สิงห์บุรี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดสิงห์บุรี

1-21

รูปอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน หมายถึง กำแพงและเชิงเทินในตราประจำจังหวัดสิงห์บุรี คืออนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอค่ายบางระจัน เป็นอนุสาวรีย์แห่งวีรกรรม และความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของคนไทย ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ กลุ่มหนึ่ง ได้แสดงความกล้าหาญ ความสามัคคี และความรักชาติบ้านเมือง ได้รวมตัว รวมพลังกันขึ้นเองอย่างจริงใจ และฉับพลันในยามคับขัน ตั้งค่ายต่อสู้ต้านทานกองทัพพม่าข้าศึก ต่อสู้ได้ชัยชนะถึง 7 ครั้ง เพื่อเป็นการถ่วงเวลาคอยกองทัพไทยจากทางอื่น สามารถรวมกลุ่มสู้อยู่ได้นานถึง 5 เดือน จึงได้พ่ายแพ้แก่ข้าศึก

คําขวัญ

"ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน นามกระฉ่อนปลาแม่ลา เทศกาลกินปลาประจำปี"

ต้นไม้ประจำจังหวัด 

2-19
ต้นมะกล่ำต้น

 

ประวัติ

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าถึงเมืองสิงห์ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ไว้ในสาสน์สมเด็จ ว่า ".........เมืองสิงห์บุรีเป็นเมืองใหญ่และเก่า มีป้อมปราการ วัง วัดมหาธาตุ และของสำคัญ คือ พระนอนจักรสีห์ ใหญ่ยาวกว่าพระนอนองค์อื่น ๆ ในเมืองไทย ทำเป็นแบบพระนอนอินเดียเหมือนเช่นที่ถ้ำเมืองยะลา คือ พระกรขวาศอกยื่นไปทางด้านหน้า ไม่ทำงอพระกรตั้งขึ้นรับพระเศียร แบบพระนอนไทย เมืองสิงห์เรียกชื่อต่างๆ ดังนี้ เมืองสิงหราชาธิราช เมืองสิงหราชา เป็นเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำจักรสีห์อันเป็นลำน้ำใหญ่ ห่างแม่น้ำ เจ้าพระยา 200 เส้น เพราะแม่น้ำจักรสีห์ตื้นเขิน เมืองสิงห์จึงกลายเป็นเมืองอยู่ลับลี้......" ก็แสดงว่า สิงห์บุรีเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ มีอดีตยาวนาน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบว่า มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณมาเป็นเวลานานหลายยุคหลายสมัย ดังนี้

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

พบร่องรอยหลักฐานมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี บ้านบางวัว ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน บ้านคู ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน คือ ขวานหิน แวดินเผา หินดุ ชิ้นส่วนกำไลสำริด เป็นต้น

สมัยทวาราวดี

พบหลักฐานที่เมืองโบราณบ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี เป็นการตั้งถิ่นฐานแบบ "เมืองคูคลอง" มีแผนผังเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีคูน้ำ คันดินล้อมรอบ โบราณวัตถุที่ขุดพบ เช่น ภาชนะดินเผา ลูกปัด แท่นหินบด แวดินเผา ตะคัน ฯลฯ ส่วนหนึ่ง จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตอินทร์บุรี ปัจจุบันสถานที่ดังกล่าวเป็นสวนรุกขชาติและที่ตั้งหน่วยอนุรักษ์พันธุ์ไม้จังหวัดสิงห์บุรี เมืองวัดพระนอนจักรสีห์ ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมือง รูปแบบเมืองเป็นเมืองซ้อน มีเมืองชั้นในรูปค่อนข้างกลมและเมืองชั้นนอกล้อมรอบรูปสี่เหลี่ยมมน ไม่ปรากฏร่องรอย กำแพงเมือง (ที่ทำด้วยดินพูนสูง) แต่คูเมืองบางด้านยังปรากฏให้เห็น สิ่งที่พบคือ ลูกปัด แวดินเผา เศษภาชนะ ฯลฯ แหล่งโบราณคดีบ้านคีม ตำบลสระแจง อำเภอบางระจัน มีสภาพเป็นเนินดินรูปรี กว้าง 200 เมตร ยาว 500 เมตร มีคูน้ำขนาด กว้าง 5 เมตร

สมัยสุโขทัย

มีการค้นพบเครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัยตามวัดร้างและลำน้ำเจ้าพระยา แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่า ชุมชนต่าง ๆ นั้นมีความ สำคัญมากน้อยเพียงไร เพราะในช่วงที่อาณาจักรสุโขทัยรุ่งเรืองนั้น ได้มีอำนาจแผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมในบริเวณภาคกลางและ ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฎเหตุการณ์ที่สำคัญคือ สมัยสมเด็จพระมหารามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ตั้งเมืองสิงห์บุรีเป็นเมืองลูกหลวง เมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี เป็นเมืองหลานหลวง นอกจากนี้แล้วเมืองทั้งสามยังเป็นหัวเมืองชั้นใน และหัวเมือง ชั้นในหน้าด่าน รายทางด้านทิศเหนืออีกด้วย โดยมีเมืองลพบุรีเป็นเมืองหน้าด่านหลัก แสดงให้เห็นว่า เมืองสิงห์บุรี เมืองอินทร์บุรี และเมืองพรหมบุรี มีอยู่แล้วเมื่อตั้ง

กรุงศรีอยุธยา

ก่อนหน้านั้นเมืองทั้งสามอาจอยู่ในการปกครองของอาณาจักรสุโขทัย ก็ได้ แต่ไม่ปรากฎแน่ชัดว่า เมืองทั้งสามสร้างขึ้นในสมัยไหน สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้จัดการปกครองใหม่ โดยกำหนด ให้หัวเมืองชั้นในเป็นเมืองจัตวา ดังนั้น เมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี และเมืองสิงห์บุรี จึงเปลี่ยนเป็นเมืองจัตวา ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อปี พ.ศ. 2086 เมืองสิงห์เป็น เมืองที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาให้ทหารไป สืบข่าวเรืองศึกสงครามกับพม่า ขณะเดียวกัน ก็ได้ยกกองทัพไปตั้งที่เมืองอินทร์บุรี เพื่อหยั่งเชิงดูข้าศึกอีกด้วย ดังปรากฎในพระราช พงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา สมับสมเด็จพระมหาธรรมราชา ในปี พ.ศ. 2110 หลังจากสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพได้ไม่นาน พม่าก็ได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ครั้งนี้ พม่ายกกองทัพมาสองทาง คือ ทางเหนือมีพระเจ้าเชียงใหม่เป็นแม่ทัพ และทางตะวันตกมี พระยาพสิมเป็นแม่ทัพ แต่ทัพของพระยาพสิมถูกกองทัพ กรุงศรีอยุธยาตีแตกไปก่อน โดยที่ พระเจ้าเชียงใหม่ยังไม่ทราบ เมื่อกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกมาถึงเมืองชัยนาท ก็ให้แต่งทัพหน้า มาตั้งที่บางพุทรา ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายหลังคือ ตัวจังหวัดสิงห์บุรี ปี พ.ศ. 2308 สมัย สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ในขณะที่พม่าตั้งค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ ชาวบ้านบางระจันได้รวมตัวกัน ต่อสู้กับพม่า ที่บ้านบางระจัน เมืองสิงห์บุรี ซึ่งมีผู้นำสำคัญของชาวบ้าน และปรากฎชื่อ คือ

      1. พระอาจารย์ธรรมโชติ
      2. นายแท่น
      3. นายโชติ
      4. นายอิน
      5. นายเมือง
      6. นายทองแก้ว
      7. นายดอก
      8. นายจันหนวดเขี้ยว
      9. นายทองแสงใหญ่
      10. นายทองเหม็น
      11. ขุนสรรค์
      12. พันเรือง


โดยชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้กับพม่า และสามารถเอาชนะกองทัพพม่าได้ถึง 7 ครั้ง จนถึงครั้งที่ 8 ชาวบ้านบางระจันจึงพ่ายแพ้ ในวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ พ.ศ. 2309 รวมเวลาที่ไทยรบกับพม่าทั้งสิ้น 5 เดือน คือ ตั้งแต่เดือน 4 ปลายปีระกา พ.ศ. 2308 ถึงเดือน 8 ปีจอ พ.ศ. 2309

สมัยกรุงธนบุรี

เมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี เมืองสิงห์บุรี ขึ้นกับกรุงธนบุรี ในประชุมพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงสำเนา ท้องตรา พ.ศ. 2316 เกณฑ์ผู้รักษาเมืองสิงห์บุรี เมืองพรหมบุรี เมืองอินทร์บุรี ยกทัพไปสกัดข้าศึกด้านตะวันออก และคุมพรรคพวก ซ่องสุมกำลังยกไปขุดคูเลนพระนครเมืองธนบุรี

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

มีหลักฐานที่ปรากฎคือพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จัดการปกครองมณฑลเทศาภิบาล เมืองสิงห์บุรี เมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี เข้าอยู่ในมณฑลกรุงเก่า (รัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอยุธยา) และปี พ.ศ. 2439 ยุบเมืองอินทร์บุรี และเมืองพรหมบุรี เป็นอำเภอขึ้นกับเมืองสิงห์บุรี พร้อมกับตั้งเมืองสิงห์บุรีขึ้นใหม่ที่ตำบลบางพุทรา ส่วนเมืองสิงห์บุรีเดิมยุบเป็นอำเภอ สิงห์ และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางระจัน ปีพ.ศ.2444อำเภอเมืองสิงห์บุรีเปลี่ยนเป็นอำเภอบางพุทราและในปี พ.ศ.2481 ทางราชการสั่งให้เปลี่ยนชื่อที่ว่าการอำเภอที่ตั้งอยู่ในเมืองให้เป็นชื่อของจังหวัดนั้น ๆ อำเภอบางพุทราจึงได้กลับไปใช้ชื่ออำเภอเมืองสิงห์บุรีมาจนถึงปัจจุบันนี้

จากหลักฐานที่ปรากฎ สิงห์บุรีเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่ที่ริมลำน้ำจักรสีห์ ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมือง ต่อมาได้มีการย้ายเมืองไปอยู่ที่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน้อยบริเวณใต้วัดสิงห์สุทธาวาสและย้ายมาอยู่ที่ปากบางนกกระทุงตำบลต้นโพธิ์ ต่อมาในปี 2439 ได้ย้ายไปอยู่ที่ตำบลบางพุทรา

สิงห์บุรีแม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็เป็นดินแดนประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นสมรภูมิรบที่ห้าวหาญของสายเลือดไทยที่เด็ดเดี่ยวสามารถใช้

กลยุทธ์และหัวใจที่เสียสละเพื่อชาติ ปกป้องแผ่นดินไว้เพื่อลูกหลานไทย แม้จะเสียเลือด เสียเนื้อ จนหยดสุดท้าย

จากห้วงเวลาของการสู้รบและเหนี่อยยาก มาถึงยุคสมัยของพระพุทธเจ้าหลวง(ร.5) ทรงเสด็จ ประพาสเมืองสิงห์ ชาวบ้านได้มีโอกาสปรุงอาหารถวาย ต้นเครื่อง-แม่ครัว ในยุคนั้นได้สืบทอดวิชาการปรุงอาหารรสเลิศเกิดเป็น ตำนานแม่ครัวหัวป่าเมืองสิงห์ จวบจนปัจจุบัน ภูมิปัญญาในการหาเครื่องปรุงไม่ว่าจะเป็นพืช ผักกุ้ง ปู ปลา ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น ความอุดมสมบูรณ์ของลำน้ำหลายสายเชื่อมโยงการดำเนินชีวิตของชาวบ้านริมน้ำเป็นวิถีชิวิตที่ผูกพันกับสายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่ การเลี้ยงชีพด้วยการเกษตร จนได้ชื่อว่า "แดนดินแห่งแม่น้ำสามสาย"

นอกจากจะปรากฏร่องรอยของตำนาน นักรบไทย เรื่องราวในอดีตยังได้กล่าวถึงความเชื่อความศรัทธา ในพระพุทธศาสนาที่เป็นศูนย์กลางการยึดเหนี่ยวจิตใจ นักรบ และชาวบ้านให้เกิดการฮึกเหิม ตั้งมั่น เด็ดเดี่ยว ปรากฏเป็นวัดวาอารามเก่แก่ เกจิอาจารย์ชื่อดัง ตลิดจนโบราณสถานทรงคุณค่าให้ประชาชนสักการะตลอด ริมแม่น้ำที่สร้างมาร่วมสมัยตั้งแต่เมื่อครั้งพระเจ้าอโศกมหาราชทรงเผยแพร่พระพุทธศาสนามายังสุวรรณภูมิให้เราได้สืบค้นเพื่อเรียนรู้ถึงความเป็นไป ที่เปลี่ยนแปลงตามอดีต หลากหลายเชื้อชาติที่พลัดถิ่นจากสงครามเดินทางมาตั้งหลักปักฐานกลายเป็นชนพื้นบ้านในแถบ อ.พรหมบุรี หรือชาวลาวเวียง ชาวลาว บ้านแป้ง ต้นกำเนิด ประเพณีกำฟ้า ประเพณีต่างๆที่มีความคล้ายคลึงกันตามแถบลุ่มน้ำกลายเป็นความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ผสมผสานสืบทอด...มาจนถึงปัจจุบัน

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

3-19 5-18-1
ที่ตั้งจังหวัดสิงห์บุรี อาณาเขตติดต่อของจังหวัดสิงห์บุรี

 

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นที่ราบลุ่มและพื้นที่ลูกคลื่นลอนตื้น ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนริมแม่น้ำเป็นอย่างมาก มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี นอกจากนี้ยังมีลำน้ำสายอื่น ๆ คือ ลำแม่ลา ลำการ้อง ลำเชียงราก และลำโพธิ์ชัย ไม่มีพื้นที่เป็นภูเขาและป่าไม้และไม่มีแร่ธาตุที่สำคัญ

อาณาเขต

จังหวัดสิงห์บุรีตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 142 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 822,488 ตารางกิโลเมตร หรือ 514,049 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสรรพยา (จังหวัดชัยนาท) และอำเภอตาคลี (จังหวัดนครสวรรค์)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอไชโย อำเภอโพธิ์ทอง และอำเภอแสวงหา (จังหวัดอ่างทอง)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบ้านหมี่และอำเภอท่าวุ้ง (จังหวัดลพบุรี)
ทิศตะวันตก

ติดต่อกับอำเภอสรรคบุรี (จังหวัดชัยนาท) และอำเภอเดิมบางนางบวช (จังหวัดสุพรรณบุรี)

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นที่ราบลุ่มและพื้นที่ลูกคลื่นลอนตื้น ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนริมแม่น้ำเป็นอย่างมาก มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี นอกจากนี้ยังมีลำน้ำสายอื่น ๆ คือ ลำแม่ลา ลำการ้อง ลำเชียงราก และลำโพธิ์ชัย ไม่มีพื้นที่เป็นภูเขาและป่าไม้และไม่มีแร่ธาตุที่สำคัญ

ลักษณะภูมิอากาศ

ลักษณะของภูมิอากาศโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น

  • ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 36.30 องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,047.27 มิลลิเมตรต่อปี
  • ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม อุณหภูมิเฉลี่ย ประมาณ 27 องศาเซลเซียส

การแบ่งเขตการปกครอง

การปกครองแบ่งออกเป็น 7 อำเภอ 73 ตำบล 513 หมู่บ้าน

4-18

1. อำเภอเมืองสิงห์บุรี

2. อำเภอบางระจัน

3. อำเภอค่ายบางระจัน

4. อำเภอพรหมบุรี

5. อำเภอท่าช้าง

6. อำเภออินทร์บุรี

อำเภอในจังหวัดสิงห์บุรี

(หมายเหตุ : การเรียงลำดับข้อมูลเป็นไปตามแหล่งที่อ้างอิง)

 

แบ่งการปกครองออกเป็น 6 อําเภอ 43 ตําบล 364 หมู่บ้าน 13 ชุมชน ดังนี้

  1. อําเภอเมืองสิงห์บุรี มี 8 ตําบล 58 หมู่บ้าน 13 ชุมชน
  2. อําเภออินทร์บุรี มี 10 ตําบล 105 หมู่บ้าน
  3. อําเภอพรหมบุรี มี 7 ตําบล 42 หมู่บ้าน
  4. อําเภอบางระจัน มี 8 ตําบล 77 หมู่บ้าน
  5. อําเภอท่าช้าง มี 4 ตําบล 23 หมู่บ้าน
  6. อําเภอค่ายบางระจัน มี 6 ตําบล 59 หมู่บ้าน


การปกครองส่วนท้องถิ่น
ประกอบด้วย

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด
  • เทศบาลเมือง จํานวน 1 แห่ง
  • เทศบาลตําบล จํานวน 7 แห่ง
  • องค์กรบริหารส่วนตําบล จํานวน 33 แห่ง

หัวหน้าส่วนราชการ

ผู้ว่าราชการจังหวัด นายพิเชษฐ์ ไพบูลย์ศิริ
รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำนวย ตั้งเจริญชัย
นายสุริยันต์ กาญจนศิลป์
หัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายศิริชัย ศรีเหนี่ยง

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การแบ่งเขตเลือกตั้ง

จังหวัด สิงห์บุรี มีประชากร ทั้งสิ้น 215,299คน ชาย 102,993 คน หญิง 112,306 คน จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 165,519 คนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 1 เขตเลือกตั้ง จำนวน 6 อำเภอ ประกอบด้วย 1.อำเภอเมืองสิงห์บุรี 2.อำเภออินทร์บุรี 3.อำเภอบางระจัน 4.อำเภอพรหมบุรี 5.อำเภอค่ายบางระจัน 6.อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้จำนวน 1 คน

เขต 1 นายสุรสาล  ผาสุข พรรคเพื่อไทย

 

จังหวัดสิงห์บุรีสามารถมีสมาชิกวุฒิสภา ได้จำนวน 1 คน ดังนี้

ลำดับที่ 1  นายศุภวัฒน์  เทียนถาวร

ประชากร

จากหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จังหวัดสิงห์บุรีมีประชากรทั้งสิ้น 213,587 คน เป็นชาย 101,932 คน และหญิง 111,655 คน

ศาสนา

มีวัดทั้งหมด 181 วัด พระภิกษุ 1,722 รูป และสามเณร 825 รูป

การศึกษา

ปีการศึกษา 2552 มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนเทศบาล รวม 156 แห่ง นักเรียน จํานวน 33,263 คน ครู 2,182 คน สถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา จํานวน 5 แห่ง นักศึกษา 4,561 คน อาจารย์ 249 คน ระดับอุดมศึกษา 1 แห่ง (มหาวิทยาลัยราชภัฎ-เทพสตรีวิทยาเขตสิงห์บุรี) นักศึกษา (ภาคปกติ) 199 คน นักศึกษา (ภาคสมทบ) 313 คน อาจารย์ 7 คน

การสาธารณสุข ปี 2552 มีโรงพยาบาลรัฐ จํานวน 6 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน จํานวน 1 แห่ง สถานีอนามัย 47 แห่ง และคลินิก 58 แห่ง

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดสิงห์บุรี พ.ศ. 2544 - 2553

GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, SING BURI PROVINCE: 2001 - 2010

(หน่วย : ล้านบาท)

สาขาการผลิต 2544 2545 2546 2547 2548 2549r 2550r 2551r 2552p 2553p1
-2001 -2002 -2003 -2004 -2005 (2006r) (2007r) (2008r) (2009p) (2010p1)
ภาคเกษตร 2,023 2,065 2,446 2,849 3,137 3,510 3,953 5,469 4,600 5,753
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 1,956 2,016 2,412 2,817 3,098 3,481 3,922 5,440 4,567 5,719
การประมง 67 48 34 33 39 29 31 29 33 34
ภาคนอกเกษตร 11,265 12,040 13,042 14,092 15,470 16,683 17,914 18,715 19,387 20,617
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 44 48 36 27 23 67 61 64 65 72
การผลิตอุตสาหกรรม 3,446 3,527 4,636 4,878 4,972 5,536 5,924 6,496 6,832 7,904
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 362 357 401 458 564 644 612 609 750 821
การก่อสร้าง 221 329 320 386 427 465 612 586 588 686
การขายส่ง การขายปลีก
การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์
ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 2,607 2,935 2,891 3,181 3,557 3,487 3,865 3,926 3,962 3,736
โรงแรมและภัตตาคาร 111 115 156 166 180 155 152 160 175 181
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 883 903 833 880 982 1,054 1,102 1,179 1,217 1,194
ตัวกลางทางการเงิน 319 372 380 424 555 797 740 651 633 652
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 443 453 461 465 476 484 485 472 496 491
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 601 641 652 704 837 888 956 954 948 1,044
การศึกษา 1,011 1,047 1,087 1,180 1,398 1,517 1,744 1,835 1,958 2,025
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 807 836 664 724 800 844 937 1,094 1,139 1,159
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 402 468 516 611 690 736 716 680 615 641
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 8 8 9 9 9 9 10 10 10 10
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 13,288 14,104 15,487 16,941 18,607 20,193 21,867 24,184 23,987 26,370
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 55,832 59,299 65,244 71,590 78,912 85,790 92,924 102,690 101,686 111,530
ประชากร (1,000 คน) 238 238 237 237 236 235 235 236 236 236

 

ประเพณีกวนข้าวทิพย์

1-5

งานบุญกวนข้าวทิพย์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กวนข้าวมธุปายาส เป็นงานบุญอีกงานหนึ่งที่ชาวไทยพวน อำเภอพรหมบุรี ร่วมกันจัดขึ้นในเดือน ๑๐ ของทุกปีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวที่ออกรวง และความ เป็น สิริมงคลแก่ตนเอง และอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้มีคุณ เป็นงานกวนข้าวทิพย์ ที่วัดกุฎีทอง ตำบลบางน้ำเชี่ยว ท่านพระครูเมตตานุศาสน์ เจ้าอาวาส วัดกุฎีทอง และชาวไทยพวนอาวุโส ได้ตกลงกัน กำหนดเอาวันที่ ๔ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันประเพณีกวนข้าวทิพย์ เพราะเป็นช่วง เวลาที่รวงข้าวในนา เป็นน้ำนม และวัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใน รัชกาลปัจจุบัน เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวามหาราช ทุกปี เริ่มงานด้วยการสร้างโรงประลำพิธี โยงด้ายสายสิญจน์ไว้โดยรอบเมื่อถึงเวลาอันเป็นมงคล พระสงฆ์ ๙ รูป จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สาวพรหมจารีที่จะทำพิธีกวนข้าวทิพย์ จะนุ่งห่มสีขาว มานั่ง ประจำ ที่ี่เพื่อรับศีล ๘ พระสงฆ์ให้ศีล เสร็จจากการรับศีล สาวพรหมจารีทั้งหมดจะพร้อมกันทำพิธีกวนข้าวทิพย์

ส่วนประกอบข้าวทิพย์ ได้แก่ ข้าวน้ำนมโขลกใบเตย นมข้น แป้งข้าวเหนียว กะทิ น้ำตาล ถั่ว งา มะพร้าวอ่อน (ขูดเป็นปอย) น้ำอ้อย และนมสด ฯลฯ
เครื่องอุปกรณ์ และเครื่องใช้ในการกวนข้าวทิพย์ เตาไฟ ๑๐ เตา กะทะใบบัว ๑๐ ใบ พายจำนวน ๑๐-๓๐ พาย หม้อ กะละมัง ถาด ตลอดจนเครื่องใช้ที่จำเป็นเมื่อเริ่มกวนข้าวทิพย์ สาวพรหมจารีย์ พร้อมกัน พอเป็น พิธีเท่านั้น จากนั้น จะเป็น หน้าที่ของชาวบ้านช่วยกันกวนต่อไปประมาณ ๔ ชั่วโมง เมื่อกวนเสร็จแล้ว เช้า วันที่ ๕ ธันวาคม ทายกทายิกา ถวายข้าวทิพย์ อาหารคาวหวานแด่พระสงฆ์ เพราะถือเป็นบุญใหญ่ เฉกเช่น เดียวกับ นางสุชาดา นำข้าวมธุปายาส ไปถวายพระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ พระอบุตร สัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อ ทำบุญแล้วส่วนที่เหลือก็แจกจ่ายกันไปคนละเล็กละน้อย ไว้รับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล
งานกวนข้าวทิพย์นี้ ให้ความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของไทยพวนและเป็นประเพณีที่ยังปฏิบัติสืบต่อกัน มาและเป็นประเพณีที่ยังคงไว้ชั่วลูกชั่วหลาน

ประเพณีตีข้าวบิณฑ์

เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ทำกันอยู่แห่งเดียวที่หมู่บ้านจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี นิยมทำในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี ชาวบ้านจะนัดกันทำพิธีโดยการนำข้าวเหนียว หรือข้าวเหนียวแดงมาหุงหรือนึ่งพอสุกนำมาใส่ใบตอง พับเป็นรูปกรวย นำไปถวายถวาย หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ วัดพระนอนจักรสีห์ ด้วยการนำพานใส่กรวยข้าวเหนียวที่เตรียมวางไว้ ด้านหน้องค์พระนอนเพื่อทำพิธีถวายข้าวเหนียว เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปพอสมควรจะทำพิธีลาข้าว ทุกคนจะตรงไปที่พานข้าวของตน แบ่งข้าวเหนียวในกรวยใส่กระทง แล้วนำไปวางไว้ที่หน้าองค์ พระนอนพอเป็นสังเขป จากนั้นชาวบ้านจะแยกกันนั่งเป็นวงๆ ละ 6-7 คน แบ่งกันรับประทานข้าวที่เหลือ ซึ่งถือว่าเป็นข้าวบิณฑ์ของหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์

งานวันวีรชนค่ายบางระจัน

จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ที่บริเวณอุทยานค่ายบางระจัน ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน ประกอบไปด้วยพิธีสักการะรูปจำลองพระอาจารย์ธรรมโชติ และวางพวงมาลา สักการะอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน การแสดงละครประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ วีรกรรมวีรชน ค่ายบางระจัน ประกอบแสง สี เสียง และมหรสพ การละเล่นพื้นบ้านต่างๆ มากมาย

ประเพณีกำฟ้า

4-1


เป็นประเพณีของชาวไทยพวนซึ่งอาศัยอยู่บริเวณวัดกุฎีทอง , วัดอุตมะและวัดโภคาภิวัฒน์ อำเภอพรหมบุรี เป็นการรำถวายฟ้าจัดงานในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี

ประเพณีการแข่งเรือยาวสิงห์บุรี

3-2

การแข่งเรือหรือแข่งเรือยาว เป็นทั้งงานประเพณีและกีฬาที่นิยมกันแพร่หลายในหลายจังหวัดของ ประเทศ ไทย เพียงให้มีทำเลที่ตั้งของชุมชนอยู่ติดริมสายน้ำเท่านั้น เฉพาะลำน้ำเจ้าพระยาสายเลือดใหญ่ที่หล่อ เลี้ยงเมืองต่างๆ ตั้งแต่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ ล้วนมีประเพณีแข่งเรือยาวในจังหวัดตนเอง และต่อมาก็ แข่งขันกันระหว่างจังหวัดใกล้เคียง

การแข่งขันเรือของสิงห์บุรีนั้น แต่เดิมก็หวังเพียงความสนุกสนาน สร้างความสามัคคี และได้บุญกุศล ต่อ มา การแข่งเรือได้ประยุกต์ไปตามสภาพของท้องถิ่นและชุมชน ว่ามีความพร้อมขนาดไหนฐานะเศรษฐกิจ อย่างไร เรือยาวมักเป็นเรือของวัดริ่มแม่น้ำ เกือบทุก วัดจะมีเรือยาวส่วนใหญ่จะเป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้า พระยาซึ่งเป็นลำน้ำขนาดใหญ่กว้างและลึก ขอกล่าวเฉพาะการแข่งเรือยาวเท่านั้น

วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร
เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ในตำบลจักรสีห์ สร้างสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะแบบสุโขทัยที่มีความงดงามมาก มีความยาว 47 เมตร 42 เซนติเมตร มีพระกาฬเป็นพระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และพระแก้ว พระหล่อนั่งขัดสมาธิเพชรอันศักดิ์สิทธิ์และมีพระพุทธลักษณะงดงาม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เป็นพระประทานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ

วัดสว่างอารมณ์
ตั้งอยู่ที่บ้านบางมอญ ตำบลต้นโพธิ์ เป็นศูนย์รวมของศิลปะหลายด้าน ได้แก่ การศึกษา การก่อสร้างโบสถ์ วิหารศาลา และโดยเฉพาะการปั้นพระพุทธรูปเหมือน ที่สืบทอดวิชาปั้นพระพุทธรูปมาจากตระกูลบ้านช่างหล่อธนบุรี ภายในวัดยังมี พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ เป็นแหล่งเก็บรวบรวมตัวหนังใหญ่ที่สมบูรณ์ ซึ่งพระครูสิหมุณี อดีตเจ้าอาวาส ได้รวบรวมตัวหนังใหญ่จากฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเอาไว้

วัดกระดังงาบุปผาราม
ตั้งอยู่ตำบลบางกระบือ มีโบสถ์รูปทรงสมัยใหม่ที่งดงามไม่เหมือนโบสถ์แห่งไหนสร้างอยู่บนฐานศาลาการเปรียญหลังเก่า และวัดนี้ยังมีเจดีย์โบราณทรงระฆังคว่ำคล้ายเจดีย์สมัยอยุธยาตอนต้น ฐานเป็นชั้น มีซุ้มทรงระฆังตั้งแต่ปล้องไฉนขึ้นไป

วัดประโชติการาม
ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระบือ เป็นวัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ พุทธลักษณะงดงาม ศิลปะแบบสุโขทัยขนาดใหญ่ 2 องค์ คือ หลวงพ่อทรัพย์และหลวงพ่อสิน ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป

วัดหน้าพระธาตุ
อยู่ในเขตบ้านพระนอนจักรสีห์ ตำบลจักรสีห์ เดิมชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดหัวเมือง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดหน้าพระธาตุ สันนิษฐานว่าสถานที่บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า สิ่งที่สำคัญของวัดนี้ คือ องค์พระปรางค์สูงประมาณ 8 วา ทำเป็นรูปครุฑ อสูรถือกระบองประดับอยู่เหนือชั้นเชิงบาตร ภายหลังมีการเสริมแต่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะอยุธยาตอนต้น โดยการก่ออิฐเพิ่มเติมเป็นซุ้มจรนัมทั้งสี่ด้าน ตั้งแต่ฐานศิลาแลงขึ้นไปก่อด้วยอิฐย่อมุมทรงปรางค์ กลีบขนุนปรางค์ก่อด้วยอิฐ ทิศตะวันออกขององค์ปรางค์มีพระวิหารหลวง ทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถ และมีเจดีย์กลมเรียงรายหลายองค์ เป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบสมัยอยุธยาตอนปลาย

วัดพระปรางค์ (ชัณสูตร)
ตั้งอยู่บ้านโคกหม้อ ตำบลเชิงกลัด ภายในบริเวณวัดมีพระปรางค์ศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ 21สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก่อด้วยอิฐแบบปรางค์ไทยสูงชะลูดคล้ายฝักข้าวโพด ฐานเตี้ย ภายในกลวง มีคูหาสี่เหลี่ยมจตุรัสบนผนังคูหา ด้านหลังมีวิหารเก่าแก่แบบอยุธยา หน้าบันเป็นลายแกะสลักไม้รูปตัวสิงห์และคันทวยต่าง ๆ

แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปรางค์ เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ. 1914-2310 ลักษณะตัวเตาเป็นแบบระบายความร้อนเฉียงขึ้น ก่อด้วยอิฐ ตัวเตาบางส่วนคล้ายเรือประทุนจึงเรียก "เตาประทุน" แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ปล่องไฟ ห้องวางเครื่องปั้นดินเผา และห้องเชื้อเพลิง ตัวเตาเผาที่นับว่ามีขนาดใหญ่ และเส้นผ่าศูนย์กลางของปล่องควันไฟ เคยใช้เป็นที่ผลิตภาชนะดินเผา

อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์
ตั้งอยู่ที่ตำบลทับยา คำว่า "แม่ลา" เป็นชื่อลำน้ำสายหนึ่งในท้องที่จังหวัดสิงห์บุรี ไหลผ่านพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน และอำเภอเมืองสิงห์บุรี เป็นลำน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของปลา ปลาที่จับได้จากลำน้ำแม่ลาจึงมีรสชาติอร่อย อ้วน เนื้อนุ่ม มัน โดยเฉพาะปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นอาหารและของฝากที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสิงห์บุรี

วัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดไม้แดง
ตั้งอยู่ตำบลบางระจัน เป็นสถานที่ที่วีรชนชาวบ้านบางระจันได้เคยใช้เป็นที่มั่น ในการต่อต้านพม่าที่ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2308 ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า "วัดไม้แดง" เพราะภายในบริเวณ มีต้นไม้แดง ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งอยู่หลายต้น และชาวบ้านถือกันว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครกล้าตัดหรือทำลาย ในบริเวณวัดมี "วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ" เป็นวิหารทรงจตุรมุข พระอาจารย์ท่านเป็นผู้นำสำคัญผู้หนึ่งของชาวบ้านบางระจัน

อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน และอุทยานค่ายบางระจัน
เป็นสวนรุกขชาติพักผ่อนหย่อนใจ จะเห็นอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันเป็นรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่ายบางระจันทั้ง 11 คน สร้างโดยกรมศิลปากรปรากฏสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเปิดอนุสาวรีย์นี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2519 ค่ายบางระจันมีความสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ ผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ความกล้าหาญและเสียสละของวีรชนไทย ในครั้งนั้นชาวบ้านบางระจัน ได้รวมพลังกันต่อสู้กับกองทัพพม่าซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล โดยพม่าต้องยกทัพเข้าตีหมู่บ้านนี้ถึง 8 ครั้ง ใช้เวลา 5 เดือน จึงเอาชนะได้

คูค่ายพม่า
ตั้งอยู่ที่บ้านเจดีย์หัก เป็นแหล่งชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นเนินดินแนวยาว สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2127 ครั้งที่พม่ายกกองทัพมาตั้งที่ปากน้ำบางพุทราเพื่อรวบรวมกำลังเข้าตีกรุงศรีอยุธยา

วัดกุฎีทอง
ตั้งอยู่ในเขตตำบลบางน้ำเชี่ยว ภายในวัดมีมณฑปลักษณะเหมือนเจดีย์ ย่อมุมไม้สิบสอง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2443 โดยหลวงพ่อปัญญา อุตมะพิชัย เจ้าอาวาส ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอดและภายในมณฑปนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทโลหะจำลองไว้เป็นที่เคารพสักการะ

วัดพระปรางคมุนี
ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงหมู่ ใกล้กับองค์พระปรางค์เป็น วิหารหลวงพ่อเย็น พระพุทธรูปปูนปั้นศักดิ์สิทธิ์สมัยอยุธยา ด้านข้างวิหารมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เป็นกรุพระเก่าแก่ที่ทางวัดได้ขุดดินบริเวณนั้นมากลบวิหาร ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือชาวบ้านเขียนโดย นายเพ็ง คนลาว เมื่อราวปี พ.ศ. 2462 แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับนรก สวรรค์ แต่ยังคงความงดงามไม่แพ้ที่อื่น

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี
เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดโบสถ์มาก่อน ก่อตั้งโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระเทพสุทธิโมลี เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรีและอุทัยธานี ได้รวบรวมจัดเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 มีโบราณวัตถุที่สำคัญและเป็นที่รวมความรู้ด้านประวัติศาสตร์ เช่น โบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากแหล่งโบราณบ้านคูเมือง แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย จัดแสดงเครื่องประดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ พัดยศ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ เครื่องถ้วยศิลปะไทย-จีน เครื่องดนตรีไทย ส่วนชั้นล่าง เป็นการละเล่นพื้นบ้าน เครื่องมือดักปลา เครื่องทอผ้า ตะเกียงโบราณ

เมืองโบราณบ้านคูเมือง
ตั้งอยู่ที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน เป็นชุมชนโบราณสมัยทวาราวดี ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน มีเนินดินขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีการขุดค้นพบภาชนะดินเผามากมาย และเหรียญเงินมีคำจารึกว่า "ศรีทวารวดีศวรปุญยะ" แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยฟูนัน จนถึงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันวัตถุโบราณที่ค้นพบได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี

วัดพิกุลทอง
อยู่ในเขตตำบลวิหารขาว ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่อแพ (พระเทพสิงหบุราจารย์) ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและเครื่องอัฐบริขารของหลวงพ่อแพตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นอีกด้านหนึ่งของวัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 11 วา 2 ศอก 7 นิ้ว สูง 21 วา 1 คืบ 3 นิ้ว

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

1. ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

2. คำขวัญประจำจังหวัด

3. ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

4. ประวัติ 

สำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี

เว็ปไซต์วิกิพีเดีย

สำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี

http://www.singburi.go.th/history/history.html

 

 

http://th.wikipedia.org/wiki/สิงห์บุรี

 

 

5. ข้อมูลทั่วไป   

   5.1 ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

   5.2 อาณาเขต

   5.3 ลักษณะภูมิประเทศ

   5.4 ลักษณะภูมิอากาศ

   5.5 จำนวนประชากร

 

สำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี

 

 

 

www.singburi.go.th

 

 

6. การปกครอง  

   6.1 การแบ่งเขตการปกครอง

   6.2 หัวหน้าส่วนราชการ

   6.3 หน่วยงานบริหารราช การ

 

สำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี

เว็ปไซต์วิกิพีเดีย

สำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี

 

 

 

http://th.wikipedia.org/wiki/สิงห์บุรี

 

7. การเลือกตั้ง

    7.1 การเลือกตั้งสมาชิก

สภาผู้แทนราษฎร

    7.2 การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

 

เว็ปไซต์วิกิพีเดีย

 

http://th.wikipedia.org/wiki/สิงห์บุรี

8. สภาพทางสังคม

    8.1 ศาสนา   

    8.2 ประเพณี

  

  8.3 สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเทียว

 

สำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี

เว็ปไซต์บ้านจอมยุทธ์

 

 

http://www.thai-tour.com/thai-tour/Central/singburi/data/festival.htm 

singburi-cul.org 

http://www.baanjomyut.com/76province/east/chanburi/travel.html

9.ข้อมูลทางเศรษฐกิจ กระทรวงพลังงาน http://www.thaienergydata.in.th/province/17/ 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสิงห์บุรี                                                                 

http://th.wikipedia.org/wiki/สิงห์บุรี

รูปที่ 2 ต้นไม้ประจำจังหวัดสิงห์บุรี

http://th.wikipedia.org/wiki/สิงห์บุรี        

รูปที่ 4 ที่ตั้งจังหวัดสิงห์บุรี

รูปที่ 5 อาณาเขตจังหวัดสิงห์บุรี

http://th.wikipedia.org/wiki/สิงห์บุรี          

                      

รูปที่ 6 อำเภอในจังหวัดสิงห์บุรี                                                                

http://th.wikipedia.org/wiki/สิงห์บุรี

รูปที่ 7 ประเพณีกวนข้าวทิพย์

singburi-cul.org 

รูปที่ 8 ประเพณีกำฟ้า

mscs.nu.ac.th 

 


  

 

JoomSpirit