ปราจีนบุรี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดปราจีนบุรี

Seal Prachinburi

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดปราจีนบุรี

รูปต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์ หมายถึง ปลูกไว้ที่ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ เป็นสัญลักษณ์ทางด้านพุทธศาสนา ที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดปราจีนบุรี เพราะเชื่อกันว่า สมณฑูตจากอินเดียที่มาเผยแผ่พระศาสนา เมื่อราว พ.ศ. 500 ได้นำพันธุ์มาจากพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับบำเพ็ญธรรม จนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ นี้เป็นที่นับถือบูชากราบไหว้ของราษฎร

คำขวัญประจำจังหวัด

ศรีมหาโพธิ์คู่บ้าน ไผ่ตงหวานคู่เมือง ผลไม้ลือเลื่อง เขตเมืองทวารวดี

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

1 2 3
รูปที่ 2 ต้นศรีมหาโพธิ์ รูปที่ 3 ดอกปีป รูปที่ 4 ดอกปีป

 

จังหวัดปราจีนบุรีเคยเป็นหัวเมืองเก่าแก่มาตั้งแต่โบราณตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ อาณาจักรทวาราวดี อาณาจักรฟูนัน อาณาจักรอีศานปุระ อาณาจักรลพบุรี ซึ่งแต่เดิมเคยมีชื่อตามหลักศิลาจารึกว่า "เมืองอวัธยปุระ" "เมืองพระรถ" หรือ "เมืองมโหสถ" เมืองอวัธยปุระ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี นอกจากเมืองโบราณและโบราณสถาน โบราณวัตถุ ขนาดใหญ่และสวยงาม อันแสดงให้เห็นถึงระดับความเจริญแล้ว ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ อันเป็นที่ตั้งของเมือง ยังแสดงให้เห็นชัดมีความสำคัญเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการคมนาคมในทางภูมิศาสตร์ ภายในเมืองมีโคกเนินที่เป็นศาสนสถาน ทั้งที่สร้างด้วยศิลาแลง

และอิฐหลายแห่ง ซึ่งล้วนมีขนาดใหญ่ บริเวณเหล่านี้มีเศษกระเบื้องเกลื่อนกลาด เศษกระเบื้องที่พบมีหลายสมัย นับตั้งแต่สมัยทวาราวดี ลพบุรี จนถึงสุโขทัยและอยุธยา ที่เมืองอวัธยปุระนี้ การชลประทานเพื่อกักน้ำไว้ใช้เจริญมาก บริเวณเมืองอวัธยปุระได้พบหลักศิลาจารึกที่เนินสระบัว ตำบลโคกปีบ อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี มีข้อความว่า มหาศักราช 683 ปีฉลูนักษัตร แรม 1 ค่ำ เดือน 7 วันพุธ (ตรงกับ พ.ศ. 1304)

เมืองอวัธยปุระ "เมืองพระรถ" เมืองมโหสถ หรือเมืองปราจีนบุรีในปัจจุบัน ได้เกิดขึ้นในอาณาจักรสุวรรณภูมิ เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงมาได้ 300 ปี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์แห่งอินเดีย ได้จัดส่งพระเถระ 2 รูป คือ พระโสณะ และพระอุตระ เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในอาณาจักรสุวรรณภูมิ ลัทธิหินยาน ซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งในพุทธศาสนา จึงอุบัติขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิ และเจริญรุ่งเรืองสืบมาซึ่งจะเห็นได้จากโบราณวัตถุต่างๆ เป็นต้นว่า รูปธรรมจักรและกวาง สถูปศิลา พระพุทธรูปปางต่างๆ อันหมายถึง อุเทสิกะเจดีย์ ต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้พันธุ์มาจากเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย อันหมายถึง บริโภคเจดีย์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเมืองนี้ตลอดมา

ต่อมาเมืองอวัธยปุระได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรฟูนันระยะหนึ่ง จนกระทั่งจวบถึงพุทธศตวรรษที่ 11 อาณาจักรทวาราวดีได้มีอำนาจในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยสืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรสุวรรณภูมิ และได้แผ่อำนาจมาถึงเมืองอวัธยปุระ จนกระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรทวาราวดีถึงจุดเสื่อม และล่มจมลง เมืองอวัธยปุระจึงต้องตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอีศานปุระ (อาณาจักรเจนละ)

จากหลักฐานการค้นพบศิลาจารึกที่บริเวณเนินสระบัว ตำบลโคกปีบ อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งจารึกเป็นตัวอักษรขอมโบราณ จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่าเมืองอวัธยปุระ น่าจะมีชนชาติขอมอาศัยอยู่ด้วย และนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เมืองอวัธยปุระในสมัยนี้มีสภาพเป็นหัวเมืองใหญ่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการปกครอง ทั้งได้ถ่ายทอดคติความเชื่อในพุทธ-ศาสนาลัทธิมหายานและศาสนาพราหมณ์ นิกายต่างๆ เริ่มแพร่หลาย ดังนั้นพระพุทธรูปในลัทธิมหายานและรูปศิวลึงค์ เทวสถาน อันเป็นเครื่องหมายแทนรูปเคารพตามคติความเชื่อในสมัยนั้น จึงปรากฏร่องรอยทิ้งซากปรักหักพังให้เห็นดังในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์โบราณคดี กำหนดเรียกศิลปโบราณวัตถุที่ขุดพบในจังหวัดปราจีนบุรี และแถบตะวันออกของประเทศไทยว่า "กลุ่มของโบราณดงศรีมหาโพธิ" ศิลปโบราณวัตถุดังกล่าวนี้เป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ เพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้าศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา

ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18 อาณาจักรลพบุรีเริ่มมีอำนาจขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิ ต่อมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งอาณาจักรขอม ได้แผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วคาบสมุทรอินโด-จีน ตลอดแหลมสุวรรณภูมิ เมืองอวัธยปุระ หรือ เมืองศรีมโหสถ จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจด้วย

ในสมัยสุโขทัยไม่พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงเมืองอวัธยปุระ (ศรีมโหสถ) หรือเมืองปราจีนบุรี อาจมิได้มีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสุโขทัย หรือยังอยู่ในอำนาจขอม

เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยในปีพุทธศักราช 1893 ทรงนำแบบแผนการปกครองและวิธีการทหารมาจากกรุงสุโขทัย ทรงกำหนดให้มีเมืองป้อมปราการด่านชั้นในขึ้น สำหรับป้องกันราชธานีทั้ง 4 ทิศ และกำหนดให้เมือง ปราจิณเป็นหัวเมืองชั้นในด้านตะวันออก ขึ้นอยู่ในอำนาจของเจ้าพระยาจักรี ตำแหน่งสมุหนายก เมือง ปราจิณ จัดเป็นหัวเมืองชั้นโท เจ้าเมืองมีบรรดาศักดิ์เป็นชั้นพระยา

ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ทรงได้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการปกครองกรุงศรีอยุธยาใหม่ คือ ทรงจัดแบ่งออกเป็นหัวเมืองชั้นนอก และหัวเมืองชั้นใน และแบ่งหัวเมืองออกเป็นชั้นๆ คือ ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี และชั้นจัตวา เมืองปราจิณ ถูกกำหนดให้เป็นเมืองจัตวา (ชั้น 4) ใช้ขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์ พระ หรือ พระยา ปกครอง

ล่วงมาถึงสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงสร้างเมืองใหม่ขึ้นหลายเมืองด้วยกัน เมือง ปราจิณถูกตัดแบ่งแยกอาณาเขตจากเดิมจัดตั้งเป็นเมืองใหม่เพิ่มขึ้น คือ ท้องที่เขตเมืองปราจิณทางด้านใต้ กับท้องที่เมืองชลบุรีด้านเหนือ ตั้งเป็นเมืองใหม่ คือ เมืองฉะเชิงเทรา ในสมัยสมเด็จพระมหา- จักรพรรดินี้ พระเจ้าแปรกษัตริย์พม่าได้ยกกองทัพมารุกรานไทย เกิดสงครามระหว่างไทยกับพม่าหลายครั้ง ฝ่ายพระยาละแวกถือโอกาสที่ไทยมีศึกสงครามจึงยกกองทัพมากวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองปราจิณ และหัวเมืองด้านตะวันออกไปเป็นจำนวนมาก หลังจากสงครามพม่าสงบลงแล้ว สมเด็จพระมหา-จักรพรรดิ จึงโปรดให้พระยาพะเยาเป็นแม่ทัพยกทัพไปตีเมืองละแวก พระยาละแวกเห็นว่าจะสู้ไม่ได้จึงขอยอมรับผิด ยอมอ่อนน้อมขอเป็นเมืองออกถวายเครื่องบรรณาการ และนำครอบครัวชาวไทยที่กวาดต้อนไปจากเมืองปราจิณกลับคืน

ในสมัยของพระมหาธรรมราชา กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า บ้านเมืองบอบช้ำจากพิษสงคราม เขมรฉวยโอกาสส่งกองทัพมารุกรานหัวเมืองต่างๆ ของไทยหลายครั้ง เมื่อพม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2128 พระยาละแวกได้ยกกองทัพมาช่วยโดยเดินทางมาทางด่านเมือง ปราจิณ ครั้งนี้กองทัพพม่าแตกพ่ายไป ต่อมาพระยาละแวกเริ่มเอาใจออกห่าง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2130 พระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรง ทรงยกกองทัพใหญ่เข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาอีก ฝ่ายพระยาละแวกเมื่อทราบว่าไทยมีศึกกับพม่า จึงแต่งทัพเข้ามาตีหัวเมืองทางภาคตะวันออกของไทย ตีเมืองปราจิณแตก พระยาศรีไสยณรงค์และพระยาสีหราชเดโช ยกทัพออกไปตีต้านทัพทางด้านหณุมาน (ปัจจุบันคืออำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และทางด่านพระจารึกหรือด่านพระกริศ (เข้าใจว่าอยู่ในเขตอำเภอวัฒนา-นคร จังหวัดปราจีนบุรี) และแล้วจึงยกทัพกลับมาตั้งมั่นอยู่ ณ เมืองปราจิณ จนกระทั่งพม่าเลิกทัพแล้วจึงยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

ต่อมาในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็ง ทรงร่วมกับสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชา ปรับปรุงกองทัพไทยให้เข้มแข็ง หลังจากสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงประกาศอิสรภาพกรุงศรีอยุธยาไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาวดีอีกต่อไป ณ เมืองแครง ใน พ.ศ. 2127 พระยาละแวกได้ขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา

พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้จัดเตรียมทัพเพื่อยกเข้าตีกรุงกัมพูชา ทรงสั่งให้เจ้าเมืองทางหัวเมืองด้านตะวันออก 4 หัวเมือง คือ พระยานครนายก พระยาปราจิณ พระวิเศษเมืองฉะเชิงเทรา และ พระสระบุรี ตั้งค่ายขุดคู ปลูกยุ้งฉางลำเลียงไว้ที่ตำบลทำนบ และให้รักษาฉางข้าว พ.ศ. 2136 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพหลวงไปตีเมืองละแวก ต่อมาโปรดให้ พระยาปราจิณ พระยานครนายก และพระวิเศษเข้าร่วมกระบวนทัพหลวง และโปรดให้พระยาปราจีนตั้งกองรวบรวมเสบียงอาหารอยู่ที่เมืองโพธิสัตว์พร้อมด้วยทหาร 3,000 คน ในที่สุดก็สามารถตีกรุงกัมพูชาเป็นผลสำเร็จ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้ตั้งพิธีปฐมกรรม และประหารชีวิตพระยาละแวก หลังจากนั้นมาราษฎรเมืองปราจิณก็อยู่เย็นเป็นสุข ไม่ถูกรบกวนจากพวกเขมรอีก

จวบจนถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปรากฏว่าเกิดเรื่องยุ่งยากในการสืบราชสมบัติ เนื่องจากพระราชโอรสไม่สามัคคีปรองดองกัน (โอรสทั้ง 3 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าเอกทัศ) และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต (เจ้าฟ้าอุทุมพร) และพระโอรสเกิดจากพระสนม

ต่อมาพระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ได้รับพระราชอาญาให้ประหารชีวิตเนื่องจากลักลอบเป็นชู้กับพระสนม ส่วนราชโอรสองค์กลางคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าเอกทัศ) นั้น พระปรีชาและพระอุปนิสัยไม่เหมาะแก่การปกครองบ้านเมือง โปรดให้ออกผนวชและทรงแต่งตั้งให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตเป็นอุปราช เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต ทรงขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอุทุมพร ต่อมากรมหมื่นจิตสุนทร กรมหมื่นสุนทร-เทพ และกรมหมื่นเสพย์ภักดี คบคิดกันช่วงชิงราชสมบัติแต่ไม่สำเร็จ ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ หลังจากนั้นพระเจ้าอุทุมพรทรงถวายราชสมบัติให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ หรือเรียกกันว่าขุนหลวงขี้เรื้อน ส่วนพระเจ้าอุทุมพรเมื่อมอบราชสมบัติให้แก่พระเชษฐาแล้ว ก็ทรงออกผนวชและก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียให้แก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 ในพุทธศักราช 2309 ปีจอ กรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งถูกพระเจ้าเอกทัศ เนรเทศไปอยู่เมืองจันทบุรีได้ชักชวนรวบรวมกำลังจัดกองทัพมาช่วยรบพม่าซึ่งขณะนั้นกำลังล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ กองทัพได้ยกกำลังมาถึงเมือง ปราจิณ และให้นายทองอยู่น้อย เป็นแม่ทัพหน้ายกพลไปตั้งมั่นอยู่ปากน้ำโยทะกา แขวงเมืองนครนายก ต่อมาพม่าได้ยกกองทัพมาตีทัพหน้าของกรมหมื่นเทพพิพิธแตกพ่ายไป กรมหมื่นเทพพิพิธจึงเสด็จหนีไปยังเมืองนครราชสีมา จากเหตุการณ์ที่กรมหมื่นเทพพิพิธได้ชักชวนกำลังราษฎรไปรบกับพม่าช่วย กรุงศรีอยุธยาและได้ยกกองทัพมาถึงเมืองปราจิณนั้น คาดว่าบรรดาชายฉกรรจ์ของเมืองปราจิณ ซึ่งมีเลือดรักชาติและเป็นนักรบอยู่แล้ว คงอาสาร่วมรบพม่าในครั้งนี้ด้วยเป็นแน่แท้

หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 แล้ว พม่าตั้งใจจะมิให้ไทยตั้งตัวได้อีก จึงเผาผลาญทำลายปราสาทราชวัง วัดวาอาราม ตลอดจนบ้านเรือนของราษฎรเสียหายยับเยิน ทั้งยังกวาดต้อนผู้คนเก็บทรัพย์สมบัติไปจนหมดสิ้น กรุงศรีอยุธยาซึ่งเคยเป็นราชธานีของไทยที่ยืนยาวมาหลายร้อยปี ก็ถึงกาลพินาศล่มจมนับพระมหากษัตริย์ปกครองกรุงศรีอยุธยารวมทั้งสิ้น 34 พระองค์

จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า ในการสงครามครั้งนี้ เมืองปราจิณต้องถูกพม่าทำลายบ้านเมืองด้วย และคงกวาดต้อนราษฎรไปด้วยเป็นอันมาก จากซากกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า เมืองปราจิณซึ่งถูกกองทัพพม่าบุกยึดเมืองได้ คงถูกทำลายเสียหายย่อยยับเช่นเดียวกันกับกรุงศรีอยุธยา
ในช่วงเหตุการณ์ก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 นี้ เมืองปราจิณได้มีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ คือ พระยาตาก ขณะนั้นเป็นพระยาวชิรปราการ ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกทั้งชาวไทยและชาวจีน ตีฝ่าวงล้อมของทหารพม่าที่ล้อมกรุงศรีอยุธยาออกมาได้ขณะหยุดประทับ ณ บ้านพรานนก ความทราบถึงกองกำลังของทหารพม่าซึ่งตั้งมั่นรักษาเมืองปราจิณอยู่ที่บ้านบางคาง (ปัจจุบันคือบ้านบางคาง ตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวัน-ตกห่างจากตัวเมืองปราจิณประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ จึงนำกำลังไปปราบปราม ปะทะกับทหารไทย-จีน ของพระยาตากที่ออกมาหาเสบียงอาหาร ผลปรากฏว่าฝ่ายพระยาตากได้รับชัยชนะ ทำให้พระยาตากเป็นที่เลื่อมใสของบรรดาชาวไทยทั่วๆ ไป และเป็นที่ยำเกรงของพม่า ตลอดจนหมู่คนไทยจากชุมนุมต่างๆ ต่อมาพระยาตากได้ยกกองทัพมาถึงเมืองปราจิณ ข้ามแม่น้ำปราจีนบุรีที่ด่านกบแจะ (ปัจจุบันคือ วัดกระแจะ อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี) แล้วเดินทัพตัดออกทางบ้านคู้ลำพัน (ตำบลคู้ลำพัน อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี) และหยุดพักไพร่พลเพื่อหุงหาอาหารทางด้านฟากตะวันออกที่ชายดงศรีมหาโพธิ (บริเวณลานต้นโพธิ์ อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี) หลังจากนั้นก็เดินทัพผ่านเมืองฉะเชิงเทรา เมืองชลบุรี ต่อไปจนถึงเมืองระยองเข้ายึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จยึดเป็นที่มั่นรวบรวมซ่องสุมกำลังเพื่อกู้ราชธานี กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่า

ท้ายที่สุดพระยาตาก ก็รวบรวมและปราบปรามชุมนุมต่างๆ จนราบคาบและสามารถกู้ อิสรภาพให้พ้นจากอำนาจของพม่าได้ ดังนั้นในวันอังคาร แรม 4 ค่ำ เดือน 1 ตรงกับวันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พุทธศักราช 2311 พระยาตากจึงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยา และเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ครองกรุงธนบุรี ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 เมื่อพระชนมายุได้ 34 พรรษา ซึ่งปัจจุบันได้ถวายพระราชสมญาว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ในสมัยกรุงธนบุรีนั้น พระราชพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองปราจิณเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทั้งนี้ เพราะในสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุง ธนบุรีหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นช่วงระยะฟื้นฟูประเทศ ตลอดช่วงรัชสมัยของพระองค์ถ้าไม่ทำสงครามกับพม่าก็ต้องปราบปรามชุมนุมต่างๆ ของไทย เพื่อรวบรวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่น แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยของพระบริหารเทพธานี ได้เขียนไว้ว่าใน พ.ศ. 2312 พระรามราชาเกิดผิดใจกับพระนารายณ์ราชา พระรามราชากษัตริย์ของเขมร จึงขอเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดฯ ให้พระยาโกษาธิบดี (ล่าย) ยกทัพไปปราบพระนารายณ์ราชา พระยาโกษาธิบดียึดได้เมืองพระตะบอง เสียมราฐ กลับมาได้ใน พ.ศ. 2313 ในการปราบเขมรครั้งนี้ เมืองปราจิณซึ่งเป็นหัวเมืองชายแดนทางตะวันออกคงถูกเกณฑ์ชายฉกรรจ์ไปร่วมสงครามด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏในสำเนาท้องตรา พ.ศ. 2316 ว่า พระปราจิณบุรีได้มีท้องตราแจ้งว่าพม่าและลาวยกพลมาตั้งที่ตำบลท่ากระเล็บนอกด่านพระจารึก จึงได้โปรดให้เกณฑ์ทัพหัวเมืองต่างๆ ในภาคกลางและภาคตะวันออกไปช่วยรบ จึงอาจสรุปได้ว่าเมืองปราจิณคงได้รับการบูรณะในฐานะเป็นหัวเมืองหน้าด่านทางตะวันออกของกรุงธนบุรี และคงอยู่ในฐานะเมืองหน้าด่านทางด้านเขมรจวบจนสิ้นสมัยกรุงธนบุรี

ในสมัยตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีของไทย ไม่มีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวข้องกับเมืองปราจิณมากนัก ทั้งนี้เพราะเขมรถูกญวนรุกราน และกองทัพไทยก็ปราบปรามเขมรจนราบคาบ จะมีก็แต่ในช่วงที่กรุงธนบุรีเกิดเหตุการณ์จราจล เพราะเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงเสด็จกลับกรุงธนบุรีเพื่อปราบปรามการจราจลและจัดการพระนครนั้น เจ้าพระยาสุรสีห์ให้กองทัพไปล้อมกรมขุนอินทรพิทักษ์พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไว้ที่เมืองพุทธไธเพชร แต่กรมขุนอินทร-พิทักษ์สามารถตีหักออกจากที่ล้อมได้ ยกกำลังหนีไปเมืองปราจิณ ต่อมาถูกจับกุมได้และถูกประหารชีวิต สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมาเป็นกรุงรัตนโกสินทร์และได้มีการถวายพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองปราจิณ ในสมัยรัตนโกสินทร์ไม่มีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเมืองปราจิณมากนัก ทั้งนี้เมืองปราจิณเป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันออกที่จัดว่าสำคัญ เพราะเป็นทางผ่านในการเดินทัพไปมาระหว่างการสงครามไทยกับเขมร คือ เขมรคอยหาโอกาสและจังหวะที่ไทยอ่อนแอ หรือเกิดความจลาจลวุ่นวายในบ้านเมือง ยกกองทัพมาซ้ำเติมและกวาดต้อนผู้คนบริเวณหัวเมืองชายแดนไทย ซึ่งจากเหตุผลนี้คาดว่าครอบครัวและราษฎรไทยในเมืองปราจิณ ก็คงจะถูกกวาดต้อนไปบ้างและในกรณีที่ไทยยกกองทัพไปปราบปรามเขมร เนื่องจากเขมรแข็งเมืองบ้าง เขมรทะเลาะวิวาทกันเองบ้าง ราษฎรในเมืองปราจิณก็ต้องถูกเกณฑ์ไปรบด้วย สำหรับเมืองปราจิณมีด่านสำคัญอยู่ด่านหนึ่งคือ "ด่านหณุมาน" (ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี) เป็นด่านหน้าสำหรับคอยป้องกันเขมรทางด้านตะวันออก คำว่าหณุมาน เป็นทั้งชื่อด่านและแควลำน้ำหณุมาณด้วย เป็นแควน้อยที่คู่กับแควใหญ่ เรียกว่า "แควพระปรง" สำหรับด่านหณุมานนี้สันนิษฐานว่าตั้งมาก่อนสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี เพราะในสมัยนี้ได้ยกฐานะด่านหณุมานตั้งเป็นเมืองกบินทร์บุรีขึ้น (ปี พ.ศ. 2468 เปลี่ยนเป็นอำเภอกบินทร์-บุรี) และในสมัยรัชกาลที่ 3 นี้ โปรดให้ยกฐานะบ้านที่เป็นชุมชนหนาแน่นเป็นเมือง ขึ้นกรมมหาดไทย คือ เมืองประจันตคาม เมืองกบินทร์บุรี เมืองอรัญประเทศ เมืองวัฒนานคร ฯลฯ และเมื่อครั้งเจ้าอนุวงศ์ นครเวียงจันทน์ เป็นกบฏในสมัยรัชกาลที่ 3 ราว พ.ศ. 2368 ทรงโปรดให้กรมหมื่นสุรินทร์รักษ์ เป็นจอมทัพไปปราบปราม กรมหมื่นสุรินทร์รักษ์ได้ตั้งประชุมพลที่เมืองปราจิณ และยกกองทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์ เป็นผลสำเร็จ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2375 สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองเขมร ในการเดินทัพครั้งนี้ กองทัพได้เดินทางออกจากพระนคร ผ่านบ้านบัวลอยและหยุดทัพพักกองเกวียนอยู่ที่บ้านบัวลอยแห่งนี้ และเดินทางต่อไปโดยพักที่บ้านกระโดน อำเภอกบินทร์บุรี โดยได้ตัดถนนจากกบินทร์บุรีไปจนถึงเมืองพระตะบอง เมื่อเสร็จศึกเขมรแล้ว เจ้าพระยาบดินทร์เดชาได้สร้างวัดขึ้นที่บ้านกระโดน อำเภอกบินทร์บุรี ให้ชื่อว่า "วัดพระยาทำ" (ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี) และบริเวณที่เดินทัพมาถึงบริเวณที่ตั้งวัดแจ้งในปัจจุบัน ก็เป็นเวลารุ่งแจ้งพอดี จึงได้สร้างวัดขึ้นในบริเวณดังกล่าว เรียกว่า "วัดแจ้ง" (ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในอำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี) สำหรับบริเวณที่หยุดพักเกวียนที่บริเวณบ้านบัวลาย ให้สร้างวัดขึ้นเรียกว่า "วัดโรงเกวียน" (ปัจจุบันคือ วัดอุดมวิทยาราม (โรงเกวียน) แล้วจึงยกกองทัพกลับพระนคร สำหรับถนนที่ตัดจากกบินทร์ไปจนถึงเมืองพระตะบองเพื่อไปปราบเขมรนั้น บัดนี้ยังคงอยู่ เรียกว่า "ถนนเจ้าพระยาบดินทร์"

ในปีพุทธศักราช 2421 รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมือง ปราจิณมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นตรี บรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองคือ "พระ" ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยากระสาปน์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) มาควบคุมการทำเหมืองทองที่ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้หลวงปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) ผู้บุตร เป็นข้าหลวงเมือง ปราจิณ ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระปรีชากลการ เพื่อช่วยทำเหมืองทองคำ พระปรีชากลการได้สมรสกับ มิสแฟนนี่ น๊อกซ์ ธิดาของเซอร์โธมัส ยอร์ช น๊อกซ์ กงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย ต่อมาพระปรีชากลการถูกราษฎรร้องทุกข์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าฉ้อโกงเงินหลวง กระทำทารุณกรรมราษฎรด้วยความไม่เป็นธรรมหลายประการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งคณะกรรมการตุลาการขึ้นชำระความ ปรากฏว่าพระปรีชากลการมีความผิดตามที่ราษฎรร้องเรียน จึงจับตัวพระปรีชากลการสอบสวน เซอร์โธมัส ยอร์ช น๊อกซ์ ขอร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวพระปรีชากลการ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงโทรเลขเรียกเรือรบอังกฤษเข้ามาในน่านน้ำไทยเพื่อข่มขู่รัฐบาล รัฐบาลไทยจึงส่งคณะทูตพิเศษออกไปเจรจาความกับรัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษเห็นว่าการกระทำของกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทยไม่เป็นการสมควร จึงเรียกเรือรบกลับและมีคำสั่งให้เซอร์โธมัส ยอร์ช น๊อกซ์ พ้นจากตำแหน่งกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย ดังนั้นคณะลูกขุนตุลาการของศาลไทยจึงพิพากษาลงโทษประหารชีวิตประปรีชากลการ และจำคุกสมัครพรรคพวกอีกหลายคน

พ.ศ. 2437 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ปฏิรูปการปกครองประเทศไทย ส่วนภาคเป็นระบบมณฑล เทศาภิบาล มณฑลปราจีนมีที่ตั้งที่บัญชาการมณฑลอยู่ที่เมืองปราจีนบุรี มีหัวเมืองขึ้นอยู่ในความปกครอง คือ เมืองนครนายก เมืองฉะเชิงเทรา เมืองชลบุรี มีพลตรี พระยาฤทธิ์รงค์รณเฉท (ศุข ชูโต) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลคนแรก

ในสมัยนั้นเมืองปราจีนบุรีมีที่บัญชาการมณฑลเป็นตึก 2 ชั้น 4 หลัง หันเข้าบรรจบกันเป็น 4 เหลี่ยม รูปคล้ายศาลายุทธนาธิการ กว้างขวางมาก ระหว่างกลางสามารถปลูกต้นไม้ทำเป็นสนามได้

สำหรับการปกครองในสมัยนั้น เมืองปราจีนบุรีแบ่งเขตการปกครองเป็น 5 อำเภอ 3 สาขา คือ

1. อำเภอเมือง

2. อำเภอบ้านสร้าง

3. อำเภอศรีมหาโพธิ แยกสาขาเป็นอำเภอท่าประชุม

4. อำเภอประจันตคาม

5. อำเภอกระบิล แยกสาขาเป็น อำเภอวัฒนา 1 อำเภอสระแก้ว 1

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างทางรถไฟสายตะวันออกจากสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ถึงสถานีแม่น้ำ จังหวัดฉะเชิงเทรา) ต่อมาในรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างต่อจนถึงสถานีอรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี

ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงตั้งกรมทหารราบที่ 19 ขึ้น โดยจัดสร้างอาคารทหารทางด้านทิศตะวันออกของศาลากลางจังหวัดหลังเก่า (บริเวณริมเรือนจำในปัจจุบัน) ถึงคลองดักรอบ (ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนอนุบาลปราจีนบุรี โรงเรียนปราจีนกัลยาณี โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง และวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรีในปัจจุบัน) ต่อมาได้ย้ายกรมทหารไปตั้งใหม่ที่ดงพระรามให้ชื่อว่า "ค่ายจักรพงษ์" มณฑลทหารบกที่ 2 เพื่อถวายเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้เปลี่ยนจาก "เมือง" เป็น "จังหวัด" และใน พ.ศ. 2476 ได้มีการยุบเลิกมณฑลปราจีน ดังนั้นในทำเนียบรายชื่อจังหวัดในประเทศไทย จึงปรากฏเป็น "จังหวัดปราจีนบุรี" ซึ่งหมายถึงเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศไทย

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2485 รัฐบาลได้ออก "พระราชบัญญัติยุบและรวมการปกครอง บางจังหวัด พุทธศักราช 2485" ให้ยุบและรวมการปกครองจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครนายก จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดนนทบุรี ในส่วนของจังหวัดนครนายกนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับจังหวัดปราจีนบุรี โดยยุบจังหวัดนครนายกและให้รวมท้องที่ของจังหวัดที่ยุบเข้าไว้ในการปกครองของจังหวัดปราจีนบุรี เว้นแต่ท้องที่อำเภอบ้านนาให้รวมเข้าไว้ในการปกครองของจังหวัดสระบุรี

การรวมท้องที่บางส่วนของจังหวัดนครนายกไว้ในเขตการปกครองของจังหวัดปราจีนบุรี ส่งผลให้จังหวัดปราจีนบุรีที่เดิมมีท้องที่กว้างขวางอยู่แล้ว ให้มีท้องที่กว้างขวางเพิ่มมากขึ้นเกินกำลังจังหวัดจะรับผิดชอบ ทำให้การติดต่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน และการปกครองของราษฎรไม่เป็นผลดีเหมือนเมื่อนครนายกเป็นจังหวัดอยู่ กระทรวงมหาดไทยจึงได้เสนอร่างหลักการ "พระราชบัญญัติสถาปนาจังหวัดนครนายก พ.ศ. 2489" โดยได้สอบถามจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระบุรี ในที่สุด ก็ให้แยกอำเภอนครนายก อำเภอองครักษ์ และอำเภอปากพลีออกจากการปกครองของจังหวัดปราจีนบุรี กับให้แยกอำเภอบ้านนาออกจากการปกครองของจังหวัดสระบุรี จัดตั้งเป็นจังหวัดขึ้นเรียกว่าจังหวัดนครนายก

ต่อมา พ.ศ. 2536 ได้มีการแบ่งเขตพื้นที่การปกครองจังหวัดปราจีนบุรี โดยแยกพื้นที่อำเภอบางอำเภอไปอยู่ในเขตการปกครองของจังหวัดสระแก้วซึ่งตั้งขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดสระแก้ว พ.ศ. 2536

อ้างอิง : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดปราจีนบุรี

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

map map1
รูปที่ 5 ที่ตั้งจังหวัดปราจีนบุรี รูปที่ 6 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดปราจีนบุรี

 

จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งอยู่ภาคตะวันออกของประเทศไทย เป็นเมืองที่เงียบสงบเหมาะสำหรับการพักอาศัย สภาพโดยทั่วไปอยู่ติดกับเขาใหญ่ และสภาพพื้นดินโดยทั่วไปมีความอุดมสมบูรณ์ฝนตกชุก ทำให้การเพาะปลูกพืชได้ผลดีผลไม้มีรสชาติอร่อย

แบ่งการปกครองเป็น 7 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอบ้านสร้าง อำเภอประจันตคาม อำเภอศรีมโหสถ อำเภอศรีมหาโพธิ์ อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอนาดี

ทิศเหนือ ติดต่อจังหวัดสระแก้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดชลบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอ่าวไทย
ทิศตะวันออก ติดต่อจังหวัดตราด และราชอาณาจักรกัมพูชา
ทิศตะวันตก ติดต่อจังหวัดระยอง

 

ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพภูมิประเทศของจังหวัดปราจีนบุรี ตอนบนเป็นที่ราบสูงและป่าทึบสลับซับซ้อน มียอดเขาสูง 1,326 เมตร และเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำหลายสาย มีธรรมชาติที่สวยงาม ทิศเหนือเต็มไปด้วยเทือกเขา และตอนล่างเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำเหมาะแก่การเพาะปลูก ได้แก่ ที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง สูงกว่าระดับน้ำทะเล 5 เมตรแม่น้ำปราจีนบุรี เกิดจากแควหนุมาน และแควพระปรงไหลมาบรรจบกนที่อำเภอกบินทร์บุรี และไหลลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอบางปะกง ฉะเชิงเทรา

ลักษณะภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝน

ลักษณะภูมิอากาศจังหวัดปราจีนบุรี มีภูมิอากาศร้อนชื้นแถวศูนย์สูตร ร้อนจัดในฤดูร้อนเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และฤดหนาวจะมีอากาศค่อนข้างหนาวเนืองจากได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงระหว่างปี 2550-2554 จะอยู่ในช่วง 16.0 - 40.2 องศาเซลเซียส โดยมอุณหภูมิตํ่าสุดเฉลี่ย 21.78 องศาเซลเซียส อุณหภูมิตํ่าสุดวัดได้ 16.0 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมกราคม 2542 และอุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 40.2 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมีนาคม 2550 สำหรับปี 2554 อุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 17.7 องศาเซลเซียส (เดือนมกราคม) อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 37.5 องศาเซลเซียส (เดือนพฤษภาคม) 4.2

ปริมาณน้ำฝนในช่วงระหว่างปี 2545 - 2554 จังหวัดปราจีนบุรีมีปริมาณน้ำฝน อยู่ในช่วง 1,676.3 - 2,468.5 ม.ม. มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 2,017.76 ม.ม./ปีและปรมาณน้ำฝนเฉลี่ย 168.15 ม.ม./เดือน ฝนตกมากที่สุดในปี 2554 วัดได้ 2,468.5 ม.ม. และมีจำนวนวันที่มีฝนตกเท่ากับ 149 วัน และปริมาณฝนตกน้อยที่สุดในปี 2547 วัดได้ 1,460.9 ม.ม. จำนวนวันที่มีฝนตกจำนวน 107 วัน สาหรับปี 2554 มีปริมาณน้ำฝน 2,468.5 ม.ม. จำนวนวันที่ฝนตก 149 วัน

ที่มา : สถานีอุตุนิยมวิทยาปราจีนบุรี

พื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 4,762.362 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,976,475 ไร่ แยกเป็น

พื้นที่ป่าไม้ 1,327,718.75 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 44.61 ของพื้นที่ทั้งจัหวัด เป็นพื้นที่ป่ีาสงวนแห่งชาติจำนวน 6 ป่าจำนวน 374,334.94 ไร่ ป่าไม้ถาวรตามมติครม. 4 ป่า จำนวน 9,070 ไร่ ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย 3 ป่า จำนวน 931,720.06 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตร 1,124,836 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 37.79 ของพื้นที่ทั้งหมด

การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 65 ตำบล 658 หมู่บ้าน (อำเภอหมายเลข 4 และ 5 ตามรหัสเขตการปกครอง คือ อำเภอเมืองสระแก้วและอำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้วในปัจจุบัน) 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 13 เทศบาล 56 องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และ 171,228 ครัวเรือน

Amphoe Prachinburi

1. อำเภอเมืองปราจีนบุรี

2. อำเภอกบินทร์บุรี

3. อำเภอนาดี

4. อำเภอบ้านสร้าง

5. อำเภอประจันตคาม

6. อำเภอศรีมหาโพธิ

7. อำเภอศรีมโหสถ

รูปที่ 6 อำเภอในจังหวัดปราจีนบุรี

 

หัวหน้าส่วนราชการ

chutima

นางสาวจิตรา พรหมชุติมา

ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี

 arun

นายอรุณ พุมเพรา

รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี

 ceo3-55

นายเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล

รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี

 

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี  

นายนาวีศักดิ์ จรรยาเจริญ

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี

วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัด มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 345,197 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 271,098 คน คิดเป็นร้อยละ 78.53 และมีบัตรเสียจำนวน 16,440 บัตร คิดเป็นร้อยละ 6.06 และมีบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 11,710 บัตร คิดเป็นร้อยละ 4.32

ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งได้แก่

  • นายอำนาจ วิลาวัลย์
  • นายชยุต ภุมมะกาญจนะ
  • นางเพขรินทร์ เสียงเจริญ

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปราจีนบุรี

วันที่ 2 มีนาคม 2551 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 314,620 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 196,789 คน คิดเป็นร้อยละ 62.55 มีบัตรเสียจำนวน 6,012 บัตร คิดเป็นร้อยละ 3.05 และจำนวนบัตรไม่ประสงค์จะลงคะแนน 14,646 บัตรคิดเป็นร้อยละ 7.44

ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งคือ นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ

ประชากร

ณ สิงหาคม 2554 จังหวัดปราจีนบุรีมีประชากรทั้งสิ้น 468,342 คน เป็นชาย 232,303 คน เป็นหญิง 236,039 คน เมื่อพิจารณาจากการกระจายตัวของกิจกรรม พบว่าการที่จังหวัดมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากในเขตอำเภอกบินทร์บุรี อำเภอเมืองและอำเภอศรีมหาโพธิ์ทำให้มีประชากร มาอาศัยอยู่รวมกันในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมากกว่าในบริเวณอื่นๆของจังหวัดบริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดคือ อำเภอกบินทร์บุรี มีจำนวน 141,431 คน คิดเป็นร้อยละ 30.20 ของประชากรทั้งจังหวัด รองลงมาคืออำเภอเมือง มีจำนวน 107,928 คน และอำเภอศรีมหาโพธิ์จำนวน 65,640 คน ส่วนบริเวณที่มีประชากรอยู่อาศํยน้อยที่สุดคือ อำเภอศรีมโหสถ มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 18,259 คน คิดเป็นร้อยละ 3.90 ของประชากรทั้งจังหวัด พื้นที่อำเภอนอกเขตเทศบาล มีความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ย 85.22 คนต่อตารางกิโลเมตรอำเภอที่มีประชากรรวมกันหนาแน่นมากที่สุดคือ อำเภอเมืองปราจีนบุรีคิดเป็น 199.81 คนต่อตารางกิโลเมตร รองลงมาได้แก่ อำเภอศรีมหาโพธิ์ คิดเป็น 150.19 คนต่อตารางกิโลเมตร และอำเภอกบินทร์บุรี คิดเป็น 100.09 คนต่อตารางกิโลเมตร ส่วนอำเภอที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยที่สุดคืออำเภอนาดี คิดเป็น 36.29 คนต่อตารางกิโลเมตร

ศาสนา

ศาสนาพุทธ ประชาชนส่วนใหญ่ของจังหวัดนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งมีถึง 452,464 คน คิดเป็นร้อยละ 96.61 จึงทำให้จังหวัดปราจีนบุรีมีวัดเป็นจำนวนมากถึง 383 วัด เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ของจังหวัดที่มีเนื้อทั้ง 4,762.36 ตารางกิโลเมตร พบว่ามีความหนาแน่นของวัดเท่ากับ 1:12 จังหวัดปราจีนบุรีมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมและบาลีจำนวน 242 แห่ง โดยกระจายในทุกอำเภอ ส่วนโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญมีเพียงแห่งเดียวคือที่วัดแจ้ง อำเภอประจันตคาม ซึ่งได้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย

ศาสนาคริสต์ มีผู้นับถือศาสนาคริสต์จำนวน 8,641 คน คิดเป็นร้อยละ 1 ของจำนวนประชากร โดยมีผู้นับถือศาสนาคริสต์มากที่สุดที่อำเภอเมือง รองลงมาคืออำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมโหสถตามลำดับ โดยแบ่งเป็น 2 นิกาย ดังนี้

    1. นิกายคาทอลิก มีโบสถ์คาทอลิกจำนวน 5 แห่งที่อำเภอเมืองจำนวน 2 แห่ง อำเภอกบินทร์บุรี จำนวน 1 แห่ง อำเภอศรีมโหสถจำนวน 1 แห่ง และอำเภอบ้านสร้าง จำนวน 1 แห่ง รวมมีผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก จำนวน 7,879 คน
    2. นิกายโปแตสแตนท์ มีคริสตจักรโปแตสแตนท์จำนวน 1 แห่งที่อำเภอนาดี มีผู้เผยแพร่ศาสนาจำนวน 6 คน และมีผู้นับถือจำนวน 762 คน


ศาสนาอิสลาม มีผู้นับถือจำนวน 1,271 คน มัสยิดจำนวน 2 แห่ง โต๊ะอิหม่ามจำนวน 2 คน คอเต็บ จำนวน 2 คน และบิหลั่นจำนวน 2 คน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิ

ในปี 2553 ผลิตภัณฑ์จังหวัดปราจีนบุรี(GPP) ราคาประจาปี 2553 จำแนกตามสาขาการผลิตมีมูลค่า 75,676 ล้านบาท ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 165,892 บาทต่อคนต่อปีจัดอยู่ในลำดับที่ 4 ของภาคตะวันออกและลำดับที่ 11 ของประเทศ เมื่อเปรียบเทียบสาขาการผลิตต่างๆ จะเห็นได้ว่าสาขาการผลิตที่มีสัดส่วนสูงเป็นอันดับหนึ่่งคือสาขาการผลิตอุตสาหกรรม มีมูลค่า 24,865 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32.86 รองลงมาคือ สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน มีมูลค่า 24,493 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32.37 และสาขาการผลิตภาคเกษตร มีสัดส่วนเป็นอันดับที่ 3 มีมูลค่า 9,788 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.93

ด้านอุตสาหกรรม จังหวัดปราจีนบุรีมีความเจริญ มีการลงทุนจากต่างประเทศปีละเกือบหมื่นล้านบาท และมีการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมมากมาย เป็นอันดับต้นๆของประเทศ ทั้งนิคม304 นิคมกบินทร์บุรี และนิคมเมโทร ที่กำลังก่อสร้าง รวมถึงโรงงานที่มาจากในประเทศและนอกประเทศ อย่าง ญี่ปุ่น จีน ไตหวัน อเมริกา เลือกจังหวัดปราจีนบุรี เป็นเมืองที่น่าลงทุน ทุกๆปีจะมีโรงงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากอยู่ใกล์เมืองหลวง ใกล์ท่าเรือที่ใช้ส่งออก สภาพภูมิศาสตร์ และเส้นทางสำคัญสู่ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก แต่ผลเสียที่ว่า ความเจริญนั้นเปลี่ยนวิถีชาวบ้านแบบดั้งเดิมไปค่อนข้างเยอะ

ด้านเกษตรกรรม จังหวัดปราจีนบุรีมีพื้นที่เกษตกรรม จำนวนมาก ทั้งพื้นที่ปลูกข้าว ทำนา ทำสวนผลไม้ ทำให้ปราจีนบุรี มีข้าวที่มีเม็ดสวย และอร่อยนุ่ม กับผลไม้ชื่อดัง เช่น ทุเรียน กระท้อน มะปรางมะยงชิด ผลไม้ที่นี่มีราคาดี ทำรายได้สู่ประชากรในจังหวัด หลายสิบล้านบาทต่อปี

ด้านการท่องเที่ยว จังหวัดปราจีนบุรีได้ประกาศปีแห่งการท่องเที่ยว มีการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่รู้จักไปทั่วโลกอย่าง แก่งหินเพลิง เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีความท้าทายเป็นระดับยาก ติดอันดับ5ของโลก และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ อย่าง เมืองศรีมโหสถ อายุกว่าพันปี และที่ภูมิใจ จังหวัดปราจีนบุรีมีน้ำตกมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากปราจีนบุรี มีพื้นที่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มากที่สุดครอบคลุมทั้ง3อำเภอของปราจีนบุรี

ปัจจุบันปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่มีบทบาทและสำคัญที่สุดเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ทั้งด้านอุตสาหกรรม ด้านเกษตรกรรม ด้านการเมืองการปกครอง ด้านการคมนาคม และอื่นๆ มากมาย

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, PRACHIN BURI PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 314,993 320,387 326,372 325,355 318,120 309,958 328,103 356,901 367,157
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 231,289 243,101 246,602 247,991 233,233 230,514 241,688 264,241 271,188
  ผู้มีงานทำ 226,812 239,810 241,876 242,846 228,671 227,820 235,524 260,343 269,111
  ผู้ว่างงาน 4,150 2,406 4,023 4,626 4,310 2,529 5,754 3,436 1,579
  ผู้ที่รอฤดูกาล 327 885 702 520 252 166 411 462 498
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 83,704 77,286 79,770 77,364 84,888 79,444 86,415 92,660 95,969
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 159,494 162,367 165,281 163,437 159,583 155,771 162,651 174,948 180,172
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 126,261 132,370 134,999 136,320 128,207 125,326 130,250 140,543 146,048
  ผู้มีงานทำ 123,255 130,632 131,482 133,729 125,573 123,399 126,586 139,187 145,071
  ผู้ว่างงาน 2,810 1,282 3,226 2,573 2,530 1,844 3,439 1,236 775
  ผู้ที่รอฤดูกาล 196 457 291 18 105 84 225 121 201
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 33,232 29,997 30,282 27,117 31,376 30,446 32,401 34,405 34,124
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 155,499 158,021 161,091 161,918 158,537 154,187 165,452 181,953 186,985
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 105,028 110,731 111,603 111,671 105,025 105,189 111,438 123,698 125,140
  ผู้มีงานทำ 103,557 109,179 110,395 109,117 103,098 104,422 108,937 121,156 124,040
  ผู้ว่างงาน 1,340 1,124 797 2,053 1,780 685 2,315 2,200 803
  ผู้ที่รอฤดูกาล 131 429 412 501 147 83 186 342 297
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 50,472 47,290 49,488 50,247 53,512 48,998 54,014 58,255 61,845

 

ที่มา: การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

งานสืบสานประเพณีสรงน้ำ และแห่เจ้าพ่อพระปรง
สืบสานประเพณีสรงน้ำ และแห่เจ้าพ่อพระปรง จัด ณ ศาลพระปรง อ.กบินทร์บุรี ช่วงเดือนเมษายน ชมขบวนแห่เจ้าพ่อพระปรง สรงน้ำ ทำบุญ

งานสัปดาห์ล่องแก่งหินเพิง
ช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 9 อำเภอนาดี การแข่งขันล่องแก่งหินเพิง และกิจกรรมล่องแก่งหินเพิงในราคาประหยัด

งานมาฆปูรมีศรีปราจีน
งานมาฆปูรมีศรีปราจีน จัดตรงกับวันมาฆบูชาเป็นประจำทุกปี ณ วัดสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ ในงานมีกิจกรรมการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุและประชาชนทั่วไป การนมัสการและเวียนเทียนรอบพระพุทธบาท

งานแห่บั้งไฟ
จัดตรงกับวันวิสาขบูชาของทุกปี ที่วัดมหาโพธิ อำเภอศรีมโหสถ มีการจุดบั้งไฟขึ้นสูงและประกวดลำเซิ้งของขบวนแห่บั้งไฟ ตลอดจนการแสดงมหรสพสมโภช

งานวันเกษตรและของดีเมืองปราจีน
งานวันเกษตรและของดีเมืองปราจีน จัดราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปี ที่บริเวณลานกว้าง ศาลากลางจังหวัด มีตลาดนัดผลไม้และผลิตภัณฑ์การเกษตร การประกวดพืชผักผลไม้ การแข่งขันและการสาธิตการเกษตร การแสดงนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ การประกวดขบวน แห่รถยนต์การเกษตร

งานแข่งเรือยาวประเพณี
งานแข่งเรือยาวประเพณี จัดช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนกันยายนของทุกปี ที่แม่น้ำบางปะกง มีทั้งประเภทเรือยาวและเรือพื้นบ้าน เพื่อชิงถ้วยพระราชทานของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีขบวนเรือพาเหรดอัญเชิญถ้วยพระราชทานอันสวยงาม

งานลอยกระทง
งานลอยกระทง จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ที่บริเวณริมเขื่อนฝั่งหอประชุมอำเภอเมือง ในงานมีการประกวดนางนพมาศ ประกวดขบวนแห่กระทง การแสดงของนักเรียน ตลอดจนมีมหรสพต่างๆ สมโภชตลอดงาน

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

pj pubes07


ภายในตึกจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร โดยจะเป็นศูนย์การรวบรวมอนุรักษ์ตำราไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านของจังหวัดปราจีนบุรี อีกทั้งยังเป็นแหล่งการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร และการแพทย์ของท้องถิ่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดยารักษาโรค มีการนวด อบ ประคบ ฝังเข็ม และมีการแปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง จำหน่ายในราคาย่อมเยา โดยใช้ชื่อว่า "ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สมุนไพรอภัยภูเบศร"

น้ำตกเขาอีโต้

pj namtoketo03


เป็นธารน้ำที่ไหลผ่านโขดหินน้อยใหญ่ลดหลั่นเป็นชั้นๆ ความสูงไม่มากนัก สภาพบริเวณโดยรอบเป็นป่าโปร่ง

น้ำตกธารรัตนา

pj namtok1

มีสภาพเป็นแก่งน้ำไหลตามหุบเขาในเทือกเขาใหญ่มีน้ำมากในช่วงฤดูฝน

น้ำตกห้วยเกษียร

pj namtok2


น้ำตกห้วยเกษียร ปราจีนบุรี น้ำตกห้วยเกษียร ที่ท่องเที่ยงบริเวณตัวน้ำตกเป็นป่าเขา ปากทางแยกเข้าน้ำตกอยู่ที่หมู่บ้านขอนขวาง ตำบลดงขี้เหล็ก

น้ำตกเหวนรก

723


เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีหน้าผาสูงชัน บริเวณต้นน้ำตกมีทางเดินลงไปยังจุดชมวิวน้ำตก

พิพิธภัณฑ์พระครูอุทัยธรรมธารี (เส็ง สุขิโต)

pj prakru02


เป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์และศิลปะวัตถุของประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งของที่จัดทำขึ้นใหม่เลียนแบบศิลปะโบราณ ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโบราณวัตถุ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

pj museum01


เป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์โบราณคดี ภายในมีการจัดแสดงโบราณวัตถุสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี

วัดแก้วพิจิตร

pj watkaew13


เป็นวัดเก่าแก่ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม และลวดลายประดับอาคารผสมผสานระหว่างศิลปะไทย จีน ฝรั่งเศส และเขมร ฝาผนังด้านนอกพระอุโบสถมีภาพปูนปั้นเรื่องรามเกียรติ์ ภายในพระอุโบสถมีภาพวาดบนแผ่นผ้าเกี่ยวกับเรื่องราวในพระพุทธศาสนา ด้านหน้าพระอุโบสถมีอาคารเรียนหนังสือไทยนักธรรมบาลีเป็นอาคารคอนกรีต รูปสถูปโดม ศิลปะกรีกหรือโรมัน ภายในวัดแก้วพิจิตรยังมีหอพระไตรปิฎกและศาลาตรีมุขที่ท่าน้ำ

วัดโบสถ์

pj watbost01


ภายในวัดมีพระพุทธรูป 3 องค์ ประดิษฐานเรียงรายไปตามริมแม่น้ำ คือ พระพุทธรูปปางลีลา พระนามว่า "พระสิริมงคลนิมิต" พระพุทธรูปปางประทับนั่งห้อยพระบาท พระนามว่า "พระสรรพสิทธินาวา" พระพุทธรูปปางประทับนอน พระนามว่า "พระมหาชินไสยาสน์" ภายในวัดมีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ

วัดสง่างาม

วดสงางาม

เป็นวัดแห่งแรกที่ได้มีการยกพระอุโบสถขึ้นของประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังคงมีประชาชนจำนวนมากทั้งในจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดต่างๆ เดินทางมาขอพรกันเป็นจำนวนมากทุกวัน

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

pj naresuan04

ศาลแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในท่าประทับยืน สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระองค์ท่านในคราวกรีฑาทัพจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปปราบนักพระสัฏฐาแห่งเมืองละแวก ระหว่างการเดินทางทัพได้หยุดพักทัพในเขตปราจีนบุรี

สวนนกวัดสันทรีย์

suan


สวนนกวัดสันทรีย์ ปราจีนบุรี สวนนกวัดสันทรีย์ สวยมากๆ เป็นที่ชุมนุมของนกนานาชนิด เช่น นกแขวก นกกาน้ำ นกกระยาง จำนวนนับหมื่นจะมาชุมนุมกันทุกปี ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนเมษายน

สวนพันธุ์ไผ่

pj bamboo03


เป็นสถานที่รวบรวมพันธุ์ไผ่นานาชนิดปลูกไว้เพื่อการศึกษา และขยายพันธุ์ อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์

ค้างคาวแม่ไก่วัดบางกระเบา

250602-A82


เป็นวัดของพระเกจิอาจารย์ชื่อเสียงโด่งดัง คือ "หลวงพ่อจาด" ภายในบริเวณวัดบางกระเบา จะมีค้างคาวแม่ไก่จำนวนนับพันตัวอาศัยอยู่ตามต้นไม้

วัดบางแตน

250605-A82


วัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่นอีกแห่งหนึ่งของอำเภอบ้านสร้าง ภายในมีพระพุทธรูปที่ชาวบ้านนับถือชื่อว่า "หลวงพ่อคุ้ม" มีสถานที่ตั้งพลับพลาที่ประทับ ร.5 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินหัวเมืองปราจีนบุรี นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่เก็บรักษาสิ่งของเครื่องใช้ ถ้วยชาม ตะเกียงเจ้าพายุ เรือบิณฑบาตรพระราชทาน

กลุ่มโบราณสถานสระมรกต

Samo2


เป็นกลุ่มโบราณสถานทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ ที่สร้างซ้อนทับกันหลายสมัย เริ่มตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างศิลาแลงและอิฐ ส่วนใหญ่คงเหลือเฉพาะรากฐานอาคารเท่านั้น ระหว่างการขุดแต่งได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่สลักอยู่บนศิลาแลง ที่ฝ่าพระบาทสลักรูปธรรมจักรนูนทั้งสองข้าง และยังมีการสลักรูปกากบาท โดยที่ตรงกลางมีหลุมสำหรับใช้ปักเสา เพื่อปักฉัตรหรือร่ม รอยพระพุทธบาทคู่นี้คาดว่าสร้างขึ้นครั้งแรกสมัยทวารวดีถึงสมัยลพบุรี นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ใกล้กันมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก

ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ

pj tonpo11


ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ในเขตวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ตำบลโคกปีบ สันนิษฐานว่าเป็นหน่อจากต้นพระศรีมหาโพธิ สถานที่ตรัสรู้จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี

โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ

250901-C82

เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน มีคูเมือง และคันดินกำแพงเมืองล้อมรอบคูน้ำ ภายในเมืองมีโบราณสถาน เนินดิน สระน้ำ บ่อน้ำ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี

โบราณสถานพานหิน

pj panhin01


เป็นโบราณสถาน ที่ก่อด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ มีมุขยืนออกไปทั้งสี่ด้าน สันนิษฐานว่าประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 ตรงกลางของซากเทวาลัยมีฐานของเทวรูปซึ่งแต่เดิมตะแคงอยู่ลักษณะคล้ายพาน จึงเรียกว่า "พานหิน"

หลุมเมือง

Lummueng1

มีลักษณะเป็นหลุมขนาดต่าง ๆ ขุดเจาะลึกลงไปในพื้นศิลาแลง ไม่ทราบว่าขุดขึ้นในสมัยใด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2451 มีพระราชสันนิษฐานว่า "เป็นหลุมสำหรับโขลกปูนที่จะปั้นลวดลายเครื่องประดับปรางค์ปราสาท"

อนุสาวรีย์ลายฝีพระหัตถ์

pj prahat02


อนุสาวรีย์ลายฝีพระหัตถ์นี้เป็นลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้เสด็จประพาสปราจีนบุรี เมื่อปี พ.ศ.2451 ทรงจารึกไว้บนแผ่น ศิลาแลง ซึ่งเป็นซากโบราณวัตถุสมัยลพบุรี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13

น้ำตกตะคร้อ และน้ำตกสลัดได

pj takro01


เป็นน้ำตกที่มีลักษณะเป็นแก่งน้ำกว้าง มีสะพานแขวนทอดข้ามน้ำตกตะคร้อ ฝั่งซ้ายของลำธารเป็นเนินเขา ส่วนทางด้านฝั่งขวาเป็นป่าโปร่ง

น้ำตกธารทิพย์

pj tantip01


เป็นธารน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินต่างระดับ บางช่วงไหลผ่านลานหินบริเวณกว้าง บางช่วงเป็นแอ่งน้ำลึก สามารถลงเล่นน้ำได้ มีลานหินสำหรับนั่งพักผ่อน สภาพโดยทั่วไปยังเป็นป่าที่คงความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ บรรยากาศร่มรื่น

น้ำตกส้มป่อย

img2


เป็นน้ำตกที่ไม่สูงมากนัก ไหลลดหลั่นผ่านแก่งหิน มีแอ่งน้ำที่ลงเล่นน้ำได้ตลอดลำธาร

นกเป็ดน้ำอุทยานกบินทร์เฉลิมราชย์

Img4


ในระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี จะมีนกเป็ดน้ำจากไซบีเรียมาอาศัยเป็นจำนวนมากนับพันตัว

พิพิธภัณฑ์เหมืองทองคำบ้านบ่อทอง

7hjjajj6jc6aahbgd67ai


สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์และแหล่งให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติการทำเหมืองแร่ทองคำ เป็นสถานที่รวบรวมเอกสารวัสดุโบราณ สิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ทองคำในท้องถิ่น

แก่งหินเพิง

img1


เป็นแก่งหินขนาดใหญ่ที่สวยงามอยู่ในลำน้ำใสใหญ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่เหมาะแก่การล่องเรือยางที่ท้าทาย และสนุกสนาน

อุทยานแห่งชาติทับลาน

img5

ครอบคลุมพื้นที่ของตำบลบุพราหมณ์ ในเขตอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี, อำเภอปักธงชัย อำเภอวังน้ำเขียว อำเภอครบุรี อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

เว็บไซต์วิกิพีเดีย 

จังหวัดปราจีนบุรี - วิกิพีเดีย

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

การปกครอง

การเลือกตั้ง 

ประชากรและสภาพทางสังคม

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลแรงงาน

เว็บไซต์จังหวัดปราจีนบุรี

http://www.prachinburi.go.th/main.htm 

http://www.prachinburi.go.th/sum_province2554.pdf

ประวัติศาสตร์

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ

http://www.baanjomyut.com/ 

จังหวัดปราจีนบุรี

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

ไฟล์:Seal Prachinburi.png - วิกิพีเดีย

ต้นศรีมหาโพธิ์

italkproperty.com 

ดอกปีบ

pilanya.blogspot.com 

oknation.net 

แผนที่อาณาเขต

::THAIENERGYDATA::  

สถานที่ท่องเที่ยว 

http://tat8.com/thai/pj/pj_placeindex.htm 

http://www.ru.ac.th/province/prachinburi/trip/Travel/sripoe/sripoIndex.htm 

http://www.thaitambon.com/tambon/ttrvlist.asp?ID=250602 

chaoprayanews.com 

travel.kapook.com 

thaitraveldiary.com 

thai.tourismthailand.org 

prachinpost.com 

  

 

JoomSpirit