พระนครศรีอยุธยา

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

seal

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รูปสังข์ทักษิณาวัตร ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า ในปราสาทใต้ต้นหมันตรานี้เป็นตราเดิม ในธงประจำกองลูกเสือมณฑลอยุธยา เมื่อรวดศุภมัสดุ 721 ปีขาล โทศก วันศุกร์ เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ เพลา 3 นาฬิกา 9 บาท หรือตรงกับวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 1893 พระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ขึ้นที่ตำบลหนองโสน ชีพ่อพราหมณ์ได้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบบาตรสุมเพลิง ชื่อพิธีทำเพื่อแก้ เสนียด ได้สังข์ทักษิณาวัตรขอนหนึ่ง ใต้ต้นหมัน เพราะเหตุดังกล่าว จึงเป็นรูปสังข์ทักษิณาวัตร ประดิษฐานอยู่บนพานทอง บรรจุไว้ภายใน ปราสาท 1 หลัง ใต้ต้นหมัน

คำขวัญประจำจังหวัด

ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ
เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

mon mon1 sno
รูปที่ 2 ต้นหมัน รูปที่ 3 ต้นหมัน รูปที่ 4 ดอกโสน

 

กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่บนบริเวณซึ่งมีแม่น้ำล้อมรอบถึง 3 สาย อันได้แก่ แม่น้ำป่าสักทางทิศเหนือ, แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และแม่น้ำลพบุรีทางทิศตะวันออก เดิมทีบริเวณนี้ไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะ แต่พระเจ้าอู่ทองทรงดำริให้ขุดคูเชื่อมแม่น้ำทั้ง 3 สาย เพื่อให้เป็นปราการธรรมชาติป้องกันข้าศึก ที่ตั้งกรุงศรีอยุธยายังอยู่ห่างจากอ่าวไทยไม่มากนัก ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศด้วย

ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพระนครศรีอยุธยา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ประวัติศาสตร์

จุดเริ่มต้น

ชาวไทยเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลาง และตอนล่างของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 แล้ว ทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของเมืองสังขบุรี อโยธยา เสนาราชนคร และกัมโพชนคร

ต่อมา ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรขอมและสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทองจึงทรงดำริจะย้ายเมือง

การขยายดินแดน

กรุงศรีอยุธยาดำเนินนโยบายขยายอาณาจักรด้วย 2 วิธีคือ ใช้กำลังปราบปราม ซึ่งเห็นได้จากชัยชนะในการยึดครองเมืองนครธม (พระนคร) ได้อย่างเด็ดขาดในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และอีกวิธีหนึ่งคือ การสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติ อันเห็นได้จากการผนวกกรุงสุโขทัยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร

การล่มสลายของอาณาจักร

ช่วงสมัยรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกิดการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างพระเจ้าเอกทัศกับพระเจ้าอุทุมพร เนื่องจากพระองค์ทรงเลือกพระอนุชาขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่เป็นไปตามราชประเพณี แต่พระเจ้าเอกทัศก็ทวงบัลลังก์ ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา ครั้นในปี พ.ศ. 2303 พระเจ้าอลองพญาทรงนำทัพมารุกรานอาณาจักรอยุธยา พระเจ้าอุทุมพรทรงถูกเรียกตัวมาบัญชาการตั้งรับพระนคร แต่ภายหลังจากที่กองทัพพม่ายกกลับนั้น พระองค์ก็ได้ลาผนวชดังเดิม

ในปี พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระ บุตรของพระเจ้าอลองพญา ก็ได้รุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง โดยแบ่งกองกำลังออกเป็น 2 ส่วน คือ ฝ่ายเหนือภายใต้การบังคับของเนเมียวสีหบดี และฝ่ายใต้ภายใต้การนำของมังมหานรธา และมุ่งเข้าตีอาณาจักรอยุธยาพร้อมกันทั้งสองด้าน ฝ่ายอยุธยาทำการตั้งรับอย่างเข้มแข็ง และสามารถต้านทานการปิดล้อมของกองทัพพม่าไว้ได้นานถึง 14 เดือน แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการล่มสลายได้ กองทัพพม่าสามารถเข้าเมืองได้ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310

การกอบกู้เอกราชครั้งที่ 2

ครั้นต่อมา พระยาวชิรปราการได้รวบรวมชุมนุมทั้งหมดที่เมืองจันทร์ แล้วได้ขับไล่พม่า และสามารถกอบกู้เอกราชครั้งที่ 2 ได้สำเร็จในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310จากนั้นในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 พระยาวชิรปราการได้ทำพิธีปราบดาภิเษกทำนองเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา (แต่นักประวัติศาสตร์นับเป็นสมัยธนบุรี) เฉลิมพระนามว่า "สมเด็จพระบรมราชาที่ 4" แต่ส่วนมากคนมักเรียกท่านว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขณะมีพระชนมายุได้ 33 พรรษา ก่อนจะย้ายราชธานีไปยังกรุงธนบุรีเป็นการชั่วคราว

พระราชวงศ์

ราชวงศ์กษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา ประกอบด้วย 5 ราชวงศ์ คือ

  1. ราชวงศ์อู่ทอง มีกษัตริย์ 3 พระองค์
  2. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีกษัตริย์ 13 พระองค์
  3. ราชวงศ์สุโขทัย มีกษัตริย์ 7 พระองค์
  4. ราชวงศ์ปราสาททอง มีกษัตริย์ 4 พระองค์
  5. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีกษัตริย์ 6 พระองค์

 

ซึ่งรวมเป็นกษัตริย์รวม 33 พระองค์ โดยไม่นับขุนวรวงศาธิราช ซึ่งถือว่ามีมาก ซึ่ง อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีมาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 1893 จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2310 เป็นเวลายาวนานถึง 417 ปีเลยทีเดียว กษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา มีดังนี้

พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ลำดับ พระนาม ปีที่ครองราชย์ พระราชวงศ์
1 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) 1893 - 1912 (19 ปี) อู่ทอง
2 สมเด็จพระราเมศวร (พระราชโอรสพระเจ้าอู่ทอง) ครองราชย์ครั้งที่ 1 1912 - 1913 (1 ปี) อู่ทอง
3 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) 1913 - 1931 (18 ปี) สุพรรณภูมิ
4 สมเด็จพระเจ้าทองลัน (พระราชโอรสขุนหลวงพะงั่ว) 1931 (7 วัน) สุพรรณภูมิ
สมเด็จพระราเมศวร ครองราชย์ครั้งที่ 2 1931 - 1938 (7 ปี) อู่ทอง
5 สมเด็จพระรามราชาธิราช (พระราชโอรสพระราเมศวร) 1938 - 1952 (14 ปี) อู่ทอง
6 สมเด็จพระอินทราชา (เจ้านครอินทร์) (พระราชนัดดาของขุนหลวงพระงั่ว) 1952 - 1967 (16 ปี) สุพรรณภูมิ
7 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) (พระราชโอรสเจ้านครอินทร์ ) 1967 - 1991 (24 ปี) สุพรรณภูมิ
8 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พระราชโอรสเจ้าสามพระยา) 1991 - 2031 (40 ปี) สุพรรณภูมิ
9 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระราชโอรสพระบรมไตรโลกนาถ) 2031 - 2034 (3 ปี) สุพรรณถูมิ
10 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระราชโอรสพระบรมไตรโลกนาถ) 2034 - 2072 (38 ปี) สุพรรณภูมิ
11 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (พระราชโอรสพระรามาธิบดีที่ 2) 2072 - 2076 (4 ปี) สุพรรณภูมิ
12 พระรัษฎาธิราช (พระราชโอรสพระบรมราชาธิราชที่ 4) 2076 (5 เดือน) สุพรรณภูมิ
13 สมเด็จพระไชยราชาธิราช (พระราชโอรสพระรามาธิบดีที่ 2) 2077 - 2089 (12 ปี) สุพรรณภูมิ
14 พระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า) (พระราชโอรสพระไชยราชาธิราช) 2089 - 2091 (2 ปี) สุพรรณภูมิ
15 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเทียรราชา) 2091 - 2111 (20 ปี) สุพรรณภูมิ
16 สมเด็จพระมหินทราธิราช (พระราชโอรสพระมหาจักรพรรดิ) 2111 - 2112 (1 ปี) สุพรรณภูมิ
17 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (พระราชบุตรเขยในพระมหาจักรพรรดิ) 2112 - 2133 (21 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)
18 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พระราชโอรสพระมหาธรรมราชา) 2133 - 2148 (15 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)
19 สมเด็จพระเอกาทศรถ (พระราชโอรสพระมหาธรรมราชา) 2148 - 2163 (15 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)
20 พระศรีเสาวภาคย์ (พระราชโอรสพระเอกาทศรถ) 2163 - 2164 (1 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)
21 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พระราชโอรสพระเอกาทศรถ) [ต้องการอ้างอิง] 2164 - 2171 (7 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)
22 สมเด็จพระเชษฐาธิราช (พระราชโอรสพระเจ้าทรงธรรม) 2171-2172 (2 ปี) สุโขทัย (พระร่วง)
23 พระอาทิตยวงศ์ (พระราชโอรสพระเจ้าทรงธรรม) 2172 (36 วัน) สุโขทัย (พระร่วง)
24 สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ออกญากลาโหมสุริยวงค์) 2172 - 2198 (26 ปี) ปราสาททอง
25 สมเด็จเจ้าฟ้าไชย (พระราชโอรสพระเจ้าปราสาททอง) 2198-2199 (1 ปี) ปราสาททอง
26 สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา (พระราชอนุชาพระเจ้าปราสาททอง) 2199 (3 เดือน) ปราสาททอง
27 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พระราชโอรสพระเจ้าปราสาททอง) 2199 - 2231 (32 ปี) ปราสาททอง
28 สมเด็จพระเพทราชา 2231 - 2246 (15 ปี) บ้านพลูหลวง
29 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) 2246 - 2251 (6 ปี) บ้านพลูหลวง
30 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระราชโอรสพระเจ้าเสือ) 2251 - 2275 (24 ปี) บ้านพลูหลวง
31 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พระราชโอรสพระเจ้าเสือ) 2275 - 2301 (26 ปี) บ้านพลูหลวง
32 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (พระราชโอรสพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) 2301 (2 เดือน) บ้านพลูหลวง
33 สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) (พระราชโอรสพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) 2301 - 2310 (9 ปี) บ้านพลูหลวง

 

การจัดการปกครองในสมัยอยุธยาสามารถแบ่งออกได้เป็นสามช่วง คือ ช่วงก่อนการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (1893-1991) ช่วงสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชา (1991-2231) และการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระเพทราชาเป็นต้นไป (2231-2310)

อยุธยาตอนต้น (1893-1991)

มีการปกครองคล้ายคลึงกับในช่วงสุโขทัย ในราชธานี พระมหากษัตริย์มีสิทธิ์ปกครองโดยตรง หากก็ทรงใช้อำนาจผ่านข้าราชการและขุนนางเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีระบบการปกครองภายในราชธานีที่เรียกว่า จตุสดมภ์ตามการเรียกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อันได้แก่ กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา

การปกครองนอกราชธานี ประกอบด้วย เมืองหน้าด่าน เมืองชั้นใน เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช โดยมีรูปแบบกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลางค่อนข้างมาก เมืองหน้าด่าน ได้แก่ ลพบุรี นครนายก พระประแดง และสุพรรณบุรี ตั้งอยู่รอบราชธานีทั้งสี่ทิศ ระยะเดินทางจากราชธานีสองวัน พระมหากษัตริย์ทรงส่งเชื้อพระวงศ์ที่ไว้วางพระทัยไปปกครอง หากก็นำมาซึ่งปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติอยู่บ่อยครั้ง เมืองชั้นในทรงปกครองโดยผู้รั้ง ถัดออกไปเป็นเมืองพระยามหานครหรือหัวเมืองชั้นนอก ปกครองโดยเจ้าเมืองที่สืบเชื้อสายมาแต่เดิม มีหน้าที่จ่ายภาษีและเกณฑ์ผู้คนในราชการสงคราม และสุดท้ายคือเมืองประเทศราช พระมหากษัตริย์ปล่อยให้ปกครองกันเอง เพียงแต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้ราชธานีทุกปี

สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงพระเพทราชา (1991-2231)

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกระบบเมืองหน้าด่านเพื่อขจัดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ และขยายอำนาจของราชธานีโดยการกลืนเมืองรอบข้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชธานี สำหรับระบบจตุสดมภ์ ทรงแยกกิจการพลเรือนออกจากกิจการทหารอย่างชัดเจน ให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสมุหนายกและสมุหกลาโหมตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่อกรมและชื่อตำแหน่งเสนาบดี แต่ยังคงไว้ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเดิม

ส่วนการปกครองส่วนภูมิภาคมีลักษณะเปลี่ยนไปในทางการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางให้มากที่สุด โดยให้เมืองชั้นนอกเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของราชธานี มีระบบการปกครองที่ลอกมาจากราชธานี มีการลำดับความสำคัญของหัวเมืองออกเป็นชั้นเอก โท ตรี สำหรับหัวเมืองประเทศราชนั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมากนัก หากแต่พระมหากษัตริย์จะมีวิธีการควบคุมความจงรักภักดีต่อราชธานีหลายวิธี เช่น การเรียกเจ้าเมืองประเทศราชมาปรึกษาราชการ หรือมาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือถวายพระเพลิงพระบรมศพในราชธานี การอภิเษกสมรสโดยการให้ส่งราชธิดามาเป็นสนม และการส่งข้าราชการไปปกครองเมืองใกล้เคียงกับเมืองประเทศราชเพื่อคอยส่งข่าว ซึ่งเมืองที่มีหน้าที่ดังกล่าว เช่น พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช

สมัยตั้งแต่พระเพทราชา (2231-2310)

ในสมัยพระเพทราชา ทรงกระจายอำนาจทางทหารซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับสมุหกลาโหมแต่ผู้เดียวออกเป็นสามส่วน โดยให้สมุหกลาโหมเปลี่ยนไปควบคุมกิจการทหารในราชธานี กิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองทางใต้ ให้สมุหนายกควบคุมกิจการพลเรือนในราชธานี กิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองทางเหนือ และพระโกษาธิบดี ให้ดูแลกิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองตะวันออก ต่อมา สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (2275-2301) ทรงลดอำนาจของสมุหกลาโหมเหลือเพียงที่ปรึกษาราชการ และให้หัวเมืองทางใต้ไปขึ้นกับพระโกษาธิบดีด้วย

นอกจากนี้ ในสมัยพระมหาธรรมราชา ยังได้จัดกำลังป้องกันราชธานีออกเป็นสามวัง ได้แก่ วังหลวง มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางเหนือ วังหน้า มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางตะวันออก และวังหลัง มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางตะวันตก ระบบดังกล่าวใช้มาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ระบบไพร่

อาณาจักรอยุธยามีการใช้ระบบไพร่อันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัยสุโขทัย โดยกำหนดให้ชายทุกคนที่สูงตั้งแต่ 1.25 เมตรขึ้นไปต้องลงทะเบียนไพร่ ไพร่จะต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายเดือนเว้นเดือน โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือเสบียงอาหารใด ๆ

ระบบไพร่มีความสำคัญต่อการรักษาอำนาจทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ เพราะหากมีการเบียดบังไพร่โดยเจ้านายหรือขุนนางไว้เป็นจำนวนมากแล้ว ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพของราชบัลลังก์ได้ ตลอดจนส่งผลให้กำลังในการป้องกันอาณาจักรก็จะอ่อนแอ ไม่เป็นปึกแผ่น นอกจากนี้ ระบบไพร่ยังเป็นการเกณฑ์แรงงานเพื่อใช้ประโยชน์ในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานชีวิตและความมั่นคงของอาณาจักร

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

อาณาจักรอยุธยามักส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีนเป็นประจำทุกสามปี เครื่องบรรณาการนี้เรียกว่า "จิ้มก้อง" นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการส่งเครื่องราชบรรณาการดังกล่าวแฝงจุดประสงค์ทางธุรกิจไว้ด้วย คือ เมื่ออาณาจักรอยุธยาได้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายแล้วก็จะได้เครื่องราชบรรณาการกลับมาเป็นมูลค่าสองเท่า ทั้งยังเป็นธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง จึงมักจะมีขุนนางและพ่อค้าเดินทางไปพร้อมกับการนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายด้วย

อาณาจักรอยุธยามีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกในด้านการค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา โดยชาวตะวันตกได้นำเอาวิทยาการใหม่ ๆ เข้ามาด้วย ต่อมา คอนสแตนติน ฟอลคอนได้เข้ามามีอิทธิพลและยังมีหลักฐานว่าคบคิดกับฝรั่งเศสจะยึดครองกรุงศรีอยุธยา บรรดาขุนนางจึงประหารฟอลคอนเสีย และลดระดับความสำคัญกับชาติตะวันตกตลอดช่วงเวลาที่เหลือของอาณาจักรอยุธยา

พระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี (เมืองหลวง) ของอาณาจักรอยุธยา หรืออาณาจักรสยาม ตลอดระยะเวลา 417 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 กระทั่งเสียกรุงแก่พม่า เมื่อพ.ศ. 2310 ครั้นเมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนาราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงธนบุรี กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ได้กลายเป็นเมืองร้าง ยังมีคนที่รักถิ่นฐานบ้านเดิมอาศัยอยู่และมีราษฎรที่หลบหนี้ไปอยู่ตามป่ากลับเข้ามาอาศัยอยู่รอบ ๆ เมือง รวมกันเข้าเป็นเมือง จนทางการยกเป็นเมืองจัตวาเรียกว่า "เมืองกรุงเก่า"

เมื่อ พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงยกเมืองกรุงเก่าขึ้นเป็น หัวเมืองจัตวา เช่นเดียวกับในสมัยกรุงธนบุรี หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการปกครองส่วนภูมิภาคนั้น โปรดให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาลขึ้น โดยให้รวมเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน 3-4 เมือง ขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในปี พ.ศ. 2438 ทรงโปรดให้จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้น ประกอบด้วยหัวเมืองต่าง ๆ คือ กรุงเก่าหรืออยุธยา อ่างทอง สระบุรี พระพุทธบาท ลพบุรี พรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี

ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองอินทร์บุรีและเมืองพรหมบุรีเข้ากับเมืองสิงห์บุรี รวมเมืองพระพุทธบาทเข้ากับเมืองสระบุรี ตั้งที่ว่าการมณฑลที่อยุธยา และในปี พ.ศ. 2469 เปลี่ยนชื่อจาก "มณฑลกรุงเก่า" เป็น "มณฑลอยุธยา" ซึ่งจากการจัดตั้งมณฑลอยุธยามีผลให้อยุธยามีความสำคัญทางการบริหารการปกครองมากขึ้น การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคหลายอย่างมีผลต่อการพัฒนาเมืองอยุธยาในเวลาต่อมา จนเมื่อยกเลิกการปกครองระบบมณฑลเทศาภิบาล ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อยุธยาจึงเปลี่ยนฐานะเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายบูรณะโบราณสถานภายในเมืองอยุธยา เพื่อเป็นการฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ ประจวบกับในปีพ.ศ. 2498 นายกรัฐมนตรีประเทศพม่าเดินทางมาเยือนประเทศไทย และได้มอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อปฏิสังขรณ์วัดและองค์พระมงคลบพิตร เป็นการเริ่มต้นบูรณะโบราณสถานในอยุธยาอย่างจริงจัง ซึ่งต่อมากรมศิลปากรเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินการ จนองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกมีมติให้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็น "มรดกโลก" เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2534 มีพื้นที่ครอบคลุมในบริเวณโบราณสถานเมืองอยุธยา

อยุธยาเหมาะสมต่อการเป็นเมืองท่าค้าขาย รวมทั้งความมั่นคงในการปกครอง จึงทำให้อยุธยามีอิทธิพลเหนือรัฐใกล้เคียง ปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้อยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติที่รุ่งเรืองโดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระนารายณ์

ความสัมพันธ์กับลังกา

ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความสัมพันธ์กับลังกาเพราะทางลังกาได้ส่งฑูคมาขอพระสงฆ์จากไทยเพื่อไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกาสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทางลังกาจึงเรียกพระสงฆ์ที่ไปปฏิบัติพระธรรมที่ลังกาว่าลัทธิสยามวงศ์

ความสัมพันธ์กับล้านนา

มีลักษณะเป็นการทำสงครามมากกว่าการเป็นไมตรีต่อกัน สงครามระหว่างอยุธยาและล้านนาได้เกิดขึ้นหลายครั้งในรัชสมัยพระยาติโลกราชแห่งล้านนากับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา

ความสัมพันธ์กับลาว (ล้านช้าง)

ไทยกับลาวมีความสัมพันธ์กันมาแต่โบราณ มีลักษณะเป็นมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน หลักฐานสำคัญที่แสดงถึงสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างไทยกับลาวก็คือ การร่วมกันสร้างพระธาตุศรีสองรัก ปัจจุบันพระธาตุศรีสองรักอยู่ที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย

ความสัมพันธ์กับพม่า

ไทยกับพม่าส่วนใหญ่เป็นการแข่งอิทธิพลและการขยายอำนาจจึงทำให้เกิดสงครามกันตลอดเวลา สาเหตุสำคัญมาจากที่พม่าต้องการขยายอำนาจเข้ามาในอาณาจักรอยุธยาจึงทำให้อยุธยาตกเป็นประเทศราชของพม่าถึง 2 ครั้งด้วยกัน นอกจากการทำสงครามแล้วไทยกับพม่าก็ยังมีการติดต่อค้าขายกัน ในบางครั้งการทำสงครามระหว่างไทยกับพม่ามีสาเหตุจากการที่ไทยจับเรือสำเภาของพม่าที่ไปค้าขายที่เมืองมะริด ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญของไทยจึงทำให้พม่าไม่พอใจ

ความสัมพันธ์กับเขมร

เขมรเคยมีอิทธิพลในดินแดนไทย ทำให้เขมรมีความสัมพันธ์กับไทยในฐานะเมืองประเทศราช ตลอดสมัยอยุธยามีผลทำให้ไทยได้รับอิทธิพลจากเขมรในด้านต่างๆ ได้แก่

  1. ด้านการปกครอง - ไทยได้รับแนวความคิดที่กษัตริย์ทรงมีฐานะเป็นสมมติเทพจากเขมรเข้ามาด้วย
  2. ไทยได้รับขนบธรรมเนียมประเพณีมาจากเขมร เช่น พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
  3. ด้านประติมากรรม - การหล่อพระพุทธรูปยุคอู่ทอง เป็นการหล่อพระพุทธรูปสมัยอยุธยายุคแรกของไทยก็ได้แบบอย่างมาจากเขมร
  4. ด้านวรรณคดี - ไทยนิยมใช้ภาษาขอมและภาษาบาลีสันสกฤตในวรรณคดีต่างๆ

 

ความสัมพันธ์กับหัวเมืองมลายู

ในสมัยอยุธยาตอนต้นได้มีการติดต่อกับหัวเมืองต่างๆทางใต้ของไทย หัวเมืองมลายูมีฐานะเป็นประเทศราชของไทยจึงมีหน้าที่ส่งเครื่องราชบรรณการพร้อมกับต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองมาถวายกษัตริย์ไทย 3 ปีต่อครั้ง อยุธยาจะดูแลความสงบเรียบร้อยของหัวเมืองมลายู หากหัวเมืองมลายูได้รับความเดือดร้อน อยุธยามีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ

ความสัมพันธ์กับญวน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญวนมักจะเป็นเรื่องของการแข่งขันกันมีอิทธิพลในเขมร แต่บางครั้งก็เป็นมิตรไมตรีต่อกัน

เมื่อญวนรบกันเองไทยสามารถขยายอิทธิพลและมีอำนาจในเขมรได้อย่างสะดวก แต่เมื่อญวนรวมกำลังกันได้ก็จะขยายอำนาจเข้าไปในเขมร ทำให้เกิดสงครามกับไทยได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลายๆครั้ง

ความสัมพันธ์กับจีน

ในรัชกาลสมเด็จพระอินทราธิราช ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาพระองค์แรกที่เคยเสด็จไปเมืองจีนตั้งแต่ยังเป็นพระนครอินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๐ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว จีนจึงเข้ามาตั้งภูมิลำเนาและไปมาค้าขายในกรุงศรีอยุธยามากขึ้น พระองค์ทรงมีไมตรีอย่างดีกับพระเจ้ากรุงจีน และสนพระทัยทำนุบำรุงบ้านเมืองในด้านการค้าเป็นพิเศษ โปรดให้จีนตั้งหมู่บ้านตั้งแต่วัดพนัญเชิงลงไปทางใต้ เมื่อมีจำนวนมากขึ้นก็กระจัดกระจายไปอยู่ทั้งสองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา และชาวจีนได้รับอนุญาตให้เข้าไปตั้งร้านค้าทำมาหากินเป็นปึกแผ่นอยู่บนเกาะเมืองด้วยจดหมายเหตุชาวต่างประเทศกล่าวว่า ถนนหน้าบ้านจีนเป็นถนนที่ดีที่สุดสายหนึ่งในพระนครศรีอยุธยา
ความสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียตะวันตก

พ่อค้าที่มีอิทธิพลและบทบาททางการค้าสูงมาก คือ พวกมัวร์ ซึ่งเป็นชื่อเรียกชาวอินเดียมุสลิม ชาวเปอร์เชียหรืออิหร่าน ชาวตุรกี และชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวมัวร์ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชมใหญ่ที่กรุงศรีอยุธยา ทำให้มีการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างชาวมัวร์กับคนอยุธยา

ความสัมพันธ์กับอิหร่าน

ชาวอิหร่านหรือชาวอาหรับได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยาและเข้ารับราชการในราชสำนักไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เช่นเฉกอะหมัด หรือต่อมาเป็นต้นตระกูลบุนนาค ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับอิหร่านนั้นไทยได้ส่งฑูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับอยุธยาแต่ไม่ค่อยราบรื่นนักเพราะถูกออกญาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนตินฟอลคอน) กีดกัน

ความสัมพันธ์กับโปรตุเกส

โปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เดินทางเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๔ ในแผ่นดิน สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๒ หลังจากที่โปรตุเกสยึดเมืองมะละกาได้แล้ว อัลฟองส์ อัลบูเกิก แม่ทัพเรือ โปรตุเกสทราบว่ามะละกาเคยขึ้นกับไทยมาก่อน เกรงว่าจะเกิดการบพุ่งกับไทย จึงได้ส่งทูตชื่อ ดวดเต เฟอร์นันเด นำเครื่องราชบรรณาการเข้ามาถวายสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ซึ่งพระองค์ก็ทรงรับไมตรี จากโปรตุเกสอย่างดี ขากลับไปเมืองมะละกาได้นำทูตไทยไปพบกับอัลบูเกิกด้วยและเพื่อสังเกตการณ์ว่าชาวโปรตุเกสที่เมืองมะละกานั้นมีกำลังแค่ไหน

oAOaC3EAUeoeO1

บริเวณบ้านโปรตุเกสที่สมเด็จพระชัยราชาธิราช พระราชทานที่ดินให้ตั้งบ้านเรือนและสร้างโบสถ์ ๓ หลัง

ครั้งถึง พ.ศ. ๒๐๖๑ โปรตุเกสได้ส่งราชทูตชื่อ ดวดเต โคเอลโล นำเครื่องราชบรรณาการจากพระเจ้ามานูเอลเข้าถวายสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และทำ สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้ากับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสนธิสัญญาดังกล่าวระบุว่า โปรตุเกสจะช่วยเหลือด้านการทหารแก่กรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้โดย กรุงศรีอยุธยาจะต้องให้เสรีภาพทางการค้า ยอมให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาค้าขาย ให้เสรีภาพทางศาสนา และสิทธิพิเศษต่างๆ แก่ชาว โปรตุเกส สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ประเทศไทยทำกับรัฐในยุโรป

ในรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช ปรากฏว่ามีทหารอาสาโปรตุเกสเป็นทหารรักษาพระองค์จำนวน ๑๒๐ คน ครั้งเกิดสงครามขึ้นระหว่างไทยกับพม่า ทหารโปรตุเกสกองนี้อยู่ในกองทัพหลวงของสมเด็จพระชัยราชาธิราชไปรบกับพม่าที่เชียงกรานด้วย เนื่องจากกองทหารโปรตุเกสนำอาวุธปืนไฟมาใช้ ในการรบคราวนั้นเป็นครั้งแรก ทำให้กองทัพไทยได้รับชัยชนะโดยง่าย เมื่อเสร็จสงครามแล้ว สมเด็จพระชัยราชาธิราชทรงปูนบำเหน็จความชอบชาว โปรตุเกส ได้พระราชทานที่ดินที่ตำบลบ้านดิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ด้านใต้กรุงศรีอยุธยาให้ชาวโปรตุเกสตั้งบ้านเรือนอยู่เรียกว่า บ้านโปรตุเกส

a AP AD U

โครงกระดูกที่ได้รับการขุดแต่งในบริเวณบ้านโปรตุเกส

ชาวโปรตุเกสได้รับสิทธิในการนับถือศาสนาตามใจชอบ และได้สร้างโบสถ์ขึ้นสามแห่ง คือ โบสถ์ซานเปาโล โบสถ์ซานโดมิงโก และโบสถ์ซานเปโดร ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่นำคริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในกรุงศรีอยุธยา

บ้านโปรตุเกสตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก มีเนื้อที่กว้างขวางถึง ๒ กิโลเมตร และมีคลองล้อมรอบ บางคนจึงเรียกว่า "เกาะโปรตุเกส"

ความสัมพันธ์กับฮอลันดา
ชาวฮอลันดาเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๐๔๗ นายคอร์นีเลียส สเปกซ์ ซึ่งผู้อำนวยการสถานีการค้าเมืองปัตตานีส่งมาได้เข้าเฝ้าสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ขอตั้งสถานีการค้าขึ้นในกรุงศรีอยุธยา นายสเปกซ์ได้เป็นผู้อำนวยการบริษัทดัช อิสต์ อินเดียในประเทศไทย บริษัทนี้เป็นบริษัท กึ่งราชการ อยู่ในความคุ้มครองดูแลของรัฐบาลฮอลันดา เมื่อตั้งบริษัททำการค้าขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา ทำให้ไทยกับฮอลันดามีความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้น ด้วย ในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถทูตไทย คณะแรกได้เดินทางไปถึงกรุงเฮก เมื่อพ.ศ. ๒๑๕๑ ได้เข้าเฝ้าพระเจ้ามอริสแห่งราชวงศ์ออเรนซ์เป็นคน ไทยคณะแรกที่เดินทางไปถึงยุโรปในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม ฮอลันดาได้เซ็นสัญญาฉบับแรกกับกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๐

ชาวไทยยินดีทำการค้ากับฮอลันดา โดยเอาหนังสัตว์และพริกไทยแลกเปลี่ยนกับสินค้าซึ่งทำด้วยฝ้ายชองชาวฮอลันดา ถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาท ทอง บริษัทค้าขายได้กำไรมาก ใน พ.ศ. ๒๑๗๖ ได้สร้างสถานีการค้าอย่างแข็งแรงขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา ได้สร้างถังน้ำอย่างดี และคลังสินค้าเพิ่มขึ้นอีก สถานีการค้าของบริษัทที่กรุงศรีอยุธยาเป็นสถานีที่ดีที่สุดของบริษัทดัช อิสต์ อินเดีย ในตะวันออกจูส ชูเตน หัวหน้าสถานีการค้าขณะนั้นได้บรรยายถึง โรงสินค้าไว้ว่า
"...โรงสินค้านี้เป็นอาคารหิน มีโรงแถวเป็นหมู่ มีห้องที่น่าอยู่ และมีท่าจอดเรือกว้างขวาง ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา นับเป็นโรงสินค้าที่สะดวกที่สุด และตั้งอยู่ในที่เหมาะสมที่สุดแห่งหนึ่งของบริษัทที่ปราศจากป้อมปราการในภาคตะวันออก"

ในตอนปลายแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ฮอลันดามีอำนาจมาก และมีฐานะมั่นคงอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฮอลันดาในรัชสมัยสมเด็จ พระเจ้าปราสาททองไม่สู้ราบรื่นนัก แต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงถึงกับทำให้ฝ่ายฮอลันดาดำเนินการรุนแรงกับฝ่ายไทยเหมือนกันกับที่ได้กระทำมาแล้วกับดินแดนต่างๆ รอบประเทศไทย

ครั้งถึงแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถในการเมือง ทรงเล็งเห็นอันตรายที่กำลังผจญกับกรุงศรีอยุธ ยาขณะนั้น จึงทรงดำเนินนโยบายอย่างสุขุม เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นเงื้อมมือฮอลันดา โดยการเปิดสัมพันธไมตรีทางการทูตกับประเทศฝรั่งเศส แต่ พระราชวิเทโศบายนี้มีทั้งผลดีและผลร้าย ผลดีก็คือ สามารถยับยั้งมิให้ฮอลันดากล้าทำรุนแรงต่อไทย และผลร้ายก็คือ ประเทศไทยเกือบกลายเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

ในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ฮอลันดาเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับไทย ซึ่งแท้จริงคือ ฉบับที่ทำกับไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๐ นั่นเอง รัชกาลหลังจากนั้นสัมพัน ธไมตรีระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ดีขึ้น และเสื่อมทรามลงเป็นลำดับจนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐

ปัจจุบัน บ้านฮอลันดา อยู่ในเขตตำบลกระมัง ใกล้กับหมู่บ้านอังกฤษ สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ หลักแสดงที่ตั้งหมู่บ้าน เขียนเป็นภาษาดัทช์และภาษาไทยว่า
"ตรงนี้เป็นที่ตั้งอาณานิคมบ้านฮอลันดาของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๗๗-๒๓๑๐"

ความสัมพันธ์กับสเปน
สเปนนั้น เป็นชาวยุโรปชาติที่ ๓ ที่เข้ามากรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. ๒๑๔๐ ได้ส่งทูตจากกรุงมนิลา ชื่อ ฮวน เตลโล เด อากวีร์เร เข้ามาในรัชกาลสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช และได้ทำสัญญาพันธไมตรีและการค้ากับประเทศไทย แต่การติดต่อดำเนินไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประ เทศเริ่มขึ้นอีกในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่เป็นไปในลักษณะการค้ามากกว่าการทูต และใน พ.ศ. ๒๒๐๕ ชาวสเปนจากมนิลาก็เข้ามาค้าขายยังกรุงศรีอยุธยาอีก
ถึง พ.ศ. ๒๒๖๐ ทั้งสองฝ่ายได้เซ็นสัญญาพันธไมตรีและการค้าขึ้นอีกฉบับหนึ่ง ฝ่ายสเปนได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานีการค้าขึ้นบนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่การค้าขายระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ได้ดำเนินไปด้วยดีเท่าที่ควร และเสื่อมไปในที่สุด เพราะพ่อค้าสำเภาจากไทยถูกขัดขวางไม่ให้ค้าที่มนิลาได้สะดวก

ความสัมพันธ์กับเดนมาร์ค
ในขณะที่ชาวโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ เข้ามาค้าขายและตั้งหลักแหล่งในกรุงศรีอยุธยานั้น บริษัทเดนิช อิสต์ อินเดียของเดนมาร์คได้ส่งพ่อค้าเข้า มาติดต่อค้าขายกับไทยที่เมืองมะริดและเมืองตะนาวศรี ซึ่งเป็นของไทยใน พ.ศ. ๒๑๖๓ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สินค้าที่ไทยขายให้แก่ชาวเดนมาร์คบางทีก็มี ช้าง ส่วนชาวเดนมาร์คขายปืนให้แก่ฝ่ายไทย

ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น
ชาวญี่ปุ่นนั้น เดินทางมาค้าขายและตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก เพราะปรากฏว่าเมื่อสมเด็จ พระนเรศวรทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาที่สุพรรณบุรีใน พ.ศ. ๒๑๓๕ นั้น มีทหารอาสาญี่ปุ่นจำนวน ๕๐๐ คน อยู่ในกองทัพไทยด้วย และเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่นจำนวนผู้นั้น คือ พระเสนาภิมุข หรือ ยามาดา นางามาสานั่นเอง ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข

aoEPia 1muiaAa

โบสถ์เซนต์โยเซฟ ที่หมู่บ้านฝรั่งเศส เคยถูกทำลายไปเมื่อเสียกรุง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานทรัพย์ให้สร้างขึ้นใหม่

ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศสนิทสนมยิ่งขึ้น มีการแลก เปลี่ยนสาส์นแสดงความไมตรีระหว่างสมเด็จพระเอกาทศรถกับ โชกุนอิเอยาสุ ในพ.ศ. ๒๑๔๘ โชกุนได้ส่งสาส์น เข้ามาถวายสมเด็จพระเอกาทศรถ การติดต่อระหว่างชนสองชาติจึงมีมากขึ้น เป็นโอกาสให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาค้าขาย และตั้งหลักแหล่งในกรุงศรีอยุธยามากขึ้นกว่าแต่ก่อน สินค้าญี่ปุ่นเป็นที่ต้องการของพ่อค้าชาวยุโรปไม่แพ้สินค้าจีน ดังจดหมายเหตุของบาทหลวงเดอ ชัวสี ที่บันทึกถึงการหาซื้อของที่ระลึกในกรุงศรีอยุธยา ความว่า

"วันนี้ข้าพเจ้าไปซื้อของเล็กๆ น้อยๆ หลายสิ่ง นึกอยากจะได้อะไร ก็หาไม่ใคร่จะได้ พวกอังกฤษที่มาประเทศนี้ ก่อนหน้าพวกเรากวาดซื้อเอาไปเสียจนหมด ไม่เลือกว่าของดีของเลว ถ้าจะหาของแปลกๆ กันแล้ว จะต้องมาถึงที่นี่ในราวเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม เวลานั้นจะมีสำเภาจีนและญี่ปุ่นเข้ามาถึง พ่อค้าต่างประเทศชิงกันซื้อสินค้าทั้งนั้นส่งไปฝากพวกของตนตามบ้าน เพราะฉะนั้นเวลานี้จึงไม่สามารถซื้อของได้ตามราคาเดิม ที่ซื้อได้บ้างก็โดยมีผู้กรุณาขายให้ แต่ก็ขูดเอาราคาเหลือเกิน"
รัชกาลพระเจ้าทรงธรรม แม้จะมีเรื่องราวในพงศาวดาร กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มีทหารอาสาญี่ปุ่นห้าร้อยคนยกเข้ามาในท้องสนามหลวงคอยจะเอาพระเจ้า ทรงธรรมขณะออกมาฟังสงฆ์บอกหนังสือ ณ พระที่นั่งจอมทอง แต่พระวัดประดู่แปดรูปเข้ามาพาพระองค์เสด็จออกมาต่อหน้าทหารญี่ปุ่น แล้วพา เสด็จหนีไป แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็เป็นไปด้วยดีตลอดรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาท ทอง โปรดให้ส่งทูตไทยไปเจริญทางพระราชไมตรียังประเทศญี่ปุ่นถึงสองครั้ง แต่ฝ่ายญี่ปุ่นไม่ยอมรับทูตของพระองค์ เพราะหาว่าพระองค์มิใช่เชื้อพระวงศ์อันแท้จริงของไทย ความสัมพันธ์ทางการทูตจึงหยุดชะงักลง

P11 AIPIAO AO

รูปนี้แสดงถนน คลอง และตึกต่างๆ อย่างชัดเจนในสมัยที่อยุธยาเป็นราชธานี ประมาณ พ.ศ. ๒๑๗๙

ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการติดต่อระหว่างไทยกับญี่ปุ่น เดอ โชมองต์ ทูตฝรั่งเศสกล่าวว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจัดส่งสำเภาสอง สามลำไปประเทศญี่ปุ่นเป็นประจำทุกปี ไทยกับญี่ปุ่นติดต่อกันตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เป็นทางการค้าครั้งสุดท้ายคือ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรม โกศก่อนเสียกรุง
หมู่บ้านญี่ปุ่น อยู่ในตำบลเกาะเรียน ทางตอนใต้ของหมู่บ้านฮอลันดา มีพื้นที่ ๓ ไร่ครึ่ง ริมบันไดท่าน้ำมีแผ่นจารึกเป็นภาษาไทย ญี่ปุ่นและอังกฤษ ด้านละภาษา ความว่า

"อนุสรณ์หมู่บ้านเดิมของชาติญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยา"

ความสัมพันธ์กับอังกฤษ
ชาวอังกฤษเข้ามากรุงศรีอยุธยาหลังจากฮอลันดา ๘ ปี ลูกัส เอนทูนิส และพวกพ่อค้าชาวอังกฤษทั้งหมดได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อถวายพระ ราชสาส์นของพระเจ้าเจมส์แห่งอังกฤษ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๑๕๕ ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก เพราะนับว่าเป็นประวัติการณ์ใน ประวัติศาสตร์ของไทยที่พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชสาส์นมา จึงพระราชทานถ้วยทองและผ้าผืนเล็กๆ ผืนหนึ่งแก่พวกพ่อค้าชาวอังกฤษทุกคน นอกจากนั้ นยังโปรดอนุญาตให้ชาวอังกฤษเข้ามาทำการค้าขายและตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยได้ และพระราชทานบ้านหลังหนึ่งให้เป็นสถานีการค้า ลูกัส เอนทูนิส ได้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของสถานีการค้าอังกฤษที่กรุงศรีอยุธยา

พ่อค้าชาวอังกฤษเข้ามากรุงศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๒๑๗ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงต้อนรับเป็นอย่างดี ได้พระราชทานใบอนุญาตให้ พ่อค้าอังกฤษซื้อดีบุกตามหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทยได้สะดวก การเข้ามาของพ่อค้าชาวอังกฤษครั้งนี้มีส่วนทำให้ประวัติศาสตร์ไทยแทบจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปเลย เพราะได้นำฝรั่งชาติกรีกเข้ามาคนหนึ่งและฝรั่งคนนี้เอง นายสมจัย อนุมานราชธน ได้เขียนไว้ในเรื่อง "การทูตไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา" ว่า

"...เป็นผู้ที่เปลี่ยนวิถีทางเดินแห่งประวัติศาสตร์ไทย เป็นผู้สร้างการสัมพันธ์ทางการทูตไปใกล้ต่ออันตรายแห่งการเสียอิสรภาพและอธิปไตย ยิ่งนัก ฝรั่งชาติกรีกคนนี้ คือ คอนสแตนส์ติน เยราคีส หรือ คอนสแตนส์ติน ฟอลกัน นั่นเอง"

aAe1eOa eO3ADAO

รูปแม่น้ำเจ้าพระยาจากอ่าวไทยถึงอยุธยา แสดงที่ตั้งป้อมเมืองบางกอก เขียนขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๒๓๓ ในแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชาโดยชาวฮอลันดา

เจ.แอนเดอร์สัน เขียนเล่าถึงสภาพของกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้นไว้ว่า
"การค้าที่กรุงศรีในขณะที่พ่อค้าอังกฤษเข้ามานั้น เจริญรุ่งเรืองมาก จอน เซาท์ รายงานไปยังบริษัทที่เมืองสุหรัตว่า ที่กรุงศรีอยุธยามีเรือของชนชาติต่างๆ เข้ามาค้าขายมิได้ขาด เช่น เรือญี่ปุ่น เรือญวนจากตังเกี๋ย เรือ จากเมืองหมาเก๊า เมืองมนิลา เมืองมากัสสาร์ของแขกมักกะสัน เมืองยะโฮร์ เมืองอาจีน และจากที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง เรือฮอลันดานั้นเข้ามาแทบทุกอาทิตย์"

ชาวอังกฤษยุติการค้าและการเข้ามาสู่พระนครศรีอยุธยาเมื่อไทยเสียกรุง

ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส
ชาวฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาเมืองไทย เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ศาสนาเป็นส่วนใหญ่ชาวฝรั่งเศสพวกแรก คือ สังฆราชแห่งเบริต ชื่อ เดอ ลามอต ลัมแบร์ เข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๕ ในรัชกาลสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชหลังจากนั้นมีชาวฝรั่งเศสเดินทางเข้ามาเมืองไทยขึ้นและได้ตั้งสถานีการค้าของฝรั่งเศสขึ้นที่กรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๒๒๓

a EO O1

พระวิสูตรสุนทร (โกษาปาน) เป็นราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔

เมื่อชาวฝรั่งเศส เข้ามาตั้งหลักแหล่งเป็นปึกแผ่นแน่นหนาในประ เทศไทยแล้ว สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงแต่งทูตไปฝรั่ง เศสครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๒๒๓ แต่ได้สูญหายเสียกลางทาง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๒๒๗ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ส่งทูตไทยไปฝรั่งเศสอีกเป็นครั้งที่ ๒ ครั้งนี้ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ขากลับประเทศไทยมีคณะทูตฝรั่งเศสอันหรูหราคณะ แรกเดินทางร่วมมาด้วย าชทูตฝรั่งเศสคนแรกนี้ คือ เชอวาเลีย เดอ โชมองต์ มีบาทหลวง ฟรังซัว ติโมเลออง เดอ ชัวสี เป็นผู้ช่วย

การต้อนรับราชทูตฝรั่งเศสที่เชิญพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ มาถวายสมเด็จพระนารายณ์นั้น โอ่ อ่าสง่างาม และมโหฬารที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา จัดเป็นกระบวนแห่พยุหยาตราทางชลมารค ดังจดหมายเหตุของบาทหลวง เดอ ชัวสี เล่าไว้ว่า

"ในขบวนแห่นี้มีเรือนานาชาติเข้าขบวนเพิ่มเติมอีก นี่คือขบวนแห่โดยทางชลมารควิถี ซึ่งมีสิ่งประ หลาดอันพึงจะพิศวงดังได้พรรณนามาบ้างแล้ว เรือหลวงที่มาเข้าขบวนปิดทองทั้งลำทุกลำมีบัลลังก์ทำฝีมือ ประณีตงดงามมาก และประดับล้วนแล้วไปด้วยทองคำ ลำหนึ่งมีฝีพายข้างละ ๖๐ คนถือพายเล่มเล็กๆ ปิดทองทั้งเล่ม พายจ้ำลงไปในน้ำแล้วยกขึ้นชูเป็นจังหวะพร้อมกัน ครั้นต้องแสงสุริยะก็ดูจรัสโอภาสยิ่งนัก"สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชทานที่บริเวณฝั่งตะวันออกของคลองขุนละครไชยให้ปลูกบ้านอยู่ ต่อมาเมื่อชาวฝรั่งเศสได้เข้ารับราชการทำประโยชน์ให้รัฐบาลไทยมาก จึงโปรดให้ข้ามมาตั้งบ้านเรือน อยู่บนตัวเกาะเมืองด้วยในแผนที่ที่ฝรั่งเศสเขียน ยังหมายที่ตั้งบ้านอัครราชทูตฝรั่งเศสไว้ให้เห็น และว่า เป็น "ตึกสวยงามที่สุดบนเกาะกรุงศรีอยุธยา" ใกล้ๆ ปากคลองขุนละครไชยได้สร้างวัดเซนต์โยเซฟขึ้น ไว้ถูกทำลายไปเมื่อเสียกรุง ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเงินให้สร้างขึ้นใหม่ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้

coC1aEe 3AOEAOmuAO
ขบวนแห่พระราชสาส์นของสมเด็จ
พระนารายณ์มหาราชไปถวายพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔
แห่งฝรั่งเศส ณ พระราชวังแวร์ซายล์
กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในสมัยที่คณะราชทูตฝรั่งเศส
อยู่ในพระนครศรีอยุธยา เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๒๒๘ รูปนี้เอามาจากหนังสือฝรั่งเศส
ที่เคยมาอยู่ในอยุธยาสมัยนั้น พิมพ์ขึ้นไว้ใน พ.ศ. ๒๒๓๑

 

ริมแม่น้ำต่อจากบ้านฝรั่งเศสขึ้นไปมีชาวมอญเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามริมแม่น้ำตั้งแต่ปากคลองขุนละครไชยไปจนถึงบ้านป้อม

หมู่บ้านชาวต่างประเทศที่พระนครศรีอยุธยานี้ บรรดาเรือสำเภาที่เข้ามาตามลำน้ำเจ้าพระยา จะทอดสมออยู่ตรงหน้าหมู่บ้านของตน บนฝั่งก็จะมีห้าง ขายของและคลังเก็บสินค้าในน้ำก็มีเรือแพจอดเรียงรายตลอดนับหมื่นๆ แพ บาทหลวง เดอ ชัวสี บันทึกไว้ในจดหมายเหตุของท่านว่า

1NPaAxIP

ผังเมืองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งวิศวกรฝรั่งเศสได้สำรวจในปี พ.ศ. ๒๒๓๐

"ข้าพเจ้าไม่เบื่อที่จะชมกรุงไกรอันใหญ่โตที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินเสมือนเกาะ มีแม่น้ำกว้างใหญ่ประมาณ ๓ เท่าแม่น้ำแซนล้อมอยู่โดยรอบใน แม่น้ำเต็มไปด้วยเรือกำปั่นฝรั่งเศส อังกฤษ วิลันดา จีน ญี่ปุ่น ไทย และยังมีเรือใหญ่น้อยอีกเป็นอันมากแทบนับมิถ้วน พระเจ้ากรุงสยามกำลังทรงพระ ราชดำริจะสร้างเรือกำปั่นแบบฝรั่ง กำปั่นที่กว้านเอาลงน้ำไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ๓ ลำยังแต่สิ่งที่จะชมและพรรณนาอีกไม่น้อย คือแม่น้ำทั้งสองฟากแห่ง กรุงทวาวดีนี้ บรรดาบ้านช่องของพวกต่างชาติ ต่างภาษาเป็นเรือแพทำด้วยไม้ วัว ควาย และหมูเลี้ยงไว้ในคอกสูงพ้นน้ำ ทางไปมาค้าขายนั้นเป็นทาง น้ำเกือบทั้งหมด ทางเหล่านี้อยู่ใต้ร่มไม้ และไปตันที่พุ่มไม้เขียวชอุ่ม และในบ้านช่องเล็กๆ ริมแม่น้ำเหล่านั้นก็มีผู้คนอยู่กันเต็มราวกับรังแตน พ้นหมูบ้านเหล่านี้ไปหน่อยหนึ่งก็มีทุ่งนากว้างใหญ่..."

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Thailand Ayutthaya map
รูปที่ 5 ที่ตั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รูปที่ 6 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

ภูมิประเทศจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างของประเทศห่างจากกรุงเทพมหานคร ทางถนนสายเอเซีย ประมาณ ๗๕ กิโลเมตร ทางรถไฟประมาณ ๗๒ กิโลเมตร และทางเรือประมาณ ๑๓๗ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๒,๕๕๖.๖๔ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑,๕๙๗,๙๐๐ ไร่ นับว่าเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ ๖๒ ของประเทศไทย และเป็นอันดับที่ ๑๑ ของจังหวัดในภาคกลาง

ลักษณะภูมิประเทศ

เป็นที่ราบลุ่มน้ําท่วมถึง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนา ไม่มีภูเขา ไม่มีปุาไม้ มีแม่น้ําไหลผ่าน ๔ สาย ได้แก่ แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําปุาสัก แม่น้ําลพบุรีและแม่น้ําน้อย รวมความยาวประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร มีลําคลองใหญ่น้อย ประมาณ ๑,๒๕๔ คลอง เชื่อมต่อกับแม่น้ําเกือบทั่วบริเวณพื้นที่

อาณาเขต

จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ  จังหวัดอ่างทอง และ จังหวัดลพบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับ  จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรีและจังหวัดปทุมธานี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ  จังหวัดสระบุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ  จังหวัดสุพรรณบุรี

 

ภูมิอากาศ

มีลักษณะร้อนชื้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม ๒ ฤดู คือลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในฤดูหนาวซึ่งอากาศจะเย็นและแห้งแล้ง และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในฤดูฝน ทําให้มีฝนตก ชุกเป็นเวลานาน ปี ๒๕๕๓ อุณหภูมิสูงสุด ๓๙.๖ องศาเซลเซียส ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓ อุณหภูมิต่ําสุด ๑๖.๕ องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ ปริมาณน้ําฝนรวม ๑,๑๘๕.๒ มิลลิเมตร จํานวนวันฝนตก ๙๒ วัน

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาประกอบด้วย 16 อำเภอ ได้แก่

Amphoe Ayutthaya

1. อำเภอพระนครศรีอยุธยา
2. อำเภอท่าเรือ
3. อำเภอนครหลวง
4. อำเภอบางไทร
5. อำเภอบางบาล
6. อำเภอบางปะอิน
7. อำเภอบางปะหัน
8. อำเภอผักไห่

9. อำเภอภาชี
10. อำเภอลาดบัวหลวง
11. อำเภอวังน้อย
12. อำเภอเสนา
13. อำเภอบางซ้าย
14. อำเภออุทัย
15. อำเภอมหาราช
16. อำเภอบ้านแพรก

 

รูปที่ 7 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา


แบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๒๐๙ ตําบล ๑,๔๔๕ หมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนจังหวัด ๑ แห่ง เทศบาลนคร ๑ แห่ง เทศบาลเมือง ๒ แห่ง เทศบาลตําบล ๓๓ แห่ง องค์การบริหารส่วนตําบล ๑๒๑ แห่ง

จํานวนตําบล/หมู่บ้าน/เทศบาล/อบต.ในแต่ละอําเภอ

อำเภอ จำนวนหน่วยการปกครอง
ตำบล หมู่บ้าน เทศบาล อบต.
1. พระนครศรีอยุธยา 21 112 2 13
2. ท่าเรือ 10 84 2 9
3. นครหลวง 12 74 2 6
4. บางไทร 23 136 2 9
5. บางบาล 16 111 2 4
6. บางปะอิน 18 149 9 9
7. บางปะหัน 17 94 1 10
8. ผักไห่ 16 128 2 8
9. ภาชี 8 72 1 7
10. ลาดบัวหลวง 7 58 2 6
11. วังน้อย 10 68 1 9
12. เสนา 17 114 5 9
13. บางซ้าย 6 53 1 4
14. อุทัย 11 107 1 11
15. มหาราช 12 58 2 5
16. บ้านแพรก 5 27 1 2
รวม 209 1,445 36 121


หน่วยราชการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ส่วนราชการส่วนภูมิภาค ๓๓ หน่วยงาน

ส่วนราชการส่วนกลางที่มีสํานักงานตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ๕๗ หน่วยงาน

รัฐวิสาหกิจ ๒๔ แห่ง

หน่วยงานอิสระ ๙ แห่ง

ผู้บริหารจังหวัด

vitaya

ดร.วิทยา ผิวผ่อง
ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

ข้อมูล ส.ส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

เขต 1 (อ.พระนครศรีอยุธยา) นาย เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร  พรรคชาติไทยพัฒนา 
เขต 2 (อำเภอท่าเรือ บางปะหัน นครหลวง มหาราช บ้านแพรก) นาย พ้อง ชีวานันท์ พรรคเพื่อไทย
เขต 3 (อำเภอวังน้อย อุทัย ภาชี) นาย สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล พรรคเพื่อไทย
เขต 4 (อำเภอบางปะอิน บางไทร ลาดบัวหลวง) นาย วิทยา บุรณศิริ พรรคเพื่อไทย
เขต 5 (อำเภอเสนา บางบาล ผักไห่ บางซ้าย) นาย องอาจ วชิรพงศ์ พรรคเพื่อไทย 


ข้อมูล ส.ว.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

  • จำนวนสมาชิกวุฒิสภา 2 คน
  • มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด : 556,637 คน
1 ประยุทธ์ ฉัตรไชยรัชต์ 109,887 คะแนน
2 กุมพล สภาวสุ 61,6373 คะแนน

 

จำนวนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร  ณ  วันที่ 31 ธันวาคม 2554  

ชาย หญิง รวม
380,310 407,343 787,653


ที่มา สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง  

ประชากรศาสตร์

225px-La Loubere Kingdom of Siam

ภาพชาวสยามจากจดหมายเหตุลาลูแบร์ พ.ศ. 2236

กลุ่มชาติพันธุ์

ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 อาณาจักรอยุธยามีประชากรประมาณ 1,900,000 คน ซึ่งนับชายหญิงและเด็กอย่างครบถ้วน แต่ลาลูแบร์กล่าวว่า ตังเลขดังกล่าวน่าจะไม่ถูกต้องเนื่องจากมีผู้หนีการเสียภาษีอากรไปอยู่ตามป่าตามดงอีกมาก มีกลุ่มชาติพันธุ์หลักคือไทยสยาม ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งบรรพบุรุษของไทยสยามปรากฏหลักแหล่งของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาตระกูลไท-กะไดเก่าแก่ที่สุดอายุกว่า 3,000 ปี ซึ่งมีหลักแหล่งแถบกวางสี คาบเกี่ยวไปถึงกวางตุ้งและแถบลุ่มแม่น้ำดำ-แดงในเวียดนามตอนบน ซึ่งกลุ่มชนนี้มีความคลื่นไหวไปมากับดินแดนไทยในปัจจุบันทั้งทางบกและทางทะเลและมีการคลื่นไหวไปมาอย่างไม่ขาดสาย ในยุคอาณาจักรทวารวดีในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงหลังปี พ.ศ. 1100 ก็มีประชากรตระกูลไทย-ลาว เป็นประชากรพื้นฐานรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นกลุ่มชนอพยพลงมาจากบริเวณสองฝั่งโขงลงทางลุ่มน้ำน่านแล้วลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตกแถบสุพรรณบุรี ราชบุรี ถึงเพชรบุรีและเกี่ยวข้องไปถึงเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งในส่วนนี้ลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกเกี่ยวกับชาวสยามว่า ชาวลาวกับชาวสยามเกือบจะเป็นชนชาติเดียวกัน

เอกสารจีนที่บันทึกโดยหม่าฮวนได้กล่าวไว้ว่า ชาวเมืองพระนครศรีอยุธยาพูดจาด้วยภาษาอย่างเดียวกับกลุ่มชนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน คือพวกที่อยู่ในมณฑลกวางตุ้งกับกวางสี และด้วยความที่ดินแดนแถบอุษาคเนย์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์จึงมีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายตั้งหลักแหล่งอยู่ปะปนกันจึงเกิดการประสมประสานทางเผ่าพันธุ์ วัฒนธรรม และภาษาจนไม่อาจแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน และด้วยการผลักดันของรัฐละโว้ ทำให้เกิดรัฐอโยธยาศรีรามเทพนคร ภายหลังปี พ.ศ. 1700 ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมหลายอย่าง

ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มอื่นๆ ได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เชลยที่ถูกกวาดต้อน ตลอดจนถึงชาวเอเชียและชาวตะวันตกที่เข้ามาเพื่อการค้าขาย ในกฎมนเทียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาได้เรียกชื่อชนพื้นเมืองต่างๆได้แก่ "แขกขอมลาวพม่าเมงมอญมสุมแสงจีนจามชวา..." ซึ่งมีการเรียกชนพื้นเมืองที่อาศัยปะปนกันโดยไม่จำแนกว่า ชาวสยาม ในจำนวนนี้มีชาวมอญอพยพเข้ามาในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เนื่องจากชาวมอญไม่สามารถทนการบีบคั้นจากการปกครองของพม่าในช่วงราชวงศ์ตองอู จนในปี พ.ศ. 2295 พม่าได้ปราบชาวมอญอย่างรุนแรง จึงมีการลี้ภัยเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาจำนวนมาก โดยชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำ เช่น บ้านขมิ้นริมวัดขุนแสน ตำบลบ้านหลังวัดนก ตำบลสามโคก และวัดท่าหอย ชาวเขมรอยู่วัดค้างคาว ชาวพม่าอยู่ข้างวัดมณเฑียร ส่วนชาวตังเกี๋ยและชาวโคชินไชน่า (ญวน) ก็มีหมู่บ้านเช่นกัน เรียกว่าหมู่บ้านโคชินไชน่า นอกจากนี้ชาวลาวก็มีจำนวนมากเช่นกัน โดยในรัชสมัยของสมเด็จพระราเมศวรครองราชย์ครั้งที่สอง ได้กวาดต้อนครัวลาวเชียงใหม่ส่งไปไว้ยังจังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช และจันทบุรี และในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงยกทัพไปตีล้านนาในปี พ.ศ. 2204 ได้เมืองลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงแสน และได้กวาดต้อนมาจำนวนหนึ่ง เป็นต้น โดยเหตุผลที่กวาดต้อนเข้ามา ก็เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร และนอกจากกลุ่มประชาชนแล้วกลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่เป็นเชลยสงครามและผู้ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร มีทั้งเชื้อพระวงศ์ลาว, เชื้อพระวงศ์เชียงใหม่ (Chiamay), เชื้อพระวงศ์พะโค (Banca), และเชื้อพระวงศ์กัมพูชา

นอกจากชุมชนชาวเอเชียที่ถูกกวาดต้อนมาแล้วก็ยังมีชุมชนของกลุ่มผู้ค้าขายและผู้เผยแผ่ศาสนาทั้งชาวเอเชียจากส่วนอื่นและชาวตะวันตก เช่น ชุมชนชาวฝรั่งเศสที่บ้านปลาเห็ด ปัจจุบันอยู่ทางทิศใต้นอกเกาะอยุธยาใกล้กับวัดพุทไธสวรรย์ ซึ่งภายหลังบ้านปลาเห็ตได้เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านเซนต์โยเซฟ หมู่บ้านญี่ปุ่นอยู่ริมแม่น้ำระหว่างหมู่บ้านชาวมอญและโรงกลั่นสุราของชาวจีน ถัดไปเป็นชุมชนชาวฮอลันดา ทางใต้ของชุมชนฮอลันดาเป็นถิ่นพำนักของชาวอังกฤษ, มลายู และมอญจากพะโค นอกจากนี้ก็ยังมีชุมชนของชาวอาหรับ เปอร์เซีย และกลิงก์ (คนจากแคว้นกลิงคราฎร์จากอินเดีย) ส่วนชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งอยู่ตรงข้ามชุมชนญี่ปุ่น ชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่มักสมรสข้ามชาติพันธุ์กับชาวสยาม จีน และมอญ ส่วนชุมชนชาวจาม มีหลักแหล่งแถบคลองตะเคียนทางใต้ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาเรียกว่า ปทาคูจาม มีบทบาทสำคัญด้านการค้าทางทะเล และตำแหน่งในกองทัพเรือ เรียกว่า อาษาจาม และเรียกตำแหน่งหัวหน้าว่า พระราชวังสัน

200px-Tosakan Khon Golden Mask

โขนต้องเจรจาด้วยเสียงเหน่อ ซึ่งถือเป็นสำเนียงหลวงเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา

ภาษา

สำเนียงดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยามีความเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองตั้งแต่ลุ่มน้ำยมที่เมืองสุโขทัยลงมาทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกในแถบสุพรรณบุรี, ราชบุรี, เพชรบุรี ซึ่งสำเนียงดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับสำเนียงหลวงพระบาง โดยเฉพาะสำเนียงเหน่อของสุพรรณบุรีมีความใกล้เคียงกับสำเนียงหลวงพระบาง ซึ่งสำเนีงเหน่อดังกล่าวเป็นสำเนียงหลวงของกรุงศรีอยุธยา ประชาชนชาวกรุงศรีอยุธยาทั้งพระเจ้าแผ่นดินจนถึงไพร่ฟ้าราษฏรก็ล้วนตรัสและพูดจาในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันเป็นขนบอยู่ในการละเล่นโขนที่ต้องใช้สำเนียงเหน่อ โดยหากเปรียบเทียบกับสำเนียงกรุงเทพฯในปัจจุบันนี้ ที่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นสำเนียงบ้านนอกถิ่นเล็กๆของราชธานีที่แปร่งและเยื้องจากสำเนียงมาตรฐานของกรุงศรีอยุธยาและถือว่าผิดขนบ

ภาษาดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยาปรากฏอยู่ในโองการแช่งน้ำ ซึ่งเป็นร้อยกรองที่เต็มไปด้วยฉันทลักษณ์ที่แพร่หลายแถบแว่นแคว้นสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงมาแต่ดึกดำบรรพ์ และภายหลังได้พากันเรียกว่า โคลงมณฑกคติ เนื่องจากเข้าใจว่าได้รับแบบแผนมาจากอินเดีย ซึ่งแท้จริงคือโคลงลาว หรือ โคลงห้า ที่เป็นต้นแบบของโคลงดั้นและโคลงสี่สุภาพโดยในโองการแช่งน้ำเต็มไปด้วยศัพท์แสงพื้นเมืองของไทย-ลาว ส่วนคำที่มาจากบาลี-สันสกฤต และเขมรอยู่น้อย โดยหากอ่านเปรียบเทียบก็จะพบว่าสำนวนภาษาใกล้เคียงกับข้อความในจารึกสมัยสุโขทัย และพงศาวดารล้านช้าง

ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ใกล้ทะเลและเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติทำให้สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ต่างกับบ้านเมืองแถบสองฝั่งโขงที่ห่างทะเลเป็นเหตุที่ทำให้มีลักษณะที่ล้าหลังจึงสืบทอดสำเนียงและระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมไว้ได้เกือบทั้งหมด ส่วนภาษาในกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับอิทธิพลของภาษาจากต่างประเทศจึงรับคำในภาษาต่างๆมาใช้ เช่นคำว่า กุหลาบ ที่ยืมมาจากคำว่า กุล้อบ ในภาษาเปอร์เซีย ที่มีความหมายเดิมว่า น้ำดอกไม้ และยืมคำว่า ปาดรื (Padre) จากภาษาโปรตุเกส แล้วออกเสียงเรียกเป็น บาทหลวง เป็นต้น

ด้านศาสนา

ประชากรของจังหวัดพระนครศรีอยุธยานับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ ๙๔.๓ ศาสนาอิสลาม ประมาณร้อยละ ๑๐ และศาสนาคริสต์ ประมาณร้อยละ ๐.๖ ศาสนสถานในจังหวัดมีทั้งสิ้น ๕๗๖ แห่ง แยกเป็น วัด ๕๐๕ วัด มัสยิด ๖๐ แห่ง และโบสถ์คริสต์ ๑๑ แห่ง นอกจากนั้นยังมีวัดร้าง ๔๔๗ วัด สํานักสงฆ์ ๙ แห่ง โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมบาลีและสามัญรวม ๓ แห่ง ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ๘๕ แห่ง พระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร ๓ แห่ง ชั้นโทชนิดราชวรวิหาร ๑ แห่ง ชั้นโทชนิดวรวิหาร ๓ แห่ง และชั้นตรีชนิดสามัญ ๗ แห่ง มีจํานวนพระภิกษุ (มหานิกาย) ๕,๕๓๓ รูป สามเณร ๓๕๑ รูป จํานวนพระภิกษุ(ธรรมยุต) ๒๑๑ รูป สามเณร ๘๖๓ รูป ศูนย์การเรียนพระปริยัติธรรม ๔๐ แห่ง

ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (GPP=Growth Provincial Product)

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2544 - 2553

GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, PHRA NAKHON SI AYUTTHAYA PROVINCE: 2001 - 2010

สาขาการผลิต 2544 2545 2546 2547 2548 2549r 2550r 2551r 2552p 2553p1
-2001 -2002 -2003 -2004 -2005 (2006r) (2007r) (2008r) (2009p) (2010p1)
ภาคเกษตร 4,459 4,451 4,556 5,531 5,553 6,584 7,043 10,799 9,593 13,366
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 4,105 4,159 4,419 5,443 5,473 6,490 6,948 10,716 9,500 13,269
การประมง 354 292 137 89 80 94 95 83 93 97
ภาคนอกเกษตร 177,686 191,965 233,841 250,413 260,438 294,208 337,340 413,656 381,152 466,235
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 379 406 388 431 472 941 933 1,006 1,043 1,165
การผลิตอุตสาหกรรม 146,575 159,455 200,283 212,141 219,197 248,503 286,433 358,049 326,158 407,221
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 3,851 3,967 4,745 5,135 5,051 5,453 5,623 5,412 5,847 6,617
การก่อสร้าง 2,215 2,456 2,371 2,526 2,716 3,071 3,095 3,095 3,019 3,216
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์
 ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 8,144 8,760 8,645 9,158 9,451 9,043 9,800 10,264 9,631 10,567
โรงแรมและภัตตาคาร 1,179 1,304 1,490 1,690 1,856 2,492 2,998 3,617 3,755 4,056
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 3,469 3,990 4,166 4,342 4,917 5,327 6,670 7,442 6,667 6,784
ตัวกลางทางการเงิน 1,210 1,356 1,384 1,449 1,708 2,473 2,119 2,686 2,849 3,064
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 4,117 3,697 3,772 5,691 6,301 7,325 9,123 10,228 9,733 10,448
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,952 1,818 1,813 2,101 2,597 2,734 2,934 3,753 3,770 4,153
การศึกษา 2,677 2,730 2,833 3,649 3,670 4,095 4,651 5,039 5,373 5,498
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 1,220 1,303 1,257 1,358 1,751 1,970 2,160 2,267 2,553 2,644
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ 676 700 673 717 728 755 775 773 728 777
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 23 23 23 24 24 25 25 26 27 26
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 182,145 196,416 238,397 255,944 265,991 300,792 344,383 424,455 390,745 479,601
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 243,976 262,165 317,323 339,984 352,721 397,140 452,494 554,951 508,328 620,773
ประชากร (1,000 คน) 747 749 751 753 754 757 761 765 769 773

 

การอุตสาหกรรม

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในเขต ๒ ของการส่งเสริมการลงทุน มีนิคมอุตสาหกรรม ๓ แห่งได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) และนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครและมีเขตประกอบการอุตสาหกรรม ๒ แห่ง ได้แก่ เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคเตอรี่แลนด์วังน้อย และเขตประกอบการอุตสาหกรรม บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จํากัด (มหาชน) มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ( ณ ๓๑ มีนาคม๒๕๕๔) จํานวน ๒,๐๕๗ โรงงาน เงินทุนรวม ๓๒๔,๒๗๕.๑๑ ล้านบาท จ้างคนงาน ๒๔๕,๕๙๙ คน มีโรงงานอุตสาหกรรมรับอนุญาตประกอบกิจการใหม่ในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ จํานวน ๔๔ โรงงาน ขอขยาย ๔โรงงาน เลิกกิจการ ๑๑ โรงงาน สรุป มีการขย ายตัวภาคอุตสาหกรรม จํานวน ๓๓ โรงงาน (ร้อยละ ๑.๖๓) เงินลงทุน ๑,๓๒๗.๗๐ ล้านบาท (ร้อยละ ๐.๔๑) การจ้างงาน ๓,๗๑๗ คน คน (ร้อยละ ๑.๕๔)

การพาณิชยกรรม

ในปี ๒๕๕๔ ผู้ประกอบธุรกิจขอจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่จํานวน ๑๕๖ แห่ง ทุนจดทะเบียนรวมจํานวน ๑,๒๙๒,๗๖๐,๐๐๐ บาท แบ่งเป็นประเภทบริษัทจํากัดจัด ตั้ง ๘๙ แห่ง จดทะเบียน ๑,๒๔๖,๙๐๐,๐๐๐ บาท ประเภทห้างหุ้นส่วนจํากัดจัดตั้ง ๖๗ ทุนจดทะเบียน ๔๕,๘๖๐,๐๐๐ บาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางการคมนาคม ทําให้การเดินทางสะดวกทั้งทางรถยนต์ รถไฟ และทางเรือ มีผู้ประกอบการจัดตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร คลังสินค้าขนาดใหญ่ ห้องเย็น และกิจการโรงสี ในจังหวัดจํานวนมาก เพื่อจัดเก็บสินค้าและแปรรูปสินค้าเพื่อส่งไปยังกรุงเทพมหานคร และส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจดังกล่าวส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในเขตอําเภอพระนครศรีอยุธยา บางปะอิน วังน้อย และอุทัย อีกทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ขนาดกลาง กระจายตัวอยู่ในชุมชน อาทิ ห้างสรรพสินค้า เทสโกโลตัส บิ๊กซี โรบินสัน ตลาดกลางเพื่อการเกษตร สินค้าขาออกของจังหวัดที่สําคัญ ได้แก่ สินค้าเกษตร เช่น ข้าว มะม่วง สัตว์น้ําจืด ไม้แปรรูป และสินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง ส่วนสินค้านําเข้าของจังหวัด ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง น้ํามันเชื้อเพลิง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือเครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร และไม้ซุง

ด้านการเกษตรกรรม

การใช้ดินเพื่อการเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ทั้งหมด ๑,๕๙๗,๙๐๐ ไร่ มีเนื้อที่ถือครองทางการเกษตร ๑,๒๕๕,๖๓๕ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๗๘.๕๘ ของพื้นที่ทั้งจังหวัด แยกเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ๙๔๐,๓๘๖ ไร่ ข้าวนาปรัง ๘๓๓,๕๓๑ ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ผล ๒๓,๓๑๐ ไร่ พื้นที่ปลูกพืชผัก ๖,๕๖๒ ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ ๔,๒๓๓ ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ๑,๕๒๕ ไร่ มีครัวเรือนผู้ถือครองทําการเกษตรทั้งสิ้น ๔๑,๔๐๘ ครัวเรือน (จํานวนประชากรโดยเฉลี่ย ๓-๕ คน/ครัวเรือน) พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าว กล้วยน้ําว้า สัตว์เศรษฐกิจ ได้แก่ ไก่ เป็ด สุกร โคเนื้อ และปลาน้ําจืด

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, PHRA NAKHON SI AYUTTHAYA PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม                  
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 573,976 577,676 583,676 583,527 586,582 589,147 605,914 624,480 636,766
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 365,591 364,135 380,920 385,008 400,307 410,218 417,153 430,668 430,044
  ผู้มีงานทำ 356,138 357,151 374,475 378,077 395,396 403,903 411,858 423,676 425,707
  ผู้ว่างงาน 8,942 6,985 6,313 6,931 4,911 6,315 5,211 6,992 4,084
  ผู้ที่รอฤดูกาล 511  - 131  -  -  - 83  - 252
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 208,385 213,540 202,757 198,519 186,275 178,929 188,762 193,813 206,722
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 275,021 276,647 279,847 275,072 271,447 273,233 284,656 296,847 302,781
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 198,393 195,592 206,002 204,566 207,078 208,783 216,816 227,761 226,494
  ผู้มีงานทำ 192,008 190,823 201,884 199,695 204,041 204,661 213,643 224,023 223,997
  ผู้ว่างงาน 6,245 4,770 3,987 4,871 3,037 4,122 3,174 3,737 2,391
  ผู้ที่รอฤดูกาล 140  - 131  -  -  -  -  - 106
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 76,628 81,055 73,845 70,505 64,369 64,451 67,840 69,086 76,288
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 298,956 301,029 303,829 308,456 315,135 315,914 321,258 327,634 333,985
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 167,198 168,543 174,917 180,442 193,229 201,436 200,336 202,907 203,550
  ผู้มีงานทำ 164,130 166,328 172,591 178,382 191,355 199,243 198,216 199,653 201,710
  ผู้ว่างงาน 2,698 2,215 2,326 2,060 1,875 2,194 2,038 3,255 1,694
  ผู้ที่รอฤดูกาล 372  -  -  -  -  - 83  - 146
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 131,757 132,486 128,912 128,014 121,906 114,478 120,922 124,726 130,435

 

ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรดิน

ลักษณะดินแยกเป็น ๖ ประเภท คือ ดินเหนียว ๑,๐๕๔,๐๘๐ ไร่ ดินเหนียวปนดินร่วน ๒๐๗,๗๑๖ ไร่ ดินเหนียวปนดินทราย ๔๗,๙๔๒ ไร่ ดินร่วนปนดินทราย ๑๒,๓๐๐ ไร่ ดินทราย ๘,๕๐๐ ไร่ และดินร่วน ๓๐๐ ไร่ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ มีดินร่วนปนดินทรายสีเทาอมเหลืองที่ อําเภอบางบาล และอําเภอบางปะหัน เหมาะในการทําอิฐมอญได้อย่างดีนอกจากนี้ยังมีทรายมาก ตามบริเวณลุ่มแม่น้ํา ลําคลองได้แก่ เขตอําเภอบางบาล อําเภอบางปะหันอําเภอพระนครศรีอยุธยา อําเภอบางปะอิน ส่วนใหญ่เป็นทรายที่ใช้ถมที่เพื่อการก่อสร้าง

ทรัพยากรน้ำ

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรน้ํา โดยมีแม่น้ําไหลผ่าน ๔ สาย ได้แก่ แม่น้ําเจ้าพระยา แม่น้ําป่าสัก แม่น้ําลพบุรี และแม่น้ําน้อย และมีคลองธรรมชาติ ๔๓๗ สายคลอง คลองชลประทาน ๖๒๖ สายคลอง สรุปได้ดังนี้

  1. แม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มจากปากน้ําโพจังหวัดนครสวรรค์ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท ไหลผ่านจังหวัดสิงห์บุรีจังหวัดอ่างทอง เข้าเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านอําเภอบางบาล อําเภอพระนครศรีอยุธยา อําเภอบางปะอิน และอําเภอบางไทร รวมความยาวของแม่น้ํานี้ ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ ๕๕ กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ ๑๕๐ - ๓๕๐ เมตร
  2. แม่น้ำป่าสัก ต้นกําเนิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ไหลผ่านอําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรีอําเภอแก่งคอยและอําเภอเสาไห้จังหวัดสระบุรีไหลเข้าเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อําเภอท่าเรือ อําเภอนครหลวง แล้วไหลไปรวมกับแม่น้ําเจ้าพระยาที่อําเภอพระนครศรีอยุธยา หน้าวัดพนัญเชิงวรวิหาร ความยาวที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ ๕๒ กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ ๑๐๐ - ๒๐๐ เมตร- 12 -ข้อมูลทั่วไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจ าปี ๒๕๕๔
  3. แม่น้ำลพบุรี เป็นลําน้ําธรรมชาติเริ่มต้นที่ตําบลม่วงหมู่ อําเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ไหลผ่านจังหวัดลพบุรี เข้าเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่อําเภอบ้านแพรก อําเภอมหาราช อําเภอ บางป ะหัน และอําเภอพระนครศรีอยุธยา แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ําปุาสักที่หน้าวัดตองปุในเขตอําเภอพระนครศรีอยุธยา ความยาวที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ ๖๒.๕ กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ ๕๐ - ๑๕๐ เมตร
  4. แม่น้ำน้อย เป็นลําน้ําธรรมชาติรับน้ําจากแม่น้ําเจ้าพระยา เหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ประตูระบายน้ําบรมธาตุ ไหลผ่านจังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรีจังหวัดอ่างทอง เข้าเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพื้นที่อําเภอผักไห่ อําเภอเสนา และอําเภอบางไทร ไปบรรจบกับแม่น้ําเจ้าพระยาที่ตําบลบางไทร ความยาวที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประมาณ ๓๐ กิโลเมตร มีความกว้างประมาณ ๕๐ - ๑๕๐ เมตร


มีลำคลองที่สำคัญ ได้แก่ คลองบางบาล คลองบางปลาหมอ คลองบางหลวง คลองมหาราช คลองบางแก้ว คลองลาดชะโด คลองบางพระครู คลองกุฎี คลองลาดชิด คลองนาคู คลองพระยาบันลือ คลองขุนศรี คลองไผ่พระ คลองกกแก้ว คลองร่มไทร และคลองปากกราน เป็นต้น

งานประจำปีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

43168

จัดขึ้นปลายเดือนมกราคม หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ภายในงานมีการแสดง ทางวัฒนธรรม สาธิตการผลิตสินค้าหัตถกรรม จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ ศูนย์ฯ และการละเล่นพื้นบ้าน

งานเทศกาลสงกรานต์

Image

จัดในวันที่ 13 เมษายน หน้าวิหารพระมงคลบพิตร มีขบวนแห่ตามประเพณีของชาวอยุธยาและขบวนแห่เถิดเทิง สรงน้ำพระมงคลบพิตร จำลอง และประกวดนางสงกรานต์

พิธีไหว้ครูบูชาเตา

c3   C5

เป็น "พิธีไหว้ครู" ของช่างตีมีดตีดาบที่รู้จักทั่วไปว่า "มีดอรัญญิก" ที่บ้านต้นโพธิ์ บ้านไผ่หนองและบ้านสาไล ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง ชาวบ้านที่ผลิตมีดอรัญญิก มีประเพณีและวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติสืบทอดต่อ ๆ กันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ คือ งานมาฆบูชา บุญวิสาขบูชา บุญเข้าพรรษา บุญตักบาตรรดอกไม้ บุญสงกรานต์ บุญออกพรรษา บุญมหาชาติ บุญทอดกฐิน เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติไทยทั่วไปที่ปฏิบัติกันมาเป็นประจำ แต่ยังมีประเพณีที่สำคัญมากอีกประเพณีหนึ่งคือการ "ไหว้ครูบูชาเตา" ซึ่งจะทำกันทุกหมู่บ้าน เมื่อทำบุญบำเพ็ญกุศล ตรุษและสงกรานต์แล้ว ผู้ใหญ่จะประชุมหารือเพื่อกำหนดวันไหว้ครู ส่วนมากกำหนดวันข้างขึ้นเดือน 6 ตรงกับวันพฤหัสบดี เมื่อหารือกันแล้วทุกบ้านจะลงมือซ่อมเครื่องมือต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนกำหนดหนึ่งหรือสองวันและทำความสะอาดเครื่องมือ แล้วนำมาวางไว้ในที่อันสมควร เตาเผาเหล็กจะต้องปั้นกันใหม่ และจะเตรียมเครื่องสังเวยไหว้ครูอย่างครบครัน มีเครื่องบูชาพระพุทธ แต่งเป็นขันห้า มีข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน กรวยดอกไม้5 กรวย เครื่องบูชาพระภูมิ เครื่องบูชาพระแม่ธรณี เครื่องบูชาเทพเจ้า (พระวิษณุ) มีดอกไม้ ธูปเทียน ด้ายสายสิญจน์ ทองคำเปลว น้ำหอม แป้งกระแจะ เครื่องนุ่งห่ม แก้วแหวนเงินทอง โตกบายศรี ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "พาขวัญ" ) เอาใบตองทำเป็นกรวยจำนวนมาก ใบคูณ ดอกคูณ ดอกดาวเรือง ดอกบานชื่น ดอกบานไม่รู้โรย ใบทอง ใบนาค ใบชนชื่น ใส่ในกรวยเครื่องสังเวยมีหมู ไก่ และสุรา พอรุ่งอรุณของเช้าวันพฤหัสบดี ก็จะนำเครื่องบูชาและอาหารคาวหวาน บูชาพระภูมิ แม่ธรณี ส่วนเครื่องสังเวยต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้จะต้องนำมาวางไว้ที่เครื่องมือ แล้วจะทำพิธีสวดโองการเชิญเทพเจ้ามาเพื่อเป็นสิริมงคล แล้วผู้ใหญ่ในเรือนนั้นจะเรียกลูกหลานมาบูชากราบไหว้ ขอพรอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นมงคลแก่ทุกคน พอธูปหมดดอก ผู้ใหญ่จึงจะเสสัง(เลิกพิธี) และจะเรียกลูกหลานทุก ๆ คนมาช่วยกันผูกกรวยดอกไม้ติดกับเครื่องมือทุกชิ้น เติมด้วยแป้งกระแจะหอม และปิดด้วยทองคำเปลว สุราที่นำไปไหว้นั้นทุกคนจะต้องดื่ม เพราะถือว่าเป็นน้ำอัมฤตของครูอาจารย์ ซึ่งประสิทธิ์ประสาทให้เขาเหล่านั้นประสพความสำเร็จทุกประการ แล้วยกโตกบายศรี มาวางกลางบ้าน ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ผู้ใหญ่ จะผูกขวัญ (สายสิญจน์ผูกข้อมือ) ให้ศิลให้พรแก่ลูกหลานทุกคน ผู้ใหญ่จะให้ลูกหลานเรียกญาติและผู้ที่เคารพนับถือมารวมที่บ้านตน เป็นอย่างนี้ทุกบ้าน (ภาษาชาวบ้านเรียนว่าค้ำคูณ) เพื่อเป็นสิริมงคลระหว่างกัน สำหรับในวันนั้นทุกบ้านจะต้อนรับทุกคนที่มาเยือน ด้วยสุรา อาหาร อย่างหน้าชื่นตาบาน

งานลอยกระทงตามประทีปและแข่งเรือยาวประเพณี

loi    loi1

จัดขึ้นปลายเดือนพฤศจิกายน ณ ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร มีการประกวดนางนพมาศ ประกวดขบวนแห่ ประกวดกระทง-โคมแขวน การแสดงและการละเล่นพื้นบ้าน การแข่งเรือยาวประเพณี และ เรือยาวนานาชาติ จำหน่ายอาหาร และสินค้ามากมาย

งานแสดงแสงเสียงอยุธยามรดกโลก

Ayutthaya-World-Heritage-Fair

เนื่องจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับการประกาศโดยองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 ทางจังหวัดจึงได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองทุกปี ระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม เป็นระยะเวลา 7 วัน ในงานจะมีการแสดงชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปหัตถกรรม วัฒนธรรมและประเพณีของไทย รวมทั้งการแสดงแสงเสียงเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

  1. บริเวณเกาะเมืองและพื้นที่โดยรอบเขตอําเภอพระนครศรีอยุธยา ได้แก่พระราชวังหลวงหรือ พระราชวังโบราณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์ วัดพระศรีสรรเพชญ์ วิหารพระมงคลบพิตร วัดใหญ่ชัยมงคล วัดไชยวัฒนาราม วัดพนัญเชิงวรวิหาร ปูอมเพชร หมู่บ้านญี่ปุุน เป็นต้น
  2. บริเวณอําเภอบางปะอิน และอําเภอบางไทร เช่น พระราชวังบางปะอิน วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
  3. บริเวณอําเภอนครหลวง อําเภอท่าเรือ เช่น ปราสาท นครหลวง วัดสะตือที่มีพระพุทธรูป ปางไสยาสน์ (นอน) ที่ยาวที่สุด และศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น เช่น มีดอรัญญิก เป็นต้น
  4. สถานที่ท่องเที่ยวที่สําคัญบริหารโดยเอกชน ได้แก่ ปางช้างแลเพนียด พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่น ในเขตอําเภอพระนครศรีอยุธยา
  5. ตลาดน้ําที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ ตลาดน้ําวัดคลองสระบัว ตลาดน้ําวัดท่าการ้อง และตลาดน้ําอโยธยา ในเขตอําเภอพระนครศรีอยุธยา
  6. การท่องเที่ยวแบบ Night Tour ล่องเรือชมแสงสว่างยามค่ําคืนกับบรรยากาศริมสายน้ําเจ้าพระยา รอบเกาะเมือง ผ่านสถานที่สําคัญ วัด โบราญสถาน ที่ประ ดับไฟไว้อย่างงดงาม และชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านริมน้ํา

 

๑. วัดต่างๆ

๑.๑ วิหารพระมงคลบพิตรพระมงคลบพิตร

sm-monkonborpit-temple เป็นพระพุทธรูปอิฐบุทองสัมฤทธิ์สีดําตลอดองค์ เพราะเคลือบรักไว้สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระไชยราชา ราว พ .ศ.๒๐๘๑ สําหรับเป็นพระพุทธรูปประจําวัดซีเซียง ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง วิหารพระมงคลบพิตรทั้งองค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีขนาดใหญ่มาก ที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย


๑.๒ วัดไชยวัฒนาราม

sm-wat chaiwattanaram2 อยู่ริมแม่น้ําฝั่งเดียวกับวัดพุทไธสวรรค์แต่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะเมือง พระเจ้าปราสาททอง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นในปี พ .ศ.๒๑๗๓ เพื่ออุทิศวายให้เป็นอนุสรณ์สถาน ณ บ้านเดิมของพระราชมารดาและเพื่อเฉลิม พระเกียรติในการเสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยทรงมีพระราชนิยมศิลปะแบบ ขอมปัจจุบันเป็นวัดร้าง แต่ยังมีพระปรางค์ใหญ่และเจดีย์รายตามมุมคงเหลืออยู่และรูปทรงยังสมบูรณ์ดีเป็นส่วนมาก


๑.๓ วัดหน้าพระเมรุ

sm-buddha-prameru พระองค์อินทร์ ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงสร้างวัดหน้าพระเมรุเมื่อ พ.ศ.๒๐๔๖ เดิมชื่อ วัดเมรุราชิการามอยู่ริมสระบัว ตรงข้ามพระราชวังหลวง ครั้งแผ่นดินพระมหา จักพรรดิ์ได้ทรงตั้งพลับพลาระหว่างวัดหน้าพระเมรุและวัดหัสดาวาสเป็นที่ทําสัญญาสงบศึกกับ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง


๑.๔ วัดพนัญเชิง

panancheng-temple1 อยู่ริมแม่น้ําทางด้านทิศใต้ของพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่มีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา เดิมใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฏหลักฐาน พระพุทธรูปซึ่งเป็น พระประธานในพระวิหาร นั้นชื่อ "พระเจ้าพนัญเชิง " สร้างขึ้นเมื่อ พ .ศ ๑๘๖๗ ในปี พ .ศ ๒๓๙๗พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบูรณะใหม่ทั้งองค์ และถวายพระนามว่า "พระพุทธไตรรัตนนายก " นับเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่มีอายุมากที่สุด และใหญ่ที่สุดในประเทศไทยหน้าตักกว้าง ๒๐.๑๗ เมตร และสูงจาก ชายพระชงฆ์ถึง พระรัศมี ๑๙ เมตร


๑.๕ วัดพุทไธสวรรค์

sm-wat-puthaisawan ในราว พ.ศ.๑๘๙๖ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง ) ทรงสถาปนาวัดพุทไธสวรรค์ ขึ้น ณ ริมฝั่ง แม่น้ําเจ้าพระยา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงตําบลเวียงเหล็กซึ่งเป็นสถานที่ทางพัก ไพร่พลเป็นระยะเว ลา ๓ ปีหลังจากอพยพหนีโรคระบาดและต่อมาได้ข้ามแม่น้ํามาสร้าง กรุงศรีอยุธยา ที่ตําบลหนองโสน ในปี พ .ศ.๑๘๙๓ วัดพุทไธสวรรค์มีจุดเด่นที่องค์พระปรางค์ลักษณะศิลปะแบบขอม งอกงามเป็นที่เชิดชูแก่วัดอย่างมาก บริเวณพระปรางค์ล้อมรอบ ด้วยพระระเบียงที่มีพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทองพระนอนประดิษฐานพระพุทธ ไสยาสน์


๑.๖ วัดมหาธาตุ

sm-wat-mahathat วัดมหาธาตุเป็นวัดใหญ่คู่กับวัดราชบูรณะ ในพงศาวดารกล่าวว่า เริ่มสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) พ.ศ.๑๙๑๗ มาแล้วเสร็จในสมัยพระราเมศวร และมีการก่อสร้างบํารุงรักษามาตลอดจนเสียกรุงในปี พ .ศ.๒๓๑๐ ทําให้มีสิ่งก่อสร้างที่สวยงามและสําคัญอยู่ มากมายโดย เฉพาะวิหารหลวงขนาดใหญ่ที่เจาะผนังเป็นช่องแทนหน้าต่างพระปรางค์ประธาน ของวัดซึ่งเคยเป็นที่ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเดิมมีความสูงจากฐานถึงยอดประมาณ ๕๐ เมตร และพังลงมาครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จ พระเจ้าทรงธรรม พอถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงให้บูรณะซ่อมแซมจนมีความสูงกว่าที่สร้างครั้งแรก แต่ในปัจจุบันพระปรางค์เหลือเพียงส่วนฐาน เพราะหักพังลงมาอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๕๔ รัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


๑.๗ วัดเจ้าพญาไท หรือ วัดใหญ่ไชยมงคล

yaichaimonkol-temple1 สร้างเมื่อ พ .ศ.๑๙๐๐ พระเจ้าอู่ทองทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปลงศพเจ้าแก้วเจ้าไทย ที่ปลงศพ นั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหารเป็นพระอารามชื่อวัดปุาแก้ว และโปรดเกล้าฯให้เป็น สํานักสงฆ์เรียกคณะปุาแก้ว ปฎิบัติทางวิปัสสนาธุระ ต่อมาได้ขนาดนามว่า วัดเจ้าพระยาไทย เพราะเป็นที่สถิตของสมเด็จพระวันรัตพระสังฆราช ฝุายขวา ซึ่งในสมัยโบราณเรียกพระสงฆ์ว่า เจ้าไทย ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ.๒๑๓๕ ทรงได้ชัยชนะใน การทํายุทธหัตถีสมเด็จพระวันรัตวัดปุาแก้ว ซึ่งขอพระราชทานอภัยโทษแก่นายทัพนายกอง ที่ตามเสด็จไม่ทันได้กราบ บังคมทูลให้ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่เฉลิม พระเกียรติที่ตําบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี และที่วัดเจ้าพระยาไทย ให้เป็นคู่กับเจดีย์ภูเขาทองที่พระเจ้าหงสาวดีสร้างไว้พระเจดีย์นี้มีขนาด สูงใหญ่ทรง ระฆัง (ปัจจุบันสูงประมาณ ๖๐ เมตร) ขนาดนามว่า พระเจดีย์ชัยมงคลแต่เรียกเป็นชื่อสามัญว่า พระเจดีย์ใหญ่ต่อมาจึงเรียกชื่อวัดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า วัดใหญ่ชัยมงคล


๑.๘ วัดกษัตราธิราชวรวิหาร

sm-wat-kasattraya วัดกษัตราธิราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหารตั้งอยู่ริมแม่น้ําเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตําบลบ้านปูอม อําเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดโบราณ ปรากฏหลักฐานมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ"วัดกระษัตรา" โดยความหมายของวัดสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นวัดของพระมหากษัตริย์ในตําบล ที่ตั้งปูอมจําปาพล นอกพระนครฝั่งตะวันตก ส่วนด้านหลังวัดมีทุ่งกว้างเรียกว่า "ทุ่งประเชต" ซึ่งเป็นที่ตั้งกองทัพพม่าในการเข้าโจมตีกรุงศีอยุธยาหลายครั้ง ก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.๒๓๑๐


๑.๙ วัดภูเขาทอง

สมเด็จพระราเมศวรทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดภูเขาทองเมื่อ พ.ศ.๑๙๓๐ ณ ทุ่งฝั่งตะวันออกทางด้านเหนือ ห่างจากพระราชวังไปประมาณ ๒ กิโลเมตร ต่อมาในพ.ศ.๒๑๑๒ พระเจ้าหงสาวดีมีชัยชนะต่อกรุงศรีอยุธยา จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ใหญ่ขึ้น ที่วัดนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติครั้นรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรพระอารามและพระเจดีย์ใหญ่ซึ่ง หักพังลงมาก่อนหน้าแล้วแต่ทรงให้เปลี่ยนรูป เจดีย์ทําเป็นรูปย่อเหลื่ยมไม้สิบสอง

๑.๑๐ วัดนิเวศธรรมประวัติ

sm-wat niwetthammaprawat2 ที่ตั้งของวัดนิเวศธรรมประวัติเป็นเกาะกลางแม่น้ําเจ้าพระยา อยู่ตรงกับพระราชวัง บางปะอิน พระอุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติ คือโบสถ์ฝรั่ง แต่เป็นโบสถ์ฝรั่งแบบเก่าๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุโรป


๑.๑๑ วัดราชบูรณะ

วัดราชบูรณะตั้งอยู่ข้างวัดมหาธาตุ สร้างขึ้นใน สมัยสมเด็จ พระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสมพระยา) เมื่อ พ.ศ.๑๙๖๗ ตรงบริเวณถวาย พระเพลิงศพเจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาของพระองค์ ซึ่งทรงกระทํา ยุทธหัตถีแย่งชิงราชสมบัติจนสิ้นพระชนม์ สถานที่ กระทํายุทธหัตถีเชิงสะพานปุาถ่าน อันเป็นจุดกึ่งกลาง วัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ ก็โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ขึ้น ๒ องค์

๑.๑๒ วัดพระรามสมเด็จพระราเมศวร

โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดพระรามขึ้นตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา เมื่อ พ.ศ.๑๙๑๒ ต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้ในสมัยสมเด็จ พระบรมไตร โลกนาถและอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นฝีมือช่างสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในปัจจุบัน วัดพระรามอยู่ติดกับบึงพระราม ซึ่งเดิมเรียกว่า หนองโสน ใกล้กับพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) และอยู่ทางทิศตะวันออกของวิหารพระมงคลบพิตร

๑.๑๓ วัดธรรมิกราช

อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระราชวังหลวง ตามตํานานกล่าวว่า พระยาธรรมิกราช พระราชบุตรพระเจ้าสายน้ําผึ้ง ได้เสวยราชย์ และสร้างวัดมุขราช ซึ่งต่ อมาได้เปลี่ยน ชื่อตามผู้สร้างเป็นวัดธรรมิกราช ไม่พบหลักฐานว่าสร้างในปีใด แต่คงจะเป็นวัดเก่าแก่ สมัยเดียวกับวัดพนัญเชิง เป็นวัดที่ตั้งอยู่ติดขอบเขต กําแพงพระราชวังหลวง ซึ่งต่อมา ยกเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ ภายในวัดมีวิหารทรงธรรมซึ่งมีขนาดใหญ่มากตั้งอยู่ บนเนิน สูง เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป สําคัญที่มีขนาดใหญ่เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัย อู่ทองที่งดงามมาก ปัจจุบันเหลือเพียงพระเศียร และเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติเจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๑.๑๔ วัดสุวรรณดาราราม

ตั้งอยู่ริมปูอมเพชร พระอัยกาในพ ระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช สร้างวัดนี้ตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาให้ชื่อว่า วัดทอง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นครองราชย์และทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานี ได้โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ทั้งหมด

๑.๑๕ วัดโลกยสุธาราม

sm-reclining-buddha2 หรือวัดพระนอนอยู่ถัดจากเจดีย์ศรีสุริโยทัยเข้าไปทางด้านหลังประมาณกิโลเมตรเศษ บริเวณวัดอยู่ติดกับวัดวรเชษฐารามถ้าจะเดินทางไปชมจะไป ทางรถยนต์ผ่าน ไปตามถนนในบริเวณโรงงานสุราหรือจะเข้าไปตามถนนหลังพลับพลาตรีมุขในบริเวณพระ ราช วังโบราณผ่านวัดวรโพธิ์และวัดวรเชษฐารามเข้าไปจนถึงพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ของวัดได้ พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ก่อด้วยอิฐถือปูนยาวประมาณ ๔๒ เมตร มีซากพระวิหารเป็น ๘ เหลี่ยม ขนาดใหญ่อยู่ชิดองค์พระเหลืออยู่หลายต้น เข้าใจว่าเป็นซากพระอุโบสถ


๑.๑๖ วัดกุฎีดาว

เป็นวัดขนาดใหญ่ลักษณะการสร้างและรูปแบบศิลปะคล้ายกับวัดหลวงที่สร้างมาตั้งแต่สมัย อยุธยาตอนต้น ถึงอยุธยาตอนกลาง โดยเฉพาะบัวหัวเสาที่เป็นบัวกลุ่มใช้ดินเผารูปกลีบ บัวขนาดเล็กเป็นหุ่นอยู่ภายใน คล้ายกับที่พบในวิหารหลวงของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งสร้างเมื่อ พ .ศ.๒๐๔๒ วัดกุฎีดาว จึงน่าจะส ร้างมาแล้วอย่างน้อยในสมัยอยุธยาตอนกลาง ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัว ท้ายสระ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดนี้เมื่อ พ.ศ.๒๒๕๔ และให้สร้างตําหนักเพื่อประทับเมื่อเสด็จฯ มาทอดพระเนตรการบูรณะ ซึ่งแล้วเสร็จใน ๓ ปี ตําหนักหลังนี้ได้ชื่อว่า "ตําหนักกํามะเลียน"

๑.๑๗ วัดมเหยงค์

sm-wat-mahaeyong วัดมเหยงค์สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) เมื่อ พ.ศ.๑๙๘๑ สถาปัตยกรรม เป็นแบบลังกา คือ เจดีย์ประธานทรงระฆัง บนฐานมีช้างล้อมรอบ เจดีย์ราย ก็เป็นทรงระฆังวัดนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ.๒๒๕๒ ระหว่างนั้นทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตําหนักขึ้น นอกกําแพงวัดเพื่อประทับทอดพระนคร การปฏิสังขรณ์ ซึ่งกินเวลานานถึง ๓ ปีเศษ เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลอง เป็นการใหญ่ถึง ๗ วัน ตามพงศาวดารกล่าวถึงวัดนี้ไว้ว่า เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.๒๑๑๒ พระเจ้ากรุงหงสาวดี ได้ตั้งทัพหลวงบัญชาการอยู่ ณ วัดมเหยงค์แห่งนี้ ระยะเวลาปิดล้อม กรุงศรีอยุธยานานถึง ๙ เดือน


๑.๑๘ วัดบรมพุทธาราม

วัดบรมพุทธารามอยู่ภายในบริเวณสถาบันราชภัฎพระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า วัดกระเบื้องเคลือบ เพราะเดิมนั้นพระอุโบสถมุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลืองแกมเขียว วัดนี้สมเด็จพระเพทราชาทรงสร้างขึ้นที่พระนิเวศน์เดิม

๑.๑๙ วัดธรรมาราม

วัดธรรมารามเป็นวัดโบราณสร้างแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานีอยู่ที่ตําบล บ้านปูอม อําเภอ พระนครศรีอยุธยา จะสร้างมาแต่รัชสมัยใด ใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฎหลักฐาน สร้างมาไม่น้อยกว่า ๔๑๔ ปี ที่ตั้งของวัดปัจจุบัน ในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

๑.๒๐ วัดท่าการ้องวัดท่าการ้อง

เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยอยุธยา สร้างขึ้นก่อนปี พ .ศ. ๒๐๙๒ประมาณ ๔๕๐ ปี เศษมาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้าง ในปี พ.ศ. ใด สันนิษฐานว่าคงเป็นวัดที่ ราษฎรสร้าง เพราะไม่ปรากฏรายชื่อพระอารามหลวงสมัยอยุธยา ตามบันทึกพระราชพงศาวดาร วัดท่าการ้องมีบทบาทสําคัญใน ประวัติศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยามากมาย วัดท่าการ้องได้เป็นที่ฝึกฝนศิลปะแม่ไม้มวยไทยของนักมวยไทย ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งคือ นายขนมต้ม

๑.๒๑ วัดพระศรีสรรเพชญ์

prasrisanpetch-temple ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตร เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งกรุงเทพมหานครหรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระราชมณเฑียรเป็นที่ประทับที่บริเวณนี้ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงย้ายพระราชวังขึ้นไปทางเหนือและอุทิศที่ดินเดิมให้สร้างวัดขึ้นภายในเขตพระราชวังและโปรดเกล้าฯให้สร้างเขตพุทธาวาสขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญต่างๆ จึงเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

 

๒. พระที่นั่งเพนียด

พระที่นั่งเพนียดองค์นี้ เป็นที่สําหรับพระราชาธิบดีประทับทอด พระเนตรการจับช้างเถื่อนในเพนียดซึ่งนํามา ใช้ประโยชน์ในราชการทั้งในเวลาปกติและในเวลาสงคราม การจับช้างเถื่อนนี้ถ้าหากมีแขกบ้านแขกเมืองเข้ามา ในฤดูที่พอจะจับช้าง ให้แขกเมืองชมทุกคราวไป ดังเช่นปรากฏในจดหมายเหตุของเชวาเลีย เดอ โชมองต์ ราชฑูตฝรั่งเศสที่เข้ามาในแผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชโปรดให้ชมการจับช้างเถื่อนที่เพนียด เมืองลพบุรีครั้งนี้ ในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นรัชกาล สุดท้ายที่พระราชาธิบดีแห่งประเทศไทยโปรดให้มีการจับช้างเถื่อน พระที่นั่งเพนียด และตัวเพนียดที่ยังคงเหลือ ซากอยู่ในปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ซ่อมครั้งหนึ่ง ต่อมาพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้กรมหลวงเทพพลภักดิ์เป็นแม่กอง ออกไปซ่อมอีกครั้งหนึ่ง ถึงรัชกาลที่ ๕ พระที่นั่งนี้ชํารุดจึงโปรดให้ซ่อมอีกครั้ง

๓. พระราชวังหลวงหรือพระราชวังโบราณ

พระราชวังหลวงที่ปรากฏในพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันคงเหลือแต่ฐาน อาคารให้เห็น เท่านั้นสันนิษฐานว่า พระเจ้าอู่ทองสร้างพระราชวังตั้งแต่เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เวียงเล็ก เมื่อ พ.ศ.๑๘๙๐ และเมื่อสร้างกรุงเสร็จใน พ .ศ.๑๘๙๓ จึงย้ายมาประทับที่พระราชวังใหม่ริม หนองโสน พระที่นั่งต่างๆ ในครั้งแรกนี้สร้างด้วยไม้อยู่ในบริเวณซึ่งปัจจุบันเป็น วัดพระศรีสรรเพชญ์ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๑๙๙๑ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงถวายที่บริเวณ พระราชวังเดิมสร้างเป็นวัด ในเขต พระราชวัง เรียกว่า "วัดพระศรีสรรเพชญ์"แล้วทรงสร้าง พระราชวังหลวงใหม่เลื่อนไปทางทิศเหนือ ชิดริมแม่น้ําลพบุรีพระที่นั่งต่างๆ ในเขตพระราชวังหลวงหรือที่เรียกในปัจจุบันว่า พระราชวังโบราณ เดิมเป็นที่ประทับของ พระมหากษัตริย์อยุธยาทุกรัชกาล ตั้งอยู่ริมกําแพงพระนครศรีอยุธยาทางด้านเหนือ มีถนนสายรอบ กรุงผ่านจากวังจันทรเกษมไปเพียง ๒ กิโลเมตร เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่ เวลา ๐๘.๓๐ น. - ๑๖.๓๐ น. รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทร.๐๓๕-๒๔๒๒๘๔

บริเวณพระราชวังมีพระที่นั่งที่สําคัญดังนี้

พระที่นั่งวิหารสมเด็จ

ตั้งอยู่ตอนใต้สุดเป็นปราสาทยอดปรางค์ มีมุขหน้าหลังยาวแต่มุขข้างสั้น มีกําแพงแก้วล้อม ๒ ด้าน ตามพงศาวดารกล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดฯ ให้สร้างเมื่อพ.ศ.๒๑๘๖ เพื่อแทนพระที่นั่งมังคลาภิเษกที่ถูกฟูาผ่าไฟไหม้ ชาวบ้านเรียนกว่า "ปราสาททอง" เนื่องจากเป็นปราสาทปิดทององค์แรกที่สร้างขึ้นสําหรับประกอบพระราชพิธีสําคัญ ต่าง ๆ

พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท

เป็นปราสาทยอดปรางค์ตั้งอยู่ตรงกลาง สร้างแบบเดียวกับพระที่นั่งวิหารสมเด็จมีมุขยื่นออกมาเพื่อเสด็จออกรับแขกเมือง มีโรงช้างเผือกกระหนาบอยู่สองข้าง

พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์

เป็นปราสาทจตุรมุขก่อด้วยศิลาแลง อยู่ติดกําแพงริมแม่น้ํา เดิมชื่อ"พระที่นั่งสริยามรินทร์" ต่อมาเปลื่ยนเป็นชื่อนี้เพื่อให้คล้องกับชื่อ"พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท" ก่อสร้างเป็นปราสาทจตุรมุขยกพื้นสูงกว่าพระที่นั่งองค์อื่น ๆใช้เป็นที่สําหรับประทับทอดพระเนตร ขบวนแห่ทางน้ํา

พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์

สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๑๗๕ พระราชทานนามว่า "พระที่นั่งศิริยโสธรมหาพิมานบรรยงค์" คล้ายปราสาทที่นครธมต่อมาเปลี่ยนเป็น "พระที่นั่งจักรวรรติไพชยนต์" ลักษณะเป็นปราสาทตรีมุขตั้งอยู่บนกําแพงชั้นในหน้าพระราชวัง เป็นที่สําหรับทอดพระเนตรกระบวนแห่และฝึกซ้อมทหารเหมือนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ที่พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

พระที่นั่งตรีมุข

อยู่ข้างหลังพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ไม่ปรากฎปีที่สร้างเข้าใจว่าเดิมเป็นพระที่นั่งฝ่ายใน และเป็นที่ประทับในอุทยานฯ

พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ (พระที่นั่งท้ายสระ)

เป็นปราสาทจตุรมุข ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ํา สมเด็จพระเพทราชาโปรดฯให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับสําราญพระราชหฤทัย เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๓ และได้เสด็จประทับตลอดรัชกาลมีพระแท่นสําหรับทอดพระเนตรปลาที่ทรงเลี้ยงไว้สระนั้นด้วย

พระที่นั่งทรงปืน

อยู่ริมสระด้านตะวันตกใกล้พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์น่าจะใช้เป็นที่ฝึกซ้อมเพลงอาวุธและในสมัยพระเพทราชาทรงใช้เป็นที่เสด็จออกขุนนาง

๔. พิพิธภัณฑ์

๔.๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

sm-chaosamphraya ตั้งอยู่ที่ตําบลประตูชัย ใกล้กับศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า)เยื้องสถาบันราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ โดยใช้เงินที่ประชาชนเช่า พระพิมพ์ซึ่งขุดได้จาก กรุวัดราชบูรณะ ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา ) ทรงสร้าง จึงให้ชื่อว่า "เจ้าสามพระยา " พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่ง นี้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของประเทศไทยที่ มีรูปแบบการจัดแสดงแผนใหม่ คือ นําโบราณวัตถุมาจัดแสดงไม่มากจนแน่น และได้นํา เสนอดูน่าสนใจมาก สภาพอาคารเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์สิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท เป็นพระพุทธรูป สมัยทวารวดีที่เคยประดิษฐานในซุ้ม พระสถูปโบราณวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม ซึ่งกรมศิลปากรได้พยายามติดตาม ชิ้นส่วนต่าง ๆ ขององค์พระที่กระจัดกระจายไปอยู่ในที่ต่าง ๆ มาประกอบ ขึ้นเป็นองค์พระได้อย่างสมบูรณ์นับว่าเป็น พระพุทธรูปที่มีค่ามากองค์หนึ่ง พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาเปิดให้ชมทุกวัน เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น.


๔.๒ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษมหรือวังหน้า

sm-wong-jankasem ตั้งอยู่ริมแม่น้ําปุาสัก มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมือง ใกล้ตลาดหัวรอ สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งยังทรงเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ.๒๑๑๒ เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระยุพราช และพระมหากษัตริย์หลายพระองค์เมื่อคราวเสียกรุงในปี พ .ศ.๒๓๑๐ วังนี้ได้ถูกข้าศึกเผาทําลายเสียหายมาก และถูกทิ้งร้าง จนถึงรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดให้ซ่อมพระที่นั่งพิมานรัตยา และพลับพลาจตุรมุขไว้เป็นที่ประทับ เมื่อเสด็จพระพาสพระนครศรีอ ยุธยา และสมัยรัชกาลที่ ๗โปรดให้เปลี่ยนเป็น ศาลากลางจังหวัด จนกระทั่งได้สร้างศาลากลางใหม่แล้ว กรมศิลปากร จึงได้ใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจนถึงปัจจุบันนี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐น. - ๑๖.๐๐ น.

 

โบราณสถานที่น่าสนใจ

กำแพงและประตูวัง

เป็นสิ่งที่สร้างใหม่ในรัชกาลที่ ๔ ของเดิมมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เป็นในปัจจุบัน เพราะขุดพบรากฐานของพระที่นั่งนอกกําแพงวัดด้านในและพบซากอิฐในบริเวณเรือนจําหลายแห่ง

พลับพลาจตุรมุข

เป็นพลับพลาเครื่องไม้ตั้งอยู่บนศาลาใกล้ประตูด้านทิศตะวันออกเดิมเป็นที่ประทับของพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเวลาเสด็จประพาสปัจจุบันจัดแสดงเครื่องลายครามของจีน อาวุธสมัยโบราณและเครื่องราชูปโภคของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระที่นั่งพิมานรัตยา

เป็นตึกหมู่อยู่กลางพระราชวัง เคยเป็นที่ตั้งศาลากลางมณฑลและจังหวัดมาหลายปี ปัจจุบันแสดงพระพุทธรูป เทวรูป พระพิมพ์สมัยต่าง ๆ และเครื่องไม้จําหลักสมัยอยุธยา

พระที่นั่งพิสัยศัลยลักษณ์(หอส่องกล้อง)

เป็นหอสูงสี่ชั้น อยู่ริมพระราชวังด้านทิศตะวันตก สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หักพังลงมาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ หอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้าง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตามรากฐานเดิม ทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดาว

๕. โบราณสถานในเกาะบางปะอิน

เกาะบางปะอินอยู่ห่างจากเกาะเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดพระ นครศรีอยุธยาออกไป ๔๐ กิโลเมตร คือ จากตัวจังหวัดไปตามถนน พหลโยธิน เลี้ยวขวาเข้าทางแยกตรง กม . ที่ ๓๕ เลี้ยวเข้าไป ๗ กิโลเมตร ก็จะถึงพระราชวังบางปะอิน อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๓๐ บาท เด็ก-นิสิต- นักศึกษา- ภิกษุ-สามเณร ๒๐ บาท นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ๕๐ บาท

ภายในพระราชวังบางปะอิน มีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์

sm-bangpain เป็นปราสาทอยู่กลางสระ สร้างใน รัชกาลที่ ๕ เดิมสร้างด้วยเครื่องไม้ทั้งองค์ ต่อมารัชกาลที่ ๖ ทรงโปรดให้เปลี่ยนเสา และพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด


พระที่นั่งวโรภาษพิมาน

varopaspiman เป็นท้องพระโรงอยู่ทางเหนือของ "สะพาน เสด็จ" ซึ่งเป็นท่าน้ําสําหรับเสด็จพระราชดําเนินขึ้นลง เดิมเป็นเรือน ไม้สองชั้น เป็นที่ตั้งที่ประทับและท้องพระโรงร่วมกัน ต่อมารัชกาลที่ ๕ โปรดให้รื้อสร้างใหม่เป็นอาคารแบบฝรั่ง ใช้เป็นท้องพระโรงสําหรับเสด็จออกขุนนางในงานพระราชพิธี สิ่งสําคัญในพระที่นั่งเป็นภาพชุดพระราชพงศาวดาร กับภาพเรื่องอิเหนา พระอภัยมณี และรามเกียรติ์


พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร

uthayan phumisathien อยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามกับสระน้ํา เป็นพระที่นั่งสร้างด้วยไม้น่าเสียดายที่ไฟไหม้หมด ไม่มีสิ่งใดเหลือ นอกจากหอสูงก่ออิฐปูนรูปหกเหลี่ยมซึ่งเรียกว่า หอพระ เท่านั้น


พระที่นั่งเวหาสน์จํารูญ

wehartchamrun2 อยู่ตอนเหนือของพระราชวัง พระที่นั่งองค์ นี้พระยาโชฏึก ราชเศรษฐี (ฟัก) สร้างถวายตามแบบพระราชวังจีน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มักเสด็จประทับในฤดูหนาว


พระที่นั่งวิฑูรทัศนา

howithunthasana เป็นหอสูง สร้างบนเกาะน้อยอยู่ระหว่างพระที่ นั่งอุทยานภูมิเสถียรกับพระที่นั่งเวหาสน์จํารูญเป็นพระที่นั่ง ๓ ชั้น มีบันไดเวียน ทรงใช้เป็นที่ทอดพระเนตรสภาพบ้านเมืองโดยรอบ


โรงละคร

รัชกาลที่ ๖ โปรดให้สร้างขึ้นบริเวณที่ประทับฝุายใน เป็น พลับพลาไม้หลังเล็ก ๆสร้างในสวนริมสระต่อจากพระที่นั่งอุทยาน ภูมิเสถียรไปทางทิศตะวันตก

อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์(อนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม)

เป็นอนุสาวรีย์หินอ่อน บรรจุพระสรีรังคาร ของ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทา

อนุสาวรีย์พระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์และเจ้าฟ้าสามพระองค์

memorial saovabhark princess อยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม


สภาคารราชประยูร

เป็นตึก ๒ ชั้น อยู่ริมแม่น้ํานอกกําแพงพระราชวัง ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งวโรภาสพิมานด้านทิศใต้ รัชกาลที่ ๕ โปรดให้ สร้างเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้า

เหมมณเฑียรเทวราช

ho hemmonthien เป็นศาลประดิษฐานเทวรูปรัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างขึ้นตรงศาลเดิมที่ชาวบ้านสร้าง อุทิศถวายสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง


วัดชุมพลนิกายาราม

อยู่บริเวณหัวเกาะตรงสะพานข้ามไปสถานีรถไฟ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๕

วัดพระนิเวศน์ธรรมประวัติ

อยู่นอกเกาะทางด้านทิศใต้คนละฝั่งกับพระราชวัง รัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างให้มีรูปทรงต่างจากจังหวัดอื่นๆ เป็นศิลปะแบบกอทธิก สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๑ โปรดให้เป็นพระอาราม สําหรับพระสงฆ์ฝุายนิกายธรรมยุติ

 

๖. ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

bansai

จัดตั้งขึ้นในเขตที่ดินปฏิรูปเพื่อการเกษตร ตําบลช้างใหญ่ อําเภอบางไทรมีเนื้อที่ทั้งหมดเกือบ ๑,๐๐๐ ไร่ ศูนย์ศิลปาชีพนี้มุ่ง ฝึกอบรมอาชีพเกี่ยวกับ งานศิลปหัตถกรรมต่าง ๆ วิชาที่สอนให้แก่เกษตรกร ได้แก่ การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากเส้นใย พืช การแกะสลัก การทําตุ๊กตาการประดิษฐ์ ดอกไม้เทียม การทําเครื่องเรือน การทอผ้า การย้อมสีและผลิตภัณฑ์จาก ผ้า ผลิตภัณฑ์ที่เสร็จแล้วมีจําหน่ายที่ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ การเดินทางไปยังศูนย์ฯ สามารถไปทางเรือตามลําน้ํา เจ้าพระยามาขึ้นที่ท่าของศูนย์ หรือไปทางรถยนต์ เมื่อถึงอําเภอบางปะอินแล้วมีทางแยกเข้าสู่สายบางไทร-สามโคก ระยะทาง ๒๔ กิโลเมตร ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ และวังปลาจะปิดเฉพาะวันจันทร์และวันอังคาร

๗. ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา

ประกอบด้วยอาคารหลัก ตั้งอยู่บนถนนโรจนะ ติดกับวิทยาครูพระนครศรีอยุธยาในเกาะตัวเมือง และอาคารผนวก ตั้งอยู่ ณ บริเวณเคยเป็น หมู่บ้านญี่ปุุน ต. เกาะเรียน ศูนย์ฯ นี้เป็นสถาบันวิจัยแห่งชาติด้านอยุธยาศึกษา โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทย สมัยที่พระนครศรีอยุธยาเป็น ราชธานี เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งแสดงสิ่งจําลองที่ได้มาจาก การค้นคว้าวิจัย โดยใช้วิธีการและเทคโนโลยีของการจัดพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงนิทรรศการสมัยใหม่ รวมทั้งเป็น ศูนย์ข้อมูลและห้องสมุดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยาด้วย เปิดทําการทุกวัน เว้น วันจันทร์ อังคาร เวลา ๙.๐๐-๑๖.๓๐ น. วันหยุดปิดเวลา ๑๗.๐๐ น

๘. ศาลหลักเมือง

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลายฉบับกล่าวความต้องกันว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ํา เดือน ๕ พุทธศักราช ๑๘๙๓ ชีพ่อพราหมณ์ให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบบัตร ได้สังข์ทักษิณาวัฎใต้ต้นหมัน ใบหนึ่ง สันนิษฐานว่าได้มีการสถาปนาหลักเมืองขึ้นในคราวเดียวกัน แต่ได้ปรักพังสูญไปในคราวพุทธศักราช ๒๓๑๐ และมิได้สถาปนาใหม่ในสมัยกรุงธนบุรีที่ตั้งของหลักเมืองเดิมนั้น จากหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์และหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีบ่งว่า ตั้งอยู่ใกล้กับศาลพระกาฬและสี่แยกตะแลงแกง เนื่องในมหามงคลสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๕ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ดําริให้สร้างศาลหลักเมืองขึ้นใหม่ เพื่อเป็นสิริมงคลตามประเพณีโบราณที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา

๙. สวนสาธารณะ

๙.๑ สวนสาธารณะพระราม

สวนสาธารณะพระรามหรือสวนสาธารณะบึงพระราม อยู่ในตําบลประตูชัย อําเภอพระนครศรีอยุธยา ภายในเต็มไปด้วยวัดโบราณ (ร้าง) โดยเฉพาะวัดพระราม บึงพระรามนั้นเข้าใจว่ามีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า หนองโสน หรือเรียกว่าบึงชีขัน สวนสาธารณะบึงพระรามมีเนื้อที่ ๒๗๔ ไร่ และมีปูชนียถสานที่สําคัญ คือ พระที่นั่งเย็น และอยุธยามหาปราสาท

๙.๒ สวนศรีสุริโยทัย

อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก เป็นโบรา ณสถานที่สําคัญแห่งหนึ่งในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา เพราะสถานที่นี้มิได้เป็นเพียงอนุสรณ์สถานของ วีรสตรีไทยองค์แรกเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการยืนเกียรติแห่งสตรีไทยที่ได้รับการยกย่องมาตั้งแต่บรรพกาล

๙.๓ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์พระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่บนเกาะเมืองเก่าซีก ตะวันออกตะวันออกของคลองท่อ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ปลูกต้นไม้ในวรรณคดีประกอบด้วยโบราณสถาน อาคาร และศาลาไทยตลอดจน ถนนและสะพาน เพื่อเสริมให้มี บรรยากาศแบบไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาพื้นที่เป็น สวนปุาสมุนไพรและอุทยานประวัติศาสตร์ในอนาคต

๑๐. หมู่บ้านโปรตุเกส / หมู่บ้านญี่ปุุน

๑๐.๑ หมู่บ้านโปรตุเกส

portugal-village

ตั้งอยู่ตําบลสําเภาล่ม อําเภอพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ําเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางใต้ของตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกเมื่อ พ .ศ.๒๐๕๔ โดยอัลฟองโซ เอออัลมูเคอร์ก ผู้สําเร็จราชการของโปรตุเกสประจําเอเซียได้ส่ง นายดูอาร์เต้ เฟอร์นันเดส เป็นฑูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันที่ดินแห่งนี้ ปรากฏมีโบราณสถานอยู่รวม ๓ แห่ง คือ ซานเปาโล ซานโดมิงโก และซานเปรโด ฃหลักฐานทางโบราณคดีสําคัญคือ พบซากของโบราณสถานโครงกระดูก และเครื่องปั้น ดินเผาภายในประเทศและต่างประเทศเป็นจํานวนมาก

๑๐.๑ หมู่บ้านญี่ปุุน

japanese-village

ตั้งอยู่ที่ตําบลเกาะเรียน อําเภอพระนครศรีอยุธยาโดยเมื่อ ปลายคริสศตวรรษที่๑๖ ชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา มีจํานวนมากขึ้นทาง การญี่ปุุนได้อนุญาต ให้ชาวญี่ปุุนเดินเรือออกไปค้าขายกับต่างชาติได้ โดยออกใบอนุญาต ออกไปค้าขายแล้วยังปรากฏว่ามีเรืออื่น ๆ ของชาวญี่ปุุนเดินทางไป ค้าขายใน ประเทศทาง ตะวันออกเฉียงเหนือด้วยในบรรดาพวกที่ไปค้าขายมีพวกหนึ่งเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินไทยมีพระราชานุญาติให้ชาวญี่ปุุนมาตั้งหลักแหล่งในกรุง ศรีอยุธยาเหมือนชาติอื่น ๆ นับตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันสมาคมไทย- ญี่ปุุน ได้จารึกประวัติศาสตร์ความเป็นมาของหมู่บ้านญี่ปุุนในสมัยกรุงศรีอยุธยามา ตั้งไว้ภายในหมู่บ้านญี่ปุุน และปรับปรุงบริเวณหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และอนุสรณ์สถานระหว่างไทย-ญี่ปุุน

๑๑. พระราชานุสาวรีย์

๑๑.๑ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระศรีสุริโยทัย

sm-srisuriyothai-monument พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีน้ําพระราชหฤทัยมุ่งที่จะเทิดทูนพระเกียรติคุณ และพระมหาวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระสุริโยทัย ให้ปรากฏเป็นอนุสรณ์แห่งศักดิ์และศรีจารึกเกียรติประวัติอยู่คู่ชาติไทย ตราบชั่วกาลนาน


๑๑.๒ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

โครงการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดําริเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ก่อสร้างบริเวณทุ่งภูเขาทอง เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อการพักผ่อน และมีการปลูกสวนปุา เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียว

๑๒. พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย

พระเจดีย์ศรีสุริโยทัยอยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก เป็นโบราณสถานที่สําคัญยิ่งแห่ง หนึ่งใน เขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพราะสถานที่นี้มิได้เป็น เพียงอนุสรณ์สถาน ของวีรกษัตริย์ตรีไทยพระองค์แรกเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการยืนยัน เกียรติแห่งสตรีไทย ที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมาแต่ครั้งบรรพกาลอีกด้วย

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด  เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา - วิกิพีเดีย 
ประวัติศาสตร์  เว็บไซต์วิกิพีเดีย  อาณาจักรอยุธยา - วิกิพีเดีย 
สภาพทางภูมิศาสตร์  เว็บไซต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา www.ayutthaya.go.th/2554.pdf
การปกครอง เว็บไซต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา http://www.ayutthaya.go.th/2554.pdf

การเลือกตั้ง

  • ข้อมูลส.ส.
  • ข้อมูลส.ว.

เว็บไซต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เว็บไซต์วิกิพีเดีย 

http://www.ayutthaya.go.th/2554.pdf 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในประเทศไทย พ.ศ. 2549 - วิกิพีเดีย 

ประชากรและสภาพทางสังคม เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา - วิกิพีเดีย 

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

เว็บไซต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

เว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ

www.ayutthaya.go.th/2554.pdf 

http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html

ประเพณีและวัฒนธรรม

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ

เว็บไซต์คอมซิสเต็มส์

http://www.baanjomyut.com/76province/

http://www.comsystemshop.com

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ 

หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ 

เว็บไซต์historia exteen

เว็บไซต์เด็กดี

http://haab.catholic.or.th/history/history04/ayutaya3/

http://historia.exteen.com  

http://writer.dek-d.com

ข้อมูลการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เว็บไซต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  http://www.ayutthaya.go.th/2554.pdf 

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

tvwaimun.com 

งานเทศกาลสงกรานต์ 
manager.co.th 

พิธีไหว้ครูบูชาเตา  

มีดอรัญญิก

http://www.comsystemshop.com/main_101211/content.php?page=sub&category=11&id=983 

งานลอยกระทง

navy22.com 

การแข่งเรือยาวประเพณี

siya.in.th 

งานแสดงแสงเสียงอยุธยามรดกโลก  

thailandtriptour.com 

 

 

JoomSpirit