเขต แดน ครั้งนั้นกำลังรี้พลของเจ้าพิมายเห็นจะมีน้อยไม่พอรักษาป้อมปราการเอาเมืองนครราชสีมาเป็นที่มั่น จึงปรากฏว่ากองทัพเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์มาตั้งค่ายสกัดทาง อยู่ที่ด่านจอหอ ข้างเหนือเมืองนครราชสีมาแห่งหนึ่งแล้วให้บุตรซึ่งเป็นที่พระยาวรวงศาธิราชคุมกองทัพมาตั้งค่ายสกัดทางอยู่ (เวลานี้คือ อำเภอโชคชัย) ข้างใต้เมืองนครราชสีมาอีกแห่งหนึ่ง กองทัพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตีได้ด่านจอหอ จับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้ กองทัพพระมหามนตรีและพระราชวรินทร์ตีค่ายด่านกระโทกแตก พระยาวรวงศาธิราช หนีไปทางเมืองเขมรต่ำ กองทัพพระมหามนตรีกับพระราชวรินทร์ตามไปตีได้เมืองเสียมราฐอีกเมืองหนึ่ง เจ้าพิมายรู้ว่ากองทัพเสียทีก็หลบหนี หมายจะไปอาศัยเมืองเวียงจันทน์ แต่ขุนชนะกรมการเมืองนครราชสีมา ตามจับมาถวายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรีได้ จึงทรงตั้งให้ขุนชนะเป็นพระยานครราชสีมา (ต้นสกุล กาญจนาคม) แต่นั้นก็ได้เมืองนครราชสีมามาเป็นเมืองขึ้นกรุงธนบุรี แต่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ยังต้องทำการปราบปรามพวกที่ตั้งเป็นอิสระอื่นๆ เมื่อปราบปรามได้หมดแล้วยังต้องรบกับพม่า

ต่อมาอีกหลายปีจึงมิได้จัดวางรูปการปกครองเมืองนครราชสีมาให้เป็นเขื่อนขัณฑ์มั่งคง เพราะเหตุนั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๘ เวลากรุงธนบุรีกำลังติดพัน รบพุ่งกับพม่า คราวอะแซหวุ่นกี้มาตีเมืองเหนือ พระยานางรอง เจ้าเมืองนางรอง อันเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา ไม่ชอบกับพระยานครราชสีมาแต่เดิม เห็นได้ทีจึงเอาเมืองไปขอขึ้นต่อเจ้าโอ ซึ่งครองเมืองจำปาศักดิ์เป็นอิสระอยู่ในสมัยนั้น ฝ่ายเจ้าโอคาดว่าไทยคงสู้พม่าไม่ได้ก็รับไว้ พระยานางรองก็ตั้งแข็งเมือง ไม่ยอมขึ้นต่อเมืองนครราชสีมา ครั้นพม่าถอยทัพไปแล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระยาจักรี เสด็จไปปราบปรามเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๙ เจ้าพระยาจักรียกกองทัพไปยังเมืองนครราชสีมา

แล้วให้กองหน้าไปจับได้ตัวพระยานางรองมาชำระความ จึงทราบว่าเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ กำลังเตรียมกองทัพ จึงบอกเข้ามายังกรุงธนบุรี จะขอไปตีเมืองจำปาศักดิ์ต่อไป สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เมื่อยังดำรงยศ เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ ยกกองทัพหนุนเข้าไปอีกทัพหนึ่ง เจ้าพระยาทั้งสองยกกองทัพไปตีได้เมืองนครจำปาศักดิ์และหัวเมืองทางฟาก แม่น้ำโขงฝั่งซ้ายจนถึงเมืองอัตบือ ได้หัวเมืองทางริมแม่น้ำโขงข้างใต้ตลอดจนต่อแดนกรุงกัมพูชา
ซึ่งเวลานั้นเป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงธนบุรีอยู่ ได้ไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองเขมรป่าดง คือ เมืองตะลุง เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์ ก็ยอมสวามิภักดิ์ขึ้นต่อไทยทั้ง ๓ เมือง ในครั้งนั้นราชอาณาเขตกรุงธนบุรีขยายต่อออกไปตลอดแผ่นดินสูงใน ตอนข้างฝ่ายใต้ เมืองนครราชสีมาได้ปกครองบังคับบัญชาเหล่าหัวเมืองที่ได้ใหม่ เมืองนครราชสีมาจึงเป็นเมืองสำคัญยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

รัชกาลที่ ๑

ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงจัดการปกครองหัวเมืองทางแผ่นดินสูงตอนริมแม่น้ำโขงเป็นประเทศราช ๓ เมือง คือ เมืองเวียงจันทร์ เมืองนครพนม และเมืองนครจำปาศักดิ์ ให้เมืองนครราชสีมาปกครองเมืองเขมรป่าดงและหัวเมืองดอนที่ไม่ได้ขึ้นต่อประเทศราชทั้ง ๓ นั้น และกำกับตรวจตราเมืองประเทศราช เหล่านั้นด้วย แล้วยกฐานะเมืองนครราชสีมาเป็นเมืองชั้นเอก ผู้สำเร็จราชการเมืองมียศเป็นเจ้าพระยาเจ้าพระนครราชสีมา คนแรก ชื่อเดิมคือ ปิ่น ณ ราชสีมา และในรัชกาลนี้ เมืองนครราชสีมาได้นำช้างเผือก ๒ เชือก ที่คล้องได้ในเขตเมืองภูเขียวขึ้นน้อมเกล้าถวายและได้โปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นระวางเป็นพระอินทรไอยราและ พระเทพกุญชรช้าง ซึ่งเสาที่ผูกช้างเผือกเพื่อส่งเข้าเมืองนครราชสีมายังคงเก็บรักษาไว้ในศาลเจ้าพ่อช้างเผือก อยู่ริมถนนมิตรภาพ ตรงข้ามโรงเรียนสุรนารีวิทยา

รัชกาลที่ ๒

ใน พ.ศ. ๒๓๖๒ มีข่าคนหนึ่งชื่อ อ้ายสาเกียดโง้ง ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษขึ้นที่เมือสลวันทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมรวบสมัครพรรคพวกได้หลายพัน ยกทัพมาตีเมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ (หมาน้อย) สู้ไม่ได้ต้องทิ้งเมืองหนีมา รัชกาลที่ ๒ จึงให้พระยานครราชสีมายกกองทัพออกไปปราบปราม และสั่งเจ้าอนุแต่งกองทัพเมืองเวียงจันทน์ลงมาช่วยปราบปรามด้วยอีกพวกหนึ่ง เจ้าอนุจึงให้ราชบุตร (โย้) ซึ่งเป็นบุตรคุมกองทัพไปถึงเมืองจำปาศักดิ์ก่อนกองทัพ เจ้าพระยานครราชสีมา เจ้าราชบุตรรบชนะพวกขบถจับได้ตัวอ้ายสาเกียดโง้งกับพรรคพวกเป็นอันมาก ส่งเข้ามาถวายยังกรุงเทพฯ เมื่อเสร็จจากการปราบขบถครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งเจ้าราชบุตร (โย้) ให้เป็นเจ้าครองนครจำปาศักดิ์ และทรงไว้วางพระราชหฤทัยในเจ้าอนุ เจ้าอนุจึงมีอำนาจตลอดลำแม่น้ำโขงลงมาจนถึงฝ่ายใต้

รัชกาลที่ ๓

พ.ศ. ๒๓๖๕ เจ้าพระยากำแหงสงครามรามภักดี ซึ่งเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ได้กราบบังคมทูลให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ ขุนภักดีชุมพล (แล) เป็นเจ้าเมืองชัยภูมิเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุรุทธราช (เจ้าอนุวงศ์) ผู้ครองนครเวียงจันทน์ ได้ขอครอบครัวลาวที่เมืองสระบุรีซึ่งถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ ในคราวสงครามครั้งที่ได้พระพุทธปฏิมากรแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้ ณ กรุงธนบุรีนั้น เมื่อไม่ ได้ดังประสงค์ก็ก่อการกบฏโดยยกกองทัพจะลงมาตีกรุงเทพมหานคร เมื่อเจ้าอนุยกกองทัพมาถึงเมืองนครราชสีมาและเข้าโจมตีเมืองนั้น พระยาปลัด (พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ทศทิศวิชัย) ผู้รักษาเมืองไม่อยู่ เพราะไปปราบการจราจลที่เมืองขุขันธ์ 

กองทหารของเจ้าอนุจึงตีเมืองนครราชสีมาได้โดยง่ายและ กวาดต้อนกรมการเมือง ตลอดจนพลเมืองทั้งชายหญิงไปเป็เชลย เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๓๖๙ ในระหว่างการเดินทางคุณหญิงโมภรรยาพระปลัด ได้คิดอุบายกับกรมการเมืองให้ชาวบ้านเชื่อฟังทหารผู้ควบคุม แกล้งทำกลัวเกรงและประจบเอาใจจนทหารของเจ้าอนุตลอดจนเพี้ยรามพิชัย ซึ่งเป็นผู้ควบ คุมให้ความไว้วางใจและพยายามถ่วงเวลาในการเดินทาง แล้วลอบส่งข่าวถึงเจ้าเมืองนครราชสีมา เจ้าพระยากำแหงสงครามรามภักดี (ทองอินทร์ ณ ราชสีมา) และพระยาปลัด จนกระทั่งเดินทางมาถึงทุ่งสัมฤทธิ์แขวงเมืองพิมาย ได้พักตั้งค่ายค้างคืนอยู่ ณ ที่นั้น คุณหญิงโมได้ออกอุบายให้ชาวเมืองนำอาหารและสุรา ไปเลี้ยงดูผู้ควบคุมอย่างเต็มที่ จนทหารต่างก็เมามายไม่ได้สติ หมดความระมัดระวัง พอตกดึกก็พร้อมกันจับอาวุธไล่ฆ่าทหารเวียงจันทน์ตายเป็นจำนวนมาก แล้วหาชัยภูมิตั้งมั่นอยู่ ณ ที่นั้น เจ้าอนุทราบข่าวก็ให้เจ้าสุทธิสาร (โป้) บุตรคนใหญ่คุมกำลังทหารเดินเท้าประมาณ ๓,๒๐๐ คน และทหารม้าประมาณ ๔,๐๐๐ คน รีบรุดมาทำการปราบปรามทำการต่อสู้รบกันถึงตลุมบอน แต่คุณหญิงโมก็จัดขบวนทัพ กรมการผู้ใหญ่คุมพลผู้ชาย ตัวคุณหญิงโมคุมพลผู้หญิงออกตี กองทัพพวก เวียงจันทน์แตกยับเยิน พอดีเจ้าอนุได้ข่าวว่ากองทัพจากกรุงเทพฯ ยกขึ้นมาช่วยชาวเมืองนครราชสีมา จึงต้องรีบถอนกำลังออกจากเมืองนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๓๖๙ วีรกรรมที่คุณหญิงโมได้ประกอบขึ้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์ครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาคุณ หญิงโมดำรงฐานันดรศักดิ์ เป็นท้าวสุรนารี 

และพระราชทานเครื่องยศทองคำประดับเกียรติดังนี้

  • ถาดทองคำใส่เชี่ยนหมาก ๑ ใบ
  • จอกหมากทองคำ ๑ คู่
  • ตลับทองคำ ๓ เถา
  • เต้าปูนทองคำ ๑ อัน
  • คณโฑทองคำ ๑ ใบ
  • ขันน้ำทองคำ ๑ ใบ

ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ กองทัพนครราชสีมาได้เป็นกำลังสำคัญในการทำสงครามกับญวนในดินแดนเขมร เพื่อขับไล่ญวนออกจากเขมร เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์ ณ ราชสีมา) ได้ร่วมกับเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ทำการรบด้วยความสามารถ ปี พ.ศ. ๒๓๗๗ เจ้าพระยานครราชสีมาได้นำช้าง พลายเผือกหางดำ ขึ้นน้อมเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโปรดเกล้า ฯ ให้สมโภชขึ้นระวางเป็น พระยามงคลนาดินทร์ ปี พ.ศ. ๒๓๘๐ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครราชสีมาทำนุบำรุงเมืองพระตะบองให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น โดยนำชาวเมืองนครราชสีมาจำนวน ๒,๐๐๐ คน ไปปฎิบัติงานด้วยความเรียบร้อย ปี พ.ศ. ๒๓๘๓ เจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอินทร์ ณ ราชสีมา) พร้อมด้วยบุตร (พระยาภักดีนุชิต) คุมกำลังพลไปปรามกบฏนักองค์อิ่มที่เมืองพระตะบอง เพราะนักองค์อิ่มได้ปกครองเมืองพระตะบองแทนพระยาอภัยภูเบศร์ แล้วคิดกบฏไปฝักใฝ่กับญวณ โดยจับกุมกรรมการเมืองพระตะบอง รวมทั้งน้องชายของ เจ้าพระยา นครราชสีมา (พระยาราชานุชิต) และกวาดต้อนครอบครัวหนีไป ทัพจากนครราชสีมาขับเคี่ยว จนถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๖ เจ้าพระยานครราชสีมาได้ล้มป่วย จึงกลับมาพักรักษาตัวที่เมืองนครราชสีมา ทำให้การรบยืดเยื้อต่อไปอีก ซึ่งการทำสงครามกับญวนนี้ เมืองนครราชสีมาเป็นกำลังสำคัญของราชการทัพมาโดยตลอด ปี พ.ศ. ๒๓๘๗ เมืองนครราชสีมาได้นำช้างพลาย ๓ เชือก น้อมเกล้าถวายรัชกาลที่ ๓ คือ พลายบาน พลายเยียว พลายแลม ปี พ.ศ. ๒๓๘๘ ได้นำช้างพลาย ๒ เชือก น้อมเกล้าถวายรัชกาลที่ ๓ อีกครั้ง คือ พลายอุเทน และพลายสาร

รัชกาลที่ ๔

เมืองนครราชสีมามีความเจริญมากขึ้น เป็นศูนย์กลางการค้าขายของหัวเมืองทางตะวันออก เพราะมีสินค้าที่พ่อค้าต้องการมาก เช่น หนังสัตว์ เขาสัตว์ นอแรด งา และไหม พวกพ่อค้าเดินทางมาซื้อสินค้าเหล่านี้แล้วส่งไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ  และซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯ มาจำหน่ายในหัวเมืองตะวันออก โดยตลาดกลางอยู่ที่เมืองนครราชสีมาในรัชกาลนี้ ทรงปรารภว่าควรจะมีราชธานีห่างทะเลไว้อีกสัก ๑ แห่งทรงพระราชดำริว่าควรเป็นเมืองนครราชสีมา จึงโปรดเกล้า ให้พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปทรงตรวจภูมิประเทศ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหมเมื่อได้ทรงตรวจพิจารณาแล้ว ทรงเห็นว่ายังไม่เหมาะสม เพราะเมืองนครราชสีมาอัตคัตน้ำและการคมนาคมก็ยังลำบาก รัชกาลที่ ๔ จึงทรงเปลี่ยนพระทัยมาสร้างพระราชวังที่เมืองลพบุรีแทน และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกราบทูลขอให้เปลี่ยนนามการเรียกดงพระยาไฟเสียใหม่ว่าดงพระยาเย็น เพื่อไม่ให้คนครั่นคร้ามหรือไม่กล้า เดินทางผ่านเข้าไป

รัชกาลที่ ๕

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๑๗ พวกฮ่อได้เข้ามารุกรานเมืองหนองคายหลายครั้ง และเมืองนครราชสีมาก็เป็นกำลังสำคัญ ในการจัดกำลังทัพ ไปปราบฮ่อ ส่วนวิธีการปกครองเมืองนครราชสีมา ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อ ร.ศ. ๑๑๐ (พ.ศ. ๒๔๓๔) โดยโปรดฯ ให้รวบรวมหัวเมืองในเขตที่ราบสูงเป็น ๓ มณฑล คือ
๑. มณฑลลาวพวน มี เมืองหนองคายเป็นที่ว่าการมณฑล
๒. มณฑลลาวกาว มี เมืองนครจำปาศักดิ์เป็นที่ว่าการมณฑล
๓. มณฑลลาวกลาง มี เมืองนครราชสีมาเป็นที่ว่าการมณฑล

สำหรับมณฑลลาวกลางนั้นมีกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงใหญ่ ต่อมาเมื่อได้จัดหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาบทั่วทั้งพระราชอาณาเขต ให้เปลี่ยนนามมณฑล ทั้ง ๓ เสียใหม่ คือ มณฑลลาวพวน เป็น มณฑลอุดร , มณฑลลาวกาว เป็น มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุบล มณฑลลาวกลาง เป็นมณฑลนครราชสีมา เหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมืองนครราชสีมาในรัชกาลที่ ๕ นี้ คือ

ในด้านการคมนาคม ได้มีการสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา ใน พ.ศ. ๒๔๓๔ ซึ่งเป็นทางรถไฟของรัฐบาลสายแรก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเปิดทางรถไฟเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเมืองนครราชสีมาจนเท่าทุกวันนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมงกุฏราชกุมาร ได้เสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา และต่อมาได้มีการทดลอง การเกณฑ์ทหาร แบบใหม่ที่มณฑลนครราชสีมาเป็นแห่งแรก ปรากฏว่าได้ผลดีจึงขยายไปยังมณฑลอื่นๆ

รัชกาลที่ ๖

ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ สมเด็จพระพันปีหลวง (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) เสด็จกรมทหารม้าที่ ๕ ที่มณฑลนครราชสีมาและทรงรับตำแหน่งผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารม้าที่ ๕ มณฑลนครราชสีมา ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต เสนาธิการทหารบก เสด็จตรวจราชการทหารที่มณฑลนครราชสีมา

ใน พ.ศ. ๒๔๕๖ สมเด็จพระพันปีหลวง (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) เสด็จกรมทหารม้าที่ ๕ ที่มณฑลนครราชสีมาและทรงรับตำแหน่งผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารม้าที่ ๕ มณฑลนครราชสีมา ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เสด็จตรวจราชการทหารที่มณฑลนครราชสีมา

ยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระองค์เจ้าบวรเดช ได้รวบรวมกองกำลังทหารจากมณฑลนครราชสีมาเป็นหลัก ร่วมกับ พันเอกพระยาศรีสิทธิ์สงคราม เพื่อทำการต่อสู้กับคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะผู้ก่อการได้ยกกองกำลังเข้ามาล้อมกรุงเทพฯ แต่เมื่อการต่อสู้ยืดเยื้อในที่สุดก็ต้องถอยทัพและประสบความพ่ายแพ้เนื่องจากมีกำลังที่น้อยกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ พันโทหลวงพิบูลสงครามผู้บัญชาการกองกำลังผสมฝ่ายรัฐบาล มีอำนาจในการควบคุมกำลังทหารมากขึ้นส่งผลให้ได้อำนาจทางการเมืองและจัดตั้งรัฐบาลทหารได้ในเวลาต่อมา

รัชกาลที่ ๙

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จเยี่ยมพสกนิกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งแรก และได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมพสกนิกรชาวเมืองนครราชสีมาอีกหลายครั้ง เช่น เสด็จทอด พระเนตรการเรียนการสอนหลักสูตรมัธยมแบบประสมที่โรงเรียนสุรนารีวิทยา, เสด็จทำพิธีเปิดอาคารเรียนโรงเรียนบุญวัฒนา เป็นต้น ยังความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวนครราชสีมาเป็นล้นพ้น

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กองทหารในสังกัด มณฑลทหารบกที่ 3 นครราชสีมา ได้ทำการร่วมรบในกรณีพิพาทอินโดจีน กองทัพไทยสามารถยึดดินแดนกลับคืนมาบางส่วน เป็นการชั่วคราว หลังสงครามยุติสหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือสร้างถนนมิตรภาพ จาก สระบุรี ถึง นครราชสีมา ซึ่งเป็นทางหลวงที่ได้มาตรฐานดีที่สุดของประเทศในขณะนั้น

ในช่วงสงครามเวียดนาม สหรัฐอเมริกาได้ขอใช้นครราชสีมาเป็นฐานบัญชาการการรบ มีการสร้างฐานบินโคราช และต่อมาไทยได้เปลี่ยนให้เป็น กองบิน 1 ซึ่งเป็นฐานกำลังรบทางอากาศหลักของกองทัพอากาศไทยในปัจจุบัน โดยมีมีเครื่องบิน F-16 ประจำการอยู่สองฝูงบิน

ในปี พ.ศ. 2523 มีความพยายามรัฐประหารโดยกลุ่มทหารของ พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา แต่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ทรงแปรพระราชฐานไปประทับที่นครราชสีมา กองกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 2 นำโดยพลตรี อาทิตย์ กำลังเอกได้เป็นกองกำลังหลักในการปราบกบฏลงได้ในที่สุด หลังจากนั้น อดีตผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 หลายท่านได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในเวลาต่อมา

หมายเหตุ : ที่มาจากหนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2526

เนื่องจากความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ปัจจุบัน นครราชสีมา จึงได้กลายเป็นเมืองศูนย์ราชการที่สำคัญที่สุดรองจากกรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน การศึกษา การสาธารณสุข การวิจัย การคมนาคม และ การอุตสาหกรรม ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งเป็นที่ตั้งของกองฐานกำลังรบหลักของกองทัพบก และกองทัพอากาศในปัจจุบัน เปรียบได้ว่าเป็นเมืองหลวงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปี พ.ศ. 2553 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากฝนช่วงปลายฤดูตกหนักในบริเวณต้นแม่น้ำมูล นับเป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Thailand Nakhon Ratchasima 6-10-1
รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดนครราชสีมา รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดนครราชสีมา

 

ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดขอนแก่น
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดบุรีรัมย์
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี
จำนวนพื้นที่ 20,493 ตารางกิโลเมตร

 

ตัวเมืองตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช โดยมีลำตะคองและลำน้ำสาขาอื่นๆ ไหลหล่อเลี้ยงบริเวณด้านเหนือของเมือง และ เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสำคัญคือแม่น้ำมูลซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตัวเมืองประกอบด้วยประตูเมืองนครราชสีมาทั้ง 4 ทิศ คือ ประตูชุมพล (ทิศตะวันตก) ประตูพลแสน (ทิศเหนือ อีกชื่อคือประตูน้ำ) ประตูพลล้าน (ทิศตะวันออก) และประตูไชยณรงค์ (ทิศใต้ อีกชื่อคือประตูผี) ภายในตัวเมืองมีสระน้ำ 4 สระ คือ สระแก้ว สระแมว สระขวัญ และสระบัว

บริเวณรอบเมืองเป็นที่ราบ ทุ่งนา สวนผัก-ผลไม้ และ ที่เกษตรกรรม ปัจจุบันจากการขยายตัวของเมืองทำให้ค่อยๆเปลี่ยนสภาพเป็นแหล่งการค้า อุตสาหกรรม และ ที่อยู่อาศัย ในบริเวณด้านใต้ของเมืองเป็นเขตทหาร คือ ค่ายสุรนารี ของกองทัพบก และ กองบิน 1 ของกองทัพอากาศ

โดยตำแหน่งที่ตั้งทำให้เมืองเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบกทั้งทางถนนและทางราง ของภาคอีสาน โดยมีทางหลวงสายหลัก คือ ถนนมิตรภาพผ่าน และ เป็นชุมทางรถไฟของเส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือทั้งสองสายคือ สายนครราชสีมา-อุบลราชธานี และ สายนครราชสีมา-ท่านาแล้ง (ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)

แบ่งการปกครองแบ่งออกเป็น 32 อำเภอ 289 ตำบล 3743 หมู่บ้าน เนื้อที่รวม 20,493.968 ตารางกิโลเมตร

Amphoe

1. อำเภอเมืองนครราชสีมา
2. อำเภอครบุรี
3. อำเภอเสิงสาง
4. อำเภอคง
5. อำเภอบ้านเหลื่อม
6. อำเภอจักราช
7. อำเภอโชคชัย
8. อำเภอด่านขุนทด
9. อำเภอโนนไทย
10. อำเภอโนนสูง
11. อำเภอขามสะแกแสง
12. อำเภอบัวใหญ่
13. อำเภอประทาย
14. อำเภอปักธงชัย
15. อำเภอพิมาย
16. อำเภอห้วยแถลง

17. อำเภอชุมพวง
18. อำเภอสูงเนิน
19. อำเภอขามทะเลสอ
20. อำเภอสีคิ้ว
21. อำเภอปากช่อง
22. อำเภอหนองบุญมาก
23. อำเภอแก้งสนามนาง
24. อำเภอโนนแดง
25. อำเภอวังน้ำเขียว
26. อำเภอเทพารักษ์
27. อำเภอเมืองยาง
28. อำเภอพระทองคำ
29. อำเภอลำทะเมนชัย
30. อำเภอบัวลาย
31. อำเภอสีดา
32. อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

รูปที่ 6 อำเภอในจังหวัดนครราชสีมา

 

ผู้บริหารจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

นายชวน ศิรินันท์พร 0-4424-2057 08-9203-0427
รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

นายสกลสฤษฏ์ บุญประดิษฐ์
นายชยาวุธ จันทร
นายสุชาติ นพวรรณ

0-4424-2613
0-4425-5784
0-4424-4232

08-9203-1827
08-9203-1858
08-9203-1860


หัวหน้าสำนักงานจังหวัด

จังหวัดนครราชสีมามีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการออกเป็น 3 ส่วนคือ

1. การบริหารราชการส่วนกลาง มีส่วนราชการสังกัดส่วนกลางตั้งหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดอยู่ประมาณ 196 หน่วย (รวมทั้งหน่วยงานอิสระ 26 หน่วย รัฐวิสาหกิจ 27 หน่วย)

2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มีส่วนราชการสังกัดส่วนภูมิภาคประจำจังหวัด 30 หน่วย ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมาแบ่งการปกครองออกเป็น 32 อำเภอ 287 ตำบล 3,743 หมู่บ้าน ประกอบด้วย

1. อำเภอเมืองนครราชสีมา 17. อำเภอสีคิ้ว
2. อำเภอขามสะแกแสง 18. อำเภอสูงเนิน
3. อำเภอคง 19. อำเภอห้วยแถลง
4.  อำเภอครบุรี 20. อำเภอเสิงสาง
5.  อำเภอจักราช 21. อำเภอบ้านเหลื่อม
6. อำเภอชุมพวง 22. อำเภอหนองบุญมาก
7. อำเภอโชคชัย   23. อำเภอแก้งสนามนาง
8. อำเภอด่านขุนทด 24. อำเภอโนนแดง 
9. อำเภอขามทะเลสอ  25. อำเภอวังน้ำเขียว
10. อำเภอโนนไทย 26. อำเภอเฉลิมพระเกียรติ 
11. อำเภอโนนสูง 27. อำเภอเทพารักษ์
12. อำเภอบัวใหญ่   28. อำเภอเมืองยาง
13. อำเภอประทาย 29. อำเภอลำทะเมนชัย
14. อำเภอปักธงชัย  30. อำเภอพระทองคำ
15. อำเภอปากช่อง  31. อำเภอบัวลาย
16. อำเภอพิมาย  32. อำเภอสีดา

 

3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น มี 3 รูปแบบ

1)  องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา

2)  เทศบาล 75 แห่ง ประกอบด้วย

- เทศบาลนคร 1 แห่ง  คือ เทศบาลนครนครราชสีมา

- เทศบาลเมือง 3 แห่ง  คือ เทศบาลเมืองปากช่อง เทศบาลเมืองบัวใหญ่ และเทศบาลเมืองสีคิ้ว

- เทศบาลตำบล 71 แห่ง ได้แก่

1. เทศบาลตำบลโคกกรวด
2. เทศบาลตำบลจอหอ
3. เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม
4. เทศบาลตำบลหัวทะเล
5. เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง
6. เทศบาลตำบลโคกสูง
7. เทศบาลตำบลปรุใหญ่
8. เทศบาลตำบลหนองไข่น้ำ
9. เทศบาลตำบลบึงสำโรง
10. เทศบาลตำบลขามทะเลสอ
11. เทศบาลตำบลขามสะแกแสง
12. เทศบาลตำบลหนองหัวฟาน
13. เทศบาลตำบลโนนเมือง
14. เทศบาลตำบลเมืองคง
15. เทศบาลตำบลเทพาลัย
16. เทศบาลตำบลแชะ
17. เทศบาลตำบลจระเข้หิน
18. เทศบาลตำบลไทรโยงไชยวาล
19. เทศบาลตำบลอรพิมพ์
20. เทศบาลตำบลครบุรีใต้
21. เทศบาลตำบลจักราช
22. เทศบาลตำบลท่าช้าง
23. เทศบาลตำบลชุมพวง
24. เทศบาลตำบลโชคชัย
25. เทศบาลตำบลด่านเกวียน
26. เทศบาลตำบลท่าเยี่ยม
27. เทศบาลตำบลด่านขุนทด
28. เทศบาลตำบลหนองกราด
29. เทศบาลตำบลหนองบัวตะเกียด
30. เทศบาลตำบลโนนแดง
31. เทศบาลตำบลโนนไทย
32. เทศบาลตำบลโคกสวาย
33. เทศบาลตำบลบัลลังก์
34. เทศบาลตำบลโนนสูง
35. เทศบาลตำบลมะค่า
36. เทศบาลตำบลตลาดแค

อ.เมืองนครราชสีมา
อ.เมืองนครราชสีมา
อ.เมืองนครราชสีมา
อ.เมืองนครราชสีมา
อ.เมืองนครราชสีมา
อ.เมืองนครราชสีมา
อ.เมืองนครราชสีมา
อ.เมืองนครราชสีมา
อ.แก้งสนามนาง
อ.ขามทะเลสอ
อ.ขามสะแกแสง
อ.ขามสะแกแสง
อ.ขามสะแกแสง
อ.คง
อ.คง
อ.ครบุรี
อ.ครบุรี
อ.ครบุรี
อ.ครบุรี
อ.ครบุรี
อ.จักราช
อ.เฉลิมพระเกียรติ
อ.ชุมพวง
อ.โชคชัย
อ.โชคชัย
อ.โชคชัย
อ.ด่านขุนทด
อ.ด่านขุนทด
อ.ด่านขุนทด
อ.โนนแดง
อ.โนนไทย
อ.โนนไทย
อ.โนนไทย
อ.โนนสูง
อ.โนนสูง
อ.โนนสูง

37. เทศบาลตำบลด่านคล้า
38. เทศบาลตำบลใหม่
39. เทศบาลตำบลดอนหวาย
40. เทศบาลตำบลบ้านเหลื่อม
41. เทศบาลตำบลประทาย
42. เทศบาลตำบลเมืองปัก
43. เทศบาลตำบลตะข
44. เทศบาลตำบลปักธงชัย
45. เทศบาลตำบลนกออก
46. เทศบาลตำบลลำนางแก้ว
47. เทศบาลตำบลบ่อปลาทอง
48. เทศบาลตำบลกลางดง
49. เทศบาลตำบลสีมามงคล
50. เทศบาลตำบลหมูสี
51. เทศบาลตำบลวังไทร
52. เทศบาลตำบลพิมาย
53. เทศบาลตำบลรังกาใหญ่
54. เทศบาลตำบลศาลเจ้าพ่อ
55. เทศบาลตำบลลาดบัวขาว
56. เทศบาลตำบลคลองไผ่
57. เทศบาลตำบลหนองน้ำใส
58. เทศบาลตำบลสูงเนิน
59. เทศบาลตำบลกุดจิก
60. เทศบาลตำบลเสิงสาง
61. เทศบาลตำบลโนนสมบูรณ์
62. เทศบาลตำบลหนองหัวแรต
63. เทศบาลตำบลแหลมทอง
64. เทศบาลตำบลห้วยแถลง
65. เทศบาลตำบลหินดาด
66. เทศบาลตำบลหนองบัวลาย
67. เทศบาลตำบลพระทองคำ
68. เทศบาลตำบลเมืองยาง
69. เทศบาลตำบลหนองบัววง
70. เทศบาลตำบลขุย
71. เทศบาลตำบลสีดา 

อ.โนนสูง
อ.โนนสูง
อ.โนนสูง
อ.บ้านเหลื่อม
อ.ประทาย
อ.ปักธงชัย
อ.ปักธงชัย
อ.ปักธงชัย
อ.ปักธงชัย
อ.ปักธงชัย
อ.ปักธงชัย
อ.ปากช่อง
อ.ปากช่อง
อ.ปากช่อง
อ.ปากช่อง
อ.พิมาย
อ.พิมาย
อ.วังน้ำเขียว
อ.สีคิ้ว
อ.สีคิ้ว
อ.สีคิ้ว
อ.สูงเนิน
อ.สูงเนิน
อ.เสิงสาง
อ.เสิงสาง
อ.หนองบุญมาก
อ.หนองบุญมาก
อ.ห้วยแถลง
อ.ห้วยแถลง
อ.บัวลาย
อ.พระทองคำ
อ.เมืองยาง
อ.ลำทะเมนชัย
อ.ลำทะเมนชัย
อ.สีดา

3) องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 258 แห่ง รายละเอียดสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่ www.koratlocal.go.th และ www.nakhonratchasima.go.th

การเลือกตั้ง

ตามประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 พ.ศ. 2554 จังหวัดนครราชสีมาแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็น 15 เขต มีสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อของพรรค ดังนี้

1. นายวิรัช    รัตนเศรษฐ        สังกัดพรรคเพื่อไทย

2. นายสมพล   เกยุราพันธุ์      สังกัดพรรคเพื่อไทย

3. นายอัสนี   เชิดชัย             สังกัดพรรคเพื่อไทย

มีสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 2 คน ดังนี้

1. นายสุเมธ   ศรีพงษ์             ส.ว. แบบเลือกตั้ง

2. นายสมบูรณ์  งามลักษณ์      ส.ว. แบบสรรหา

 

รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดนครราชสีมา

กรณียุบสภา การเลือกตั้งทั่วไป เลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554

เขตเลือกตั้งที่ ชื่อ-สกุล พรรค ที่อยู่ โทรศัพท์
1 นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

17 ถ.โพธิ์กลาง อ.เมือง
จ.นครราชสีมา 30000

089-8454828
2 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

111 หมู่ 4 ถ.โคกสูง-ขามทะเลสอ

ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000

044-215373,
215798
3 นายประเสริฐ บุญชัยสุข ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

3/4 ถ.มุขมนตรี ต.ในเมือง

อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000

044-252470,
262933

4 นางทัศนียา รัตนเศรษฐ เพื่อไทย

8 ถ.โนนสูง-มิตรภาพ ซ.1 ต.โนนสูง

อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา 30160

044-214119,
081-8789999
5 นายโกศล ปัทมะ เพื่อไทย

2/1-2 ถ.เทศบาล 12 ต.บัวใหญ่ 

อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา 30120

081-8405870
6 นายสุชาติ ภิญโญ เพื่อไทย

1560/12 หมู่บ้านสิวาลัย ถ.สุรนารายณ์

ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา

081-8777497
7 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เพื่อไทย

8 ถ.โนนสูง-มิตรภาพ ซ. 1 ต.โนนสูง

อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา 30160

081-3468888,
044-214119
8 นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร เพื่อไทย

579 หมู่ 14 ต.ในเมือง อ.พิมาย

จ.นครราชสีมา 30110

081-7902270,
044-928326
9 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

3065 ถ.สืบศิริ ต.ในเมือง อ.เมือง

จ.นครราชสีมา 30000

081-9295589
10 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ภูมิใจไทย

333 หมู่ 10 ต.โชคชัย อ.โชคชัย

จ.นครราชสีมา 30190

044-491777,
202540
11 นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ เพื่อไทย

1 หมู่ 11 ต.เฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา 30250

081-9670607
12 นายประนอม โพธิ์คำ ภูมิใจไทย

635 หมู่ 1 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว

จ.นครราชสีมา 30370

081-3899199
13 นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ เพื่อไทย

2 ถ.เทศบาล 15 ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง

จ.นครราชสีมา 30130

14 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เพื่อไทย

222 หมู่ 3 ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 30140

081-8792886,
044-412919
15 นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ภูมิใจไทย

94-95 หมู่ 2 ต.ด่านขุนทด

อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา 30210

081-7257371

 

PHOTO 1118

นายสุเมธ  ศรีพงษ์

สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครรราชสีมา 

ชื่อ-สกุล นายสุเมธ   ศรีพงษ์ 

คุณวุฒิ

  • รัฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) สาขาการปกครอง (ม.ธรรมศาสตร์)
  • พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (นิด้า)
  • หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 29 (วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง)
  • หลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 30 (วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง)
  • หลักสูตรฝ่ายอำนวยการ กองอาสารักษาดินแดน รุ่นที่ 12 (วิทยาลัยการทัพบก)

สถานที่ติดต่อ

1143/64  หมู่บ้านอาร์ เอ็น ซิตี  ถ.สุรนารายณ์  ต.ในเมือง อ.เมือง     
นครราชสีมา  จ.นครราชสีมา  30000

อาชีพ

รับราชการ

ประสบการณ์

  • นายอำเภอหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์
  • นายอำเภอหนองบุญมาก นายอำเภอคง นายอำเภอชุมพวง นายอำเภอปักธงชัย จ.นครราชสีมา
  • ปลัดจังหวัดนครราชสีมา
  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ป.ช.

 

ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมากเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยประชากรหลากหลายเชื้อชาติหรือหลายชาติพันธุ์ แต่กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดนครราชสีมาที่มีจำนวนมากมีอยู่สองกลุ่มใหญ่คือ ไทย (หรือเรียกอีกอย่างว่า ไทยโคราช) และอีกกลุ่มคือ ลาว (หรือไทยอีสาน) และมีชนกลุ่มน้อยอีกได้แก่ มอญ กุย (หรือส่วย) ชาวบน จีน ไทยวน ญวน และแขก

ไทย (ไทยโคราช)

Siam

กลุ่มชาติพันธุ์ไทยที่อยู่ในนครราชสีมาเรียกอีกอย่างว่า ไทยโคราช เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา คนกลุ่มนี้ใช้ภาษาเหมือนไทยในส่วนกลาง เพียงแต่เสียงวรรณยุกต์เพี้ยนไปบ้าง และมีคำศัพท์สำนวนบางอย่างที่มีลักษณะเป็นของตนเอง เดิมถิ่นนี้ชาวพื้นเมืองเป็นละว้า ชาวไทยได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอู่ทองให้ขุนหลวงพะงั่วยกกองทัพมารวบรวมดินแดนแถบนี้เข้ากับกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าอู่ทองโปรดฯ ให้กองทหารอยุธยาตั้งด่านอยู่ประจำ และส่งช่างชาวอยุธยามาก่อสร้างบ้านเรือนและวัดวาอารามเป็นอันมาก ชาวไทยอยุธยาได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้อพยพมาอยู่นครราชสีมาอีกระลอกหนึ่งคือ คราวเสียกรุงครั้งที่ 2 โดยมีชาวไทยชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกได้อพยพเข้ามาเพิ่มด้วย ชาวไทยกลุ่มนี้และชาวไทยพื้นเมืองเดิม (เข้าใจว่าเป็นชาวสยามลุ่มน้ำมูล (ไท-เสียม) อาจมีเขมรและมอญปนอยู่ด้วย) สืบเชื้อสายเป็นชาวไทยโคราชและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีสืบทอดกันมา

กลุ่มไทยโคราชเป็นกลุ่มที่แสดงเอกลักษณ์ของเมืองนครราชสีมา เพราะสำเนียงแตกต่างจากกลุ่มอื่น เป็นกลุ่มที่พูดภาษาไทยโคราชซึ่งคล้ายคลึงภาษาไทยกลางแต่สำเนียงเพี้ยน เหน่อ ห้วนสั้น เกิ่นเสียง มีคำไทยลาว (อีสาน) ปะปนบ้างเล็กน้อย ชาวไทยโคราชแต่งกายแบบไทยภาคกลาง รับประทานข้าวเจ้า อาหารทั่วไปคล้ายคลึงภาคกลาง ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมคล้ายไทยภาคกลาง ปัจจุบัน กลุ่มไทยโคราชอาศัยอยู่ในทุกอำเภอในจังหวัดนครราชสีมา ยกเว้นบางอำเภอที่มีชาวไทยลาวมากกว่า (อำเภอบัวใหญ่ ปักธงชัย และสูงเนิน) และยังพบชาวไทยโคราชในบางส่วนของจังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยภูมิ (อำเภอบำเหน็จณรงค์และจัตุรัส) และจังหวัดบุรีรัมย์(อำเภอเมืองบุรีรัมย์ นางรอง และละหานทราย)

ลาว

ลาว (ลาวเวียง ไทยลาว หรือไทยอีสาน) เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนประชากรมากรองจากกลุ่มไทยโคราช แต่อพยพเข้ามาทีหลัง อาศัยอยู่มากในบางอำเภอของจังหวัดนครราชสีมา เช่น อำเภอบัวใหญ่ ปักธงชัย สูงเนิน และบางส่วนของอำเภอประทาย ห้วยแถลง ชุมพวง และสีคิ้ว เป็นต้น ไทยอีสานพูดภาษาอีสานและมีขนบธรรมเนียมประเพณีเหมือนชาวอีสานทั่วไป กลุ่มไทยอีสานอพยพเข้ามาอยู่ในจังหวัดนครราชสีมาหลายรุ่น ส่วนใหญ่อพยพเข้ามาอยู่สมัยสงครามปราบปรามเมืองเวียงจันทน์ สมัยธนบุรี มีการกวาดต้อนครอบครัวลาวเข้ามาอยู่ในหัวเมืองชั้นใน และอพยพเข้ามาโดยสมัครใจเพิ่มขึ้นในระยะหลัง

มอญ

จากการสำรวจสำมะโนประชากรของจังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2446 ในสมัยรัชกาลที่ 5 พบว่า มีชาวมอญอยู่จำนวน 2,249 คน จากจำนวนประชากรของนครราชสีมา 402,668 คน ชาวมอญอพยพเข้ามาอยู่บริเวณเมืองนครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2318 ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระราชทานครัวมอญที่อพยพเข้ามาสวามิภักดิ์ มีพระมหาโยธา (เจ่ง) เป็นหัวหน้า แบ่งให้พระยานครราชสีมานำขึ้นมาอยู่ที่เมืองนครราชสีมา ตั้งครัวมอญที่ลำพระเพลิง เขตอำเภอปักธงชัยที่บ้านพลับพลา อำเภอโชคชัย พระยาศรีราชรามัญผู้เป็นหัวหน้าพาญาติพี่น้องมาอยู่ในเมืองเป็นสายกองส่วยทอง ตั้งบ้านเรือนเรียกว่าบ้านมอญ เมื่อเกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์ เมื่อปี พ.ศ. 2336 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรีย) คุมกองมอญมาสมทบมาร่วมรบกับกำลังฝ่ายไทย เมื่อเสร็จศึกแล้วพวกมอญเห็นเมืองปักธงชัยอุดมสมบูรณ์จึงมาตั้งถิ่นฐาน ปัจจุบันชาวมอญในนครราชสีมายังรักษาวัฒนธรรมประเพณีมอญไว้ เช่น ภาษา การไหว้ผี การเล่นสะบ้าในเขตบ้านท่าโพธิ บ้านสำราญเพลิง ตำบลนกออก อำเภอปักธงชัย ประกอบอาชีพทำนา ทำสวน ทำเครื่องปั้นดินเผา ภาษามอญจะใช้พูดในชาวไทยมอญที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป คนรุ่นหลังจากนี้จะพูดภาษาไทยโคราชทั้งสิ้น

ส่วย

ส่วย หรือ ข่า เป็นชนพื้นเมืองของหัวเมืองเขมรป่าดงและเมืองนครราชสีมา พูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร ได้อยู่ในพื้นที่นี้ก่อนที่คนไทยจะเข้ามามีอิทธิพลเหนือดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน เมื่อปี พ.ศ. 2362 เจ้าเมืองนครราชสีมา (ทองอินทร์) ตีข่าได้ แล้วนำมายังเมืองนครราชสีมา ภาษาส่วย เป็นภาษาของชาวส่วยที่อพยพมาจากจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดบุรีรัมย์ ที่มาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ ตำบลห้วยแถลง อำเภอห้วยแถลงปัจจุบันมีเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ที่ยังคงใช้ภาษาส่วยในกลุ่มของตนเอง นอกจากนั้นจะใช้ภาษาไทยโคราชเป็นพื้น

ญัฮกุร

ญัฮกุร หรือ เนียะกุล เป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ตามไหล่เขาหรือเนินเขาเตี้ย ๆ บริเวณด้านในของที่ราบสูงโคราช ชาวบนอาจสืบเชื้อสายมาจากคนในสมัยทวารวดี อยู่ในบางหมู่บ้านของอำเภอปักธงชัย อำเภอครบุรีและอำเภอหนองบุญมาก ภาษาชาวบน เป็นภาษาตระกูลมอญ-เขมร ปัจจุบันชาวบนพูดภาษาชาวบนเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป นอกจากนั้นใช้ภาษาไทยโคราช

ไทยวน

ไทยยวน หรือ ไทยโยนก เป็นเผ่าไทยในภาคเหนือของไทย ได้อพยพเข้ามาอยู่ที่อำเภอสีคิ้วสองทางด้วยกันคือ พวกแรกอพยพจากทางเหนือมาอยู่ที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ต่อมาเจ้าเมืองสระบุรีต้องการตั้งกองเลี้ยงโคนมที่เมืองนครจันทึก จึงได้แบ่งครอบครัวชาวไทยยวนจากอำเภอเสาไห้ไปอยู่ที่อำเภอสีคิ้ว ส่วนอีกพวกหนึ่งอพยพมาจากเวียงจันทน์ ชาวไทยยวนยังรักษาประเพณีและวัฒนธรรมแบบโยนกไว้ได้ดีมาก ภาษาไทยยวน ใช้พูดในหมู่ไทยยวนด้วยกันเองซึ่งมีอยู่ประมาณ 5,000 คน ในเขตอำเภอสีคิ้ว ในท้องที่ตำบลลาดบัวขาว ตำบลสีคิ้ว และตำบลบ้านหัน

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม ชาวจีน ชาวเวียดนาม และชาวแขก

จำนวนประชากร

จังหวัดนครราชสีมา มีจำนวนประชากร ณ เดือนธันวาคม 2554 จำนวนทั้งสิ้น 2,585,325 คน

เป็นชาย จำนวน 1,278,327 คน เป็นหญิง จำนวน 1,306,998 คน

ที่มา : ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง

ผลิตภัณฑ์จังหวัด อนุกรมใหม่ ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ.2538 - 2553

GROSS REGIONAL PRODUCT NEW SERIES AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, NAKHON RATCHASIMA PROVINCE: 1995-2010

สาขาการผลิต 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553p
  -1995 -1996 -1997 -1998 -1999 -2000 -2001 -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 (2010p)
ภาคเกษตร 12,467 13,745 13,272 14,949 11,947 11,922 12,998 13,798 16,409 15,755 16,621 20,195 24,678 25,663 27,768 30,773
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 12,234 13,452 13,027 14,690 11,745 11,627 12,702 13,523 16,169 15,594 16,422 20,033 24,509 25,441 27,475 30,495
การประมง 233 293 245 259 202 296 296 276 240 161 199 161 169 221 292 278
ภาคนอกเกษตร 71,014 88,102 91,351 83,801 85,901 88,915 90,236 100,625 112,981 117,549 121,113 129,184 132,472 131,680 143,355 157,191
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 495 617 600 526 637 589 603 646 666 647 661 935 1,023 1,504 1,829 1,765
การผลิตอุตสาหกรรม 22,490 31,149 31,483 29,240 29,117 30,591 30,152 35,742 44,280 44,299 41,407 45,947 44,733 44,453 49,175 56,095
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 1,708 1,901 2,170 2,632 2,303 2,610 2,581 2,711 2,901 3,248 3,434 3,889 3,947 3,829 4,595 4,925
การก่อสร้าง 8,939 10,861 10,808 5,225 6,252 6,309 6,048 6,233 6,738 7,492 8,661 8,298 8,732 7,932 8,590 9,865
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 10,964 14,026 15,997 14,234 13,829 13,933 14,614 15,575 16,553 16,641 16,974 18,513 19,755 20,483 23,101 24,057
โรงแรมและภัตตาคาร 3,939 4,178 3,605 3,465 3,979 3,815 3,637 3,423 3,374 4,164 3,976 3,555 3,525 3,236 3,241 3,353
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 2,821 3,577 3,696 4,161 4,141 4,107 4,599 5,009 5,285 5,311 5,598 6,113 6,387 6,875 6,898 6,902
ตัวกลางทางการเงิน 3,331 4,094 3,829 3,620 2,505 2,482 2,718 3,213 3,440 3,951 4,678 5,535 6,315 6,664 7,604 7,575
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 2,604 3,186 3,721 4,096 4,695 4,909 4,844 5,530 5,946 6,139 6,199 6,458 7,177 7,520 8,348 8,030
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 5,604 6,011 6,210 6,663 8,143 8,995 9,783 11,380 11,774 12,257 14,561 13,338 13,168 10,188 10,301 14,179
การศึกษา 5,187 5,404 5,890 6,234 6,295 6,478 6,621 6,816 7,462 8,399 9,495 10,922 12,209 13,071 13,227 14,006
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 1,596 1,555 1,611 1,792 2,110 2,153 2,091 2,506 2,419 2,782 3,052 3,329 3,572 3,787 3,994 4,127
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 1,194 1,393 1,578 1,753 1,706 1,776 1,814 1,670 1,803 2,138 2,287 2,214 1,868 2,029 2,073 1,993
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 141 149 153 160 188 167 131 171 340 83 130 139 58 108 378 319
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 83,481 101,847 104,623 98,750 97,848 100,837 103,234 114,423 129,390 133,304 137,734 149,378 157,150 157,342 171,123 187,963
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 33,148 40,065 40,903 38,312 37,671 38,643 39,163 42,983 48,152 49,172 50,362 54,228 56,665 56,393 61,000 66,670
ประชากร (1,000 คน) 2,518 2,542 2,558 2,577 2,597 2,609 2,636 2,662 2,687 2,711 2,735 2,755 2,773 2,790 2,805 2,819

 

นักลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างชาติต่างให้ความสำคัญกับจังหวัดนี้มาก จึงได้ตั้งฉายาให้กับจังหวัดนี้ว่าเป็น "มหานครแห่งอีสาน" เป็นเสมือนเมืองหลวงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเป็นศูนย์กลางทางด้านต่าง ๆ ของภูมิภาค ได้แก่ การปกครอง การศึกษา การสาธารณสุข การคมนาคมขนส่ง การอุตสาหกรรม การเงินการธนาคาร การพาณิชย์ การลงทุน การสื่อสารโทรคมนาคม ฯลฯ มีคำขวัญของเมืองโคราชว่า มหานครแห่งอีสาน เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ประตูเชื่อมโยงพันธมิตร สร้างเศรษฐกิจสู่สากล

สถานการณ์การผลิตโดยทั่วไป

จังหวัดนครราชสีมามีจำนวนพื้นที่ทั้งหมด 12.80 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 8.70 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 67.90 ของพื้นที่ทั้งหมด ในส่วนของพื้นที่ทำการเกษตรเป็นพื้นที่ทำนา 3.89 ล้านไร่ พื้นที่ทำไร่ 3.48 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น 0.30 ล้านไร่ พื้นที่ปลูกผักและไม้ดอกไม้ประดับ 0.03 ล้านไร่ และอื่นๆ 0.04 ล้านไร่ โดยในฤดูกาลผลิต 2549/2550 จังหวัดนครราชสีมา มี มูลค่าเพิ่มด้านการเกษตร (Value Added) รวมทั้งหมดประมาณ 25,737 ล้านบาท และมีครัวเรือนเกษตรกรรวมทั้งหมด 326,587 ครัวเรือน รายละเอียดสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. ด้านการผลิตพืช พืชเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าให้กับจังหวัดนครราชสีมามีหลายชนิด เนื่องจากพื้นที่มีศักยภาพในการผลิตพืชค่อนข้างเหมาะสม ประกอบกับมีโรงงานภาคอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่รองรับผลผลิตเกษตรได้อย่างเพียงพอ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมแป้ง มันสำปะหลัง โรงสีข้าวส่งออก โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล โรงงานอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรมเอทานอล (จากมันสำปะหลัง) เป็นต้น อีกทั้งจังหวัดนครราชสีมายังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมกระจายสินค้าเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอื่นได้สะดวก พืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีการผลิตในจังหวัดนครราชสีมาได้แก่ ข้าวนาปี 3.80 ล้านไร่ (ข้าวหอมมะลิ 2.70 ล้านไร่ ข้าวตาแห้ง เหลืองปะทิว และอื่นๆ 1.10 ล้านไร่) มันสำปะหลัง 2.10 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 0.80 ล้านไร่ อ้อยโรงงาน 0.62 ล้านไร่ น้อยหน่า 9 หมื่นไร่ และมีมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตรประมาณ 20,289 ล้านบาท

ข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ 3 อันดับแรกของจังหวัดนครราชสีมาตามโครงการประกันรายได้ของรัฐบาล

รายการ

ข้าวนาปี

มันสำปะหลัง

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

พื้นที่ปลูก (ไร่)

 

4,077 ล้านไร่

(เขตชลประทาน 326,160 ไร่)

1,474 ล้านไร่

0.982 ล้านไร่

จำนวนครัวเรือน

202,499 ครัวเรือน

71,356 ครัวเรือน

40,925 ครัวเรือน

อำเภอที่ปลูกมาก

 

 

 

 

1. โนนสูง 319,772 ไร่

2. พิมาย 297,562 ไร่

3. คง 275,685 ไร่

4. ด่านขุนทด 254,010 ไร่

5. ประทาย 240,754 ไร่

1. ครบุรี 189,267 ไร่

2. ด่านขุนทด 178,717 ไร่

3. เสิงสาง 157,557 ไร่

4. หนองบุญมาก 146,972 ไร่

5. สีคิ้ว 105,737 ไร่

1. ด่านขุนทด 217,558 ไร่

2.ปากช่อง 188,597 ไร่

3. สีคิ้ว 128,003 ไร่

4. สูงเนิน 92,905 ไร่

5. วังน้ำเขียว 71,155 ไร่

อำเภอที่ปลูกน้อย

 

 

 

1. ปากช่อง 6,822 ไร่

2. วังน้ำเขียว 14,022 ไร่

3. เทพารักษ์ 37,658 ไร่

4. เฉลิมพระเกียรติ 40,198 ไร่

1. สีดา 136 ไร่

2. โนนแดง 317 ไร่

3. เมืองยาง 463 ไร่

4. ประทาย 657 ไร่

1. บัวใหญ่ 18 ไร่

2. แก้งสนามนาง 114 ไร่

3. พิมาย 173 ไร่

4. บ้านเหลี่อม 298 ไร่

ผลผลิตเฉลี่ย (ก.ก./ไร่)

430 (ประสบภัยน้ำท่วม)

3,631 ก.ก./ไร่ (ประสบเพลี้ยแป้ง,น้ำท่วม)

812 ไร่

 

2. ด้านการผลิตปศุสัตว์ ส่วนใหญ่เป็นการผลิตในลักษณะฟาร์ม เพื่อให้สามารถจัดการ/ดูแล /ควบคุมโรคได้ง่าย จังหวัดนครราชสีมามีการเลี้ยงโคเนื้อ 5.7 แสนตัว โคนม 6.5 หมื่นตัว กระบือ 6.6 หมื่นตัว สุกร 3.8 แสนตัว เป็ด 1.5 ล้านตัว ไก่เนื้อและไก่ไข่ 22 ล้านตัว โดยมีฟาร์มที่ได้มาตรฐาน 1,236 ฟาร์ม ทุ่งหญ้าสาธารณะ 1.9 แสนไร่ และมีมูลค่าเพิ่มด้านการเกษตรประมาณ 2,619 ล้านบาท

3. ด้านการผลิตประมง มีการเลี้ยงปลาในกระชัง 60 กระชัง เลี้ยงปลาในบ่อ 1.8 หมื่นบ่อ และเลี้ยงปลาในแหล่งน้ำสาธารณะ 75 แห่ง

4. สถาบันเกษตรกร ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีกลุ่มเกษตรกร 147 กลุ่ม สมาชิกสหกรณ์การเกษตร 118 กลุ่ม สมาชิก 283,499 คน กลุ่มส่งเสริมอาชีพ 634 กลุ่ม สมาชิก 12,680 คน วิสาหกิจชุมชน1,580 กลุ่ม สมาชิก 21,681 คน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 823 กลุ่ม สมาชิก 22,374 คน กลุ่มยุวเกษตรกร 177 กลุ่ม สมาชิก 6,195 คน และกลุ่มอื่นๆ เช่นอาสาสมัครเกษตร หมอดินอาสา ปศุสัตว์อาสา ประมงอาสา ครูบัญชีอาสา 10,523 คน

ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา

ภาวะเศรษฐกิจ

โครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคการค้าส่งค้าปลีก และอุตสาหกรรม โดยมีสัดส่วนตามโครงสร้าง GPP ณ ระดับราคาคงที่ในปี 2552 ร้อยละ 19.72 19.11 และ 16.36 ตามลำดับ ในขณะที่จังหวัดนครราชสีมา มีสัดส่วนตามโครงสร้าง GPP ณ ระดับราคาประจำปีในปี พ.ศ. 2551 โครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญขึ้นกับภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และการค้าส่ง ค้าปลีก ซึ่งมีอัตราสัดส่วนโครงสร้างร้อยละ 22.46 19.82 และ 14.91 ตามลำดับ

เศรษฐกิจของจังหวัดนครราชสีมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ยังคงขยายตัว นอกภาคการ เกษตร สาขาอุตสาหกรรม การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน การเงิน ระดับราคา และการจ้างงาน เนื่องจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอยู่ในระดับดี และเกิดจากความต้องการสินค้าและบริการที่เป็นแรงส่งต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ประกอบกับอยู่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลเพิ่มขึ้นในปัจจัย สถานการณ์ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แต่อย่างไรก็ตามราคาสินค้าการเกษตรยังคงส่งผลดีต่อเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ถึงแม้ผลผลิตภาคการเกษตรจะลดลง ซึ่งเป็นผลจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาด และความเสียหายจากที่ต่อเนื่องจากอุทกภัย

แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ 2554

คาดว่าเศรษฐกิจของจังหวัด ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในระดับที่ดี ในขณะที่ด้านการเงิน ส่งผลกระทบคืออัตราดอกเบี้ยยังทรงอยู่ในระดับต่ำ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องประกอบกับรัฐบาลได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดนครราชสีมา ขึ้นอีก 10 บาท หรือจากเดิมที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 173 บาท ขึ้นมาเป็น 183 บาท

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดนครราชสีมา 1 ปี 2553 (ณ ราคาคงประจำปี)

อุตสาหกรรม

มูลค่า (ล้านบาท)

ร้อยละของ GPP

เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้

32,172

19.72

การประมง

172

0.11

การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน

1,120

0.69

การผลิต

36,651

22.46

การไฟฟ้า แก๊สและการประปา

4,389

2.69

การก่อสร้าง

7,644

4.68

การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคล และของใช้ในครัวเรือน

24,327

14.91

โรงแรมและภัตตาคาร

7,985

4.89

การขนส่ง  สถานที่เก็บสินค้าและการคมนาคม

8,168

5.01

ตัวกลางทางการเงิน

5,544

3.40

บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าและบริการทางธุรกิจ

4,192

2.57

การบริหารราชการและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ

12,479

7.65

การศึกษา

12,784

7.83

การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์

4,565

2.80

การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ

748

0.46

ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล

229

0.14

องค์การระหว่างประเทศและองค์การต่างประเทศอื่นๆ และสมาชิก

-

-

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP)

163,168

100.00

ผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว (บาท)

58,481

 

ประชากร (1,000 คน)

2,790

 

 

ที่มา : สำนักงานคลังจังหวัดนครราชสีมา

การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม

การลงทุนในเดือนมกราคม 2554 ขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งพิจารณาจากจำนวนโรงงานเปิดดำเนินการใหม่ และกิจการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน มีจำนวนเพิ่มขึ้น ในขณะที่การจดทะเบียนของธุรกิจจดทะเบียนใหม่หดตัวเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว

กิจการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน ในเดือนมกราคม 2554 จังหวัดนครราชสีมา มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจำนวน 11 โครงการ เงินทุนจดทะเบียน 2,326.40 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานไทยจำนวน 1,670 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 83.33 100.03 และ 25.47 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว ตามลำดับ โดยกิจการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในเดือนนี้ จำแนกตามประเภทอุตสาหกรรม ดังนี้

1. อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลทางการเกษตร จำนวน 4 โครงการ ได้แก่

  • โครงการผลิตก๊าซชีวภาพ ในนามบริษัท พลังงานคาร์บอน จำกัด มีกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพ ปีละประมาณ 12,340,800 ลูกบาศก์เมตร เงินลงทุน 46.5 ล้านบาท ร่วมหุ้นไทยและต่างชาติ(เยอรมัน) การจ้างงาน 7 คน
  • โครงการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน ในนาม บริษัท แหลมทองโปรตีนฟู้ด จำกัด มีกำลังการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน ปีละประมาณ 15,800 ตัน เงินลงทุน 140 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 159 คน
  • โครงการผลิตก๊าซชีวภาพ ในนามบริษัท ที.เอช.แพลเล็ท จำกัด มีกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพ ปีละประมาณ 9,639,000 ลูกบาศก์เมตร เงินลงทุน 40 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 9 คน
  • โครงการผลิตแป้งแปรรูป ในนามบริษัท ที.เอช.แพลเล็ท จำกัด มีกำลังการผลิตแป้งแปรรูปปีละประมาณ 72,000 ตัน เงินลงทุน 79.5 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 59 คน

2. อุตสาหกรรมเบา จำนวน 2 โครงการ ได้แก่

  • โครงการผลิตเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ในนามบริษัท พารากอน เวิลด์ไวด์ จำกัด มีกำลังการผลิตเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ปีละประมาณ 1,200,000 ชิ้น พลอยเจียระไนปีละประมาณ 312,000 กะรัต เงินลงทุน 5 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 349 คน
  • โครงการผลิตอุปกรณ์ให้ยา (Syrinjector) และ/หรือควบคุมปริมาณยา (Patient Controlled Analgesia set (PCA) และถุงบรรจุของเสีย (Suction Bag) และ/หรือท่อต่อถุงบรรจุของเสีย (Connecting Tube) ในนามบริษัท เอ็น เค เม็คคาทรอนิกส์ จำกัด มีกำลังการผลิตปีละประมาณ 1,250,000 ชุด และถุงบรรจุของเสีย ปีละประมาณ 4,050,000 ชุด เงินลงทุน 136.6 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 296 คน

3. อุตสาหกรรมชิ้นส่วนโลหะ และอุปกรณ์ขนส่ง จำนวน 2 โครงการ ได้แก่

  • โครงการผลิตชิ้นส่วนเหล็กทุบ (Forging Part) และแม่พิมพ์ (Die) ในนาม พี.ซี.เอส.ฟอร์จจิ้ง จำกัด มีกำลังการผลิตชิ้นส่วนเหล็กทุบ ปีละประมาณ 6,000 ชิ้น แม่พิมพ์ปีละประมาณ 300 ชุด เงินลงทุน 601 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 219 คน
  • โครงการผลิตผลิตภัณฑ์ตะแกรงเหล็ก(Wire Mesh) ในนามบริษัท ไวร์เมชราชสีมา จำกัด มีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ตะแกรงเหล็ก ปีละประมาณ 14,000 ตัน เงินลงทุน 17.5 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 40 คน

4. อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษ พลาสติก จำนวน 1 โครงการ ได้แก่

  • โครงการผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีน ในนามบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด มีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เมลามีน ปีละประมาณ 3,600 ตัน เงินลงทุน 170 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 512 คน

5. อุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 2 โครงการ ได้แก่

  • โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในนามบริษัท รูทซัน จำกัด มีกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ปีละประมาณ 3,000 กิโลวัตต์/ปี เงินลงทุน 360 ล้านบาท หุ้นไทยทั้งสิ้น การจ้างงาน 12 คน
  • โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในนามบริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด มีกำลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ปีละประมาณ 6,000 กิโลวัตต์/ปี เงินลงทุน 730.3 ล้านบาท ร่วมหุ้นไทยและต่างชาติ(British Virgin Island) การจ้างงาน 8 คน

ตารางแสดงประเภทอุตสาหกรรมของโรงงานจำพวก 2 และ 3

ประเภทอุตสาหกรรม จำนวนโรงงาน ร้อยละ เงินทุน (บาท) คนงาน (คน)
1. อุตสาหกรรมเกษตร 385 17.17 12,240,672,648 7,877
2. อุตสาหกรรมอาหาร 237 10.57 19,663,023,439 14,540
3. อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม 17 0.76 7,760,895,000 1,220
4. อุตสาหกรรมสิ่งทอ 49 2.19 1,934,353,585 10,774
5. อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย 30 1.34 967,412,709 7,873
6. อุตสาหกรรมเครื่องหนัง 8 0.36 292,588,800 1,938
7. อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 113 5.04 1,163,069,646 2,924
8. อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือน 58 2.59 419,619,000 1,923
9. อุตสาหกรรมกระดาษและผลิตภัณฑ์จากกระดาษ 8 0.36 287,824,000 200
10. อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ 10 0.45 278,223,600 287
11. อุตสาหกรรมเคมี 48 2.14 5,224,160,189 2,082
12. อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ 9 0.4 652,676,475 244
13. อุตสาหกรรมยาง 24 1.07 1,421,142,083 3,021
14. อุตสาหกรรมพลาสติก 108 4.82 10,448,366,770 13,210
15. อุตสาหกรรมอโลหะ 284 12.67 3,150,159,096 4,282
16. อุตสาหกรรมโลหะ 9 0.4 3,966,471,664 1,066
17. อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ 165 7.36 4,179,079,167 3,264
18. อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล 184 8.21 6,133,792,674 11,522
19. อุตสาหกรรมไฟฟ้า 45 2.01 10,806,937,306 17,953
20. อุตสาหกรรมขนส่ง 257 11.46 9,023,034,907 8,262
21. อุตสาหกรรมอื่นๆ 194 8.65 15,154,380,706 7,939
รวมทั้งสิ้น 2,242 100 115,167,883,464 122,401

 

ตารางแสดงขนาดการลงทุนของโรงงานอุตสาหกรรม  จำพวกที่ 2  และ 3

ขนาดการลงทุน จำนวนโรงงาน (โรง) จำนวนเงินลงทุน (ล้านบาท) จำนวนคนงาน (คน)
ขนาดเล็ก (เงินทุน < 10 ล้านบาท) 1,690  3,951.93 18,760
ขนาดกลาง(เงินทุน 10-100 ล้านบาท) 536 18,330.82 29,171
ขนาดใหญ่(เงินทุน > 100 ล้านบาท) 172 97,122.66 82,320
รวม 2,398 119,505.42 130,251

 

สาขาอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนมากที่สุด 5 อันดับแรกของจังหวัดนครราชสีมา

อันดับที่ 1 อุตสาหกรรม การผลิตเครื่องเล่นวีดีโอและชุดรับโทรทัศน์สี อุปกรณ์เกี่ยวกับการบันทึก

มีจำนวน 24 โรงงาน เงินลงทุน 9,065.38 ล้านบาท จำนวนคนงาน 16,961 คน

อันดับที่ 2 อุตสาหกรรม การผลิตพลังงานไฟฟ้า

มีจำนวน 18 โรงงาน เงินลงทุน 8,016.39 ล้านบาท คนงาน 1,208 คน

อันดับที่ 3 อุตสาหกรรม การผลิตน้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์

มีจำนวน 3 โรงงาน เงินลงทุน 7,427.39 ล้านบาท คนงาน 225 คน

อันดับที่ 4 อุตสาหกรรม การผลิตการทำชิ้นส่วนพิเศษ หรืออุปกรณ์สำหรับรถยนต์หรือรถพ่วง

มีจำนวน 36 โรงงาน เงินลงทุน 6,659.17 ล้านบาท คนงาน 4,768 คน

อันดับที่ 5 อุตสาหกรรม แป้งมันสำปะหลัง

มีจำนวน 27 โรงงาน เงินลงทุน 5,924.11 ล้านบาท คนงาน 4,101 คน

หมายเหตุ

โรงงานจำพวกที่ 1 ได้แก่ โรงงานประเภทที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรกำลังรวมไม่เกิน 20 แรงม้า หรือมีคนงานไม่เกิน 20 คน ซึ่งสามารถประกอบกิจการโรงงานได้ทันทีโดยไม่ต้องขอรับใบอนุญาต

โรงงานจำพวกที่ 2 ได้แก่ โรงงานประเภทที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรกำลังรวมไม่เกิน 50 แรงม้า หรือมีคนงานไม่เกิน 50 คน ซึ่งไม่ต้องยื่นขอรับใบอนุญาตแต่ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนเริ่มประกอบกิจการ

โรงงานจำพวกที่ 3 ได้แก่ โรงงานประเภทที่มีปัญหาซึ่งอาจก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนอันตราย โดยมีการใช้เครื่องจักรกำลังรวมตั้งแต่ 5 แรงม้าขึ้นไป หรือมีคนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป โรงงานจำพวกนี้ จะต้องได้รับอนุญาตประกอบกิจการโรงงานก่อนจึงจะตั้งโรงงานได้

แนวทางการพัฒนาส่งเสริมอุตสาหกรรมของจังหวัดนครราชสีมา

1. ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ อุตสาหกรรมแป้งมันสำเร็จรูป การแปรรูปข้าวหอมมะลิ และอุตสาหกรรมพืชพลังงาน

2. ส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

3. การกำหนดเขตอุตสาหกรรมและส่งเสริมนักลงทุนไปตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตอุตสาหกรรม เพื่อง่ายต่อการควบคุมปัญหามลภาวะ

4. ส่งเสริมและพัฒนา SMEsให้เข้มแข็งเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

5. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โดยให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น

6. ส่งเสริมการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (Cluster)

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, NAKHON RATCHASIMA PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 1,972,641 1,997,790 2,013,290 2,019,230 2,037,674 2,056,176 2,111,190 2,172,755 2,218,907
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 1,440,511 1,462,461 1,474,820 1,475,846 1,448,941 1,417,796 1,480,575 1,552,911 1,561,915
  ผู้มีงานทำ 1,410,008 1,414,761 1,419,804 1,413,670 1,394,387 1,373,572 1,441,328 1,520,810 1,527,871
  ผู้ว่างงาน 14,981 19,878 24,444 36,029 36,924 25,360 22,281 15,218 9,460
  ผู้ที่รอฤดูกาล 15,523 27,822 30,572 26,147 17,629 18,864 16,966 16,884 24,585
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 532,129 535,329 538,471 543,384 588,733 638,379 630,614 619,844 656,992
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 990,504 1,003,223 1,010,977 974,218 938,144 945,255 1,000,455 1,059,506 1,081,636
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 820,019 833,716 842,685 804,950 752,952 744,867 799,841 845,039 841,138
  ผู้มีงานทำ 806,753 814,152 813,516 772,272 728,977 724,804 780,076 830,104 825,970
  ผู้ว่างงาน 9,227 11,141 17,256 21,637 19,533 16,212 12,458 10,497 4,170
  ผู้ที่รอฤดูกาล 4,038 8,423 11,913 11,041 4,442 3,851 7,306 4,439 10,998
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 170,486 169,508 168,293 169,268 185,192 200,388 200,615 214,467 240,498
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 982,136 994,566 1,002,312 1,045,012 1,099,530 1,110,922 1,110,735 1,113,250 1,137,272
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 620,493 628,745 632,135 670,896 695,990 672,930 680,736 707,873 720,777
  ผู้มีงานทำ 603,254 600,609 606,288 641,399 665,411 648,769 661,252 690,706 701,901
  ผู้ว่างงาน 5,754 8,738 7,189 14,392 17,391 9,148 9,824 4,721 5,289
  ผู้ที่รอฤดูกาล 11,485 19,399 18,659 15,105 13,188 15,013 9,660 12,445 13,587
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 361,644 365,821 370,177 374,116 403,541 437,992 429,999 405,377 416,494

 

การแข่งเรือพิมาย

re 001

ชื่อ  การแข่งเรือพิมาย
ภาค  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด  นครราชสีมา
ช่วงเวลา  หลังวันออกพรรษา แต่ไม่เกินวันเพ็ญเดือนสิบสอง

ความสำคัญ
การแข่งเรือเป็นรูปแบบของการเล่นในฤดูน้ำหลากที่สร้างความสามัคคีของคนใน หมู่บ้าน และคนต่างหมู่บ้านได้พบปะกัน เป็นการสร้างความสมานสามัคคีของสังคมได้ทางหนึ่ง

พิธีกรรมที่ปฏิบัติ
แต่เดิมแข่งที่ท่าน้ำบ้านวังหิน ต่อมาย้ายมาแข่งที่ลำตลาด ซึ่งอยู่ที่อำเภอพิมาย โดยจัดต่อเนื่องกันทุกปีจนถึงปัจจุบัน แต่เดิมเมื่อแต่ละหมู่บ้านทราบกำหนดการแข่งเรือล่วงหน้าก็จะฝึกซ้อมฝีพาย ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านจนชำนาญ เมื่อใกล้ถึงวันแข่งเรือจะนำขึ้นมาขัดท้องเรือด้วยใบตองแห้ง เสร็จแล้วทาสีและลวดลายที่เรือและใบพาย แล้วทำพิธีไหว้เซ่นแม่ย่านางเรือเสร็จแล้วลากเรือลงน้ำฝีพายลงเรือโห่เอา ฤกษ์เอาชัย เรือแข่งของแต่ละหมู่บ้านจะมาพร้อมกันที่บริเวณสถานที่แข่งขันเมื่อพระฉัน จังหันแล้ว เมื่อได้เวลาเจ้าหน้าที่จะให้เรือแต่ละลำพาย แสดงตัวตามลำดับ ซึ่งจะเรียกชื่อตามที่มาถึงก่อนหลังตามชื่อเรือ เช่น มุนีจอมขวัญ เสมียนเสนาะเพราะสนั่นหมื่นสะท้านแผ่นดินไหว เป็นต้น เมื่อครบจำนวนแล้วจับสลากคู่แข่งกันในแต่ละ
ประเภท โดยกำหนดที่ฝีพายเป็นเรือขนาดใหญ่ กลาง เล็ก แข่งขันจนกว่าจะได้เรือที่ชนะเลิศของแต่ละรุ่น ซึ่งขณะแข่งขันผู้ชมการแข่งขันสองฟากฝั่งจะโห่ร้องเมื่อเรือหมู่บ้านของตน ได้รับชัยชนะเป็นที่สนุกสนาน ปัจจุบันการแข่งขันเรือพิมาย ได้พัฒนาการแข่งเรือแบบพื้นบ้านมาเป็นการแข่งเรือแห่งประเทศไทย และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลเที่ยวพิมายในเดือนพฤศจิกายนของทุก ปี

สาระ
๑. ได้สืบทอดภูมิปัญญาและการช่างฝีมือ ในการสร้างเรือ การดูแลรักษา
๒. เป็นกระบวนการสร้างพลังสามัคคี การเกาะเกี่ยวทางสังคม อย่างแน่นแฟ้น
๓. ได้รักษาและสืบทอดประเพณีท้องถิ่นที่ดีงามให้คงไว้กับชุมชน

งานเบญจมาศบาน ในม่านหมอก

2010 11 02 095022 n0xraabp


จัดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ณ หน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
มีวัตถุ ประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริม การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอวังน้ำเขียว ซึ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การประกวดและจำหน่าย “ดอกเบญจมาศ” แปลงสาธิตดอกเบญจมาศหลากสายพันธุ์ หลากการแสดงและจำหน่ายสินค้าผักเมืองหนาว และกิจกรรมการขี่จักรยานท่องเที่ยวรับสายหมอกและลมหนาวของอำเภอวังน้ำเขียว

งานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา

canon44101i

งานประเพณีแห่เทียนพรรษาโคราช

กำหนดการ วันที่ 26 - 27 กรกฏาคม 2553
พื้นที่จัดงาน บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา และถนนรอบอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครราชสีมา กำหนดจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2553 ขึ้น ระหว่างวันที่ 26 - 27 กรกฎาคม 2553 ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

การจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาของจังหวัดนครราชสีมา ในปี 2553 ที่จะจัดอย่างยิ่งใหญ่ โดยเน้นองค์ประกอบของต้นเทียนที่จะส่งเข้าประกวดจะต้องเป็นการแกะสลักหรือ การหล่อต้นเทียน ที่บอกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ เรื่องพุทธศาสนา การเทิดพระเกียรติ และวัฒนธรรมประเพณีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมาตลอดจนเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสบรรยากาศของการแห่เทียนพรรษาที่เป็น เอกลักษณ์โดดเด่น และร่วมกิจกรรมทำบุญตักบาตรในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา อันจะเป็นสิริมงคลสูงยิ่งนัก

ชมขบวนแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่รอบเมือง โคราช กระบวนการหล่อเทียนพรรษา การแสดงแสง สี เสียง พร้อมชมการโชว์ขบวนต้นเทียนประดับไฟในยาม ค่ำคืนตั้งแต่บริเวณถนนชุมพล (บริเวณด้านหลังอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี) ถึงถนนราชดำเนิน (ด้านหน้าอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี) และรอบ ๆ คูเมือง และมหกรรมสินค้า OTOP มหกรรมอาหารพื้นเมือง มหรสพสมโภช และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายตลอดการจัดงาน

ที่มา: ททท

วันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี

2010 11 01 162242 sk0hpidm

ชื่อ  งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี
ภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด นครราชสีมา
ช่วงเวลา ระหว่างวันที่ ๒๓ มีนาคม - ๓ เมษายน ของทุกปี

ความสำคัญ
เป็นงานประจำปีของจังหวัดซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ ๒๓ มีนาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นเวลาที่ ท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) ได้รับชัยชนะจากข้าศึก เพราะวันที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๓๖๙ คือวันที่เจ้าอนุวงศ์ยกทัพออกจากเมืองนครราชสีมา จึงเป็นงานประเพณีทำให้ระลึกถึงความกล้าหาญในวีรกรรมครั้งนั้น นอกจากนี้ในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้าน จัดนิทรรศการของหน่วยราชการและภาคเอกชน รวมทั้งกิจกรรมบันเทิงที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน

พิธีกรรม
พิธีกรรมที่จัดขึ้นในงามที่จัดขึ้นในงานของท้าวสุรนารี เริ่มต้นครั้งแรกใน ปี พุทธศักราช ๒๔๗๗ มีการบวงสรวงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พิธีจุดพลุสี่มุมเมือง นอกจากนี้ในอดีตเคยมีการจัดการแสดงละครเรื่องวีรกรรมท้าวสุรนารี ให้เป็นกิจกรรมหลักของงานเพื่อให้ผู้ร่วมงานระลึกถึงความกล้าหาญในวีรกรรม ครั้งนั้น

สาระ
กิจกรรมนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พลเมือง เป็นแบบอย่างให้กับพลเมืองได้ตระหนักถึงบุคคลที่ถูกยกย่องให้เป็นปูชนีย บุคคล

สงกรานต์ โคราช

2010 11 02 101911 bxwfqeky

เทศกาลสงกรานต์ที่โคราชจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ละปีจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

งานเทศกาลเที่ยวพิมาย

2010 11 01 225438 h38ywe5a

จัดในวันเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวหลักของ จังหวัดนครราชสีมา คือ อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดียวกับงานประเพณีแข่งเรือพิมาย ภายในงานมีกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การแข่งเรือยาวประเพณี การแสดงทางวัฒนธรรม ขบวนแห่พุทธราชาและพุทธประวัติ ขบวนแห่พุทธประทีปและการแสดงประกอบแสง เสียง

งานตรุษจีนนครราชสีมา

2010 11 02 103003 aylqf8jh

งานตรุษจีนโคราช งานตรุษจีนนครราชสีมา กิจกรรมที่เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างชาวไทยและชาวจีน ซึ่งถือว่าเป็นงานที่มีความยิ่งใหญ่ภายใต้ความเชื่อที่มีมานาน และเป็นการฉลองวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีนสุดยิ่งใหญ่อลังการ

map

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

ตั้งอยู่ในทำเลกลางเมืองเป็นจุดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของโคราช อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองสูง 250 เซนติเมตร หันหน้าไปทาง ด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร ภายในบรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือย่าโมของชาวโคราช ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่ สร้างขึ้นมาเพื่อระลึกถึงและยกย่องคุณงามความดีของวีรสตรีสามัญชนคนแรกของประเทศท้าวสุรนารี หรือย่าโมที่ชาวโคราช เรียกขานกันอย่างคุ้นเคยท่านเป็นวีรสตรีในประวัติศาสตร์ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง จึงเป็น บุคคลที่ชาวโคราช ภาคภูมิใจและเคารพบูชา ย่าโมกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาวโคราชกระทั่งเรียกชื่อจังหวัดนี้ว่า "เมืองย่าโม"ชาวโคราชมักจะมาบนบานศาลกล่าวขอสิ่งต่างๆจากย่าโม เช่นขอให้มีงานทำ ขอให้มีลูก เมื่อสมประสงค์แล้วก็จะแก้บน ด้วยสิ่งของ ที่กล่าวไว้ โดยเฉพาะการบนด้วยสิ่งที่ย่าโมโปรดปรานคือ เพลงโคราช ซึ่งเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ย่าโมโปรดปรานเพลงโคราช มากที่สุดเพลงโคราชถือเป็นเพลงพื้นเมืองที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ต้องอาศัยไหวพริบ ปฏิภาณของผู้เล่น เพลงโคราช มีท่วงทำนองการขับร้อง สัมผัสเป็นภาษาพื้นบ้าน (ไทยโคราช) และลีลาท่ารำประกอบทั้งรำช้าและรำเร็ว ที่สำคัญคือ เพลงโคราช ไม่มีเครื่องดนตรีประกอบในการเล่น เนื้อหาของเพลงโคราชขึ้นอยู่กับโอกาสที่จะเล่น และบางครั้งก็แล้วแต่เจ้าภาพที่หา เพลงโคราช ไปเล่นเป็นผู้กำหนดว่าจะให้เล่นเรื่องอะไร ถือว่าเพลงโคราชเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สะท้อนให้ เห็นถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของผู้คนให้อนุชนรุ่นหลังได้อนุรักษ์และสืบสานกันต่อไป เวลาประชาชนมาบนบานศาลกล่าวจึงมักบน ด้วยเพลงโคราช จากฝีปากพ่อเพลงแม่เพลงโคราช บริเวณศาลาไม้หลังย่อมใกล้ ๆ อนุสาวรีย์ ย่านอนุสาวรีย์ย่าโม จึงกลายเป็น ย่านธุรกิจที่คึกคัก มีทั้งโรงแรมที่พัก รัานอาหาร ตลาดขายของที่ระลึกไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม หรือของกินยี่ห้อดังที่ติดป้าย ชวนชิมของ นักชิมมืออาชีพตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูชุมพลในทุกปี ในช่วงระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะของ ท้าวสุรนารีขึ้นเพื่อรำลึกถึง ความกล้าหาญในวีรกรรมครั้งนั้น โดยมีการบวงสรวงอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พิธีจุดพลุสี่มุมเมือง ซึ่งมีการเริ่มต้นครั้งแรกในปพ.ศ.2477 นอกจากนี้ในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้าน จัดนิทรรศการของหน่วยงานราชการและเอกชน รวมทั้งกิจกรรมบันเทิง ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน

นอกจากนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อมาโคราช คือต้องลอดซุ้มประตูชุมพลที่อยู่หลังอนุสาวรีย์ เชื่อกันว่าหาลอดประตูนี้ 1 ครั้ง จะได้กลับ มาโคราชอีกในไม่ช้า ถ้าลอด 2 ครั้งจะได้ทำงานหรือมาอยู่ที่โคราช แต่ถ้าลอดถึง 3 ครั้งก็จะได้คู่ครองเป็นคนโคราช ประตูชุมพล ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองนครราชสีมามีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพง มีการสร้าง ประตูเมือง 4 ประตู โดยปัจจุบันคงเหลือแต่ประตูชุมพลทางทิศตะวันตกของเมืองเท่านั้นที่เป็นประตูเดิม ส่วนอีกสามประตูคือ ประตูพลล้านด้านทิศตะวันออก ประตูพลแสนหรือประตูน้ำด้านทิศเหนือ และประตูชัยณรงค์หรือประตูผีด้านทิศใต้ ได้มีการสร้างขึ้น ใหม่แทนประตูเดิมความพิเศษของประตูชุมพล คือ ตรงเหนือช่องประตูจะมีเรือนไม้หลังเล็ก ๆ เป็นเรือนแบบไทยมีหลังคามุง กระเบื้อง ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกา เรียกว่า "หอรบ" เอาไว้สำหรับบัญชาการรบ ส่วนของกำแพงที่ต่อไปทั้งสองข้างส่วนบน ทำเป็น รูปใบเสมา ใต้ใบเสมาเจาะช่องเป็นรูปกากบาท เพื่อใช้ลอบดูข้าศึกด้านนอก และมีบันไดขึ้นหอรบ กำแพงเมืองนี้แต่เดิมได้สร้าง ล้อมรอบเมืองโคราชโดย มีคูน้ำคู่ขนานกันไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นปราการอันแข็งแกร่ง เพื่อปกป้องเมืองโคราชจากข้าศึก ศัตรูมาหลายยุคหลายสมัย

ประวัติย่าโม

ท้าวสุรนารี มีนามเดิมว่า "โม" (แปลว่า ใหญ่มาก)หรือ ท้าวมะโหโรง เป็นชาวเมืองนครราชสีมาโดยกำเนิด เกิดเมื่อปีระกาพ.ศ. 2314สมัยกรุงเทพมีนิวาสถานอยู่ ณ บ้านตรงกันข้ามกับวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ทางทิศใต้ของเมืองนครราชสีมา เป็นธิดาของนายกิ่มและนางบุญมา มีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ แป้นาผล ไม่มีสามี จึงอยู่ด้วยกันจนวายชนม์ มีน้องชายหนึ่งคน ชื่อ จุก(ภายหลังได้เป็น เจ้าเมืองพนมซร๊อก ต่อมามีการอพยพชาวเมืองพนมซร๊อก มาอยู่ ริมคูเมืองนครราชสีมาด้านใต้ จึงเอาชื่อเมือง พนมซร๊อก มาตั้งชื่อ บ้านพนมศรก ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น บ้านสก อยู่หลังสถานีรถไฟชุมทางถนนจิระจนทุกวันนี้)

เมื่อปีพ.ศ. 2339 โม เมื่ออายุได้ 35 ปี ได้แต่งงานสมรสกับนายทองคำขาว พนักงานกรมการเมืองนครศรีธรรมราช ต่อมา นายทองคำขาว ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระภักดีสุริยเดช" ตำแหน่งรองปลัดเมืองนครราชสีมา นางโม จึงได้เป็น คุณนายโม และต่อมา "พระภักดีสุริยเดช" ได้เลื่อนเป็น "พระยาสุริยเดช" ตำแหน่งปลัดเมืองนครราชสีมา คุณนายโมจึงได้เป็น คุณหญิงโม ชาวเมืองนครราชสีมาเรียกท่านทั้งสองเป็นสามัญว่า "คุณหญิงโม" และ "พระยาปลัดทองคำ" ท่านเป็นหมันไม่มีทายาทสืบสายโลหิต ชาวเมืองนครราชสีมาทั้งหลายจึงพากันเรียกแทนตัวคุณหญิงโมว่า แม่ มีผู้มาฝากตัวเป็นลูก-หลานกับคุณหญิงโมอยู่มาก ซึ่งเป็นกำลัง และอำนาจส่งเสริมคุณหญิงโมให้ทำการ ใดๆ ได้สำเร็จเสมอ หนึ่งในลูกหลานคนสำคัญ ที่มีส่วนร่วมกับคุณหญิงโม เข้ากอบกู้เมืองนครราชสีมาจากกองทัพเจ้าอนุวงศ์ เวียงจันทน์ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ คือ นางสาวบุญเหลือ ท้าวสุรนารี เป็นคนมีสติปัญญา หลักแหลม เล่นหมากรุกเก่ง มีความชำนาญในการขี่ช้าง ขี่ม้า มีม้าตัวโปรดสีดำ และมักจะพาลูกหลาน ไปทำบุญที่วัดสระแก้ว เป็น ประจำเสมอ ท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2395(เดือน 5 ปีชวด จัตวาศก จศ. 1214) สิริรวมอายุได้ 133 ปี

ท่านได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่

โดยสามารถรวบรวมชาวบ้านเข้าสู้รบและต่อต้านกองทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์ไม่ให้รุกล้ำเข้ามาตีกรุงเทพฯเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3 แห่งราชวงศ์จักรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาคุณหญิงโม เป็นท้าวสุรนารี ท้าวสุรนารีเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวโคราชทุกคน ผู้คนจากทั่วทุกถิ่นมักแวะเวียนกันมากราบนมัสการไม่ขาดสาย ทั้งกลางวัน และกลางคืน เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพื่อกราบไหว้ขอพร เสมือนที่พึ่งทางใจของ ชุมชน ชาวเมืองนครราชสีมา

ประตูชุมพล

ตั้งอยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองนครราชสีมา เป็นเมือง หน้าด่านเมื่อ พ.ศ. 2199 อันเป็นปีที่พระองค์เสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา และสร้างกำแพงประตูเมืองอย่างแข็งแรง โดยมี ช่างชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นมิตรประเทศกับกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบผังเมือง เมืองนครราชสีมาในขณะนั้นมี ลักษณะ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 1,000 x 1,700 เมตร เดิมมีประตูเมืองทั้งหมด 4 ประตู ได้แก่ ประตูพลแสนด้านทิศเหนือ ประตูพล ล้านด้านทิศตะวันออก ประตูไชยณรงค์ด้านทิศใต้ และประตูชุมพลด้านทิศตะวันตก ปัจจุบันเหลือเพียงประตูชุมพล เท่านั้นที่เป็น ประตูเมืองเก่า ส่วนอีกสามประตูได้สร้างขึ้นใหม่ ลักษณะประตูชุมพลเป็นประตูเชิงเทิน ก่อด้วยหินก้อนใหญ่และอิฐ ฉาบด้วยปูน ส่วนบนเป็นหอรบสร้างด้วยไม้แก่นหลังคามุงกระเบื้อง ประดับด้วยช่อฟ้า กระจังและนาคสะดุ้ง กำแพงต่อจากประตูทั้งสองข้าง ก่อด้วยอิฐ ส่วนบนสุดทำเป็นรูปใบเสมาเชื่อกันว่าหาลอดประตูนี้ 1 ครั้ง จะได้กลับ มาโคราชอีกในไม่ช้า ถ้าลอด 2 ครั้งจะได้ทำงานหรือมาอยู่ที่โคราช แต่ถ้าลอดถึง 3 ครั้งก็จะได้คู่ครองเป็นคนโคราช ประตูชุมพล ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองนครราชสีมามีผังเมืองเป็น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพง มีการสร้าง ประตูเมือง 4 ประตู โดยปัจจุบันคงเหลือแต่ประตูชุมพลทางทิศตะวันตก ของเมือง เท่านั้นที่เป็นประตูเดิม ส่วนอีกสามประตูคือ ประตูพลล้านด้านทิศตะวันออก ประตูพลแสนหรือประตูน้ำด้านทิศเหนือ และประตูชัยณรงค์หรือประตูผีด้านทิศใต้ ได้มีการสร้างขึ้น ใหม่แทนประตูเดิมความพิเศษของประตูชุมพล คือ ตรงเหนือช่องประตู จะมีเรือนไม้หลังเล็ก ๆ เป็นเรือนแบบไทยมีหลังคามุง กระเบื้อง ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกา เรียกว่า "หอรบ" เอาไว้สำหรับ บัญชาการรบ ส่วนของกำแพงที่ต่อไปทั้งสองข้างส่วนบน ทำเป็น รูปใบเสมา ใต้ใบเสมาเจาะช่องเป็นรูปกากบาท เพื่อใช้ลอบดูข้าศึก ด้านนอก และมีบันไดขึ้นหอรบ กำแพงเมืองนี้แต่เดิมได้สร้าง ล้อมรอบเมืองโคราชโดย มีคูน้ำคู่ขนานกันไปเป็นรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้าเป็นปราการอันแข็งแกร่ง เพื่อปกป้องเมืองโคราชจากข้าศึก ศัตรูมาหลายยุคหลายสมัย

ศาลเจ้าหลักเมือง

อำเภอเมือง จ.นครราชสีมา ตั้งอยู่ที่หัวมุมสี่แยกถนนจอมพลตัดกับถนนประจักษ์ ลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบจีน ประดิษฐานเสาหลักเมืองนครราชสีมา เป็นที่สักการะบูชาของชาวไทยและจีน สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่าง พ.ศ.2199-2231 ตัวศาลและเสาหลักเมืองทำด้วยไม้ผนังศาลด้านทิศตะวันออกเป็นกระเบื้องดินเผาปั้นลวดลาย นูนต่ำเป็นเรื่อง ราวการสู้รบของท้าวสุรนารีและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในสมัยโบราณ

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่


khaoyai

มีอาณาเขตครอบคลุม 11 อำเภอของ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก ได้รับสมญานามว่าเป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียนเป็น ป่าผืนใหญ่ ตั้งอยู่ในเทือกเขาพนมดงรักในส่วนหนึ่งของดงพญาไฟหรือดงพญาเย็นในอดีต ประกอบด้วยขุนเขา น้อยใหญ่สลับ ่ซับซ้อนหลายลูกเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำนครนายก แม่น้ำมูล อุดมสมบูรณ์

khaoyai10     khaoyai11

สภาพทั่วๆ ไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของเทือกเขาพนมดงรักซึ่งสูงโดดเด่นขึ้นมา จากที่ราบภาคกลางแล้วก่อตัวเป็นแนวเขตของที่ราบสูงโคราช มีเขาร่มเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด 1,351 เมตร เขาแหลมสูง 1,326 เมตร เขาเขียวสูง 1,292 เมตร เขาสามยอดสูง 1,142 เมตร เขาฟ้าผ่าสูง 1,078 เมตร เขากำแพงสูง 875 เมตร เขาสมอปูนสูง 805 เมตร และเขาแก้วสูง 802 เมตร ซึ่งวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล เป็นเกณฑ์ และยังประกอบด้วย ทุ่งกว้างสลับกับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ด้านทิศเหนือและตะวันออกพื้นที่จะลาดลง ทางทิศใต้และตะวันตกเป็นที่สูงชัน ไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารที่สำคัญถึง 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายก อยู่ใน พื้นที่ทางทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญต่อการเกษตรกรรมและระบบทางเศรษฐกิจและ สังคมของภูมิภาคนี้ แม่น้ำทั้ง 2 สายนี้ มาบรรจบกันที่จังหวัดฉะเชิงเทรา กลายเป็นแม่น้ำบางปะกง แล้วไหลลง สู่อ่าวไทย แม่น้ำลำตะคองและแม่น้ำพระเพลิง อยู่ในพื้นที่ทางทิศเหนือไหลไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมของที่ ราบสูงโคราช ไปบรรจบกับแม่น้ำมูลซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคอีสานตอนล่างไหลลงสู่แม่น้ำโขง ห้วยมวกเหล็ก อยู่ทางทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำไหลตลอดทั้งปีและให้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะการปศุสัตว์์ของ ภูมิภาคนี้ ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก ที่อำเภอมวกเหล็ก

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าชุกชุมมาก ในบางโอกาสขณะขับรถยนต์ไปตามถนน จะสามารถเห็นสัตว์ป่าเดินผ่านหรือออกหากินตามทุ่งหญ้า หรืออาจจะเห็นโขลงช้างออกหากินริมถนน ลูกช้างเล็กๆ ซนและ น่ารักมาก บริเวณตั้งแต่ที่ชมวิวกิโลเมตรที่ 30 จนถึงปากทางเข้าหนองผักชี ตลอดจนโป่งต้นไทร ในปัจจุบันถ้า ขับรถยนต์์ขึ้นเขาใหญ่ทางด่านตรวจเนินหอมข้ามสะพานคลองสามสิบไปแล้ว สามารถเห็นโขลงช้างได้เหมือนกัน สัตว์ป่าที่สามารถพบได้บ่อยๆ และตามโอกาสอำนวย ได้แก่ เก้งกวาง ตามทุ่งหญ้าทั่วๆ ไป นอกจากนี้ยังพบ เสือโคร่ง กระทิง เลียงผา หมี เม่น ชะนี พญากระรอก หมาไม้ ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า นกชนิดต่างๆ จำนวน 250 ชนิด จากจำนวนไม่น้อยกว่า 340 ชนิด ที่สำรวจพบอาศัยอยู่บริเวณป่าเขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารและที่อาศัย อย่างถาวรนกที่น่าสนใจและพบเห็นได้บ่อย ได้แก่ นกเงือก นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ นกเงือกทั้ง 4 ชนิด ซึ่งได้แก่ นกกก นกแก๊กนกเงือกกรามช้าง และนกเงือกสีน้ำตาล ที่พบบนเขาใหญ่นับว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักดูนกเป็นอย่างดี เพราะ พบเห็นได้ทั่วไป พวกแมลงที่มีมากกว่า 5,000 ชนิด ที่สวยงามและพบเห็นบ่อยได้แก่ ผีเสื้อ มีรายงาน พบกว่า 216 ชนิด

สภาพทั่วๆ ไปของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของเทือกเขาพนมดงรักซึ่งสูงโดดเด่นขึ้นมา จากที่ราบภาคกลางแล้วก่อตัวเป็นแนวเขตของที่ราบสูงโคราช มีเขาร่มเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด 1,351 เมตร เขาแหลมสูง1,326 เมตร เขาเขียวสูง 1,292 เมตร เขาสามยอดสูง 1,142 เมตร เขาฟ้าผ่าสูง 1,078 เมตร เขากำแพงสูง 875 เมตรเขาสมอปูนสูง 805 เมตร และเขาแก้วสูง 802 เมตร ซึ่งวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล เป็นเกณฑ์ และยังประกอบด้วย

ตลาดน้ำกลางดง

klangdongartmarket1


เป็นตลาดน้ำแนวคิดศิลปะ ขนาดย่อม บนพื้นที่ 8-10 ไร่ ในป่าเขากลางดง โดยการนำเอาศิลปะเข้ามาใช้ ทั้งการจัดตบแต่ง สวน ร้านค้าต่างๆ English Garden Style จึงทำให้ศิลปะกลายมาเป็นจุดเด่น ที่ทำให้ที่นี้มีเอกลัษณ์ไม่เหมือนใคร กลายเป็น แนวคิด Art Floating Market หรือตลาดน้ำศิลปะขึ้นมา
วัดทางสาย เขาปักธงชัย

klangdongartmarket2    klangdongartmarket3

ตลาดน้ำกลางดงบรรยากาศร่มรื่น ไปด้วยต้นไม้ที่เขียวขจี สดใส ประดับประดาด้วยงานศิลปะตลอดทางเดิน เน้นรูปแบบของ วิถีชีวิต คนท้องถิ่นเป็นจุดขาย แต่ที่น้ำกลางดง ได้นำเอาศิลปะเข้ามาปรับแต่งภายในบริเวณโดยที่ไม่ได้มีรูปแบบ แต่เกิดจาก จินตนาการล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือที่คล้ายเรือแบบแถบยุโรปสไตล์ไทย ๆ สตูดิโอเกี่ยวกับงานศิลปะการเพ้นท์ภาพลงบนภาชนะ ของฝากที่เอาไว้ ตกแต่ง บ้านแบบน่ารัก ๆ อีกทั้งยังมีการจัดสวนแบบ English Garden Style ที่มีการนำศิลปะแนว Folk Art มาตกแต่งโดยรอบสวน ทำให้เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง ภายใน ตลาดน้ำกลางดง จัดพื้นที่ไว้ หลายโซน ร้านขาย ของที่ระลึก ที่เต็มไปด้วย งานศิลปะ น่ารักๆ แนว handmade ของตกแต่งบ้าน มีสถานที่สอนวาดภาพสำหรับเด็ก

วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม (วัดพระขาว)

ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า หมู่บ้านกลางดง เป็นวัดที่ประดิษฐาน "พระพุทธสกลสีมามงคล" เป็นชื่อที่ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า "หลวงพ่อขาว" หรือ "หลวงพ่อใหญ่" หลวงพ่อขาว ขนาดหน้าตักกว้าง 27.25 เมตร สูง 45 เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับพื้นดิน 112 เมตร ทางซ้ายและทางขวาขององค์พระพุทธรูปสร้างโค้งเว้าในลักษณะใบโพธิ์ บันไดทั้งหมด มี 1250 ขั้น หมายถึงจำนวน พระอรหันต์ที่ ไปชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆบูชาองค์พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่เหนือพื้นดิน 112 เมตรหรือ 56 วา หมายถึง พระพุทธคุณ 56 ประการองค์พระสูง 45 เมตร หมายถึง พระพุทธองค์โปรดเวไนยสัตว์อยู่ 45 พรรษา หรือเรียกว่า ทรงทำพุทธกิจอยู่ 45พรรษา หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว

สระน้ำผุด ปากช่อง

nampud1    nampud2

ตั้งอยู่ใน ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง เป็นตาน้ำที่มีน้ำไหลมาตลอดปี เป็นตราน้ำที่มีน้ำผุดออกมาโดยธรรมชาติ ลักษณะของน้ำจะใสมาก และไหลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนก็จะมีน้ำเยอะกว่าปกติ น้ำผุดนี้จะมี บ่อหรือชั้น ลดหลั่นกัน ไปเป็นบ่อๆ มีประมาณ 4 บ่อ สามารถลงเล่นน้ำได้ ส่วนบ่อที่เป็นตาน้ำจะไม่มีใครไปลงเล่นน้ำ เพราะถือว่าเป็นตาน้ำน้ำผุดบ่อน้ำ จะสามารถลงเล่นน้ำได้ มีสะพานข้ามไปฝั่งตรงข้าม โดยมีถนนทางเดินเล็กๆ เดินเข้าไป 

วังน้ำเขียว

pagebtawan

ผาเก็บตะวัน วังน้ำเขียว

ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติทับลาน สามารถ ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในยามเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้นลานออกดอก พร้อมกันเป็น จำนวนมาก และเป็นที่ตั้งของ หลักแบ่งเขตจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครราชสีมา

ที่ผาเก็บตะวันจะมีกิจกรรมปลูกป่ากันด้วยการยิงเมล็ดพันธุ์พืช ด้วยหนังสติ๊ก เมล็ดพันธุ์พืช มีทั้งเมล็ดมะค่าโมง และเมล็ดลาน หรือ "ลูกลาน บริการด้วยราคาถุงละ 10 บาท ใครอยากปลูกมากก็ซื้อมาก ปลูกน้อยก็ซื้อน้อยได้ตามใจชอบ เมื่อยิงกระสุนเหล่านี้ เข้า ไปตกในป่าที่ไม่ค่อยจะมีต้นไม้แล้วมันก็จะงอกงามเติบโตขึ้นมา ซึ่งคนขายบอกว่า วิธีปลูกป่าแบบนี้ได้ผลประมาณ 80%และ เมล็ดต้นมะค่าโมงจะขึ้นเร็วกว่าต้นลานซึ่งโตช้าปลูกนาน 60 ปี ลำต้นสูงใหญ่ราว 10 เมตรเท่านั้น แถมธรรมชาติชีวิตต้นลานนั้น ออกดอกเพียงครั้งเดียวแล้วก็จะตายด้วย

เขาแผงม้า หรือเขาภูหลวง

ซึ่งเป็นเขาสูงชันเป็นแนวยาว เมื่อมองจากที่ไกลๆคล้ายสันคอม้า จึงเรียกว่า เขาแผงม้าเขาลูกนี้เคย ปกคลุมไปด้วยป่า มีพื้นที่กว้างขวางกว่าแสนไร่ เป็นผืนป่าเดียวกับป่าดงพญาไฟอยู่ประชิด อช.เขาใหญ่ และ อช.ทับลาน มีสัตว์ป่า อย่างวัวกระทิงจากผืนป่าดังกล่าวมาหากินอยู่เป็นประจำ ต่อมามีการบุกรุกป่าและสัมปทานไม้ของเอกชน เขาแผงม้า ที่เคยรก ครึ้มไปด้วยป่าจึงกลายเป็นเขาหัวโล้นในที่สุด ต่อมามูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกป่าถาวร ฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืนดีดังเดิม โดยเน้นความหลากหลายตามธรรมชาติของป่า ปัจจุบันเขาแผงม้าเขียวครึ้ม มีทัศนียภาพที่สวยงาม มีสัตว์ป่าโดยเฉพาะฝูงกระทิงซึ่งเป็นสัตว์หายากได้กลับสู่ป่าผืนนี้อีกครั้ง บ่งบอกถึงความอุดมสมบุรณ์ของป่าเขาแผงม้าที่กลับคืนมา ที่นี่จึงเป็นที่เฝ้าดูฝูงกระทิงและสัตว์ป่านานาชนิดของ นักท่องเที่ยวที่ นิยมธรรมชาติ

วันเวลาที่แนะนำ

กระทิงเขาแผงม้าสามารถไปเที่ยวชมได้ทุกวันตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่กระทิงออกหากินมักเป็น ในช่วงบ่าย และเย็นที่มีโอกาสได้ พบเห็นตัวได้มากกว่าเวลาอื่น

น้ำตกห้วยใหญ่

เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติทับลาน ในท้องที่อำเภอวังน้ำเขียว เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ สวยงามมาก สูงประมาณ 50 เมตร กว้าง 30 เมตร ทางเดินเข้าน้ำตกเป็นทางลาดเล็กน้อย เข้าไปประมาณ 20 เมตร ก็จะพบธารน้ำตกขนาดเล็ก ไหลผ่านก้อนหินใหญ่สองก้อน น้ำตกจะมีเฉพาะช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน) น้ำตกห้วยใหญ่ โดยอบตไทยสามัคคี ได้เข้าไปดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์และถนนเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นน้ำตกที่ไหลลงจาก คลองห้วยใหญ่ลักษณะของน้ำตกมีทั้งหมด 5 ชั้นซึ่งเชื่อมต่อกับ น้ำตกสวนห้อมของต.วังน้ำเขียว ซึ่งน้ำตกห้วยใหญ่จะมีน้ำมาก ในช่วงเดือนกรกฎาคม- เดือนตุลาคม

น้ำตกขุนโจร

เป็นน้ำตกที่อยู่ในเส้นทางไปยัง แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ป่าเขาภูหลวงที่ บ้านโนนสาวเอ้ ตำบล วังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นน้ำตกที่สวยงาม สายน้ำโจนลงมาจากขอบผาสูง ส่งเสียงดังกึกก้อง สภาพแวดล้อมบริเวณน้ำตกชุ่มชื่น ไปด้วย ละอองน้ำที่สาดกระเซ็น เป็นทัศนียภาพที่สวยงามยิ่งนัก

แหล่งหินตัด สีคิ้ว

ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2) ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กิโลเมตร บริเวณกิโลเมตรที่ 206-207 ด้านซ้ายมือเป็นเนินเขาที่เต็มไปด้วยหินทรายสีขาว ปรากฎร่องรอยของการสกัดหินเป็นร่องลึกรูปสี่เหลี่ยมขนาดต่างๆ อยู่หลาย แนวและยั งทิ้งร่องรอยของคมสิ่วที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสกัด สันนิษฐานว่าเดิมคงจะนำหินทรายบริเวณนี้ไป สร้าง ปราสาทหิน ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ปราสาทเมืองแขก& ปราสาทโนนกู่ ปราสาทเมืองเก่า

จิมทอมสันฟาร์ม

jimthomsan1

jimthomsan2     jimthomsan25

ตั้งอยู่ในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา บนพื้นที่กว่า 600 ไร่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทาง เกษตรซึ่งเปิดให้เข้าชมในเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปี ให้บุคคลทั่วไปที่หลงใหลในธรรมชาติได้ชื่นชม บรรยากาศอันงดงามและเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการเกษตร พร้อมเรียนรู้วงจรชีวิตของหนอนไหม ชมแปลงพืชผัก และดอกไม้สีสวยสดนานาชนิด รวมถึงเลือกซื้อไม้ดอกไม้ประดับและผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษซึ่ง ปลูกด้วยความเอาใจใส่จากเหล่าเกษตรกรของจิม ทอมป์สัน ฟาร์มม ทอมป์สัน ฟาร์มมีเจตนารมณ์ที่จะอนุรักษ์ และถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไทยเชื้อสายลาวซึ่งอาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จิมทอมป์ัสันฟาร์มปี พ.ศ. 2550 จิมทอมป์สันได้ริเริ่มนำบ้านอีสาน อันเป็นสถาปัตยกรรมไทยอีสานที่เป็น เอกลักษณ์มา รวบรวม ไว้บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ อาทิ บ้านโคราช บ้านภูไท และเรือนเหย้า ซึ่ง "หมู่บ้านอีสาน" แห่งนี้ได้กลาย เป็น อีกหนึ่ง จิมทอมป์สัน ได้สร้างและรวบรวม "หมู่บ้านโคราช" เพิ่มในบริเวณใกล้เคียง เพื่อเป็นการ สะท้อน สถาปัตยกรรม อันหลากหลายของภาคอีสานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ปัจจุบันจิมทอมป์สันฟาร์ม ยังคงเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็น ประจำทุกปีในเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม ซึ่งสร้างความสุข และประสบการณ์อันแปลกใหม่ให้ทั้งผู้เข้าชมจิมทอป์สันฟาร์ม
จิมทอมป์ัสันฟาร์ม จิมทอมป์ัสันฟาร์ม

สิ่งที่น่าสนใจในจิมทอมป์สันฟาร์ม

1. สวนลอยฟ้าและทุ่งปอเทือง

jimthomsan4    jimthomsan5

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ขอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน ณ อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้วยสวนลอยฟ้าซึ่งจัด แสดงการปลูกมะเขือเทศแบบห้อยหัวลง (Upside Down Tomato) ชมมะเขือเทศและพริกหลากหลายสายพันธุ์ และเพลิดเพลินกับการเก็บมะเขือด้วยตนเอง (U-Pick Tomato) พร้อมชมความงามของทุ่งปอเทืองเหลืองอร่ามตา ในบริเวณเดียวกัน ท่านสามารถรับประทานอาหารและเครื่องดื่มตามอัธยาศัยก่อนขึ้นรถเพื่อชมความงามของ จุดต่างๆ ต่อไป

2. จุดชมวิวลำสำลาย ทุ่งทานตะวัน ฟักทองยักษ์

jimthomsan6   jimthomsan7

จุดชมวิวลำสำลาย ฟักทองสำหรับซื้อกลับบ้าน

jimthomsan10   jimthomsan11

ฟักทองสีสันสดใสวางประดับประดาบนลานกว้าง

สัมผัสความงามแห่งธรรมชาติในอ้อมกอดอ่างเก็บน้ำลำสำลายซึ่งทอดตัวอยู่ทางทิศตะวันตกของ จิม ทอมป์สันฟาร์ม และร่วมเก็บภาพความทรงจำกับทัศนียภาพ อันสวยงาม ณ ทุ่งทานตะวัน และทุ่ง Cosmos ที่บานสะพรั่งต้อนรับผู้เข้าชม ตื่นตาตื่นใจกับฟักทองหลากหลายสายพันธุ์นับหมื่นผล รวมทั้งฟักทองยักษ์สีสัน สดใสรูปทรงแปลกตา สนุกสนานกับการชิมฟักทองและเพ้นท์ฟักทองสำหรับเป็นของที่ระลึกจาก จิม ทอมป์สันฟาร์ม จากจุดนี้ผู้เข้าชมสามารถนั่งรถนำเที่ยวหรือเลือกที่จะเดินชื่นชมธรรมชาติและบรรยากาศ อันงดงามผ่านลานฟักทองและทุ่งทานตะวัน เพื่อไปยังจุดท่องเที่ยวต่อไป

jimthomsan12    jimthomsan13

ทุ่งดอกไม้สีสันสวยงาม

3. หมู่บ้านอีสานและหมู่บ้านโคราช

jimthomsan3    jimthomsan16

หมู่บ้านอีสาน

ชื่นชมสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของหมู่บ้านอีสานและหมู่บ้านโคราช สัมผัส วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี การแสดงและการละเล่นต่างๆ มากมายของชาวอีสาน อิ่มอร่อยกับอาหารอีสาน หลากหลายรสชาต ิเรียนรู้วงจรชีวิตหนอนไหมที่ถักทอเส้นใยธรรมชาติ พร้อมชมทุ่งนาข้าวอินทรีย์และ กระบวน การผลิตข้าวแบบพื้นบ้าน พร้อมเลือกซื้อข้าวอินทรีย์พื้นบ้านจากทุ่งข้าวของจิม ทอมป์สันฟาร์ม ชมการ สาธิต การผลิต "ปุ๋ยบุญหลาย" ปุ๋ยชีวภาพ ที่ได้จากมูลสัตว์ และก่อนจะเดินทางไปยังจุดอื่นอย่าลืมแวะถ่ายรูปหมู่บ้านโคราช

4. สวนดอกไม้เมืองหนาวและตลาดจิมป์ทอมสัน

jimthomsan24    jimthomsan22

jimthomsan23   jimthomsan21

หลังจากอิ่มเอมใจกับศิลปวัฒนธรรมอีสานแล้ว ผู้เข้าชมจะเข้าสู่จุดสุดท้ายของการท่องเที่ยว ชมการปลูกผักแบบ ไร้ดิน และเก็บภาพความสวยงามท่ามกลางทุ่งดอก Hollyhock และไม้ดอกเมืองหนาวหลากสีสัน ปิดท้าย ความสนุกสนาน ณ ตลาด จิม ทอมป์สัน เพื่อเลือกซื้อผัก ผลไม้ และดอกไม้ ตลอดจนผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ จิม ทอมป์สัน พร้อมชมการสาธิตกิจกรรมของจิม ทอมป์สันเพื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตก่อนจะมาเป็นผืนผ้า จิม ทอมป์สันที่สวยงาม เช่น การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ การทอผ้ามัดหมี่ ก่อนอำลา จิม ทอมป์สันฟาร์ม ด้วยความสนุกสนานและความประทับใจ ไม่รู้ลืม

รายละเอียดเพิ่มเติม

ไร่จิมทอมป์สันเปิดให้เข้าชมเพียงปีละครั้งในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมเปิดบริการทุกวัน ระหว่างเวลา / 09.00 - 17.00 อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 60 บาท เด็ก 40 บาท โดยจะมีรถรางนำเที่ยวพาไปยังจุดต่างๆ หากลง จากรถชม จุดใดแล้ว สามารถนั่งรถคันต่อไปได้ โดยไม่ต้องตีตั๋วใหม่

เขื่อนลำพระเพลิง

ตั้งอยู่ในอำเภอปัธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยปกติเรามักจะรู้จักแต่เขื่อนใหญ่ ๆ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ หรือเขื่อนชื่อดังอื่น ๆ ว่ามีความสวยงามและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญประจำจังหวัดนั้น ๆ ตามที่เขื่อนนั้นตั้งอยู่ สำหรับ เขื่อนลำพระเพลิง แห่งนี้ก็มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามทางธรรมชาติที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยลักษณะภูมิประเทศ สองฟากฝั่ง เป็นป่าไม้เขียวขจีร่มรื่น และตอนต้นแม่น้ำยังมีน้ำตกสวยงามต่าง ๆ เช่น น้ำตกคลองกี่น้ำตกขุนโจร และน้ำตกละอองชมพู ให้เราได้ เที่ยวชมเป็นของแถม เขื่อนลำพระเพลิงจึงเป็นสถานที่ท่อง-เที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองโคราชมาช้านาน และนักท่องเที่ยว ทั่วไปมักนิยมเดินทางมาชมทัศนียภาพ วิวทิวทัศน์และตากอากาศแถวบริเวณเขื่อนอยู่เสมอ รวมทั้งประกอบกิจกรรมทางน้ำต่าง ๆ เช่น การล่องเรือ ตกปลา ฯลฯ เขื่อนลำพระเพลิงเป็นสถานที่ท่านสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีโปรดปรานมาก ครั้งใดที่ พระองค์เสด็จประพาสอีสานจะเสด็จมาประทับณ บ้านพักรับรองของกรมชลประทานเขื่อนลำพระเพลิงเสมอ

เขื่อนลำพระเพลิง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เงียบสงบ อากาศดีเหมาะสำหรับการพักผ่อน รับประทานอาหาร และเช่าเรือชม อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ป่าเหนือเขื่อนก็เหมาะแก่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ประชาชนท้องถิ่นละแวกนี้ใช้ประโยชน์เพื่อ การอุปโภค บริโภค ระหว่างเส้นทางไปเขื่อนยังมีชุมชนเก่าแก่ เช่น ตำบลงิ้ว ซึ่งเป็นชุมชนมอญที่มาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ให้เราได้ สามารถแวะดูวิถีชีวิตแบบธรรมชาติกับบ้านคลองขุด สวนละมุด และวัดลำพระเพลิง ซึ่งหาชมได้ยาก แต่จะว่าไปแล้วเขื่อนแห่งนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 โดยการกั้นน้ำที่ภูเขาโซ่ และภูเขาหลวงที่ประชิดกันบริเวณบ้านบุหัวช้าง ตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรม และป้องกันอุทกภัย โดยเขื่อนได้เปิดใช้เมื่อปี พ.ศ. 2510 และอยู่ในความดูแลของกรมชลประทานซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอวังน้ำเขียวที่ใครผ่านเส้นทางนี้มัก จะแวะถือโอกาสถ่ายรูปและดื่มด่ำ กับบรรยากาศธรรมชาติที่สดชื่นแถวบริเวณเขื่อนเป็นส่วนใหญ่รวมทั้งผู้ที่ได้ยินกิตติศัพท์ความ สวยงามของเขื่อนแห่งนี้และตั้งใจจะมาพักค้างคืนโดยเฉพาะ

ลักษณะของเขื่อนจะเป็นทะเลสาบยาวไปตามลำน้ำ จากหน้าเขื่อนประมาณ 21 กิโลเมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 320 ล้าน ลูกบาศก์เมตร และเหนือเขื่อนมีอาณาเขตรับน้ำกว้างถึง 807 ตารางกิโลเมตร ทราบมาว่า บริเวณเขื่อนลำพระเพลิงแห่งนี้เป็น สถานที่ท่านสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีโปรดปรานมาก ครั้งใดที่พระองค์เสด็จประพาสอีสานจะเสด็จมาประทับ ณ บ้านพักรับรองของกรมชลประทานเขื่อนลำพระเพลิงเสมอ

ปราสาทหินพิมาย

ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิมาย ประกอบด้วยโบราณสถานสมัยขอม ที่ใหญ่โต และงดงามอลังการนั่นคือ “ปราสาทหินพิมาย”แหล่งโบราณคดีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ บนพื้นที่ 115 ไร่ ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิมาย ประกอบด้วยโบราณสถานสมัยขอมที่ใหญ่โตและงดงามอลังการนั่นคือ “ปราสาทหินพิมาย” แหล่งโบราณคดีที่ ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ บนพื้นที่ 115 ไร่ วางแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 565 เมตร ยาว 1,030 เมตร ชื่อ“พิมาย” น่าจะมาจากคำว่า “วิมาย” หรือ “วิมายปุระ” ที่ปรากฏในจารึกภาษาเขมรบนแผ่นหินตรงกรอบประตู ระเบียงคด ด้านหน้าของปราสาทหินพิมาย และยังปรากฏชื่อในจารึกอื่นอีกหลายแห่ง อาจจะเป็นคำที่ใช้เรียกรูป เคารพหรือศาสนาสถานสิ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของปราสาทหินพิมาย คือ ปราสาทหินแห่งนี้สร้างหันหน้าไปทาง ทิศใต้ต่างจาก ปราสาทหินอื่นที่มักหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าเพื่อให้หันรับกับเส้นทางที่ตัดมาจาก เมืองยโศธรปุระเมืองหลวงของอาณาจักรเขมรซึ่งเข้าสู่เมือง พิมายทางด้านทิศใต้จากหลักฐานศิลาจารึกและศิลปะ การก่อสร้างบ่งบอกว่าปราสาทหินพิมายคงจะ เริ่มสร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ในสมัยพระเจ้า สุริยวรมัน ที่ 1 รูปแบบทางศิลปกรรมของตัวปราสาทเป็น แบบปาปวนซึ่งเป็นศิลปะ ที่รุ่งเรืองในสมัยนั้น โดยมี ลักษณะของศิลปะแบบนครวัตซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยต่อมาปนอยู่บ้าง และมาต่อเติมอีกครั้งในราวต้นพุทธศตวรรษ ที่ 18 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งครั้งนั้นเมืองพิมายเป็นเมืองซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาณาจักรเขมร ปราสาทหินแห่งนี้สร้างเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาลัทธิมหายานมาโดยตลอด เนื่องจากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน

ปราสาทหินพิมายมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจดังนี้

    1. สะพานนาคราช เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมปราสาทหินพิมายจะผ่านส่วนนี้เป็นส่วนแรก จะเห็นสะพานนาคราชและประติมากรรมรูปสิงห์ ตั้งอยู่ด้านหน้าของซุ้มประตูด้านทิศใต้ ของปรางค์ประธานซึ่งเป็นส่วนหน้าของปราสาท ทั้งนี้อาจมีจุดมุ่งหมายใน การสร้าง ให้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเชื่อมต่อ ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ ตามคติความเชื่อในเรื่อง จักรวาลทั้งในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ มีลักษณะเป็นรูปกากบาท ยกพื้นขึ้นสูงจากพื้นดินประมาณ 2.50 เมตร ราวสะพานโดยรอบทำเป็นลำตัวพญานาค ชูคอแผ่พังพานเป็นนาคเจ็ดเศียร มีลำตัวติดกันเป็นแผ่น หันหน้าออกไป ยังเชิงบันไดทั้งสี่ทิศ
    2. ซุ้มประตูและกำแพงชั้นนอกของปราสาท ถัดจากสะพานนาคราชเข้ามาเป็นซุ้มประตูหรือที่เรียกว่า โคปุระ ของกำแพงปราสาทด้านทิศใต้ ก่อด้วยหินทราย มีผังเป็นรูปกากบาทและมีซุ้มประตูลักษณะเดียวกันนี้อีก 3 ทิศ คือ ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก โดยมี แนวกำแพงสร้างเชื่อมต่อระหว่างกันเป็นผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวจากเหนือถึงใต้ 277.50 เมตร และกว้างจาก ตะวันออกไปตะวันตก 220 เมตร
    3. พลับพลา ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ากำแพงชั้นนอก ด้านซ้ายมือของทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาท เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เดิม เรียกกันว่า "คลังเงิน" จากตำแหน่งที่ตั้งสันนิษฐานว่าคงเป็นที่พักเตรียมพระองค์สำหรับกษัตริย์ หรือเจ้านาย ชั้นสูง ที่เสด็จมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมทั้งเป็นสถานที่พักจัดขวบนสิ่งของถวายต่างๆ จากการขุดแต่งบริเวณนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2511 ได้พบโบราณวัตถุจำนวนมาก มีทั้งรูปเคารพ เครื่องประดับ และเหรียญสำริด เป็นเหตุให้เรียก กันว่า "คลังเงิน"
    4. ซุ้มประตูด้านทิศตะวันตก มีทับหลังชิ้นหนึ่งสลักเป็นรูปขบวนแห่ พระพุทธรูปนาคปรก ที่ประดิษฐานอยู่เหนือคานหาม
    5. ซุ้มประตูและกำแพงชั้นในระเบียงคด เมื่อผ่านจากซุ้มประตูและกำแพงชั้นนอกไปแล้ว ก็จะถึงซุ้มประตูและกำแพงชั้นใน ซึ่งล้อมรอบปรางค์ประธาน กำแพง ชั้นในของปราสาทแตกต่างจากกำแพงชั้นนอก คือ ก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันคล้ายเป็นทางเดิน มีหลัง คาคลุม อันเป็น ลักษณะที่เรียกว่า ระเบียงคด มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวจากเหนือถึงใต้ 80 เมตร และ ความกว้างจาก ตะวันออกถึงตะวันตก 72 เมตร มีทางเดินกว้าง 2.35 เมตร เดินทะลุกันได้ตลอดทั้งสี่ด้าน หลังคา มุงด้วยแผ่นหิน
    6. ซุ้มประตูและกำแพงแก้ว ซุ้มประตูหรือโคปุระ ตั้งอยู่กึ่งกลางของแนวกำแพงแก้ว อยุ่ในแนวตรงกันหมดทั้ง 4 ด้าน คือ ทิศเหนือ-ใต้ อยู่ตรง กึ่งกลางของกำแพง ทิศตะวันออก-ตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อย ผังโดยรอบของซุ้มประตูมีลักษณะเป็นรูป กากบาท จากกำแพงแก้วเข้ามาด้านในเชื่อกันว่าเป็นดินแดนของโลกสวรรค์ อันเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า
    7. ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่กลางลานภายในระเบียงคด เป็นศูนย์กลางของศาสนสถานแห่งนี้ ปรางค์ประธานสร้างด้วยหินทรายสีขาว ทั้งองค์ ต่างจากซุ้มประตู(โคปุระ)และกำแพงชั้นในและชั้นนอกที่สร้างด้วยหินทรายสีแดงเป็นหลัก มีหินทราย สีขาว เป็นส่วนประกอบบางส่วน เนื่องจากหินทรายสีขาวมีคุณสมบัติคงทนดีกว่าหินทรายสีแดง องค์ปรางค์สูง 28 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสองยาวด้านละ 22 เมตร ด้านหน้ามีมณฑปเชื่อมต่อกับองค์ปรางค์โดย มี ฉนวนกั้น องค์ปรางค์และมณฑปตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ส่วนด้านอื่น ๆ อีกสามด้านมีมุขยื่นออกไปมีบันไดและ ประตูขึ้นลงสู่องค์ปรางค์ทั้งสี่ด้าน
    8. ปรางค์พรหมทัต ตั้งอยู่ด้านหน้าปรางค์ประธานเยื้องไปทางซ้ายสร้างด้วยศิลาแลง มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม กว้าง 14.50 สูงประมาณ 15 เมตร สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ภายในปรางค์พบประติมากรรมหินทรายจำหลักเป็นรูป ประติมากรรมฉลององค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่7 (จำลอง) ที่เรียกว่า ปรางค์พรหมทัต ก็เพื่อให้เข้ากับตำนาน พื้น เมือง เรื่องท้าวพรหมทัตพระเจ้าแผ่นดิน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้เก็บรักษาองค์จริงไว้ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พิมาย
    9. ปรางค์หินแดง ตั้งอยู่ทางด้านขวา สร้างด้วยหินทรายสีแดง กว้าง 11.40 เมตร สูง 15 เมตร มีมุขยื่นออกไปเป็นทางเข้าทั้ง 4 ทิศ เหนือกรอบประตูทางเข้าด้านทิศเหนือมีทับหลังสลักเป็นภาพเล่าเรื่องในมหากาพย์ภารตะตอนกรรณะล่าหมูป่า
    10. หอพราหมณ์ เป็นอาคารก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันกับบปรางค์หินแดง ในปี พ.ศ. 2493 ได้ค้นพบ ศิวลึงค์ สลักด้วยหินทรายจำนวน 7 ชิ้นอยู่ภายในหอพราหมณ์ เชื่อกันว่าอาคารหลังนี้คงเป็นสถานที่ประกอบ พิธีทางศาสนาพราหมณ์ แต่จากรูปแบบและตำแหน่งที่ตั้งเดิมคงเป็นที่ตั้ง ของ บรรณาลัยมากกว่า
    11. บรรณาลัย ตั้งอยู่บริเวณลานชั้นนอก ระหว่างกำแพงแก้วและซุ้มประตูระเบียงคด ด้านทิศตะวันตกเป็นอาคาร 2 หลังขนาด เดียวกัน ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูง ก่อด้วยหินทรายกั้นเป็นห้องยาวตลอดแนว พบร่องรอยหลุม เสารูปสี่เหลี่ยมจตุรัส เดิมคงเป็นหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง เชื่อกันว่าบรรณาลัยคือสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์ อันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย

ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิมาย บริเวณเชิงสะพานท่าสงกรานต์ ก่อนถึงปราสาทหินพิมาย300 เมตร ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมา 60 กิโลเมตร เป็นสถานที่เก็บรวบรวมหลักฐาน และจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรือง ของวัฒนธรรมอีสานในอดีต โดยเฉพาะโบราณวัตถุศิลปะวัตถุที่ค้นพบในเขตอีสานตอนล่าง โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ นำมาจัดแสดงได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาโบราณ โครงกระดูก เครื่องมือ เครื่อประดับที่ทำจากสำริดและหิน ส่วนโบราณวัตถุสมัยประวัติศาสตร์ ได้แก่ ใบเสมาแบบศิลปะทวาราวดี ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมแบบเขมร เช่น ทับหลัง หน้าบัน เสาประดับกรอบประตู ทวารบาล และประติมากรรมรูปเคารพ อาทิ พระพุทธรูป เทวรูป รูปพระโพธิสัตว์ และรูปสลักศิลาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งพบที่ ปราสาทหินพิมาย นับเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมของพิพิธภัณฑ์นี้
แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน

  • ส่วนที่ 1 อาคารจัดแสดงชั้นบน จัดแสดงเรื่องพัฒนาการของสังคมในดินแดนอีสานตอนล่าง แสดงถึงรากฐานการกำเนิด อารยธรรม ซึ่งมีมาจากความเชื่อต่างๆ ตลอดจนอิทธิพลวัฒนธรรมภายนอกที่เข้ามามีบทบาทตั้งแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน
  • ส่วนที่ 2 อาคารชั้นล่าง จัดแสดงโบราณวัตถุศิลปะเขมรในอีสานตอนล่าง
  • ส่วนที่ 3 อาคารโถง จัดแสดงโบราณวัตถุซึ่งเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมหินทราย เช่น ทับหลัง เสาประดับกรอบประตู กลีบขนุน บัวยอดปราสาท และปราสาทจำลองนอกจากนี้บริเวณรอบอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ยังได้จัดแสดงใบเสมาและ ทับหลังที่สวยงามอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชม วันพุธ-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์-อังคาร ค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท; ชาวต่างประเทศ 100 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ ที่ โทร. 0 4447 1167  http://www.thailandmuseum.com/phimai/history.htm

วัดโนนกุ่ม (วัดสรพงษ์)

watnonkhum1


วัดโนนกุ่ม หรือวัดหลวงพ่อโต ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมาประมาณ 42 กิโลเมตร เป็นที่ ประดิษฐานรูปหล่อทองเหลืองรมดำ หลวงพ่อโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยผู้ที่ก่อตั้ง วัดเนินกุ่ม ก็คือ คุณสรพงษ์ ชาตรี ดาราภาพยนตร์ชื่อดังในประเทศไทย โดยผู้ที่มาวัดนี้นอกจากจะได้สักการะ ขอพรจาก หลวงพ่อโต แล้ว ยังได้สัมผัสกับสิ่งก่อสร้างภายในวัดและสวนหย่อมที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม

ภายในวัดแห่งนี้นอกจากเราจะมากราบไหว้หลวงพ่อโต เพื่อความศิริมงคลและยังมีโรงอาหารหรือโรงทานให้รับประทานอาหาร และบริจาค เงินตามกำลังศรัทธา บริเวณโดยรอบจะมีอุทยานสวนหย่อมต่างๆ ที่สวยงามและร่มรื่นให้นั่งพักผ่อน

วัดเขาจันทร์งาม หรือสำนักสงฆ์

เขาจันทน์งามเดิมชื่อวัดเลิศสวัสดิ์เป็นสถานที่เผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของ องค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า และเป็นที่ปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์และฆราวาสผู้ทรงศีล เป็นวัดป่าที่บรรยากาศสงบเงียบ ร่มเย็น ตั้งอยู่ใน ส่วนหนึ่งของ เขาจันทน์งาม บน เทือกเขาเขื่อนลั่น บ้านเลิศสวัสดิ์ ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว ห่างจากหมู่บ้านราว 5 กม. ที่นี่มีสิ่งที่ น่าสนใจ คือ ภาพเขียนสี ซึ่งมีอายุกว่า 4000 ปี แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของคนยุคโบราณ ภาพเขียนสีแห่งนี้ เป็นแหล่ง โบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคอีสาน สำรวจพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526 บริเวณที่ปรากฎภาพเขียนสี เป็นเพิงผาหินทราย ขนาดใหญ่ ตัวภาพอยู่สูงจากพื้นประมาณ 3-4 เมตร จากการศึกษาลักษณะภาพเขียนสีดังกล่าวพบว่า ภาพเขียนสีด้วยสีแดง เพื่อเล่าเรื่องราวกิจกรรม ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย 3000-4000 ปี ศิลปะถ้ำแห่งนี้มีการเขียนภาพ ลงสีที่ปรากฎ จำนวน 12 กลุ่ม เช่น มีภาพกลุ่มคน สัตว์ ทั้งแบบเงาทึบ ภาพร่าง ภาพลายเส้น ที่ยังไม่สามารถแปรความหมายได้อีกจำนวนหนึ่ง ภาพเด่นๆ คือ ภาพคนที่มีทั้งชาย หญิง และเด็กที่อยู่ในลักษณะต่างๆ เช่น นั่ง เต้นรำ ยืน และยิงธนู นอกจากนี้ ในบริเวณนี้ยังมี พระพุทธรูป ประจำพื้นที่ ให้เราได้สักการะ แล้วก็มีทางเดินที่มีก้อนหินหล่นมาค้างอยู่ เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติอันน่าอัศจรรย์

เขื่อนลำตะคอง

ตั้งอยู่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นเขื่อนดินสูง 40.30 เมตร สันเขื่อนยาว 521 เมตร เก็บน้ำได้ 310 ล้านลูกบาศก์เมตร บริเวณรอบขอบเขื่อนเก็บน่ำ จะอยู่ติดริมถนนเลาะเลียบไปกับ ถนนมิตรภาพเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาล สุดสายตามีภูเขาโอบล้อม เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามโดยเฉพาะช่วงตะวันขึ้นและคล้อยต่ำ ลำแสงตะวันที่ตกสู่ผิวน้ำจะทำให้งดงาม ชวนมองมากขึ้น เป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของการยืนโคราชอย่างหนึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยว บนสันเขื่อนเพื่อชมทิวทัศน์ ของอ่างเก็บน้ำซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาสวยงาม นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเข้าไปถึงตัวเขื่อน บริเวณขอบอ่างเก็บน้ำริมเขื่อน ถนนมิตรภาพ มีจุดแวะชมวิวหลายแห่ง บางแห่ง มีร้านอาหารหลายร้านให้นักท่องเที่ยวเลือกรับประทานพร้อมกับชมวิว อาหารที่ โดดเด่นคือ อาหารประเภทปลาที่จับจากอ่างเก็บน้ำ เช่น ปลาช่อนตัวใหญ่ย่างเกลือ ปลากระทิงต้มยำ อาหารพื้นบ้านประเภทส้มตำ ไก่ย่าง

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด www.wikipedia.org
ประวัติศาสตร์ เว็บไซต์จังหวัดนครราชสีมา  http://www.nakhonratchasima.go.th/nakhonrat/index.php?link=history&na=c4ca4238a0b923820dcc509a6f75849b 
สภาพทางภูมิศาสตร์  เว็บไซต์วิกิพีเดีย จังหวัดนครราชสีมา - วิกิพีเดีย 
การปกครอง  เว็บไซต์จังหวัดนครราชสีมา  สำนักงานจังหวัดนครราชสีมา ศาลากลางจังหวัด ถนนมหาดไทย จ.นครราชสีมา 
การเลือกตั้ง  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดนครราชสีมา  http://www2.ect.go.th/home.php?Province=nakhonratchasima  
ประชากรและสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ   

www.wikipedia.org

(สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

ประเพณีและวัฒนธรรม  http://www.rakkorat.com
ข้อมูลการท่องเที่ยว http://www.paiduaykan.com/76_province/Northeast/nakhonratchasima/travel.html

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นไม้ประจำจังหวัด

khaoyaizone.com 

ดอกไม้ประจำจังหวัด

wiki.moohin.com

 

 

JoomSpirit