นครนายก

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดนครนายก

1-24

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนครนายก

ตราสัญลักษณ์จังหวัด "นครนายก" เป็นรูปช้างชูงวงเกี่ยวรวงข้าง ท่ามกลางฉากหลังรูปกองฟาง ที่สื่อถึงว่า ครั้งหนึ่งนครนายกเคยเป็นเมืองที่มีช้างมาก โดยปัจจุบันมีสถานที่และชื่อวัดที่เกี่ยวข้องอยู่หลายแห่ง อาทิ ตำบลท่าช้าง วัดท่าช้าง ในขณะที่ อำเภอเมืองนครนายกก็เคยเป็นท่าข้ามของโขลงช้างมาก่อน ส่วนรวงข้างและกองฟางนั้นหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ธัญญาหาร

รูปวงกลม คือ ความกลมเกลียวและความสามัคคีของคนจังหวัดนครนายก

ช้างชูรวงข้าว คือ จังหวัดนครนายกนั้นเป็นจังหวัดที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มีช้างมาก โดยช้างของจังหวัดนครนายก เป็นช้างที่มีความสำคัญในการคัดเลือกช้างเพื่อไปทำศึกสงครามในสมัยกรุงศรีอยุธยา

รวงข้าว คือ อาชีพหลักของชาวนครนายกที่ส่วนใหญ่มีอาชีพการทำนาและได้ข้าวอุดมสมบูรณ์ดีสามารถส่งไปยังเมืองหลวงได้

ใน พ.ศ.2545ตราของจังหวัด ที่ประกาศอยู่ในราชกิจจานุเบกษา ได้เพิ่มแถบชื่อจังหวัดและลายขอบตรา

คำขวัญประจำจังหวัด

นครนายก เมืองในฝันที่ใกล้กรุง
ภูเขางาม น้ำตกสวย
รวยธรรมชาติ ปราศจากมลพิษ

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

2-22 3-22
รูปที่ 2 ต้นสุพรรณิการ์ รูปที่ 3 ดอกสุพรรณิการ์

 

ที่มาของชื่อ

ที่มาของชื่อนครนายกนั้นไม่ชัดเจนทางประวัติศาสตร์ แนวคิดหลักของที่มาของชื่อมีดังนี้

  • จังหวัดนครนายกเดิมชื่อบ้านนาแต่ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดนครนายก ในสมัยกรุงศรีอยุธยาดินแดนของนครนายกเป็นป่ารกชัฏ เป็นที่ดอนทำนา หรือทำการเพาะปลูกอะไรไม่ค่อยได้ผล มีไข้ป่าชุกชุมผู้คนจึงพากันอพยพไปอยู่ที่อื่นจนกลายเป็นเมืองร้าง ต่อมาพระมหากษัตริย์ทรงทราบความเดือดร้อนของชาวเมืองจึงโปรดให้ยกเลิกภาษีค่านา เพื่อจูงใจให้ชาวเมืองอยู่ที่เดิมทำให้มีคนอพยพมาอยู่เพิ่มมากขึ้นจนเป็นชุมชนใหญ่ และเรียกเมืองนี้จนติดปากว่า เมืองนา-ยก ภายหลังจึงกลายเป็นนครนายกจนทุกวันนี้
  • สมัยก่อนรัชการที่ 5 การปกครองส่วนภูมิภาคถูกแบ่งเป็นสมุหนายกและสมุหกลาโหม โดยสมุหกลาโหมปกครองทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารในหัวเมืองด้านใต้ และสมุหนายกปกครองทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารในหัวเมืองด้านเหนือ พื้นที่เดิมของจังหวัดนครานายกนั้นเป็พื้นที่ที่เคยอยู่สังกัดกับสมุหกลาโหมแต่ถายหลังถูกโอนให้อยู่ภายใต้การดูแลของสมุหนายก พื้นที่ตรงนี้จึงได้ชื่อว่านครนายกนับแต่นั้นเป็นต้นมา

จังหวัดนครนายก จะสร้างขึ้นในสมัยใดนั้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่จากการที่กรมศิลปากรได้มาทำการขุดค้นตัวเมืองเก่าที่ตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก เมื่อปี พ.ศ. 2517 และจากการรื้อค้นหลักฐานที่มีพอจะสรุปประวัติความเป็นมาได้ว่า จังหวัดนครนายกเป็นเมืองเก่าแก่กว่า 900 ปีมาแล้ว มีปรากฏขึ้นในสมัยทวารวดี

แต่จะมีชื่อเมืองอย่างไรนั้นไม่ปรากฏ จากสภาพเมืองเก่าที่ตำบลดงละคร (เมืองลับแล) เป็นตัวเมืองที่ตั้งอยู่บนที่สูง

มีลักษณะเป็นเกาะกลางทุ่ง สภาพตัวเมืองเป็นรูปทรงกลม ซึ่งเป็นลักษณะตัวเมืองสมัยทวารวดี ต่อมาเมื่ออาณาจักรขอมมีอำนาจได้แผ่อาณาจักรออกไปตลอดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีนครธมเป็นราชธานีขอมได้ตั้งเมืองละโว้ (ลพบุรี) เป็นเมืองลูกหลวง มีหน้าที่ปกครองอาณาจักรขอมในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองนครนายกจึงตกอยู่ใต้อิทธิพลของขอมชั่วระยะเวลาหนึ่ง ประมาณปี พ.ศ. 1600 อาณาจักรขอมเสื่อมอำนาจลงแต่นครนายกก็ยังคงรวมอยู่ในดินแดนของอาณาจักรขอมแถบชายแดน จนเมื่อไทยเริ่มมีอำนาจ และตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

มีหลักฐานว่า นครนายกเป็นเมืองหน้าด่าน หรือ เมืองปราการ ตั้งแต่ สมัยพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เป็นต้นมา หน้าที่ของเมืองหน้าด่าน คือ เป็นเมืองที่รายล้อมราชธานี เป็นที่สะสมเสบียงอาหารและกำลังผู้คนไว้สำหรับป้องกันเมืองหลวง เมืองเหล่านี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงโดยเฉลี่ยประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไปมาจากเมืองหน้าด่านถึงราชธานีประมาณ 2 วัน

ในสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ทำการปรับปรุงการปกครอง คือ ยกเลิกเมืองหน้าด่านขยายอำนาจราชธานีออกไปจัดตั้งหัวเมืองชั้นใน ได้แก่ ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี และนครนายก กำหนดให้หัวเมืองชั้นในเหล่านี้เป็นเมืองชั้นจัตวา ผู้ว่าราชการเมืองเรียกว่า "ผู้รั้ง" พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งออกไปปกครอง เพราะฉะนั้นหัวเมืองชั้นในจึงอยู่ในการดูแลของราชธานีอย่างใกล้ชิด นครนายกจึงมีฐานะเป็นหัวเมืองจัตวา ตั้งแต่นั้นมาจนตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา

ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียให้แก่พม่า ในวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน พ.ศ. 2310 เป็นครั้งที่ 2 นั้น ในขณะที่พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ พระยาตาก ได้ช่วยทำการรบศึกอยู่ในเมือง ครั้งหนึ่งพระยาตากเห็นพม่ารุกหนักเข้ามา ก็สั่งให้ยิงปืนใหญ่สกัดกั้นไว้โดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาตก่อนตามกฎที่วางไว้ จึงถูก พระเจ้าเอกทัศน์ สั่งภาคทัณฑ์คาดโทษ พระยาตากตัดสินใจนำทหารประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกไปเมื่อปี พ.ศ. 2309 และยกทัพออกมาทางตะวันออกมาทางด้านวัดพิชัย มีพลประมาณ 1,000 กว่าคน พร้อมทั้งข้าราชการกรุงเก่า บางพวกที่ร่วมหนีออกมาด้วยกับพระยาตาก

จากพงศาวดารกรุงธนบุรีได้กล่าวว่า พระยาตากยกทัพมาทางสระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี กองทัพพระยาตากยกไปต้องปะทะกับพม่าที่มีกำลังเหนือกว่าหลายเท่า แต่ก็ได้ประสบชัยชนะตลอดมา ระหว่างทางได้ทำการเกลี้ยกล่อม คนไทยให้เข้าด้วยตลอดทางจนถึงชลบุรี พระยาตากใช้นโยบายเกลี้ยกล่อมให้ยอมอ่อนน้อมเสียก่อน ถ้าไม่ยอมถึง 3 ครั้ง จึงจะจัดการอย่างเด็ดขาด

พระยาตากมุ่งไปทางระยองและจันทบุรี พระยาจันทบุรี ได้รับปากว่าจะเข้าด้วย แต่ขอให้พระยาตากรอไปก่อน ผลสุดท้ายพระยาตากต้องตัดสินใจโจมตีเมืองจันทบุรี เพราะ เมืองจันทบุรีเป็นเมืองสำคัญทั้งในด้านทหารและด้านเศรษฐกิจ ในการที่จะสนับสนุนให้การขับไล่พม่าไปจากประเทศเป็นผลสำเร็จ

สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 นครนายกเป็นหัวเมือง ชั้นจัตวา โดยเป็นหน่วยปกครองที่อยู่ไม่ไกลเมืองหลวงนัก สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการปฏิรูปการปกครองใหม่เรียกว่า การปกครองมณฑลเทศาภิบาลเมืองนครนายกจัดอยู่ในมณฑลปราจีนบุรี ซึ่งจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2437 ประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ คือ

1. ปราจีนบุรี
2. ฉะเชิงเทรา
3. นครนายก
4. พนมสารคาม
5. พนัสนิคม
6. ชลบุรี
7. บางละมุง

พ.ศ. 2445 รัชกาลที่ 5 ทรงยกเลิกธรรมเนียมการมีเจ้าเข้าครอง และให้มีตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองขึ้นแทน เมืองนครนายก จึงได้มีผู้ว่าราชการเมืองคนแรก คือ พระพิบูลย์สงคราม (จอน) ศาลากลางจังหวัดแห่งแรกตั้งขึ้น ณ บริเวณริมฝั่งขวา แม่น้ำนครนายก (บริเวณหลังธนาคารกรุงศรีอยุธยาและธนาคารกรุงเทพในปัจจุบัน) จนถึง พ.ศ. 2486 ทางราชการได้ยุบจังหวัดนครนายกให้ไปรวมกับจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระบุรี หลังจากนั้นประมาณ 4 ปี คือใน พ.ศ. 2489 จึงได้ตั้งจังหวัดนครนายกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2519 มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ตั้งศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ซึ่งตั้งอยู่ในย่านชุมนุมชนคับแคบขยายออกไปอีกไม่ได้ จึงได้ย้ายไปสร้างศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ บริเวณริมถนนสุวรรณศรห่างจากเขตเทศบาลประมาณ 2 กิโลเมตร และได้เปิดทำการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2520 จนถึงปัจจุบัน

การจัดรูปการปกครองเมืองตามระบบมณฑลเทศาภิบาล
หลังจากจัดหน่วยราชการบริหารส่วนกลาง โดยมีกระทรวงมหาดไทยในฐานะเป็นส่วนราชการที่เป็นศูนย์กลางอำนวยการปกครองประเทศและควบคุมหัวเมืองทั่วประเทศแล้ว การจัดระเบียบการปกครองต่อมาก็มีการจัดตั้งหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ซึ่งมีสภาพและฐานะเป็นตัวแทนหรือหน่วยงานประจำท้องที่ของกระทรวงมหาดไทยขึ้น อันได้แก่ การจัดรูปการปกครองแบบเทศาภิบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบการปกครองอันสำคัญยิ่งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำมาใช้ปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคในสมัยนั้น การปกครองแบบเทศาภิบาล เป็นระบบการปกครองส่วนภูมิภาคชนิดหนึ่งที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการจากส่วนกลางออกไปบริหารราชการในท้องที่ต่าง ๆ การปกครองแบบเทศาภิบาล เป็นระบบการปกครองที่รวมอำนาจเข้ามาไว้ในส่วนกลางอย่างมีระเบียบเรียบร้อย และเปลี่ยนระบบการปกครองจากประเพณีปกครองดั้งเดิมของไทย คือ ระบบกินเมือง ให้หมดไป

การปกครองหัวเมืองก่อนวันที่ 1 เมษายน 2435 นั้น อำนาจปกครองบังคับบัญชา มีความหมายแตกต่างกันออกไปตามความใกล้ไกลของท้องถิ่น หัวเมืองหรือประเทศราชยิ่งไกลไปจากกรุงเทพฯ เท่าใดก็ยิ่งอิสระในการปกครองตนเองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากทางคมนาคมไปมาหาสู่ลำบาก หัวเมืองที่รัฐบาลปกครองบังคับบัญชาได้โดยตรงก็มีแต่หัวเมืองจัตวาใกล้ๆ ส่วนหัวเมืองอื่น ๆ ที่เจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองแบบกินเมืองและมีอำนาจอย่างกว้างขวางในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดี พระองค์ได้จัดให้อำนาจการปกครองเข้ามาร่วมอยู่ยังจุดเดียวกัน โดยการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นมีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา หัวเมืองทั้งปวงซึ่งหมายความว่า รัฐบาลมิให้การบังคับบัญชาหัวเมืองไปอยู่ที่เจ้าเมือง ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลเริ่มจัดตั้งแต่ พ.ศ. 2437 จนถึง พ.ศ. 2458 จึงสำเร็จและเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องนี้เสียก่อนในเบื้องต้น จึงจะขอนำคำจำกัดความของ "การเทศาภิบาล" ซึ่งพระยาราชเสนา (สิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) อดีตปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยตีพิมพ์ไว้ มีความว่า

"การเทศาภิบาล คือ การปกครองโดยลักษณะที่จัดให้มีหน่วยบริหารราชการอันประกอบด้วยตำแหน่งข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลของพระองค์ รับแบ่งภาระของรัฐบาลกลาง ซึ่งประจำอยู่แต่เฉพาะในราชธานีนั้น ออกไปดำเนินงานในส่วนภูมิภาคเป็นสื่อกลางระหว่างรัฐบาล ซึ่งอยู่ในราชธานีให้ได้ใกล้ชิดกับอาณาประชากร เพื่อให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขและเกิดความเจริญทั่วถึงกัน โดยมีระเบียบแบบแผนอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย จึงแบ่งเขตการปกครองโดยขนาดลดหลั่นกันเป็นชั้นอันดับดังนี้ คือ ส่วนใหญ่เป็นมณฑล รองถัดลงไปเป็นเมือง คือ จังหวัด รองไปอีกเป็น อำเภอ และ หมู่บ้าน จัดแบ่งหน้าที่ราชการเป็นส่วนสัดแผนกงานให้สอดคล้องกับทำนองงานของกระทรวงทบวงกรมในราชธานี และจัดสรรข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถความประพฤติให้ไปประจำทำงานตามตำแหน่งหน้าที่มิให้มีการก้าวก่ายสับสนกันดังที่เป็นมาแต่ก่อน เพื่อนำมาซึ่งความเจริญเรียบร้อย และรวดเร็วแก่ราชการและกิจธุระของประชาชนซึ่งต้องอาศัยทางราชการเป็นที่พึ่งด้วย"

จากคำจำกัดความดังกล่าวข้างต้น ควรทำความเข้าใจบางประการเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองแบบเทศาภิบาล ดังนี้

การเทศาภิบาล นั้น หมายความรวมว่า เป็น "ระบบ" การปกครองอาณาเขต ชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า "การปกครองส่วนภูมิภาค" ส่วน "มณฑลเทศาภิบาล" นั้น คือ ส่วนหนึ่งของการปกครองชนิดนี้ และยังหมายความอีกว่า ระบบเทศาภิบาลเป็นระบบที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการส่วนกลางไปบริหารราชการในท้องที่ต่าง ๆ แทนที่ส่วนภูมิภาคจะจัดปกครองกันเองเช่นที่เคยปฏิบัติมาแต่เดิม อันเป็นระบบกินเมือง ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลจึงเป็นระบบการปกครองซึ่งรวมอำนาจเข้ามาไว้ในส่วนกลาง และริดรอนอำนาจของเจ้าเมืองตามระบบกินเมืองลงอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ มีข้อที่ควรทำความเข้าใจอีกประการหนึ่ง คือ ก่อนการจัดระเบียบการปกครองแบบเทศาภิบาลนั้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนปฏิรูปการปกครองก็มีการรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลเหมือนกัน แต่มณฑลสมัยนั้นหาใช่มณฑลเทศาภิบาลไม่ ดังจะอธิบายโดยย่อดังนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริจะจัดการปกครองพระราชอาณาเขต ให้มั่นคงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทรงเห็นว่าหัวเมืองอันมีมาแต่เดิมแยกกันขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยบ้างกระทรวงกลาโหมบ้างและกรมท่าบ้าง การบังคับบัญชาหัวเมืองในสมัยนั้นแยกกันอยู่ถึง 3 แห่ง ยากที่จะจัดระเบียบเรียบร้อยเหมือนกันได้ทั่วราชอาณาจักรทรงพระราชดำริว่า ควรจะรวมการบังคับบัญชา หัวเมืองทั้งปวงให้ขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเดียวกัน จึงได้มีพระบรมราชโองการแบ่งหน้าที่ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมเสียใหม่ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2435 เมื่อได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยปกครองหัวเมืองทั้งปวงแล้ว จึงได้รวบรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลมีข้าหลวงใหญ่เป็นผู้ปกครอง การจัดตั้งมณฑลในครั้งนั้นมีอยู่ทั้งสิ้น 6 มณฑล คือ มณฑลลาวเฉียงหรือมณฑลพายัพ มณฑลลาวพวน หรือมณฑลอุดร มณฑลลาวกาว หรือมณฑลอีสาน มณฑลเขมร หรือมณฑลบูรพา และมณฑลนครราชสีมา ส่วนหัวเมืองทางฝั่งทะเลตะวันตก บัญชาการอยู่ที่เมืองภูเก็ต

การจัดรวบรวมหัวเมืองเข้าเป็น มณฑลดังกล่าวนี้ ยังมิได้มีฐานะเหมือนมณฑลเทศาภิบาลการจัดระบบการปกครองมณฑลเทศาภิบาลได้เริ่มอย่างแท้จริงเมื่อ พ.ศ. 2437 เป็นต้นมา และก็มิได้ดำเนินการจัดตั้งพร้อมกันทีเดียวทั่วราชอาณาจักร แต่ได้จัดตั้งเป็นลำดับ ดังนี้

  • พ.ศ. 2437 เป็นปีแรกที่ได้วางแผนงานจัดระเบียบการบริหารมณฑลแบบใหม่เสร็จ กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น 3 มณฑล คือ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีนบุรี มณฑลนครราชสีมา ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากสภาพมณฑลแบบเก่ามาเป็นแบบใหม่ และในตอนปลายนี้เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้โอนหัวเมืองทั้งปวงซึ่งเคยขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศมาขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวแล้วจึงได้รวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลราชบุรีขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง
  • พ.ศ. 2438 ได้รวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก 3 มณฑล คือ มณฑลนครชัยศรี มณฑลนครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่า และได้แก้ไขระเบียบการจัดมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตก คือ ตั้งเป็นมณฑลภูเก็ต ให้เข้ารูปลักษณะของมณฑลเทศาภิบาลอีกมณฑลหนึ่ง
  • พ.ศ. 2439 ได้รวมหัวเมืองมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก 2 มณฑล คือ มณฑลนครศรีธรรมราชและมณฑลชุมพร
  • พ.ศ. 2440 ได้รวมหัวเมืองมลายูตะวันออกเป็นมณฑลไทรบุรี
  • พ.ศ. 2442 ได้ตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง
  • พ.ศ. 2443 ได้เปลี่ยนแปลงสภาพของมณฑลเก่า ๆ ที่เหลืออยู่อีก 3 มณฑล คือ มณฑลพายัพ มณฑลอุดร และมณฑลอีสาน ให้เป็นมณฑลเทศาภิบาล
  • พ.ศ. 2447 ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ เพราะเห็นว่ามีแต่จะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
  • พ.ศ. 2449 จัดตั้งมณฑลปัตตานี และมณฑลจันทบุรี มีเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด
  • พ.ศ. 2450 ตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
  • พ.ศ. 2451 จำนวนมณฑลลดลง เพราะไทยต้องยอมยกมณฑลไทรบุรีให้แก่อังกฤษ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแก้ไขสัญญาค้าขาย และเพื่อจะกู้ยืมเงินอังกฤษมาสร้างทางรถไฟสายใต้
  • พ.ศ. 2455 ได้แยกมณฑลอีสานออกเป็น 2 มณฑล มีชื่อใหม่ว่า มณฑลอุบลและมณฑลร้อยเอ็ด
  • พ.ศ. 2458 จัดตั้งมณฑลมหาราษฎร์ขึ้น โดยแยกออกจากมณฑลพายัพ

การจัดรูปการปกครองในสมัยปัจจุบัน

การปรับปรุงระเบียบการปกครองหัวเมืองเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ปรากฏตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอ จังหวัดมีฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดินมีข้าหลวงประจำจังหวัดและกรมการจังหวัดเป็นผู้บริหาร เมื่อก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนอกจากจะแบ่งเขตการปกครองออกเป็นจังหวัดและอำเภอแล้ว ยังแบ่งเขตการปกครองออกเป็นมณฑลอีกด้วย เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 จึงได้ยกเลิกมณฑลเสียเหตุที่ยกเลิกมณฑลน่าจะเนื่องจาก

1) การคมนาคมสื่อสารสะดวกและรวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน สามารถที่จะสั่งการและตรวจตราสอดส่องได้ทั่วถึง
2) เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของประเทศให้น้อยลง
3) เห็นว่าหน่วยมณฑลซ้อนกับหน่วยจังหวัด จังหวัดรายงานกิจการต่อมณฑล มณฑลรายงานต่อกระทรวง เป็นการชักช้าโดยไม่จำเป็น
4) รัฐบาลในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ มีนโยบายที่จะให้อำนาจแก่ส่วนภูมิภาคยิ่งขึ้น และการที่ยุบมณฑลก็เพื่อให้จังหวัดมีอำนาจนั่นเอง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกฉบับหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัดมีหลักการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนี้

จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่จังหวัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 หามีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่
อำนาจบริหารในจังหวัด ซึ่งแต่เดิมตกอยู่ในคณะบุคคล ได้แก่ คณะกรมการจังหวัดนั้นได้เปลี่ยนแปลงมาอยู่กับบุคคลคนเดียว คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
ในฐานะของคณะกรมการจังหวัด ซึ่งแต่เดิมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด ได้กลายเป็นคณะเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด
ต่อมา ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามนัยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 218 ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 โดยจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็น จังหวัด อำเภอ

จังหวัดนั้นได้รวมท้องที่หลาย ๆอำเภอขึ้นเป็นจังหวัด มีฐานะเป็นนิติบุคคล การตั้ง ยุบและเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติและให้มีคณะกรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น

ที่มา - ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ

บันทึกจากอดีต

จังหวัดนครนายก ระหว่างปี พ.ศ. 2382 - 2386 ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวต่างประเทศคือ บาทหลวงปาเลอกัวซ์ และ ดาเวนพอร์ท เดินทางมาถึงเมืองนครนายก และได้บันทึกว่า เมืองนครนายกมีพลเมืองประมาณ 5,000 คน ส่วนมากเป็นชาวลาว และมีชาวสยามอยู่ด้วย ราษฎรประกอบอาชีพในการปลูกข้าวและหาของป่าส่งไปขายที่กรุงเทพ

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

4-21 6-21-1
รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดนครนายก รูปที่ 5 อาณาเขตติดต่อของจังหวัดนครนายก

 

จังหวัดนครนายก มีที่ตั้ง และ ขนาดพื้นที่ ดังนี้

จังหวัดนครนายก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศไทย ระหว่างเส้นรุ้งที่ 14 องศาเหนือ และ เส้นแวงที่ 101 องศาตะวันออก มีระยะทางจากจากกรุงเทพมหานครตามถนนทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 305 เลียบคลอง รังสิตผ่านอำเภอองครักษ์ถึง จังหวัดนครนายก ระยะทาง 105 กม. แต่ถ้ามีการก่อสร้างทางคมนาคม สายตรงจากกรุงเทพฯ จะมีระยะทางประมาณ 60 กม. มีเนื้อที่จังหวัดประมาณ 2,122 ตร.กม.หรือ ประมาณ 1,326,250 ไร่

จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดในภาคตะวันออก และมีอาณาเขตติดจังหวัดใกล้เคียงดังนี้.-

ทิศเหนือ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดนครราชสีมา
ทิศใต้ จังหวัดปราจีนบุรีฉะเชิงเทรา และจังหวัดปราจีนบุรี
ทิศตะวันออก จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี
ทิศตะวันตก จังหวัดปทุมธานี

 

สภาพภูมิประเทศ

โดยทั่วไปเป็นที่ราบ ทางตอนเหนือและตะวันออกเป็นภูเขาสูงชันในเขตอำเภอบ้านนา อำเภอเมือง-นครนายกและอำเภอปากพลี ส่วนหนึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับอีก 3 จังหวัด ได้แก่สระบุรีนครราชสีมาและปราจีนบุรี ซึ่งมีเทือกเขาติดต่อกับเทือกเขาดงพญาเย็น มียอดเขาสูงที่สุด ของจังหวัดคือ ยอดเขาเขียวมีความสูงจากระดับน้ำทะเล1,351เมตร ส่วนทางตอนกลางและตอนใต้เป็นที่ราบ อันกว้างใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของ ที่ราบสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่เรียกว่า"ที่ราบกรุงเทพ"

ลักษณะของดิน เป็นดินปนทรายและดินเหนียวเหมาะแก่การ ทำนา ทำสวนผลไม้ และการอยู่อาศัย สามารถแบ่งตามชนิดของดินได้เป็น 4 กลุ่มเรียงตามลำดับดังนี้

1. กลุ่มดินนา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด

2. กลุ่มดินไร่ ครอบคลุงพื้นที่ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด

3. กลุ่มดินมีสภาพเป็นกรด ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด

4. ภูเขา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด

ลักษณะภูมิอากาศ จังหวัดนครนายกมีสภาพอากาศไม่ร้อนจัดและไม่หนาวจัด ฝนตกชุกในฤดูมรสุม จำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ย 140 วันในรอบปี ปริมาณน้ำฝนตกตลอดปีโดยเฉลี่ย 2,014.4 มิลลิเมตร อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 28-29 องศาเซลเซียส ความชื่นสัมพัทธ์ 70 เปอร์เซนต์

ระบบชลประทาน แม่น้ำนครนายกเป็นแม่น้ำสายสำคัญมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเขียว และเขาใหญ่ ไหลผ่านตัวเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เข้าเขตอำเภอบ้านนาและอำเภอองครักษ์ ไปประจบกับแม่น้ำบางประกงที่ตำบลบางแตนอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ยาวประมาณ 130 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำที่ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่เกษตรกรในจังหวัดและยังมีแหล่งชลประทานที่สำคัญก็คือ เขื่อนขุนด่านปราการชล

ในปีงบประมาณ 2518 ภายหลังที่รัฐบาลประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ส.ป.ก. ได้ดำเนินการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดนครนายกพบว่ามีเกษตรกรเป็นผู้เช่าที่ดินสูงถึงร้อยละ 67.70 เจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่มีอยู่หลายรายไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยตนเองผู้เช่าต้องเสียค่าเช่าในอัตราที่ค่อนข้างสูง ฉะนั้นเพื่อแก้ปัญญหาความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินและปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิการถือครองที่ดินให้เสมอภาคขึ้น ตลอดจนพยายามที่จะส่งเสริมให้มีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านนา อำเภอองครักษ์ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2518 หลังจากนั้นอีก 2 ปี ก็มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพิ่มเติมอีก ในท้องที่อำเภอปากพลี และอำเภอเมืองนครนายก ในวันที่ 25 มีนาคม 2520 ปัจจุบันเขตปฏิรูปที่ดินจึงครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนครนายกทั้ง 4 อำเภอ แต่กำหนดเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินไว้เฉพาะตำบลต่อไปนี้

อำเภอบ้านนา

  • ต.ทองหลาง (หมู่ 4 , 5 , 6) , ต. อาษา , ต.พิกุลออก , ต.บ้านพริก , ต.บางอ้อ อำเภอองครักษ์
  • ต.บึงศาล , ต.บางปลากด , ต.โพธิ์แทน , ต.ทรายมูล , ต.ศรีษะกระบือ , ต.บางสมบูรณ์ , ต.บึงศาล , ต. องครักษ์ (หมู่ 1-5 , 9 , 10 , 12 , 13 , 14) อำเภอปากพลี
  • ต.ปากพลี , ต.เกาะโพธิ์ , ต.ท่าเรือ , ต. เกาะหวาย . ต.หนองแสง

อำเภอเมือง

  • ต.ศรีจุฬา , ต.ท่าทราย , ต.ดอนยอ , ดงละคร , ท่าช้าง

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองแบ่งออกเป็น 4 อำเภอ 41 ตำบล 403 หมู่บ้าน

5-21
  1. อำเภอเมืองนครนายก
  2. อำเภอปากพลี
  3. อำเภอบ้านนา
  4. อำเภอองครักษ์ 

รูปที่ 6 อำเภอในจังหวัดนครนายก

 


หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายสุรชัย ศรีสารคาม (รักษาราชการแทน)
รองผู้ว่าราชการจังหวัด

ดร.สุรชัย ศรีสารคาม

นายเฉลิมชัย ปัณฑะโชติ

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายสุขวัฒน์ สุขสวัสดิ์
พฤษภาคม 2554 - ปัจจุบัน

 

ข้อมูลพื้นฐานทางด้านการปกครอง

จังหวัดนครนายกแบ่งการปกครองออกเป็น ๔ อำเภอ ๔๑ ตำบล ๔๐๘ หมู่บ้าน ๑ เทศบาลเมือง ๔ เทศบาลตำบล ดังนี้

๑. อำเภอเมืองนครนายก มี ๑ เทศบาลเมือง ๑ เทศบาลตำบล ๑๓ ตำบล ๑๒๕ หมู่บ้าน

๑.๑ เทศบาลเมืองนครนายก (ตำบลนครนายก)
๑.๒ เทศบาลตำบลท่าช้าง
๑.๓ ตำบลวังกระโจม มี   ๗  หมู่บ้าน
๑.๔ ตำบลบ้านใหญ่ มี   ๗   หมู่บ้าน
๑.๕ ตำบลศรีนาวา มี   ๘  หมู่บ้าน
๑.๕ ตำบลหินตั้ง มี   ๙   หมู่บ้าน
๑.๖ ตำบลสาริกา มี   ๑๒ หมู่บ้าน
๑.๗ ตำบลเขาพระ มี   ๑๓ หมู่บ้าน
๑.๘ ตำบลพรหมณี   มี   ๑๗ หมู่บ้าน
๑.๙ ตำบลท่าช้าง  มี   ๑๓ หมู่บ้าน
๑.๑๐ ตำบลท่าทราย  มี   ๗  หมู่บ้าน
๑.๑๑ ตำบลดอนยอ มี   ๗  หมู่บ้าน
๑.๑๒ ตำบลศรีจุฬา  มี   ๑๒ หมู่บ้าน
๑.๑๓ ตำบลดงละคร   มี   ๑๓ หมู่บ้าน

 

๒. อำเภอปากพลี มี ๑ เทศบาลตำบล ๗ ตำบล ๕๑ หมู่บ้าน

๒.๑ เทศบาลตำบลเกาะหวาย
๒.๒ ตำบลเกาะหวาย  มี   ๖  หมู่บ้าน
๒.๓ ตำบลเกาะโพธิ์  มี  ๗   หมู่บ้าน
๒.๔ ตำบลปากพลี มี  ๗   หมู่บ้าน
๒.๕ ตำบลโคกกรวด  มี  ๗   หมู่บ้าน
๒.๖ ตำบลหนองแสง มี  ๙   หมู่บ้าน
๒.๗ ตำบลท่าเรือ มี  ๘   หมู่บ้าน
๒.๘ ตำบลนาหินลาด   มี  ๗   หมู่บ้าน

 

๓. อำเภอบ้านนา มี ๑ เทศบาลตำบล ๑๐ ตำบล ๑๑๖ หมู่บ้าน     

๓.๑ เทศบาลตำบลบ้านนา
๓.๒ ตำบลบ้านนา มี  ๑๑  หมู่บ้าน
๓.๓ ตำบลพิกุลออก มี  ๑๒  หมู่บ้าน
๓.๔ ตำบลทองหลาง มี   ๘   หมู่บ้าน
๓.๕ ตำบลอาษา มี   ๘   หมู่บ้าน
๓.๖ ตำบลบางอ้อ มี  ๑๔  หมู่บ้าน
๓.๗ ตำบลป่าขะ มี  ๑๓  หมู่บ้าน
๓.๘ ตำบลบ้านพริก   มี  ๑๒  หมู่บ้าน
๓.๙ ตำบลบ้านพร้าว  มี  ๑๒  หมู่บ้าน
๓.๑๐ ตำบลเขาเพิ่ม มี  ๑๖  หมู่บ้าน
๓.๑๑ ตำบลศรีกะอาง  มี  ๑๐  หมู่บ้าน

 

๔. อำเภอองครัก­ษ์ มี ๑ เทศบาลตำบล ๑๑ ตำบล ๑๑๖ หมู่บ้าน

๔.๑ เทศบาลตำบลองครักษ์
๔.๒ ตำบลองครักษ์ มี  ๗   หมู่บ้าน
๔.๓ ตำบลบางปลากด มี  ๑๑  หมู่บ้าน
๔.๔ ตำบลทรายมูล มี  ๑๑  หมู่บ้าน
๔.๕ ตำบลบึงศาล  มี  ๙   หมู่บ้าน
๔.๖ ตำบลพระอาจารย์   มี  ๑๓  หมู่บ้าน
๔.๗ ตำบลศรีษะกระบือ มี  ๑๓  หมู่บ้าน
๔.๘ ตำบลบางลูกเสือ   มี  ๑๒  หมู่บ้าน
๔.๙ ตำบลบางสมบูรณ์  มี  ๑๓  หมู่บ้าน
๔.๑๐ ตำบลโพธิ์แทน  มี   ๙   หมู่บ้าน
๔.๑๑ ตำบลชุมพล    มี   ๘   หมู่บ้าน
๔.๑๒ ตำบลคลองใหญ่  มี  ๑๐  หมู่บ้าน

 

ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

 

อำเภอ

ชาย

หญิง

รวม

รวมทั้งอำเภอ

หมายเหตุ

1

เมืองนครนายก

28,623

29,659

58,282

71,675

 

เทศบาลเมืองนครนายก

5,628

6,773

12,455

เทศบาลตำบลท่าช้าง

445

493

938

2

อำเภอปากพลี

8,234

8,936

17,170

18,776

เทศบาลตำบลเกาะหวาย

720

886

1,606

3

อำเภอบ้านนา

21,206

23,315

44,521

58,258

เทศบาลตำบลบ้านนา

1,659

2,078

3,737

4

อำเภอองครักษ์

18,756

20,093

38,849

40,925

เทศบาลตำบลองครักษ์

987

1,089

2,076

 

รวม

86,312

93,322

179,634

179,634


หมายเหตุ  : 
 ข้อมูลการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดนครนายก  เมื่อ  11  พฤษภาคม  2551


สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จังหวัดนครนายกมีจำนวนเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 1 เขต มีจำนวนสส.ได้ทั้งสิ้น 1 คน

 เขตที่

รายชื่อ

พรรค

1

 นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร  

 พรรคภูมิใจไทย 


สมาชิกวุฒิสภา

นายธวัชชัย   บุญมา 

สรุปยอดจำนวนประชากรจังหวัดนครนายก

จำนวนประชากร

อำเภอ

ชาย

หญิง

รวม

หมายเหตุ

เมืองนครนายก

41,040

40,563

81,603

 

เทศบาลเมืองนครนายก

8,260

9,121

17,381

อำเภอปากพลี

11,876

12,506

24,382

อำเภอบ้านนา

33,319

33,949

67,268

อำเภอองครักษ์

28,270

29,592

57,862

รวม

122,765

125,731

248,496

 

จังหวัดนครนายก  เป็นจังหวัดในภาคตะวันออก ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 105 กิโลเมตร ตามถนนเลียบคลองรังสิต และประมาณ 137 กิโลเมตร ตามทางหลวงสุวรรณศร  มีเนื้อที่ประมาณ  2,414  ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ  1,508,749  ไร่  แบ่งการปกครองออกเป็น  4  อำเภอ  ได้แก่  อำเภอบ้านนา  อำเภอองครักษ์  อำเภอปากพลี  และอำเภอเมือง  สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบทางตอนเหนือและตะวันออกเต็มไปด้วยภูเขาสูง  ตอนกลางเป็นเนินสูง  และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่ม  พื้นที่เป็นดินทราย  เหมาะแก่การทำนา,ทำสวน แต่ลักษณะดินโดยทั่วไปเป็นดินเปรี้ยว นอกจานี้บางส่วนอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อันเป็นรอยต่อของ 3 จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก โดยมีภูเขาติดต่อกับเทือกเขาดงพยาเย็น มียอดเขาสูงประมาณ 1,292 เมตร 

การศึกษา

ปีการศึกษา 2553 ข้อมูลด้านการศึกษาในสังกัด  สำนักงานเขตพื้นที่กาศึกษาประถมศึกษา สรุปได้ดังนี้

1. โรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มีจำนวน  137 โรงเรียน

 (มีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา  จำนวน 11 โรงเรียน  แยกไปสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา)

2. จำนวนนักเรียน  แยกจำนวนดังนี้

  • ระดับก่อนประถม จำนวน 4,949 คน
  • ระดับประถมศึกษา จำนวน 15,361 คน
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 9,322 คน
  • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 4,131 คน

นักเรียนทั้งหมด 33,763  คน  ห้องเรียน  1,611  ห้อง

3. นักเรียนพิการเรียนร่วม  ชาย 61 หญิง 37 คน  รวม 98 คน

4.โรงเรียนในสังกัด  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน  มีจำนวน 16 โรงเรียน

มีนักเรียน ชาย 3,193  คน หญิง 3,143 คน รวมทั้งสิ้น  6,336  คน  จำนวนห้องเรียน 208 ห้อง  มีครูจำนวน 339  คน

กอ่นประถม จำนวน 1,342   คน
ประถมศึกษา จำนวน 2,362   คน
มัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 1,422   คน
มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 345   คน
ปวช.   1-3 จำนวน 589   คน
ปวส.   1-2 จำนวน 276   คน

 

หมายเหตุ  ข้อมูล ณ วันที่  10 มิถุนายน  2553

การนับถือศาสนา

ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ 92.85 นับถือศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 5.61 และนับถือศาสนาคริสต์ ประมาณร้อยละ 1.54  ศาสนสถานในจังหวัดนครนายก มีดังนี้ (ข้อมูล 30 ต.ค. 53)

มหานิกาย

- วัดและสำนักสงฆ์       จำนวน  191   แห่ง                              

- ที่พักสงฆ์   จำนวน  8  แห่ง

ธรรมยุติ

- วัดและสำนักสงฆ์       จำนวน  10   แห่ง                                 

- ที่พักสงฆ์   จำนวน  -  แห่ง 

รวมทั้งสิ้น  วัด สำนักสงฆ์,ที่พักสงฆ์  209   แห่ง

- มัสยิด จำนวน     24  แห่ง

- โบสถ์คริสต์ จำนวน   7  แห่ง

พื้นฐานทางเศรษฐกิจ

การถือครองที่ดิน แยกเป็นลักษณะใหญ่ๆได้ 3 ประเภท คือ

1. ครัวเรือนที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง

2. ครัวเรือนที่มีที่ดินทำกินมิใช่ของตนเอง และเช่าเพิ่มเติม

3. ครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองต้องเช่าผู้อื่นเกษตรกรผู้เช่าที่ดินของ ส.ป.ก.มีทั้งเช่าและเช่าซื้อ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) จังหวัดนครนายก

(1) ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) 16 สาขา (ณ ราคาประจำปี)

หน่วย:ล้านบาท

ประเภทผลิตภัณฑ์ มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า
พ.ศ.2545 พ.ศ.2546 พ.ศ.2547 พ.ศ.2548 พ.ศ.2549r พ.ศ.2550r พ.ศ.2551p พ.ศ.2552p1
ภาคเกษตร 2,594 2,833 2,826 3,140 2,625 3,168 3,973 3,398
สาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์และการป่าไม้ 2,216 2,417 2,390 2,821 2,251 2,775 3,562 2,937
สาขาประมง 379 417 436 319 373 393 412 461
ภาคนอกเกษตร 9,951 10,414 11,091 11,847 13,027 13,992 15,203 15,347
สาขาการทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 96 58 39 37 63 61 62 72
สาขาการผลิตอุตสาหกรรม 682 933 845 933 1,034 1,365 1,667 1,711
สาขาการไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 297 319 362 376 384 388 376 421
สาขาการก่อสร้าง 1,365 1,447 1,203 705 824 697 664 682
สาขาการขายส่ง ขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 2,606 2,449 2,789 3,172 3,426 3,688 4,111 4,026
สาขาโรงแรมและภัตตาคาร 301 464 607 686 764 821 862 780
สาขาการขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 568 599 636 711 811 887 995 1,060
สาขาตัวกลางทางการเงิน 362 379 436 499 610 585 610 620
สาขาบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าและบริการทางธุรกิจ
สาขาการบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,220 1,226 1,404 1,656 1,749 1,869 2,092 2,152
สาขาการศึกษา 928 987 1,070 1,250 1,387 1,583 1,719 1,798
สาขาบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์
สาขาการให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 548  563  639  655  701  689  679  618 
สาขาลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 16 17 18 19 20 22 23 25
รวมผลิตภัณฑ์จังหวัด 12,546 13,247 13,916 14,987 15,652 17,160 19,176 18,744
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 50,169 52,654 55,008 58,935 61,140 66,541 73,803 71,595
จำนวนประชากร (1,000 คน) 250 252 253 254 256 258 260 262

 

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

หมายเหตุ  r หมายถึง ตัวเลขที่ปรับปรุงสมบูรณ์แล้ว

                p หมายถึง ตัวเลขเบื้องต้น

                p1 หมายถึง ตัวเลขประมาณการ

(2) ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) จังหวัดนครนายก 16 สาขา (ณ ราคาคงที่ ตามราคาปี 2531)

หน่วย : ล้านบาท

ประเภทผลิตภัณฑ์ มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า มูลค่า
พ.ศ.2546 พ.ศ.2546 พ.ศ.2547 พ.ศ.2548 พ.ศ.2549r พ.ศ.2550r พ.ศ.2551p พ.ศ.2552p1
ภาคเกษตร 1,773 1,919 1,660 1,583 1,659 1,662 1,700 1,548
สาขาเกษตรกรรม การล่าสัตว์และการป่าไม้ 1,586 1,698 1,416 1,391 1,435 1,423 1,466 1,309
สาขาประมง 188 220 244 192 225 240 234 239
ภาคนอกเกษตร 5,583 5,740 5,832 6,047 6,387 6,611 6,671 6,725
สาขาการทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 109 65 44 43 75 75 63 62
สาขาการผลิตอุตสาหกรรม 429 534 476 531 593 686 706 690
สาขาการไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 257 273 288 298 299 318 333 359
สาขาการก่อสร้าง 651 674 541 308 343 281 244 263
สาขาการขายส่ง ขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 1,453 1,366 1,485 1,640 1,698 1,789 1,801 1,843
สาขาโรงแรมและภัตตาคาร 123 179 230 260 289 301 306 265
สาขาการขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 459 530 537 573 607 613 641 654
สาขาตัวกลางทางการเงิน 204 210 234 257 300 281 277 282
สาขาบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 477  503  531  543  565  569  572  591 
สาขาการบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 524  507  530  592  576  595  630  637 
สาขาการศึกษา 388 396 396 435 442 487 496 498
สาขาบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 188 177 178 206 219 238 232 240
สาขาการให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ
สาขาลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 7 8 8 8 8 9 9 10
รวมผลิตภัณฑ์จังหวัด 7,356 7,659 7,492 7,630 8,047 8,273 8,371 8,272

 

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

หมายเหตุ   r หมายถึง ตัวเลขที่ปรับปรุงสมบูรณ์แล้ว

                 p หมายถึง ตัวเลขเบื้องต้น

                 p1 หมายถึง ตัวเลขประมาณการ

 

การประกอบอาชีพ

ประชากรส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนเกษตรกรรมจำนวน 25,568 ครัวเรือน หรือเท่ากับร้อยละ 75 ทำการเกษตรเป็นอาชีพหลักได้แก่ การกสิกรรม การทำปศุสัตว์ และการประมงนอกจากนี้ประกอบอาชีพการบริการ พาณิชยกรรม รับจ้าง และอื่น ๆ โดยสรุปอาชีพสำคัญ ๆ มีดังนี้

    1. การทำนา มีพื้นที่ทำนาทั้งหมด 612,504 ไร่ ประชากรส่วนใหญ่ 90 % ทำนาหว่านน้ำตมผลผลิตข้าว โดยเฉลี่ยทั้งจังหวัดแบ่งเป็นข้าวนาปี (ข้าวไวแสง ผลผลิต 607 กก./ไร่ ข้าวไม่ไวแสง ผลผลิต 800 กก./ไร่ และข้าวนาปรัง (ข้าวไม่ไวแสงผลผลิต 800 กก./ไร่) โดยทั่วไปประสบปัญหาดินเปรี้ยวและได้ผลผลิตปานกลาง
    2. การทำสวนไม้ผล มีพื้นที่ทำสวนไม้ผลไม้ยืนต้นประมาณ 53,857 ไร่ ที่นิยมปลูกกันมากได้แก่ การทำสวน ทุเรียน มะม่วง เงาะ ขนุน ส้มโอ มะปราง กระท้อน ไผ่เลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะปรางหวานและส้มปลอดสารพิษนับเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครนายก มีผลผลิตจากผลไม้ชนิดต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันตลอดทั้งปี ทำรายได้ให้แก่เกษตรได้ดีพอควร
    3. การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ มีการเพาะปลูกในเขตอำเภอองครักษ์ ผู้ประกอบการประมาณ 831 ราย ในพื้นที่ประมาณ 1,700 ไร่ มีการเพาะกล้าไม้จำหน่ายทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่จำนวนกว่าพันชนิด จนถือได้ว่าเป็นแหล่งเพาะกล้าไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 

การเกษตรกรรม

ข้าว จังหวัดนครนายก มีการผลิตข้าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้าวนาปี และข้าวนาปรังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณร้อยละ 83 ของพื้นที่จังหวัด ผลไม้ตามฤดูกาลที่ทำรายได้ให้กับจังหวัดนครนายก ได้แก่ ส้มโอ หน่อไม้ มะปรางและมะยงชิด

ในเดือนสิงหาคม 2553 ด้านเกษตรกรรม มูลค่าผลผลิตข้าวนาปรังที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว เกษตรกรมีปริมาณผลผลิตข้าวนาปรัง จำนวน 32041 ตัน ลดลงจากช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว

ตารางแสดงอัตราการเปลี่ยนแปลงด้านเกษตรกรรม

มูลค่าผลผลิต หน่วย พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2553
ส.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค.
ข้าวนาปี ล้านบาท - - - -
อัตราการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน (%) - - -
ข้าวนาปรัง ล้านบาท 345.74 514.95 328.42 259.53
อัตราการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน (%) - 45.67 0.81 24.88

 

ที่มา: สำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายก   สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  เขต 6

อุตสาหกรรม

โรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 มีจำนวนโรงงานทั้งสิ้น 307 โรงงาน เงินลงทุน 6,705,786,635 บาท มีการจ้างงาน 10,656 คน กำลังเครื่องจักรรวมทั้งสิ้น 81,228.79 แรงม้า โดยแยกตามอำเภอ ดังนี้ 

ที่ อำเภอ จำนวน (ราย) เงินลงทุน (บาท) จ้างงาน (คน) ร้อยละ
โรงงาน เงินลงทุน จ้างงาน
1 เมือง 139 2,184,264,717 3,129 45 33 29
2 ปากพลี 20 211,728,050 744 7 3 7
3 บ้านนา 80 959,964,513 1,968 26 14 19
4 องค์รักษ์ 68 3,349,829,355 4,815 22 50 45
รวม 307 6,705,786,635 10,656 100 100 100

 

ที่มา: สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก (ข้อมูล ณ 1 พฤศจิกายน 2553)

จากข้อมูลเบื้องต้น อำเภอเมืองนครนายกมีโรงงานอุตสาหกรรมมากที่สุด มีโรงงานขนาดกลาง เช่น โรงสีข้าว โรงงานผลิตผัก ผลไม้ แช่แข็งและสุก โรงงานผลิตหลอดพลาสติก ส่งออกต่างประเทศ และมีโรงงานขนาดเล็กและอุตสาหกรรมเพื่อการบริการ เช่น โรงงานทำน้ำแข้ง อู่ซ่อมรถยนต์ เนื่องจากเป็นแหล่งชุมชน ระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมสะดวก ในส่วนอำเภอบ้านนามีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นลำดับที่ 2 เป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง เช่น โรงงานปั่นด้ายและทอผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นต้น

อำเภอองครักษ์ มีโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดและการจ้างงานมากที่สุด โดยเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก เช่น การฆ่าและชำแหละไก่ การผลิตและประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ โรงสีข้าว เนื่องจากมีเส้นทางคมนาคมสะดวกเชื่อมโยงระบบขนส่ง เช่น ทางรถยนต์ รถไฟสำหรับขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นเขตติดต่อกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปทุมธานีที่เป็นจังหวัดที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมสูง

สำหรับอำเภอปากพลี เป็นอำเภอที่มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม การลงทุนและการจ้างงานน้อยที่สุด ซึ่งพื้นที่มีภูมิประเทศบางส่วนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ และบางส่วนเป็นพื้นที่ทางการเกษตร อีกทั้งระบบสาธารณูปโภคและเส้นทางคมนาคมไม่สะดวกและครบถ้วน ประกอบกับพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเขตส่งเสริมการลงทุนที่ 3 ผู้ประกอบการให้ความสนใจลงทุนมากกว่า เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์จากการลงทุนในจังหวัดนครนายกที่เป็นเขตส่งเสริมการลงทุนที่ 2

                                    ตารางจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมตามหมวดอุตสาหกรรม 21 หมวด ปี 2553

หมวดอุตสาหกรรม จำนวนโรงงาน (ราย) เงินลงทุน (บาท) การจ้างงาน (คน)
อุตสาหกรรมการเกษตร 20 523,176,500 468
อุตสาหกรรมอาหาร 48 2,097,917,109 4,066
หมวดอุตสาหกรรม จำนวนโรงงาน (ราย) เงินลงทุน (บาท) การจ้างงาน (คน)
อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม 2 22,200,000 43
อุตสาหกรรมสิ่งทอ 3 78,150,000 304
อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย 3 111,070,000 441
อุตสาหกรรมเครื่องหนัง 1 5,971,000 60
อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 44 226,869,000 783
อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือน 1 2,000,000 114
อุตสาหกรรมกระดาษและผลิตภัณฑ์จากกระดาษ 0 0 0
อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ 0 0 0
อุตสาหกรรมเคมี 17 331,950,000 460
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ 4 177,000,000 46
อุตสาหกรรมยาง 1 5,900,000 21
อุตสาหกรรมพลาสติก 15 404,050,000 491
อุตสาหกรรมอโลหะ 30 196,177,500 603
อุตสาหกรรมโลหะ 12 59,125,000 86
อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ 13 31,485,600 56
อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล 7 854,504,100 1,299
อุตสาหกรรมไฟฟ้า 5 198,256,613 391
อุตสาหกรรมขนส่ง 37 284,894,803 558
อุตสาหกรรมอื่นๆ 44 1,097,089,410 366
     รวม 307 6,705,786,635 10,656

 

ที่มา : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญหรือผู้ประกอบการให้ความสนใจในการมาประกอบกิจการโรงงานในจังหวัดนครนายก พิจารณาจากสัดส่วนของหมวดอุตสาหกรรมในปี 2553 จะเห็นได้ว่า 5 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร , อุตสาหกรรมอื่น ๆ , อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้, อุตสาหกรรมขนส่ง และอุตสาหกรรมอโลหะโดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 15.64,14.33, 14.33,12.05 และ 9.77 ของจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดในปี 2553

หมวดการผลิต จำนวนโรงงาน
ปี 2552 ปี 2553
ราย ร้อยละ ราย ร้อยละ
อุตสาหกรรมอาหาร 47 15.77 48 15.64
อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 43 14.43 44 14.33
อุตสาหกรรมอื่นๆ 42 14.09 44 14.33
หมวดการผลิต จำนวนโรงงาน
ปี 2552 ปี 2553
ราย ร้อยละ ราย ร้อยละ
อุตสาหกรรมขนส่ง 38 12.75 37 12.05
อุตสาหกรรมอโลหะ 29 9.73 30 9.77

 

ที่มา : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก

การจ้างงาน จำนวนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก ในปี 2553 มีจำนวน 10,656 คน จำแนกเป็นแรงงานหญิง 3,962 คน และแรงงานชาย 6,694 คน โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งมีการจ้างงาน 10,546 คน คิดเป็นร้อยละ 1.04 จากปีที่ผ่านมา โดยหมวดอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานสูงสุด 5 อันดับแรกของจังหวัดนครนายก ได้แก่

  • อุตสาหกรรมอาหาร ในปี 2553 การจ้างแรงงาน สูงถึง 4,066 คน โดยมีจำนวนการจ้างงานเพิ่มขึ้น 3 คน จาก ปี 2552 มีการจ้างงาน 4,064 คน คิดเป็นร้อยละ 0.07 ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหารมีโรงงานขนาดใหญ่และมีการจ้างงานมากที่สุดในจังหวัด
  • อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล การจ้างงาน 1,299 คน มีอัตราการจ้างงานคงที่
  • อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ มีการจ้างงาน 783 คน เพิ่มขึ้น 4 คนจากปีที่ผ่านมา
  • อุตสาหกรรมอโลหะ มีการจ้างงาน 603 คน เพิ่มขึ้น 2 คนจากปีที่ผ่านมา
  • อุตสาหกรรมขนส่งมีอัตราการจ้างงานลดลง 2 คน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีการจ้างงาน 558 คน
หมวดการผลิต การจ้างงาน
ปี 2552 ปี 2553
คน ร้อยละ คน ร้อยละ
อุตสาหกรรมอาหาร 4,064 38.54 4,066 38.16
อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล 1,299 12.32 1,299 12.19
อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ 779 7.39 783 7.35
อุตสาหกรรมอโลหะ 601 5.70 603 5.66
อุตสาหกรรมขนส่ง 560 5.31 558 5.24

 

ที่มา : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก

การลงทุน ในภาคอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก ในปี 2553 มีเงินลงทุน 6,705,786,635 บาท เพิ่มขึ้น 183,265,000 บาท จากปี 2552 ซึ่งมีเงินลงทุน 6,522,521,635 บาท คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้น 2.81 ของจำนวนเงินลงทุนในปีที่ผ่านมา โดยหมวดอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • อุตสาหกรรมอาหาร ในปี 2553 เงินลงทุนเมื่อเทียบกับปี 2552 ลดลง 11,200,000 บาท คิดเป็นอัตราส่วนลดลงร้อยละ 0.53 ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหารมีโรงงานขนาดใหญ่และเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก มีการลงทุนมากที่สุดในจังหวัด
  • อุตสาหกรรมอื่นๆ มีการลงทุนเพิ่มขึ้น 20,000,000 บาท คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.86 จากปีที่ผ่านมา
  • อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล มีอัตราการลงทุนคงที่จากปีที่ผ่านมา
  • อุตสาหกรรมการเกษตร มีอัตราการลงทุนลดลง 0.39 จากปีที่ผ่านมา
  • อุตสาหกรรมพลาสติก มีการลงทุนเพิ่มขึ้น 4,100,000 บาท คิดเป็นอัตราส่วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.02 จากปีที่ผ่านมา
หมวดการผลิต
การลงทุน

ปี 2552

ปี 2553

บาท

ร้อยละ

บาท

ร้อยละ

อุตสาหกรรมอาหาร

2,109,117,109

32.34

2,095,917,109

31.26

อุตสาหกรรมอื่น ๆ

1,077,089,410

16.51

1,097,089,410

16.36

อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล

854,504,100

13.10

854,504,100

12.74

อุตสาหกรรมการเกษตร

525,226,500

8.05

523,176,500

7.80

อุตสาหกรรมพลาสติก

399,950,000

6.13

404,050,000

6.03

 

ที่มา : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครนายก

โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

จังหวัดนครนายก มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 3 ราย ดังนี้

(1) บริษัท โกลด์เพรส อินดัสตรี จำกัด ประกอบกิจการ ผลิตส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ของเครื่องยนต์

(2) บริษัท ยามากิชิซึม ไลฟ์ ไทย จิกเคนชิ จำกัด ประกอบกิจการอบพืช และห้องเย็น

(3) บริษัท แฮพส์เบอร์ก จำกัด ประกอบกิจการ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่น วงกบ ประตูหน้าต่าง

 

การพาณิชยกรรม

สินค้านำเข้า

  • สินค้าอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเลคทรอนิกส์ ยานพาหนะ เคมีภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น โดยผู้ประกอบการจะสั่งซื้อสินค้าจากตัวแทนจำหน่าย หรือพนักงานขายของบริษัทฯ เพื่อนำมาจำหน่ายให้ผู้ซื้อในจังหวัด
  • สินค้าเกษตร ผัก ผลไม้ อาหารทะเล ผู้ค้าส่งไปรับซื้อจากตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท มหาชัย แม่กลอง มาส่งให้กับผู้ค้าปลีกในตลาดสดเพื่อจำหน่ายผู้บริโภค
  • สินค้าส่งออก ส่วนใหญ่เป็นผลิตผลทางการเกษตร
  • ข้าวสาร ข้าวนึ่ง ผู้ประกอบการโรงสีจะสีแปรสภาพข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร ข้าวนึ่ง ส่งให้กับผู้ส่งออก ที่โกดัง เพื่อให้ผู้ส่งออกให้กับประเทศคู่ค้าในต่างประเทศต่อไป
  • ผลไม้ พืชผัก เกษตรกรจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางรวบรวมส่งตลาดสี่มุมเมือง, ตลาดไท และเกษตรกรบางรายจะจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงที่สวน, แผงจำหน่ายบริเวณแหล่งท่องเที่ยวและตลาดนัด
  • ไม้ดอกไม้ประดับ เกษตรกรจะผลิตและจำหน่ายที่ตลาดไม้ดอกไม้ประดับ คลอง 15 โดยจะมีผู้ค้าจากต่างจังหวัดเข้ามาซื้อผลผลิตเพื่อนำไปจำหน่ายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร บางบัวทอง และจังหวัดอื่นๆ

สินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน

  • ผลิตภัณฑ์ไม้มะม่วง ผู้ผลิตจะจำหน่ายในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น โดยบางรายที่มีศักยภาพจะร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศและส่งออกโดยตรง

สินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน

  • ผลิตภัณฑ์ไม้มะม่วง ผู้ผลิตจะจำหน่ายในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น โดยบางรายที่มีศักยภาพจะร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศและส่งออกโดยตรง
  • ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ กลุ่มผู้ผลิตจะจำหน่ายในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัด การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ภาครัฐ/เอกชนจัดขึ้น และรับ order เพื่อผลิตส่งให้กับผู้ค้าในต่างจังหวัด
  • ผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่น กลุ่มผู้ผลิตจะจำหน่ายให้ผู้ซื้อจากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น และรับ order เพื่อผลิตส่งให้ผู้ค้าในต่างจังหวัด

การปศุสัตว์

จังหวัดนครนายก เป็นแหล่งผลิตสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์เล็กและสัตว์ปีก เช่น สุกรขุน ไก่เนื้อ ไข่ไก่ เป็ดเนื้อ เนื่องจากมีเส้นทางการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว อยู่ใกล้แหล่งผลิตอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูป หรือแหล่งรับซื้อผลผลิตและมีผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ในพื้นที่หลายราย ผู้ประกอบการมีการพัฒนาและปรับปรุงระบบการป้องกันโรคระบาดสัตว์ การจัดการสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม

จำนวนปศุสัตว์ในพื้นที่จังหวัดนครนายก ปี 2550 - 2553

 

ชนิดสัตว์

จำนวนปศุสัตว์  ณ วันที่ (ตัว)

จำนวนผู้เลี้ยง (ราย)

1 ม.ค.2550

1 ม.ค.2551

1 ม.ค.2552

1 ม.ค.2553

1 ม.ค.2553

โคนม

201

119

162

136

2

โคเนื้อ

9,817

1,983

13,513

13,478

1,222

กระบือ

12,886

16,015

16,147

16,174

1,345

สุกร

101,891

100,850

102,463

99,720

164

เป็ดเนื้อ

507,611

649,116

599,778

645,547

98

เป็ดไข่

11,869

9,027

5,878

5,862

295

เป็ดเทศ

24,561

24,777

22,903

22,388

1,053

ไก่เนื้อ

1,745,617

1,803,228

1,908,384

1,928,004

62

ไก่ไข่

3,398,964

3,402,588

3,492,947

3,503,951

45

ไก่พื้นเมือง

212,912

199,724

179,836

175,127

9,209

ห่าน

1,954

1,810

861

848

248

นกกระจอกเทศ

5

5

2

2

1

 

การประมง

สัตว์น้ำที่เกษตรกรของจังหวัดนครนายกนิยมเลี้ยง ได้แก่ ปลากินพืช (เช่น ปลายี่สก, ปลานิล,ปลาตะเพียน) กุ้งทะเล และปลาดุกบิ๊กอุย ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2552 มูลค่าการผลผลิตลดลงจากช่วงเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 80.75 40.84 และ 54.92 ตามลำดับเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากสภาวะราคาน้ำมัน ค่าอาหาร ยารักษาโรค ที่สูงขึ้นประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีผลให้อัตราการซื้อจากต่างประเทศลดลงตามไปด้วย

ในด้านราคาผลผลิตของสัตว์น้ำ ณ แหล่งผลิต ได้แก่ ปลาดุกบิ๊กอุย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 8.99 ส่วนกุ้งทะเลและปลากินพืชลดลงร้อยละ 15.33 และ 2.13 ตามลำดับ

ปริมาณเงินฝากและสินเชื่อ

เศรษฐกิจด้านการเงินของจังหวัดนครนายกในเดือนสิงหาคม 2553 อยู่ในภาวะขยายตัว เป็นผลมาจากการขยายตัวของเงินฝากของธนาคารทั้งระบบ ในขณะที่สินเชื่อขยายตัวจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารออมสินเป็นหลัก จะเห็นได้ว่าปริมาณเงินฝากรวม มีจำนวนทั้งสิ้น 16,360.61 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 9.51 และปริมาณสินเชื่อรวม มีจำนวนทั้งสิ้น 9,317.99 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 7.66

ธนาคารพาณิชย์ : ปริมาณเงินฝากและสินเชื่อของเดือนสิงหาคม 2553

ปริมาณเงินฝากมีจำนวนทั้งสิ้น 9,439.00 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5.35 และปริมาณสินเชื่อ 3,637.00 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 4.33 ซึ่งปริมาณเงินฝากที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น สาเหตุจากธนาคารพาณิชย์บางแห่งเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษจูงใจผู้ฝากทำให้มีการฝากเงินเพิ่มขึ้น และปริมาณสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นนั้นเนื่องจากความภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น สถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนเพื่อการบริโภคและการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมากนัก

ธนาคารออมสิน : ปริมาณเงินฝากและสินเชื่อของเดือนสิงหาคม 2553

ปริมาณเงินฝาก 3,531.05 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 32.69 และปริมาณสินเชื่อ 3,039.13 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 36.75

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร : ปริมาณเงินฝากและสินเชื่อของเดือนสิงหาคม 2553

ปริมาณเงินฝาก 3,390.56 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 2.15 และปริมาณสินเชื่อจำนวน 2,641.86 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 10.34

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดนครนายก พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, NAKHON NAYOK PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 201,623 205,151 207,798 196,819 185,842 186,887 197,944 210,533 215,781
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 142,129 140,548 146,893 139,354 133,930 135,497 140,424 148,424 156,373
  ผู้มีงานทำ 138,926 137,668 144,211 137,616 132,574 133,777 138,518 146,347 155,566
  ผู้ว่างงาน 2,127 2,260 1,591 885 830 886 808 1,672 256
  ผู้ที่รอฤดูกาล 1,077 620 1,091 854 526 834 1,098 406 550
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 59,495 64,603 60,905 57,465 51,912 51,390 57,520 62,109 59,408
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 98,507 100,264 101,442 99,654 98,098 98,766 100,448 102,891 105,637
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 76,261 77,020 79,347 78,497 76,524 78,382 79,930 79,762 83,803
  ผู้มีงานทำ 74,403 75,333 77,713 77,829 75,646 77,559 79,217 78,391 83,633
  ผู้ว่างงาน 1,515 1,520 1,225 500 638 525 406 1,197 124
  ผู้ที่รอฤดูกาล 343 168 408 169 240 299 307 175 46
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 22,246 23,244 22,094 21,157 21,574 20,384 20,518 23,129 21,833
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 103,116 104,887 106,357 97,165 87,744 88,121 97,497 107,642 110,144
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 65,868 63,528 67,546 60,857 57,406 57,115 60,495 68,662 72,570
  ผู้มีงานทำ 64,522 62,335 66,498 59,787 56,928 56,219 59,301 67,956 71,933
  ผู้ว่างงาน 611 741 366 385 192 361 402 475 132
  ผู้ที่รอฤดูกาล 734 452 683 686 286 535 792 231 505
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 37,249 41,359 38,811 36,307 30,338 31,006 37,002 38,980 37,575

 

ที่มา: การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ไฟฟ้า

อำเภอ  การจำหน่ายกระแสไฟฟ้า (กิโลวัตต์/ชั่วโมง)  
ยอดรวม ที่อยู่อาศัย สถานธุรกิจและอุตสาหกรรม สถานที่ราชการและรัฐวิสาหกิจ อื่นๆ จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า (ราย)
นครนายก 11,086,146.41 4,216,909.27 5,096,787.10 1,687,614.04 84,836.00 30,335
บ้านนา 8,943,801.87 2,758,900.08 5,625,032.73 468,529.00 91,340.06 19,778
องครักษ์ 12,365,627.98 1,901,748.09 9,242,700.67 1,074,258.22 60,994.90 14,724
ปากพลี 1,490,646.63 1,987,674.59 381,645.73 189,760.25 7,346.06 7,853
รวม 33,886,222.89 9,875,378.13 20,346,166.23 3,420,161.51 244,517.02 72,690

 

ที่มา: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนครนายก ข้อมูล ณ กันยายน 2553

 

ประปา

การบริการน้ำประปาในความรับผิดชอบของการประปาส่วนภูมิภาค 2 แห่ง ดังนี้

การประปาส่วนภูมิภาค สาขานครนายก ขอแจ้งข้อมูลที่ได้ปรับปรุงแล้ว และเป็นข้อมูลในปัจจุบันและอยู่ในความรับผิดชอบของการประปาส่วนภูมิภาค สาขานครนายก มีดังนี้

1. การประปาส่วนภูมิภาค สาขานครนายก มีกำลังการผลิต 1,400 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง ให้บริการในเขต อำเภอเมืองนครนายก และอำเภอปากพลี

2. มีผู้ใช้น้ำรวมทั้งสิ้น 9,762 ราย

2.1 เป็นที่อาศัย จำนวน 8,081 ราย

2.2 เป็นธุรกิจ ขนาดเล็ก จำนวน 796 ราย

2.3 เป็นส่วนราชการ จำนวน 158 ราย

2.4 เป็นรัฐวิสาหกิจ จำนวน 13 ราย

2.5 เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวน 714 ราย

สำนักงานประปาบ้านนา มีกำลังการผลิต 250 ม3 / ชม. ให้บริการในเขตอำเภอบ้านนาและอำเภอองครักษ์ ผู้ใช้น้ำ จำนวน 2,938 ราย แยกเป็นที่อยู่อาศัย จำนวน 2,205 ราย ธุรกิจขนาดเล็ก จำนวน 575 ราย ราชการ 63 ราย อุตสาหกรรมขนาดเล็ก และธุรกิจขนาดใหญ่ 82 ราย

 

แหล่งน้ำ

แม่น้ำนครนายก มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดนครนายกในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลลงมาทางทิศใต้ผ่านทางตอนบนของอำเภอเมืองนครนายกและอำเภอปากพลีแล้วไหลลงไปทางทิศตะวันตกผ่านทางตอนกลางของอำเภอเมืองนครนายกตอนล่างของอำเภอบ้านนาและไหลวกลงไปทางทิศใต้ อีกครั้งผ่านอำเภอ องครักษ์ไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรี เป็นแม่น้ำบางปะกงที่ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี แม่น้ำสายนี้มีความยาวประมาณ 130 กิโลเมตร ปริมาณน้ำไหลนองสูงสุดในฤดูฝนประมาณ 300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ในฤดูแล้งระดับน้ำในแม่น้ำนครนายกลดลงมาก ทำให้การปลูกพืชฤดูแล้งในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายกซึ่งอาศัยน้ำต้นทุนจากแม่น้ำนครนายกกระทำได้ไม่เต็มที่

ชื่อลำน้ำ ต้นกำเนิด สถานที่ที่ลำน้ำไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำนครนายก
คลองสาริกา เขาสาลิกา อ.เมืองนครนายก บ้านหินลาด ต.สาลิกา  อ.เมืองนครนายก
คลองวังตะไคร้ เขาอินทนี  อ.เมืองนครนายก บ้านดง ต.สาลิกา อ.เมืองนครนายก
คลองนางรอง เขาเขียว อ.ปากพลี บ้านดง ต.สาลิกา อ.เมืองนครนายก
คลองท่าด่าน คลองสมอปูนไหลมารวมกับคลองสามสิบ บริเวณคลองปูน อ.ปากพลี
เป็นคลองท่าด่าน
บ้านท่าด่าน ต.หินตั้ง  อ.เมืองนครนายก
คลองสำพุงแห้ง เขามดดำ เขาแก้ว อ.เมืองนครนายก บ้านสวนหงส์  ต.สาลิกา อ.เมืองนครนายก
คลองบางหอย คลองบางกระทุ่มคลองสายท่าแห้ง คลองแขมโค้ง
ไหลมารวมกันบริเวณบ้านบางหอย อ.ปากพลี
บ้านปากคลองบางหอย ต.บางสมบูรณ์ อ.องครักษ์
คลองพระอาจารย์ คลองโพธิ์ไหลมารวมกับคลองหน้า วัดจันทร์เรือง  ต.บางสมบูรณ์ อ.องครักษ์
คลองบางเม่า,คลองบางอีกาวหรือลำผักบุ้ง กระดานเป็นคลองบางเม่า,คลองบางอีกาวหรือลำผักบุ้ง

 

การคมนาคม

ระบบถนน

จังหวัดนครนายก ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศรวมทั้งอยู่บนเส้นทางไปสู่ชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งเป็นประตูเศรษฐกิจสู่อินโดจีนทางด้านตะวันออกเส้นทางการคมนาคมที่สำคัญของจังหวัด ได้แก่

  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) แยกจากถนนพหลโยธิน ที่ตำบลหินกอง จังหวัดสระบุรี ผ่านอำเภอบ้านนา เข้าจังหวัดนครนายก ไปสิ้นสุดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 305 จากรังสิต-จังหวัดนครนายก
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3222 จากอำเภอบ้านนา-อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3049 จากอำเภอเมืองฯ-น้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3239 สายศรีนาวา-ท่าด่าน จังหวัดนครนายก
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3051 สายบางอ้อ-องครักษ์ จังหวัดนครนายก
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3288 สายท่าแดง-วังม่วง จังหวัดนครนายก
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3076 สายนครนายก-บ้านสร้าง
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3050 แยกเข้าน้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก

การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ก่อสร้างทางรถไฟ สายแก่งคอย-คลองสิบเก้าเชื่อมระหว่างภาคเหนือ / ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปสู่พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกเพื่อรับส่งสินค้า โดยผ่านจังหวัดนครนายกในเขตอำเภอบ้านนาและอำเภอองครักษ์

การสาธารณสุข

สถานพยาบาล จำนวนเตียงทั้งหมด จำนวนเตียงที่ให้บริการ จำนวนเตียงที่ให้บริการ จำนวนเตียงที่ให้บริการ
พ.ศ. 2551 พ.ศ.2552 พ.ศ.2553
ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
สยามบรมราชกุมารีฯ
500 เตียง 331 เตียง 363 เตียง 363 เตียง
โรงพยาบาลนครนายก 360 เตียง 314 เตียง 314 เตียง 314 เตียง
โรงพยาบาลบ้านนา 90 เตียง 76 เตียง 70 เตียง 70 เตียง
โรงพยาบาลองครักษ์ 60 เตียง 37 เตียง 40 เตียง 40 เตียง
โรงพยาบาลปากพลี 10 เตียง 10 เตียง 10 เตียง 10 เตียง
โรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ 90 เตียง 72 เตียง 60 เตียง 60 เตียง

 

ประเภทบุคลากร จำนวน  (คน) อัตราส่วนประชากรต่อบุคลากร 1 คน จำนวน (คน) อัตราส่วน
แพทย์ 44 5,699 43 5,853
ทันตแพทย์ 16 15,673 21 11,983
เภสัชกร 29 8,647 23 10,941
พยาบาลวิชาชีพ 475 528 476 529
พยาบาลเทคนิค 65 3,858 66 3,813
บุคลากรอื่น ๆ 893 281 919 274
        รวม 1,522 165 1,548 163

 

ที่มา: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครนายก ข้อมูล ณ ตุลาคม 2553

บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานจริง

ประเภทบุคลากร จำนวน  (คน) อัตราส่วนประชากรต่อบุคลากร 1 คน จำนวน (คน) อัตราส่วน
แพทย์ 44 5,699 43 5,853
ทันตแพทย์ 16 15,673 21 11,983
เภสัชกร 29 8,647 23 10,941
พยาบาลวิชาชีพ 475 528 476 529
พยาบาลเทคนิค 65 3,858 66 3,813
บุคลากรอื่นๆ 893 281 919 274
        รวม 1,522 165 1,548 163

 

ที่มา: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครนายก ข้อมูล ณ ตุลาคม 2553

งานมะปรางหวาน
จัดขึ้นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ บริเวณถนนสุวรรณศร ใกล้สี่แยกนครนายก โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำและเผยแพร่มะปรางหวาน หรือผลิตผลทางการ เกษตร และสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ ให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น ในงานจะมีการ ประกวดขบวนแห่ผลไม้ การประกวดมะปราง และพืชผลทางการเกษตร ประกวดธิดามะปรางหวาน

งานของดีที่นครนายก
จัดในช่วงเทศกาลเช้าพรรษาที่บริเวณถนนสุวรรณศร ใกล้สี่แยกนครนายก จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่สินค้า และผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อของจังหวัด และเป็นการส่ง เสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย ในงานมีการประกวดผลผลิตทางการ เกษตร มีการแสดงของนักเรียน การออกร้านนิทรรศการของหน่วยราชการ และภาคเอกชน

งานสารทไทยและแข่งเรือ จังหวัดนครนายก
จัดในช่วงเดือนกันยายน บริเวณริมคลอง 29 หน้าโรงเรียนวัด ทวีพูลรังสรรค์ ตำบลทรายมูล อำเภอองครักษ์ ในงานมีการจัดแข่งขัน เรือยาวระเภทต่าง ๆ การทำบุญวันสารทไทย และกลางคืนมีการแสดง

งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับองครักษ์
จัดช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี บริเวณคลอง 15 ตำบลบางปลากด อำเภอองครักษ์ ภายในงานมีการประกวดไม้ดอกไม้ประดับ ประกวดการจัดสวนหย่อม และการแสดงนิทรรศการทางวิชาการ

งานนครนายกมรดกธรรมชาติ
จัดช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ของทุกปี บริเวณถนนสุวรรณศร เทศบาลนครนายก เป็นการรวมกิจกรรมที่หลากหลายไว้ในงาน เช่น การประกวดและจำหน่ายของดีเมืองนครนายก นิทรรศการ อาหารจานเด็ด

งานประเพณีตักบาตรเทโวโรหนะ
จัดช่วงแรม 1 ค่ำ เดือน 11หรือตรงกับวันออกพรรษาของทุกปี จะมีพระสงฆ์จำนวน 109 รูป มารับบิณฑบาตโดยเดินลงมาจากมณฑปวัดเขานางบวช

นมัสการพระพุทธบาท วัดทองย้อย
ประดิษฐาน ณ มณฑปวัดทองย้อย เป็นโบราณสถานอันเก่าแก่ มีคุณค่าทางศิลปะซึ่งแสดงถึงความ ประณีตงดงามในการ ประดิษฐ์ การหล่อ ของฝีมือช่างไทยสมัยโบราณ โดยทางวัดจะจัดให้มีงาน นมัสการทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

ท่องไพรเขาใหญ่-นครนายก
จัดในช่วงเดือนธันวาคม-มิถุนายน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการศึกษาธรรมชาติ และระบบนิเวศน์วิทยา สร้าง ความรู้ความเข้าใจอันดีงาม และช่วยการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความรู้ ความ เข้าใจด้านการท่องเที่ยว เสริมสร้างอาชีพ และเพิ่มพูนรายได้แก่ประชาชนในท้องถิ่น

อำเภอเมือง

ny monk001

อุทยานพระพิฆเณศ พระพิฆเณศปางประทานพร ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เลขที่ 24/4 หมู่ที่ 11 ถ.นครนายก-น้ำตกสาริกา (สี่แยกประชาเกษม) ต.สาริกา อ.เมือง จากตัวเมืองนครนายกไปทางถนนสาริกา-นางรอง ถึงสี่แยกประชาเกษม เลี้ยวซ้ายไปทางน้ำตกลานรัก ประมาณ 200 เมตร อุทยานพระพิฆเณศตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ ภายในบริเวณอุทยาน สักการะองค์พระพิฆเณศ และอาคารพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมองค์พระพิฆเณศจำนวน 108 ปาง ที่สมบูรณ์อีกแห่งของเมืองไทย

ny tadandam09

เขื่อนขุนด่านปราการชล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากที่เกิดกับประชาชนชาวนครนายก และจังหวัดใกล้เคียง

ny poomirak05

ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ เป็นศูนย์ที่จัดแสดงแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนา ตลอดระยะเวลา 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมูลนิธิชัยพัฒนา

ny lakmuang02

ศาลหลักเมือง ศาลหลักเมืองเดิมเป็นเสาไม้ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ปลายเสาแกะสลักเป็นรูปดอกบัว ตั้งอยู่ บริเวณกำแพงเมืองเก่า

ny siannakon01

หลวงพ่อเศียรนคร ประดิษฐานอยู่ ณ วัดบุญนาครักขิตาราม (วัดต่ำ) ตำบลนครนายก อำเภอเมือง นครนายก เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา ของชาวจังหวัด นครนายก

ny watyai12

วัดใหญ่ทักขิณาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมืองนครนายก ริมแม่น้ำนครนายก วัดใหญ่ทักขิตารามเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง

ny prakaew05

พระแก้วมรกตองค์จำลองใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารยอดเขา ณ วัดคีรีวัน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี อยู่บนถนนสายนครนายก - ท่าด่าน อำเภอเมืองนครนายก

ny japan03

อนุสรณ์สถานกองพลทหารญี่ปุ่นที่ 37 อยู่ที่วัดพราหมณี ตำบลสาริกา อำเภอเมือง นครนายก จัดสร้างโดยสหายสงคราม กองพลญี่ปุ่นที่ 37

ny donglakon01

แหล่งโบราณคดีบ้านดงละคร หรือเมืองดงละคร แต่เดิมเรียกกันว่า "เมืองลับแล" เป็นสถานที่ตั้งเมืองโบราณสมัยขอมมีอำนาจ มีแนวกำแพงเป็นเนินดินและคูเมืองปรากฏอยู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า "สันคูเมือง"

ny jeetek02

พุทธสถานจีเต็กลิ้ม เลขที่ 111 ตำบลศรีจุฬา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สิ่งที่น่าสนใจได้แก่ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ (ไฉ่ซิ้งเอี้ย) ปางมหาเศรษฐีซัมภล (ปางมหาราช) ซึ่่งเป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนนับถือและเชื่อว่าเมื่อมานมัสการจะก่อให้เกิดโชคลาภ

ny foot03

รอยพระพุทธบาทจำลองวัดเขานางบวช อยู่ในมณฑปยอดเขานางบวช ตั้งอยู่ในท้องที่ ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 9 กิโลเมตร เขานางบวชสูงประมาณ 100 เมตร

ny prashai02

พระพุทธฉาย ตั้งอยู่ที่เขาชะโงกในบริเวณโรงเรียนนายร้อย จปร. ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก เป็นภาพเขียนติดอยู่กับ ชะโงกผาบนภูเขาเตี้ยๆ

ny jpr09

ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน ตั้งอยู่บนชะง่อนหินเขาชะโงกตำบลพรหมณี อำเภอเมือง นครนายก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีประชาชนเคารพนับถือมากตามประวัติท่าน เป็น นายด่านเมืองนครนายกสมัยกรุงศรีอยุธยา วีรกรรมของท่านคือ การต่อต้านเขมรที่แปรพักตร์

ny jpr45

โรงเรียนนายร้อย จปร. มีสิ่งน่าสนใจ คือ ศาลเจ้าพ่อขุนด่าน พระพุทธฉาย อาคารพิพิธภัณฑ์ รร . จปร . 100 ปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้เยี่ยมชม และร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยว และการกีฬาในรูปแบบต่างๆ

ny sarika10

น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สายน้ำไหลตกจากหน้าผาเป็นทอดๆ ถึง 9 ชั้น ผาที่สูงที่สุดประมาณ 200 เมตร เสียค่าบำรุงผู้ใหญ่คนละ 40 บาท เด็กคนละ 20 บาท ต่างชาติ 400 บาท

ny wattham02

ถ้ำสาริกา ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับน้ำตกสาริกาเป็นสถานที่ที่พระอาจารย์มั่น ภูริทตโต เคยมาบำเพ็็ญศาสนธรรม

ny nangrong12

น้ำตกนางรอง เป็นน้ำตกขนาดกลางที่ลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ ไม่สูงนัก บริเวณด้านล่างของน้ำตกมีห้องอาบน้ำและห้องสุขาบริการเสียค่าบำรุง

  • รถยนต์โดยสาร (ไม่รวมบุคคล) 200 บาท
  • รถยนต์เล็ก (ไม่รวมบุคคล) 50 บาท
  • รถตู้ (ไม่รวมบุคคล) 100 บาท
  • รถจักรยานยนต์ 10 บาท บุคคลคนละ 10 บาท

ny wangtakrai10

อุทยานวังตะไคร้ เป็นอุทยานที่ได้รับการตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ประดับนานาพันธุ์ ในเนื้อที่ 1,500 ไร่ มีถนนให้รถยนต์วิ่งเข้าชมในบริเวณได้ เปิดรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งประเภท เช้าไปเย็นกลับและประเภทค้างแรม

ny lanruk01

น้ำตกลานรัก เดิมชื่อว่า น้ำตกตาดหินกอง ตั้งอยู่ ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายกเส้นทางไป น้ำตกสาริกา-นางรอง โดยแยกด้านซ้ายที่สี่แยกประชาเกษม ตรงหลักกิโลเมตรที่ 8 เข้าไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตร จะถึงบริเวณน้ำตก

ny khaoyai02

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีจุดชมวิวทิวทัศน์ต่างๆ อันได้แก่ จุดชมวิว กม. ที่ 30 (จากปากช่อง) จุดชมวิวเขาเขียว ( ผาตรอมใจ) และจุดชมวิว กม. ที่ 9 บนทางขึ้นเขาเขียว ส่วนน้ำตกที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวชมเพราะทางเข้าสะดวก ได้แก่ น้ำตกเหวนรก น้ำตกกองแก้ว น้ำตกเหวสุวัต น้ำตกเหวไทร

ny saitong01

อ่างเก็บน้ำทรายทอง อยู่ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก เป็นอ่างเก็บนำ้ขนาดเล็ก ภูมิประเทศอ่างเก็บนำ้เป็นภููเขา มีความสวยงามตงความเป็นธรรมชาติ

ny huaypreu01

อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ อยู่ที่ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก แยกซ้ายมือจากถนนไปน้ำตกสาริกา นางรอง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กแต่มีผิวน้ำกว้าง มีน้ำตลอดปี ภูมิประเทศรอบอ่างเก็บนำ้มีความสวยงามตามธรรรมชาติ 

อำเภอปากพลี

ny watfungklong03

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยพวน ตั้งอยู่ในวัดฝั่งคลองเป็นที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ของชาวไทยพวนในอดีตจนถึงปัจจุบัน อายุราว 200 ปี

ny wangmuang02

น้ำตกวังม่วง ตั้งอยู่ที่ตำบลนาหินลาด อำเภอปากพลี มีทางแยกซ้ายมือจากถนนสุวรรณศร ที่อำเภอปากพลีี ไปยังนำ้ตกวังม่วง 16 กิโลเมตร ธารน้ำตกไหลผ่าน แนวหินมาเป็ระยะๆ 

อำเภอบ้านนา 

ny precadet02

โรงเรียนเตรียมทหาร เปิดให้บริการสนามยิงปืน

ny namtokk

น้ำตกกะอาง ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีกะอาง อำเภอบ้านนา จากตัวเมืองไปตาม ถนนสุวรรณศรถึงอำเภอบ้านนา เยื้องกับสถานีตำรวจ มีถนนแยกไปน้ำตกกะอาง ระยะทาง 11 กิโลเมตร

อำเภอองครักษ์

ny jaopor01

ศาลเจ้าพ่อองครักษ์ ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำนครนายกในเขตตำบลทรายมูล มีเรื่องเล่าว่าเมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติ ได้เสด็จประพาสจังหวัดปราจีนบุรี โดยเสด็จฯ ผ่านมาตามแม่น้ำนครนายกและได้มาประทับแรมศาลเจ้าพ่อองครักษ์ ในปัจจุบัน ระหว่างประทับแรมนายทหารราชองครักษ์ ป่วยและเสียชีวิตลง เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ราชองครักษ์

ny flower15

ศูนย์ไม้ดอกไม้ประดับ ตลอดแนวคลอง 15 อำเภอองครักษ์เป็นแหล่งเพาะพันธุ์พืช ทั้งไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ ซึ่งมีพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิดที่เพาะชำ ทาบกิ่ง ติดตาล้อมราก ทั้งขนาดเล็กและใหญ่จัดส่งไปยังแหล่งจำหน่ายต่างๆ ทั่วประเทศและต่างประเทศ

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด 

 คำขวัญประจำจังหวัด 

 ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด  

 เว็ปไซต์วิกิพีเดีย   http://th.wikipedia.org 

ประวัติศาสตร์         

ประเพณีและวัฒนธรรม
เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ จังหวัดนครนายก
 สภาพทางภูมิศาสตร์ 

 เว็บไซต์วิกิพีเดีย

เว็บไซต์จังหวัดนครนายก

 www.wikipedia.org

http://www.nakhonnayok.go.th 

 การปกครอง 

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

 เว็บไซต์วิกิพีเดีย

เว็บไซต์จังหวัดนครนายก

http://th.wikipedia.org/wiki/นครนายก

www.nakhonnayok.go.th

บรรยายสรุปจังหวัดนครนายก

ข้อมูลแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย
การเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดนครนายก http://www2.ect.go.th/about.php?Province=nakhonnayok&SiteMenuID=1234 
 ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  http://www.tat8.com/thai/ny/ny_place%20index.html

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

แผนที่ที่ตั้งจังหวัด

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

http://th.wikipedia.org/wiki/นครนายก

ต้นไม้ประจำจังหวัด

digitalcamera.co.th 

ดอกไม้ประจำจังหวัด

surin.rmuti.ac.th 

แผนที่อาณาเขตจังหวัด

http://www.thaienergydata.in.th/province/26/ 


  

 

JoomSpirit