ราชบุรี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดราชบุรี

Seal Ratchaburi

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดราชบุรี

เครื่องกกุธภัณฑ์ 2 อย่าง ภาพฉลองพระบาทอยู่บน พานทองกับพระแสงขรรค์ชัยศรี ซึ่งวางอยู่บนพระที่ ก็เพราะชื่อจังหวัดราชบุรี แปลว่า เมืองของพระราชา

คำขวัญประจำจังหวัด

คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่

ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

tree tree2 flower1 flower2
รูปที่ 2 ต้นโมกมัน รูปที่ 3 ต้นหมัน รูปที่ 4 ดอกกัลปพฤกษ์  รูปที่ 5 ดอกกัลปพฤกษ์

 

ชื่อที่เรียกต้นโมกมัน
ชื่ออื่นๆโมกน้อย
หมวดหมู่ทรัพยากรพืช
ลักษณะ

  • ต้น ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 8-20 เมตร ต้นปลายตรง เปลือกขาวหรือเท่าอ่อนนิ่ม
  • ใบ ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ปลายใบแหลมเรียวโคนใบสอบ มีขนนุ่มทั้งสองด้าน มีมากด้านท้องใบ ยาว 7-18 ซม.
  • ดอก ดอกออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามปลายกิ่ง มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นหลอดสีขาวอมเหลือง จนถึงม่วงแกมเหลืองหรือม่วงแดง เมื่อแก่เต็มที่ดอกบานเกสรเพศมี 5อัน ออกดอกระหว่างเดือน มกราคม ถึง มีนาคม
  • ผล ผลเป็นฝัก ยาว 9-35 ซม. มีร่องระหว่างกลางตามยาวของฝัก เมื่อแก่จะแตกตามแนวร่อง ผิวฝักแข็งขรุขระผลแก่ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคมเมล็ด เมล็ดรูปรี ปลายข้างหนึ่งมีขนสีขาวเป็นพู่ปลิวไปตามลมได้ไกล

ประโยชน์

  • เนื้อ ไม้สีขาวนวลถึงขาวอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดมากเหนียว ใช้ทำเครื่องกลึง เครื่องเล่นสำหรับเด็กเครื่องเขียน ตะเกียบ ไม้บุผนังห้อง
  • เปลือกต้น รักษาโรคไต รักษาธาตุให้ปกติ ทำให้ประจำเดือนปกติ แก้พิษ แมลงสัตว์กัดต่อย ฆ่าเชื้อรำมะนาด คุดทะราด ยางจากต้น แก้บิดมูกเลือด
  • ใบ ขับน้ำเหลือง แก้ท้องมาน ดอกเป็นยาระบาย กระพี้แก้ดีพิการ เนื้อไม้สีขาวนวลถึงขาวอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียดเหนียว ใช้แกะสลัก

แหล่งที่พบ สวนสาธารณะ
ตำบล เขวาไร่
อำเภอ โกสุมพิสัย
จังหวัด มหาสารคาม
ฤดูกาลใช้ประโยชน์ ทุกฤดู
ศักยภาพการใช้งาน ปานกลาง
ชื่อสามัญ Ivory, Darabela
ชื่อวิทยาศาสตร์ Wrightia tometosa Roem.& Schuly
ชื่อวงศ์ APOCYNACEAE
แหล่งที่มาของข้อมูล http://rb-history.blogspot.com

จังหวัดราชบุรีมีชื่ออันเป็นมงคลยิ่ง หมายถึง "เมืองพระราชา" ราชบุรีเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งของประเทศไทย จากการศึกษาและขุดค้นของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี พบว่าดินแดนแถบลุ่มน้ำแม่กลองแห่งนี้เป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของคนหลายยุคหลายสมัย และมีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมายที่ขุดพบ อาทิเช่น ขวานหิน ลูกปัด เครื่องปั้นดินเผา ทำให้เชื่อได้ว่ามีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ตั้งแต่ยุคหินกลาง อายุประมาณ 10,000 ปีมาแล้ว

พื้นที่ในเขตจังหวัดราชบุรี เป็นแหล่งที่ตั้งชุมชนโบราณ และเป็นเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ ในสมัยประวัติศาสตร์สืบเนื่องมาจากการเดินเรือ และการติดต่อค้าขายระหว่างจีนกับอินเดีย มีการขยายตัวมากขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา ชาวอินเดียได้เข้ามาทำการค้า และตั้งหลักแหล่งอยู่กับชาวพื้นเมือง ในอาเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความอุดมสมบูรณ์จนได้ชื่อว่า สุวรรณภูมิ หรือสุวรรณทวีป ได้นำเอาวัฒนธรรมและศาสนาเข้ามาเผยแพร่ ทำให้คาบสมุทรอินโดจีนกลายเป็นทางผ่าน และจุดแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างชาวตะวันตก อันได้แก่ อินเดีย ลังกา อาหรับ เปอร์เซีย กรีก โรมัน กับชาวตะวันออก ได้แก่จีนและประชาชนตามแว่นแคว้นต่าง ๆ ในเขตทะเลจีนใต้

ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 7 ชนชาวพื้นเมืองบริเวณตอนล่างของคาบสมุทรอินโดจีน ได้รวมตัวกันก่อตั้งแคว้นฟูนันขึ้น เมื่อล่วงมาถึงพุทธศตวรรษที่ 8 - 9 จึงเริ่มมีศูนย์การค้าแห่งใหม่ ในดินแดนลุ่มแม่น้ำท่าจีนทางด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงชุมชนจากสังคมหมู่บ้านไปสู่สังคมเมือง ในพุทธศตวรรษที่ 10 - 11 ภายใต้แม่แบบจากอารยธรรมอินเดีย เกิดกลุ่มวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ระยะแรกขึ้นในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 - 15 ที่เรียกชื่อว่า ทวาราวดี ในส่วนของจังหวัดราชบุรีคือ เมืองโบราณคูบัว ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 ได้มีวัฒนธรรมเขมรจากประเทศกัมพูชา แพร่ขยายเข้ามาแทนที่

ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ได้พบหลักฐานทางโบราณคดี เนื่องในวัฒนธรรมทวาราวดี กระจายอยู่ทั่วไปตามสองฟากฝั่งแม่น้ำแม่กลอง โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง ฯ อำเภอวัดเพลง และอำเภอบ้านโป่ง แหล่งโบราณคดีที่สำคัญได้แก่

เมืองบ้านคูบัว อยู่ในเขตตำบลคูบัว อำเภอเมือง ฯ มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน กว้างประมาณ 800 เมตร ยาวประมาณ 2,000 เมตร ขนาดของพื้นที่และลักษณะการวางผังเมืองคล้ายคลึงกันกับเมืองโบราณนครชัยศรี หรือนครปฐมโบราณ จากร่องรอยของหอยทะเลหลายชนิดในชั้นดินแสดงว่า เมืองโบราณคูบัวตั้งอยู่ใกล้ทะเลเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลเคยท่วมถึงอยู่หลายแห่ง

สภาพเมืองโบราณคูบัวมีลักษณะเป็นเนินดินธรรมชาติสูงประมาณ 5 เมตร จากระดับน้ำทะเล และสูงกว่าพื้นที่โดยรอบประมาณ 1-2 เมตร มีคูน้ำ 1 ชั้น และคันดิน 2 ชั้นล้อมรอบ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลาดสูงขึ้นไปจนต่อเนื่องกับเนินเขาด้านทิศตะวันตก ส่วนริมของที่ราบลาดสู่ฝั่งทะเล ด้านเหนือติดต่อกับลำห้วยคูบัวที่ถูกดัดแปลงให้เป็นคูเมือง ด้านทิศใต้เป็นพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่ง ด้านทิศตะวันออกมีแม่น้ำอ้อมซึ่งเป็นแม่น้ำแม่กลองสายเก่า ด้านทิศตะวันตกมีลำห้วยชินสีห์ ที่แยกจากลำห้วยคูบัวเป็นคูเมือง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือปรากฏร่องรอยแม่น้ำใหญ่ที่เรียกกันว่า อู่เรือ มีลำรางเป็นแนวไปสู่แม่น้ำอ้อมทางทิศตะวันออก ต่อมาจนถึงบริเวณกลางเมืองโบราณ สันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นท่าจอดเรือสมัยโบราณ

โบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่พบ มีทั้งที่ทำขึ้นเนื่องในความเชื่อในทางศานา และที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับโบราณวัตถุที่ทำขึ้นจากความเชื่อทางศาสนา นอกจากจะเป็นประติมากรรมดินเผา และปูนปั้นประดับอาคารโบราณสถานแล้ว ยังพบพระพุทธรูปที่ทำด้วยดินเผา และปูนปั้นอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท มีฐานเป็นรูปดอกบัวรองรับพระหัตถ์ซ้ายหงายขึ้นบนพระเพลา พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระในปางปฐมเทศนา ในขณะที่พระพิมพ์ทำขึ้นเพื่อเป็นการอุทิศบุญกุศลในการสืบทอดพระพุทธศาสนา เป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิ ปางมารวิชัย หรือปางปฐมเทศนา ภายในซุ้มเรือนแก้วหรือซุ้มแบบพุทธคยา และเป็นพระพุทธรูปแดงยมกปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี พระพิมพ์บางชิ้นมีคาถา เย ธมฺมา ภาษาบาลีจารึกอยู่ด้านหลัง นอกจากนั้นได้พบพระพิมพ์ที่สลักจากหินชนวนสีขาว เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิภายใต้พระกลด หรือฉัตร ด้านข้างขนาบด้วยพระสถูป และธรรมจักรที่ตั้งอยู่บนเสา เป็นพระพิมพ์ในวัฒนธรรมทวาราวดีที่หายากที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย นอกจากนั้นยังพบชิ้นส่วนพระธรรมจักรที่สลักจากหินอีกด้วย

ในด้านประติมากรรมรูปคนที่ทำด้วยดินเผา และปูนปั้นที่พบ แสดงให้เห็นถึงลักษณะรูปร่างหน้าตาการแต่งกาย และการดำรงชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น มีลักษณะใบหน้าที่ค่อนข้างกลมแบน คิ้วโก่ง ตาโปนยาว โหนกแก้มสูง จมูกแบนใหญ่ ปากกว้าง และริมฝีปากหนา

โบราณวัตถุที่พบได้แก่เครื่องปั้นดินเผาที่ทำเป็นภาชนะ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น แว ตะคันเบี้ย ตะเกียงที่ประดับลวดลาย ลูกกระสุน เครื่องโลหะที่ทำเป็นเครื่องประดับหรือเครื่องใช้และอาวุธ เครื่องประดับแก้วที่ส่วนใหญ่เป็นลูกปัด เครื่องใช้เครื่องประดับที่ทำจากหิน เช่นที่ลับมีด ก้อนเส้าแทนเตา เครื่องบดสมุนไพร ลูกปัด เครื่องปั้นดินเผาที่เป็นภาชนะดินเผา มีหม้อ ไห ชาม กาน้ำ ซึ่งขึ้นรูปด้วยหม้อ และใช้แป้นหมุน มีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด มีลายประดับและไม่มีลายประดับ ตะเกียงที่มีต้นแบบมาจากตะเกียงสำริด ที่ชาวตะวันตกนำเข้ามา โลหะที่พบมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ สำริด ตะกั่ว เหล็ก ทองคำ และทองแดง

แหล่งโบราณคดีบนเทือกเขางู ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองราชบุรี อยู่ในเขตตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง ฯ หลักฐานที่พบในถ้ำทั้ง 4 แห่ง สันนิษฐานว่าได้ทำขึ้นในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 เพื่อใช้เป็นสถานที่พระภิกษุมาจำพรรษา ปฏิบัติธรรมที่ห่างไกลจากผู้คน ถ้ำทั้ง 4 แห่งได้แก่ ถ้ำฤาษี ถ้ำจีน ถ้ำจาม และถ้ำฝาโถ ในแต่ละถ้ำจะมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เช่น ปางปฐมเทศนาในถ้ำฤาษี ถ้ำจีนและถ้ำจาม พระพุทธรูปปางแสดงยมกปาฏิหาริย์ ปางสมาธิและปางปรินิพพานที่ถ้ำจาม และพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่ถ้ำฝาโถ

นอกจากแหล่งโบราณคดีทั้งสองแห่งที่กล่าวแล้ว ยังพบหลักฐานในวัฒนธรรมทวาราวดี ในเขตจังหวัดราชบุรีอีกหลายแห่ง ในเขตอำเภอต่าง ๆ ได้แก่ อำเภอเมือง ฯ อำเภอวัดเพลง อำเภอบ้านโป่ง และอำเภอจอมบึง

ในเขตอำเภอเมือง ฯ พบที่วัดมหาธาตุ ตำบลหน้าเมือง ที่ฐานชั้นล่างสุดทางด้านทิศใต้ ขององค์ปรางค์ประธาน มีการใช้อิฐแบบทวาราวดีเรียงเป็นแนวยาว พระพุทธรูปหลายองค์มีลักษณะพุทธศิลปแบบทวาราวดี เช่นมีจารึกคาถาหัวใจพระพุทธศาสนา เย ธมฺมา เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาบาลีที่เบื้องพระปฤษฎางค์เศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ มีพระพักตร์เป็นแบบพื้นเมือง พระขนงโก่งยาวต่อกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา ขมวดพระเกศาเป็นลายก้นหอยเวียนขวาขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพระพุทธรูปในพุทธศิลปแบบทวาราวดี ที่วัดเขาเหลือพบเทวรูปพระอิศวร มีลักษณะพระพักตร์และขมวดพระเกศา คล้ายกับประติมากรรมในศิลปอินเดียสมัยคุปตะ และรูปพระโพธิสัตว์ที่ทำขึ้นในช่วง

พุทธศตวรรษที่ 12 - 13 ในบริเวณวัดเขาสะดึง พบชิ้นส่วนประติมากรรมหินขนาดเล็กรูปคชลักษมีเป็นภาพแสดงกำเนิดของพระลักษมี นอกจากนี้ยังพบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161 - 1450) เป็นแจกันเคลือบสีเขียวมีหูจับ

ในเขตอำเภอวัดเพลง ทั้งสองฝั่งแม่น้ำอ้อม พบร่องรอยชุมชนโบราณที่มีแนวคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ในวัฒนธรรมทวาราวดีหลายแห่ง โดยเฉพาะตั้งแต่บริเวณโคกพริกถึงเวียงทุน ที่พบเนินดินโบราณกระจายอยู่ทั่วไป ที่โคกพริกเคยพบซากสถูปและเครื่องประดับประเภทลูกปัดจำนวนมาก ในแม่น้ำอ้อมเคยพบซากเรือจม ภายในเรือมีเครื่องปั้นดินเผาสมัยต่าง ๆ

ในเขตอำเภอบ้านโป่ง ที่บริเวณวัดขุนสีห์ ตำบลบ้านม่วง พบร่องรอยเนินดินที่มีเศษภาชนะดินเผา เนินดินมีลักษณะเป็นซากสถูป พบชิ้นส่วนประดับสถาปัตยกรรมทั้งที่เป็นดินเผา และปูนปั้นในศิลปทวาราวดีเป็นจำนวนมาก

ในเขตอำเภอจอมบึง พบที่ถ้ำพระพิมพ์บริเวณเชิงเขาสำประแจ พบพระพิมพ์เป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาภายใต้สถูปแบบพุทธคยา มีสถูปขนาดเล็กอยู่โดยรอบ ที่ฐานมีจารึกคาถาหัวใจพระพุทธศาสนา เย ธมฺมา

วัฒนธรรมทวาราวดีเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรีประมาณ 500 ปี ก็เสื่อมสลายลง และอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร ได้แพร่ขยายเข้ามาแทนที่ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองคูบัวซึ่งเคยมีความสำคัญยิ่งเมืองหนึ่ง ในภาคกลางของประเทศไทย ก็ถูกทิ้งร้างไป และเกิดศูนย์กลางการค้าแห่งใหม่บนคาบสมุทรภาคใต้ของไทย เช่นที่เมืองไชยา นครศรีธรรมราช และเมืองสทิงพระในจังหวัดสงขลา

เมืองราชบุรีปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง ฯ อยู่ทางริมฝั่งด้านตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง ฟากเดียวกันกับเมืองโบราณคูบัว และเทือกเขางู มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 750 เมตร ยาวประมาณ 1,250 เมตร ตัวเมืองแต่เดิมมีกำแพงล้อมรอบสามด้านคือด้านทิศเหนือ ด้านทิศใต้ และด้านทิศตะวันตก ส่วนด้านทิศตะวันออกใช้แม่น้ำแม่กลองเป็นคูเมือง และใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำ ภายในเมืองมีวัดมหาธาตุตั้งอยู่เกือบใจกลางเมือง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยทวาราวดีในห้วงเวลาเดียวกับการสร้างเมือง ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมขอมแพร่ขยายเข้ามา จึงได้มีการสร้างศาสนสถานที่เรียกว่า ปราสาท ซ้อนทับในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางเมืองตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาลของขอม เมื่อปราสาทชำรุดหักพังลงจึงได้สร้าง พระปรางค์ ตามลักษณะและรูปแบบสมัยอยุธยา

อิทธิพลวัฒนธรรมขอมที่สำคัญได้แก่ ทับหลังเหนือกำแพงแก้วที่ก่อด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางเรียงซ้อนกันล้อมองค์พระปรางค์ ทั้ง 4 ด้าน สลักจากหินทรายสีชมพู เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิประทับในซุ้มเรือนแก้ว ต่อเนื่องกันเป็นแนวยาวตลอดความยาวของกำแพง อันเป็นศิลปขอมแบบบายน (ประมาณ พ.ศ. 1720 - 1760) รูปครุฑยุดนาคประดับราวบันไดทางเข้าระเบียงคด ล้อมรอบองค์ด้านทิศตะวันออก สลักจากหินทรายแดง ด้านหน้าเป็นรูปครุฑยุดนาคสามเศียรอยู่ตอนกลาง ล้อมรอบด้วยนาคห้าเศียรอีกชั้นหนึ่ง ด้านหลังเป็นรูปนาคห้าเศียรไม่มีรูปครุฑประกอบ คล้ายกับศิลปบายนของขอม พระพิมพ์ดินเผาที่ขุดพบที่ฐานพระปรางค์ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งออกได้เป็นสามแบบคือ แบบแรกเป็นภาพพระพุทธรูปปางสมาธิ องค์เดียวประทับภายในซุ้ม แบบที่สองเป็นภาพพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัยสามองค์ ประทับในซุ้มเรือนแก้ว และแบบที่สามเป็นภาพพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัย เรียงเป็นแถวอยู่ด้านล่างในซุ้มเรือนแก้ว ลักษณะพระพุทธรูปในพระพิมพ์เหมือนแบบพระพิมพ์ในศิลปขอมแบบบายน ที่พบทั่วไปในบริเวณภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

เมืองโบราณโกสินารายณ์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแม่กลอง ในเขตตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างยาวด้านละประมาณ 950 เมตร พบร่องรอยแนวกำแพงเมืองเหลืออยู่เฉพาะทางด้านทิศเหนือ ด้านทิศใต้และด้านทิศตะวันออกเป็นคันดินสูงประมาณ 60 เซนติเมตร กว้างประมาณ 10 เมตร ด้านตะวันตกถูกรื้อทิ้งไปแล้ว นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ มีสระน้ำขนาดใหญ่กว้างประมาณ 200 เมตร ยาวประมาณ 400 เมตร เรียกว่า สระโกสินารายณ์ ถือว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ และนำมาใช้เป็นชื่อเรียกเมืองโบราณด้วย ภายในตัวเมืองมีซากโบราณสถานขนาดใหญ่เรียกว่า จอมปราสาท ตั้งอยู่บริเวณเกือบกึ่งกลางเมือง มีขนาดกว้างประมาณ 85 เมตร ยาวประมาณ 100 เมตร สูงประมาณ 1 เมตร มีสระน้ำอยู่ภายในตัวเมืองรวม 4 สระ สระนาค อยู่ทางด้านทิศตะวันออก สระจรเข้ อยู่ทางด้านทิศตะวันตก สระมังกร และสระแก้ว อยู่ทางด้านทิศเหนือใกล้กำแพงเมือง สระนาคและสระโกสินารายณ์มีคลองขนาดเล็กเชื่อมต่อกันกับแม่น้ำแม่กลอง นอกตัวเมืองมีเนินโบราณสถานขนาดเล็ก กระจายอยู่อีกหลายแห่ง ลักษณะของผังเมืองตลอดจนองค์ประกอบภายในได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมขอม

จอมปราสาทที่ตั้งอยู่กลางเมือง สันนิษฐานว่า เดิมรูปทรงเป็นปราสาทที่นิยมสร้างในวัฒนธรรมขอม โดยส่วนฐานก่อด้วยศิลาแลง มีมุขยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน ภายในใช้หินและทรายบดอัดเป็นฐานราก มีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เปล่งรัศมีสลักจากหินทราย สูงประมาณ 155 เซนติเมตร พระวรกายตอนบนมีรูปพระอมิตาภะปางสมาธิสลักโดยรอบพระอุระ และมีรูปนางปรัชญาปารมิตาประทับนั่งถือดอกบัวอยู่ที่บั้น พระองค์สามองค์และเบื้องพระอุระอีกหนึ่งองค์ พระวรกายเบื้องล่างทรงผ้าโจงกระเบนสั้น เป็นลักษณะของประติมากรรมในศิลปขอมแบบบายน

ลวดลายปูนปั้นที่ใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งส่วนต่าง ๆ ของโบราณสถานจอมปราสาท ทำเป็นรูปเทวดาหรือกษัตริย์ มนุษย์ อมนุษย์ และรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น นาค สิงห์ สิงห์ ช้าง ฯลฯ ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ชิ้นส่วนลวดลายปูนปั้นเหล่านี้ส่วนมากมีรูปแบบที่ผสมผสาน ระหว่างวัฒนธรรมขอมกับทวาราวดี และบางชิ้นมีลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมจีน ที่แพร่เข้ามาในเวลานั้น

พระพุทธรูปสำริดปิดทองทรงเครื่องปางประทานธรรม สูงประมาณ 112 เซนติเมตร พบบริเวณกลางทุ่งนาในเขตอำเภอเมือง ฯ เป็นปางที่นิยมสร้างมาตั้งแต่วัฒนธรรมทวาราวดี ส่วนเครื่องทรงตลอดจนส่วนประกอบอื่น ๆ เป็นศิลปะขอมแบบนครวัด นอกจากนั้นยังมีเทวรูปพระอิศวรปางมหาฤาษี พบที่วัดสระกระเทียม อำเภอบ้านโป่งเป็นแบบที่นิยมกันในศิลปขอมแบบนครวัด - บายน

จากร่องรอยหลักฐานต่าง ๆ ทางโบราณคดีที่กล่าวมาแล้ว แสดงให้เห็นว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 อันเป็นช่วงระยะเวลาที่อาณาจักรขอมเรืองอำนาจ ชาวเมืองราชบุรี และโกสินารายณ์ก็ได้รับเอาวัฒนธรรมขอมมาผสมผสานกับวัฒนธรรมทวาราวดี อันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมในหลาย ๆ ด้าน เช่นระบบการวางผังเมืองที่เปลี่ยนจากรูปวงรี มาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือสี่เหลี่ยมจตุรัส การสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่ไว้กลางเมือง ระบบชลประทานที่มีการขุดสระน้ำไว้ใช้ภายในตัวเมือง และบริเวณใกล้เคียง นอกเหนือไปจากการขุดคลองเชื่อมต่อกับแม่น้ำเพื่อนำน้ำมาใช้ในตัวเมือง การก่อสร้างอาคารที่นำเอาหินทรายและศิลาแลง มาใช้ในการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่แทนการก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก และมีการตกแต่งอาคารด้วยการสลักลวดลายบนชิ้นส่วน ประกอบสถาปัตยกรรมที่เป็นหินทรายเพิ่มเติม จากการประดับตกแต่งลวดลายปูนปั้น รวมทั้งการผสมผสานรูปแบบศิลปกรรมทวาราวดีกับ ศิลปกรรมขอมเข้าด้วยกัน

ในด้านคติความเชื่อในศาสนา พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนิกายวัชรยานตามแบบวัฒนธรรมขอม ซึ่งเน้นการสร้างศาสนสถาน และรูปเคารพขนาดใหญ่ มีการประกอบพิธีกรรมที่สลับซับซ้อน โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เป็นประติมากรรมที่ได้รับการเคารพบูชา ในช่วงเวลาเดียวกันได้มีศิลปะจีนแทรกเข้ามาในศิลปขอมด้วย ดังจะเห็นได้จากเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ ซุ่ง และสมัยราชวงศ์ หยวน ได้พบแผ่นดินเผาจารึกอักษรจีนอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 เอ่ยพระนามพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรร่วมกับเหรียญกษาปณ์จีน ที่เรียกว่าอีแปะอีกด้วย กล่าวได้ว่าเมืองราชบุรีในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ทางด้านทิศตะวันตกของไทย รวมทั้งเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าจากชุมชนภายนอก เข้าไปยังชุมชนที่อยู่ลึกเข้าไปในภูมิภาค โดยอาศัยลำน้ำที่มีเครือข่ายถึงกัน

อิทธิพลของวัฒนธรรมขอมมีความเจริญรุ่งเรืองในจังหวัดราชบุรี รวมทั้งดินแดนในภูมิภาคอื่น ๆ ของไทยเป็นอยู่ประมาณ 300 ปี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 หลังจากนั้นก็เสื่อมลง บรรดาเมืองและนครรัฐต่าง ๆ ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มมีการรวมตัวกันเป็นปึกแผ่น และได้มีการพัฒนาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมตนเองขึ้น ก่อตัวเป็นต้นเค้าของวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 17

ในช่วงสมัยสุโขทัย เมืองราชบุรีมีรายชื่อเป็นหัวเมืองในราชอาณาจักรสุโขทัย และน่าจะมีสภาพเป็นเมืองท่าบนเส้นทางติดต่อการค้า และการคมนาคมระหว่างหัวเมืองในเขตที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไปยังเมืองตะนาวศรี ซึ่งเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลอันดามัน ในบริเวณอ่าวมะตะบัน

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแคว้นสุพรรณภูมิ เจริญรุ่งเรืองควบคู่กับแคว้นละโว้ ในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเมืองราชบุรีจัดเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง ของแคว้นสุพรรณภูมิ เช่นเดียวกับเมืองเพชรบุรี และเมืองสิงห์บุรี ก่อนที่แคว้นละโว้จะรวมกับแคว้นสุพรรณภูมิเป็นอาณาจักรอยุธยา เห็นได้จากร่องรอยหลักฐานทางศิลปกรรม ทั้งที่โบราณสถานและโบราณวัตถุ เช่น เจดีย์ประธานวัดเจติยาราม หรือวัดเจดีย์หัก ในเขตตำบลเจดีย์หัก อำเภอเมือง ฯ ลักษณะของเจดีย์ที่ก่ออิฐไม่สอปูน มีฐานแปดเหลี่ยมรองรับองค์ระฆังกลม รูปทรงสูงเพรียว มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มเจดีย์แบบเมืองสรรค์ ที่อำเภอสรรค์บุรี จังหวัดชัยนาท และกลุ่มเจดีย์ในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เรียกว่า แบบสุพรรณภูมิ เช่นที่วัดศรีรัตนมหาธาตุ วัดพระรูป วัดพระอินทร์ รวมทั้งเจดีย์แบบอโยธยา เช่นที่วัดบางกระซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงรวบรวมแคว้นสุพรรณภูมิ และแคว้นละโว้เข้าด้วยกัน และสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมืองราชบุรีก็ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา จัดเป็นเมืองในมณฑลราชธานี ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงขยายการปกครองราชธานีครอบคลุมเมืองใหญ่ที่เป็นเมืองหน้าด่านทั้งสี่ เช่น ลพบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ทำให้เมืองชั้นในอย่างราชบุรี ถูกลดฐานะลงเป็นเมืองจัตวา มีผู้ปกครองเรียกว่า ผู้รั้ง ขึ้นตรงต่อราชสำนัก ไม่มีอำนาจสั่งการเช่นเจ้าเมืองในสมัยก่อน มีกรมการเมืองชั้นรองลงมาเรียกว่าจ่าเมือง ทั้งผู้รั้งและจ่าเมืองต้องทำตามคำสั่งของต้นสังกัด ทั้งฝ่ายกลาโหมและฝ่ายจตุสดมภ์

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ (พ.ศ. 2091 - 2111) โปรดให้สร้างเมืองใหม่แขวงเมืองราชบุรี จึงถูกแบ่งพื้นที่บางส่วน รวมกับพื้นที่บางส่วนของแขวงเมืองสุพรรณบุรี ตั้งเป็นเมืองนครชัยศรี เพื่อรองรับพลเมืองไทยที่หนีสงครามระหว่างไทยกับพม่า ที่เริ่มมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราช (พ.ศ. 2077 - 2089) ไปอยู่ตามป่าเขา ให้กลับเข้ามาเป็นกำลังของพระนครยามมีศึก

ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2091 - 2231) เมืองราชบุรีมีเจ้าเมืองที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา เป็นเมืองที่รวบรวมพลเพื่อป้องกันพระนคร และเป็นเมืองที่มีกองทัพประจำอยู่พร้อม ที่จะทำศึกได้ทันที ในคราวศึกกับพม่าเมื่อปี พ.ศ. 2098 เจ้าเมืองราชบุรีพร้อมกำลังพลเข้ามารักษาคูเมือง และป้อมประตูกำแพงกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พม่ายกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ในเขตเมืองกาญจนบุรี พระยาอมรินทรฤาไชย เจ้าเมืองราชบุรีได้รับคำสั่งให้คุมพล 500 คนเป็นกองโจรคอยดักซุ่มตัดเส้นทางลำเลียง และรื้อสะพานสัญจรของกองเสบียงพม่า ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พม่ายกกองทัพตามครัวมอญเข้ามาในปี พ.ศ. 2203 พระยาราชบุรีเป็นกองหนุนของทัพหลวง ทำการขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ

ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 - 2246) เมืองฝ่ายใต้ซึ่งน่าจะรวมถึงเมืองราชบุรีด้วย อยู่สังกัดของสมุหกลาโหมทั้งกิจการฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน หลังรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา หัวเมืองฝ่ายใต้ในสังกัดของกรมท่า ซึ่งสังกัดฝ่ายพระคลังในกำกับดูแลของเจ้าพระยาโกษาธิบดีผู้ทำหน้าที่ติดต่อควบคุมการค้ากับต่างชาติ

ในสมัยธนบุรี เมืองราชบุรีเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านที่เป็นสมรภูมิสำคัญ ในการทำสงครามกับพม่า เนื่องจากอยู่ติดกับด่านเจ้าเขว้า อันเป็นด่านสำคัญด่านหนึ่งที่กองทัพพม่าสามารถยกเข้ามาถึงเมืองราชบุรีได้ง่าย ด่านดังกล่าวตั้งอยู่ริมห้วยบ้านด่าน อันเป็นสาขาของแม่น้ำภาชี ในเขตตำบลชัฏป่าหวาย อำเภอสวนผึ้ง ปัจจุบันยังหลงเหลือร่องรอยคล้ายเนินดินของป้อมค่าย และร่องรอยของหลุมขวาก หลุมหลบภัย ตลอดจนเศษเครื่องถ้วยไทยจีนปะปนอยู่กับอาวุธประเภทหอก และดาบสมัยอยุธยาตอนปลาย และต้นรัตนโกสินทร์

เส้นทางเดินทัพของพม่าผ่านเข้ามาทางเมืองทวาย ด่านบ้องตี้ ในเทือกเขาตะนาวศรีในเขตตำบลเมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แล้วเลียบชายเขาลงมาทางใต้เข้าเขตราชบุรี โดยตัดข้ามแม่น้ำภาชีในบริเวณด่านเจ้าเขว้าผ่านช่องเขาชนแอก และเขาสน มาถึงเขตอำเภอจอมบึงก่อนถึงทุ่งเขางู ที่เป็นสมรภูมิใกล้ตัวเมืองราชบุรี สงครามระหว่างไทยกับพม่าในช่วงเวลานี้ที่สำคัญได้แก่ สงครามในปี พ.ศ. 2311 พม่ายกทัพเข้ามาทางเมืองทวาย ผ่านเมืองไทรโยค เมืองราชบุรี เข้าล้อมค่ายทหารจีนที่บางกุ้ง เขตติดต่อระหว่างเมืองราชบุรีกับเมืองสมุทรสงคราม พระมหามนตรีคุมทัพหน้าของฝ่ายไทยเข้าตีทัพพม่าที่บางกุ้งแตก กลับไปทางด่านเจ้าเขว้า อีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2317 ในศึกบางแก้วครั้งนั้น พระยาเจ่งหัวหน้าครัวมอญพาครอบครัวหนีมาไทย ทางด่านเจดีย์สามองค์ พม่าจึงให้งุยอคงหวุ่นคุมกำลังมาถึงบ้านบางแก้วเพื่อปล้นทรัพย์จับเชลยในแขวงเมืองราชบุรี สมุทรสงครามและเพชรบุรี ได้ตั้งค่ายขึ้นสามค่าย ฝ่ายไทยล้อมพม่าไว้ถึง 47 วัน พม่าขอเจรจากับไทย 7 ครั้ง ในที่สุดต้องยอมแพ้ออกมาอ่อนน้อมต่อไทยทั้งสามค่าย

สภาพทางเศรษฐกิจของเมืองราชบุรี ในสมัยธนบุรีซบเซาไปมากด้วยสาเหตุหลายประการ ที่สำคัญคือการสงครามไทยกับพม่า ซึ่งมีชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในไทย เมื่อปี พ.ศ. 2313 บรรยายไว้ตอนหนึ่งว่า

"การค้าในราชอาณาจักรนี้แต่เดิมเจริญรุ่งเรืองมาก มีเรือนับเป็นพันลำทั้งที่มาจากประเทศจีน และประเทศในยุโรปเข้ามาในกรุงสยามในแต่ละปี แต่ปัจจุบันจะเข้ามาสักสิบลำก็แทบไม่มี บรรดาพวกแขกอิสลาม ชาวญี่ปุ่น และชาวยุโรปได้สร้างฐานะขึ้นในประเทศนี้ได้อย่างรวดเร็ว"
ผู้คนในเมืองราชบุรีก็ลดจำนวนลงอย่างมากอันเป็นผลจากสงครามเช่นกัน จากการอพยพหลบภัยและจากการถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย จนต้องมีการนำชนชาติกลุ่มใหญ่เข้ามาอยู่อาศัยหลายเผ่าพันธุ์ด้วยกัน ที่สำคัญได้แก่ มอญ เขมร และลาวกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ ลาวทรงดำ (ลาวโซ่ง) ลาวเวียง (ลาวตี้) โดยเข้ามาอยู่ปะปนกับชาวพื้นเมืองเดิม

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะนั้นเมืองราชบุรียังรวมอยู่กับเมืองกาญจนบุรี รวมเรียกว่า หัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก มีเจ้าพระยามหาเสนาฝ่ายกลาโหมปกครองดูแล ต่อมาเมื่อเกิดสงครามเก้าทัพ เมื่อปี พ.ศ. 2328 ครั้งนั้นเจ้าพระยาธรรมา (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราชได้รับพระบรมราชโองการให้คุมกำลังมาตั้งรับพม่าที่เมืองราชบุรี เพื่อรักษาเส้นทางลำเลียงเสบียงของ สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ที่คุมทัพใหญ่มาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี แม่ทัพไทยที่มารักษาเมืองราชบุรีประมาท ทำให้พม่าสามารถยกทัพเข้ามาตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งจอมบึง และด่านเจ้าเขว้าริมแม่น้ำภาชี จนกองทัพไทยมีชัยชนะที่ลาดหญ้า แล้วจึงได้ยกกำลังมาตีค่ายพม่าที่ตั้งอยู่นอกเขางูแตกหนีกลับไปเมืองทวาย

ในปี พ.ศ. 2345 พระเจ้าปดุงได้ยกทัพเข้ามาตีเมืองเชียงใหม่ กองทัพจากวังหลวงได้ขึ้นไปตีเมืองเชียงแสน ร่วมกับกองทัพจากเมืองลำปาง น่าน เชียงใหม่ และเวียงจันทน์ ตีทัพพม่าแต่พ่ายไป จากนั้นได้อพยพครอบครัวชาวโยนกเชียงแสน (ไท - ยวน) กว่า 23,000 คน จัดแบ่งครัวเรือนออกเป็นห้าส่วนแบ่งให้ไปกับกองทัพเมืองลำปาง น่าน เชียงใหม่ เวียงจันทน์ และกองทัพวังหลวงกองทัพละส่วน กองทัพวังหลวงได้อพยพครัวเรือนชาวโยนก เชียงแสน ลงมากรุงเทพ ฯ แล้วให้บางส่วนไปตั้งหลักแหล่งที่เมืองสระบุรี ที่บริเวณอำเภอเสาไห้ในปัจจุบัน ส่วนที่เหลือให้ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองราชบุรี เป็นบรรพบุรุษของชาวไท - ยวน ในจังหวัดราชบุรีสืบมาถึงทุกวันนี้

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้พระยาราชบุรี (แสง) เป็นเจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์ที่สมุหกลาโหม ราชนิกุลสายบางช้าง รับราชการอยู่ที่เมืองราชบุรี และเมืองสมุทรสงครามต่อมาได้โปรดเกล้า ฯ ให้ตัดท้องที่บางส่วนของเมืองราชบุรี และเมืองสุพรรณบุรีไปรวมอยู่ในเขตเมืองกาญจนบุรีที่ตั้งขึ้นใหม่ ที่ตำบลปากแพรกต้นแม่น้ำแม่กลอง และได้โปรดเกล้า ฯ ให้ย้ายตัวเมืองราชบุรีจากฝั่งขวาไปอยู่ ฝั่งตรงข้ามทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง เนื่องจากทรงเห็นว่า ที่ตั้งเมืองเดิมไม่เหมาะสมในทางยุทธศาสตร์ เมื่อทำศึกกับพม่าที่สมรภูมิทุ่งเขางู หากฝ่ายไทยเสียที่จะถอยลำบากเพราะมีแม่น้ำขวางอยู่ ได้มีการวางศิลาฤกษ์ผังหลักเมือง เมื่อปี พ.ศ. 2360 แล้วได้ก่อสร้างกำแพงเมืองและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เมืองใหม่นี้มีความกว้างประมาณ 200 เมตร ยาวประมาณ 800 เมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงก่ออิฐถือปูนตรงกลางมีป้อม และประตูเมืองหกด้าน (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกรมการทหารช่าง และจังหวัดทหารบกราชบุรี)

รัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีเหตุการณ์ที่สำคัญ 

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคลองดำเนินสะดวก เชื่อมต่อระหว่างเมืองสมุทรสาคร เมืองสมุทรสงคราม และเมืองราชบุรี โดยเริ่มจากปากคลองบางยางแม่น้ำท่าจีนที่เรียกว่ามหาชัย เชื่อมต่อกับคลองบางนกแขวกแม่น้ำแม่กลอง แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2411 โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งขณะนั้นเป็นพระประสิทธิ์ที่สมุหกลาโหม เป็นผู้อำนวยการขุดคลอง

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเมืองราชบุรีถึง 10 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อประกอบพระราชพิธีเปิดสะพานรถไฟจุฬาลงกรณ์ ข้ามแม่น้ำแม่กลองช่วงที่ผ่านตัวเมืองราชบุรี ในปี พ.ศ. 2444 ครั้งที่สองเป็นการเสด็จพระราชดำเนินนำทหารมาฝึกที่ค่ายหลุมดินในปี พ.ศ. 2446 และเป็นการเสด็จประพาสต้น 2 ครั้งในปี พ.ศ. 2447 และ พ.ศ. 2452

ในการเสด็จประพาสไทรโยคเมื่อปี พ.ศ. 2416 ทรงบรรยายลักษณะของตลาดโพธารามในสมัยนั้นไว้ว่า " ...มีเรือนสองฟากเป็นตลาด ฟากข้างริมน้ำนั้นเป็นเรือนต่ำ ๆ เหมือนเรือนแพ ปลูกริมตลิ่งที่เดียวข้างในก็เป็นเรือนตลาดอีกแถวหนึ่ง ฝากระดานมากกว่าที่เป็นฝาจากไปตามทางข้างขวามือ ประมาณ 8 เส้น 9 เส้น มีร้านขายของต่าง ๆ ร้านเหล้า ร้านไซ่หู ที่โกนผม และขายของเครื่องใช้สรอยมีร่มรองเท้าเป็นต้น ขนมมีขายมากมายหลายอย่างมีสาคู และขนมถ้วยตาไล ทั้งเล็กทั้งใหญ่เป็นอย่างมาก ไปจนตลอดถนนแล้วกลับมา พ้นจากทางที่จะลงมาหาดสักหน่อยหนึ่ง เลี้ยวขวามือมีโรงตีเหล็ก แล้วถึงวัดโพธารามมีกำแพงล้อมรอบ เข้าไปในนั้นมีศาลาคู่หนึ่งแล้วไปถึงการเปรียญ พระสงฆ์อยู่ที่นั่น..." 

ทรงบรรยายถึงผู้คนชาวเมืองราชบุรีไว้ว่า "...คนในพื้นเมืองเป็นไทย จีนมีเป็นพื้น เขมรและมอญมีหลายพวกหลายเหล่ามาก มอญเจ็ดเมืองก็อยู่ในแขวงเมืองราชบุรีทั้งนั้น เขมรนั้นเป็นเขมรเชลยแต่ครั้งแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาก ลาวก็มีบ้าง แต่ถึงดังนั้นคนยังน้อยกว่าที่แผ่นดินอยู่มาก..." 

ในการเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อปี พ.ศ. 2452 ทรงบรรยายลักษณะของเมืองราชบุรีไว้ว่า "...เมืองราชบุรีแลเห็นแปลกกว่าแต่ก่อนนั้นคือตึกตลาดที่ทำแล้วเสร็จ ถัดไปก็ศาล ๆ นี้ใหญ่โตสูงตระหง่านผิดกว่าที่อื่น ตามแถบที่ตั้งเตาปูนแต่ก่อนราย ๆ กันอยู่นั้น เดี๋ยวนี้ติดตั้งกันตลอดคุ้งน้ำ ซ้อนกัน 2 ชั้น 3 ชั้น ฟากตะวันออกก็มี เห็นจะเป็นปูนขาวที่ใช้การที่กรุงเทพ ฯ มากขึ้น จึงได้เผาปูนทวีขึ้นหลายเท่า 

" ...เวลาเช้าได้ขึ้นรถเจ็กไปดูแถวตลาดถนนริมน้ำ ตั้งแต่หน้าบ้านเทศาไปได้ถมศิลาเขาหลามลงแน่นเรียบร้อยดีตลอด ตลอดจนที่ว่าการมณฑล... ตึกตลาดพระคลังข้างที่นั้นติดแน่นหนาดีมาก ตัวตลาดของวัดยังไม่พอที่จะขยายยังติดเกะกะต่าง ๆ ด้านหลังเป็นตึกเก่าที่จะต้องรื้อ ด้านหน้าก็เป็นโรงตำรวจภูธร ซึ่งจะย้ายไปไหนก็ยังไม่ได้ ที่พักมิชชันนารีเข้าไปอยู่ระหว่าง ...พิเคราะห์ดูตึกรามที่ทำ ๆ ไว้ ก็เป็นเรื่องน่าสังเวช แต่จะทนสู้เรือนฝากระดานก็ไม่ได้ เพราะเหตุที่ทำตึก แต่ไม่รู้วิธีทำตึก ปลูกสร้างขึ้นเหมือนยังเรือนไม้ง่อนแง่น กำมะลอไปทั้งนั้น ตึกสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งเป็นที่ว่าการทั้งใหญ่ทั้งโต ก็ต้องมุงจากทับกระเบื้อง..."

เมื่อได้มีการจัดระเบียบการปกครองหัวเมืองขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2437 เรียกว่าระบอบมณฑลเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี ประกอบด้วยเมือง 6 เมืองด้วยกันคือ เมืองราชบุรีเป็นที่ตั้งศาลาว่าการมณฑล เมืองกาญจนบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองปราณบุรี และเมืองประจวบคีรีขันธ์

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเมืองราชบุรีหลายครั้ง เพื่อกิจการซ้อมรบเสือป่า นอกจากนั้นในช่วงต้นรัชสมัยของพระองค์ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยุบหัวเมืองในมณฑลราชบุรีให้เหลือ 5 หัวเมือง โดยรวมเมืองปราณบุรีเข้ากับเมืองประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2458 มีการรวมมณฑลต่าง ๆ เข้าเป็นภาค โดยมีอุปราชเป็นผู้บังคับบัญชาและมีอำนาจเหนือสมุหเทศาภิบาล บริหารงานขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มณฑลราชบุรีจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาคกลางของประเทศไทย

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการประกาศยุบมณฑลมาเป็นจังหวัด ทำให้ราชบุรีเปลี่ยนสภาพมาเป็นจังหวัดตั้งแต่นั้นมา

ที่มา : หอมรดกไทย

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Ratchaburi map
รูปที่ 6 ที่ตั้งจังหวัดราชบุรี รูปที่ 7 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดราชบุรี

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

จังหวัดราชบุรีตั้งอยู่ในภาคกลางด้านทิศตะวันตก มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศพม่า โดยมีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นแนวพรมแดนสันปันน้ำ ระยะความยาว 73 กิโลเมตร ชุมชนเมืองราชบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 100 กิโลเมตร มีแม่น้ำแม่กลองเป็นแม่น้ำสายหลักไหลผ่านในเขตจังหวัด

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดกาญจนบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับสหภาพพม่า

 

ภูมิประเทศ

พื้นที่ภูเขาสูง อยู่บริเวณชายแดนด้านตะวันตกติดกับประเทศพม่า และด้านใต้ติดกับจังหวัดเพชรบุรี มีสภาพเป็นเทือกเขาสูง อุดมไปด้วยป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าไผ่ ในระดับความสูง ตั้งแต่ 200 เมตร ถึง 1,400 เมตร ในเขตอำเภอสวนผึ้ง กิ่งอำเภอบ้านคา และอำเภอปากท่อด้านตะวันตก

พื้นที่ราบสูง ได้แก่บริเวณถัดจากเทือกเขามาทางด้านตะวันออก กลางของพื้นที่จังหวัดป็นที่ราบสูงและที่เนินลอนลาด มีแม่น้ำภาชี และลำห้วยสาขา เป็นสายน้ำหลัก สภาพเนื้อดิน เป็นดินปนทรายมีการชะล้างพังทลายของหน้าดินค่อนข้างสูงถึงปานกลาง อยู่ในเขตอำเภอสวนผึ้ง กิ่งอำเภอบ้านคา อำเภอจอมบึง และด้านตะวันตกของอำเภอปากท่อ อำเภอเมืองราชบุรี อำเภอโพธาราม และอำเภอบ้านโป่ง

ที่ราบลุ่ม ได้แก่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง และด้านตะวันออกของพื้นที่จังหวัด เนื้อดินเป็นดินร่วนและดินร่วนปนดินเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์ มีระบบชลประทานแม่กลอง ที่เป็นระบบชลประทานขนาดใหญ่มากด้วย

ที่ราบลุ่มต่ำ ได้แก่ตอนปลายของแม่น้ำแม่กลองที่ติดต่อกับจังหวัดสมุทรสงคราม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกลางเพียง 1-2 เมตร ดินจะมีความสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำสวนผักผลไม้

ภูมิอากาศ

จังหวัดราชบุรีตั้งอยู่ในเขตที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย แต่การที่มีเทือกเขาตะนาวศรีบังไว้อยู่ ทำให้เป็นที่อบฝน คือ อำเภอสวนผึ้ง อำเภอบ้านคา และอำเภอจอมบึง มีฝนตกน้อยและเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีฝนตกน้อยที่สุดในประเทศ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,000-1,250 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ27 องศาเซลเซียส สูงสุดเดือนเมษายน-พฤษภาคมประมาณ 36 องศาเซลเซียส และต่ำสุดในเดือนธันวาคม-มกราคม ประมาณ 18 องศาเซลเซียส ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน โดยตกหนักที่สุดในเดือนกันยายน และทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายนและสิงหาคมฝนส่วนใหญ่จะถูกพัดเลยไปตกในแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และด้านตะวันออกของพื้นที่จังหวัดอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 13-38 องศาเซลเซียส แต่ในฤดูหนาวบริเวณเชิงเขาหรือหุบเขาในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง และอำเภอบ้านคาจะมีสภาพอากาศหนาวมาก เฉลี่ย 8-15 องศาเซลเซียส และเป็นจังหวัดที่มีปริมาณโอโซนมากที่สุดติดอันดับของโลก

การเดินทาง

  1. รถยนต์ เส้นทางสายเก่า สายเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านบางแค-อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่-นครชัยศรี-นครปฐม-ราชบุรีเส้นทางสายใหม่ เส้นทางหลวงหมายเลข 338 จากกรุงเทพฯ-พุทธมณฑล-นครชัยศรีเข้าถนนเพชรเกษมบริเวณอําเภอนครชัยศรีก่อนถึงตัวเมืองนครปฐมประมาณ 16 กิโลเมตร จากนั้นใช้ ถนนเพชรเกษมตรงไปตัวเมืองราชบุรี
  2. รถโดยสารประจำทาง บริษัท ขนส่ง จํากัด มีบริการเดินรถจากสถานีขนส่งสายใต้ไปจังหวัดราชบุรีทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง นอกจากนี้จากสถานีขนส่งราชบุรีมีรถโดยสารไปยังจังหวัดใกล้เคียง คือ นครปฐม กาญจนบุรีสมุทรสงคราม และเพชรบุรี
  3. รถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟหัวลําโพงและสถานรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ทุกวันใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

 

การปกครองแบ่งออกเป็น 10 อําเภอ 104 ตําบล 25 เทศบาล และ 975 หมู่บ้าน

Amphoe
  1. อำเภอเมืองราชบุรี
  2. อำเภอจอมบึง
  3. อำเภอสวนผึ้ง
  4. อำเภอดำเนินสะดวก
  5. อำเภอบ้านโป่ง
  6. อำเภอบางแพ
  7. อำเภอโพธาราม
  8. อำเภอปากท่อ
  9. อำเภอวัดเพลง
  10. อำเภอบ้านค
รูปที่ 8 อำเภอในจังหวัดราชบุรี

 

เขตการปกครอง

ลำดับ อำเภอ พื้นที่ (ตร.ก.ม.) ตำบล (แห่ง) หมู่บ้าน (แห่ง) เทศบาล (แห่ง)
1 เมืองราชบุรี 418.481  22 165  4
2 จอมบึง 864.855 91 
3 สวนผึ้ง 903.262 38 
4 ดำเนินสะดวก 184.744 13  88 
5 บ้านโป่ง 292.865 15  151 
6 บางแพ 141.235 45 
7 โพธาราม 392.096 19  122 
8 ปากท่อ 774.646 12  86 
9 วัดเพลง 40.873 29 
10 บ้านคา 906.326  40 
 
การบริหารราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นในจังหวัด
การจัดองค์กรบริหารราชการส่วนภูมิภาค มีหน่วยงานราชการที่อยู่ในความควบคุมดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด ประกอบด้วย
ส่วนราชการในระดับจังหวัด แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคประจำจังหวัด จํานวน 30 หน่วยงานและหน่วยราชการบริหารส่วนกลางจํานวน 66 หน่วยงาน
 
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย
 
องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
เทศบาลเมือง 3 แห่ง
  • ได้แก่ เทศบาลเมืองราชบุรี เทศบาลเมืองบ้านโป่ง เทศบาลเมืองโพธาราม
เทศบาลตำบล 25 แห่ง
  • อําเภอเมืองราชบุรี 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลหลักเมือง เทศบาลตำบลเขางู เทศบาลตำบลห้วยชินสีห์
  • อําเภอบ้านโป่ง 5 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลท่าผา เทศบาลตำบลกระจับ เทศบาลตำบลห้วยกระบอก เทศบาลตำบลกรับใหญ่
  • อําเภอโพธาราม 6 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลบ้านเลือก เทศบาลตำบลหนองโพ เทศบาลตำบลเจ็ดเสมียน เทศบาลตำบลเขาขวาง เทศบาลตำบลบ้านสิงห์ เทศบาลตำบลบ้านฆ้อง
  • อําเภอดำเนินสะดวก 2 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลดำเนินสะดวก เทศบาลตำบลศรีดอนไผ่
  • อําเภอปากท่อ 2 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลปากท่อ
  • อําเภอจอมบึง 2 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลจอมบึง เทศบาลตำบลด่านทับตะโก
  • อําเภอบางแพ 2 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลบางแพ เทศบาลตำบลโพหัก
  • อําเภอวัดเพลง 1 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลวัดเพลง
  • อําเภอสวนผึ้ง 2 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลสวนผึ้ง เทศบาลตำบลชัฏป่าหวาย
องค์การบริหารส่วนตำบล 83 แห่ง
  • อําเภอเมืองราชบุรี 18 แห่ง ได้แก่ อบต.เจดีย์หัก อบต.ดอนตะโก อบต.คูบัว อบต.บ้านไร่ อบต.บางป่า อบต.คุ้งกระถิน อบต.คุ้งนาวน อบต.น้ําพุ อบต.หลุมดิน อบต.หินกอง อบต.สามเรือน อบต.หนองกลางนา อบต.ดอนแร่ อบต.ห้วยไผ่ อบต.เขาแร้ง อบต.ท่าราบ อบต.พิกุลทอง อบต.เกาะพลับพลา
  • อําเภอบ้านโป่ง 11 แห่ง ได้แก่ อบต.สวนกล้วย อบต.เบิกไพร อบต.หนองปลาหมอ อบต.คุ้งพะยอม อบต.เขาขลุง อบต.ดอนกระเบื้อง อบต.หนองกบ อบต.นครชุมน์ อบต.บ้านม่วง อบต.ลาดบัวขาว อบต.หนองอ้อ อบต.ปากแรต
  • อําเภอโพธาราม 13 แห่ง ได้แก่ อบต.หนองกวาง อบต.เตาปูน อบต.ท่าชุมพล อบต.บางโตนด อบต.หนองโพ อบต.ชําแระ อบต.คลองตาคต อบต.ดอนทราย อบต.คลองข่อย อบต.สร้อยฟ้า อบต.เขาชะงุ้ม อบต.ธรรมเสน อบต.ดอนกระเบื้อง
  • อําเภอดำเนินสะดวก 11 แห่ง ได้แก่ อบต.ดอนกรวย อบต.ดอนคลัง อบต.ประสาทสิทธิ์ อบต.ดอนไผ่ อบต.ขุนพิทักษ์ อบต.บ้านไร่ อบต.ท่านัด อบต.ตาหลวง อบต.บัวงาม อบต.แพงพวย อบต.สี่หมื่น
  • อําเภอปากท่อ 10 แห่ง ได้แก่ อบต.ทุ่งหลวง อบต.หนองกระทุ่ม อบต.ดอนทราย อบต.ปากท่อ อบต.ป่าไก่ อบต.อ่างหิน อบต.วังมะนาว อบต.วัดยางงาม อบต.บ่อกระดาน อบต.ยางหัก อบต.ห้วยยางโทน
 

ผู้บริหารจังหวัด

2184

นายชนม์ชื่น บุญญานุสาสน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี
ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554

long long11 long2


นายปิติธรรม ฐิติมนตรี

รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี
ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555


นายสุรพล แสวงศักดิ์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี
ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555


นายณรงค์ ครองชนม์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี
ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553

 

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด   นายณรงค์ศักดิ์ เฉลิมเกียรติ
โทรศัพท์ 0-3233-7890, 0-3232-7659 สื่อสารมท. 61620
08-9203-4073

สำนักงานจังหวัดราชบุรี
(ศาลากลางจังหวัดราชบุรี ชั้น 1, 2 ถ.อำเภอ ต.หน้าเมือง อ.เมืองฯ จ.ราชบุรี 70000)
โทรศัพท์/โทรสาร 0-3233-7890, 0-3232-7659 - 60, 0-3232-2677 มท. 61720-1  www.ratchaburi.go.th

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดราชบุรีมีเขตการเลือกตั้งแบ่งเป็น 2 เขต ประกอบด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 1 อําเภอบ้านโป่ง อําเภอโพธาราม
อําเภอดำเนินสะดวก อําเภอบางแพ
อําเภอจอมบึง
1. นางสาวปรีชญา ขำเจริญ
2. นางสาวปารีณา ปาจรียางกูร
3. นายยศศักดิ์ ชีววิญญู
เขตเลือกตั้งที่ 2 อําเภอเมืองราชบุรี อําเภอปากท่อ
อําเภอวัดเพลง อําเภอสวนผึ้ง
อําเภอบ้านคา
1. นายสามารถ พิริยะปัญญาพร
2. นายมานิต นพอมรบดี 


สมาชิกวุฒิสภา

image009

นายเกชา  ศักดิ์สมบูรณ์

จังหวัดราชบุรีมีจํานวนประชากร ณ 15 มีนาคม 2554 จํานวน 848,086 คน จําแนกเป็นชาย 414,586 คน หญิง 433,500 คน จํานวนครัวเรือน 270,230 ครัวเรือน

8 เชื้อชาติในราชบุรี

ประชากรในจังหวัดราชบุรีมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์อันเป็นลักษณะเด่นของจังหวัดที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล ทั้งนี้เพราะสภาพภูมิประเทศที่เสริมให้เมืองราชบุรีเป็นอู่รวมทางวัฒธรรม เป็นเมืองที่ผู้คนทั้งจากดินแดนโพ้นทะเลและชาวพื้นเมืองอีกหลายกลุ่มที่อยู่อาศัยบริเวณชายแดนระหว่างไทย และประเทศสหภาพพม่าอพยพเข้ามาตั้งรกรากเมืองราชบุรีจึงประกอบด้วยชนหลายเชื้อชาติ แต่ละเชื้อชาติมีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมและประเพณี ประชากรของจังหวัดราชบุรีเท่าที่สืบค้นได้ในปัจจุบัน แบ่งตามสายเชื้อชาติได้ดังนี้

1. คนไทยภาคกลางพื้นถิ่น

คนไทยภาคกลางพื้นถิ่นที่จังหวัดราชบุรีเห็นเด่นชัดที่ชุมชนบ้านโพหัก ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ คนที่รู้จักโพหักรวมทั้งคนโพหักดั้งเดิม ต่างยอมรับว่า คนโพหักเป็นไทยแท้ สังเกตได้จากสำเนียงภาษาที่แปลกว่าท้องถิ่นอื่นในจังหวัดราชบุรี เช่น ใช้คำนำหน้าชื่อผู้หญิง "ออ" อาทิ ออแดง ออนุ่น เป็นต้น บางคนกล่าวว่าคำเหล่านี้เป็นคำไทยแท้แต่โบราณ

2. ชาวไทยจีน

ชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มชนที่มีบทบาททางเศรษฐกิจต่อเมืองราชบุรีอย่างมาก G.Williaw Skinner ผู้ศึกษาเรื่องราวของชาวจันในประเทศไทยระบุว่าใน พ.ศ. ๒๔๕๐ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นช่วงที่ชาวจีนอพยพเข้ามายังดินแดนประเทศไทยมากที่สุด ชาวจีนที่อพยพเข้ามาสารถแยกออกเป็น ๕ กลุ่มตามสำเนียงการพูด ได้แก่ ชาวจีนกลุ่มแต้จิ๋ว จีนแคะ ไหหลำ กวางตุ้ง และฮกเกี้ยน ชาวจีนเหล่านี้กระจายกันอยู่ในเขตอำเภอเมืองราชบุรี อำเภอดำเนินสะดวก อำเภอบ้านโป่ง และอำเภอโพธาราม

3. ชาวไท - ยวน

ชาวยวนมีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางแถบอาณาจักรล้านนา ดินแดนทางตอนเหนือของประเทศไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้มีพระราชบัญชาให้กองทัพกรมหลวงเทพหริรักษ์ กองทัพเมืองเวียงจันทน์ พร้อมด้วยกองทัพเมืองล้านา ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงแสนใน พ.ศ.๒๓๔๗ ขณะนั้นเมืองเชียงแสนถูกพม่ายึดไว้ เมื่อยึดเมืองเชียงแสนได้และไล่ตีทัพพม่าแตกไปแล้วกองทัพจากกรุงเทพฯ ก็ได้รื้อกำแพงเผาบ้านเมืองแล้วกวาดครัวชาวเมืองราง ๒๓,๐๐๐ คนเศษ อพยพลงมาทางใต้ แบ่งครัวออก เป็น ๕ ส่วนหนึ่งให้อยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนที่สองอยู่ที่เมืองนครลำปาง ส่วนที่สามอยู่ที่เมืองน่าน ส่วนที่สี่อยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ ส่วนสุดท้ายพาลงมากรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สระบุรีบ้าง ราชบุรีบ้าง

ชาวยวนที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองราชบุรีนั้น พากันตั้งบ้านเรือนบริเวณริมฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง ห่างจากเมืองราชบุรีปัจจุบันไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๒ กิโลเมตร เรียกว่าบ้านไร่นที ต่อมามีการขยายครัวเรือนออกไปจากที่เดิมอีกหลายพื้นที่ อาทิ ตำบลคูบัว ตำบลดอนตะโก ตำบลดอนแร่ ฯลฯ อำเภอเมืองราชบุรี ตำบลหนองโพ ตำบลบางกระโด ฯลฯ อำโพธาราม และตำบลหนองปลาหมอ เป็นต้น

4. ชาวไทยมอญ

ชาวมอญอพยพเข้าสู่ประเทศไทย มีหลักฐานปรากฏครั้งแรงเมื่อ พ.ศ.๒๑๒๗ หลักจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพเมืองแคลง ครั้งนั้นพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยาเกียรติ พระยารามได้พาสมัครพรรคพวกชาวมอญตามเสด็จกลับมากรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นก็มีการอพยพต่อมาอีกหลายครั้งให้สมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ ชาวมอญในจังหวัดราชบุรีตั้งถิ่นฐานบริเวณสองฝั่งแม่น้ำ แม่กลองในเขตอำเภอโพธารามและอำเภอบ้านโป่ง

5. ชาวไทยกะเหรี่ยง

ชาวไทยกะเหรี่ยงในจังหวัดราชบุรีตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณชายแดนใกล้เทือกเขาตะนาวศรี มีผู้สันนิษฐานว่ากะเหรี่ยงกลุ่มราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ น่าจะอพยพโยกย้ายมาจากเมืองทวายในพม่า ชาวกะเหรี่ยงรุ่นเก่าที่อยู่ในตำบลสวนผึ้งเล่าต่อกันมาว่าราว ๒๐๐ ปีเศษผ่านมาแล้ว ได้ถูกพม่ารุกรานจึงพากันอพยพข้ามเทือกเขาตะนาวศรีเข้าชายแดนไทยทางอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี แล้วแยกย้ายกันไปอยู่ที่จังหวัดราชบุรีอพยพมาอยู่ที่บ้านเก่ากะเหรี่ยงและบ้านหนองกะเหรี่ยง (บ้านหนองนกกระเรียน) แล้วโยกย้ายต่อมาทางตะวันตกจนถึงลำน้ำภาชี ตั้งบ้านเรือนอยู่ในอำเภอสวนผึ้ง และกิ่งอำเภอบ้านคาส่วนอีกสายแยกลงไปทางใต้ถึงต้นน้ำเพชรบุรี

กะเหรี่ยงที่อยู่ในอำเภอสวนผึ้งและกิ่งอำเภอบ้านคา กระจายอยู่ในตำบลสวนผึ้ง ตำบลบ้านบึง ตำบลบ้านคา และตำบลตะนาวศรี นอกจากนี้ยังอยู่ที่ตำบลยางหักอำเภอปากท่ออีกด้วย

6. ชาวไทยลาวโซ่ง

ชาวลาวโซ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างญวนกันอาณาจักรหลวงพระบาท ซึ่งทำสงคราม รุกรานกันอยู่เป็นประจำชาวลาวโซ่งจึงต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีภัยสงคราม บางกลุ่มโยกย้ายไปอยู่ในถิ่นญวน บางกลุ่มย้ายเข้าไปอยู่ในอาณาจักรหลวงพระบาท ทั้งไปเองโดยสมัครใจและถูกกวาดต้อนไป รวมทั้งการอพยพเขามายังดินแดนประเทศไทยด้วย

ลาวโซ่งที่เข้ามายังประเทศไทยในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตาสินมหาราชโปรดให้ตั้งบ้านเรื่อนอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรีต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดให้ชาวลาวโซ่งที่อพยพเข้ามาใหม่ตั้งหลักแหล่งที่บ้านหนองปรงอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ภายหลังเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ชาวลาวโซ่งจึงพากันอพยพโยกย้ายไปตั้งหลักแหล่งในพื้นที่ใกล้เคียงและขยายออกไป ส่วนหนึ่งเข้ามาตั้งหลักแหล่งในจังหวัดราชบุรี ที่บ้านตลาดควาย อำเภอจอมบึง บ้าดอนคลัง บ้านบัวงาน บ้านโคกตับเป็ด อำเภอดำเนินสะดวก บ้านดอนคา บ้านตากแดด บ้านดอนพรม อำเภอบางแพ และที่บ้านเขาภูทอง อำเภอปากท่อ

7. ชาวไทยลาวตี้

ชาวลาวตี้หรือชาวไทยลาวเวียน เป้นกลุ่มคนที่มีเชื้อสายลาวจากเมืองเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองราชบุรีตั้งแต่สมัยธนบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์โดยตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ห่างจากฝั่งแม่น้ำแม่กลองด้านทิศตะวันออกราว ๒ กิโลเมตร ที่เขาแร้ง อำเภอเมืองราชบุรี บ้านฆ้อง บ้านบ่อมะกรูด บ้านเลือก บ้านสิงห์ บ้านกำแพงเหนือ บ้านกำแพงใต้ บ้านดอนทราย บ้านหนองรี บ้านบางลาน ในอำเภอโพธาราม บ้านดอนเสลา บ้านหนองปลาดุก บ้านหนองอ้อ บ้านฆ้องน้อย ในอำเภอบ้านโป่ง นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มที่อำเภอจอมบึง ในเขตบ้านนาสมอ บ้านสูงเนิน บ้านทำเนียบ บ้านเกาะ บ้านหนอง บ้านเก่า บ้านวังมะเดื่อ เป็นต้น

8. ชาวไทยเขมร

ชาวเขมรลาวเดิมเป็นชื่อเรียนประชากรกลุ่มหนึ่งของจังหวัดราชบุรีที่ไม่มีเอกสารหลักฐานใดๆ กล่าวถึงถิ่นกำเนิดเดิมและสาเหตุของการอพยพครัวเข้าอยู่ในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากคำบอกจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บางคนว่า ถูกกวาดต้อนมาจากทางเหนือปัจจุบันชาวเขมรลาวเดิมตั้งบ้านเรือนกระจายในหลายท้องที่ของจังหวัด ได้แก่ ในท้องที่บางส่วนของตำบลคุ้มกระถิน และตำบลคุ้งน้ำวน เขตอำเภอเมืองราชบุรี อำเภอปากท่อ ที่ตำบลวัดยางงาน หมู่ ๓ บ้านกอไผ่ ตำบลบ่อกระดาน ที่บ้านบ่อตะคร้อ บ้านหัวถนน และบางส่วนของตำบลดอนทราย ที่หมู่บ้านหนองจอก อำเภอวัดเพลง ที่ตำบลวัดเพลงบริเวณวัดศรัทธาราษฎร์บ้านบางนางสูญ ตำบลเกาะศาลพระ ที่บ้านคลองขนอน คลองพะเนาว์ บ้านโคกพริก อำเภอบางแพ ที่ตำบลหัวโพ บ้านดอนมะขามเทศ ตำบลวังเย็น ที่บ้านเตาอิฐ บ้านหนองม่วง ตำบลวัดแก้ว ที่บ้านเสาธง บ้านทำนบ ตำบลบางแพ ที่บ้านท่าราบ ฯลฯ

จังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก จากการประมาณในไตรมาสแรกในปี 2553 ของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ราชบุรีมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด(GPP) คิดเป็นมูลค่า 120,200 ล้านบาท มากเป็นอันดับ 17 ของประเทศ และมีรายได้ต่อประชากร (GPP PER CAPITA) สูงถึง 144,062 บาท เป็นอันดับที่ 13 ของประเทศ

จังหวัดราชบุรีมีการลงทุนทางอุตสาหกรรมถึง 1,100 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคมีธุรกิจการค้าประเภทสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรเป็นโครงสร้างหลักทางเศรษฐกิจ โดยมีศูนย์กลางตลาดผักผลไม้ในภูมิภาค โดยเป็นหนึ่งในตลาดกลางสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีตลาดสดและตลาดนัดในท้องที่ต่าง ๆ ควบคู่กับการเลี้ยงปศุสัตว์ และโรงงานอาหารสัตว์ ที่มีมากในเขตอำเภอปากท่อ และอำเภอโพธาราม และยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมน้ำตาล และอุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น โดยจังหวัดราชบุรีเป็น 1 ใน 14 จังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทยศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญจะกระจายอยู่ในพื้นที่เมืองใหญ่ ได้แก่ เมืองราชบุรี และเมืองบ้านโป่ง เป็นต้น โดยเป็นที่ตั้งศูนย์และสำนักงานสาขาในเขตภูมิภาคของบริษัทชั้นนำหลายๆ แห่ง เช่น ปตท. โตโยต้า เป็นต้น อีกทั้งเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เฉลี่ยปีละประมาณ 5-6 % ทำให้มีการลงทุนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น ศูนย์การค้า โครงการที่อยู่อาศัย บริษัท ห้างร้านต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ จังหวัดราชบุรีมีอู่ต่อรถโดยสารมากประมาณ50กว่าอู่ มีชื่อเสียงมากในเรื่องการต่อรถโดยสาร เป็นที่แรกๆที่กำเนิดรถโดยสารของประเทศซึ่งเป็นยนตกรรมทำด้วยมือก็ว่าได้

ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ

ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งน้ำ

(1) ทรัพยากรป่าไม้ มีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ประมาณ 1,239,236 ไร่ หรือ 38.16% ของพื้นที่จังหวัด ป่าไม้ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เขาและเทือกเขาตะนาวศรี

(2) แหล่งน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติที่สําคัญ ได้แก่

แม่น้ำแม่กลอง ไหลผ่านจังหวัดราชบุรีในเขตอําเภอบ้านโป่ง โพธาราม เมืองฯ และดําเนินสะดวก รวมความยาวในเขตจังหวัดราชบุรี 67 กิโลเมตร

แม่น้ำแควอ้อม เป็นสาขาของแม่น้ำแม่กลองในเขตอําเภอเมืองฯ และอําเภอวัดเพลง แม่น้ำภาชี ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาตะนาวศรีในเขตอําเภอบ้านคา ไหลผ่านอําเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี มีคลองดําเนินสะดวกที่ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อเชื่อม แม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง โดยเริ่มจากตําบลบางยาง อําเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ผ่านอําเภอดําเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี บรรจบกับแม่น้ำแม่กลองที่ตําบลบางนกแขวก อําเภอบางคนฑี จังหวัดสมุทรสงคราม มีความยาวตลอดลำคลอง 35 กิโลเมตร และลําคลองสาขาอีกกว่า 200 คลอง

(3) พื้นที่ในเขตชลประทานแม่กลองใหญ่ เขื่อนแม่กลอง ซึ่่งทดน้ำแม่กลองตั้งอยู่ในเขตอำเภอท่าม่วง จังหวดกาญจนบุรี ก่อให้เกิดคลองส่งน้ำสายใหญ่เพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค การเก็บกักน้ำ การระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วมในเขตจังหวัดราชบุรีครอบคลุมพื้นที่ 868,680 ไร่

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดราชบุรี พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, RATCHABURI PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 630,670 638,323 645,453 656,939 673,161 674,606 677,115 683,127 699,686
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 451,769 456,784 465,528 493,587 504,192 501,759 498,108 510,496 515,301
  ผู้มีงานทำ 442,453 448,687 456,025 486,649 495,765 494,267 489,936 502,854 511,377
  ผู้ว่างงาน 8,793 7,361 9,176 6,307 7,795 7,492 7,848 7,627 3,151
  ผู้ที่รอฤดูกาล 523 736 327 631 632  - 324 16 772
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 178,901 181,539 179,925 163,352 168,970 172,848 179,007 172,631 184,384
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 304,463 308,393 311,788 311,210 312,640 313,247 319,447 327,737 336,300
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 238,539 243,356 250,052 259,408 254,757 255,573 263,014 273,628 270,107
  ผู้มีงานทำ 234,084 238,115 243,996 255,602 251,182 250,643 259,032 269,055 267,755
  ผู้ว่างงาน 4,127 4,876 5,887 3,664 3,268 4,930 3,944 4,572 1,863
  ผู้ที่รอฤดูกาล 328 365 169 142 307  - 39  - 490
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 65,924 65,037 61,736 51,802 57,884 57,674 56,433 54,110 66,192
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 326,207 329,930 333,665 345,729 360,521 361,360 357,668 355,389 363,386
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 213,230 213,428 215,476 234,180 249,435 246,186 235,094 236,869 245,194
  ผู้มีงานทำ 208,369 210,572 212,029 231,047 244,582 243,624 230,904 233,799 243,622
  ผู้ว่างงาน 4,666 2,486 3,289 2,643 4,528 2,562 3,904 3,055 1,289
  ผู้ที่รอฤดูกาล 195 371 158 490 325  - 286 16 283
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 112,977 116,502 118,189 111,549 111,086 115,174 122,574 118,521 118,192

 

ที่มา: การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

งานเทศกาลองุ่นหวานและตลาดน้ำดำเนินสะดวก
เป็นงานที่อำเภอดำเนินสะดวกจัดขึ้นมา เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าทางการ เกษตร โดยเฉพาะองุ่นที่มีปลูกกันมากในอำเภอดำเนินสะดวก และเป็นองุ่นที่มี รสหวานอร่อยที่สุดของประเทศ นอกจากองุ่นที่มีคุณภาพแล้วยังมีสินค้าทาง เกษตรอื่น ๆ ให้ได้ชมซื้อหาในราคาถูกอีกด้วย เช่น มะพร้าวน้ำหอม ส้มโอ ล้นจี่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการประกวดธิดาองุ่นหวาน การประกวดสินค้าทางการ เกษตร งานนี้จะจัดในราวเดือนมีนาคม-เมษายน

ประเพณีกินข้าวห่อ หรืออั๊งหมี่ทอง
เป็นพิธีสู่ขวัญมีขึ้นในเดือน 9 ชาวกะเหรี่ยงถือว่าเดือนเก้าเป็นเดือนไม่ดี บรรดา วิญญาณชั่วร้ายจะออกหากิน และจะกิน ขวัญ" ทำให้เจ็บป่วย และอาจถึงแก่ ชีวิต นิยมจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ แต่ถ้าบางบ้านไม่สะดวกก็เปลี่ยนเป็นวันอื่นได้ใน เดือนเก้า ในพิธีมีการ "ต้มข้าวห่อ" เลี้ยงกัน ข้าวห่อคือ ข้าวเหนียวห่อเป็น รูปกรวย แล้วนำมาต้มให้สุกคล้ายขนมจ้างสมัยก่อน เวลารับประทานใช้จิ้มน้ำ ผึ้ง ปัจจุบันใช้จิ้มมะพร้าวขูด ในวันต้มข้าวห่อนี้จะมีพิธีสู่ขวัญด้วย เริ่มด้วยการ เคาะไม้เป่าแคน เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน จากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวจะ ใช้เชือกแดงผูกข้อมือให้ลูกหลาน เพื่อความเป็นสิริมงคล

หนังใหญ่วัดขนอน
วัดขนอนอยู่ห่างจากตัวอำเภอโพธารามประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นที่เก็บรักษาหนังใหญ่กว่า 300 ตัว ซึ่งยังคงอยู่ในสภาพ ที่สมบูรณ์นับเป็นมหรสพไทยที่เก่าแก่และหาดูได้ยาก

เมืองโบราณที่บ้านคูบัว
กรมศิลปากรได้ขุดค้นและศึกษาเรื่องเมืองโบราณที่คูบัว ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ มากมาย เช่น เศียรพระพุทธรูปสมัยโบราณต่างๆ ซึ่งหลักฐานต่างๆ เหล่านี้ได้ตั้ง แสดงที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และมีบางส่วน เก็บรักษาไว้ที่วัดโขลง ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี จากการศึกษาและค้นคว้าเมืองโบราณที่คูบัวนี้ ทำให้ทราบว่าได้รับอิทธิพลศิลปกรรมจากช่างสมัยราชวงศ์คุปตะ ประเทศอินเดีย และมีหลักฐานที่แสดงให้ทราบว่า พระพุทธ ศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในประเทศไทยมากกว่า 1,000 ปี มาแล้ว

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

city-pole-shrine


อยู่ในบริเวณกรมการทหารช่างราชบุรี ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 600 เมตร เป็นหลักเมืองเก่าที่สร้างในสมัย พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

เขาหลวง
อยู่ในตำบลอ่างทอง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี บนยอดเขามีพระพุทธรูป สร้างด้วยหิน มีความศักดิ์สิทธิ์ประชาชนเคารพ นับถือมาก เป็นที่ชุมนุมนัดหมายกันมานมัสการในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี เป็นเวลา 200 กว่าปีมาแล้ว

เขาน้อย
เป็นที่ตั้งของวัดเขาน้อยเทียม สวรรค์เป็นวัดเก่าแก่ พระอุโบสถหลังเก่าสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป 2 องค์ ประทับนั่งหันหลังให้กัน เป็นพระที่สร้างด้วยศิลาแลง ชาวบ้านเรียก หลวงพ่อเขาน้อย และเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์

เขาวัง

bot2


เดิมชื่อว่า เขาวัดสัตตนาถ เป็นภูเขาลูกย่อมๆ สูงประมาณ 44 เมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร มีทางรถยนต์จากเชิงเขาถึงยอดเขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างพระราชวังบน เขานี้เหมือนอย่างที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดฯ ให้รับราชทูตฝั่งเศสที่นารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรี พระราชวังบนเขาวังนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประทับครั้งเดียว เมื่อ พ.ศ. 2420 เพื่อออกรับราชทูตโปรตุเกส หลังจากนั้น ไม่ได้เสด็จไปประทับอีกเลยจนตลอดรัชกาลต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ อุทิศให้เป็นธรณีสงฆ์ ซึ่งได้มีผู้มีศรัทธาได้ ซ่อมแซมบางส่วนดัดแปลงตำหนักต่างๆ เป็นโบสถ์และกุฏิสงฆ์ ต่อมา ได้ยกขึ้นเป็นวัดเรียกว่า วัดเขาวัง

เขาแก่นจันทน์

buddha


เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในจังหวัด มีถนนตัดขึ้นไปถึงยอดเขา บนยอดเขามีวิหารประดิษฐานพระพุทธ นิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ เป็น 1 ใน 4 องค์ ของพระ 4 มุมเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น แล้วพระราชทานไปประดิษฐาน ณ เมืองรอบนอกพระนคร อันได้แก่ ราชบุรี ลำปาง ปราจีนบุรี และพัทลุง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี

museum


ตั้งอยู่ริมถนนวรเดช มีลักษณะการจัดการแสดงทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์วิทยา ธรณีวิทยา ศิลปะพื้นบ้าน รวมทั้งการจัดแสดงตัวอย่างวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของลาวโซ่ง กระเหรี่ยง และไทยวน ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวทาง วัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างพร้อมมูล

ถ้ำเขาบิน

cave-khaobin


ตั้งอยู่บนรอยต่อของสองอำเภอคือ อำเภอเมือง และอำเภอจอมบึง ถ้ำเขาบินตั้งอยู่ใน เทือกเขาบิน ซึ่งมีความสูงประมาณ 200 เมตร เป็นถ้ำที่มีหินย้อยสวยงามมาก สามารถจินตนาการเป็นรูปสัตว์ต่างๆ หลายชนิด สุดปลายถ้ำมีหินย้อยเป็นรูปนกตัวใหญ่กำลังกางปีกอันเป็นที่มาของชื่อถ้ำเขาบิน

สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีภาคกลาง
ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาประทับช้างปากทางเข้าถ้ำเขาบิน ท้องที่อำเภอเมือง และอำเภอจอมบึง สภาพโดยทั่วไปเป็นป่าไม้ร่มรื่นทำให้สัตว์ป่าและฝูงนกเข้า มาอาศัยอยู่ สวนพฤกษศาสตร์นี้ ได้ตกแต่งสวนไว้อย่างสวยงามเหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ

ถ้ำจอมพล

cave


ถ้ำจอมพลอยู่ในบริเวณสวนรุกขชาติ เดิมถ้ำจอมพลมีชื่อว่าถ้ำมุจลินทร์ ถ้ำนี้อยู่ในเขา ชื่อเขากลางเมือง มีฝูงลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม มีป้ายบอกชื่อไว้ อย่างชัดเจน เช่น สร้อยระย้า ผาวิจิตร แส้จามรี บรมอาสน์ ธาตุเนรมิต มัสยาสถิตย์ ประสิทธิ์เทวา และเกศาสยาม นอกจากนี้ภายในถ้ำยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธไสยาสน์ มีงานฉลองกันเป็นประจำทุกปีในหน้าแล้ง เมื่อปี พ.ศ. 2483 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถได้เสด็จประพาสถ้ำนี้ ทรงพอพระทัย หินงอกหินย้อยภายในถ้ำมาก โดยเฉพาะหินย้อยผาวิจิตรซึ่งทำให้ทรง จินตนาการว่าเหมือนกับได้จับริ้วไหมอินทรธนูบนป่า ของจอมพล จึงทรงพระราชทานนามถ้ำเสียใหม่เป็นถ้ำจอมพล

สวนรุกขชาติถ้ำจอมพล

garden

ได้เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 เป็นต้นมา โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ได้มอบให้กรมป่าไม้สงวน เนื้อที่ป่าบริเวณถ้ำจอมบลเพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

โป่งยุบ

pic3


ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเคย เกิดจากยุบตัวของแผ่นดิน ทำให้เกิดลักษณะหน้าผาสูงชัน มีลักษณะคล้าย กับแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ หรือ ฮ่อมจ๊อม อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน โป่งยุบ นี้มีอาณาบริเวณกว้างกว่า 10 ไร่ ซึ่งแต่เดิมท้องที่นี้เคยเป็นไร่นามาก่อน นับเป็นสถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

สำนักสงฆ์หินสูง
ตั้งอยู่ตำบลตะนาวศรี เป็นสถานที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักความสงบและเหมาะ แก่การไปเที่ยวชม เพราะมีสวนเสาหินและหมู่หินรูปร่างต่างๆ มากมาย ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ธารน้ำร้อนบ่อคลึง

ton-nam3


เลยอำเภอสวนผึ้งไปประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นธารน้ำร้อน ที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งจะมีน้ำไหลอยู่ตลอดปี เป็นน้ำร้อนบริสุทธิ์ ในบางวันน้ำร้อนจะมีอุณหภูมิอยู่ใน ระดับประมาณ 136 องศา ฟาเรนไฮต์ และในบางวันก็ลดลงมา ประมาณ 120 องศา ฟาเรนไฮต์ ธารน้ำร้อนบ่อคลึงนี้ นับเป็นธารน้ำร้อนที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด

แก่งสัมแมว
อยู่อำเภอสวนผึ้ง แก่งสัมแมวเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่เป็นเกาะแก่งกลางลำน้ำภาชีที่มี โขดหิน น้อยใหญ่ระเกะระกะ ผุดขึ้นกลางลำน้ำภาชีท่ามกลางป่าไม้และเทือกเขาเขียวขจี

เขาช่องพราน
ตั้งอยู่ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม มีถ้ำที่สวยงาม คือ ถ้ำพระนอน ซึ่งมีพระพุทธรูปภายในถ้ำมากกว่าร้อยองค์ และภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ มีความยาวถึง 9 เมตรเศษ สูง 1 เมตรเศษ และถ้ำค้างคาว ภายในถ้ำมีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทุกวันในยามใกล้พลบค่ำ ตั้งแต่เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป จะมีฝูงค้างคาวจำนวนมาก บินออกจากถ้ำดูคล้ายกับควันที่ลอยออกมา จากปล่องไฟและในเวลาเช้า ค้างคาวจะบินเข้าถ้ำ

สระน้ำโกสินารายณ์
เป็นสระน้ำโบราณ ใกล้ที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง จากหลักฐานการค้นคว้าทางโบราณคดีแสดงว่าเคยเป็นเมืองโบราณมาแต่ สมัยเก่าซึ่งได้ขุดพบพระกรของ พระโพธิสัตย์อวโลกิเตศวรทำด้วยหินทรายแดง 5 พระกรถือพระคัมภีร์ ลูกประคำ และ ดอกบัวกับ พระบาทของพระโพธิสัตย์คู่หนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้ได้ ประดิษฐานอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

บึงกระจับ
อยู่ในเขต 2 อำเภอ คืออำเภอบ้านโป่ง และอำเภอโพธาราม บึงกระจับเป็น บึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก และจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจึดที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง
ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านม่วง เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทางวัดม่วง และชาวบ้านบ้านม่วงร่วมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะ ให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากบรรดาโบราณศิลปวัตถุ คัมภีร์ใบลาน รวมทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงถึง มรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่น และการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงนี้ ได้จัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ความสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลองในอดีต และจัดแสดงภาพถ่ายที่บอกเรื่องราวเกี่ยกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมท้องถิ่น ความสัมพันธ์ ในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนตั้งแต่เขตอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม และชุมชนใกล้เคียง จัดแสดงเอกลักษณ์ของชาวมอญและเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน

ตลาดน้ำดำเนินสะดวก

damnern2

หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า ตลาดน้ำคลองลัดพลี มีมานานกว่า 100 ปีเศษมาแล้ว คลองดำเนินสะดวก เป็นคลองที่เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง เริ่มตั้งแต่ประตูน้ำบางยาง แม่น้ำท่าจีน อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ถึงประตูน้ำบางนกแขวก แม่น้ำแม่กลอง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสาคร ทำให้ประชาชนใน จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม ติดต่อถึงกันโดยสะดวกขึ้น ตลอดสองฝั่งคลองดำเนินสะดวกที่มี ความยาว 32 กิโลเมตร นี้มีคลองซอย คลองเล็ก คลองน้อย แยกออกไปประมาณ 200 คลอง เช่น คลองสี่หมื่น คลองทองหลาง คลองโพธิ์หัก คลองขุนพิทักษ์ คลองศรีราษฎร์ คลองลัดราชบุรี คลองฮกเกี้ยน

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ

เว็บไซต์วิกิพีเดีย 

จังหวัดราชบุรี - วิกิพีเดีย

ต้นไม้ประจำจังหวัด  BIOGANG

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

การปกครอง 

สภาพทางสังคม

จำนวนประชากร

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

เว็บไซต์จังหวัดราชบุรี

ยินดีต้อนรับเข้าสู่จังหวัดราชบุรี

123.242.157.9/document/fpdf-9012555-60.pdf

สายสัมพันธ์ 8 เชื้อชาติในราชบุรี

การเลือกตั้ง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ข้อมูลแรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา)
สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

ประวัติศาสตร์

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ

จังหวัดราชบุรี


รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

ไฟล์:Seal Ratchaburi.png - วิกิพีเดีย

ต้นโมกมัน 

rb-history.blogspot.com

thaihealth.in.th 

ดอกกัลปพฤกษ์

xn--12ca2dqls6bf4b9d1nrb.blogspot.com

Bloggang.com : moresaw : ดอกไม้,ต้นไม้และคำขวัญประจำภาคตะวันตก

แผนที่อาณาเขต

::THAIENERGYDATA::  

สถานที่ท่องเที่ยว

ราชบุรี ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว

 

 

JoomSpirit