สมุทรสาคร

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดสมุทรสาคร

Seal Samut Sakhon

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่สมุทรสาครมีบรรดาเรือสินค้า องแขกมะละกามาจอดพัก และมีสำเภาจีนด้วย ในบริเวณนี้ จึงเรียกว่าท่าจีน ตราของจังหวัดจึงใช้เป็นรูป สำเภาจีนแล่น อยู่ในทะเล

คำขวัญประจำจังหวัด

เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์

ต้นไม้ประจำจังหวัด

2-41-1 21-14
ต้นพญาสัตตบรรณ ดอกพญาสัตตบรรณ

 

สมุทรสาครเป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

สมุทรสาครเดิมชื่อบ้านท่าจีนเป็นชุมนุมชนใหญ่ อยู่บริเวณอ่าวไทย มีทำเลที่เหมาะสมในการพาณิชย์มาก มีเรือสำเภาค้าขายจากประเทศจีนมาจอดเทียบท่าที่นี่ ขนถ่ายซื้อขายสินค้ากันจนเป็นที่รู้จักกันทั่ว ใครอยากจะค้าขายกับเรือสำเภาจีนก็ต้องมาที่นี่ มีชื่อเรียกกันติดปากมาแต่เดิมว่า "ท่าจีน" แต่ยังมิได้มีฐานะเป็นเมืองคงเป็นหมู่บ้านชุมชนแห่งหนึ่งเท่านั้น เมื่อครั้งสังฆราช ปาลเลกัวส์ เดินทางไปเยี่ยมพวกคริสตังชาวจีน ที่กระจัดกระจายอยู่ทางทิศตะวันออกได้กล่าวถึงท่าจีนว่า ".....เป็นเมืองสวยงามมีพลเมืองประมาณ 50,000 คน ส่วนมากเป็นชาวประมง

และพ่อค้า ที่ตั้งจังหวัดอยู่ห่างทะเล 2 ลี้ เป็นทำเลเหมาะในการประมงและการพาณิชย์จึงมีสำเภาจีนมาติดต่อค้าขายอยู่เสมอ"

ในสมัยพระมหาจักรพรรดิ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ครองราชย์ พ.ศ. 2091 - พ.ศ. 2111) แห่งกรุงศรีอยุธยาหลังสงครามเสียสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พ.ศ. 2092 ได้ยกฐานะบ้านท่าจีนเป็นเมือง "สาครบุรี" ตามแผนการเกณฑ์ชายฉกรรจ์ที่อยู่กระจัดกระจายตามหัวเมืองต่าง ๆได้อย่างรวดเร็ว ยามเมื่อเกิดศึกสงคราม ดังปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2507 หน้า 60 ว่า "สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชตรัสว่า ไพร่บ้านพลเมือง ตรี จัตวา ปากไต้เข้าพระนครครั้งนี้น้อย หนีออกอยู่ป่าดงห้วยเขาต้อนไม่ได้เป็นอันมาก ให้เอาบ้านท่าจีนตั้งเป็น สาครบุรี" และข้อความในพงศาวดาร ไทยรบพม่าว่า ".......เพื่อจะให้สะดวกแก่การเรียกหาผู้คนเวลาเกิดศึกสงคราม จึงให้ตั้งเมืองขึ้นใหม่อีก 3 เมือง คือ ยกบ้านตลาดขวัญเป็นเมืองนนทบุรี เมือง 1 ยกบ้านท่าจีนเป็นเมืองสาครบุรีเมือง 1 แบ่งเอาเขตเมืองราชบุรีกับเมืองสุพรรณบุรีมารวมกัน ตั้งเป็นเมืองนครไชยศรีขึ้นอีกเมือง...."

หลวงวิจิตรวาทการ ได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลเล่ม 3 ว่า "หลังจากสงครามกับเขมร (พ.ศ. 2099)........ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยังให้ตรวจบัญชีสำมะโนครัวราษฎร ได้จำนวนชายฉกรรจ์ในมณฑลราชธานีถึงแสนเศษ แล้วจัดระเบียบการระดมพลให้สะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน ในการนี้ให้ตั้งเมืองชั้นในเพิ่มขึ้นหลายเมือง คือ ตั้งบ้านท่าจีนขึ้นเป็นเมืองสาครบุรี เมือง 1......"

สรุปความตรงกันว่า บ้านท่าจีนได้ยกขึ้นเป็นเมืองสาครบุรี ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เพื่อสะดวกแก่การเรียกหาผู้คนเวลาเกิดศึกสงคราม และสะดวกแก่การปกครอง

ในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้ยกเมืองสาครบุรีขึ้นกับกรมท่า ดังปรากฏในประชุมพงศาวดารว่า ".......แบ่งหัวเมือง ขึ้นกลาโหม มหาดไทย กรมท่า ในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์........ยังคงเมืองขึ้นกรมท่าอีก 8 เมือง คือ เมืองนนทบุรี 1 เมืองสมุทรปราการ 1 เมืองสาครบุรี 1......."

ในปี พ.ศ. 2390 ปีมะแม พระยามหาเทพให้จมื่นทิพเสนา (เอี่ยม) ออกไปจับฝิ่นอ้ายจีนเผียว ซึ่งตั้งตนเป็นตั้วเหี่ยที่ลัดตรุด แขวงสาครบุรี มีการจับกุมหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันอังคาร เดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ (14 มีนาคม พ.ศ. 2390) พระยามหาเทพไปกับพระสวัสดิวารีพร้อมกับเกณฑ์กรมการเมืองสาครบุรี และชาวบ้านไปช่วย เกิดการต่อสู้กันขึ้น พระยามหาเทพได้รับบาดเจ็บ อ้ายจีนเผียวตั้งใจจะหนีเข้าอังกฤษ รัชกาลที่ 3 โปรดให้พระยาพระคลังคุมพวกตำรวจในพระยามหาเทพกับกองรามัญไปตั้งที่สาครบุรี และมีหนังสือถึงผู้รักษาเมืองสมุทรสงคราม ราชบุรี ให้ตีสกัดจีนเผียวลงมา ในที่สุดสามารถจับจีนเผียวตั้วเหี่ยได้ที่ราชบุรี

ครั้งต่อมาในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อเมืองสาครบุรี เป็นเมือง สมุทรสาคร ดังปรากฏอยู่ในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ว่า "......เมืองขึ้นกรมท่าเรือเมืองนนทบุรีศรีมหาสมุทร แปลงเป็นเมืองนนทบุรีศรีมหาอุทยาน เมืองสาครบุรีแปลงเป็นเมืองสมุทรสาคร เกาะกงให้ชื่อเมืองประจันตคีรีเขตต์รวม 3 เมือง

ในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2438 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมณฑลนครไชยศรี มีเมืองปกครอง 3 เมือง คือ นครชัยศรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร
เมืองสมุทรสาคร เดิมมีอำเภอขึ้นอยู่ในความปกครอง รวม 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองสาคร อำเภอบางโทรัด อำเภอกระทุมแบน ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2446 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่ออำเภอบางโทรัด เป็นอำเภอ "บ้านบ่อ" ให้ตรงกับชื่อตำบลที่ตั้งอำเภอ เพราะอำเภอบางโทรัด ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบ้านบ่อ

ในปี พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้ทางราชการเปลี่ยนคำว่า "เมือง" เป็น "จังหวัด" ทั่วทุกแห่งในพระราชอาณาจักร เมืองสมุทรสาครจึงเปลี่ยนเป็น "จังหวัดสมุทรสาคร" มาจนทุกวันนี้

ต่อมาได้มีแจ้งของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2468 ว่า ได้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า อำเภอบ้านบ่อ จังหวัดสมุทรสาคร มณฑลนครชัยศรี ซึ่งตั้งที่ว่าการอำเภอบ้านบ่อ แต่เดิมเป็นตำบลลับ เวลานี้การไปมาค้าขายของราษฎร ได้ไปประชุมกันอยู่ทางคลองดำเนินสะดวก ตำบลบ้านแพ้ว จึงเป็นตำบลที่สำคัญอย่างยิ่ง และทั้งตำบลบ้านบ่อกับตำบลที่ใกล้เคียง ราษฎรจะไปมาติดต่อกับอำเภอเมืองสมุทรสาคร สะดวก เพราะมีรถไฟไปมาได้ในวันเดียว อีกประการหนึ่งท้องถิ่นที่อำเภอสามพรานมาขึ้นได้อีกหลายตำบล สะดวกแก่การปกครองขึ้นอีก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมท้องที่ตำบลต่างๆ คือ แยกเอาตำบลดอนไผ่ 1 ตำบลบ้านแพ้ว 1 ตำบลเจ็ดริ้ว 1 ตำบลคลองตัน 1 จากอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมรวม 4 แห่ง แบ่งออกตำบลอำแพงของอำเภอเมืองสมุทรสาคร 1 ตำบล รวมกับตำบลโรงเข้และตำบลหลักสาม ของอำเภอบ้านบ่อ รวม 7 ตำบลด้วยกัน เป็นอำเภอหนึ่ง ตั้งที่ว่าการที่ตำบลบ้านแพ้ว เรียกว่าอำเภอบ้านแพ้วขึ้นจังหวัดสมุทรสาคร
ส่วนอำเภอบ้านบ่อเก่า ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านบ่อนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกับตำบลบางกระเจ้า 1 ตำบลบางโทรัด 1 ตำบลกาหลง 1 ตำบลนาโคก 1 เข้ากับตำบลบ้านบ่อเป็น 5 ตำบลด้วยกัน ตั้งขึ้นเป็นกิ่งอำเภอเรียกว่า "กิ่งอำเภอบ้านบ่อ" ขึ้นกับอำเภอเมืองสมุทรสาคร ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2468 เป็นต้นไป จังหวัดสมุทรสาคร มีอำเภอและกิ่งอำเภอขึ้นอยู่ในปกครอง 3 อำเภอ กับ 1 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร อำเภอกระทุ่มแบน อำเภอบ้านแพ้ว และกิ่งอำเภอบ้านบ่อ ขึ้นกับอำเภอเมือง

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครชัยศรีได้ไปตรวจราชการที่กิ่งอำเภอบ้านบ่อ เห็นการงานแผนกมหาดไทย แผนกอัยการ มีน้อย ส่วนแผนกสรรพากรมีมาก เห็นว่าควรรวมการงานแผนกมหาดไทยและแผนกอัยการกับอำเภอเมืองสมุทรสาคร มณฑลนครชัยศรีจึงได้คำสั่งที่ 173/895 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2469 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ให้สั่งปลัดกิ่งอำเภอบ้านบ่อ และเสมียนพนักงานขนสรรพราชการทั้งปวงในแผนกมหาดไทย และแผนกอัยการมารวมทำการอยู่ที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ส่วนกิ่งอำเภอนั้น ให้มีเจ้าพนักงานสรรพากร 2 คน ตรวจเก็บภาษีอากรด่านและประจำที่ไปตามเดิม ตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่งนี้เป็นต้นไป

ต่อมาสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครชัยศรี ได้มีคำสั่งที่ 1578/19239 ลงวันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2470 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครว่า เนื่องจากทางราชการได้แบ่งตำบลในท้องที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กับตำบลในท้องที่อำเภอกระทุ่มแบน อำเภอเมืองสมุทรสาคร กิ่งอำเภอบ้านบ่อ จังหวัดสมุทสาครไปตั้งเป็นอำเภอบ้านแพ้วขึ้นในจังหวัดสมุทรสาครเสียแล้วนั้น กิ่งอำเภอบ้านบ่อคงเหลือเพียง 5 ตำบล ต่อมาราชการสำหรับกิ่งอำเภอบ้านบ่อน้อยลง ตลอดทั้งการไปมาระหว่างอำเภอเมืองสมุทรสาครกับกิ่งอำเภอบ้านบ่อสะดวกขึ้น มณฑลเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีกิ่งอำเภอบ้านบ่ออีกต่อไป จึงได้ขออนุญาตยุบกิ่งอำเภอบ้านบ่อกับยกราชการและย้ายปลัดกิ่งอำเภอและเสมียนพนักงานไปรวมทำที่อำเภอเมืองสมุทรสาครเข้าไปยังกระทรวงมหาดไทย และได้รับท้องตราพระราชสีห์น้อย ที่ 400/14407 ลงวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2470 อนุญาตให้ยุบกิ่งอำเภอนั้นแล้วและให้จัดการแก้ทำเนียบท้องที่เสียให้ถูกต้อง

ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2470 เป็นต้นไป จังหวัดสมุทรสาครมีอำเภอขึ้นอยู่ในความปกครองรวม 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้วส่วนกิ่งอำเภอบ้านบ่อยุบไปขึ้นกับอำเภอเมืองสมุทรสาคร

ครั้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2486 ทางราชการได้ยุบจังหวัดสมุทรสาครไปรวมกับจังหวัดธนบุรี อำเภอเมืองสมุทรสาคร อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้ว จึงต้องไปขึ้นอยู่ในความปกครองของจังหวัดธนบุรี และอำเภอเมืองสมุทรสาครจึงต้องเปลี่ยนชื่อ เป็น "อำเภอสมุทรสาคร"

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ทางราชการได้แยกการปกครองท้องที่ของจังหวัดสมุทรสาครเดิมออกจากจังหวัดธนบุรี และยกฐานะเป็นจังหวัดขึ้นใหม่เรียกว่า จังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้ว จึงได้มาขึ้นอยู่ในความปกครองของจังหวัดสมุทรสาคร และอำเภอสมุทรสาครก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอเมืองสมุทรสาครตามเดิม

ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลรัชกาลที่ 8 เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มาเพื่อเยี่ยมทุกข์สุขของราษฎรนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ชาวจังหวัดสมุทรสาครปลาบปลื้มปิติเป็นอันมาก

ประชาชนนิยมเรียก จังหวัดสมุทรสาครว่า "มหาชัย" ตามชื่อคลองมหาชัย ซึ่งเป็นคลองที่ขุดในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญที่ 8 (พระเจ้าเสือ) แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อตัดความคดเคี้ยวของคลองโคกขาม แต่เดิมเริ่มต้นจากคลองด่าน วัดหัวหมู เขตเมืองธนบุรี จนถึงคลองโคกขาม เรียกว่า "คลองพระพุทธเจ้าหลวง" แต่ยังไม่ทันเสร็จก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน

"สมเด็จพระสรรเพชญที่ 9 (ขุนหลวงท้ายสระ) เสด็จพระราชดำเนินทรงเบ็ดที่ปากน้ำท่าจีน เมื่อถึงคลองมหาชัย เห็นคลองนั้นขุดไม่แล้วค้างอยู่ ครั้นทรงเบ็ดแล้วกลับคืนมาถึงพระนครจึงทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้พระราชสงครามเป็นนายกองให้กะเกณฑ์คนหัวเมืองปักษ์ใต้ 8 หัวเมือง .......ไปขุดคลองมหาชัย จึงให้ฝรั่งส่องกล้องดูให้ตรงปากคลอง ปักกรุยลงเป็นสำคัญทางไกล 340 เส้น ได้ขุดคลองลึก 6 ศอก กว้าง 7 ศอก ขุด 2 เดือนจึงแล้วเสร็จ ....คลองนั้นได้ชื่อว่า "คลองมหาชัย" ตราบเท่าทุกวันนี้" ต่อมาตัวเมืองเจริญเติบโตขึ้น ณ ริมฝั่งซ้ายของคลองมหาชัย ชื่อมหาชัยจึงกลายเป็นชื่อที่คนทั่วไปเรียกอีกชื่อหนึ่ง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินการปฏิรูประเบียบวิธีบริหารราชการแผ่นดิน พระองค์ได้ทรงมีพระราชประสงค์อันแรงกล้าที่จะจัดให้มีข้อบัญญัติเกี่ยวกับพระบรมราชานุภาพ ของพระมหากษัตริย์ของประเทศเช่นที่อารยประเทศได้ถือปฏิบัติและทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนพลเมือง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศเพื่อช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญลุล่วงตามทัศนคติใหม่ของระบอบการปกครองในประเทศตะวันตก ในระยะแรกพระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ อนุญาตให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเปลี่ยนแปลง ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และกำนันเป็นผู้ได้รับเลือกมาจากประชาชนในท้องถิ่น แทนที่ทางรัฐบาลจะเป็นผู้แต่งตั้งดังเช่นในสมัยก่อน

ครั้นเมื่อกระทรวงมหาดไทยนำพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 ออกใช้ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ได้มีบทบัญญัติกล่าวถึงการนคราภิบาลไว้ด้วย ใน ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเริ่มให้มีการจัดการบำรุงท้องถิ่นแบบสุขาภิบาลขึ้นในกรุงเทพฯ สิ่งเหล่านี้นับว่ามีอิทธิพลสืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีโอกาสไปดูกิจการต่างๆ ในทวีปยุโรป อย่างไรก็ตามความเจริญของประเทศและลักษณะปกครองของไทยยังผิดกันกับประเทศต่างๆ เหล่านั้น ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่ว่า "...ประเทศอื่น ๆ ราษฎรเป็นผู้ขอให้ทำ เจ้าแผ่นดินจำใจทำในเมืองเรานี้เป็นแต่พระเจ้าแผ่นดินคิดเห็นว่าควรจะทำ เพราะจะเป็นการเจริญแก่บ้านเมืองและความเป็นสุขแก่ราษฎรทั่วไป จึงได้คิดทำ เป็นการผิดกันตรงกันข้าม...."

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในราชการและเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายสำหรับหัวเมืองในส่วนภูมิภาคก็ได้ทรงดำริที่จะดำเนินการตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อยมา การสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ได้เริ่มงานมาหลายปีแต่การจัดตั้งการสุขาภิบาลหัวเมืองยังไม่สามารถจะทำได้ เพราะเสด็จในกรมทรงเห็นว่าประชาชนยังไม่พร้อมที่จะรับ พระองค์ทรงต้องการที่จะให้ประชาชนมีความเข้าใจและเห็นคุณประโยชน์ของการสุขาภิบาลนี้เสียก่อน การรอจังหวะที่ดีกินเวลาอีกหลายปี จนกระทั่งถึง ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงเริ่มงานจัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก โดยทรงเลือกเอาวิธีการสุขาภิบาลมาแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปรับปรุงท้องถิ่นในตำบลท่าฉลอม ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเป็นที่สกปรกรกรุงรังจนไม่เป็นที่สบพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงได้มีหนังสือตราพระราชสีห์น้อย ที่ 20/3990 ลงวันที่ 2 สิงหาคม ร.ศ. 124 ถึงพระยาพิไชยสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร มีความตอนหนึ่งว่า "ด้วยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ร.ศ. 124 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกที่ประชุมเสนาบดี มีรับสั่งเล่าถึงที่ได้ไปประพาสเมืองนครเขื่อนขันธ์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัยที่ได้ทอดพระเนตรเห็นถนน และตลาดเมืองนครเขื่อนขันธ์โสโครกมาก รับสั่งว่าสกปรกเหมือนตลาดท่าจีน ฉันนั่งอยู่ที่ประชุมรู้สึกละอายใจมาก ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์จะสกปรกหรือสะอาดก็ไม่ใช่ธุระของเรา แต่ความสกปรกของตลาดท่าจีนซึ่งสกปรกจริงสำหรับเป็นที่ยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่อื่นที่ไม่พอพระราชหฤทัยเช่นนี้ ก็เสมอกริ้วตลาดท่าจีนด้วยเหมือนกัน การเป็นเช่นนี้จึงรู้สึกร้อนใจมาก เห็นว่า ถ้าไม่คิดอ่านปัดกวาดจัดถนนในตลาดท่าจีน ให้หายโสโครกแล้วจะเสียชื่อตั้งแต่ฉันตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองและกำนันผู้ใหญ่บ้านในตลาดท่าจีน ซึ่งเป็นคนดี ๆที่ฉันรู้จักอยู่แทบทุกคน ถ้าตลาดท่าจีนยังสกปรกอยู่อย่างนี้ แม้ปีนี้เสด็จอีกก็เห็นจะไม่เสด็จตลาดและจะให้กำนันผู้ใหญ่บ้านในที่นั้นเฝ้าก็เห็นไม่ได้ ฉันมีความร้อนใจอย่างนี้ จึงได้มีตราฉบับนี้มายังพระยาพิไชยสุนทร เมื่อได้รับตราฉบับนี้แล้วขอให้เรียกกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ตลาดท่าจีนมาประชุมอ่านตราฉบับนี้ให้ฟังและปรึกษากันดูว่าจะควรทำอย่างไร อย่าให้พระเจ้าอยู่หัวทรงติเตียนได้"

เมื่อได้รับหนังสือตราพระราชสีห์น้อยฉบับนี้ ปรากฎว่าพระยาพิไชยสุนทรได้เรียกประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลท่าฉลอมทั้งหมด เพื่อให้ทราบข้อบกพร่องและช่วยกันคิดอ่านแก้ไขในการที่ถูกติเตียนเช่นนี้ ในที่สุดผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาครทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านได้ชักชวนให้ประชาชนและพ่อค้าในตำบลท่าฉลอมร่วมมือช่วยกันสละเงินได้แก่การเรี่ยไร เพื่อนำมาปรับปรุงตลาดท่าจีนให้สะอาด ได้เงินเป็นจำนวนทั้งสิ้น 5,472 บาท โดยได้นำเงินจำนวนที่ได้มาทำเป็นถนนปูอิฐขนาดกว้าง 2 วา ได้ยาวถึง 11 เส้น 14 วา อีกทั้งจ้างคนปัดกวาดเทขยะมูลฝอยทิ้งจนตลาดท่าจีนสะอาดสมความปรารถนา

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีความยินดีเป็นอันมาก พระองค์ทรงรายงานทูลเกล้าถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ทรงทราบถึงความร่วมมือร่วมใจของประชาชนชาวท้องถิ่นในตลาดท่าฉลอม ในการสละเงินทองปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญขึ้นและในขณะเดียวกันเสด็จในกรม ก็ได้ทรงเห็นเป็นโอกาสอันงามที่จะเริ่มงานสุขาภิบาลหัวเมืองขึ้นที่ตำบลท่าฉลอม เป็นแห่งแรกเสียเลย เพราะสิ่งที่ดำเนินการไปนั้น ยังต้องมีการบำรุงและเสริมสร้างกันต่อไปอีก จึงทรงเสนอต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกันนั้นก็ขอพระบรมราชานุญาตแก้ไข "ภาษีโรงร้าน" เพื่อจัดสมทบเป็นรายได้แก่สุขาภิบาลที่ตั้งขึ้น หน้าที่โดยย่อ 3 ประการของสุขาภิบาลที่เสด็จในกรมทรงเสนอไว้แต่แรก คือ

  1. ซ่อมแซมรักษาถนนหนทาง
  2. จุดโคมไฟให้มีแสงสว่างในเวลาค่ำคืนเป็นระยะตลอดถนนในตำบลนั้น และ
  3. ให้จ้างลูกจ้างสำหรับกวาดขนขยะมูลฝอยของโสโครกต่าง ๆ ในตำบลนั้นไปทิ้งเสียที่อื่น

 

กระทรวงมหาดไทยได้ส่งพระยาจ่าแสนยบดี เจ้ากรมมหาดไทยฝ่ายพลำภังไปประชุมปรึกษาหารือกับผู้ว่าราชการเมืองสมุทรสาคร กำนันผู้ใหญ่บ้าน พ่อค้าและราษฎรในบ้านตลาดท่าฉลอมในการจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม และปรึกษาขอความคิดเห็นในการปรับปรุงภาษีโรงร้าน และการใช้จ่ายเงินเพื่อการสุขาภิบาล ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือจากประชาชนในท้องที่ในครั้งนั้นเป็นอย่างดี เพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของพระราชประสงค์แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในด้านการสุขาภิบาล พระองค์จึงเสด็จไปทอดพระเนตร และไปเป็นเกียรติอันปวงชนควรจะได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในการเปิดถนนที่ราษฎรตำบลท่าฉลอมออกเงินสร้างสำเร็จซึ่งมีชื่อว่า "ถนนถวาย" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ร.ศ. 124 นับว่าเป็นการเริ่มงานสุขาภิบาลหัวเมืองขึ้นเป็นแห่งแรกด้วย
คณะกรรมการสุขาภิบาลท่าฉลอมชุดแรกที่ได้ตั้งขึ้นประกอบด้วยสมาชิกดังนี้ คือ

  1. หลวงพัฒนการภักดี กำนันตำบลท่าฉลอม
  2. ขุนพิจารณ์นรกิจ
  3. ขุนพินิจนรภาร
  4. จีนพัก
  5. จีนศุข
  6. จีนเน่า
  7. จีนอู๊ด
  8. จีนโป๊ ผู้ใหญ่บ้าน

 

การบริหารงานสุขาภิบาลท่าฉลอมในระยะต่อมาเป็นไปอย่างเรียบร้อยดี เพราะปรากฎว่าการเก็บภาษีโรงร้านในตลาดท่าฉลอม ได้เก็บตลอดทุกบ้านเรือนทั้งที่ทำการค้าขายหรือมิได้ค้าขาย และไม่ว่าในบังคับใดๆ ย่อมเสียให้โดยไม่เกี่ยงงอน การจ่ายเงินของคณะกรรมการสุขาภิบาลก็จ่ายโดยเขม็ดแขม่ ด้วยความรู้สึกเสียดายเงินและมีบัญชีโฆษณาให้คนทั้งหลายทราบเสมอทุกเดือนว่าเก็บเงินได้เท่าใดจ่ายใช้ไปเท่าใด คงเหลือเป็นเงินเท่าใด เป็นต้น สมพระเจตจำนงอันรอบคอบของสมเด็จเสนาบดีทุกประการ

เสด็จในกรมทรงอธิบายถึงการจัดตั้งการสุขาภิบาลท่าฉลอมเป็นตัวอย่างแก่ที่ประชุมว่าเป็นวิธีที่จัดให้กำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลนั้นเป็นผู้ใช้จ่ายเงินเอง ผู้ว่าราชการเมืองมีหน้าที่แต่เพียงแนะนำตรวจตราให้การเป็นไปตามพระราชประสงค์เท่านั้น พระองค์ได้ทรงแนะนำให้ข้าหลวงเทศาภิบาลไปจัดหาสถานที่เพื่อจัดตั้งการสุขาภิบาลขึ้นเป็นการทดลองในท้องที่ ๆ มีความจำเป็นและสมควรที่จะจัดก่อน แต่การจัดตั้งการสุขาภิบาลนี้เสด็จในกรมทรงดำริให้ "เกิดจากความนิยมของราษฎรก่อน คือให้ราษฎรนำน่า และรัฐบาลตามหลัง" ทั้งนี้ เพื่อให้การสำเร็จไปด้วยความชมชอบของประชากร

ที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Thailand 6-40-1
ที่ตั้งจังหวัดสมุทรสาึคร อาณาเขตติดต่อของจังหวัดสมุทรสาคร

 

ที่ตั้ง ขนาด และอาณาเขต

จังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดชายทะเล ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย ประมาณเส้นรุ้งที่ 130 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 100 องศาตะวันออก เป็นจังหวัดปริมณฑล ห่างจากกรุงเทพมหานครตามระยะทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ประมาณ 30 กิโลเมตร มีพื้นที่ 872,347 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 545,216 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดนครปฐม
ทิศใต้ ติดทะเลอ่าวไทย
ทิศตะวันออก ติดต่อกับกรุงเทพมหานคร
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดราชบุรี

 

แผนที่จังหวัดสมุทรสาคร

loc 1

ลักษณะภูมิประเทศ

cond01 จังหวัดสมุทรสาคร มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1.00-2.00 เมตร มีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่านตอนกลางจังหวัด ไหลคดเคี้ยวตามแนวเหนือใต้ลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ระยะทางยาวประมาณ 70 กิโลเมตร พื้นที่ตอนบนในเขตอำเภอบ้านแพ้วและอำเภอกระทุ่มแบนมีความอุดมสมบูรณ์ของดินและมีโครงข่ายแม่น้ำลำคลองเชื่อมโยงถึงกันกระจายอยู่ทั่วพื้นที่กว่า 170 สาย จึงหมาะที่จะทำการเพาะปลูกพืชนานาชนิด และบางส่วนเป็นย่านธุรกิจอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดในเขตอำเภอเมืองสมุทรสาครอยู่ติดชายฝั่งทะเลยาว 41.8 กิโลเมตร จึงเหมาะที่จะประกอบอาชีพประมงทะเล เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและทำนาเกลือ

 

ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดสมุทรสาคร มีลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบฝนเมืองร้อน (Tropical Climate) เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมบก ลมทะเล และมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งพายุดีเปรสชั่นที่พัดผ่านมาจากทะเลจีนใต้ จึงทำให้มีความชื้นในอากาศสูง มีฝนตกปานกลางปริมาณฝนรายเดือนเฉลี่ยมีค่าอยู่ระหว่าง 5.0 ถึง 345.3 มม. จำนวนวันที่ฝนตกประมาณ 102 วัน/ปี ฤดูฝนมีช่วงเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึง เดือนตุลาคม โดยได้รับฝนเฉลี่ยมาจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีปริมาณฝนรวมเกินกว่าเดือนละ 100 มม. โดยมีเดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกที่สุดขณะที่เดือนธันวาคมจะมีปริมาณฝนต่ำสุด ปริมาณฝนตกเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 1,120 มิลลิเมตร อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 27-28 องศาเซลเซียส มีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำสุด 68 สูงสุด 75

cond02

 

การแบ่งเขตการปกครอง

Amphoe Samut Sakhon

         อำเภอในจังหวัดสมุทรสาคร

 

การปกครองแบ่งออกเป็น 3 อำเภอ 40 ตำบล 288 หมู่บ้าน

1. อำเภอเมืองสมุทรสาคร

มี 18 ตําบล 116 หมู่บ้าน อยู่ในเขตเทศบาลนครสมุทรสาคร3 ตําบล นอกเขตเทศบาล 15 ตําบล

2. อำเภอกระทุ่มแบน

มี 10 ตําบล 76 หมู่บ้าน อยู่ในเขตเทศบาลเมือง 2 ตําบล นอกเขตเทศบาล 8 ตําบล

3. อำเภอบ้านแพ้ว

มี 12 ตําบล 98 หมู่บ้าน

การบริหารราชการส่วนภูมิภาค ประกอบด้วยส่วนราชการประจําจังหวัด จํานวน 32 ส่วนราชการ ได้แก่

  1. สํานักงานจังหวัด
  2. ที่ทําการปกครองจังหวัด
  3. สํานักงานโยธาธิการและผังเมือง
  4. สํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด
  5. สํานักงานที่ดินจังหวัด
  6. สํานักงานจัดหางานจังหวัด
  7. สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
  8. สํานักงานประกันสังคมจังหวัด
  9. สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด
  10. สํานักงานอุตสาหกรรมจังหวัด
  11. สํานักงานคลังจังหวัด
  12. สํานักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด
  13. สํานักงานเกษตรจังหวัด
  14. สํานักงานสหกรณ์จังหวัด
  15. สํานักงานประมงจังหวัด

16. สํานักงานปศุสัตว์จังหวัด
17. สํานักงานขนส่งจังหวัด
18. สํานักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด
19. สํานักงานสถิติจังหวัด
20. สํานักงานพาณิชย์จังหวัด
21. สํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด
22. สํานักงานแรงงานจังหวัด
23. สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด
24. สํานักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด
25. สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด
26. สํานักงานบังคับคดีจังหวัด
27. สํานักงานคุมประพฤติจังหวัด
28. สํานักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด
29. เรือนจําจังหวัด
30.สํานักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด
31. สํานักงานพลังงานจังหวัด
32. สํานักงานสัสดีจังหวัด

 

ผู้บริหารจังหวัด

b11

นายธนน  เวชกรกานนท์

ผู้ว่าราชการจังหวัดสาคร

 

ประวัติโดยย่อ
วันเดือนปีเกิด 15 มีนาคม 2496
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
คู่สมรส นางผ่องเพ็ญ แสงจันทร์
บุตร - ธิดา

1. นางสาวกฤชวรรณ แสงจันทร์
2. นายชยกร แสงจันทร์

ประวัติการศึกษา

- ปริญญาตรี วิศวกรรมเครื่องกล
- ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์

ประวัติการรับราชการ

- พ.ศ. 2519 วิศวกรเครื่องกล 3
- พ.ศ. 2525 วิศวกรเครื่องกล 5 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์รักษาทางเพชรบุรี กรมโยธาธิการ
- พ.ศ. 2532 เจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง 7 (โยธาธิการ จังหวัดเลย)
- พ.ศ. 2535 เจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง 8 (โยธาธิการ จังหวัดเลย)
- พ.ศ. 2536 เจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง 8 (โยธาธิการ จังหวัดสุรินทร์)
- พ.ศ. 2541 เจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง 8 (โยธาธิการ จังหวัดกาฬสินทร์)
- พ.ศ. 2543 เจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง 8 (โยธาธิการ จังหวัดอุบลราชธานี)
- พ.ศ. 2546 เจ้าหน้าที่บริหารงานช่าง 8 (โยธาธิการและผังเมือง จังหวัดอุบลราชธานี)
- พ.ศ. 2547 ผู้ตรวจราชการกรม (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 8) กรมโยธาธิการและผังเมือง
- พ.ศ. 2547 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและแผน (งานโยธาธิการและผังเมือง)
  (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช) กรมโยธาธิการและผังเมือง
- พ.ศ. 2550 รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
- 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร 

ประวัติการฝึกอบรม / ดูงาน

- พ.ศ. 2545 หลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 42 วิทยาลัยการปกครอง
- พ.ศ. 2547 ศึกษาดูงาน Chief Information Officer (CIO) ประเทศญี่ปุ่น

 

phanthep f

นายพันธ์เทพ ศรีวนิชย์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

boss003

นายอภิชาติ  โตดิลกเวชช์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

 

  ประวัติโดยย่อ นายพันธ์เทพ  ศรีวนิชย์ ประวัติโดยย่อ นายอภิชาติ  โตดิลกเวชช์
วันเดือนปีเกิด 18 มกราคม 2496 31 สิงหาคม 2501
วุฒิการศึกษา

- ปริญญาตรี น.บ. (คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นที่ 25)
- ปริญญาโท พบ.ม.
  (คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์)

- รัฐศาสตรบัณฑิต (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- Cert.Disaster Management ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)
  โดยทุนของ UNDP (ประเทศแคนาดา)
- หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 41
- หลักสูตรนักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 48
- หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ 22)

การรับราชการ - เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน (หัวหน้าสาย) (ปี 2520 - 2535)
   สำนักงาน ป.ป.ป. สำนักนายกรัฐมนตรี
- ปลัดอำเภออาวุโส อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร
- ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี
- นายอำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี (ปี 2536)
- นายอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร
- นายอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
- นายอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
- นายอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
- นายอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
- นายอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท
- นายอำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร
- นายอำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก
- นายอำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย (น.อ. ระดับ 4)
- ปลัดจังหวัดสุโขทัย
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย (8 ต.ค. 50 - 16 ต.ค. 51)
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี (17 ต.ค. 51 - 8 ม.ค. 55)
- รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร (9 ม.ค. 55 เป็นต้นไป)

- ปลัดอำเภอ จังหวัดลำปาง
- เจ้าพนักงานปกครอง กองป้องกันฝ่ายพลเรือน
- หัวหน้าฝ่ายช่วยอำนวยการ กองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย
- เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานจังหวัดชัยนาท
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครสวรรค์
- หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลพบุรี
- ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการปกครอง กรมการปกครอง (ผู้ตรวจราชการกรม ฯ)
- ปลัดจังหวัดสิงห์บุรี
- ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน

ตำแหน่งพิเศษ - อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปทุมธานี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ - ป.ม. (ประถมาภรณ์มงกฎไทย)
- ป.ช. (ประถมาภรณ์ช้างเผือก)

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดสมุทรสาครจํานวน 3 คน ได้แก่

1. นาวาตรีสุธรรม  ระหงษ์ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนเสียง 108,013 คะแนน
2. นายครรชิต  ทับสุวรรณ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนเสียง 101,388 คะแนน
3. นายมณฑล  ไกรวัตนุสสรณ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนเสียง   99,095 คะแนน

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดสมุทรสาครได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ใช้เขตจังหวัดเป็นเขต

เลือกตั้ง ผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาของจังหวัดสมุทรสาคร คือ นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล ได้คะแนน 68,325 คะแนน

นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้ที่มีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัดสมุทรสาครที่ได้รับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาวุฒิสภา เพื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีกจํานวน 3 คน ได้แก่ นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม, นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ และนายจารึก อนุพงษ์  

ประชากร

จังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดปริมณฑลกรุงเทพมหานคร มีสภาพสังคมแบบกึ่งชนบทกึ่งเมือง ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนกระจุกตัวอยู่ริมถนนสายหลัก และสายรองมีลักษณะครอบครัวเดี่ยว ส่วนประชากรในชนบทการตั้งบ้านเรือนจะกระจายอยู่ตามริมแม่น้ำลําคลอง ประชากรของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน และเชื้อสายรามัญ

ปัจจุบันประชากรตามทะเบียนราษฎรในจังหวัดสมุทรสาคร (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554) มีจํานวน 499,098 คน เป็นเพศชาย 241,183 คน เพศหญิง 257,915 คน ความหนาแน่นเท่ากับ 556 คนต่อตารางกิโลเมตร อําเภอที่มีประชากรมากที่สุดคือ อําเภอเมืองสมุทรสาคร รองลงมาคือ อําเภอกระทุ่มแบน และอําเภอบ้านแพ้ว อัตราการเกิดของประชากรร้อยละ 1.06 ประชากรวัยแรงงาน จํานวน 366,896 คน หรือร้อยละ 75 ของจํานวนประชากรทั้งจังหวัด

ด้านศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาคร เป็นคนไทยเชื้อสายจีนและเชื้อสายรามัญ โดยคนไทยเชื้อสายรามัญได้ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ประชากรส่วนใหญ่ (ร้อยละ 99) นับถือศาสนาพุทธ ศาสนสถานและศาสนิกชนที่นับถือศาสนาต่างๆ ในจังหวัดสมุทรสาคร ตามรายงานข้อมูลของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร ดังนี้

- วัดในพระพุทธศาสนา จำนวน 107 วัด
  (วัดมหานิกาย 96 วัด วัดธรรมยุต 10 วัด
  และวัดอนัมนิกาย 1 วัด)
- โบสถ์คริสต์ จำนวน 2 แห่ง
- มัสยิด จำนวน 1 แห่ง
- ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา วันอาทิตย์ จำนวน 19 แห่ง

พระภิกษุ จำนวน 1,897 รูป
สามเณร จำนวน 118 รูป
พุทธศาสนิกชน จำนวน 402,158 คน
คริสต์ศาสนิกชน จำนวน 3,955 คน
อิสลามมิกชน จำนวน 266 คน
ศาสนาอื่นๆ (ซิกซ์) จำนวน 98 คน


ด้านการศึกษา

การศึกษาในจังหวัดสมุทรสาคร โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เนื่องจากจังหวัดให้ความสำคัญต่อการขยายโอกาสทางการศึกษา จังหวัดสมุทรสาครมีการจัดการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน โดยเน้นการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีความรู้และความเข้าใจ มีทักษะทั้งวิชาสามัญและวิชาชีพ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ตลอดจนมีสุขภาพอนามัยดี มีศีลธรรมจริยกรรม คุณธรรมและวัฒนธรรมที่ดี

edu-1

การศึกษาในระบบโรงเรียน ได้แก่ ระดับก่อนประถมศึกษา (อายุ 3-5 ปี) และระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา (ตอนต้นและตอนปลาย) ระดับอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว ซึ่งกรมอาชีวศึกษาได้หาช่องทางช่วยเหลือในการเปิดขยายสาขาวิชาการต่างๆ เพื่อสนองตลาดแรงงานในสาขาอาชีพต่างๆ ระดับอุดมศึกษา วิทยาลัยพลศึกษาเป็นสถานที่ผลิตบุคลากรทางการศึกษา ระดับ ปกศ.สูง และปริญญาตรี

จังหวัดสมุทรสาครเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจที่มีศักยภาพท้ังทางด้านการอุตสาหกรรม การประมง และการเกษตรกรรม จากข้อมูลสถิติผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด (GPP) ประจําปี 2552 ของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดสมุทรสาครชะลอตัวจากปีก่อน เนื่องจากวิกฤตการณ์การเงินโลกที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศและต่างประเทศที่ลดลง แต่อย่างไรก็ดีจังหวัดสมุทรสาครยังเป็นจังหวัด 1 ใน 10 ของประเทศที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงตลอดมา

ในปี 2552 จังหวัดสมุทรสาครมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross ProvincialProduct : GPP) เท่ากับ 359,670.8 ล้านบาท เป็นอันดับที่ 6 ของประเทศ (อันดับเดียวกันกับปี 2551 มีมูลค่า GPP เท่ากับ 355,500.1 ล้านบาท) และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว(GPP per capita) เท่ากับ 612,464 บาท เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ (อันดับเดียวกันกับปี 2551 มีมูลค่าต่อหัวเท่ากับ 628,327 บาท)

ด้านแรงงาน

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ. 2545 - 2554
POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, SAMUT SAKHON PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2553 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2010 -2011
รวม                    
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 353,753 362,766 372,986 397,363 426,988 437,370 444,919 457,047 452,556 454,362
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 277,719 282,260 287,429 316,213 351,176 359,826 358,482 366,896 358,651 362,149
  ผู้มีงานทำ 273,665 278,475 284,794 312,708 348,169 356,660 355,853 363,407 357,670 360,938
  ผู้ว่างงาน 4,055 3,785 2,601 3,433 2,950 3,167 2,629 3,490 982 1,211
  ผู้ที่รอฤดูกาล  -  - 34 73 57  -  -  -  -  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 76,034 80,506 85,557 81,149 75,812 77,543 86,437 90,151 93,905 92,212
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 171,389 175,551 180,381 198,273 219,090 224,662 221,809 224,982 217,495 216,772
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 145,950 148,536 151,209 169,817 190,962 198,418 189,881 192,342 183,664 186,191
  ผู้มีงานทำ 143,898 146,374 150,248 167,589 189,001 196,381 188,267 190,434 183,202 185,319
  ผู้ว่างงาน 2,052 2,162 962 2,155 1,905 2,037 1,614 1,908 463 872
  ผู้ที่รอฤดูกาล  -  -  - 73 57  -  -  -  -  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 25,439 27,015 29,172 28,456 28,127 26,244 31,928 32,641 33,831 30,580
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 182,365 187,215 192,606 199,090 207,898 212,707 223,110 232,065 235,061 237,590
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 131,769 133,724 136,220 146,397 160,214 161,408 168,602 174,554 174,987 175,958
  ผู้มีงานทำ 129,767 132,102 134,546 145,119 159,168 160,279 167,587 172,972 174,468 175,619
  ผู้ว่างงาน 2,003 1,622 1,640 1,278 1,046 1,130 1,015 1,582 519 339
  ผู้ที่รอฤดูกาล  -  - 34  -  -  -  -  -  -  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 50,595 53,491 56,386 52,693 47,684 51,299 54,508 57,510 60,074 61,632

 

ที่มา: การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ประเพณีแห่เจ้าพ่อหลักเมือง
จัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน จะมีการอัญเชิญเจ้าพ่อหลักเมืองลงมาจาก ศาลที่ประทับเพื่อแห่ไปตามถนนสายต่างๆ ในจังหวัดด้วยริ้วขบวนอันสวย งามแล้วอัญเชิญไปลงเรือประมงซึ่งประดับธงทิวอย่างสวยงาม แห่ข้ามฟาก แม่น้ำจีนจากฝั่งมหาชัยไปฝั่งท่าฉลอม ให้ชาวท่าฉลอมชมขบวนแห่และสักการะบูชา 

ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้ง
เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวรามัญ ปฏิบัติเพื่อบูชาพระสงฆ์ ซึ่งเป็นความเชื่อว่าจะได้อานิสงส์มาก พระสงฆ์จะเก็บน้ำผึ้งไว้ใช้เป็นยาในคราวจำเป็น เพราะน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมของยาโบราณที่สำคัญ ชาวจังหวัดสมุทรสาคร จึงได้ร่วมกับวัดคลองครุ ทำการฟื้นฟูเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นนี้ไว้ กำหนดจัดงานขึ้นในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 10 ณ วัดคลองครุ ในวันงาน ประชาชนจะนำอาหารทั้งคาวหวานมาตักบาตร เช่นเดียวกับการทำบุญทั่วๆ ไป แต่ที่พิเศษคือ มีการตักบาตรน้ำผึ้ง โดยทางวัดจะจัดเตรียมบาตร หรือภาชนะอื่นไว้ สำหรับตักบาตรน้ำผึ้งโดยเฉพาะ ชาวบ้านจะนำน้ำผึ้งที่บรรจุอยู่ในขวดรินลงในบาตรหรือภาชนะที่จัดเตรียมไว้ บางหมู่บ้านมีหญิงสาวนำผ้าเช็ดหน้ามาถวายพระ โดยรองไว้ที่ก้นบาตรตามคติความเชื่อที่มีมาแต่เดิม

ประเพณีล้างเท้าพระ
เป็นประเพณีของชาวรามัญที่ปฏิบัติสืบมาในเทศกาลออกพรรษา โดยเฉพาะ ที่วัดเจ็ดริ้ว ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว พิธีเริ่มขึ้นในเวลาเช้าขณะที่พระ สงฆ์เดินลงจากวัดเพื่อไปยังพระอุโบสถ ในระหว่างนี้ชาวบ้านจะนำผ้าเช็ด หน้าปูพื้นตลอดทางเดินและนิมนต์พระเพื่อชำระเท้าให้ พร้อมกับถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ต่อจากนั้นจึงถวายอาหารพระสงฆ์ และฟังเทศน์มหาชาติ

ประเพณีทำบุญกลางบ้าน
เป็นงานบุญที่แปลกออกไปจากการทำบุญอื่น ๆ โดยนำความเชื่อถือผีแบบ โบราณมาผสมกับพิธีทางพุทธศาสนา ส่วนมากมักจะทำกันในชนบทเป็น ประจำทุกปี แต่บางแห่งทำเมื่อได้รับความเดือดร้อน เจ็บไข้ได้ป่วย หรือเกิด โรคระบาดขึ้นในหมู่บ้าน ในพิธีชาวบ้านจะนำอาหารคาวหวานมาร่วมทำบุญ พร้อมทั้งจัดเครื่องเซ่นไปวางไว้บริเวณทางสามแพร่ง มีการปั้นรูปคนและรูปต่าง ๆ ใส่เรือจำลองลอยสะเดาะเคราะห์

งานเทศกาลอาหารทะเล
จัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมของทุกปี บริเวณริมเขื่อนหน้าศาลหลักเมือง เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงด้านอาหารทะเลของจังหวัดรวมทั้งผลิตผลทางการเกษตรของชาวบ้านแพ้วทั้งผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ

งานเกษตรบ้านแพ้ว
จัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลผลิตทางด้านการเกษตรของชาวสวนอำเภอบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ผลิตผลทางการเกษตรที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฯ

งานเทศกาลกินเจท่าฉลอม
จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น 1-9 ค่ำ เดือน 9 ของชาวจีนทุกปี เป็นงานกินเจที่สงบด้วยบรรยากาศแห่งพิธีกรรม การบูชาเพื่อชำระจิตใจและร่างกาย มีผู้คนในชุมชนร่วมงานอย่างมากมาย

งานนมัสการมหาโพธิสัตว์กวนอิม
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 พฤศจิกายน ของทุกปี บริเวณวัดช่องลม เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มาสักการะพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม

วัดโกรกกราก

s15


หลวงพ่อปู่วัดโกรกกราก พระเนื้อศิลาแลง อายุมากกว่า 100 ปี พระประธานของวัดโกรกกราก ต.โกรกกราก วัดแห่งนี้มีความแปลกและน่าสนใจที่พระพุทธรูปที่วัดนี้สวมแว่นตาดำไว้ตลอด เดิมทีหลวงพ่อปู่ประดิษฐานอยู่ที่วัดช่องสะเดา ซึ่งเป็นวัดร้างเก่าแก่ ริมแม่น้ำท่าจีน ชาวรามัญบ้านกำพร้า ได้อัญเชิญลงเรือพร้อมพระเนื้อสำริดอีกองค์ ล่องมาตามแม่น้ำเพื่อไปไว้ที่วัดอื่น ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะไปไว้วัดไหน ระหว่างล่องเรือเกิดพายุ ฝนตกหนัก จึงจอดเรืออุ้มพระศิลาแลง มาหลบฝนบนฝั่งหน้าวัดโกรกกราก เพื่อไม่ให้ถูกน้ำฝนกัดเซาะ พอลมฝนสงบ จะอุ้มลงเรือ แต่อุ้มไม่ขึ้น ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม หนึ่งในชาวบ้านจึงตั้งจิตอธิฐาน ว่าหากพระศิลาแลงต้องการจะอยู่ที่วัดโกรกกราก ก็ขอให้อุ้มพระขึ้น สุดท้ายก็อุ้มขึ้นจริง ๆ อัญเชิญมาไว้ที่วัดโกรกกรากนับแต่บัดนั้น และเรียกว่าหลวงพ่อปู่วัดโกรกกราก

วัดโคกขาม

s16

ตั้งอยู่ริมคลองโคกขาม เป็นวัดเก่าแก่ สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้ คือ พระอุโบสถหลังเก่ามีใบเสมารอบๆ ด้านหน้ามีพระเจดีย์ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซม เป็นสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา ลวดลายการแกะสลักไม้ที่หน้าบันนั้นงดงาม นอกจากนั้นยังมีศาลพันท้ายนรสิงห์ซึ่งเป็นศาลเพียงตาเดิม และเป็นที่เก็บโบราณวัตถุที่เล่ากันว่าเกี่ยวพันกับเรื่องของพันท้ายนรสิงห์ เช่น ชิ้นส่วนของเรือพระที่นั่งเอกชัย และบุษบก

คลองโคกขาม

s1


ลักษณะเป็นโค้งข้อศอก กระแสน้ำเชี่ยวมากยากต่อการเดินเรือ ทำให้ครั้งที่พระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระสรรเพชรที่ 8 (พ.ศ. 2246-2252) เสด็จประพาสต้นไปตามลำคลองโคกขามด้วยเรือพระที่นั่งเอกชัย ได้เกิดอุบัติเหตุเรือพระที่นั่งชนกิ่งไม้หัก ทำให้พันท้ายนรสิงห์ ถูกประหารชีวิต บริเวณที่ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ พระเจ้าเสือทรงโปรดให้ขุดคลองลัดตัดทางคดเคี้ยวของคลองโคกขามให้ตรง โดยให้เจ้าพระยาราชสงครามเป็นแม่กองคุมไพร่พลจำนวน 3,000 คน ขุดคลองตัดจากคลองโคกขามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2248 ตรงมาเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีน ขนาดคลองกว้าง 5 วา ลึก 6 ศอก เสร็จในปี พ.ศ. 2252 ในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เมื่อขุดเสร็จจึงได้พระราชทานนามว่า "คลองสนามไชย " ต่อมาเปลี่ยนเป็น " คลองมหาชัย" แต่บางทีชาวบ้านก็เรียกว่า "คลองถ่าน" และที่ปากคลองมหาชัยติดกับคลองโคกขามจะมีศาลพันท้ายนรสิงห์อีกศาลหนึ่ง

ตลาดมหาชัย (ท่าเรือเทศบาล)

s2

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ใกล้กับป้อมวิเชียรโชฎกและศาลหลักเมือง นับเป็นศูนย์กลางการค้าการคมนาคมของสมุทรสาคร ตลาดมหาชัยมีท่าเรือที่มีเรือเมล์ไปสู่ตำบลต่าง ๆ หลายแห่ง แล้วยังสามารถเช่าเรือหางยาวไปเที่ยวคลองโคกขามได้

ป้อมวิเชียรโชฎก

s7


ตั้งอยู่ตำบลมหาชัย สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2371 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ เนื่องจากในสมัยนั้นได้เกิดกรณีพิพาทกับญวณเรื่องเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ รัชกาลที่ 3 ทรงเกรงว่าญวณจะยกกำลังมารุกรานไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ทองจีน) เป็นแม่กองสร้างป้อมเพื่อรักษาปากน้ำท่าจีนที่เมืองสมุทรสาคร และพระราชทานนามว่า "ป้อมวิเชียรโชฎก" ลักษณะของป้อมก่อด้วยอิฐถือปูน ไม่มีป้อมยามมีแต่หอรบ ตามช่องของกำแพงมีปืนใหญ่ไว้สำหรับป้องกันข้าศึกที่มาทางปากน้ำ

พื้นที่ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวมหาชัย

s9


ตั้งอยู่ตำบลบางหญ้าแพรก บริเวณปากแม่น้ำท่าจีนฝั่งขวา พื้นที่ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวมหาชัยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าอ่าวมหาชัยฝั่งตะวันตก มีพื้นที่ 3,872 ไร่ เหมาะสำหรับเป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า และวิจัยด้านธรรมชาติวิทยาของระบบนิเวศป่าชายเลนและปากแม่น้ำท่าจีน

วัดบางปลา

s11


ตั้งอยู่ตำบลบ้านเกาะ เป็นวัดที่สำคัญของคนมอญในจังหวัดสมุทรสาคร ตามธรรมเนียมมอญจะต้องมีวัด ๆ หนึ่งที่เป็นหลักของชุมชน เมื่อมีเทศกาลสำคัญ เช่น วันปวารณาออกพรรษา พระสงฆ์จากวัดอื่น ๆ ในเมืองจะต้องมาร่วมกันทำพิธี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมายังวัดบางปลา เมื่อครั้งหลวงปู่เฒ่าเก้ายอดเป็นเจ้าอาวาส นอกจากนี้กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ยังทรงสร้างซุ้มศาลายาว เชิงชายแกะสลักอย่างงดงามไว้ตรงทางเดิน

วัดป่าชัยรังสี

s12


ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ตำบลบ้านเกาะ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2525 สิ่งที่น่าสนใจคือ รูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคล้ายกับปราสาทหินทางภาคอีสาน

วัดสุทธิวาตวราราม หรือ วัดช่องลม

s13


ตั้งอยู่ตรงปากอ่าวสมุทรสาคร ตำบลท่าฉลอม เป็นพระอารามหลวงได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม และเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ด้านหน้าวัดมีพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานอยู่ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินท่าฉลอม และทรงตั้งเป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีพระโพธิสัตว์กวนอิม ที่ชาวสมุทรสาครสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี

วัดใหญ่จอมปราสาท

s19


ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าจีน สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้รับพระราชทานนามว่า "วัดใหญ่สาครบุรี" รวมทั้งได้พระราชทานพระไตรปิฎก และยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ภายในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ พระวิหารเก่าแก่ก่ออิฐถือปูนฐานแอ่นโค้งคล้ายท้องเรือสำเภา ที่ซุ้มประตูและหน้าต่างมีการประดับลวดลายปูนปั้น นอกจากนี้ยังมีงานแกะสลักไม้ที่บานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถ เป็นลายพันธุ์พฤกษา ต้นไม้ ภูเขา รูปสัตว์ และบุคคล เป็นศิลปะแบบจีน ซึ่งเป็นลวดลายแกะสลักลึกเข้าไปในเนื้อไม้ที่งดงามมาก

วัดเจษฎาราม

s14


พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เดิมเรียกว่า วัดธรรมสังเวช พระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย เรียกกันโดยทั่วไปว่า " หลวงพ่อโต " ภายในโบสถ์มีรูปหล่อพระครูมหาชัยบริรักษ์ ( เชยญานวฑฺฒโน ) ซึ่งชาวมหาชัยและชาวตำบลใกล้เคียงเคารพบูชา ให้ความนับถือมาช้านาน

ศาลพันท้ายนรสิงห์

s28

ตั้งอยู่ตำบลโคกขาม ศาลนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พันท้ายนรสิงห์ ในคราวที่คัดท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยจนหัวเรือชนกิ่งไม้ใหญ่ริมคลองโคกขาม ทำให้โขนเรือหักตกลงในน้ำ พันท้ายนรสิงห์กราบบังคมทูลพระเจ้าเสือให้ประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล พระเจ้าเสือทรงจำฝืนพระทัยตามพระราชกำหนดที่วางไว้จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา และนำศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับหัวเรือพระที่นั่งเอกชัยที่หักขึ้นพลีกรรมไว้บนศาล เพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดี ต่อมากรมศิลปากรได้จัดสร้างศาลขึ้นใหม่แทนหลังเก่าที่พังลงมา ภายในศาลมีรูปปั้นของพันท้ายนรสิงห์ขนาดเท่าคนจริงอยู่ในท่าถือท้ายคัดเรือ

ศาลหลักเมือง

s22


ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับป้อมวิเชียรโชฎก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งประชาชนเคารพนับถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวประมงในจังหวัด โดยก่อนออกเรือเพื่อไปหาปลาทุกครั้งชาวประมงจะต้องไปทำพิธีสักการบูชา และจุดประทัดบริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อเป็นสิริมงคล

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร

s25


ตั้งอยู่ตำบลโคกขาม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2540 ภายในอาคารจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์และอวกาศ ในหัวข้อโลกและระบบสุริยะ การสำรวจดวงจันทร์ ชีวิตของดาวฤกษ์ มีเครื่องฉายดาวภายในโดมขนาดเล็ก ประกอบการบรรยาย Mini Theater และมีชุดนิทรรศการเรื่อง "มนุษย์กับการวัดและการนับ" เล่าถึงประวัติของการพัฒนาการวัดมาอย่างยาวนาน ภายนอกอาคารจัดเป็นสวนวิทยาศาสตร์

สะพานปลา

s26


เป็นสะพานปลาที่ใหญ่ และทันสมัยแห่งหนึ่งรองจากกรุงเทพฯ อยู่ในเขตเทศบาลเมืองสมุทรสาคร มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัยที่ใช้ในการลำเลียงขนถ่ายผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทางทะเลทุกอย่างเป็นจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางการค้าส่งปลาทะเล

ปล่องเหลี่ยม

s6


ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าไม้ ริมแม่น้ำท่าจีน เป็นปล่องเตาไฟโรงงานผลิตน้ำตาลทรายของชาวโปรตุเกส ชื่อกัปตันฮิท สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2367 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะของปล่องเป็นปล่องก่ออิฐถือปูนบนฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 4 เมตร สูง 4 เมตร ต่อจากฐานขึ้นไปเป็นปล่องทรงแปดเหลี่ยมแต่ละเหลี่ยมกว้างประมาณ 1 เมตร แล้วค่อยๆ เรียวขึ้นไปจนถึงปลายสูงประมาณ 30 เมตร

วัดนางสาว

s10


ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าไม้ โบราณสถานที่สำคัญของวัดนี้ คือ โบสถ์ที่มีฐานโค้งเป็นรูปเรือสำเภาก่ออิฐ มีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียวชาวบ้านเรียกว่า "โบสถ์มหาอุด" หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบเก่า ขื่อข้างบนใช้ไม้ซุงทั้งต้น มีเสมาคู่เป็นหินทรายขนาดเล็กอยู่รอบๆ โบสถ์ นอกจากนี้บริเวณหน้าวัดซึ่งติดกับแม่น้ำท่าจีน ยังมีอุทยานมัจฉาประกอบด้วยฝูงปลาสวายจำนวนมาก

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด 

เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดสมุทรสาคร - วิกิพีเดีย  

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

การปกครอง

ประชากรและสภาพทางสังคม

การเลือกตั้ง

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

เว็บไซต์จังหวัดสมุทรสาคร

 

www.samutsakhon.go.th/support40853/module/menu001.htm#linkn3

ข้อมูลแรงงาน  (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

ประวัติศาสตร์

ประเพณีและวัฒนธรรม

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ จังหวัดสมุทรสาคร

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

wikipedia.org

แผนที่อาณาเขต

::THAIENERGYDATA::

สถานที่ท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดสมุทรสาคร


  

 

JoomSpirit