ชัยนาท

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดชัยนาท

1-23

 

รูปธรรมจักรหน้าภูเขา ซึ่งหมายเอาได้ทั้งเขาสรรพยาและเขาธรรมามูลแบบที่จังหวัดใช้ในปัจจุบัน เพิ่มตราครุฑไว้ที่ส่วนล่างของตราด้วย 

 


คำขวัญประจำจังหวัด

 

หลวงปู่ศุขลือชา เขื่อนเจ้าพระยาลือชื่อ นามระบือสวนนก ส้มโอดกขาวแตงกวา 

 


ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

2-21 21 22-2
ต้นมะตูม ต้นมะตูม ลูกมะตูม
31 3-21
                                                                         ดอกชัยพฤกษ์

 

ชัยนาทแปลตามศัพท์มีความหมายว่า ชัยชนะที่มีเสียงบันลือ เป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่ง ตัวเมืองเดิม อยู่บริเวณฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองแพรกศรีราชา ใต้ปากน้ำเก่า สันนิษฐานว่าคงจะสร้างขึ้น ในสมัยพญาเลอไทครองกรุงสุโขทัย ระหว่าง พ.ศ. 1860-1879 เมืองๆ นี้จึงได้ชื่อว่า เมืองแพรก หรือเมืองสรรค์ มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านทางใต้ เมื่อกรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง เมืองแพรกได้กลายเป็นเมืองหน้าด่านทางตอนเหนือของกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้เกิดชุมชนใหม่ ไม่ไกลจากเมืองสรรค์ มีเจ้าสามพระยาเป็นผู้ครองเมือง ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เมืองที่เกิดขึ้นใหม่นี้เป็นเมืองใหญ่ มีชื่อว่า ชัยนาท ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ย้ายตัวเมืองจากบริเวณแหลมยาง มาตั้งตรง ฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนเมืองสรรค์นั้นเสื่อมลงเรื่อยๆ เพราะผู้คนอพยพมาอยู่ที่ชัยนาท เป็นส่วนใหญ่ ในที่สุดก็กลายเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของชัยนาทเท่านั้น ชัยนาทเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เคยใช้เป็นที่ตั้งทัพรับศึกพม่าหลายครั้ง และมีชัยทุกครั้งไป จึงเป็นที่มาของชื่อ เมืองชัยนาทแห่งนี้

ในเขตจังหวัดชัยนาท มีร่องรอยแหล่งชุมชนโบราณก่อนประวัติศาสตร์กระจายอยู่ตามลุ่มน้ำเจ้าพระยาลุ่มน้ำท่าจีน และลุ่มน้ำน้อย จากการขุดค้นพบว่าบริเวณเขาพลอง บ้านเขาพลองตำบลเขาท่าพระ อำเภอเมือง ฯ ทางด้านทิศตะวันออกของเขาพลอง ซึ่งเป็นป่าละเมาะชายเขาได้พบภาชนะและเศษภาชนะดินเผาเนื้อหยาบที่เผาในอุณหภูมิต่ำ ชิ้นส่วนของกำไลหิน ลูกปัดชิ้นส่วนของอาวุธหอกที่ทำด้วยหิน และโลหะ และยังพบโครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังไว้อีกหลายแห่งแสดงว่า

บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ อารยธรรมเขมรได้เข้าสู่ประเทศไทย ราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 เรียกอารยธรรมและศิลปกรรมนั้นว่า สมัยลพบุรี โดยได้เริ่มเข้าสู่ดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันทางภาคอีสานใต้ก่อนแล้วจึงขยายตัวไปสู่ภาคกลาง และภาคเหนือของไทยตามลำดับ ในระยะต่อมา ในจังหวัดชัยนาทได้พบแหล่งอารยธรรมเขมรสมัยลพบุรี หลายพื้นที่ในเขตเมืองเก่าสวรรคบุรีและชัยนาท เมื่ออารยธรรมสุโขทัยได้แผ่อิทธิพลลงมาทางใต้ผ่านกำแพงเพชร พิจิตรนครสวรรค์ แล้วจึงมาสู่จังหวัดชัยนาท ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนศาสนสถานเช่นเดียวกับสุโขทัยโดยมีการกลมกลืนระหว่างศิลปกรรมเขมรสุโขทัย และสุพรรณภูมิ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นเดิมเข้าด้วยกัน

หลักฐานที่แสดงถึงวัฒนธรรมเขมร ได้แก่แผ่นศิลาทับหลังทำด้วยศิลาทราย สลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณศิลปกรรมเขมรสมัยบาปวน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 อยู่ติดกับพระพุทธรูปหลวงพ่อฉายอยู่ด้านที่วิหารวัดพระแก้ว อำเภอสรรคบุรี สันนิษฐานว่า เจดีย์ที่วัดพระแก้วอาจจะสร้างทับศาสนสถานแบบเขมรอยู่ก็ได้

ได้มีการค้นพบโบราณวัตถุสมัยลพบุรี อีกหลายแห่งในเขตเมืองชัยนาทเก่า ได้แก่พระพุทธรูปศิลาทรายปางนาคปรกหลายองค์พระพุทธรูปปางนี้เป็นคติความเชื่อในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่เรียกว่า รัตนไตรมหายานซึ่งสลักเป็นรูป พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและ พระปรัชญาปารมิตาขนาบสองข้างพระพุทธรูปปางนาคปรก ซึ่งเป็นศิลปะแบบเขมรแบบบายน มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18

นอกจากนี้ยังพบหินบดยา ทำด้วยศิลาทรายที่เมืองอู่ตะเภา เมืองดงคอน จึงอาจกล่าวได้ว่าเมืองชัยนาทเก่าเมืองสรรคบุรี และแหล่งชุมชนโบราณในเขตจังหวัดชัยนาท เคยได้รับอิทธิพลเขมรมาก่อนและเมื่อได้รับอิทธิพลของสุโขทัยกับสุพรรณภูมิมากขึ้น ศิลปเขมรก็เสื่อมสลายไป

ยังมีแหล่งชุมชนโบราณอีกหลายแห่ง เช่นที่บ้านท่าราบ ตำบลธรรมามูล อำเภอเมืองฯ เมืองโบราณที่ดอนกลาง และ เมืองโบราณไร่ตากี๋ อยู่ที่บ้านวัดใหม่ตำบลหนองบัว อำเภอวัดสิงห์ เมืองโบราณที่หนองห้วยตำบลหนองบัว อำเภอวัดสิงห์ เมืองโบราณบ้านหนองไอ้งอนตำบลหนองขุ่น อำเภอวัดสิงห์ เมืองโบราณบ้านไร่- สวนลาว ตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา

เมืองโบราณสมัยทวาราวดี ในเขตจังหวัดชัยนาท ส่วนใหญ่เป็นชุมชนหรือเมืองขนาดเล็กมีเมืองอู่ตะเภา และเมืองดงคอนที่เป็นเมืองใหญ่ เมืองอู่ตะเภาคงเป็นเมืองที่เจริญมากในระยะหนึ่งแล้วเสื่อมไป การพบร่องรอยเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ทำให้ทราบถึงวิถีชีวิตของผู้คนในครั้งนั้น

จากการที่ได้ขุดพบ ธรรมจักรศิลาพบพระพุทธรูปสำริด ภาพแกะสลักพระพุทธรูปบนแผ่นศิลาแบบนูนต่ำ และได้ทราบการรับเอาอารยธรรมจากอินเดียและการติดต่อค้าขายกับเมืองต่าง ๆ ในสมัยนั้น จากการพบเหรียญเงินที่เมืองอู่ตะเภาและเมืองดงคอน ชุมชนโบราณในสมัยทวาราวดี เป็นชุมชนที่พัฒนาตัวเองต่อเนื่องมาถึงสมัยลพบุรีสุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์

เมืองชัยนาท เป็นเมืองโบราณ ตัวเมืองดั้งเดิมตั้งอยู่ตรงทางแยกฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ ปากน้ำเมืองสรรค์(ปากคลองแพรกศรีราชาใต้ปากลำน้ำเก่า) เมืองนี้ตั้งขึ้นหลังเมือง พันธุมวดี (สุพรรณบุรี) เป็นเมืองหน้าด่านของเมืองสุโขทัย จากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มีแต่ชื่อเมืองแพรกส่วนเมืองชัยนาทเพิ่งมาปรากฎในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

พ.ศ.1890 เมื่อพระเจ้าเลอไท สวรรคตกรุงสุโขทัย เกิดการแย่งชิงราชสมบัติพระรามาธิบดีที่ 1ทรงเห็นเป็นโอกาสเหมาะ จึงยกทัพเข้ายึดเมืองชัยนาท หลังจากพระยาลิไท ขึ้นครองราชย์ทางกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1ได้สถาปนาให้เป็นราชธานีมีกำลัง เข้มแข็งมากจึงได้โปรดให้ขุนหลวงพระงั่วซึ่งครองเมืองสุพรรณบุรี ยกทัพมาตีเมืองชัยนาท ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัย เมืองชัยนาทจึงตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา โดยมีขุนหลวงพระงั่วเป็นผู้รักษาเมืองเมื่อกรุงสุโขทัยสงบแล้ว พระยาลิไทได ้ส่งทูตมายังกรุงศรีอยุธยาเพื่อเจรจาขอเมืองชัยนาทคืนให้แก่กรุงศรีอยุธยา โดยมีขุนหลวงพระงั่วเป็นผู้รักษาเมือง

เมื่อกรุงสุโขทัยสงบแล้วพระยาลิไทได้ส่งทูตมายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อเจรจาขอเมืองชัยนาทคืนให้แก่กรุงสุโขทัย โดยจะยอมให้เป็นอิสระ และมีสัมพันธไมตรีต่อกัน กล่าวคือต่างฝ่ายก็ต่างมีอิสระต่อกัน ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาได้คืนเมืองชัยนาทให้แก่ กรุงสุโขทัย นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า การที่แคว้นกัมพุช (ลพบุรี) เข้าร่วมมือในการรบ ประกอบกับกรุงศรีอยุธยากำลังสถาปนาได้ไม่นาน ถ้ามีศึกกระหนาบสองด้านจะสร้างปัญหาให้ไม่น้อย ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาคืนเมืองชัยนาทแก่กรุงสุโขทัยโดยดี อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องเมืองชัยนาทระหว่าง กรุงสุโขทัย กับ กรุงศรีอยุธยา ก็หายุติได้ไม่

พ.ศ.1912 สมเด็จพระรามาธิบปีที่ 1 เสด็จสวรรคต ทำให้สถานการณ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยา กับกรุงสุโขทัย กลับตึงเครียดขึ้นอีก เมื่อขุนหลวงพระงั่วขึ้นครองราชย์แล้ว ได้เสด็จยกทัพมาตี กรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ.1914 แต่ไม่มีผ่ายใดเป็นฝ่ายชนะ สงครามยืดเยื้อกันมาเป็นเวลานาน จนขุนหลวงพระงั่วเสด็จสวรรคต เมืองชัยนาทกลับเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง

เมืองชัยนาทแต่เดิมเป็นเมืองลูกหลวงกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช โอรสองค์ที่ 5 ให้โอรสองค์ใหญ่ซึ่งพระนามว่า เจ้าอ้ายพระยา ไปครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยา โอรส องค์ที่ 2 ไปครองหัวเมืองแพรก หรือตรัยตรึงษ์ (อำเภอสรรคบุรี ในปัจจุบันนี้) เจ้าสามพระยา โอรสองค์ที่ 3 ไปครองเมืองชัยนาทต่อมา เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราชเสด็จสวรรคตความทราบถึงพระเจ้ายี่พระยาก่อน จึงได้เตรียมการที่จะขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา สืบแทนต่อจากพระราชบิดา ฝ่ายเจ้าอ้ายพระยาเมื่อสืบทราบว่า พระราชอนุชายกกองทัพไปพระนครศรีอยุธยา เพื่อต้องการครอบครองราชสมบัติ จึงรีบยกกองทัพไปบ้าง ประสงค์จะขึ้นครองราชสมบัติเช่นกัน กองทัพทั้งสองพบกันที่ ต.ปาถ่าน แขวงกรุงศรีอยุธยา จึงเกิดรบพุ่งกัน ในที่สุดก็สิ้นพระชนม์ลง ทั้งสองพระองค์ พร้อมกัน ด้วยการทำยุทธหัตถี ฝ่ายเจ้าสามพระยา ซึ่งขณะนั้นครองเมืองชัยนาทอยู่ เมื่อสมเด็จพระเชษฐาสิ้นพระชนม์ ทั้งสองพระองค์แล้ว จึงได้ขึ้นเสวยราชย์ ครองกรุงศรีอยุธยา สืบแทนพระราชบิดา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

พ.ศ. 1994 เจ้าพระติโลกราช ครองเมืองเชียงใหม่ ยกทัพมาตีเมืองกำแพงเพชรได้แล้ว ส่งกำลัง เข้ามากวาดต้อนผู้คนถึงเมืองชัยนาท เข้าใจว่าเมืองชัยนาท จะถูกทั้งให้เป็นเมืองร้างในคราวนั้นเอง เวลา ได้ล่วงมาได้ประมาณ 100 ปีเศษ ถึงรัชกาล สมเด็จพระมหาจักรพรรดิครองกรุงศรีอยุธยาทรงสะสมอาวุธ ยุทธภัณฑ์ เพื่อเตรียมต่อสู่กับพม่า จีงเสด็จขึ้นไปกระทำพระราชพิธีมัธยมกรรมที่ตำบลชัยนาทบุรี แล้วตั้ง เมืองชัยนาทขึ้นใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามกับตัวเมืองเดิม

พ.ศ. 2127 เจ้าพระยาเชียงใหม่(มังนรธาช่อ) ได้ยกทัพหลวงมาตั้งที่เมืองชัยนาท ครั้นทัพหน้าที่เข้ามา ตั้งที่ปากครองบางพุทรา ถูกพระราชมนูรีถอย กลับไปแล้ว พระเจ้าเชียงใหม่ก็ถอยทัพไปตั้งที่กำแพงเพชรตาม หลักฐานของกรมศิลปากร จังหวัดชัยนาทเป็นเมืองสำคัญ เมืองหนึ่งในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2319 ตรงกับ วันเสาร์ เดือน 9 ขึ้น 12 ค่ำ (วันที่ 25 กรกฎาคม 2319) เจ้ากรุงธนบุรี ได้ยกทัพขึ้นมาขับไล่ซึ่งกำลังรบติดพันกับไทยที่นครสวรรค์เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จมาถึงเมืองชัยนาทแล้ว ทัพพม่าได้ข่าวก็ตกใจเกรงกลัว จึงละทิ้ง ค่ายที่นครสวรรค์แตกหนีไปทางเมืองอุทัยธานี พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกกองทัพติดตามข้าศึก จนถึงบ้านเดินบาง นางบวชแขวงเมืองสุพรรณบุรี และเข้าโจมตีข้าศึกจนแตกยับเยิน

เมืองชัยนาท ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภาคกลาง ตั้งอยู่ระหว่างกรุงสุโขทัย กับกรุงศรีอยุธยา ในยามใดที่กรุงสุโขทัย เรืองอำนาจ ก็ยึดเอาเมืองชัยนาทเป็นเมืองหน้าด่าน แต่ยามใด ที่กรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจ และกรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรือง เมืองชัยนาทก็จะเป็นเมืองสะสมอาวุธยุทธภัณฑ์ของกรุงศรีอยุธยา

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ. 2310 - 2325) พระองค์ทรงใช้เมืองชัยนาทเป็นชัยภูมิในการตั้งรับพม่าที่ยกมาทางเหนือ เมื่ออะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่ายกทัพมาตีเมืองเหนือของไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกทัพหลวงโดยขบวนเรือไปตั้ง ณ เมืองชัยนาท แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้ แล้วจัดกองทัพไปตีทัพพม่าที่เมืองนครสวรรค์แล้วพระองค์เสด็จกลับกรุงธนบุรี ต่อมาทรงเห็นว่าการรบที่นครสวรรค์ติดพันอยู่หลายวันพระองค์จึงได้เสด็จยกทัพออกจากกรุงธนบุรีอีกครั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม 2319 พอเสด็จไปถึงเมืองชัยนาท พม่าก็ทิ้งค่ายที่นครสวรรค์ หนีไปทางเมืองอุทัยธานีจึงได้มีรับสั่งให้กองทหารไทย และกองทหารมอญ ติดตามไปทันทัพพม่าที่บ้านเดิมบางนางบวชแขวงเมืองสุพรรณบุรีต่อเมืองสรรค์ ฝ่ายไทยตีทัพพม่าแตกพ่ายไป ด้วยเหตุนี้จังหวัดชัยนาทจึงถือเอาวันที่ 28 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนา จังหวัดชัยนาท

เมืองชัยนาทยังคงมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง แต่ลดความสำคัญลงไปมาก ส่วนเมืองสรรค์และเมืองมโนรมย์ ได้ลดฐานะลงเป็นเมืองเล็กในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้มีการกวาดต้อนครัวชาวลาว และชาวเขมรมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แถบนี้เชื้อสายชาว ลาวเวียง (เวียงจันทน์)ครั้งแรกได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลบ้านโค้ง ปัจจุบันคือตำบลพลับพลาชัยอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่บ้านหนองแห้ว กิ่งอำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาจต่อมาได้แยกย้ายไปอยู่ที่ตำบลกะบกเตี้ย ตำบลสุขเดือนห้า กิ่งอำเภอเนินขามและที่ตำบลสะพานหิน กิ่งอำเภอหนองมะโมง กลุ่มเชื้อสาย ลาวคั่งมาจากเมืองหลวงพระบางเข้ามาอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังการปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์การที่ได้ชื่อนี้เนื่องจากเดิมชนกลุ่มนี้ อาศัยอยู่แถบ ภูคังที่หลวงพระบางคนทั่วไปจึงเรียกว่า ลาวภูคังต่อมาจึงเพี้ยนเป็น ลาวคัง เมื่ออพยพมาครั้งแรกได้มาอยู่ที่บ้านหนองดินแดงและบ้านโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง ฯ จังหวัดนครปฐม แล้วได้อพยพไปอยู่ที่เขากระจิวจังหวัดกาญจนบุรี ได้อพยพเข้ามาอยู่ในเขตเมืองชัยนาท ที่ตำบลกุดจอก กิ่งอำเภอหนองมะโรงต่อมาได้แยกย้ายไปอยู่ที่ตำบลหนองมะโรง ตำบลวังตะเคียน ตำบลสะพานหินกิ่งอำเภอหนองมะโรง และที่บ้านหนองพังนาค ตำบลเสือโฮก อำเภอเมือง ฯ

กลุ่มคนไทยเชื้อสายเขมร อยู่ที่หมู่บ้านทุ่งโพธิ ตำบลกะบกเตี้ย กิ่งอำเภอเนินขามเข้าใจว่าอพยพเข้ามาตั้งครั้งกรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2321 ที่เจ้าพระยาสุรสีห์ลงไปเกณฑ์พลเมืองเขมร10,000 คน ต่อเรือรบ แล้วยกกำลังไปสมทบกองทัพเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ที่ยกไปตีเมืองเวียงจันทน์

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2436 ได้มีการจัดระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาคใหม่จากระบบกินเมืองที่เป็นอยู่เดิม มาเป็นระบบเทศาภิบาล โดยการรวมการปกครองหัวเมืองเป็นมณฑลเทศาภิบาลสำหรับมณฑลนครสวรรค์ ได้รวมหัวเมืองทางริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือขึ้นไปจนถึงแม่น้ำปิงได้แก่ เมืองชัยนาท เมืองสรรคบุรี เมืองมโนรมย์ เมืองอุทัยธานี เมืองพยุหคีรีเมืองนครสวรรค์ เมืองกำแพงเพชร เมืองตาก รวม 8 หัวเมือง ขึ้นเป็นมณฑลนครสวรรค์โดยตั้งที่ทำการที่เมืองนครสวรรค์ (ปากน้ำโพ) ในครั้งนั้นเมืองมโนรมย์ และเมืองนครสวรรค์ได้เป็นอำเภอขึ้นกับเมืองชัยนาทเรียกว่าอำเภอมโนรมย์ และอำเภอสวรรค์ ส่วนอำเภอเมืองชัยนาท ขณะนั้นเรียกว่าอำเภอบ้านกล้วยต่อมาในปี พ.ศ. 2440 ได้จัดตั้งอำเภอสรรพยา และอำเภอบ้านเชี่ยนขึ้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเมืองชัยนาทสามครั้ง ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2444 ครั้งที่สองเมื่อปี พ.ศ. 2449 และครั้งที่สามเมื่อปี พ.ศ. 2451
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453 - 2468) ได้เปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัดและอำเภอเมืองเป็นอำเภอ เช่น อำเภอเมืองสวรรค์ เป็นอำเภอสรรค์ อำเภอเมืองมโนรมย์เป็นอำเภอมโนรมย์

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

4-20 6-20-1
ที่ตั้งจังหวัดชัยนาท อาณาเขตติดต่อของจังหวัดชัยนาท

 

จังหวัดชัยนาท  เป็นจังหวัดหนึ่งของภาคกลางตอนบน  ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี และ ชัยนาท ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งซ้าย ของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำน้อยเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของภาคกลาง บนเส้นรุ้งที่ 15 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 100 องศาตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 16.854 เมตร ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 195 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับ จังหวัดต่างๆ ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครสวรรค์
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดสิงห์บุรี
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับ จังหวัดอุทัยธานี

ลักษณะภูมิประเทศ

จังหวัดชัยนาท มีลักษณะภูมิประเทศ โดยทั่วไปเป็นพื้นที่ราบลุ่มพื้นที่ประมาณร้อยละ 99.06 ของพื้นที่ทั้งหมดมี แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย ไหลผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกอำเภอ นอกจากลักษณะภูมิประเทศ เป็นพื้นที่ราบแล้วยังมีเนินเขาเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 1-3 กิโลเมตร กระจายอยู่ทั่วไปที่สำคัญ ได้แก่ เขาธรรมามูลซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ จังหวัดชัยนาท เขาพลอง เขาขยาย เขาท่าพระ เขากระดี่ เขาใหญ่ เขารัก เขาดิน เขาหลัก เขาไก่ห้อย เขาสารพัดดี เขาราวเทียน เขาสรรพยา และ เขาแก้ว เป็นต้น

ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดชัยนาทอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมที่พัดผ่านประจําฤดู ทําให้สามารถแบ่ง ฤดูกาลออกได้ 3 ฤดู คือ

  • ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์
  • ฤดูร้อน เริ่มเมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือสิ้นสุดลง คือ ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึง กลางเดือนพฤษภาคม โดยมีอากาศร้อนจัดใน เดือน เมษายน
  • ฤดูฝน เริ่ม ตั้งแต่ กลางเดือนพฤษภาคม ถึง กลางเดือนตุลาคม และ เดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกมากที่สุดในรอบปี และเป็นช่วงเวลาที่มีความชื้นสูง

จังหวัดชัยนาท มีเนื้อที่ประมาณ 2,469.74 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ คืออำเภอเมือง อำเภอหันคา อำเภอมโนรมย์ อำเภอวัดสิงห์ อำเภอสรรคบุรี อำเภอสรรพยา อำเภอหนองมะโมง และอำเภอเนินขาม

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองแบ่งออกเป็น 8 อำเภอ 53 ตำบล 503 หมู่บ้าน

5-20
  1. อำเภอเมืองชัยนาท
  2. อำเภอมโนรมย์
  3. อำเภอวัดสิงห์
  4. อำเภอสรรพยา
  5. อำเภอสรรคบุรี
  6. อำเภอหันคา
  7. อำเภอหนองมะโมง
  8. อำเภอเนินขาม

 

ผู้บริหารจังหวัด

002

นายจำลอง  โพธิ์สุข
ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท

ประวัติส่วนตัว เกิด 6 กันยายน 2496
การศึกษา - รัฐศาสตร์บัณฑิต- นิติศาสตร์ศาสตร์บัณฑิต- รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต
การฝึกอบรม

- บ.มท.8 รุ่นที่ 3
- Human Resource Management(สถาบัน INTAN, KUALALUMPUR, MALASIA)
- Senior Executive Management (สถาบัน GRIPS, TOKYO, JAPAN)
- นบส. รุ่นที่ 60 (สำนักงาน ก.พ.)

ประวัติการรับราชการ - ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพิษณุโลก
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครสวรรค์
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดระนอง
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดกระบี่
- เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สดร.สป.
- บุคคลากร กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
- เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

pn

นางพรรณี งามขำ
รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท

ประวัติส่วนตัว
วัน เดือน ปี เกิด : 31 มีนาคม 2498
เริ่มรับราชการ : 26 มกราคม 2522
การศึกษา

: 2520 ปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง
: 2542 ปริญญาโทศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

การฝึกอบรม

: หลักสูตร กบส รุ่นที่ 5 ปี 2541
: หลักสูตร นปส รุ่นที่ 49 ปี 2549

ประวัติการรับราชการ

: (เฉพาะที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับสูงขึ้น แต่ละระดับ และการเปลี่ยนแปลงในการดำรงตำแหน่งในสายงานต่างๆ)
: 26 มกราคม 2522 เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 สำนักงานจังหวัดศรีษะเกศ
: 1 เมษายน 2523 เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3-5 สำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี
: 28 กันยายน 2532 เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 6 สำนักงานจังหวัดมหาสารคาม
: 30 มีนาคม 2533 เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 6 สำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี
: 30 กันยายน 2536 หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ (ระดับ 7) สำนักงานจังหวัดตราด
: 1 ธันวาคม 2536 หัวหน้าฝ่ายแผนและโครงการ (ระดับ 7) สำนักงานจังหวัดสระแก้ว
: 31 ธันวาคม 2537 หัวหน้าฝ่ายนโยบายและแผน (ระดับ 7) สำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี
: 19 พฤษภาคม 2543 หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์ (ระดับ 8) สำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี
: 26 ตุลาคม 2546 หัวหน้าสำนักงานจังหวัด (ระดับ 8) สำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี
: 24 ตุลาคม 2550 หัวหน้าสำนักงานจังหวัด (ระดับ 9) สำนักงานจังหวัดชัยนาท

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

: 5 ธันวาคม 2528 ตริตาภรณ์มงกุฏไทย (ต.ม.)
: 5 ธันวาคม 2533 ตริตราภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)
: 5 ธันวาคม 2536 ทวีติยาภรณ์มงกุฏไทย (ท.ม.)
: 5 ธันวาคม 2541 ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)
: 5 ธันวาคม 2551 ประถมาภรณ์มงกุฏไทย (ป.ม.)

 

นายธานี ธัญญาโภชน์
รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท

ประวัติส่วนตัว 
วัน เดือน ปี เกิด : 15 ธันวาคม 2500
เริ่มรับราชการ : 28 กุมภาพันธ์ 2522
วุฒิการศึกษา ระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (NIDA)
การฝึกอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 41 (พ.ศ. 2539)
ประวัติการรับราชการ

- รับราชการครั้งแรก 28 กุมภาพันธ์ 2522 ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 3)อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ (2523)
- ปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ (2524)
- ปลัดอำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ (2524)
- ปลัดอำเภอ ช่วยราชการ กอ.รมน.จังหวัดศรีสะเกษ ทำหน้าที่ รอง ผบ.ร้อย อส.จ.ศรีสะเกษ (2525-2527)
- ปลัดอำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ (2528 - 2529)
- ประจำแผนกงานฝึกซ้อมแผนป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กองป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมการปกครอง (2530 - 2533)
- ปลัดอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี (ก.พ. 2534 - มี.ค. 2539)
- ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 7)หัวหน้าฝ่ายปกครองและพัฒนา อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ธ.ค. 2539 - ธ.ค.2540)
- ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 7)หัวหน้าฝ่ายปกครองและพัฒนา อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี
  (ธ.ค. 2540 - ม.ค. 2543)
- ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครอง 7)หัวหน้าฝ่ายปกครองและพัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี (ม.ค. 2543 - ธ.ค. 2544)
- นายอำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ (10 ธ.ค. 2544 - 5 ต.ค. 2546)
- นายอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี (6 ต.ค. 2546 - 2 ต.ค. 2547)
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี (3 ต.ค. 2547 - 17 ต.ค. 2547)
- ผู้อำนวยการกองสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (18 ต.ค.2547 - 26 ธ.ค. 2548)
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี ระดับ 9 ( 1 ม.ค. 2549 - 17 ก.ย. 2549)
- ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ (นักบริหารงานทั่วไป ระดับ 9) ( 18 ก.ย. 2549 - 23 ต.ค. 2550)
- ปลัดจังหวัดสระแก้ว (นักบริหารงานทั่วไป ระดับ 9) (24 ต.ค. 2550 - 2 พ.ย. 2551)
- ปลัดจังหวัดชัยนาท (นักบริหารงานทั่วไป ระดับ 9) ( 3 พ.ย. 2551 - 28 พ.ย.2553)
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ( 29 พ.ย.2553 )

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ : ประถมาภรณ์ช้างเผือก

 

ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดชัยนาท ถนนพรหมประเสริฐ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท 17000
โทรศัพท์ (+66) 0 5641 1234
โทรสาร (+66) 0 5641 2104
เว็บไซต์ http://www.chainat.go.th/

 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การแบ่งเขตเลือกตั้งตามการแบ่งเขตแบบใหม่ทั้ง 77 จังหวัด โดยจังหวัดชัยนาทแบ่งออกเป็น 2 เขตการเลือกตั้ง ดังนี้

สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเขตที่ 1 นางพรทิวา   นาคาศัย จาก พรรคภูมิใจไทย 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเขตที่ 2 นางนันทนา สงฆ์ประชา

สมาชิกวุฒิสภา

นางจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา

ข้อมูลประชากร ระดับจังหวัด อำเภอ และเทศบาล

ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2554
ที่มา ที่ทำการปกครองจังหวัดชัยนาท
ข้อมูล สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

ปี พ.ศ.  จำนวนประชากร  รวม
ชาย หญิง
2544 170,406 180,526 350,932
2545 170,261 180,286 350,547
2546 169,451 179,605 349,056
2547 165,504 175,989 341,493
2548 164,950 175,569 340,519
2549 164,721 175,405 340,126
2550 163,756 174,861 338,617
2551 162,363 173,589 335,952
2552 162,077 173,343 335,420
2553 161,719 173,215 334,934
2554 161,029 172,490 333,519

 

อำเภอ/ 30-มิ.ย.-54 31  ธันวาคม  2553
กิ่งอำเภอ/เทศบาล ชาย หญิง รวม บ้าน ชาย หญิง รวม บ้าน
จังหวัดชัยนาท 161,029 172,490 333,519 111,466 161,719 173,215 334,934 110,438
อ.เมืองชัยนาท 11,029 11,658 22,687 6,880 11,012 11,700 22,712 6,822
ทม.ชัยนาท 6,139 6,916 13,055 6,488 6,405 7,139 13,544 6,417
ทต.นางลือ 3,727 4,112 7,839 2,437 3,746 4,107 7,853 2,415
ทต.เสือโฮก 3,704 3,913 7,617 2,136 3,738 3,919 7,657 2,121
ทต.หาดท่าเสา 2,464 2,588 5,052 1,584 2,493 2,616 5,109 1,571
ทต.ชัยนาท 3,773 4,442 8,215 2,410 3,808 4,506 8,314 2,398
ทต.บ้านกล้วย 3,178 3,532 6,710 2,770 3,143 3,498 6,641 2,741
อ.มโนรมย์ 11,682 12,767 24,449 7,467 11,709 12,762 24,471 7,365
ทต.หางน้ำสาคร 3,011 3,200 6,211 2,448 3,026 3,216 6,242 2,410
ทต.คุ้งสำเภา 1,065 1,121 2,186 914 1,070 1,140 2,210 911
อ.วัดสิงห์ 10,938 11,505 22,443 7,775 10,942 11,535 22,477 7,690
ทต.วัดสิงห์ 1,812 2,020 3,832 1,706 1,804 2,002 3,806 1,695
อ.สรรพยา 15,841 16,907 32,748 10,364 15,919 17,023 32,942 10,221
ทต.สรรพยา 1,624 1,756 3,380 1,208 1,640 1,758 3,398 1,195
ทต.โพธิ์พิทักษ์ 866 964 1,830 519 874 975 1,849 514
ทต.บางหลวง 2,813 3,087 5,900 2,414 2,816 3,115 5,931 2,387
อ.สรรคบุรี 30,732 33,082 63,814 19,704 30,775 33,222 63,997 19,591
ทต.แพรกศรีราชา 1,396 1,585 2,981 1,125 1,379 1,546 2,925 1,101
อ.หันคา 20,509 21,687 42,196 13,375 20,599 21,767 42,366 13,274
ทต.หนองแซง 3,827 3,886 7,713 2,374 3,840 3,891 7,731 2,367
ทต.หันคา 2,116 2,316 4,432 2,119 2,128 2,318 4,446 2,082
ทต.สามง่ามท่าโบสถ์ 719 752 1,471 505 721 757 1,478 501
อ.หนองมะโมง 6,396 6,438 12,834 4,393 6,416 6,424 12,840 4,357
ทต.วังตะเคียน 3,224 3,348 6,572 2,221 3,231 3,351 6,582 2,201
อ.เนินขาม 5,476 5,650 11,126 3,853 5,512 5,686 11,198 3,828
ทต.เนินขาม 2,968 3,228 6,196 2,276 2,973 3,242 6,215 2,263


บทวิเคราะห์ - ข้อมูลประชากรของจังหวัดชัยนาทตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมามีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องทุกปี

ข้อมูลด้านศาสนาของจังหวัดชัยนาท

จำนวนวัด จำนวนสำนักสงฆ์ จำนวนโบสถ์คริสต์ จำนวนมัสยิด
* มหานิกาย  จำนวน ๒๕๑  วัด
* ธรรมยุต  จำนวน  ๘  วัด 
* จำนวน  ๕๒  แห่ง * จำนวน  ๓  แห่ง * จำนวน  ๑  แห่ง

 

ข้อมูลจำนวนประชากรผู้นับถือศาสนาของจังหวัดชัยนาท

ศาสนา ชาย  ( คน ) หญิง  ( คน ) รวม  ( คน ) หมายเหตุ
พุทธ ๑๖๔,๙๓๐ ๑๗๕,๔๒๐ ๓๔๐,๓๕๐
คริสต์ ๑๓๗ ๒๐๖ ๓๔๓
อิสลาม ๑๔๐ ๑๕๐ ๒๙๐
อื่นๆ - - -
รวม ๑๖๕,๒๐๗ ๑๗๕,๗๗๖ ๓๔๐,๙๘๓

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดชัยนาท พ.ศ. 2544 - 2553

GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, CHAINAT PROVINCE: 2001 - 2010

(หน่วย : ล้านบาท)

สาขาการผลิต 2544
(2001)
2545
(2002)
2546
(2003)
2547
(2004)
2548
(2005)
2549r
(2006r)
2550r
(2007r)
2551r
(2008r)
2552p
(2009p)
2553p1
(2010p1)
ภาคการเกษตร 4,498 4,838 5,387 6,136 6,744 7,574 8,111 11,954 9,671 12,533
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 4,386 4,706 5,283 6,017 6,532 7,281 7,841 11,753 9,444 12,296
การประมง 112 132 105 118 212 293 270 201 227 236
ภาคนอกเกษตร 14,186 14,555 13,965 14,270 15,324 16,723 18,490 20,099 20,428 20,624
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 104 119 91 66 58 110 108 143 146 163
การผลิตอุตสาหกรรม 1,854 2,146 1,769 1,662 1,374 1,666 2,590 3,353 3,267 3,604
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 218 228 240 270 577 328 348 342 429 427
การก่อสร้าง 1,774 1,706 1,368 953 676 780 773 808 807 832
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 3,951 3,935 3,937 4,187 4,688 5,182 5,524 5,805 5,803 5,307
โรงแรมและภัตตาคาร 51 55 55 58 66 46 61 56 58 63
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 634 660 661 890 1,002 1,032 1,120 1,420 1,418 1,355
ตัวกลางทางการเงิน 441 469 462 546 700 972 880 910 787 875
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 704 724 731 743 756 774 765 738 801 798
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคัว 2,121 2,216 2,216 2,197 2,232 2,356 2,516 2,589 2,862 3,005
การศึกษา 1,082 1,124 1,186 1,288 1,553 1,755 2,010 2,126 2,301 2,396
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 607 598 565 617 792 818 910 959 973 971
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 622 551 657 764 819 873 849 812 733 783
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 22 24 26 29 31 33 36 40 43 45
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 18,683 19,393 19,353 20,405 22,067 24,297 26,601 32,053 30,099 33,157
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 50,823 52,760 52,726 55,732 60,457 66,641 72,942 87,791 82,283 90,424
ประชากร (1,000 คน) 368 368 367 366 365 365 365 365 366 367

 

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดชัยนาท พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, CHAI NAT PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 294,493 296,457 298,913 292,682 287,539 286,956 295,231 305,242 310,304
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 212,747 215,114 224,932 217,565 211,659 212,542 212,005 217,119 215,011
  ผู้มีงานทำ 206,609 210,693 220,909 213,598 208,748 208,755 208,765 213,898 213,030
  ผู้ว่างงาน 5,870 4,421 3,572 3,921 2,886 3,623 3,146 2,932 1,955
  ผู้ที่รอฤดูกาล 269  - 451 47 25 164 95 290 27
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 81,746 81,343 73,981 75,117 75,881 74,415 83,225 88,123 95,292
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 141,567 142,505 143,910 140,394 137,002 137,151 140,203 143,983 146,296
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 114,358 114,884 119,114 114,315 110,834 111,841 112,162 114,861 113,056
  ผู้มีงานทำ 110,703 112,740 116,806 112,001 109,136 109,062 110,303 113,193 111,862
  ผู้ว่างงาน 3,562 2,145 1,969 2,314 1,681 2,691 1,765 1,538 1,167
  ผู้ที่รอฤดูกาล 94  - 339  - 17 89 95 131 27
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 27,209 27,621 24,796 26,079 26,169 25,310 28,040 29,122 33,240
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 152,926 153,952 155,003 152,288 150,537 149,805 155,028 161,259 164,008
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 98,388 100,230 105,818 103,250 100,825 100,701 99,844 102,259 101,955
 ผู้มีงานทำ 95,907 97,953 104,103 101,596 99,612 99,693 98,462 100,705 101,168
 ผู้ว่างงาน 2,308 2,276 1,603 1,607 1,205 932 1,381 1,395 787
 ผู้ที่รอฤดูกาล 175  - 112 47 8 75  - 160  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 54,538 53,722 49,185 49,038 49,712 49,105 55,185 59,000 62,052

 

ที่มา: การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

งานมหกรรมหุ่นฟางนก

867abc5f

เป็นการนำฟางข้าวที่ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์ มาประดิษฐ์เป็นรูปนกขนาดใหญ่หลายชนิด โดยนก แต่ละชนิด นำมาติดตั้งบนรถแต่ละคัน ซึ่งตกแต่งไว้อย่างสวยงามเป็นรูปขบวน หลังจากการ ประกวดหุ่นฟางนกทั้งหมดจะนำมาตั้งแสดงที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด กำหนดจัดงานประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนี้ ในบริเวณงานจะมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง และผลิตผลทางการเกษตร

งานส้มโอชัยนาท

3

ชัยนาทเป็นจังหวัดที่สามารถปลูกส้มโอทุกพันธุ์ได้ผลดี ส้มโอสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชัยนาทคือ ส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา ซึ่งมีลักษณะพิเศษดังนี้คือ ผลกลม ผิวเรียบ เปลือกบาง รสหวานกรอบอมเปรี้ยวนิดๆ ไม่มีรสขม ปัจจุบันจังหวัดเร่วส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนปลูกกันเป็นอาชีพและจัดงานส้มโอชัยนาทเป็นประจำทุกปี ช่วงระหว่างปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายนที่บริเวณหน้าศาลากลาง จังหวัดชัยนาท มีกิจกรรมที่น่าสนใจคือการประกวดส้มโอ การจัดนิทรรศการให้ความรู้ จากหน่วยงานทางราชการ การออกร้านจำหน่ายกิ่งพันธุ์และผลส้มโอของเกษตรกรชาวชัยนาท

ประเพณีผีนางด้ง

  • ประวัติความเป็นมา สืบเนื่องมาจากตำบลกุดจอก ซึ่งอพยพมาจากประเทศลาว และได้นำการละเล่นพื้นบ้านมาเล่นสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
  • การละเล่น ใช้สถานที่ที่เป็นลานกลางแจ้ง ไม่มีสิ่งกีดขวาง มักจะเล่นในวันตรุษสงกรานต์ ตอนกลางคืน ในการละเล่นนี้ผู้เล่นจะประกอบด้วย ผู้เชิญผีนางด้ง เป็นผู้หญิง ๒ คน ผู้ร้องเป็นผู้ที่ดูการละเล่น นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ซักถามสิ่งที่อยากรู้อีก ๑ คน ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้นั้น
  • ประกอบด้วย สากยาว ( สากมือ ) ไว้ใช้ตำข้าวในสมัยโบราณ ๒ อัน กระด้งขนาดพอเหมาะ ๑ ใบ
  • ผ้าขาวคลุมกระด้ง แล้วยังมีดอกไม้ ธูปเทียน อีก ๒ ชุด กับไม้คานอีก ๑ อัน
  • บทร้องการเล่นผีนางด้ง นางด้งเอยเข้าป่าระหง กระด้งแม่ม่าย เขาถากเปลือกแดง เขาแทงแมงเม่า ขอเชิญพระเจ้ามาเข้านางด้ง (ร้องซ้ำไปเรื่อยๆ)
  • วิธีเล่น ผู้เชิญนางด้ง ๒ คน ใช้สาวบริสุทธิ์นำกระด้งของหญิงม่าย นำผ้าสีขาวคลุมกระด้ง พร้อมกับผู้หญิงอีก ๑๐ คน ไปทางสามแพ่ง นำดอกไม้ธูปเทียนไปเชิญด้าย เมื่อไปถึงแล้วก็กล่าวเชิญผี ( คนที่ตายไปแล้วในหมู่บ้านนั้นเป็นใครก็ได้ ) ขอเชิญมาเล่นผีนางด้งเพื่อลูกหลาน จะได้รู้ความเป็นไปในท้องถิ่นของตน ทั้งด้านส่วนตัว คู่ครอง ความเป็นอยู่ และสมควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เมื่อเชิญผีนางด้งมาแล้วก็จะมานั่งระหว่างสากตำข้าว ผู้เชิญจะจับกระด้งตั้งขึ้น ผู้ร้องก็จะร้องเพลงผีนางด้งพร้อมๆกัน และปรบมือให้จังหวะ จนกระทั่งที่เชิญผีนางด้งมีอาการสั่น และ กระด้งจะเต้นขึ้นลง จนผ้าคลุมสีขาวหลุดออก ต่อจากนั้นผู้ถามจะถามว่าผีชื่ออะไร โดยใช้ไม้คานให้ผู้เชิญนางด้งจับและเขียนตามที่ผีนางด้งเข้า การซักถามจะถามลักษณะที่ว่าใช่ หรือไม่ ถ้าใช่ให้กระด้งเต้นขึ้นสูงๆ ถ้าไม่ใช่ให้กระด้งนอนลง

รูปแบบของการเล่น

  1. การวางสากตำข้าว
  2. คนเชิญผีนางด้ง
  3. กระด้ง
  4. ผู้ดูแลร่วมกันร้องเพลง

 

  • เมื่อเล่นกันจนเป็นที่หายสงสัย หมดคำถามที่จะถามแล้ว ผู้เชิญก็จะเชิญผีนางด้งกลับ โดยนำกระด้งเดินไปยังทางสามแพ่ง และบอกให้กลับได้
  • เรื่องและเนื้อหาที่นำมาเล่น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของตนเอง ครอบครัว สังคมในท้องถิ่น
  • พิธีกรรมและความเชื่อ เชื่อว่าผู้ที่ตายไปแล้วในหมู่บ้านท้องถิ่นนั้น ยังให้ความคุ้มครองดูแลลูกหลาน และลูกหลานสมควรทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ พร้อมระลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ

สภาพปัจจุบันและอนาคต

หมู่บ้านตำบลกุดจอก ได้อพยพมาปราณ ๔ - ๕ ชั่วคนแล้ว และยังมีการละเล่นเช่นนี้มาอย่างสม่ำเสมอสืบทอดต่อ ๆ กันมา ถึงแม้ว่าผู้คนในหมู่บ้านนี้จะไปทำงานยังต่างจังหวัด เมื่อถึงวันสงกรานต์ทุกคนจะกลับมาทำบุญ และกลางคืนทุกคนจะมารวมกันเล่นผีนางด้ง เพราะเคยเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งให้ทั้งความสนุกสนานและเกิดความรักความสามัคคี

ประเพณีตำข้าวเม่า

ข้าวเม่าเป็นอาหารหวานอย่างหนึ่งของชาวไทยภาคกลางที่ประกอบอาชีพทำนา ชาวนารู้จักทำข้าวเม่ากันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล โดยใช้เมล็ดข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียว ที่มีรวงแก่ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้ นำมาคั่ว ตำ แล้วนำไปรับประทานได้เลย ถ้าทำสุกใหม่ ๆ ก็จะนิ่ม หรือบางคนก็จะนำไปคลุกเคล้าด้วยน้ำตาลทราย มะพร้าวและเกลือ รับประทานขนมหวาน แต่ในปัจจุบัน การตำข้าวเม่ากำลังจะสูญหายไปจากชาวนาไทย เนื่องจากจังหวัดชัยนาทเป็นสังคมเกษตรกรรมโดยเฉพาะ การทำนาปลูกข้าวจึงทำให้สภาพชีวิตของชุมชนมีความผูกพันอยู่กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การตำข้าวเม่าเป็นประเพณีซึ่งนอกจากจะนำความสนุกสนานรื่นเริงมาสู่ชาวบ้านแล้วยังทำให้ได้กินของอร่อย และสามารถตากแห้ง เก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี

ในสมัยก่อนการตำข้าวเม่ามักจะทำในเวลากลางคืน จะเป็นคืนเดือนมืดหรือคืนเดือนหงายก็ได้แล้วแต่สะดวก ในระหว่างคั่วข้าวเม่าบนเตาไฟจะมีประเพณีการเล่นของหนุ่มสาว โดยการนำเอามะพร้าวทึนทึกขว้างไปที่เตาไฟทำให้ภาชนะที่ใช้คั่วข้าวเม่าแตกกระจาย หรือ บุบบู้บี้ จะทำให้บรรยากาศสนุกสนาน คนขว้างที่แอบอยู่ในมุมมืดจะวิ่งหนี ผู้ที่กำลังทำข้าวเม่าก็จะช่วยกันวิ่งไล่จับเอาตัวมาทำโทษ โดยเอาดินหม้อทาหน้า หลังจากนั้นก็จะช่วยกันทำข้าวเม่า โดยใช้ครกไม้ตำข้าวเปลือก และ สากไม้มาช่วยกันตำให้เป็นข้าวเม่า

ในจังหวัดชัยนาทมีประเพณีตำข้าวเม่ามานานแล้ว และได้เลิกไปหลายสิบปี ชาวบ้านบางน้ำพระ ( วัดพระแก้ว ) หมู่ ๑๐ ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี ได้ฟื้นฟูวัฒนธรรมการทำข้าวเม่าไว้ให้ลูกหลานรุ่นหลังได้สืบทอด และระลึกถึงวัฒนธรรมที่มีค่ามาแต่โบราณ โดยได้จัดกิจกรรมมาแต่ต้นปี ๒๕๓๙ จนถึงปัจจุบัน และถือว่าจะต้องปฏิบัติสืบต่อไปทุกปี โยมีจุดประสงค์ เพื่อให้ชาวนารุ่นใหม่ได้เรียนรู้ และสืบทอดประเพณีการตำข้าวเม่า และ เผยแพร่ออกไปให้กว้างขวาง เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในท้องถิ่น และ ส่งเสริมให้อนุชนรุ่นหลังช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีการตำข้าวเม่าสืบไป

พิธีกรรม ชาวบ้านและคณะกรรมการจัดงานจะมาพร้อมกันที่ลานตากข้าววัดพระแก้ว เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. หลังจากนั้น จะมีการสาธิตการตำข้าวเม่า และมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อความสนุกสนานในงาน เช่น การขูดมะพร้าว การตำข้าวเม่า การกินข้าวเม่า งบประมาณที่ใช้ในการจัดงาน ได้รับบริจาคจากคณะกรรมการหมู่บ้าน ชาวบ้าน ครู - อาจารย์ หน่วยงานราชการต่างๆ

วิธีการทำข้าวเม่า ( การตำข้าวเม่า ) เมื่อถึงระยะเวลาที่ข้าวออกรวง เมล็ดข้าวมีสีเหลืองอมเขียว หรือมีสีเหลืองเกือบทั้งรวง ชาวนาก็จะเก็บเกี่ยว และมัดรวมกันเป็นกำๆ ประมาณ ๗ - ๘ กำมือ ใช้ผ้าขาวม้าห่อนำกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านวางรวงข้าวบนกระด้งใบใหญ่ ใช้เท้าเหยียบย่ำลงบนรวงข้าวที่นำมารวมกัน ( เรียกว่า "การนวดข้าว" ) จนกระทั่งเมล็ดข้าวหลุดล่วงออกมาจากรวงหมด หลังจากนั้นฝัดเอาเมล็ดที่ลีบออกให้หมดนำไปใส่กระบุง ใช้เกลือป่นโรยลงไปพอประมาณ ต่อไปก็ก่อไฟ โดยใช้ฟืนแห้งๆ มีก้อนเส้าวางรอบๆ กองไฟ ๓ ก้อน เมื่อไฟติดดีแล้วตั้งหม้อดินหรือกระทะขนาดใหญ่บนก้อนเส้า ใช้ถ้วยแกงในกระบุง ๑ - ๒ ถ้วย ใส่ลงในหม้อดินหรือหรือกระทะ ใช้ไม้ไผ่เหลาปลายแหลมยาวประมาณ ๑ ศอกเศษ ตรงปลายแหลมเสียบติดกับกาบมะพร้าวที่มีเปลือกติดอยู่ ตัดสั้นขนาด ๑ ฝ่ามือ ตามขวาง ใช้สำหรับคนเพื่อให้เมล็ดข้าวในหม้อดินหรือกระทะถูกความร้อนได้ทั่วถึงกันจนกระทั่งได้ยินเสียงข้าวในหม้อดินหรือกระทะแตก แล้วให้รีบยกลง เทข้าวลงในครกแล้วช่วยกันตำ สังเกตเมล็ดข้าวจะมีลักษณะลีบแบนทั่วทั้งหมด แล้วนำมาใส่ในกระด้งแล้วฝัดแยกส่วนที่เป็นผงหรือป่นมาก ๆ ออก แล้วนำไปเก็บในภาชนะ

พิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์วีรชนแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย ( ขุนสรรค์ )

6-25

 

ในวันที่ ๑๙ มกราคมของทุกปี ชาวชัยนาท โดยเฉพาะชาวอำเภอสรรคบุรีจะทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณขุนสรรค์ ท่านเป็นบุคคลทางประวัติศาสตร์ไทยคนหนึ่ง ขุนสรรค์เป็นหนึ่งในผู้นำชาวบ้านบางระจันที่ช่วยกันต่อสู้พม่าเพื่อรักษาแผ่นดินเกิดอย่างกล้าหาญ จนได้รับขนานนามว่า "วีรชนแห่งลุ่มน้ำน้อย"

อนุสาวรีย์ขุนสรรค์ ตั้งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอสรรคบุรี ซึ่งห่างจากตัวจังหวัดชัยนาท ๒๐ กิโลเมตร ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียกรุงเป็นครั้งที่ ๒ ได้เกิดวีรชนค่ายบางระจัน ซึ่งได้รวมตัวกันต่อสู้กับพม่าโดยมีพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้นำ ขุนสรรค์ก็เป็นหนึ่งในผู้นำชาวบ้านบางระจันที่ร่วมกันต่อสู้กับพม่าอย่างกล้าหาญ เชื่อกันว่าขุนสรรค์ชาวเมืองสรรคบุรีมีตำแหน่งเป็นกำนันปกครองเมืองสรรค์ ได้รวมไทยอาสาป้องกันชาติออกรบเป็นหน่วยกล้าตายเข้าต่อสู้กับทัพพม่าถึง ๗ ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีกำลังน้อยและถูกโต้ตอบด้วยปืนใหญ่ และปืนเล็กจนในที่สุดขุนสรรค์และพรรคพวกก็เสียชีวิตในค่ายพม่า หลังจากที่ได้พยายามต่อสู้กับทัพพม่าอย่างห้าวหาญ แม้จะทำการไม่สำเร็จแต่ก็ได้ฝากชื่อเสียงไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจ

ชาวชัยนาททุกคนโดยเฉพาะชาวอำเภอสรรคบุรีไม่เคยลืมวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของขุนสรรค์และให้การยกย่องว่าเป็นไทยอาสาป้องกันชาติคนแรกของอำเภอสรรคบุรี ชาวอำเภอสรรคบุรี ชาวอำเภอสรรคบุรี ตระหนักถึงความสำคัญและภาคภูมิใจในวีรกรรมของบรรพบุรุษ จึงได้รวบรวมทรัพย์สินเงินทองก่อสร้างรูปจำลอง "ขุนสรรค์" ขึ้นเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๒๕ โดยเชิญนายมนตรี ตระหง่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานเททองหล่อรูปจำลอง ณ วัดวิหารทอง ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี เสร็จแล้วนำมาประดิษฐานบนแท่นยืน ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสรรคบุรีเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ชนรุ่นหลัง

อนุสาวรีย์ขุนสรรค์ ขนาดสูง ๒.๕๐ เมตร ใช้เงินทุนทั้งสิ้น ๔๐๐,๐๐๐ บาท และได้ทำพิธีเปิดและสมโภชครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๒๖ หลังจากนั้นทุกๆปี ก็มีการบวงสรวงและสมโภชสืบมานับเป็นประเพณีท้องถิ่นที่สำคัญประเพณีหนึ่ง

ประเพณีนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดบรมธาตุวรวิหาร

ชาวชัยนาทไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุในวันเพ็ญเดือน ๖ และร่วมเวียนเทียนในวัน

วิสาขบูชา วัดพระบรมธาตุวรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ที่ปากคลองแพรกศรีราชา ตำบลชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา จากหลักฐานทางศิลปะวัตถุที่พบในวัดสันนิษฐานว่า วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยขอมเรืองอำนาจ ส่วนตำนานพระบรมสารีริกธาตุเล่ากันว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งลงไปสรงน้ำที่หน้าวัดในเวลาจวนจะพลบค่ำได้ยินเสียงวัตถุกระทบกับขันตักน้ำและเห็นแสงเป็นประกาย จึงหยิบมาดูก็แน่ใจว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุ จึงอัญเชิญมาบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์

ทุก ๆ ปีในวันเพ็ญเดือน ๖ จะมีงานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ประชาชนชาวชัยนาทจะไปทำบุญที่วัดและถือโอกาสนมัสการพระบรมสารีริกธาตุด้วย นับเป็นประเพณีที่ชาวชัยนาทปฏิบัติสืบมาเป็นเวลาเนิ่นนานจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีนมัสการหลวงพ่อหมอหรือหลวงพ่อหลักเมือง วัดมหาธาตุ อำเภอสรรคบุรี

ชาวชัยนาทไปนมัสการหลวงพ่อหมอซึ่งเป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวชัยนาท โดยเฉพาะชาวสรรคบุรีในวันเพ็ญ เดือน ๑๒

หลวงพ่อหมอวัดมหาธาตุ เป็นพระพุทธรูปที่สร้างด้วยศิลา ประดิษฐาน อยู่ในวิหารซึ่งอยู่ติดกับวิหารเก่า ชาวสรรคบุรีและชาวชัยนาทเคารพเลื่อมใสศรัทธาต่อหลวงพ่อหมอเป็นอย่างมาก เชื่อกันว่าหลวงพ่อมีความศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหาร ถ้าใครปรารถนาสิ่งใดและได้อธิษฐานขอสิ่งนั้นจากหลวงพ่อ ก็มักจะได้สมปรารถนาตามที่ตั้งจิตอธิฐาน จึงเป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านศรัทธามาก นอกเหนือจากวันนมัสการหลวงพ่อหมอในวันเพ็ญเดือน ๑๒ แล้ว ชาวบ้านทั่วไปยังถือโอกาสไปนมัสการหลวงพ่ออยู่เสมอ และร่วมทำบุญบริจาคเงินเป็นจำนวนมากจนเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ " พระครูชัยกิจโสภณ" ได้นำเงินจำนวนนี้ จัดเป็นเงินทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนโรงเรียนต่างๆ ในอำเภอสรรคบุรีอย่างต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ยังแบ่งเงินบางส่วนซื้อวัสดุอุปกรณ์บริจาคแก่โรงพยาบาลสรรคบุรี รวมทั้งได้สมทบทุนสร้างตึกอาพาธสงฆ์ได้อีกด้วย

วัดมหาธาตุเป็นวัดที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ประมาณปี พ.ศ.๑๘๙๗ นับว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ และมีความสำคัญยิ่ง ผู้ที่จะไปนมัสการหลวงพ่อหมอ ก็สามารถเข้าไปนมัสการได้ที่วัดมหาธาตุ บ้านหน้าพระลาน หมู่ ๘ ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดชัยนาทประมาณ ๒๑ กิโลเมตร ในงานนมัสการซึ่งจัดขึ้นปีละ ๑ ครั้ง พุทธศาสนิกชนชาวชัยนาท และจังหวัดใกล้เคียงไปร่วมงานนมัสการเป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จไปยังวัดมหาธาตุ เพื่อทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่วัดนี้

ประเพณีนมัสการหลวงพ่อโต วัดพิชัยนาวาส (วัดบ้านเชี่ยน)

ชาวชัยนาทไปนมัสการหลวงพ่อโต วัดพิชัยนาวาส (วัดบ้านเชี่ยน) หลวงพ่อโตวัดพิชัยนาวาสเป็นพระพุทธรูปที่ ชาวบ้านศรัทธามาก หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่คู่วัดพิชัยนาวาสมาเป็นเวลา ๓๐๐ - ๔๐๐ ปี สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ตั้งอยู่ ตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา ไปทางทิศตะวันตกระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดชัยนาท ประมาณ ๓๗ กิโลเมตร ในงานนมัสการซึ่งจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง พุทธศาสนิกชนชาวชัยนาทและจังหวัดใกล้เคียงไปร่วมงานนมัสการเป็นจำนวนมาก

ประเพณีนมัสการหลวงพ่อโต วัดพิชัยนาวาส นับเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ชาวชัยนาท ปฏิบัติสืบต่อกันมา ความเชื่อถือและศรัทธาในพุทธศาสนานับว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชาวชัยนาท วัดมีรายได้ประมาณปีละ ๑๐ ล้านบาท คณะกรรมการวัดจึงสามารถบูรณปฏิสังขรณ์อาคารเสนาสนะได้เต็มที่ จนได้รับการยกย่องเป็นวัดพัฒนาดีเด่นของอำเภอหันคา

นอกจากนี้ ยังมีประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่งบางอย่างจัดเป็นประเพณีประจำปี ได้แก่ ประเพณี บายศรีสู่ขวัญของหมู่บ้านกุดจอก ประเพณีแห่นางแมว ประเพณีวันสารทประเพณีสงกรานต์ ประเพณีวันลอยกระทง ประเพณีตักบาตรเทโว ประเพณีกินข้าวทิพย์ ประเพณีลดน้ำดำหัวผู้สูงอายุกิ่งอำเภอเนินขาม และตำบลหนองแซง ประเพณีก่อพระทรายอำเภอสรรคบุรี เป็นต้น

นอกจากชัยนาทจะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่ปัจจุบันชัยนาทก็มีชื่อเสียงและมีสินค้าด้านหัตถกรรม การจักสาน การปั้น การทอ การทำเครื่องเบญจรงค์ ที่มีฝีมือปราณีต รูปแบบทันสมัย ราคาย่อมเยา มีตลาดการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยฝีมือของชาวบ้านกลุ่มต่างๆ อีกด้วย

2-1

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

7-14

สวนนกชัยนาท เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดชัยนาท เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2526 ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาพลอง หมู่ที่ 4 ตำบลเขาท่าพระ ริมถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ก่อนถึงตัวเมือง 4 กิโลเมตร สวนนกชัยนาท มีพื้นที่ 260 ไร่ มีกรงนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ครอบคลุมพื้นทื่ 26 ไร่ โดยปล่อยพันธุ์นกต่าง ๆ ให้อยู่อย่างธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมีกรงนกขนาดกลางและขนาดเล็กอีก 63 กรง มีสวนหย่อม สวนงู สวนกระต่าย สวนสัตว์ป่า เช่น ละมั่ง เลียงผา กวางดาว เนื้อทราย มีศาลากลางน้ำ อาคารจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก และมีพิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดเป็นปลาจากแม่น้ำเจ้าพระยา 63 ชนิด เช่น ปลาเสือตอ ปลาตองลาย ปลาเสือสุมาตรา ปลากดหิน เป็นต้น


นอกจากนี้ยังมี 3 โครงใหม่ได้ปรับปรุงขึ้นเพื่อให้การท่องเที่ยวภายในสวนนกคุ้มค่ายิ่งขึ้น ได้แก่

  1. มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวซึ่งใช้ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจะได้ศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับด้านประวัติศาสตร์วิถีชีวิต เกษตรกรรม วัฒนธรรม หัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
  2. ศูนย์ผลิตภัณฑ์พื้นเมือง จัดจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าตามฤดูกาลของชุมชน
  3. น้ำตกจำลองที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันดินพังทลาย ตั้งอยู่เชิงเขาพลอง

 

สวนนกเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. สำหรับสวนนกชัยนาท เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. อัตราค่าเช้าชมชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5641 1413

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 32 ถึงสี่แยกถนนสายเอเชีย ช่วงชัยนาท-ตาคลี เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1 ประมาณ 7 กิโลเมตร สวนนกชัยนาทจะอยู่ทางขวามือ

chi05

เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองชัยนาทมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่บนไหล่เขาธรรมามูล ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลธรรมามูล ห่างจากอำเภอเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1 กิโลเมตรที่ 288-289 เข้าทางโรงเรียนธรรมานุกูล ภายในวิหารของวัดมีหลวงพ่อธรรมจักร เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ประทับบนฐานรูปดอกบัว เป็นศิลปะประยุกต์สมัยเชียงแสนตอนปลายถึงสุโขทัยตอนต้น ผสมกับสมัยอยุธยา มีรูปพระธรรมจักรปรากฎอยู่ กลางฝ่าพระหัตถ์เบื้องขวา ซึ่งเข้าใจว่าเป็นความคิดของช่างสมัยนั้น ที่ตั้งใจสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ให้มีเครื่องหมายแห่งมหาปุริสลักษณะ (เป็นลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ ตามคติอินเดีย เช่น ในฝ่าเท้ามีจักรลักษณะ มีลายตาข่ายในฝ่ามือฝ่าเท้า ข้อเท้าเหมือนสังข์ที่ตั้งขึ้น คางเหมือนคางราชสีห์ เป็นต้น) และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ ใบเสมา เป็นศิลาทรายสีแดงตั้งรายรอบพระอุโบสถ สลักลวดลายแบบสมัยอยุธยา ทุกปีจะมีงานนมัสการหลวงพ่อธรรมจักรเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง คือ วันขึ้น 4-8 ค่ำ เดือน 6 และแรม 4-8 ค่ำ เดือน 11

tavo55

เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๖ ตำบลชัยนาท อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พื้นที่วัดเป็นที่เนินอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปูชนียวัตถุที่สำคัญมี พระประธานในอุโบสถปางมารวิชัย ในพระวิหารมีพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร พระประจำวันและอื่นๆ อีก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุ ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง มีแต่ตำนานกล่าวกันต่อๆ มาว่า องค์ พระเจดีย์สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์แห่งอินเดีย โครงสร้างเป็นศิลาแลง

chi01

ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลมะขามเฒ่า เป็นวัดที่ตั้งอยู่บริเวณ ปากคลองมะขามเฒ่า (แม่น้ำท่าจีน) แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา สาเหตุที่เรียกว่า "วัดปากคลองมะขามเฒ่า" เนื่องจากเดิมมีต้นมะขามเก่าแก่อยู่ต้นหนึ่ง ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัด วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มีทิวทัศน์ที่สวยงามน่ารื่นรมย์ และมีชื่อเสียงด้านพระเครื่องด้วย หลวงปู่ศุขแห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่าได้สร้างพระเครื่อง ที่เรียกว่า "หลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า" ซึ่งประชาชนนิยมนำไปสักการะบูชา กุฏิของท่านเป็นแบบทรงไทยโบราณ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดนี้ คือ ภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ในพระอุโบสถติดอยู่ตามผนังเป็นภาพพุทธประวัติ แต่พระองค์มิได้เขียนเองทั้งหมด มีข้าราชบริพารร่วมเขียนด้วย ทั้งหมดเขียนด้วยอักษรขอมผนังด้านใต้มีภาพเขียน บอกเวลาที่เขียนไว้คือปี พ.ศ. 2433

การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 25 กิโลเมตร ไปทางอำเภอวัดสิงห์ตามทางหลวงหมายเลข 3183 กิโลเมตรที่ 36-37

chi02

เป็นเขื่อนขนาดใหญ่สร้างเป็นแห่งแรกของประเทศ ตั้งอยู่ที่บริเวณคุ้งบางกระเบียน หมู่ที่ 3 ตำบลบางหลวง ลักษณะของเขื่อนมีความยาว 237.50 เมตร สูง 16.5 เมตร เขื่อนมีช่องระบาย 16 ช่อง มีประตูเรือติดกับเขื่อนด้านขวากว้าง 14 เมตร สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2500 เรือขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าออกได้ บริเวณเขื่อนมีความสวยงามตามธรรมชาติ ช่วงเดือนมกราคม จะมีฝูงนกเป็ดน้ำนับหมื่นตัวมาอาศัย หากินอยู่ในแม่น้ำบริเวณเหนือเขื่อน เขื่อนนี้ใช้ประโยชน์ทางด้านการชลประทาน การทดน้ำเพื่อการเกษตร โดยระบายน้ำจากแม่น้ำในภาคเหนือ สู่ภาคกลางและอ่าวไทย และยังผลิตไฟฟ้าใช้ภายในจังหวัดด้วย

เขื่อนเจ้าพระยา มีบ้านพักรับรองสำหรับนักท่องเที่ยวไว้บริการ จำนวน 17 ห้อง ราคา 100 บาท / คน / วัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5641 1559 ต่อ 302

การเดินทาง จากอำเภอเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 304 และเลี้ยวซ้ายทางไปอำเภอสรรพยา ประมาณ 6 กิโลเมตร หรือรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ - อำเภอวัดสิงห์ จะผ่านบริเวณหน้าเขื่อน รถประจำทางสาย 1061 ชัยนาท-โพธิ์นางตำ และรถประจำทางสาย 110 สิงห์บุรี-ชัยนาท

chi03

ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลแพรกศรีราชา เดิมชื่อว่าวัดพระธาตุ หรือวัดหัวเมือง เป็นวัดเก่าแก่โบราณคู่เมืองแพรกหรือเมืองสรรค์ เมื่อ พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสและทรงมีลายพระหัตถ์บันทึกไว้ โบราณสถานที่น่าสนใจและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ พระปรางค์กลีบมะเฟือง (พูมะเฟือง) สร้างด้วยอิฐถือปูน 3 องค์ องค์พระธาตุมีลักษณะคล้ายกลีบมะเฟือง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม (ฐานเขียง) เป็นศิลปะสมัยลพบุรี กรมศิลปากรได้บูรณะปฏิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2526 นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ศิลปะแบบลพบุรีและแบบอยุธยาตอนต้น ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งเก็บรักษาสิ่งของโบราณต่าง ๆ

การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 20 กิโลเมตร จากอำเภอเมือง ใช้ทางหลวงหมายเลข 340 ถึงทางแยกเข้าอำเภอสรรคบุรี จากที่ว่าการอำเภอสรรคบุรี บริเวณหอนาฬิกา เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 500 เมตร

tavo2729   tavo3439   tavo3539

ตั้งอยู่เลขที่ ๖๓ บ้านหนองแค หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองน้อย อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาทสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย พื้นที่ตั้งวัดเป็นเนินสูง อยู่ริมแม่น้ำท่าจีนทางฝั่งตะวันตก อาคารเสนาสนะต่างๆ โบสถ์สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐ มีกำแพงแก้วโดยรอบ สำหรับปูชนียวัตถุมีพระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงจีวรลายดอกพิกุลขนาดพระเพลากว้าง ๑ ศอก นอกจากนี้ยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่ในมณฑป และรูปหล่อของหลวงพ่อย้อย และหลวงปู่คล้อยโบราณวัตถุมีหลายรายการเป็นของที่ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๕

วัดทรงเสวย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๐ เดิมมีนามว่า "วัดบ้านหนองแค" ตามชื่อบ้านต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๑ (ร.ศ. ๑๒๗) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จโดยทางเรือผ่านมา และได้ทรงแวะพักเสวยพระกระยาหารเที่ยงที่วัดนี้ จึงได้ทรงพระราชทานนามว่า "วัดทรงเสวย" เพื่อเป็นอนุสรณ์ เมื่อพระองค์ได้เสด็จกลับในปีต่อมาได้ทรงส่งของมาพระราชทานไว้ที่วัดนี้ ซึ่งมีปิ่นโต มีดดาบ ตะเกียง บาตรและเรือ วัดทรงเสวยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๐ ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย

 

หัวข้อ         หน่วยงาน เว็บไซต์

-ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด

-การปกครอง 

-สภาพทางภูมิศาสตร์

-ประชากรและสภาพทางสังคม 

-ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ 

-วัดทรงเสวย

-วัดพระบรมธาตุวรวิหาร  

 เว็บไซต์วิกิพีเดีย

 

สำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาคที่5  

สำนักงานจังหวัดชัยนาท

 

 

 

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาท 

http://th.wikipedia.org/wiki/ชัยนาท

 

http://www.reo05monre.com/infoenvi_system/cn.php


www.chainat.go.th/sub/dopa/45/10.xls 

http://www.siamfreestyle.com/forum/index.php?showtopic=402

http://cnt.onab.go.th/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=49&Itemid=83

ประวัติศาสตร์ เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ ความเป็นมา จังหวัดชัยนาท
การเลือกตั้ง  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชัยนาท

 http://www2.ect.go.th/about.php?Province=chainat&SiteMenuID=910 

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ

 (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย
 ประเพณีและวัฒนธรรม สำนักงานจังหวัดชัยนาท http://www.chainat.go.th/POC/data_45/12.htm 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

รูปตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

แผนที่ที่ตั้งจังหวัด

แผนที่การแบ่งเขตการปกครอง

 http://th.wikipedia.org 

รูปต้นไม้ประจำจังหวัด

gotoknow.org   

รูปดอกไม้ประจำจังหวัด

panmai.com   

แผนที่อาณาเขตจังหวัดชัยนาท

thaienergydata.in.th 

รูปหุ่นฟางนกนก จังหวัดชัยนาท

nakhonsawanchurch.igetweb.com 

รูปงานส้มโอชัยนาท

travelthaimagazine.com 

รูปสวนนก

moohin.com 

อนุสาวรีย์ขุนสรรค์

http://www.thaitripstoday.com/news 

 


  

 

JoomSpirit