ตราด

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดตราด

Seal Trat

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดตราด

ภาพเรือใบ กับโป๊ะ หมายภึงเมืองท่าชายทะเล และอาชีพการประมงซึ่งมีปลาทะเลชนิดต่าง ๆ ชุกชุม ส่วนเกาะเบื้อหลังออกไป คือเกาะช้าง ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เด่นที่สุดของจังหวัด

คำขวัญประจำจังหวัด

เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา

ต้นไม้ประจำจังหวัด

tree tree1
รูปที่ 2 ต้นหูกวาง รูปที่ 3 ต้นหูกวาง

 

  • ชื่อวิทยาศาสตร์  Terminalia catappa L.
  • ชื่อสามัญ  Bengal Almond, Indian Almond, Sea Almond
  • ชื่อทั่วไป  หูกวาง
  • วงศ์  COMBRETACEAE
  • ชื่ออื่นๆ  โคน ดัดมือ ตัดมือ , ตาปัง , ตาแปห์ , หูกวาง , หลุมปัง
  • ถิ่นกำเนิด  ป่าชายหาด ตามโขดหินริมทะเล
  • การขยายพันธ์  ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด

หูกวางเป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกกันมากในปัจจุบัน เนื่งจากให้ความร่มรื่น ซึ่งต้นหูกวางเป็นต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้นผลัดใบ มีเปลือกลำต้นเรียบ เนื้อไม้สีน้ำตาล ส่วนที่นำมาใช้เป็นยา คือ ต้น ราก ใบ และผล โดยทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาฝาด สมานแก้ท้องเสีย แก้บิด ลดไข้ ขับน้ำนม ให้ประจำเดือนมาปกติ ส่วนเปลือกของต้น สามารถใช้เป็นยาสมุนไพรได้โดยมีสรรพคุณ คือ ใช้รักษาอาการตกขาวที่ผิดปกติของผู้หญิง แก้อาการท้องเดิน

สำหรับใบช่วยขับเหงื่อ รักษาอาการผื่นคันทางผิวหนัง รักษาโรคเรื้อน รักษาอาการไขข้อ ช่วยลดการอักเสบของทอนซิล และช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ เนื้อไม้ ใช้ในการก่อสร้างได้ดี เพราะเป็นไม้ที่มอดและแมลงอื่น ๆ ไม่รบกวาน ลำต้นมีความสูงตั้งแต่ 8-20 เมตร เปลือกเรียบ แตกกิ่งตามแนวนอนเป็นชั้นๆ ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับตอนปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับหัว กว้าง 8-15เซนติเมตร ยาว 12-25 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวนวล ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน ผลมีลักษณะคล้ายรูปไข่ หรือ รูปรีแบนเล็กน้อย กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-7 เซนติเมตร ในทุก ๆ ปี ต้นหูกวางจะการร่วงของใบ ผล ดอก หรือ อาจจะเป็นส่วนอื่นๆ ของต้น เพื่อเป็นการรักษาสมดุลย์ของต้น นอกจากนั้น เปลือกและผลของต้นหูกวาง มีสารที่ให้ฤทธิ์ฝาดมาก สามารถนำใช้ในอุตสาหกรรมย้อมสีผ้า ฟอกหนังสัตว์ และทำหมึก เป็นต้น

ดอกไม้ประจำจังหวัด

flower1 flower
รูปที่ 4 ดอกกฤษณา รูปที่ 5 ดอกกฤษณา


ดอกกฤษณา หรือ กฤษณา (ภาคตะวันออก), กายูการู กายูกาฮู (มาเลเซีย ปัตตานี), ไม้หอม (ภาคตะวันออก ภาคใต้) ดอกไม้ประจำจังหวัดตราด ดอกช่อ ออกเป็นช่อเล็กๆ ที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว แกมเขียว เนื้อไม้กฤษณาที่ดีนั้น ต้องมีกลิ่นหอม และเป็นสีดำ วิธีที่จะใช้พิสูจน์ว่า คุณภาพของมัน ดีหรือไม่ดี นั้นกระทำได้โดยให้ตัดไม้เป็นท่อน ๆ แล้วให้โยนลงในน้ำ แล้วสังเกตว่าท่อนใดจมน้ำได้ทันที และมีลักษณะเป็นสีดำ แสดงว่าเป็นชนิดดี ที่นิยมใช้ทำยา ซึ่งเรียกว่า Gharki ท่อนที่ลอยน้ำซึ่งเรียกว่า Samaleh ชนิดนี้เราจะพบหกันทั่วไป และสำหรับท่อนที่ลอบปริ่มน้ำ เรียกว่า Samaleh-i-aala หรือ Neem Ghaeki จะเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำตาลอ่อนจะไม่นิยมใช้ในทางยา นอกจากนี้ยังมีวิธีที่จะพิสูจน์อีกอย่างหนึ่ง คือโดยการนำเอาเนื้อไม้ไปฝังดินไว้ เนื้อไม้ที่ดีก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีดำ และกลิ่นหอมมันก็จะหอมด้วย

  • ชื่อสามัญ  Eagle Wood, Lignum Aloes, Agarwood, Aloe Wood, Calambac, Aglia, Akyaw
  • ตระกูล   THYMELAEACEAE
  • ลักษณะทั่วไป  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-30 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ เนื้อไม้มีสีขาว ต้นไม้ชนิดนี้หากมีบาดแผลซึ่งอาจเกิดจากการตัด แมงเจาะใช หรือเป็นโรคจะขับสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในลำต้นออกมาทำหน้าที่ ต้านความผิดปกติเหล่านั้น ทำให้บริเวณที่เกิดแผลดังกล่าวเปลี่ยน เป็นสีดำและก่อตัวเป็นผลึก ทำให้เกิดความแข็งแกร่งของเนื้อไม้ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า &กฤษณา" มีกลิ่นหอม ความผิดปกติ จะขยายไปเรื่อยๆ ทำให้สีดำมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแก่นกฤษณา ที่มีสีดำนั้น ถือว่าเป็นไม้คุณภาพชั้นหนึ่ง มีราคาสูงมาก หากมีสีน้ำตาลเทา คุณภาพจะรองลงมา ถ้ามีสีเหลืองปนดำ ถือว่าเป็นคุณภาพต่ำ ซึ่งไม้กฤษณาเป็นสินค้าที่นำมาทำ หัวน้ำหอม ตลอดจนเครื่องหอมหลายชนิด
  • การขยายพันธุ์   เพาะเมล็ด
  • สภาพที่เหมาะสม  ที่ชุ่มชื้นตามป่าดงดิบชื้นและแล้ง หรือที่ราบใกล้กับแม่น้ำ ลำธาร สามารถขึ้นได้ในที่สูงถึง 1,100 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางหรือมากกว่า

ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแผนที่สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งไม่แน่ชัดว่า จังหวัดตราดเป็นเมืองมาแต่เมื่อใด เพียงมีชื่อว่า "บ้านบางพระ" ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ (พ.ศ. 1991-2031) นั้น

ได้มีการจัดแบ่งบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่วนกลางจัดแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายทหาร มีสมุหพระกลาโหมเป็น ผู้บังคับบัญชา และฝ่ายพลเรือนมีสมุหนายกเป็นผู้บังคับบัญชา สำหรับพลเรือนได้จัดแบ่งรูปการบริหารออกเป็นจตุสดมภ์ (มีรูปเป็นกระทรวง) คือ นครบาลบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เกษตราธิบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทำมาหากินของราษฎร โกษาธิบดี ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการคลังและกิจการต่างประเทศ และธรรมาธิบดีหรือธรรมาธิกรณ์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับราชการภายในพระบรมมหาราชวังและการพิจารณาคดีความ

สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2178) ได้มีการแบ่งหัวเมืองต่าง ๆ ในราชอาณาจักรเป็นเมืองเอก โท ตรี และจัตวา ซึ่งเป็นเมืองชั้นในและชั้นกลาง โดยได้จัดแยกออกเป็น 3 ส่วนคือ หัวเมืองขึ้นเจ้าพระยาจักรีใช้ตราราชสีห์ หัวเมืองขึ้นเจ้าพระยามหาเสนาบดีใช้ตราคชสีห์ และหัวเมืองขึ้นเจ้าพระยาศรีธรรมราชเดโชชาติ ใช้ตราบัวแก้ว ซึ่งในทำเนียบหัวเมืองในสมัยนั้น มีชื่อ "ตราด" ปรากฏอยู่ว่าเป็นหัวเมืองขึ้นต่อเจ้าพระยาศรีธรรมราชเดโชชาติด้วยเมืองหนึ่ง จากหลักฐานนี้อาจแสดงให้เห็นเป็นเบื้องต้นได้ว่า เมืองตราดซึ่งเป็นหัวเมืองชายทะเลนั้น สังกัดอยู่ในฝ่ายการต่างประเทสซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคลังด้วย

ในด้านการบริหารส่วนภูมิภาค ได้จัดแบ่งหัวเมืองต่าง ๆ ออกเป็นหัวเมืองเอก โท ตรี และจัตวา มีผู้ว่าราชการเมืองซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งให้ไปควบคุมดูแล จากหลักฐานที่หลวงวิจิตรวาทการรวบรวมไว้นี้ ปรากฏว่ามีชื่อ "ตราด" เป็นหัวเมืองขึ้นตรงต่อโกษาธิบดี ซึ่งหลักฐานนี้ปรากฏตรงกันกับหลักฐานที่พระบริหารเทพธานีอ้างไว้ แสดงให้เห็นว่า "ตราด" น่าจะเป็นเมืองเก่าแก่มากกว่า 300 ปีเมืองหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยที่สุดจะต้องเป็นชื่อที่ปรากฏในทำเนียบหัวเมือง มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองนั้นแล้ว จากหลักฐานนี้ต่อมายังไม่ปรากฏเรื่องราวของเมืองตราดอยู่ในเอกสารใด ๆ อีก จนกระทั่งถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นระยะที่กำลังเกิดกลียุคขึ้น เพราะใกล้เสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า

ในปี พ.ศ. 2310 ปีเดียวกันกับที่กรุงศรีอยุธยาเกิดความคับขันในบ้านเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมัยที่เป็นนายทัพอยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้น เห็นว่า กองทัพไทยอ่อนกำลังลงและไม่มีทางที่จะต่อสู้กองทัพพม่าที่ล้อมไว้ได้แล้ว จึงได้รวบรวมไพร่พลตีฝ่าลงล้อมออกมาได้ และได้รวบรวมไพร่พลจำนวนหนึ่งทางทิศตะวันออก โดยได้ยกกำลังเข้ามาถึงเมืองตราด

หลังจากพระเจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว (เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 ปีกุน พ.ศ. 2310) ก็ได้เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนมายังภูมิลำเนาเดิม...ครั้นเห็นว่าเมืองจันทบุรีเรียบร้อยอย่างเดิม จึงยกกองทัพลงเรือไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎรก็พากันเกรงกลัว ยอมอ่อนน้อมโดยดีทั่วทั้งเมือง และขณะนั้นมีสำเภาจีนมาทอดอยู่ที่ปากน้ำเมืองตราดหลายลำ พระเจ้าตากให้เรียกนายเรือมาเฝ้า พวกจีนขัดขืนแล้วกลับยิงเอาข้าหลวง พระเจ้าตากทราบก็ลงเรือที่นั่งคุมเรือรบลงไปล้อมสำเภาไว้แล้วบอกให้พวกจีนมาอ่อนน้อมโดยดี พวกจีนก็หาฟังไม่ กลับเอาปืนใหญ่น้อยระดมยิง รบกันอยู่ครึ่งวันพระเจ้าตากก็ตีได้เรือสำเภาจีนทั้งหมด ได้ทรัพย์สิ่งของเป็นของกองทัพเป็นอันมาก พระเจ้าตากจัดการเมืองตราดเรียบร้อยแล้ว ก็กลับขึ้นมาตั้งอยู่ ณ เมืองจันทบุรี

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ในปี พ.ศ. 2313 เขมรยกทัพมาตีเมืองตราดซึ่งเป็นระยะที่พระเจ้ากรุงธนบุรีกำลังยกทัพไปตีเชียงใหม่ แต่ในที่สุดทัพเขมรก็ถูกตีพ่ายไป

ต่อมาในปี พ.ศ. 2314 กองทัพเขมรก็ยกทัพมาตีเมืองตราดอีก นักพระโสตเป็นใหญ่ในเมืองเปียมมีคุณแก่พระนารายณ์ราชา แต่ยังชื่อนักองตนมาแต่ก่อน นักองตนยอมเป็นบุตรเลี้ยง ครั้นนักองตนมีไชยชนะพระรามราชา ได้เป็นใหญ่แต่ผู้เดียวแล้ว นักพระโสตทัตก็มีความกำเริบ เกณฑ์ไพร่พลแขวงเมืองบันทายมาศและเมืองกรังเป็นกองทัพมาตีเมืองตราด เมืองจันทบุรี กวาดต้อนเอาครอบครัวไปเป็นอันมาก เจ้ากรุงธนบุรีทรงพระพิโรธจึงดำรัสให้จัดกองทัพบก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) เวลานั้นดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี ได้เป็นแม่ทัพยกไปทางเมืองปราจีนบุรี การยกไปตีเขมรของเจ้าพระยาจักรีในครั้งนี้ ปรากฏว่าได้ตามตีเขมรต่อไปจนได้เมืองบันทายมาศบริบูรณ์ และบาพนมอีกด้วย

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมผู้คนในเมืองตราดได้อย่างสิ้นเชิง โดยพระองค์ ได้ปราบพวกจีนที่ขัดขืนสำเร็จ แต่ไม่แน่ชัดว่าพระองค์ตั้งทัพอยู่ที่ใดตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์ช่วงนี้เองสันนิษฐานว่า กองทัพของพระเจ้ากรุงธนบุรี พักไพร่พลอยู่ที่วัดโยธานิมิต (วัดโบสถ์) และเพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติแด่อดีตพระมหากษัตราธิราช ทางราชการได้ประกาศยกย่องวัดโยธานิมิตเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันและเป็นพระอารามหลวงวัดเดียวในจังหวัด นับว่าใช้อุโบสถเก่าของวัดนี้เป็นที่ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ของบรรดาข้าราชการในอดีต และมีการขึ้นบัญชีเป็นพระอุโบสถเก่าโบราณสถานด้วย

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในปี พ.ศ. 2325 มีการแบ่งหัวเมืองต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรใหม่ขึ้นต่อฝ่ายต่าง ๆ เมืองตราดเป็นเมืองหนึ่งซึ่งขึ้นตรงต่อ "กรมท่า"

หัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกขึ้นต่อกรมท่า 19 เมือง กรมมหาดไทยรวม 20 เมือง กับเมืองขึ้นมหาดไทยยังคงเมืองขึ้นกรมท่าอีก 8 เมือง คือ เมืองนนทบุรี 1 เมืองสมุทรปราการ 1 เมือง สาครบุรี 1 เมืองชลบุรี 1 เมืองบางละมุง 1 เมืองระยอง 1 เมืองจันทบุรี 1 เมืองตราด 1
แสดงให้เห็นว่าเมืองตราดยังคงสังกัดอยู่กับฝ่ายกิจการต่างประเทศและการคลัง ในฐานะเป็นหัวเมืองฝั่งทะเลและเมืองท่าแห่งหนึ่งอยู่ดังเช่นที่ปรากฏมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยมิได้เปลี่ยนแปลงแต่ประการใด

ในรัชสมัยนี้เอง องเชียงสือ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงชุบเลี้ยงไว้ได้หลบหนีกลับไปยังประเทศญวนเพื่อเอาเมืองคืนในปี พ.ศ. 2328 ในการไปขององเชียงสือนี้ปรากฏว่าได้หลบหนีมาอยู่ที่ "เกาะกูด" ในเมืองตราดเป็นเวลานาน ถึง 2 ปี มีความอดอยากมาก ทางกรุงเทพฯ จึงต้องส่งเสบียงไปช่วยเหลือในปี พ.ศ. 2330

ในรัชกาลสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นระยะที่มีราชการทัพเกี่ยวกับญวน ลาว และเขมรติดต่อกันเป็นระยะยาวปรากฏหลักฐานว่าเมืองตราดได้เข้าร่วมกับราชการทัพนี้ตลอดเวลา มีเหตุการณ์เกี่ยวกับวีรกรรมของทางเมืองตราดปรากฏอยู่ด้วยมากมาย

ในปี พ.ศ. 2369 เมื่อเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์เป็นกบฏ ยกทัพเข้ามาทางนครราชสีมานั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชนิกูล 1 พระยารามกำแหง 1 พระราชวังเมือง 1 พระยาจันทบุรี 1 คุมกองทัพเมืองจันทบุรี เมืองระยอง เมืองตราด พลหัวเมืองฝ่ายทะเลตะวันออกห้าพัน ขึ้นไปทาง พระตะบองบ้าง ทางเมืองสุรินทร์เมืองสังขะบ้าง เกณฑ์เขมรป่าดงไปด้วยห้าพันให้ยกทัพไปตีเจ้าราชบุตร ณ เมืองนครจำปาศักดิ์ แล้วให้เป็นทัพกระหนาบทั้งฝ่ายทางตะวันออกคือ ทัพพระยาราชสุภาวดี (สิง) ด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2376 เกิดจราจลขึ้นในเมืองญวน ทางหัวเมืองต่างๆ ครั้งนั้นกรมการเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ เมืองจันทบุรี เมืองตราด ต่างพากันแต่งขุนหมื่นกับไพร่ไปสืบราชการที่เมืองเขมรและเมืองญวนต่าง ๆ นั้น สืบได้ข้อราชการเมืองญวนมาทั้งสี่เมือง ๆ จึงมีใบบอกกิจการบ้านเมืองเข้ามายังกรุงเทพฯ ข้อความในใบบอกทั้งสี่หัวเมืองนั้นต้องกัน ครั้งนั้นมีพวกจีนลูกค้าที่อยู่ ณ เมืองไซ่ง่อนและเมืองล่องโห้ ซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นฝ่ายญวน พวกจีนในเมืองทั้งสองตำบลมีข้าศึกที่เกิดจราจลขึ้นในเมืองไซ่ง่อนหนีเข้ามาอาศัยอยู่ที่เมืองตราดบ้าง เมืองจันทบุรีบ้าง กรมการเมือง ทั้งสองเมืองบอกส่งพวกจีนที่หนีมาแต่เมืองญวนนั้นเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เจ้าพระยาพระคลัง เสนบดีให้ล่ามพนักงานไต่ถามพวกจีนเหล่านั้น ๆ ให้การต้องคำกันทุกคน และคำให้การพวกจีนและหนังสือบอกเมืองเสียมราฐ เมืองพระตะบอง เมืองตราด เมืองจันทบุรี ทั้งสี่เมืองต้องกันกับคำให้การ

ในครั้งนั้นจงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังและเจ้าพระยาบดินทรเดชา ยกกองทัพไปรบญวน การเกณฑ์กองทัพของเจ้าพระยาพระคลังในครั้งนั้นกระทำดังนี้คือ จัดให้เจ้าพระยาพลเทพเป็นแม่ทัพหน้า ให้พระยาราชวังสันเป็นทัพนำหน้าเจ้าพระยาพลเทพ ให้พระยาอภัยโนฤทธ์พระยาราชบุรี พระยาระยอง พระยาตราด พระยานครไชยศรี พระยาสมุทรสงคราม ทั้งนี้เป็นปีกซ้ายขวาของทัพหน้า เมื่อยกทัพเรือเข้าตีปรากฏว่าในระหว่างศึกกันในลำน้ำนั้น บรรดานายทัพนายกองเหล่านั้นพากันทอดสมอเรือเสีย เพราะเห็นเรือญวนขวางกั้นอยู่เต็มลำคลอง ทำให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาต้องทำการรบทางบกไปแต่ฝ่ายเดียว เป็นการเสียหายแก่ราชการทัพอย่างยิ่ง จึงมีการพิจารณาโทษบรรดาแม่ทัพนายกองเหล่านั้น

ต่อมาเมื่อพระยาบดินทรเดชาได้เข้าอยู่ที่เมืองโจดกแล้ว จึงให้ พระยาตราดคุมพล เมืองตราดทั้งสิ้นไปตั้วสิวซ่อมแซมเรือรบเก่าของเขมรที่นักองจันทร์ขึ้นไว้ตกค้างอยู่ที่เมืองกำปอดและเมืองกะพงโสมนั้นมีอยู่หลายสิบลำ ถ้าจะเลือกแต่ที่พอจะใช้ได้คงจะได้เรือรบเกือบร้อยลำ ถ้าพระยาตราดทำการซ่อมแซมเรือรบเก่าเขมรเสร็จแล้วได้มากน้อยเท่าใดให้คุมมาส่งไว้ในเมืองบันทายมาศ

ขณะนั้นทางเขมรก็คิดตั้งตัวเป็นกบฏขึ้น พาสมัครพรรคพวกโจรเข้ามาลอบยิงไพร่พลที่คุมเรือลำเลียงเสบียงอาหารล้มตายไปเป็นอันมาก เจ้าพระยาพระคลังจึงมีคำสั่งให้ พระปลัดเมืองตราดบุตรผู้ใหญ่พระยาจันทบุรีและพี่ชายต่างมารดากับหลวงยกกระบัตร "คุมไพร่พลสามร้อยกองหนึ่ง แล้วให้เป็นนายทัพบกไปติดตามเรือลำเลียงเสบียงอาหารที่เขมรตีไว้คืนมาให้จงได้ ถ้าไม่ได้เสบียงคืนมาก็ให้ตามไปจับเขมรเหล่าร้ายที่เมืองกำปอดมาให้ได้มาบ้าง ให้พระปลัดรีบยกไปทางบกก่อนโดยเร็ว แล้วสั่งให้หมื่นสิทธิสงคราม นายด่านเมืองตราดคุมไพร่พลสองร้อยคน เป็นนายทัพบกเพิ่มเติมไปติดตามเรือลำเลียงอีกกองหนึ่งแต่ให้ไปทางด้านตะวันตก ให้ยกไปรวมกันกับพระปลัดที่เมืองกำปอดข้าง เหนือ พระปลดเมืองตราดยกไปถึงลำน้ำแห่งหนึ่งชื่อ ท่าช้างข้าม เป็นเวลาพลบค่ำจึงหยุดพักผ่อน พวกเขมรในเมืองกำปอดจึงเข้าลอบโจมตี รุ่งขึ้นพระปลัดเมืองตราดจึงรวบรวมไพร่พลที่เหลือเดินทางต่อไปก็ถูกเขมรลอบโจมตีอีก ทำให้ไพร่พลล้มตายลงเป็นอันมาก แต่กองทัพของหมื่นสิทธิสงครามมาพบเข้าจึงช่วยไว้ได้ และรับพระปลัดเมืองตราดและไพร่พลที่รอดตายรวม 35 คน เข้าไว้ ยกทัพเดินทางต่อไป ได้ปะทะกับกำลังฝ่ายเขมรและจับพวกเขมรได้ 14 คน สอบสวนด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาแล้วได้ความว่า พระคะเชนทรพิทักษ์เขมรนายกองช้างของนักองจันทร์ ตั้งให้คุมคนเลี้ยงช้างอยู่ที่เมืองกำปอดนั้น พระคะเชนทรพิทักษ์ท้ารบว่ากองทัพไทยแตกพ่ายญวนมาแล้วและกองลำเลียงไทยบรรทุกข้าวปลาอาหารมาถึงเมืองกำปอด ติดน้ำยังกำลังเข็นเรืออยู่ที่ในลำคลอง พระคะเชนทรพิทักษ์ เห็นว่าได้ทีมีช่อง จึงได้ชวนไพร่พลชาวบ้านป่าที่อดอยากขัดสนเสบียงนั้นได้เจ็ดสิบแปดสิบคน แล้วพากันมาตีปล้นเรือเสบียงได้เรือยี่สิบสามลำ

พระคะเชนทรพิทักษ์นั้นเมื่อกระทำการเช่นนั้นแล้ว คิดเกรงกลัวกองทัพไทยจะยกติดตามมา จึงแต่งให้คนไปซุ่มโจมตีอยู่ดังกล่าวข้างต้น เมื่อสอบสวนได้ความดังนั้นหมื่นสิทธิสงครามนายด่านเมืองตราดจึงยกเข้าล้อมพระคะเชนทรพิทักษ์และจับตัวได้พร้อมทั้งบุตรภรรยาและครอบครัว จึงให้เขมรเชลยขนข้าวปลาอาหารที่เขมรตีชิงเอาไปนั้นกลับคืนมาได้รวม 18 ลำ เสียหายไปเพราะพวกเขมรกระทุ้งท้องเรือจมไป 5 ลำ จากนั้นจึงลำเลียงเสบียงอาหารทั้ง 18 ลำนั้นส่งไปยังเมืองบันทายมาศ
คุณความดีที่หมื่นสิทธิสงครามกระทำในครั้งนั้น เจ้าพระยาพระคลังได้รายงานให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาทราบทั้งหมด รวมทั้งความผิดพลาดของหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีซึ่งคุมเรือเสบียงอาหารไปถูกเขมรซุ่มโจมตีแล้วเอาตัวรอด ปล่อยให้ไพร่พลสู้รบตามลำพังจนเสียแก่เขมรไปนั้น และเรื่องที่พระปลัดเมืองตราดพาไพร่พลเมืองตราดไปตายถึง 26 คนเหลือกลับมาเพียง 34 คนนั้นด้วย เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงมีบัญชาให้พิจารณาโทษผู้กระทำความผิด โดยให้ประหารชีวิตหลวงยกกระบัตร ส่วนพระปลัดเมืองตราดถือว่ามีความผิดไม่มากนัก ให้เฆี่ยนหลัง 60 ทีหรือ 30 ที แล้วตระเวนรอบค่าย 3 วัน ส่วนการลดหรือถอดบรรดาศักดิ์อย่างไรให้พิจารณาเอง เจ้าพระยาพระคลังจึงให้ควบคุมตัวหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีกับพระปลัดเมืองตราดส่งไปให้เจ้าพิจารณาเอง เจ้าพระยาพระคลังจึงให้ควบคุมตัวหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีกับ พระปลัดเมืองตราดส่งไปให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาทำโทษ

เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงโทษผู้กระทำผิด โดยประหารชีวิตหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรี สำหรับพระปลัดเมืองตราดให้เฆี่ยนหลังหกสิบทีแล้ว ลดฐานานุศักดิ์ลงคงเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีแทนที่หลวงยกกระบัตรชื่อแก้ว ที่มีความผิดฆ่าเสียนั้นแล้ว ส่วนหลวงสิทธิสงครามซึ่งทำความดีไว้นั้น ได้มีหนังสือไปยังเจ้าพระยาพระคลังว่า "ให้เจ้าคุณพระคลังตั้งหมื่นสิทธิสงครามนายด่านเมืองตราด ให้มอบถาดโคนโทน้ำทองให้แก่เขาเป็นเครื่องยศ แล้วให้มีใบบอกไปในกรุงเทพฯ ด้วย"

เจ้าพระยาพระคลังได้ตั้งหมื่นสิทธิสงครามเป็นพระปลัดเมืองตราด ส่วนพระปลัดเมืองตราดคนเดิมถูกลดตำแหน่งลงเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองจันทบุรีนั้น ขณะที่ถูกคุมตัวส่งไปยังเจ้าพระยาพระคลังได้กระโดดน้ำตายเสียก่อน

พระปลัดเมืองตราดคนใหม่นี้ได้รับคำสั่งให้คุมไพร่พลไปรับเรือรบที่พระยาตราดไป ตั้งซ่อมแซมอยู่ที่เมืองกำปอดและเมืองกะพงโสมเจ็ดสิบลำ คุมไปส่งที่เมืองบันทายมาศ และในราชการสงครามที่เกี่ยวกับเขมรและญวนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ เมืองตราดมีบทบาทในการร่วมรบด้วยทุกครั้งจนสิ้นรัชกาล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองครั้งสำคัญนั้น มีเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองตราดอยู่ไม่มากนัก ที่สำคัญได้แก่ การตั้งเมือง ปัจจันตคีรีเขตต์และการแบ่งราชการปกครองหัวเมือง

ในปี พ.ศ. 2398 (จ.ศ. 1217) ซึ่งเป็นปีที่ 5 แห่งการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการ ให้ตั้งเกาะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองตราดมาก่อน ขึ้นเป็นเมืองใหม่ โดยพระราชทานนามเมืองนี้ว่า เมืองปัจจันตคีรีเขตต์ (เกาะกง) เมื่อจัดตั้งเมืองนี้ขึ้นมาแล้ว เมืองปัจจันตคีรีเขตต์จึงเป็นเมืองหน้าด่านแทนเมืองตราด เพราะเป็นเมืองที่มีเขตติดต่อกับเขมรและญวน

รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการแบ่งหัวเมืองต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรให้ขึ้นต่อกรมมหาดไทย กรมพระกลาโหม และกรมท่า ได้มีการแต่งตั้ง "เจ้าเมืองกรมการ" มาปกครองดูแล เมืองตราดในสมัยนั้นจึงมีกรมการเมือง 4 คน คือ เจ้าเมือง ปลัดเมือง ปลัดเมืองฝ่ายจีน (ปลัดจีน) และยกกระบัตรเมือง ส่วนเมืองปัจจันตคีรีเขตต์ มีกรมการเมือง 2 คน คือ เจ้าเมืองและปลัดเมือง

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์เป็นต้นมา ประเทศไทยถูกคุกคามจากประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับปรุงต้องปรับปรุงฐานะทางการทหารและกิจการฝ่ายพลเรือนให้ทันสมัย และเข็มแข็งยิ่งขึ้น

ในปี พ.ศ. 2422 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์จัดตั้งสถานีทหารเรือขึ้นตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก สถานีทหารเรือในครั้งนั้นได้จัดตั้งขึ้นที่ ชลบุรีบางพระ บางละมุง ระยอง แกลง จันทบุรี ขลุง ตราด เกาะกงและเกาะเสม็ดนอก ซึ่งจากผลการดำเนินงานนี้ที่ให้เมืองตราดและเกะกงกลายสภาพมาเป็น "สเตชั่นทหารเรือ" สำหรับเป็นด่านป้องกันภัยที่จะคุกคามจากฝรั่งเศสทางทะเล

ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 ฝรั่งเศสได้เริ่มดำเนินการทางทหารใช้กำลังเข้าบีบบังคับไทย โดยยกกองทัพมาเข้าขับไล่ทหารไทยให้ถอยร่นออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และส่งเรือรบเข้ามาจอดอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ความยุ่งยากทางชายแดนไทยเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการปรึกษาการป้องกันพระราชอาณาเขตขึ้น และจัดกองบัญชาการทัพออยู่ตามหัวเมืองชายทะเลแต่ละด้านขึ้นด้วย ทางด้านหัวเมืองฝ่ายตะวันออกซึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงต่างประเทศ (เดิมขึ้นกรมท่า) นั้น ในปี พ.ศ. 2436 ได้แต่งตั้งให้พลเรือจัตวาพระยาชลยุทธโยธินทร์ (ANDER DU PLESSIS DE RICHELIEU) เป็นผู้จัดการป้องกันพระราชอาณาเขตทางหัวเมืองฝ่ายตะวันออก ทางกระทรวงต่างประเทศได้มีคำสั่งมายังผู้ว่าราชการเมืองแถบนี้ ซึ่งรวมทั้งเมืองตราดด้วย ให้ช่วยพระยาชลยุทธโยธินทร์จัดการทุกอย่างที่เกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาเขต

ด้านเมืองตราดและเกาะกงนั้น ปรากฏตามหนังสือของพระยาชลยุทธโยธินทร์ ซึ่งนำขึ้นกราบทูลเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2436 ว่า "ที่เกาะกงจัดทหารมะรีน (ทหารเรือ) จากกรุงเทพฯ 14 คน ทหารจากเมืองตราด 24 คน ทหารจากเมืองแกลง 12 คน รวม 50 คน แจกปืนเฮนรีมาตินี 100 กระบอก กระสุนพร้อม ที่แหลมงอบจัดทหารไว้ 200 คน พร้อมที่ส่งไปช่วยทางเกาะกง ถนนระหว่างแหลมงอบกับเมืองตราด มีสภาพไม่ดีให้บ้านเมืองเร่งซ่อมถนนให้เร็วใน 1 เดือนพอให้เกวียนเดินได้ ที่แหลมงอบนี้จ่ายเป็นเฮนรีมาตินี 288 กระบอก กระสุนพร้อม"

ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส ได้เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้ายึดครองดินแดนของประเทศไทยให้ได้ในที่สุด ดังเช่นได้กระทำจนเป็นผลสำเร็จมาแล้วในญวน เขมร และลาว ซึ่งในที่สุดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีผลกระทบให้จังหวัดตราด ต้องตกอยู่ใน ความปกครองของฝรั่งเศสก็อุบัติขึ้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากเกิดการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยา เมื่อ 13 กรกฎาคม 2436 (ร.ศ. 112) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ฝ่ายไทยปฏิบัติตามเมื่อ 20 กรกฎาคม 2436 โดยให้เวลาตอบ 48 ชั่วโมง ฝ่ายไทยได้ตอบข้อเรียกร้องเมื่อ 22กรกฎาคม 2436 แต่ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายฝรั่งเศส ดังนั้น วันที่ 24 กรกฎาคม 2436 ฝรั่งเศสจึงประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยและในวันที่ 26 กรกฎาคม 2436 ฝรั่งเศสสั่งผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกลปิดล้อมอ่าวไทย ตั้งแต่แหลม เจ้าลายถึงบริเวณแหลมกระบังและในวันที่ 29 กรกฎาคม 2436 ฝรั่งเศสได้ประกาศปิดล้อมอ่าวไทยครั้งที่ 2 โดยขยายเขตเพิ่มบริเวณเกาะเสม็ด จนถึงแหลมลิง รวม 2 เขต

ในวันเดียวกันคือ 29 กรกฎาคม 2436 ฝ่ายไทยจำต้องยอมรับคำขาดของฝรั่งเศสที่ยื่นไว้แต่เดิม ในวันรุ่งขึ้นฝรั่งเศสถือโอกาสยื่นคำขาดเพิ่มเติมอีก โดยประกาศยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกันและบังคับให้ไทยถอนตัวออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอีกด้วย ไทยจำเป็นต้องยอมรับโดยไม่มีทางเลือก เมื่อฝ่ายไทยปฏิบัติตามคำขาดนั้นแล้ว ฝรั่งเศสได้ยกเลิกการปิดอ่าวในวันที่ 3 สิงหาคม 2436 เวลา 12.00 น. แต่การยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรียังคงยึดไว้ตามเดิม

ต่อมาได้มีการทำสัญญาสงบศึกกันโดยหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม 2436 (ร.ศ. 112) ในหนังสือสัญญาฉบับนี้ มีข้อความระบุไว้ในอนุสัญญาผนวกต่อท้ายหนังสือสัญญาข้อ 6ว่า "คอนเวอนแมต์ (CONVORNMENT) ฝรั่งเศสจะได้ตั้งอยู่ต่อไปที่เมืองจันทบุรี จนกว่าจะได้ทำการสำเร็จแล้วตามข้อความในหนังสือสัญญานี้..."
แม้ทางฝ่ายไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ฝรั่งเศสบีบบังคับไว้แล้ว ฝรั่งเศสก็ไม่ยอมถอนทหาร ยังคงยึดจันทบุรีไว้อีกเป็นเวลานานถึง 10 ปี เป็นเหตุให้ต้องมีการตกลงทำสัญญาขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่งคืออนุสัญญาลงวันที่ 7 ตุลาคม 2445 (ร.ศ. 121) แต่หนังสือฉบับนี้ฝรั่งเศสไม่ยอมให้สัตยาบันและไม่ถอนกำลังออกจากจันทบุรี จึงได้ตกลงมีสัญญาต่อมาอีก คือ สัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2446 (ร.ศ. 122) คราวนี้ฝรั่งเศสจึงถอนกำลังออกจากจันทบุรี

ย่างเข้าปี ร.ศ. 122 แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์นั้นเอง ฝรั่งเศสได้ให้สัตยาบันที่กรุงปารีสเมื่อธันวาคม 2447 มีผลให้จังหวัดตราดและบรรดาเกาะทั้งหลายภายใต้แหลมลิงไปต้องตกไปเป็นของฝรั่งเศส จากหลักฐานสัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2446 ไม่มีข้อความใดระบุการ ครอบครองจังหวัดตราดไว้เลย แต่ในข้อ 3 แห่งสัญญาระบุไว้ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลไทยต่างจะตั้งข้าหลวงผสมกันออกไปทำการกำหนดเขตแดน พระบริหารเทพธานี7 กล่าวอ้างไว้ว่า ได้มีการกำหนดปักปันเขตแดนกันตรงแหลมลิง (ในตำบลบางปิด อำเภอแหลมงอบ) จึงดูเหมือนว่าฝรั่งเศสได้สิทธิในการครอบครองเมืองตราดแทนจันทบุรี

เมื่อข่าวการยึดครองของฝรั่งเศสแพร่สะพัดรู้ไปถึงราษฎร ต่างก็ตกใจและเกิดการอพยพ แต่ด้วยเดชะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถและทอดพระเนตรเหตุการณ์ไกล จึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะเกิดความสงบเรียบร้อยภายในบ้านเมือง ความพยายามของพระองค์ท่านที่จะประวิงเวลาให้เมืองตราดคงอยู่ในพระราชอาณาจักรไร้ผล ในที่สุดฝ่ายไทยจึงต้องมอบเมืองตราดให้แก่ฝรั่งเศสแน่นอน ในวันที่ 30 ธันวาคม 2447 ได้มีพิธีส่งมอบเมืองตราดให้แก่ฝรั่งเศส จากหลักฐานของพระบริหารเทพธานี บันทึกไว้ว่าพระยาศรีสหเทพและที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทย (มิสเตอร์โรบินส์) เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมอบเรสิดังต์เดอฟอริงลิมง ข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศสเป็นผู้รับมอบ ได้กระทำพิธีมอบที่หน้าเสาธงซึ่งอยู่หน้าศาลากลางที่พระยาพิพิธฯ สร้างไว้ โดยมีทหารฝ่ายละ 1 โหล มอบวันที่ 30 ธันวาคม 2447 เวลาเที่ยงวัน มีข้าราชการฝ่ายพลเรือนเข้าแถวอยู่ด้วย พระยาศรีสหเทพ เป็นผู้อ่านประกาศมอบเมืองให้แก่ฝรั่งเศสพอจบลงเรสิดังต์ ข้าหลวงฝรั่งเศสอ่านคำรับมอบจากรัฐบาลสยามเป็นภาษาฝรั่งเศส เมื่อจบพิธี ทหาร 2 ฝ่ายยิงสลุตฝ่ายละ 1 โหล แตรบรรเลงขึ้น ทันใดพระยาศรีสหเทพชักธงสยามลง เรสิดังต์ ชักเชือกธงฝรั่งเศสขึ้น เมื่อธงฝรั่งเศสถึงยอดเสา ทหารยิงสลุตอีกฝ่ายละ 1 โหล

นับจากนั้นมาเมืองตราดจึงตกอยู่ในความยึดครองของฝรั่งเศส จนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2449 จึงได้มีการตกลงทำหนังสือสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งเรียกว่า "หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จ พระเจ้าแผ่นดินสยามกับเปรสสิเดนต์แห่งรีปัปลิคฝรั่งเศส" ฝรั่งเศสจึงคืนเมืองตราดให้ไทยตามเดิม แต่ฝ่ายไทยจะต้องยอมยกดินแดนเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐและเมืองศรีโสภณ เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน เมืองทั้งสามเมืองนั้นมีดินแดนประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร แลกกับเมืองตราด ประมาณ 2919ตารางกิโลเมตร ยกเว้นเมืองปัจจันตคีรีเขตต์ (เกาะกง) ฝรั่งเศสมิได้คืนแต่ประการใด

การทำสัญญาฉบับนี้ ทำในวันที่ 23 มีนาคม 2449 แต่ได้มีพิธีรับมอบเมืองคืนเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2450 เวลา 9.00 น. ฝ่ายฝรั่งเศสมีรุซโซ อาระมองค์ อังมินิส ตราเตอร์ เดอแซร์วิศ เซวิลเลอ เรสิดังค์ เดอฟรังค์ ณ เมืองกำปอดเป็นข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศสพระยาศรีสหเทพข้าหลวงฝ่ายไทยเป็นผู้รับมอบ

จากหลักฐานการมอบเมืองตราด หลวงสาครคชเขตต์ ได้รวบรวมเล่าไว้ในหนังสือ จดหมายเหตุความทรงจำสมัยฝรั่งเศสยึดเมืองตราดว่า ในพิธีรับมอบ ข้าหลวงสองฝ่าย แต่งเครื่องแบบเต็มยศ พร้อมด้วยข้าราชการทหาร ตำรวจ ประชุมกันหน้าศาลากลางจังหวัด ข้าหลวงฝ่ายฝรั่งเศสอ่านหนังสือมอบเมืองเป็นภาษาฝรั่งเศส แล้วส่งคำแปลให้ ฝ่ายข้าหลวงไทยกล่าวคำรับมอบเมืองและชักธงไทยขึ้นสู่ยอดเสาจากนั้นจึงมีการดื่มให้พรแก่ประเทศของกันและกันตามธรรมเนียม

หลังพิธีมอบเมืองตราดคืนจากฝรั่งเศสแล้ว ได้มีพิธีสมโภชเมือง โดยตกแต่งประดับประดาสถานที่ราชการ และอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นประดิษฐานบนศาลากลางจังหวัด แล้วนิมนต์พระภิกษุรวมจำนวน 55 รูป เท่าพระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการสวดมนต์เย็น โดยมีพระครูสังฆปาโมกข์ เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรีเป็นประธานกลางคืนมีการประดับโคมไฟและมีมหรสพ

เมื่อจังหวัดตราดกลับคืนมาเป็นของไทยตามเดิมแล้ว ได้มีประกาศให้ยุบเมืองขลุงลงให้คงสภาพเป็นเพียงอำเภอขึ้นกับจังหวัดจันทบุรีตามเดิม ส่วนอำเภอทุ่งใหญ่ซี่งได้ประกาศให้ขึ้นกับเมืองขลุง เมื่อปี 2449 นั้น ให้โอนกลับมาขึ้นกับเมืองตราดต่อไปตามเดิม

ในช่วงปี พ.ศ. 2483-2484 ไทยกับฝรั่งเศสเกิดกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนทางด้านตะวันออกในสมัยสงคราม อินโดจีน ในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2484 ฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวณเข้ามาในน่านฟ้าไทย บริเวณเกาะช้าง เกาะกูด เกาะเสม็ด และสัตหีบ กองบินจันทบุรีจึงได้ส่งเครื่องบินขึ้นสกัดและยิงขับไล่ ต่อมาในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินเข้ามาลาดตระเวณแถบเกาะช้างซ้ำอีก แล้วทิ้งระเบิดบริเวณเกาะง่าม เรือรบหลวง สงขลา และเรือรบหลวงชลบุรี ใช้ปืนต่อสู้อากาศยานยิงตอบโต้จนถูกเครื่องบินข้าศึกตกทะเลไปทางด้านใต้ของ เกาะหวาย เรือรบของข้าศึก 7 ลำ นำโดยเรือลาดตระเวณลามอตต์ปิเกต์ รุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้ของเกาะช้าง โจมตี เรือรบของฝ่ายไทยอย่างหนัก ไทยสามารถขับไล่ข้าศึกที่มีกำลังเหนือกว่าให้ล่าถอยไปได้ แต่ฝ่ายไทยต้องสูญเสีย ทหารและเรือรบหลวง 3 ลำ คือ เรือรบหลวงสงขลา เรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงธนบุรี โดยจุดที่เกิดยุทธนาวีนี้อยู่บริเวณเกาะง่าม ทางตอนใต้ของเกาะช้าง ใกล้อ่าวสลักเพชร

พ.ศ.2521 เกิดสงครามสู้รบในกัมพูชา ชาวเขมรนับแสนหนีตายทะลักเข้ามาในเขตไทย ทางเทือกเขาบรรทัดเขตพรมแดนด้านตะวันออก เส้นทางหลวงหมายเลข 318 จากตัวเมืองตราดเลียบขนานเทือกเขาบรรทัด และชายฝั่งทะเลสู่อำเภอคลองใหญ่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สายสำคัญ เมื่อสงครามสงบลงในปี พ.ศ.2529 เส้นทางสายนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเส้นทางการค้าระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณตลาดหาดเล็ก สุดเขตชายแดนไทย และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางต่อไปยังเกาะกง

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Trat trat1
รูปที่ 6 ที่ตั้งจังหวัดตราด รูปที่ 7อาณาเขตติดต่อของจังหวัดตราด

 

จังหวัดตราดตั้งอยู่ภาคตะวันออกของประเทศไทยห่างจาก กรุงเทพฯ 315 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 2,819 ตร.กม. หรือ ประมาณ 761,875 ไร่ และเป็นพื้นที่ตามเขตปกครองทางทะเล ประมาณ 7,257 ตร.กม. มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี และประเทศกัมพูชา
ทิศใต้ ติดต่อกับอ่าวไทยและน่านน้ำทะเลประเทศกัมพูชา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับประเทศกัมพูชา มีทิวเขาบรรทัดเป็นแนวกั้นเขตแดน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี

 

ลักษณะภูมิประเทศ

มีอาณาบริเวณทั้งที่เป็นแผ่นดิน และ พื้นน้ำ ประกอบด้วย เทือกเขาสูงอุดม ด้วยป่าเบญจพรรณ และป่าดิบทาง ส่วนบริเวณหมู่เกาะต่างๆ ทางด้านใต้ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงเช่นเดียวกัน ตอนเหนือ เป็นที่ราบบริเวณภูเขา ตอนกลาง เป็นที่ราบ ลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แล้วลาดลงเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล สภาพภูมิประเทศที่ปรากฏจึงแบ่ง เป็น 4 ลักษณะ

  1. บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ เหมาะ สำหรับทำนาข้าว และปลูกผลไม้
  2. ที่ราบบริเวณภูเขา บริเวณนี้ มีพื้นที่กว้างขวางมาก เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม แก่การทำสวนผลไม้ ยางพารา และ สับปะรด
  3. ที่สูงบริเวณภูเขา บริเวณที่เป็นเกาะต่างๆ ซึ่งส่วนมาก มีสภาพเป็นพื้นที่ป่าไม้
  4. ที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล บริเวณ พื้นที่แห่งนี้เป็นป่าชายเลน อย่างหนาแน่น และ ยังเป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์น้ำ บางชนิดด้วย

 

ลักษณะภูมิอากาศ

สภาพอากาศไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัดจนเกินไป เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดมีเกาะต่าง ๆ มากมาย ถึง 52 เกาะ จึงเป็ฯเสมือนกำแพงกั้นบังคลื่นลม พื้นที่จังหวัดตราดจึงไม่เคยได้รับความเสียหายจากลมพายุเลย ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบร้อนชื้น มีฝนตกชุกเกือบตลอดปี แบ่งเป็นฤดู

  • ฤดูหนาว มีเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ อากาศไม่หนาวเเย็นมากนักอุณหภูมิเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส
  • ฤดูร้อน อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 34 องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน อยู่ในช่วงเดือน พฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม

การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 38 ตำบล 261 หมู่บ้าน

Amphoe Trat
  1. อำเภอเมืองตราด
  2. อำเภอคลองใหญ่
  3. อำเภอเขาสมิง
  4. อำเภอบ่อไร่
  5. อำเภอแหลมงอบ
  6. อำเภอเกาะกูด
  7. อำเภอเกาะช้าง
รูปที่ 8 อำเภอในจังหวัดตราด

 

การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 13 แห่ง และ องค์การบริหารส่วนตำบล 29 แห่ง  

        ตาราง  แสดงจำนวนตำบล หมู่บ้าน และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จำแนกตามอำเภอ 

ที่

อำเภอ

ตำบล

หมู่บ้าน

เทศบาล

อบต

เมือง

ตำบล

1

เมืองตราด

13

98

1

4

9

2

เขาสมิง

8

66

-

2

8

3

แหลมงอบ

4

27

-

2

3

4

คลองใหญ่

3

20

-

2

2

5

บ่อไร่

5

33

-

2

4

6

เกาะกูด

2

9

-

-

2

7

เกาะช้าง

2

8

-

1

1

 

รวม

37*

261

1

13

29


หมายเหตุ *37 ตำบล  ไม่รวมตำบลบางพระ

ผู้บริหารจังหวัด

boss 1

นางสาวเบญจวรรณ อ่านเปรื่อง
ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด
ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ - ปัจจุบัน
โทรศัพท์ 08-9203-0413, 08-9244-3939

boss 2

นายประทีป จงสืบธรรม
รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด
ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ - ปัจจุบัน
โทรศัพท์ 08-9203-1575, 08-1815-9292

boss 3

นายนพดล ศรีสุข
รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด
ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ - ปัจจุบัน
โทรศัพท์ 08-9203-1535


หัวหน้าสำนักงานจังหวัดตราด น.ส.เบญจวรรณ์ พาละหาญ โทรศัพท์ 08-9203-4053

สำนักงานจังหวัดตราด  ที่ตั้งศาลากลางจังหวัด ชั้น 3 ถ.ราษฎร์นิยม ต.บางพระ อ.เมือง จ.ตราด 23000 โทรสาร 0-3951-1282 , 0-3951-1034

e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.   website : http://www.trat.go.th

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด

มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบ่งเขต จำนวน 1 คน คือ นายธีระ สลักเพชร และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สัดส่วนอยู่ในกลุ่มที่ 5 สถิตการลงคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา เมื่อวันที่ (23 ธันวาคม 2550) ร้อยละ 75.40 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายธีระ  สลักเพชร

โทรศัพท์ 08-1910-7316, 08-1863-4526
โทรสาร 0-3953-2789
e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

** ที่กรุงเทพ ฯ โทร 02-5036531

ที่ตั้ง ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ สาขาตราด
เลขที่ 45/62 ถ.เทศบาล 5 ต.วังกระแจะ
อ.เมืองจ.ตราด 23000


สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด 

มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 1 คน คือ นายสุพจน์  เลียดประถม สถิติการลงคะแนนเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ (2 มีนาคม 2551 ) ร้อยละ 58.17                

สมาชิกวุฒิสภา นายสุพจน์  เลียดประถม

โทรศัพท์ 08-1686-4949
โทรสาร 0-3952-2663
e-mail:This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ที่ตั้ง  65 ซ.สุขุมวิท ต.บางพระ อ.เมือง จ.ตราด 23000


ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตราด

ประชากร

ประชากรของจังหวัดตราด รวมทั้งสิ้น 221,1455 คน แบ่งเป็น ชาย 111,275 คน หญิง 110,180 คน ความหนาแน่นของประชากรมีการกระจายตัวสูงสุดที่ อำเภอเมือง ร้อยละ 41.44 รองลงมาได้แก่ อำเภอเขาสมิง อำเภอบ่อไร่ อำเภอคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ อำเภอเกาะช้าง และอำเภอเกาะกูด

ตารางแสดงความหนาแน่นของประชากร แยกรายอำเภอ

ที่ อำเภอ พื้นที่ (ตร.กม.) จำนวนบ้านหลัง) จำนวนประชากร
ชาย หญิง รวม
1 เมืองตราด 938.61 35,237 44,913 46,634 91,547
2 เขาสมิง 679.19 16,124 21,786 21,208 42,994
3 แหลมงอบ 154 6,615 9,141 9,326 18,467
4 คลองใหญ่ 50.29 7,929 12,487 11,774 24,261
5 บ่อไร่ 680.02 15,456 18,318 16,936 35,254
6 เกาะกูด 154.8 1,228 1,141 1,004 2,145
7 เกาะช้าง 162.2 3,909 3,489 3,298 6,787
รวม 2819.11 86,498 111,275 110,180 221,455

 

ศาสนา

วัดในจังหวัดตราดทั้งสิ้น 127 แห่ง แบ่งเป็นวัดมหานิกาย จำนวน 116 แห่ง วัดธรรมยุต จำนวน 11 แห่ง มัสยิด 13 แห่ง โบสถ์คาธอลิก 1 แห่ง ศูนย์ปฏิบัติธรรม 1 แห่ง โบราณสถาน 5 แห่ง นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 94.61 ศาสนาอิสลาม ร้อยละ 5.10 ศาสนาคริสต์ ร้อยละ 0.29

การศึกษา

สถานศึกษาในจังหวัดตราด แบ่งเป็น ระดับต้น คือ ชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 141 แห่ง (แบ่งเป็นระดับอนุบาล 4 แห่ง อนุบาล-ประถมศึกษา 91 แห่ง อนุบาล-มัธยมฯ ตอนต้น 28 แห่ง อนุบาล-มัธยมฯตอนปลาย 1 แห่ง ประถมศึกษา 1 แห่ง ประถม-มัธยมฯตอนปลาย 1 แห่ง มัธยมตอนต้น-มัธยมฯตอนปลาย 15 แห่ง) จำนวนห้องเรียนทั้งสิ้น 1,620 ห้อง (แบ่งเป็นระดับก่อนประถมศึกษา 319 ห้อง ประถมศึกษา 911 ห้อง และมัธยมศึกษา 390 ห้อง) จำนวนนักเรียน 40,030 คน ครู-อาจารย์ จำนวน 1,601 คน (ระดับวุฒิทางการศึกษา ปริญญาโท 98 คน ปริญญาตรี 1,467 คน อนุปริญญาหรือเทียบเท่า 36 คน)

มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดตราด

จังหวัดตราดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม ปี 2550 เป็นเงิน 21,473 ล้านบาท เป็นลำดับที่ 5 ของภาคตะวันออก และลำดับที่ 29 ของประเทศ ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 89,601 บาท / คน/ปี โดยสาขาการผลิตที่สำคัญ ของจังหวัด ได้แก่ สาขาเกษตรกรรม 9,876 ล้านบาท (ร้อยละ 46) สาขานอกเกษตร 11,597 ล้านบาท (ร้อยละ54.01) มูลค่าการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ สาขาการประมง 5,218 ล้านบาท (ร้อยละ 24.30 ) สาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์และการป่าไม้ มีมูลค่า 4,658 ล้านบาท (ร้อยละ 21.69) และสาขาค้าปลีกส่งการซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ครัวเรือน มีมูลค่า 1,916 ล้านบาท (ร้อยละ8.92)

ตารางผลิตภัณฑ์เฉลี่ย/คน/ปี ตามราคาประจำปี พ.ศ. 2546 - 2550

ปี 2546 2547 2548 2549 2550
ผลิตภัณฑ์เฉลี่ย/คน/ปี 62,829 67,468 73,492 83,586 89,601
ผลิตภัณฑ์จังหวัด 14,507 15,712 17,256 19,827 21,473


ที่มา:
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การเกษตรและปศุสัตว์

จังหวัดตราด เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ทางภาคตะวันออก ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติสภาพแวดล้อมเหมาะสมการเพาะปลูกทำการเกษตร พื้นที่ทำการเกษตรของจังหวัดตราด 695,181 ไร่ คิดเป็น 39%ของพื้นที่ทั้งหมด มีครัวเรือนเกษตรกร 24,541 ครัวเรือน กลุ่มเกษตรกร 304 กลุ่ม สมาชิก 15,896 ราย พืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ยางพารา พื้นที่ปลูก 241,335 ไร่ ปริมาณผลผลิต 43,143 ตัน เงาะพื้นที่ปลูก 66,467 ไร่ปริมาณผลผลิต 90,793 ตัน ปาล์มน้ำมันพื้นที่ปลูก 41,890 ไร่ ผลผลิต 43,120 ตัน และนอกจากนี้มีสับปะรด "ตราดสีทอง" เป็นผลไม้ของจังหวัดตราดที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ

ตารางแสดงข้อมูลพืชเศรษฐกิจ ปี 2551

ที่ ชนิดพืช ครัวเรือน ให้ผล (ไร่) พื้นที่ปลูก (ไร่) ผลผลิตเฉลี่ย (กก.) ผลผลิตทั้งหมด (ตัน)
1 ทุเรียน 4,784 28,987 30,763 1,287 37,306
2 เงาะ 7,298 63,636 66,488 1,366 86,927
3 มังคุด 4,320 24,385 30,457 843 20,557
4 ลองกอง 4,400 10,911 14,905 607 6,623
5 ยางพารา 11,406 198,365 241,335 240 47,608
6 ปาล์มน้ำมัน 929 22,364 41,890 1,928 43,118
7 สับปะรด 1,962 31,889 31,889 4,500 143,501
8 ข้าว 737 25,121 25,121 412 10,350

 

ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด

การประมง

จังหวัดตราด มีผลผลิตจากปริมาณสัตว์น้ำทั้งหมด 154,059.36 ตัน คิดเป็นรายได้จากด้านการประมง ปี 2551 มีมูลค่าประมาณ 8,351.79 ล้านบาท และยอดคิดค่าผลิตภัณฑ์มูลรวม (GPP) จังหวัดตราด สาขาประมง ปี 2550 มีมูลค่า 3,471.41 ล้านบาท

ตารางแสดงมูลค่าด้านการประมง

สินค้า มูลค่าปี 2548 (ล้านบาท) มูลค่าปี 2549 (ล้านบาท) มูลค่าปี 2550 (ล้านบาท) มูลค่าปี 2551 (ล้านบาท) มูลค่าเพิ่ม (ล้านบาท) ร้อยละ
ประมง (กุ้ง) 2,479.08 3,842.43 3,756.61 3,849.28 92.67 2.47

 

ที่มา : สำนักงานประมงจังหวัดตราด

การค้าชายแดน

จังหวัดตราด มีการค้ารวมที่ผ่าน ด่านศุลกากรคลองใหญ่ ปี 2550 มีมูลค่าส่งออก เป็นเงิน 16,408 ล้านบาท มีมูลค่านำเข้า เพียง 44 ล้านบาท สินค้าส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำตาลทราย นม และอาหารเสริม ขนม เบียร์และเครื่องดื่ม สินค้านำเข้า ได้แก่ ไม้แปรรูป อุปกรณ์เครื่องวิทยุคมนาคม ปูม้าต้มสุกแช่น้ำแข็ง หวาย และปลาหมึกแห้ง

ที่มา : ด่านศุลกากรคลองใหญ่

ด้านแรงงานและแรงงานต่างด้าว

ในพื้นที่จังหวัดตราด มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาจดทะเบียน ในปี 2551 จำนวนทั้งสิ้น 6,640 คน แยกเป็นแรงงานชาวกัมพูชา จำนวน 3,823 คน คิดเป็นร้อยละ 57 แรงงานชาวพม่า จำนวน 2,775 คน คิดเป็นรอยละ 42 และแรงงานชาวลาว จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 0.1 โดยในปี 2550 มาจดทะเบียน 7,809 คน ปี 2549 มาจดทะเบียน 10,754 คน และปี 2548 มาจดทะเบียน จำนวน 12,017 คน

ที่มา: สำนักงานจัดหางานจังหวัดตราด

ศักยภาพที่สำคัญของจังหวัด

การเป็นเมืองชายทะเล

ตราด มีชายฝั่งทะเลตลอดแนวยาว ๑๖๕.๕ กิโลเมตร จึงเป็นเมืองท่า ชายทะเลฝั่งตะวันออกที่มีชัยภูมิเหมาะกับการแวะจอดเรือ เพื่อขนถ่ายแลกเปลี่ยนสินค้า มีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดประมงชายฝั่ง ประมงน้ำลึกและการท่องเที่ยวทางทะเล นอกจากนี้ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ ตลอดจนเป็นเส้นทางระบายน้ำฝนจากพื้นดินลงทะเลได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ไม่เกิดปัญหาในช่วงฤดูน้ำหลาก

การเป็นเมืองชายแดน

ตราด มีแนวชายแดนตามธรรมชาติติดทิวเขาบรรทัดตลอดแนวยาว ๑๖๕ กิโลเมตร มีอาณาเขตติดกับประเทศกัมพูชา ถึง ๓ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดโพธิสัต และจังหวัดเกาะกง มีจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จุดผ่อนปรนทางการค้าช่องบ้านมะม่วง - เนินสี่ร้อย อำเภอบ่อไร่

ในรอบ ๑๐ ปี ที่ผ่านมา จังหวัดตราด ได้เปรียบดุลการค้ากับกัมพูชามาโดยตลอด ในปี ๒๕๕๐ มีมูลค่าการส่งออกเป็นเงิน ๑๔,๔๓๗ ล้านบาท มีมูลค่านำเข้าเพียง ๕๑ ล้านบาท สินค้าส่งออก ได้แก่ น้ำตาลทราย นม และอาหารเสริม ขนม เบียร์ แบตเตอรี่ สินค้านำเข้า ได้แก่ ไม้แปรรูป ปูม้า หวาย ปูแสม ปลาหมึก และเหล็กเก่า

การเป็นเมืองเกษตร

การกสิกรรมเป็นสาขาการผลิตที่สำคัญที่สุดของ จังหวัดตราด พืชเกษตรกรรมที่สามารถสร้างรายได้ ปีละประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด สับปะรด เป็นต้น และยางพารา นอกจากนี้ การประมงถือเป็นอาชีพที่สำคัญรองมาจากการการทำกสิกรรม สามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปีละประมาณ ๒,๓๐๐ ล้านบาท

การเป็นเมืองท่องเที่ยว

ตราด มีทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและทางทะเลที่สวยงาม ยังคงความเป็นธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่จำนวน ๕๒ เกาะ เกาะช้างเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากเกาะภูเก็ต และมีเกาะกูดเป็นมรกตแห่งท้องทะเลตราด ซึ่งนอกจากเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญระดับนานาชาติแล้ว หมู่เกาะช้างยังเป็นเสมือนกำแพงบังคลื่นลม

ในรอบปี ๒๕๔๙ มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นเงิน ๔,๗๓๙ ล้านบาท และในปี ๒๕๕๐ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๒

เป็นศูนย์กลางเครือข่ายเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม

จังหวัดตราด มีศักยภาพด้านคมนาคม และขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศสามารถเชื่อมโยงภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน โดยทางบก มีเส้นทางเศรษฐกิจเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างไทย เวียดนาม และกัมพูชา

ถนนเรียบชายฝั่งทะเล (Southern Coastal Economic Corridor : R 10) ช่วงตราด - สแรอัมเปิล - กรุงพนมเปญกำหนดแล้วเสร็จ ในปี ๒๕๕๑ และในฝั่งไทยจะขยายทางหลวงหมายเลข ๓๑๘ ตราด - หาดเล็ก ระยะทาง

๙๐ กิโลเมตร เป็นสี่ช่องทางจราจร ให้เป็นเส้นทางที่ได้มาตรฐาน ทำให้จังหวัดตราดอยู่กึ่งกลางระหว่าง ตราด - กรุงเทพฯ กับ ตราด - พนมเปญ มีระยะทางที่ใกล้เคียงกัน คือ ๓๑๕ และ ๓๕๕ กิโลเมตร

  • ทางน้ำ มีร่องทะเลน้ำลึกที่เหมาะกับการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนาดกลาง ๕๐๐ ตันกรอส ซึ่่งขณะนี้ได้ร่วมกับกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีทำการสำรวจและศึกษาความเหมาะสมในการก่อสร้างท่าเทียบเรือเพื่อการพาณิชย์ที่อำเภอคลองใหญ่ไว้แล้ว หากได้มีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกตามเป้าหมายที่วางไว้ จะสามารถมีระบบการขนส่งทางน้ำที่ได้มาตรฐานไปยังประเทศกัมพูชา เวียดนาม ภูมิภาคอินโดจีนและนานาชาติได้เป็นอย่างดี
  • ทางอากาศ ปัจจุบันสายการบินบางกอกแอร์เวย์ได้เปิดเส้นทางบิน ระหว่างกรุงเทพฯ - ตราด วันละ 2 เที่ยวบิน ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ ๕๐ นาที

การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

จังหวัดตราดมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของการรวมกลุ่มชุมชนที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ นำโดยพระอาจารย์สุบิน ปณีโต เป็นผู้นำในการสร้างรูปแบบและวิธีดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม โดยมีสมาชิกอยู่ในกลุ่ม 165 กลุ่ม จำนวน 5 หมื่นคนเศษ มีเงินทุนหมุนเวียน 700 ล้านบาท และกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตนำโดยนายสมพงษ์ อินทสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วงน้ำขาว มีสมาชิก 56 กลุ่ม มีเงินทุนหมุนเวียน 56 ล้านบาท

นอกจากนี้ จังหวัดตราดได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขยายผลสู่ประเทศกัมพูชา โดยจัดให้มีบันทึกการประชุมร่วมระหว่างจังหวัดตราด กับจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา เพื่อดำเนินการตามโครงการจัดตั้งหมู่บ้านตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนถนนหมายเลข ๔๕ เกาะกง-สแรอัมเบิล ณ ตำบลเปียมกระสอบ จังหวัดเกาะกง เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่อง เหาปลากระพง การเลี้ยงปูทะเล การให้ความรู้ทางด้านการเกษตร การแก้ไขปัญหาดิน การปลูกพืชผักสวนครัว และการแปรรูปอาหารทะเล เป็นต้น

ปัญหาที่สำคัญของจังหวัด

ปัญหาผลผลิตทางการเกษตร (ผลไม้)ราคาต่ำ

ตราดเป็นเมืองเกษตรกรรม ในช่วงฤดูการผลิตระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายนของทุกปี มีผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด และสับปะรด ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ประมาณ สามแสนกว่าตันต่อปี มีปัญหาทำให้ผลผลิตราคาตกต่ำ จังหวัดได้ดำเนินการช่วยเหลือโดยจัดโครงการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างจังหวัด และร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดตราดในการส่งผลไม้จำหน่ายยังประเทศกัมพูชา ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด และองค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาล ได้ให้ความช่วยเหลือในการรับซื้อผลผลิต และระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ช่วงที่มีผลผลิตปริมาณมาก มีคณะทำงานในการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรระดับจังหวัด ประกอบด้วย

  1. คณะทำงานด้านการประมงการผลผลิตการเกษตร
  2. คณะทำงานด้านการตลาด
  3. คณะทำงานด้านแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร และมีคณะกรรมการประศูนย์แก้ไขปัญหา ผลผลิตราคาตกต่ำระดับจังหวัดตราด

 

ปัญหาการทำประมงทะเล

ตราดเป็นจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเลอ่าวไทยยาว ถึง 165.5 กม. จรดประเทศกัมพูชา มีเรือประมงประมาณ 3,800 ลำ ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก สามารถจับสัตว์น้ำได้ปีละ 50,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2,300 ล้านบาท/ปี ซึ่งเรือดังกล่าว ไม่สามารถออกไปทำประมงนอกชายฝั่งในระยะไกลได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ทำให้เกิดปัญหาการลักลอบทำประมงในระยะ 3,000 เมตรจากฝั่งจึงเกิดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ทำการประมงเพื่อการพาณิชย์ที่มีเครื่องมือ อวนลาก อวนรุน และคราดหอย กับกลุ่มประมงพื้นบ้าน ที่ประกอบอาชีพด้วยเครื่องมือลอบ อวนลอยกุ้ง ลอบปู

สำหรับเรือประมงขนาดกลางและขนาดใหญ่ ก็จะเข้าทำประมงในพื้นที่เขตทับซ้อนทางทะเล และน่านน้ำอาณาเขตกัมพูชา โดยเสียค่าธรรมเนียมนอกระบบให้ฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากอัตราที่ประเทศกัมพูชาจัดเก็บมีอัตราเดียวและมีราคาสูง จึงเกิดการลักลอบทำการประมงโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมที่ถูกต้อง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและถูกปล้นสะดมอยู่เสมอ

ปัญหาด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เกาะช้างและพื้นที่ใกล้เคียง

ตั้งแต่ปลายปี 2544 เป็นต้นมา รัฐบาลได้ประกาศนโยบายการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเกาะช้างและพื้นที่ ใกล้เคียง เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับนานาชาติ ทำให้มีการขยายตัวทั้งด้านปริมาณ และจำนวน นักท่องเที่ยว รวมทั้งด้านการลงทุนก่อสร้าง โรงแรม รีสอร์ท ร้านค้า และบริการต่างๆ เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน มากในพื้นที่เกาะช้าง โดยใน ปี 2549 มีนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนเดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดตราด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.34 มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.43 เกิดปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะ การก่อสร้างอาคารที่ไม่ถูกกฎหมาย ปัญหาน้ำเน่าเสียและขยะมูลฝอย

ปัญหาเขตแดน

ปัญหาเขตแดนไทย - กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเลไม่แน่นอน และบางแห่งเป็นพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากยังมีปัญหาในเรื่องของเขตแดนที่ยังไม่ได้ข้อยุติ จึงทำให้การพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าชายแดนทำได้ไม่เต็มที่ ได้แก่ การก่อสร้างถนนเข้าจุดผ่อนปรนการค้าชายแดน การก่อสร้างด่านตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น

สาธารณสุข

บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข

อัตราส่วนประชากรต่อเจ้าหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข จำแนกตามสาขาที่สำคัญ คือ แพทยื ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ และพยาบาลเทคนิค ของจังหวัดตราด เมื่อเปรีบยเทียบกับสถานการณ์ของประเทศปี 2550 พบว่า โดยสาขาที่ขาดแคลนมากที่สุด คือ ทัตนแพทย์

ตารางแสดงจำนวนและอัตราส่วนประชากรต่อบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จังหวัดตราดปีงบประมาณ 2552

ประเภท บุคลากร ภาครัฐ (คน) เอกชน (คน) รวม (คน) อัตราส่วนประชากร:บุคลากร 1 คน สถานการณ์ของประเทศ (ปี 2550)
แพทย์ 39 13 52 4,241 2,778
ทันตแพทย์ 11 2 13 16,964 13,525
เภสัชกร 23 5 28 7,876 7,318
พยาบาลวิชาชีพ 580 42 622 354 597
พยาบาลเทคนิค 36 1 37 5,960 4,787


สถานบริการภาครัฐและเอกชน

จังหวัดตราดมีโรงพยาบาลรับและเอกชน จำนวน 8 แห่ง เป็นโรงพยาบาลทั่วไป (312 เตียง) จำนวน 1 แห่ง โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง จำนวน 5 แห่ง ขนาด 10 เตียง จำนวน 1 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน (114 เตียง) จำนวน 1 แห่ง คิดเป็นอัตราส่วนเตียงต่อประชากร 1: 375 (เป้าหมายแผนฯ 9 กำหนด 1: 600 ) สถานีอนามัยขนาดใหญ่ จำนวน 17 แห่ง สถานีอนามัยทั่วไป จำนวน 49 แห่ง อัตราส่วนสถานีอนามัยต่อประชากร 1:3,320 คนินิกเอกชนทุกประเภท จำนวน 62 แห่ง

ข้อมูลสถานสุขภาพจังหวัดตราด

สถิติชีพ

ปี พ.ศ.2550 จังหวัดตราดมีอัตราเกิดเท่ากับ 11.92 อัตราตายเท่ากับ 6.19 ต่อประชากรพันคน อัตราทารกตายเท่ากับ 6.09 ต่อเกิดมีชีพพันคน และอัตรามารดาตายของจังหวัดตราดสูงกว่าสถานการณ์ของประเทศปี 2550 ได้แก่ โรคมะเร็ง ปอดอักเสบ อุบัติเหตุจราจร โรคหัวใจ และไตวาย มีอัตราตายเท่ากับ 88.87 , 25.85 ,24.94 และ21.76 ต่อประชากรแสนคน ตามลำดับ แนวโน้มการตายจะสูงขึ้นในเกือบทุกโรค ยกเว้น การตายจากโรคเกี่ยวกับตับและตับอ่อน โรคหลอดเลือดสมอง และอุบัติ

จังหวัดตราด มีโรงพยาบาลรัฐและเอกชน จำนวน 8 แห่ง เป็นโรงพยาบาลทั่วไป 312 เตียง จำนวน 1 แห่ง โรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง จำนวน 5 แห่ง ขนาด 10 เตียง จำนวน 1 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน 114 เตียง จำนวน 1 แห่ง คิดเป็นอัตราส่วนเตียงต่อประชากร 1:375 สถานีอนามัยขนาดใหญ่ จำนวน 17 แห่ง สถานีอนามัยทั่วไป จำนวน 49 แห่ง อัตราส่วนสถานีอนามัยต่อประชากร 1: 3,320 คลินิกเอกชน ประเภท จำนวน 62 แห่ง มีอัตราการเกิด เท่ากับ 11.92 อัตราการตาย เท่ากับ 6.19 ต่อประชากรพันคนอัตราส่วนประชากร ต่อเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุข จำแนกตามสาขาที่สำคัญคือ แพทย์ ทัตนแพทย์เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ

สาเหตุการตาย 5 อันดับแรกของประชากรในจังหวัดตราด ปี พ.ศ. 2550 ได้แก่ โรคมะเร็ง ปอดอักเสบ อุบัติเหตุการจราจร โรคหัวใจ และไตวาย

ตารางแสดงอัตราส่วนประชากรจำแนกตามบุคลากรสาขาการแพทย์

บุคลากรสาขาการแพทย์ อัตราส่วน ข้อมูลระดับประเทศ
แพทย์ 2.320833333 1.625694444
ทันตแพทย์ 1:16919* 1:9886*
เภสัชกร 5.308333333 5.820138889
พยาบาลวิชาชีพ 0.295138889 0.313194444
พยาบาลเทคนิค 3.435416667 1.644444444

การคมนาคม

เส้นทางเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดตราด กับ จังหวัดอื่นๆ ส่วนใหญ่ใช้ทางถนนสาย สุขุมวิท จาก บางนา ชลบุรี ระยอง จันทบุรีและตราด ระยะทาง ประมาณ 385 กิโลเมตร (เลียบชายฝั่งทะเลหรือเส้นชลบุรีสายเก่า) ส่วนเส้นทางสายบางนา เส้นทางเชื่อมโยงระหว่างตราดกับจังหวัดอื่นๆ ส่วนใหญ่ใช้ทางถนนสาย สุขุมวิท จาก บางนา ชลบุรี ระยอง จันทบุรีและตราด ระยะทาง ประมาณ ๓๘๕ กิโลเมตร (เลียบชายฝั่งทะเลหรือเส้นชลบุรีสายเก่า) ส่วนเส้นทางสายบางนา บ้านบึง แกลง และตราดระยะทาง ๓๑๕ กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีสนามบิน ๑ แห่ง (ของบริษัทบางกอกแอร์เวร์ เปิดให้บริการเมื่อ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๖ ตั้งอยู่ที่ตำบล ท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด) เปิดบริการ วันละ ๓ เที่ยวบิน จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางโดยเครื่องบิน ในปี ๒๕๕๐ จำนวน ๒๙,๗๗๗ คน

ตราด มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ๗ แห่ง ให้บริการไปรษณีย์ธรรมดาภายในประเทศ ๑,๖๒๐,๗๔๑ ชิ้น ต่างประเทศ ๑๔๙,๓๙๓ ชิ้น พัสดุไปรษณีย์ในประเทศ ๒๗,๔๔๑ ชิ้น ต่างประเทศ ๕๑๑ ชิ้น

สถิติการใช้โทรศัพท์ มีการติดตั้งโทรศัพท์แล้วจำนวน 15,729 เลขหมาย เลขหมายที่มีผู้เช่าจำนวน ๒๑,๑๒๘ เลขหมาย

งานวันวีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีที่เกาะช้าง

ช่วงวันที่ 17-21 หรือวันที่ 23 มกราคม บริเวณอนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง ฝั่งอำเภอแหลมงอบ ร่วมจัดโดยกองทัพเรือ จังหวัดตราด และอำเภอแหลมงอบ เพื่อน้อมรำลึกถึงเกียรติคุณของนายทหารเรือไทยที่เสียชีวิตในการทำ ยุทธนาวีที่เกาะช้างของกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือฝรั่งเศส ในงานมีริ้วขบวนของส่วนราชการ การทำบุญอุทิศ ส่วนกุศล และลอยมาลาสักการะดวงวิญญาณทหารเรือที่เสียชีวิตในครั้งนั้น มีการแสดงนิทรรศการของกองทัพเรือ และส่วนราชการต่าง ๆ การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน

การแข่งขันวอลเลย์บอล ชายหาดจังหวัดตราด

จัดในเดือนเมษายน จัดการแข่งขันเป็นทีมโดยเชิญชวนนักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน พร้อมทั้งมีดนตรีและอเมซิ่งซีฟู้ด

งานวันตราดรำลึก

จัดขึ้นในวันที่ 23-27 มีนาคมของทุกปี ที่บริเวณศาลากลางจังหวัด เพื่อรำลึกถึง เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองเมืองตราด มีการแสดงของทหารเรือ นิทรรศการทาง ประวัติศาสตร์เมืองตราด การประกวดสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน การจำหน่าย สินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารพื้นเมือง การแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้าน

งานวันระกำหวาน

จัดขึ้นปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายน บริเวณสนามหน้าศาลา กลางจังหวัด ในงานมีขบวนรถที่ตกแต่งด้วยผลไม้ การประกวดธิดาระกำ หวาน นิทรรศการ จำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร มีการประกวดผลไม้ ต่าง ๆ เช่น ระกำหวาน

งานวันทับทิมสยาม

จัดขึ้นประมาณเดือนตุลาคม ที่อำเภอบ่อไร่ มีนิทรรศการ เกี่ยวกับทับทิมสยาม การออกร้านจำหน่ายพลอยและเครื่องประดับ นำชม เหมืองพลอย และจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง

งานสงกรานต์และ งานมหกรรมอาหารเมืองตราด

เป็นการประเพณีสงกรานต์ของชาวตราด มีพิธีทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และการสาดน้ำเล่น จัดขึ้นหน้าตลาด เทศบาลเมืองตราด

จังหวัดตราด มีความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติด้านการท่องเที่ยว เกาะช้าง และหมู่เกาะใกล้เคียง ประกอบด้วยหมู่เกาะต่าง ๆ รวม 52 เกาะ มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งประเภท ชายหาดที่ขาวสะอาด และยังมีน้ำตก ทะเล ปะการัง แหล่งตกปลา ตลอดจนวิถีชีวิตด้านการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ประมงทะเลและการทำสวนผลไม้ ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวได้ ในปี 2551 สามารถทำรายได้ ด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.34 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวัน 2,122.11 บาท

(สำนักงาน ททท. ภาคกลางเขต 5 (ตราด))

วัดโยธานิมิตร (วัดโบสถ์)

wat yotanimit


เป็นวัดหลวงเพียงแห่งเดียวในจังหวัดตราด สร้างขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมารวบรวมไพร่พลที่เมืองตราด เสร็จสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ของบรรดาข้าราชการตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบอยุธยา มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก ปัจจุบันกลายเป็นพระวิหาร วิหารโยธานิมิต และเป็นที่เก็บโบราณวัตถุ

วัดสะพานหิน วัดนี้ไม่ปรากฏว่าสร้างในสมัยใด สันนิษฐานว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี กลางสระน้ำมีโบสถ์เก่าแก่

แหลมศอก

lam


เป็นที่ตั้งของศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชบิดาแห่งราชนาวีไทย มีหาดทรายแดงอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ช่วงที่พระอาทิตย์ตกสวยงามมาก และมีหมู่บ้านชาวประมง

โบราณสถานจวนเรสิดังกัมปอร์ต

island


เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ 3 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยาลดชั้น เคยใช้เป็นที่พำนักของข้าหลวงฝรั่งเศส ผู้ได้รับการมอบหมายจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้ปกครองจังหวัดตราด ในระหว่างปี พ.ศ. 2453-2464 ได้กลายเป็นจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อปี พ.ศ. 2450-2471

วัดไผ่ล้อม

island1


เป็นวัดที่มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาของจังหวัดตราด วัดแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของบิดาแห่งการศึกษาจังหวัดตราด คือท่านเจ้าคุณพระวิมลเมธาจารย์ วรญาณนุรักษ์ สังฆปราโมก ภายในบริเวณวัดยังมีสวนพุทธธรรมสำหรับให้ประชาชนได้ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม และมีเจดีย์พิพิธภัณฑ์สามท่านเจ้าคุณซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของคนในจังหวัดตราด

วัดคีรีวิหาร

wat kerepet


เดิมชื่อว่า วัดท่าเลื่อน หรือวัดภูเขายวน เป็นวัดเก่าแก่มีอายุมากกว่า 110 ปี แต่ได้รับการบูรณะใหม่ อยู่บนภูเขาทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ด้านล่างที่เป็นป่า เขา และทะเล มีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ เป็นสวนป่าขนาดย่อม

วัดบุปผาราม (วัดปลายคลอง)

wat bu

เป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัด สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ วัดนี้จึงเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติศาสนกิจ

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

lakmuang

ศาลนี้มีลักษณะแปลกจากศาลหลักเมืองอื่น ๆ คือ ตัวอาคารก่อสร้างในลักษณะเป็นเก๋งจีน เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน มารวบรวมรี้พลกอบกู้เอกราชที่ตราด โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตามความเชื่อแบบจีน เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองเมืองตราดให้รอดพ้นจากอันตราย

หาดลานทราย

hatlan


เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมีบรรยากาศที่เงียบสงบนักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อน

วัดเมืองเก่าแสนตุ่ม และโบราณสถานเขาโต๊ะโมะ

wat san


เป็นวัดที่มีความร่มรื่น ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เหมาะแก่การพักผ่อน และการปฏิบัติธรรม

แหลมงอบ

lam1

เป็นอำเภอเลียบชายหาดอำเภอหนึ่งของจังหวัดตราด มีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ สามารถนั่งเรือโดยสารประจำทาง หรือเช่าเรือไปเที่ยวเกาะต่าง ๆ ได้

เกาะปุย

ko pui


เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ฝั่ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และเหมาะที่จะพักผ่อน แวดล้อมด้วยธรรมชาติงดงาม บรรยากาศร่มรื่น

อนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง

anu


มีอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีการจัดบริเวณ และอาคารพิพิธภัณฑ์คล้ายเรือรบ จัดแสดงข้อมูลประวัติศาสตร์ของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประวัติการสู้รบของกองทัพเรือไทยกับกองกำลังเรือรบของฝรั่งเศส เป็นอนุสาวรีย์ที่เคารพสักการะ

หาดทรายดำ มีลักษณะทางนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์มาก และที่แปลกมีหาดทรายสีดำ อยู่บริเวณดังกล่าวเป็นวงกว้างเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

อ่าวตาลคู่

ao


หาดทรายเป็นสีแดงละเอียด น้ำทะเลใส สามารถลงเล่นน้ำได้ เหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนเพราะมีความสวยงามอากาศดี

บ้านน้ำเชี่ยว

baan


มีชื่อเสียงในการทำงอบ เรียกว่า "งอบน้ำเชี่ยว" เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านของจังหวัดตราดที่สืบทอดมาแต่โบราณ

อ่างเก็บน้ำทับทิมสยาม 01 เป็นถนนลาดยางตลอดจนถึงอ่างเก็บน้ำทับทิมสยาม 01 สร้างขึ้นมาตามโครงการหมู่บ้านทับทิมสยาม ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มีสภาพพื้นที่โอบล้อมด้วยภูเขามีผืนป่าอุดมสมบูรณ์

น้ำตกคลองแก้ว

kongkaew

น้ำตกคลองแก้ว มีทั้งหมด 7 ชั้น ในแต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกันออกไป มีลำธารน้ำไหลผ่านจากชั้นบนลงมาสู่ชั้นล่างตลอดสา นอกจากนั้นยังมี น้ำตกสลัดได น้ำตกคลองใจ และ ผาลานหิน

ตลาดพลอย

poi

เป็นแหล่งผลิตพลอยแดง หรือทับทิมสยาม ตลาดพลอยที่น่าสนใจ ได้แก่ ตลาดพลอยหัวทุ่ง ตลาดพลอยบ้านสระใหญ่ ตลาดพลอยหนองบอน ฯลฯ โ
ดยในแต่ละวันตลาดพลอยแต่ละแห่งจะเริ่มเปิดให้มีการซื้อขายในช่วงเช้าตรู่ ปัจจุบันตลาดพลอยในเขตอำเภอบ่อได้ซบเซาลง

น้ำตกเขาสลัดได

namtok


มีป่าเขา และธรรมชาติสวยงามเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

แหลมกลัด เป็นชายหาดที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล มีเม็ดทรายขาวละเอียด บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน

ส่วนที่แคบที่สุดในประเทศไทย

kap

ตั้งอยู่บนเส้นทางสายตราด-คลองใหญ่บ้านโขดทราย หมู่ที่ 2 บ้านโขดทราย ตำบลหาดเล็ก บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 81-82 ส่วนที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 450 เมตร

หาดมุกแก้ว และ หาดทรายแก้ว

hadd


มีบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน ชายหาดมุกแก้วเป็นหาดทรายขาวที่ยาวต่อเนื่องกัน มีทิวสน และต้นมะพร้าวที่ขนานไปกับชายหาด

หาดทรายเงิน

hadd2

บริเวณหาดเป็นป่าสน มีชายหาดที่ไม่กว้างมากนัก เหมาะที่จะพักผ่อนเพื่อชมทิวทัศน์ หรือตกปลา

หาดทรายงาม

hadd1


เป็นหาดทรายขาวละเอียด ขนานไปกับทิวสนทะเล

หาดบานชื่น เดิมชื่อ หาดมะโร

hadd3


เป็นหาดที่มีทรายเม็ดละเอียดน้ำใสสะอาด สามารถลงเล่นน้ำได้

ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน

karun


ในอดีตสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นศูนย์สภากาชาดไทยเขาล้าน เพื่อช่วยเหลือชาวเขมรอพยพ จนเมื่อชาวเขมรอพยพแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนา ศูนย์นี้จึงปิดไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภา กาชาดไทยเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา จึงได้จัดสร้างศาลาราชการุณย์ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ตลาดชายแดนบ้านหาดเล็ก

talad

เป็นหมู่บ้านสุดชายแดนติดต่อกับราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นแหล่งรับซื้อพืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวกัมพูชาเพื่อไปขายต่อที่เกาะกง มีเฉพาะในช่วงเช้า มีสินค้าราคาถูกที่มาจากประเทศกัมพูชา

เกาะเหลายา

ko loa

ประกอบด้วยเกาะเหลายาใน เกาะเหลายากลาง และเกาะเหลายานอก เป็นเกาะที่มีหาดทรายยาว น้ำทะเลใส และแนวปะการังสวยงาม

เกาะมันนอก-เกาะมันใน เป็นเกาะเล็ก เมื่อน้ำลดจะมีหาดอยู่รอบ ๆ เกาะ ท้องน้ำบริเวณเกาะมันนอก-เกาะมันใน ค่อนข้างตื้น และมีสาหร่ายสีทองขึ้นเป็นจำนวนมาก

เกาะหวาย

ko

แนวชายหาดสวยงาม มีแนวปะการังขนาดใหญ่และสมบูรณ์ เหมาะกับการตกปลา

เกาะคลุ้ม

ko kum


เหมาะสำหรับการตกปลา มีทัศนียภาพแปลกตาของลานหิน

เกาะง่าม

ko ngam

เป็นภูเขาแฝด 2 เกาะติดกัน โดยมีสันทรายขนาดใหญ่เชื่อมตรงกลาง มีอ่าวขนาดเล็กที่เกิดจากแนวเขาที่โอบล้อมน้ำทะเลไว้ เป็นบริเวณที่คลื่นลมสงบ และสวยงาม

เกาะช้างน้อย และ แหลมช้างน้อย

ko changnoi

ท้องน้ำระหว่างแหลมช้างน้อยกับเกาะช้างน้อย มีแนวปะการัง

เกาะพร้าว หรือ เกาะทรายขาว

hadd4

เป็นเกาะที่มีหาดขาวทรายสะอาด และร่มรื่นด้วยต้นมะพร้าว

หมู่เกาะช้าง

mokochang

เป็นเกาะที่มีทะเลล้อมรอบ เหมาะแก่การพักผ่อนคือไม่ร้อนจัด รับอิทธิพลทั้งจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเดินทางด้วยเรือคือ ในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ประมาณเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ชายฝั่งด้านตะวันตกซึ่งเป็นด้านรับลม จะมีคลื่นลมแรงไม่เหมาะสมที่จะเดินทาง ประมาณเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม เป็นช่วงที่มีคลื่นน้อย การเดินทางไปเกาะช้าง หรือหมู่เกาะต่าง ๆ จึงค่อนข้างที่จะสะดวก

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง

mukochang

เรียงรายตั้งแต่เขตอำเภอแหลมงอบ อำเภอเมือง และอำเภอคลองใหญ่ เกาะที่สำคัญที่สุด คือ เกาะช้าง นอกจากนี้ยังมีเกาะอื่นๆ ที่ยังคงสภาพความสวยงามตามธรรมชาติ

เกาะหมาก

ko mak

เป็นเกาะขนาดใหญ่ อยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะกูด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสวนมะพร้าว โดยรอบมีอ่าว ชายหาดที่สวยงาม และน้ำใสสะอาด

เกาะกระดาด

ko kadad

แต่เดิมมีต้นกระดาดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้ชื่อว่า "เกาะกระดาด" นับเป็นเกาะเดียวในประเทศไทยที่มีการออกโฉนดถูกต้องตามกฏหมาย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากฝรั่งเศสได้เข้ามาล่าอาณานิคมในแถบเอเชียอาคเนย์ และพยายามยึดครองดินแดนของไทย รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกโฉนดที่ดินของเกาะขึ้น ลักษณะโดยทั่วไปของเกาะมีหาดทรายยาวขาวสะอาด มีแนวปะการังที่สวยงามตลอดชายฝั่ง

เกาะกูด

ko kuk

ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเกาะช้าง หรือเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ ลักษณะโดยทั่วไปของเกาะยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์

หมู่เกาะกระ

ko ka

เป็นเกาะขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะหมาก เป็นเขตสัมปทานรังนกนางแอ่น ไข่จะละเม็ด และมูลค้างคาว มีโขดหินใต้น้ำ และปะการังน้ำลึกที่สวยงาม

เกาะขาม

ko kham

เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ใกล้กับเกาะหมาก สภาพธรรมชาติที่สวยงาม บรรยากาศที่เงียบสงบ ร่มรื่น และหาดทรายใสสะอาด มีแนวปะการังที่สวยงาม

หมู่เกาะระยั้ง

ko yang

ประกอบด้วย เกาะระยั้งใน และเกาะระยั้งนอก เป็นเกาะที่เงียบสงบ หาดทรายขาว น้ำใสสะอาด

หมู่เกาะรัง เป็นเกาะขนาดเล็กไม่มีที่ราบพอที่คนจะอาศัยอยู่ได้ ที่ราบหน้าหาดมีเพียงเล็กน้อย บริเวณรอบๆ หมู่เกาะรังมีเกาะน้อยใหญ่อยู่จำนวนมาก เหมาะแก่การดำน้ำดูปะการังท่ามกลางฝูงปลาแหวกว่าย

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด

เว็บไซต์วิกิพีเดีย

จังหวัดตราด - วิกิพีเดีย

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

การปกครอง

การเลือกตั้ง 

ประชากรและสภาพทางสังคม

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลแรงงาน

เว็บไซต์จังหวัดตราด

ขอต้อนรับท่านสู่ จังหวัดตราด

http://www.trat.go.th/modules.php

ประวัติศาสตร์

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ

http://www.baanjomyut.com/


รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดตราด - วิกิพีเดีย

ต้นหูกวาง

ต้นไม้ » ต้นหูกวาง ต้นไม้ประจำจังหวัดตราด

ดอกกฤษณา

ดอกไม้ประจำจังหวัดตราด_ดอกกฤษณา จาก สารานุกรมท่องเที่ยว

แผนที่อาณาเขต

::THAIENERGYDATA::  

สถานที่ท่องเที่ยว

ตราด ที่พัก ท่องเที่ยว เกาะช้าง เกาะกูด เกาะเหลายา

เว็บไซต์ท่องเที่ยวประจำจังหวัดตราด แผนที่จังหวัดตราด เกาะกูด เกาะช้าง โรงแรมที่พักรีสอร์ทบนเกาะช้างและเกาะกูด

เส้นทางท่องเที่ยวที่ 4

 

 

JoomSpirit