นนทบุรี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดนนทบุรี

Seal Nonthaburi

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี

รูปหม้อน้ำลายวิจิตร หมายถึงชาวจังหวัดนนทบุรีมีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งยึดถือเป็นอาชีพ และมีชื่อเลียงมาช้านาน จังหวัดนนทบุรี ใช้อักษรย่อว่า "นบ"

คำขวัญประจำจังหวัด

พระตำหนักสง่างาม ลือนามสวนสมเด็จ
เกาะเกร็ดแหล่งดินเผา วัดเก่านามระบือ
เลื่องลือทุเรียนนนท์ งามน่ายลศูนย์ราชการ

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

images-1 10684f57
รูปที่ 2 ต้นนนทรีบ้าน รูปที่ 3 ดอกนนทรี

 

จังหวัดนนทบุรี เป็นเมืองเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตำบลที่ตั้งเมืองนนทบุรีขึ้นมาครั้งแรกนั้นมีชื่อว่า บ้านตลาดขวัญต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองนนทบุรี เมื่อ พ.ศ. 2092 ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ดังปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารว่า "ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าให้สถาปนาที่พระราชทานเพลิงนั้น เป็นพระเจดีย์วิหารสำเร็จแล้วให้นามชื่อ วัดสบสวรรค์ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ไพร่บ้านเมืองตรีจัตวา ปากใต้ฝ่ายเหนือเข้าพระนครครั้งนี้น้อย หนีออกอยู่ป่าดงห้วย

เขา ต้อนไม่ได้เป็นอันมากให้เอาบ้านท่าจีนตั้งเป็นเมือง สาครบุรี ให้เอาบ้านตลาดขวัญตั้งเป็นเมืองนนทบุรี ให้แบ่งเอาแขวงเมืองราชบุรี แขวงเมืองสุพรรณบุรี ตั้งเป็นเมืองนครชัยศรี..."

บ้านตลาดขวัญเป็นดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์และเป็นสวนผลไม้ที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง ของกรุงศรีอยุธยา ฝรั่งต่างชาติที่ได้เดินทางเข้ามาค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาต่างก็ได้บันทึกเอาไว้ ดังปรากฏในจดหมายเหตุบันทึกการเดินทางของลาลูแบร์ ชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งเดินทางเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า "สวนผลไม้ที่บางกอกนั้นมีอาณาบริเวณยาวไปตามชายฝั่ง โดยทวนขึ้นสู่เมืองสยามถึง 4 ลี้ กระทั่งจรดตลาดขวัญ (Talacouan) ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลาหาร ซึ่งคนพื้นเมืองชอบบริโภคกันนักหนา...."

นอกจากนี้ยังมีดินแดนทางตอนใต้ของตลาดขวัญอีกแห่งหนึ่งชื่อว่า ตลาดแก้ว ตลาดแก้วแห่งนี้เข้าใจว่าคงจะมีความสำคัญควบคู่กันมากับตลาดขวัญตั้งแต่ก่อนจะตั้งเป็นเมืองนนทบุรีแล้ว เพราะปรากฏในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ว่า "......ตำบลสำคัญๆ ที่แม่น้ำสายนี้ไหลผ่าน คือ แม่ตาก (Mc-Tae) อันเป็นเมืองเอกของราชอาณาจักรสยามที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือหนพายัพ ถัดจากนี้ต่อมาก็ถึงเมืองเทียนทอง (Tian-Tong) หรือเชียงทอง กำแพงเพชรหรือกำแพงเฉยๆ ซึ่งลางคนออกเสียงว่า กำแปง (Campingue) แล้วก็มาถึงเมืองนครสวรรค์ (Loconsevan) ชัยนาท (Tchainat) สยาม ตลาดขวัญ ตลาดแก้ว (Talapu'ou) และบางกอก.....

สำหรับบริเวณอันเป็นที่ตั้งของตลาดแก้วในปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ตรงไหน แน่มีผู้สันนิษฐานว่าคงจะอยู่แถววัดปากน้ำ ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี ขึ้นไป เมื่อสุนทรภู่แต่งนิราศภูเขาทอง เมื่อ พ.ศ. 2371 ก็ปรากฏว่าตลาดแก้วได้เลือนลางไปแล้ว คงเหลือแต่เพียงตลาดขวัญเท่านั้น ตัวเมืองนนทบุรีแต่เดิมนั้นตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระสอในปัจจุบันนี้ โดยมีวัดหัวเมือง (เดี๋ยวนี้เป็นวัดร้าง ทางราชการได้ใช้เป็นสถานที่สร้างโรงพยาบาลนนทบุรี) เป็นเขตเหนือ และ มีวัดท้ายเมืองเป็นเขตใต้

พ.ศ. 2081 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้โปรดให้ขุดคลองลัดจากคลองบางกรวย (แม่น้ำเจ้าพระยา) ริมวัดชะลอ ไปทะลุวัดมูลเหล็ก(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสุวรรณคีรี)

พ.ศ. 2179 พระเจ้าปราสาททองโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดตอนใต้วัดท้ายเมืองไปทะลุออกหน้าวัดเขมา เพราะแต่เดิมมาแม่น้ำเจ้าพระยาไหลวกเข้าแม่น้ำอ้อมมาทางบางใหญ่แล้ววกเข้าคลองบางกรวยข้างวัดชะลอ มาออกหน้าวัดเขมา เมื่อขุดคลองลัดแล้วกระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินไหลเข้าคลองลัดที่ขุดใหม่ นานเข้าก็กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาใหม่ดังปัจจุบันนี้ ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมก็ ตื้นเขินกลายเป็นคลองไป

พ.ศ. 2208 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเห็นว่า ตามที่แม่น้ำเปลี่ยนทางเดินใหม่นั้น ทำให้ข้าศึกประชิดพระนครได้ง่าย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมปราการตรงปากแม่น้ำอ้อม และโปรดให้ย้ายเมืองนนทบุรีมาอยู่ปากแม่น้ำอ้อมด้วย (ต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รื้อป้อมและเมืองบางส่วน เพื่อนำอิฐไปสร้างวัดเฉลิมพระเกียรติ และบางส่วนก็ถูกกระแสน้ำ พัดเซาะพังทะลายลงน้ำไป ปัจจุบันเหลือแต่ศาลหลักเมืองเท่านั้น)

นอกจากป้อมที่ปากแม่น้ำอ้อมแล้ว เข้าใจว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา คงจะได้มีการสร้างป้อมไม้เอาไว้ที่บริเวณวัดเฉลิมพระเกียรติในปัจจุบันนี้ด้วย เพราะปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุรายวันของบาทหลวง เดอ ซัวซีย์ (L'abb? de Choisy) ผู้ซึ่งเดินทางร่วมมากับคณะราชฑูตของพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 ที่เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ. 2228 ว่า "....เช้าวันนี้เราผ่านป้อมที่ทำด้วยไม้ 2 ป้อม ป้อมหนึ่ง ยิงปืนเป็นการคำนับ 10 นัด อีกป้อมหนึ่ง 8 นัด ที่นี่มีแต่ปืนครกเท่านั้น ดินปืนดีมากทีเดียว ป้อมทางขวามือเรียกป้อมแก้ว (Hale de Cristal) และป้อมทางซ้ายมือเรียกป้อมทับทิม (Hale de Rubis) ณ ที่นี้เจ้าเมืองบางกอกก็กล่าวคำอำลาและอ้างเหตุว่าได้ควบคุมเรือขบวนมาส่งจนสุดแดนที่อยู่ในความปกครอง ของเมืองบางกอกแล้ว แล้วก็ลาท่านราชฑูตกลับไป......"

ใน ปี พ.ศ. 2230 เมื่อลาลูแบร์เป็นราชฑูตเข้ามากรุงศรีอยุธยาก็ได้กล่าวถึงป้อมไม้แห่งนี้ไว้ด้วย โดยเขียนเป็นแผนที่เอาไว้อย่างชัดเจน (โปรดดูแผนที่) ตามหลักฐานดังกล่าว จึงเข้าใจว่าป้อมแก้ว คงตั้งอยู่ ณ บริเวณตลาดแก้ว ส่วนป้อมทับทิมเข้าใจว่าคงตั้งอยู่ ณ บริเวณหน้าวัดเฉลิม พระเกียรติ ปัจจุบันนี้

พ.ศ. 2264 ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ได้ทรงโปรดให้ขุดคลองลัดเกร็ด ที่อำเภอปากเกร็ด ดังปรากฏในหลักฐานในพงศาวดารว่า "ในปีขาล จัตวาศก ทรงพระกรุณาโปรดให้พระธนบุรีเป็นแม่กอง เกณฑ์พลนิกายคนหัวเมืองปากใต้ให้ได้คน 10,000 เศษ ให้ขุดคลองเตร็ดน้อย ลัดคุ้งบางบัวทองนั้นคดอ้อมหนัก ขุดลัดตัดให้ตรงพระธนบุรีรับสั่งแล้วกราบบังคมลามาให้เกณฑ์พลนิกายในบรรดาหัวเมืองปากใต้ได้คน 10,000 เศษ ให้ขุดคลองเตร็ดน้อยนั้นลึก 6 ศอก กว้าง 6 วา ยาวทางไกลได้ 39 เส้นเศษ ขุดเดือนเศษจึงแล้ว....."

พ.ศ. 2307 ในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ได้มีเหตุการณ์สงครามเกี่ยวข้องกับจังหวัดนนทบุรี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเพียงเล็กน้อยคือเมื่อมังมหานรธาเป็นแม่ทัพพม่ายกทัพเข้าตีเมืองทวาย เมืองตะนาวศรีได้แล้วยกติดตามตีพวกมอญมาจนถึงเมืองชุมพรได้โดยสะดวก จึงมีความกำเริบคิดยกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในพงศาวดารว่า "....ครั้น ณ เดือน 7 มังมหานรธาให้แยงตะยุกลับขึ้นไปแจ้งราชการ ณ กรุงอังวะ แล้วจึงปรึกษากันว่า เรามาตีเมืองทวายได้ บัดนี้หามีผู้ใดจะต้านต่อฝีมือทแกล้วทหารเราไม่ ควรเราจะยกเข้าไปชิงเอาซึ่งเศวตฉัตร ณ กรุงเทพมหานคร........" แล้วมังมหานรธาก็เดินทัพมุ่งเข้าตีกรุงศรีอยุธยาโดยลำดับ จนถึงเมืองนนทบุรี ซึ่งก็ถูกมังมหานรธาตีแตกเช่นเดียวกับเมืองรายทางอื่นๆ ดังพงศาวดารกล่าวว่า "........ครั้ง ณ เดือน 10 พม่ายกทัพเรือลงมาตีค่าย (บาง) บำรุแตก แล้วยกมาตีเมืองนนทบุรีได้........."

เมื่อพม่าตีได้เมืองนนทบุรีแล้ว ขณะนั้นมีเรือกำปั่นอังกฤษเข้ามาค้าขายที่ธนบุรีจึงรับอาสาช่วยรบพม่า พม่าเอาปืนใหญ่ตั้งบนป้อมวิชาเยนทร์ ยิงโต้ตอบกับกำปั่นในที่สุดกำปั่นถอนสมอหนีไปอยู่ที่เมืองนนท์ เมืองนนทบุรีจึงเป็นยุทธภูมิระหว่างเรือกำปั่นอังกฤษกับพม่า ดังปรากฏในพงศาวดารว่า "........ฝ่ายทัพพระยายมราช ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองนนท์นั้น ก็เลิกหนีขึ้นไปเสีย พม่าตั้ง (อยู่) เมืองธนบุรีแล้ว จึงแบ่งกันขึ้นมาตั้งค่าย ณ วัดเขมา ตำบลตลาดแก้วทั้งสองฟาก ครั้นเพลากลางคืนนายกำปั่น จึงขอเรือกราบมาชักสลุบล่องลงไป ไม่ให้มีปากเสียงครั้นตรงค่ายพม่า ณ วัดเขมาแล้ว ก็จุดปืนรายแคมพร้อมกันทั้งสองข้าง ฝ่ายพม่าต้องปืนล้มตายเจ็บลำบาก แตกวิ่งออกจากค่าย ครั้นน้ำขึ้นเพลาเช้า สลุบถอยมาหากำปั่น ซึ่งทอดอยู่ ณ ตลาดขวัญ ฝ่ายพม่าก็ยกเข้าค่ายเมืองนนทบุรี......."

ในระยะเริ่มต้นตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ภาครัฐบาลอันได้แก่ องค์พระมหากษัตริย์ ยังคงมีพระราชภารกิจหลายด้าน อาทิ การสร้างกรุง การสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งด้านการ พระราชไมตรี และการสงคราม ตลอดทั้งการทำนุบำรุงประเทศประการอื่นๆ โดยส่วนรวมการจะพัฒนาเมืองนนทบุรีอันเป็นเมืองขนาดเล็กคงทำได้น้อย จึงไม่ใคร่พบหลักฐานเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองนนทบุรีทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 4 ในรัชกาลต่อๆ มาเมืองนนทบุรีจึงค่อยๆ เจริญขึ้นตามลำดับอาจกล่าวได้ว่า เมืองนนทบุรีพัฒนารวดเร็ว รุดหน้า และมากที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 9 นี้เองซึ่งจะกล่าวถึงโดยแบ่งช่วงเวลาตามรัชสมัยขององค์พระมหากษัตริย์ดังต่อไปนี้

เมืองนนทบุรีในสมัยรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 4 จัดอยู่ในประเภทหัวเมืองปักษ์ใต้เป็นเมืองขึ้นของกรมท่าชื่อเมืองนนทบุรีศรีมหาสมุทร ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ ครั้งแรกเปลี่ยนเป็นเมืองนนทบุรีศรีมหาอุทยาน ผู้ว่าราชการเมือง คือ พระนนทบุรีศรีมหาอุทยาน ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพระนนทบุรีศรีเกษตราราม หลวงปลัด ได้แก่ หลวงสยามนนทเขตต์ขยันปลัด ทรงเห็นว่าในแขวงเมืองนนทบุรีมีชาวรามัญตั้งบ้านเรือนอยู่มาก จึงตั้งหลวงรามัญเขตต์คดี ปลัดรามัญขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่ง

เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ในการปกครองประเทศนี้ ใช้สืบต่อกันมาแต่รัชกาลที่ 1 จึงขอคัดลอกข้อความบางตอนเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ปกครองหัวเมือง ซึ่ง วนิดา สถิตานนท์ เขียนไว้ในหนังสืออ่านเพิ่มเติมระดับประถมศึกษา เรื่อง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ดังนี้

"พระเจ้าอยู่หัวตรัสสั่งให้ไปรั้งเมือง ครองเมือง ให้รักษาพยาบาลไพร่ฟ้าข้าไทท่านแลให้รับรองสุขทุกข์ราษฎรทั้งปวงและรักษาถิ่นฐานบ้านนอกขอบชนบท มิให้มีโจรผู้ร้ายแลคนกรรโชกราษฎร ถ้าผู้รั้งเมือง ผู้ครองเมือง ผู้ใดรักษาได้ ท่านว่ามีบำเหน็จในแผ่นดิน ถ้าแลโจรผู้ร้ายกรรโชกราษฎรเกิดชุกชุมขึ้นเหลือกำลังระงับมิได้ ก็ให้บอกมายังลูกขุน ณ ศาลาให้บังคมทูลแต่สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงจะพ้นโทษ ถ้าแลผู้รั้งเมือง ผู้ครองเมืองมิได้กำชับจับกุม ละเลยให้โจรและผู้กรรโชกราษฎรชุกชุมขึ้นได้ ท่านว่าผู้นั้นละเมิด ต้องในระวางกรรโชกให้ลงโทษ 6 สถาน"

การเศรษฐกิจของชาวเมืองนนทบุรีในสมัยนั้น คงขึ้นอยู่กับอาชีพการเพาะปลูกทำนา ทำสวน เป็นพื้น การคมนาคมคงใช้ทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย หรือการไปมาหาสู่

อาชีพอย่างหนึ่งของชาวเมืองนนท์ที่นักกวีกล่าวถึง ได้แก่ การหีบอ้อย แสดงว่ามีการ ปลูกอ้อย และการทำน้ำตาลอ้อยกันมานานแล้ว โรงหีบเดิมอยู่ฝั่งทางตะวันออกของคลองแม่น้ำอ้อมแต่ปัจจุบันนี้มีอยู่ทางฝั่งตะวันตก ใช้เครื่องจักรแทนเครื่องหีบอ้อยแต่โบราณซึ่งใช้แรงควายหมุนในปัจจุบันมีโรงงานทำน้ำตาลอ้อยที่ทันสมัยเกิดขึ้นมากในจังหวัดต่างๆ อาชีพทำน้ำตาลอ้อยของชาวบางศรีทองบางคูเวียง จึงเหลือเพียงเล็กน้อย

ในช่วงระยะเวลารัชสมัยขององค์พระมหากษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์นี้ สันนิษฐานได้ว่าการจัดการศึกษาคงมีแต่เพียงในวัดเป็นส่วนใหญ่ พระสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนอบรมแก่ชายที่บวชหรือผู้ที่ปรนนิบัติพระ ผู้หญิงยังไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน เพราะในสมัยนั้นยังไม่ได้ส่งเสริมการศึกษากันอย่างกว้างขวาง ส่วนการศาสนาก็คงจะมีลักษณะไม่ต่างจากปัจจุบันเท่าใดนัก กล่าวคือ คนไทยส่วนมาก นับถือศาสนาพุทธ พอใจในการทำบุญสุนทร์ทาน การสร้างวัด สังเกตได้ว่า วัดในจังหวัดนนทบุรีมีวัดเก่าแก่อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางกรวย และอำเภอบางใหญ่ วัดส่วนมากตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ลำคลอง บางแห่งตั้งอยู่ติดๆ กัน เช่น ที่คลองบางกอกน้อย และคลองอ้อม

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงปรับปรุงระเบียบการปกครองประเทศใหม่ กล่าวคือการบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลาง ทรงตั้งเป็นกระทรวงต่างๆ อย่างรูปแบบปัจจุบัน ส่วนการปกครองส่วน ภูมิภาค พระองค์รวมเมืองต่างๆ เข้าเป็นกลุ่ม เรียกว่า "มณฑล" ซึ่งก็ปรากฏว่าเมืองนนทบุรีขึ้นอยู่กับมณฑลกรุงเทพ ในสมัยนี้ได้ย้ายศาลากลางจังหวัดจากฝั่งขวา ของแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งที่ฝั่งซ้าย ด้านใต้ปากคลองบางซื่อ ซึ่งเป็นท่าเรือตลาดขวัญจนถึง สมัยรัชกาลที่ 7 จึงย้ายศาลากลางจังหวัดอีก

เมื่อพุทธศักราช 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองต่างๆ ในลักษณะการ "ประพาสต้น" พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์ไว้เป็นจดหมายเหตุ ทรงทำเป็นสำนวนของนายทรงอานุภาพ เขียนจดหมายถึงนายประดิษฐ์ ซึ่งเป็นเพื่อน เล่าเรื่องการประพาสต้นให้เพื่อนฟัง จากจดหมายฉบับที่ 2 ในหนังสือ "จดหมายเหตุเรื่องประพาสต้น ในรัชกาลที่ 5 " กล่าวถึงเมืองนนทบุรีไว้ดังนี้

".........เสด็จออกจากบางปะอิน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ร.ศ. 123 ล่องมาตามลำแม่น้ำ เรือฉันมาล่วงหน้า ทราบว่าเสด็จประทับวัดปรมัยยิกาวาส ครู่หนึ่ง แล้วเลยประพาสสวนสะท้อนของ นายบุตรที่แม่น้ำอ้อม แขวงเมืองนนทบุรี ว่ามีสะท้อนอย่างดีๆ ที่สวนนั้นมากกำลังสะท้อนออกผล เจ้าของสวนเชิญเสด็จเก็บสะท้อน ทราบว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัย แลทรงพระกรุณาแก่เจ้าของสวนมาก เวลาเย็นเสด็จมาประทับแรมที่หน้าวัดเขมา จอดเรือพระที่นั่งเข้ากับสะพานหน้าวัดอย่างเราไปเที่ยวกัน ใช้ศาลาน้ำหน้าวัดเป็นท้องพระโรง ไม่มีพลับพลาฝาเลื่อนอย่างใด เจ้าพนักงานเจ้าของท้องที่ ก็ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวว่า จะเสด็จมาประทับแรมที่นั้น การล้อมวงกงกำจัดกันตามแต่จะทำได้ ดูก็สนุกดี จนเวลา 2 ทุ่มเศษ กรมหลวงนเรศร์ เสนาบดีกระทรวงนครบาล จึงเสด็จไปถึง ได้ยินรับสั่งว่า "อาสน์แข็งๆ กันไม่รู้ พอรู้ก็รีบมาจะต้องนั่งอยู่ยังรุ่ง........"

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างพระอารามหลวงเพิ่มขึ้นมาอีกวัดหนึ่ง คือ วัดปากอ่าวเป็นวัดไทยรามัญ ตั้งอยู่ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ทั้งพระอารามเพื่ออุทิศถวายแด่พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดปรมัยยิกาวาส"

เมื่อ พ.ศ. 2445 รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงนครบาล เป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อที่ดินตำบลบางขวาง อำเภอตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรีเพื่อจัดสร้างเรือนจำมหันตโทษกลาง แต่ยังไม่ทันสำเร็จเรียบร้อย ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงใช้ที่ดินส่วนหนึ่งสร้างเป็นโรงเรียนแบบกินนอน คือ โรงเรียนราชวิทยาลัย เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 6 ถึงสมัยรัชกาลที่ 7 เศรษฐกิจตกต่ำมากจึงได้ยุบกิจการโรงเรียนนี้ แล้วมอบอาคารเรียนให้เป็นศาลากลางจังหวัดนนทบุรี

ในสมัยรัชกาลที่ 7 พ.ศ. 2471 จึงได้ย้ายศาลากลางจากท่าเรือตลาดขวัญ มาตั้งใหม่ ณ อาคารเดิมของโรงเรียนราชวิทยาลัย ส่วนเรือนจำกลางบางขวางนั้นได้เริ่มดำเนินการใหม่ ราว พ.ศ. 2462 และสร้างเสร็จเปิดดำเนินกิจการได้เมื่อ พ.ศ. 2474 อาคารเรียนของโรงเรียนราชวิทยาลัยนี้ นอกจากจะใช้เป็นศาลากลางจังหวัดนนทบุรีแล้ว ยังจัดแบ่งบางส่วนเป็นที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรี เป็นสำนักงานเทศบาลเมืองนนทบุรี ส่วนหอประชุมของโรงเรียนนั้น ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 - พ.ศ. 2498 ศาลากลางจังหวัดนนทบุรีแห่งนี้ นับว่าเป็นศาลากลางจังหวัด ที่สง่างามยิ่งแห่งหนึ่ง เนื่องจากรูปแบบการก่อสร้างมีลักษณะเฉพาะที่อิงเอกลักษณ์ไทย กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นบัญชีไว้เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งด้วย ทางกระทรวงมหาดไทยเคยขอรื้อดัดแปลง เพื่อสร้างใหม่ ทางกรมศิลปากรคัดค้านจึงคงรูปอยู่จนถึงทุกวันนี้

ในสมัยก่อนการคมนาคมระหว่างจังหวัดนนทบุรีกับเมืองหลวง ต้องใช้ทางน้ำเป็นพื้น ดังในรายงานที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าใช้เรือยนต์ของบริษัทมอเตอร์โบ๊ต และมีรถไฟของเอกชนแล่นทางฝั่งตะวันตก (ชาวบ้านเรียกว่า รถไฟเจ้าพระยาวรพงศ์) ซึ่งก็ไม่ใคร่สะดวกนัก ต่อมาการใช้รถยนต์ก้าวหน้าขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 8 ได้มีการตัดถนนรถยนต์เชื่อมระหว่างนนทบุรี - กรุงเทพ ขึ้นเป็นสายแรก เรียกว่า ถนนประชาราษฎร์ สายต่อมาคือถนนเลียบริมฝั่งแม่น้ำตัดค้างไว้แต่สมัยรัชกาลที่ 8 แต่สำเร็จใช้เดินรถได้ในสมัยรัชกาลที่ 9 ให้ชื่อว่าถนนพิบูลสงคราม

กล่าวได้ว่าจังหวัดนนทบุรีได้เริ่มพัฒนามากขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 8 โดยเฉพาะการคมนาคม และการศึกษา ส่วนรูปแบบการปกครองก็เปลี่ยนไปตามลักษณะการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพราะประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองเป็นแบบประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. 2475 สมัยรัชกาลที่ 7 ความเจริญเหล่านี้มีอุปสรรคทำให้ชะงักลงด้วยเหตุ 2 ประการคือ เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2488 และเกิดน้ำท่วมใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2485 ซึ่งทำให้สวนทุเรียน จมน้ำ ทุเรียนตายเกือบหมด เกิดการเสียหายทางเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่

ผลดีที่ชาวเมืองนนท์ได้รับจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็อาจจะมีอยู่บ้างคือในราว พ.ศ. 2486 - พ.ศ. 2487 ครั้งนั้นเครื่องบินของสัมพันธมิตรได้โจมตีกรุงเทพฯ หนักมาก ชาวกรุงเทพฯ จึงอพยพมาเช่าบ้านอยู่ทางจังหวัดนนทบุรี เพราะไม่มีจุดยุทธศาสตร์ และ ต่อมาก็ได้แต่งงานกับชาวนนท์ไปหลายคู่ โรงเรียนบางแห่งก็ย้ายมา แม้กระทั่งโรงพยาบาลศิริราชก็ ยังย้ายคนไข้มาอยู่ที่บริเวณสนามศาลากลางจังหวัด โดยสร้างอาคารชั่วคราวขึ้นเต็มตลอดทั้งสนาม นับได้ว่าการอพยพของชาวกรุงมีส่วนช่วยให้ชาวเมืองนนท์มีเศรษฐกิจดีขึ้นทั้งการสังคมก็กว้างขวาง ขึ้นด้วย

ที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Nonthaburi locator mapsvg 1
รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดนนทบุรี รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดนนทบุรี

 

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

จังหวัดนนทบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคกลางของประเทศไทย โดยจัดเป็นพื้นที่ในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร มีขนาดเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 75 ของประเทศ (รวมกรุงเทพฯ) แต่มีประชากรหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร

อาณาเขต

จังหวัดนนทบุรีตั้งอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือค่อนทางเหนือ 20 กิโลเมตร มีพื้นที่ปกครองทั้งหมด 622.303 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 388,939.375 ไร่ โดยมีพิกัดภูมิศาสตร์อยู่ละติจูดที่ 13 องศา 47 ลิปดาเหนือ ถึงละติจูดที่ 14 องศา 04 ลิปดาเหนือ และลองติจูดที่ 100 องศา 15 ลิปดาตะวันออก ถึงลองจิจูดที่ 100 องศา 34 ลิปดาตะวันออก[24] และมีอาณาเขตจรดอำเภอและจังหวัดข้างเคียงเรียงตามเข็มนาฬิกา ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอลาดหลุมแก้ว และอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี
ทิศใต้ ติดต่อกับเขตบางพลัด เขตตลิ่งชัน และเขตทวีวัฒนากรุงเทพมหานคร (ฝั่งธนบุรี)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตจตุจักร และเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร (ฝั่งพระนคร)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอพุทธมณฑลและอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

 

ลักษณะภูมิประเทศ

จังหวัดนนทบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีแม่น้ำไหลผ่าน จึงแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งตะวันตก มีพื้นที่ 3 ใน 4 ของจังหวัด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำท่วมถึง มีคูคลองขนาดต่าง ๆ เชื่อมโยงกันหลายสายเหมือนใยแมงมุม มีการทำเรือกสวนไร่นา และฝั่งตะวันออกมีพื้นที่ 1 ใน 3 ของจังหวัด ได้แก่พื้นที่ในเขตเทศบาลนครนนทบุรีและเทศบาลนครปากเกร็ด เป็นเขตเมืองมีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น อาจถือได้ว่าส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองหลวง เพราะเขตแดนระหว่างนนทบุรีกับกรุงเทพมหานครนั้นแทบจะไม่เป็นที่รู้จัก

ลักษณะภูมิอากาศ

สภาพภูมิอากาศของจังหวัดนนทบุรีเป็นแบบร้อนชื้น เช่นเดียวกับพื้นที่ในจังหวัดภาคกลางของประเทศ ภาวะอากาศและปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยเป็นดังนี้

  • อุณหภูมิสูงสุดโดยเฉลี่ย 33.2 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิต่ำสุดโดยเฉลี่ย 25.0 องศาเซลเซียส
  • ปริมาณน้ำฝนรวมทั้งปีโดยเฉลี่ยประมาณ 1130.9 มิลลิเมตร

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาค

จังหวัดนนทบุรีแบ่งเขตการปกครองส่วนภูมิภาค (ตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่) ออกเป็น 6 อำเภอ 52 ตำบล 440 หมู่บ้าน แต่หากไม่นับรวมหน่วยการปกครองในเขตเทศบาลเมืองและเทศบาลนครซึ่งยุบเลิกตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านแล้ว จะมีทั้งหมด 34 ตำบล 328 หมู่บ้าน โดยอำเภอทั้ง 6 อำเภอของจังหวัดนนทบุรี มีรายชื่อและข้อมูลทั่วไปดังนี้

ข้อมูลอำเภอในจังหวัดนนทบุรี (31 ธันวาคม พ.ศ. 2553)

ลำดับ
อำเภอ
ชั้น พื้นที่ (ตร.กม.) ห่างจากตัวจังหวัด
(กม.)
ตั้งเมื่อ พ.ศ. ตำบล หมู่บ้าน ประชากร
(คน)
แผนที่
1 พิเศษ
77.018 [29]
- ไม่ปรากฏข้อมูล 10 26 356,861   150px-Amphoe Nonthaburi
2 2
57.408 [30]
16.86   2447 [31] 9 41 108,266  
3 2
96.398 [32]
8.11   2464 [33] 6 69 114,044  
4 1
116.439 [34]
15.96   2445 [35] 8 73 241,209  
5 2
186.017 [36]
29.01   2499 [37] 7 68 57,416  
6 1
89.023 [38]
7.45   2427 [39] 12 51 223,947


หัวหน้าส่วนราชการ

 

3

นายวิเชียร พุฒิวิญญู  พ.ศ. 2552-ปัจจุบัน

ผู้ว่าราชการจังหวัด

4-1

นายประดิษฐ์ สุคนธสวัสดิ์

รองผู้ว่าราชการจังหวัด

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด

ร.ต. สุวิชา แก้วมณี

หน่วยงานบริหารราชการ

  • เทศบาลนคร 2 แห่ง
  • เทศบาลเมือง 3 แห่ง
  • เทศบาลตำบล 9 แห่ง
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง
  • องค์การบริหารส่วนตำบล 31 แห่ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พ.ศ. 2554 เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2554 กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 6 เขตเลือกตั้ง โดยแต่ละเขตเลือกตั้ง จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละ 1 คน โดยผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในครั้งที่ผ่านมา ในแต่ละเขตได้แก่

  • เขต 1  นายนิทัศน์  ศรีนนท์
  • เขต 2  นายอุดมเดช  รัตนเสถียร
  • เขต 3  นาง วไลพร  อัจฉริยะประสิทธิ์
  • เขต 4  นายมนตรี   ตั้งเจริญถาวร
  • เขต 5  นายวันชัย  เจริญนนทสิทธิ์
  • เขต 6  นายฉลอง  เรี่ยวแรง

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดนนทบุรีมีจำนวนสมาชิกวุฒิสภา  3 คนโดยมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด  587,901 คนในการเลือกตั้งเมื่อวันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2549 ได้แก่

1.  ดิเรก ถึงฝั่ง 59,199 คะแนน

2.  พล.ต.ต. บุญเลิศ นันทวิสิทธ์ 41,248 คะแนน

3.  เกษมสุข ทรงวัชราภรณ์ 37,950 คะแนน

ประชากร

จังหวัดนนทบุรีมีประชากรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 รวมทงสิ้น 1,101,743 คน เป็นชาย 518,161 คน เป็นหญิง 583,582 คน จำนวนประชากรชายคิดเป็นร้อยละ 47.03 และประชากรหญิงคิดเป็นร้อยละ 52.97 ของประชากรทั้งหมด มีจำนวนครัวเรือน 525,261 ครัวเรือน ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลคิดเป็นร้อยละ 57.83 ส่วนที่เหลือร้อยละ 42.17 อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลี่ย 1,770.21 คน ต่อตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยหลายเชื้อชาติทั้งไทย (มีจำนวนมากที่สุด มีอยู่ทั่วไปในจังหวัด) จีน มอญ (อพยพมาในสมัยกรุงธนบุรีและสมัยรัชกาลที่ 2) และมลายู (อพยพมาจากเมืองปัตตานีและไทรบุรี)

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา รองลงไปเป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาอื่น ๆ ศาสนสถานในพื้นที่จังหวัดนั้นประกอบด้วยวัด 191 แห่ง่ โบสถ์ 18 แห่ง และมัสยิด 19 แห่ง

การศึกษา

จังหวัดนนทบุรีแบ่งพื้นที่การศึกษาออกเป็น 3 เขต ประกอบด้วยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรีเขต 1 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอบางกรวย สำนักงานเขตพื้นที่การศกษาประถมศึกษานนทบุรีเขต 2 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่และอำเภอไทรน้อย และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดนนทบุรีในปีการศึกษา 2554 มีสถานศึกษา รวม 156 แห่งจำนวนห้องเรียน 5,246 ห้องเรียน ครู 8,405 คนนักเรียน 159,711 คน

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product at Current Market Price) ปี 2553 มีมูลค่ารวม 124,246 ล้านบาท เป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์ในภาคเกษตรกรรม 4,137 ล้านบาท และนอกภาคเกษตรกรรม 120,109 ล้านบาท รายได้ต่อหัวประชากร (GPP Per Capita) เท่ากับ 127,048 บาท

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พ.ศ. 2544 - 2553
GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, BANGKOK AND VACINITIES: 2001 - 2010

สาขาการผลิต 2544
(2001)
2545
(2002)
2546
(2003)
2547
(2004)
2548
(2005)
2549r
(2006r)
2550r
(2007r)
2551r
(2008r)
2552p
(2009p)
2553p1
(2010p1)
ภาคเกษตร 30,880 33,380 40,173 37,000 33,092 39,007 39,615 44,972 47,638 56,279
สาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์และการป่าไม้ 12,317  13,573  14,322  17,825  18,171  22,332  24,473 30,311 31,333 38,667
สาขาประมง 18,563  19,807  25,850  19,175  14,921  16,676  15,142 14,661 19,305 17,612
ภาคนอกเกษตร 2,423,051  2,464,697  2,591,036  2,843,907  3,097,998  3,289,738  3,532,546 3,739,038 3,746,377 4,120,487
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 1,026  1,219  1,214  1,252  1,380  1,394  1,492 1,954 2,268 2,408
การผลิตอุตสาหกรรม 944,867  932,807  1,002,617  1,084,495  1,213,466  1,298,905  1,403,395 1,477,905 1,472,515 1,690,313
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 63,948  68,293  69,713  77,839  74,671  78,997  75,786 71,223 80,034 89,483
การก่อสร้าง 67,541  65,199  66,563  76,570  95,449  102,251  110,675 118,429 100,444 108,228
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 455,553  452,626  458,756  506,264  536,889  559,285  607,722 653,039 632,412 667,780
โรงแรมและภัตตาคาร 209,313  217,902  207,555  227,342  236,975  260,744  283,643 306,259 310,999 337,414
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 290,712  305,504  309,465  328,733  349,038  373,241  412,869 414,036 426,055 457,799
ตัวกลางทางการเงิน 94,241  107,779  136,326  155,499  176,033  177,276  189,559 225,275 236,342 264,643
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าและบริการทางธุรกิจ 70,992  75,591  79,539  85,171  90,571  95,635  97,785 99,735  96,496 105,864
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 90,774 97,216 107,103 120,835 131,264 140,614  149,988 163,958 174,374 166,804
การศึกษา 45,613  43,075  42,796  53,133  54,363  59,836  63,285 66,488 74,316 75,619
บริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 33,009  34,580  37,261  39,994  44,541  48,492  51,633 51,032  47,849 49,937
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 50,712  58,073  67,072  81,480  87,867  87,467  78,827 83,540  85,837 97,762
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 4,751  4,834  5,056  5,300  5,491  5,601  5,888 6,165 6,437 6,433
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาค 2,453,931  2,498,077  2,631,208  2,880,908  3,131,090  3,328,745  3,572,160 3,784,010 3,794,015 4,176,765
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 233,811  234,918  243,764  262,438  279,804  294,716  313,979 330,697 329,885 361,243
ประชากร (1,000 คน) 10,495  10,634  10,794  10,977  11,190  11,295  11,377 11,443 11,501 11,562

 

ภาวะสินค้าเกษตรที่สำคัญ

พืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของจังหวัดในปี 2553 ได้แก่ ข้าว โดยข้าวนาปีมีพื้นที่ปลูก 90,475 ไร่ ผลผลิตรวม 87,920 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 867 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวนาปรังมีพื้นที่ปลูก 147,697 ไร่ ผลผลิตรวม 132,240 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 895 กิโลกรัม/ไร่ ที่มา: สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี: มกราคม 2555

ผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น (OTOP)

จังหวัดนนทบุรีมีกลุ่มผู้ผลิต/ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชน และท้องถิ่นที่ลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ OTOP ประจําปี 2553 จํานวน 306 ราย (ลงทะเบียนทุก 2 ปี) ผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดประกอบด้วย เซรามิค เรซิ่นเคลือบทองเหลือง 24 K เครื่องประดับแฟชั่น เครื่องประดับรัตนชาติ เครื่องหนัง ถังไม้โบราณ กล้วยไม้ สมุนไพร/สปา/เครื่องหอม เสื้อผ้าไหม/ผ้าฝ้าย/ผ้าบาติกเพ้นท์ ฯลฯ

ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ในปีงบประมาณ 2552 มียอดจำหน่ายรวมทั้งจังหวัด 489,102,230 บาทปีงบประมาณ 2553 มียอดจำหน่ายรวมทั้งจังหวัดเป็นเงิน 555,288,472 บาท และปีงบประมาณ 2554 มียอดจำหน่ายรวมทั้งจังหวัด เป็นเงิน 614,829,417 บาท ที่มา: สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี

แรงงาน

จังหวัดนนทบุรีมีประชาชนซึ่งมีอายุ 15 ปีขึ้นไป (ตามทะเบียนราษฎร์) ที่เป็นกําลังแรงงานรวม 519,654 คน โดยเป็นผู้มีงานทำ 518,751 คน เป็นผู้ว่างงาน 903 คน คิดเป็นอัตราว่างงานร้อยละ 0.17 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 เป็นต้นมาวันละ 215 บาท (ที่มา: สำนักงานแรงงานจังหวัดนนทบุรี)

สถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 (รวมทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรม และภาคบริการ ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้วย จํานวน 9,915 แห่ง จำนวนลูกจ้าง 197,967 คน จำแนกเป็น

(1) สถานประกอบกิจการที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ 1 - 49 คน 9,404 แห่ง

(2) สถานประกอบกิจการที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ 50 - 999 คน 495 แห่ง

(3) สถานประกอบกิจการที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ 1,000 คนขึ้นไป 16 แห่ง

ที่มา: สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนนทบุรี

งานสงกรานต์ของชาวมอญ
จัดขึ้นที่เกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด โดยจัดหลังจากวันที่ 13 เมษายน ไป 1 สัปดาห์ จะมีขบวนแห่และการละเล่นต่าง ๆ ของชาวมอญ

งานเทศกาลผลไม้และของดีเมืองนนท์
กำหนดจัดงานช่วงกลางเดือนเมษายน-ต้นมิถุนายน ที่บริเวณริมเขื่อนหน้า ศาลากลางเก่า มีการประกวดธิดาชาวสวน ประกวดผลไม้ เช่น ทุเรียน พร้อมทั้งจำหน่ายผลไม้ที่ขึ้นชื่อของนนทบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ไม้ ดอกไม้ประดับนานาชนิด และนิทรรศการเกี่ยวกับพืชผลทางเกษตร

ประเพณีตักบาตรพระร้อยแปด
เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวบ้านตำบลบางกร่าง บางกรวย และหมู่บ้านอื่น ๆ ริมคลองบางกอกน้อย วัดหลายแห่งได้จัดงาน นี้ขึ้นพร้อมกัน เช่น วัดไทยเจริญ วัดบางไกรนอก วัดอุทยาน และวัดบาง ไกรใน โดยกำหนดจัดงานในวันแรม 8 ค่ำเดือน 12 คำว่า "ร้อยแปด" หมายถึงคณาจารย์ร้อยแปดองค์ที่ได้ร่วมปลุกเสกหลวงพ่อพุทธอาคม ซึ่ง เจ้าอาวาสวัดไทยเจริญร่วมกับชาวบ้านทำการหล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2466 ลักษณะการจัดงานคือ ในเวลาเช้าชาวบ้านและพระจากวัดตำบลต่างๆ ในเขตนนทบุรีจะพายเรือมาร่วมกันตักบาตรพระร้อยแปดที่ริมคลอง บางกอกน้อย เริ่มตั้งแต่วัดไทยเจริญเป็นแถวยาวเหยียดไปตามสองฝั่งคลอง

ประเพณีรำมอญ
เป็นนาฎศิลป์เก่าแก่อย่างหนึ่งของมอญ และยังคงเหลืออยู่สืบต่อกันมาจน กระทั่งทุกวันนี้ ลูกหลานมอญรุ่นหลัง ๆ นี้ยังคงได้รับการถ่ายทอดศิลปะนี้ ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวมอญที่ปากเกร็ด ชาวมอญที่พระประแดง และ ที่ปทุมธานี ยังมีผู้ที่รำมอญได้จำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งวงปี่พาทย์มอญที่ บรรเลงประกอบการรำก็ยังคงมีอยู่หลายวง

ประเพณีการจุดลูกหนู
จะใช้ในงานศพพระ เป็นการจุดรวมไปกับการจุดดอกไม้เพลิง เป็นประเพณีท้องถิ่นของประชาชนในอำเภอปากเกร็ด ใช้เฉพาะวัดที่มีพระรามัญเท่านั้น คือที่วัดสนามเหนือ ใกล้ท่าเรืออำเภอปากเกร็ด โดยไม่มีการจำกัดชั้น วรรณะของพระแต่ประการใดประเพณีนี้ยังคงรักษาสืบมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงรักษาอุปกรณ์การจุดลูกหนูไว้ครบทุกอย่าง

เพลงเจ้าขาว
เป็นเพลงพื้นบ้านเก่าแก่ของบ้านเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นเพลงที่ใช้สำหรับบอกบุญชักชวนให้คนมาทำบุญร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลทอดกฐินซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับน้ำในแม่น้ำลำคลองเอ่อล้นตลิ่ง ชาวบ้านจะออกบอกบุญทางเรือด้วยการพายเรือไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ พร้อมกับร้องเพลงบอกบุญเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญด้วยกัน

สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว

map nonthaburi

เกาะเกร็ด
เป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นชุมชนที่เจริญมาตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา วัดต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นบนเกาะเป็นโบราณสถานที่สวยงาม สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายทั้งสิ้น มีฐานะเป็น ตำบลแบ่งเขตการปกครองเป็นหมู่บ้านรวม ทั้งสิ้น 7 หมู่บ้านเกาะเกร็ดเกิดขึ้นจากการขุดคลอง ลัดลำน้ำเจ้าพระยาตรงส่วนที่เป็นแหลมยื่นไปตามความโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2265 เรียกคลองนี้ว่า"คลองลัดเกร็ดน้อย" ต่อมากระแสน้ำได้ เปลี่ยนทิศทาง ทำให้คลองขยายกว้างขึ้นเพราะถูกความแรงของกระแสน้ำเซาะตลิ่งพัง จึงกลายเป็นแม่น้ำและเกาะเกร็ดมี สภาพเป็นเกาะเช่นปัจจุบัน

ศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้านชาวมอญ
ตั้งอยู่ที่ด้านซ้ายของวัดปรมัยยิกาวาส เป็นสถานที่แสดง ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาแบบรามัญ รูปทรงต่าง ๆ ฝีมือประณีตสวยงามเช่น หม้อน้ำ นอกจากนี้ยังมีการแสดงวิธีการปั้นและจำหน่ายสินค้าเครื่องปั้นดินเผา

หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา
ตั้งอยู่บริเวณสองข้างทางเดินรอบเกาะเกร็ด เป็นหมู่บ้านที่ทำเครื่องปั้นดิน เผาภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวัน แบบมอญและจำหน่ายสินค้าที่ระลึก เช่น กระถาง ครก โอ่งน้ำ ฯลฯ แหล่งใหญ่และ เก่าแก่ของจังหวัดนนทบุรี สามารถจะชมขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำเครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงวิธีการนำเข้าเตาเผา

ตลาดน้ำบางคูเวียง
ตั้งอยู่ปากคลองบางคูเวียง ชาวบ้านจะนำผลไม้ตามฤดูกาลบรรทุกเรือ มาค้าขายกันที่นี่ นอกจากนี้ยังมีอาหารและสินค้าอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และทุกเช้าพระภิกษุจากวัดบริเวณใกล้เคียง จะออกบิณฑบาตโดยใช้เรือลำเล็ก ๆ เป็นพาหนะ เป็นภาพชีวิตแบบไทยที่นับวันจะหาดูได้ยาก

พิพิธภัณฑ์มนุษยชาติวิทยา
เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติแห่งแรกของไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2504 ตั้งอยู่ด้านหลังศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า)ภายในตัวอาคารแบ่งออกเป็น 2 ชั้น โดยชั้นบนจัดเป็นที่แสดงปูชนียวัตถุ อาทิ พระพุทธรูปในสมัยต่าง ๆ และเครื่องลายครามเก่าแก่มากมาย ส่วนชั้นล่างเป็นสถานที่จัดแสดงความเป็นมาเกี่ยวกับ โลกชีวิตพืช สัตว์ มนุษย์ ศิลปะและเครื่องอุปโภคจากอดีตถึงปัจจุบัน

สวนทิพย์
เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ลักษณะเป็นสวนพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ในวรรณคดี มีศาลาทรงไทยสำหรับนั่งพักผ่อน ภายในบริเวณสวนและริมท่าน้ำบรรยากาศร่มรื่นสวยงามแบบไทยๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออกที่ตำบลบางพูด ถนนสุขา ประชาสรรค์ 2 (ถนนวัดกู้) อำเภอปากเกร็ด

สวนตาลน้อย
เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันตกตรงข้ามกับวัดกู้ มีพันธุ์ไม้ นานาชนิดปลูกไว้อย่างมีระเบียบสวยงามสถานที่เงียบสงบเหมาะสำหรับการพักผ่อน

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
เป็นสวนสาธารณะที่มีบึงน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณหนองปรือ รายรอบด้วยหมู่แมกไม้ที่ร่มรื่นและเงียบสงบ มีสวนหย่อม นาฬิกาแดด น้ำพุ กลางน้ำเหมาะสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

 คำขวัญประจำจังหวัด 

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

ประวัติศาสตร์         

 

 

เว็ปไซต์วิกิพีเดีย

 

http://th.wikipedia.org/wiki/นนทบุรี

สำนักงานจังหวัดนนทบุรี www.nonthaburi.go.th

ข้อมูลทั่วไป   

  ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

อาณาเขต

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิอากาศ

จำนวนประชากร

 

 

 

เว็บไซต์วิกิพีเดีย

 

 

 

  http://th.wikipedia.org

การปกครอง  

การแบ่งเขตการปกครอง 

หัวหน้าส่วนราชการ 

หน่วยงานบริหารราช การ

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ประชากร

ศาสนา

เว็ปไซต์วิกิพีเดีย 

สำนักงานจังหวัดนนทบุรี

http://th.wikipedia.org/wiki/นนทบุรี

www.nonthaburi.go.th

การเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎร

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 เว็ปไซต์วิกิพีเดีย

http://thaielectionnews.blogspot.com/2011/07/2004.html 

http://th.wikipedia.org/

ประเพณี

สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเทียว

เว็ปไซต์บ้านจอมยุทธ์

http://www.baanjomyut.com/76province/center/nonthaburi/travel.html

รายการอ้างอิงรูปภาพ

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Seal_Nonthaburi.png                                 

รูปที่ 2 ต้นนนทรีบ้าน

biogang.net

รูปที่ 3 ดอกนนทรี

kpflower.thde.com

รูปที่ 4 แผนที่จังหวัดนนทบุรี

http://th.wikipedia.org

รูปที่ 5 ข้อมูลอำเภอในจังหวัดนนทบุรี

http://th.wikipedia.org

รูปที่ 6 ผู้ว่าราชการจังหวัด

www.nonthaburi.go.th

รูปที่ 7 รองผู้ว่าราชการจังหวัด

www.nonthaburi.go.th

รูปที่ 8 แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดนนทบุรี

www.nonthaburi.go.th


  

 

JoomSpirit