สมุทรสงคราม

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดสมุทรสงคราม

Seal Samut Songkhram

ชื่อเดิมของจังหวัดนี้ คือ เมืองแม่กลองเพราะตั้งอยู่ริมลำน้ำ แม่กลองซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ มาแต่สมัยโบราณ ตราของจังหวัดจึงทำเป็นรูปกลองลอยน้ำสองฟากฝั่งเป็น ต้นมะพร้าวอันเป็นสัญลักษณ์อาชีพหลักของจังหวัด

คำขวัญประจำจังหวัด

เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร.2 แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

2-12 31-1 3-6
ต้นสนทะเล ดอกจิกทะเล ดอกจิกทะเล

 

จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแผ่นดินที่เกิดขึ้นใหม่ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เนื่องจากการทับถมของโคลนตะกอนบริเวณปากแม่น้ำ เกิดเป็นที่ดอน จนกลายมาเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่  พิจารณาได้จากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งแสดงการแบ่งแยกอายุของพื้นผิวโลก หรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี  จากอายุของชั้นดินและการใช้ทรัพยากรของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเกณฑ์ 

 จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดี ณ ตำบลยี่สาร  อำเภออัมพวา  พบบรรดาเครื่องถ้วยภาชนะจากเตาเผาแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากในประเทศ และจากประเทศจีน  รวมทั้งร่องรอยแหล่งที่อยู่อาศัยหนาแน่น  แสดงให้เห็นว่า  ชุมชนยี่สารในอดีตเคยเป็นชุมชนค้าขายหรือเมืองท่าชายฝั่งที่มีอายุอยู่ในยุคสมัยประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ตั้งแต่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ และในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลายลงมา 

จังหวัดสมุทรสงครามหรือเมืองแม่กลอง ในอดีตคือแขวงบางช้างของเมืองราชบุรี แขวงบางช้างมีศูนย์กลางอยู่ที่ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม (ตามการแบ่งเขตการปกครองในปัจจุบัน (พ.ศ. 2554)) แขวงบางช้างมีอีกชื่อว่าสวนนอก ต่อมาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องกับสมัยกรุงธนบุรีแขวงบางช้างแยกออกจากจังหวัดราชบุรีเรียกว่า "เมืองแม่กลอง"

จังหวัดสมุทรสงครามได้ปรากฏชื่อครั้งแรกในนาม "แม่กลอง" จากเอกสารบันทึกจดหมายเหตุของทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย  สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏเป็นแผนที่โบราณมากมาย แสดงชื่อ Maeclon (แม่กลอง)  ไว้ในแผนที่  ซึ่งจัดอยู่ในอาณาบริเวณทะเลปากอ่าวไทย ตรงกับตำแหน่งที่ตั้งของชุมชนแม่กลอง หรือจังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบัน จากนั้น จอห์น  ครอฟอร์ด  ทูตอังกฤษที่เดินทางเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทำแผนที่ขึ้นและระบุชื่อ Maeclon (แม่กลอง)  ไว้ในแผนที่  บริเวณที่ตรงกับจังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบันเช่นเดียวกัน  

สมุทรสงครามมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี พม่าส่งกองทัพผ่านเข้ามาถึงบริเวณตำบลบางกุ้ง พระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมผู้คนสร้างค่ายป้องกันทัพพม่าจนข้าศึกพ่ายแพ้ไป ณ บริเวณค่ายบางกุ้ง นับเป็นการป้องกันการรุกรานของพม่าเข้ามายังไทยครั้งสำคัญในช่วงเวลานั้น ชื่อเมืองแม่กลองเปลี่ยนเป็นสมุทรสงครามในปีใดนั้นไม่ปรากฏแน่ชัดแต่สันนิษฐานไว้ว่าเปลี่ยนราวปี พ.ศ.2295 ถึงปี พ.ศ. 2299 เพราะจากหลักฐานในหนังสือกฎหมายตราสามดวงว่าด้วยพระราชกำหนดเรื่องการเรียกสินไหมพินัยความได้ปรากฏชื่อเมืองแม่กลอง เมืองสาครบุรี และเมืองสมุทรปราการอยู่ และต่อมาพบข้อความในพระราชกำหนดซึ่งตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อปี พ.ศ. 2299 ความระบุว่าโปรดเกล้าฯ ให้พระยารัตนาธิเบศท์ สมุหมณเฑียรบาล เอาตัวขุนวิเศษวานิช (จีนอะปั่นเต็ก) ขุนทิพ และหมื่นรุกอักษร ที่บังอาจกราบบังคมทูลขอตั้งบ่อนเบี้ยในแขวงเมืองจังหวัดสมุทรสงคราม เมืองราชบุรี และเมืองสมุทรปราการทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายสั่งห้ามไว้ก่อนแล้ว มาลงโทษ (ปุถุชน บุดดาหวัง, 2543, หน้า 9)

 นอกจากนั้นตามประวัติของราชินิกุลบางช้าง สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีซึ่งทรงเป็นพระราชินีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุุฬาโลกมหาราชและพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระญาติวงศ์ ทรงมีพระนิเวศน์สถานดั้งเดิมอยู่ที่แขวงบางช้าง สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีทรงสืบเชื้อสายจากกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัยแห่งอาณาจักรอยุธยาและราชวงศ์พระร่วง (ราชวงศ์สุโขทัย) แห่งอาณาจักรสุโขทัย โดยพระราชโอรสสองพระองค์แห่งราชวงศ์สุโขทัยแห่งอาณาจักรอยุธยาทรงหนีราชภัยมาตั้งถิ่นฐานที่แขวงบางช้าง จังหวัดสมุทรสงครามจึงเป็นเมืองราชินิกุลบางช้างและราชสกุลแห่งราชวงศ์สุโขทัย มีการสืบทอดนาฏศิลป์ วรรณศิลป์ และการทำอาหาร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารชาววัง) ของสมัยสุโขทัยเป็นต้นมา สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีซึ่งเคยประทับกับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีที่แขวงบางช้างทรงรับถ่ายถอดการทำอาหารจากที่นี่และทรงเป็นผู้ทำอาหารใน กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานและว่าด้วยงานนักขัตฤกษ์

จังหวัดสมุทรสงครามเแต่เดิมเรียกเมืองแม่กลอง การตั้งถิ่นฐานบริเวณปากแม่น้ำแห่งนี้ สันนิษฐานว่าคนกลุ่มแรกเป็นชาวแม่กลอง (เดิม)  จากจังหวัดอุทัยธานี อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานในถิ่นนี้ ชาวแม่กลอง (เดิม) ในจังหวัดอุทัยธานีเป็นชาวแม่น้ำ เคยอยู่ริมแม่น้ำกำแพงเพชรมาก่อน เรียกหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่ ว่าบ้านแม่กลอง ตามชื่อบ้านเดิมของตน ที่มาของชื่อบ้านแม่กลอง ยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าด้วยเรื่องกลองใหญ่ ที่วัดใหญ่ ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง ฯ โดยมีนัยอยู่สองทางคือ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลวงศรีสวัสดิ์ (ชื่น เทพสุวรรณ) นายอำเภอเมืองศรีสุวรรณ   จังหวัดกาญจนบุรี ย้ายมาเป็นนายอำเภอแม่กลอง ได้นำซุงต้นใหญ่ที่ได้มาจากจังหวัดกาญจนบุรี

มาขุดทำกลองใบใหญ่ขึ้นใบหนึ่งขึงด้วยหนังวัว ครั้นสร้างเสร็จแล้วได้นำมาถวายที่วัดใหญ่ ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ทางราชการจึงทำตราจังหวัดเป็นรูปกลองลอยน้ำ สองฟากฝั่งเป็นต้นมะพร้าวอันเป็นสัญลักษณ์อาชีพหลักของจังหวัด

เรื่องกลองใหญ่นี้ยังมีอีกนัยหนึ่งเป็นนิยายชาวบ้านเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า มีกลองใบใหญ่ลอยมาติดหน้าวัดใหญ่ ชาวบ้านช่วยกันเก็บไว้ที่วัด กลองดังกล่าวยังปรากฎอยู่จนถึงปัจจุบัน และเนื่องจากกลองใบนี้เป็นกลองขนาดใหญ่มากจึงเรียกว่า แม่กลอง

ท้องถิ่นสมุทรสงคราม   ชื่อเดิมของจังหวัดนอกจากชื่อแม่กลองแล้ว ยังมีชื่ออื่นอีกคือ ในสมัยก่อนคนทั่วไปรู้จักอัมพวาในชื่อของ บางช้าง ควบคู่กันมากับ บางกอก ดังเช่นมีคำกล่าวที่ว่า บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน ที่มาของคำกล่าวนี้อาจเป็นไปได้ว่า ตำแหน่งที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ของทั้งบางกอก และบางช้างคล้ายคลึงกัน คือต่างอยู่ในที่ดอนอันเกิดจากการทับถมของตะกอนของลำน้ำที่คดเคี้ยวออกสู่ทะเล เหมาะแก่การทำเรือกสวน และอยู่อาศัยกันมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา เกิดชุมชนขึ้นที่อัมพวา

เส้นทางคมนาคมทางน้ำ ก่อนออกทะเลที่สำคัญคือ ลำน้ำอ้อม ซึ่งเป็นลำน้ำแม่กลองเก่า ถ้าเริ่มจากปากน้ำแม่กลอง ผ่านอำเภอเมือง ฯ ขึ้นไปตามลำน้ำ จากบ้านคลองผีหลอก เข้าเขตอำเภออัมพวาซึ่งมีลำน้ำสองสายมาบรรจบกัน ทางฝั่งเหนือเป็นลำน้ำธรรมชาติ ทางใต้เป็นคลองขุด เหนือขึ้นไปตามลำน้ำแม่น้ำแม่กลอง แยกออกเป็นสองสาย สายแรกขึ้นไปทางเหนือไปยังอำเภอบางคนที เป็นลำน้ำสายใหญ่ของแม่น้ำแม่กลอง อีกสายหนึ่งเรียกแม่น้ำอ้อม แยกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไปยังอำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี บริเวณชุมชนเก่า จากร่องรอยความเป็นมา ทำให้สามารถกำหนดแหล่งการตั้งถิ่นฐานตามแนวแม่น้ำลำคลองในเขตอำเภออัมพวา ได้ดังนี้

ชุมชนบริเวณแม่น้ำอ้อม ชุมชนเก่าแก่คือ บริเวณแม่น้ำอ้อม ตั้งแต่แยกแม่น้ำแม่กลอง บ้านลัดเกาะ บ้านบางกุ้ง ไปจนเข้าเขตอำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี พบร่องรอยวัดเก่าตั้งเรียงรายอยู่ตามสองฝั่งลำน้ำ มีการขุดคลองซอยใหญ่น้อยแยกจากแม่น้ำออกไปทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะฝั่งใต้เกือบกล่าวได้ว่า มีคลองซอยทุกระยะสิบเส้น (400 เมตร) 

ชุมชนบริเวณฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ได้แก่ บริเวณตั้งแต่อำเภออัมพวาขึ้นไปจรดคลองบางน้อย ในเขตอำเภอบางคนที เป็นบริเวณที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวสวนที่หนาแน่น ส่วนมากอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ซึ่งนอกจากมีชุมชนเรียงรายตามริมฝั่งแล้ว ยังขยายตัวไปตามลำคลองอัมพวา และคลองซอย ซึ่งมีเครือข่ายขยายตัวไปทางเหนือ และทางตะวันออกจนถึงเขตติดต่อกับคลองบางน้อย แถวบ้านบางกระบือ

ทั้งสองบริเเวณดังกล่าว เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวสวนที่เรียกว่า สวนนอก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมานานและยังคงสภาพอยู่ ทำให้เห็นชุมชนลักษณะเรือกสวน และวิถีชีวิต รวมทั้งวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยาได้ในระดับหนึ่ง 

ชุมชนบริเวณเขายี่สาร เป็นบริเวณที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง อยู่ในเขตอำเภออัมพวา เป็นบริเวณที่ไม่มีการทำเรือกสวน เพราะเป็นเขตน้ำกร่อยและป่าชายเลน เป็นบริเวณจากฝั่งใต้ของทางหลวงสายปากท่อ - แม่กลอง ลงไปจนจดเขตอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี กับอำเภอเขาย้อย และอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พันธุ์ไม้ที่ปลูกได้ดีพอสมควรคือมะพร้าว มีการตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นหย่อม ๆ มีการขุดคลองอย่างสลับซับซ้อนเพื่อการคมนาคมและทำนากุ้ง 

ชุมชนเขายี่สาร เป็นชุมชนเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นแหล่งที่ผู้เดินทางทางทะเลสามารถเข้ามาจอดเรือพักสินค้า เป็นบริเวณที่มีดอนและเขาเตี้ย ๆ มีเส้นทางน้ำใหญ่ไปออกทะเลได้สะดวก สามารถติดต่อกับชุมชนที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล มีลำคลองธรรมชาติที่เรียกว่า คลองยี่สารเก่า มีต้นน้ำจากบ้านบางเค็มทางตะวันตก ผ่านเข้าพื้นที่ป่าชายเลนมายังเขายี่สาร ไปออกทะเลที่บ้านคลองช่อง 

ในสมัยทวาราวดีบริเวณชายหาดเก่า คือแนวที่เดิน เป็นที่ตั้งของชุมชนตั้งแต่ราชบุรีถึงเพชรบุรี การคมนาคมทางบก จากราชบุรีไปยังเพชรบุรีได้อาศัยแนวชายหาดเก่านี้ ในตำนานเรียกชายหาดนี้ว่า ถนนท้าวอู่ทอง กล่าวถึงการเดินทางของท้าวอู่ทองผ่านตำบลต่าง ๆ ไปยังเมืองราชบุรี 

หลักฐานทางโบราณคดีคือ บรรดาวัดเก่าต่าง ๆ ที่เรียงรายกันอยู่ พบพระสถูปเจดีย์ เสมาหินทรายสีแดง และพระพุทธรูปหินทรายที่มีอายุสมัยอยุธยาตอนต้น 

ที่เขายี่สารพบเนินดินที่มีการอยู่อาศัย และเศษภาชนะดินเผาทั้งแบบเผาแกร่ง และเคลือบชนิดเผาแกร่งเป็นพวกไห โอ่ง ชาม ที่เป็นแบบสมัยอยุธยาตอนต้นลงมา ส่วนเครื่องภาชนะเคลือบมีทั้งของญวน และจีน มีอายุอยู่ในสมัยอยุธยาตอนต้นขึ้นไป 

เอกสารโบราณที่กล่าวถึงเขายี่สารมีหลายเรื่องเช่น นิราศเมืองเพชร ของสุนทรภู่ แต่งขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2388 - 2392   ได้ใช้เส้นทางคลองลัดทางอ่าวบางตะบูน แทนการเดินทางเข้าปากแม่น้ำเพชรบุรี ที่อ่าวบ้านแหลม เพราะระยะทางใกล้กว่า และปลอดภัยกว่า เส้นทางนี้มีใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา 

นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องบ้านเขายี่สาร ซึ่งสอดคล้องกับสถานที่บริเวณที่เรียกว่า อู่ตะเภา และมีตำนานกล่าวถึงเรื่องราวของ ปู่ศรีราชา ปู่หัวละมาน จีนสองพี่น้องที่สำเภาล่มและมีศาลที่เคารพของชาวบ้าน เขายี่สารตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน จากหลักฐานต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นของชุมชนแห่งนี้ว่า มีอายุเก่าแก่กว่าสมัยอยุธยาตอนปลาย 

สมัยอยุธยา ประวัติความเป็นมาของจังหวัดสมุทรสงคราม มีปรากฎหลักฐานเก่าที่สุดในกฎหมายตราสามดวง พระอัยการนาหัวเมืองซึ่งตราไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อปี พ.ศ.1998 ว่า "พระสมุทรสาคร เมืองท่าจีน พระสมุทรสงคราม เมืองแม่กลอง พระสมุทรปราการ เมืองปากน้ำ พระชนบุรี เมืองชน" แสดงว่าเมืองแม่กลองเป็นหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก ผู้ปกครองมีราชทินนาม พระสมุทรสงคราม 

ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ (พ.ศ.2091 - 2111) เมื่อราชฑูตฝรั่งเศสมายังกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวว่ามีป้อมอยู่ที่เมืองแม่กลองแล้ว

ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากจดหมายเหตุของมองซิเออร์ เซเบเรต์ ในคณะฑูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.2230 - 2231 ตอนขากลับ ม.เซเบเรต์ ได้แยกคณะเดินทางกลับโดยไปลงเรือกำปั่นฝรั่งเศสที่เมืองตะนาวศรี ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลที่สำคัญของไทย ระหว่างเดินทางเมื่อผ่านเมืองแม่กลอง ได้บันทึกไว้มีความตอนหนึ่งว่า "ในปี พ.ศ.2230 ได้ออกจากเมืองท่าจีน เพื่อไปเมืองแม่กลอง... เวลาเย็นไปถึงเมืองแม่กลอง ซึ่งไกลจากเมืองท่าจีนประมาณ 10 ไมล์ครึ่ง เมืองแม่กลองเป็นเมืองใหญ่กว่าเมืองท่าจีน และตั้งอยู่ริมน้ำที่เรียกว่า แม่น้ำแม่กลอง อยู่ห่างทะเลประมาณ 1 ไมล์... เมืองแม่กลองไม่มีกำแพงเมือง มีป้อมเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมอยู่ 1 ป้อม มุมป้อมมีหอรบอยู่  4 แห่ง แต่เป็นหอรบเล็กมาก ก่อด้วยอิฐไม่มีคู แต่น้ำท่วมอยู่รอบป้อม กำแพงหรือรั้วระหว่างหอรบทำด้วยเสาใหญ่ ๆ ปักลงในดินมีเคร่าขวางถึงกันเป็นระยะ ๆ" 

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172 - 2199) เมืองแม่กลองจัดเป็นหัวเมืองตรี ขึ้นกับเมืองราชบุรี เจ้าเมืองมีราชทินนาม พระแม่กลองบุรี 

เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ.2310 ในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า ได้กล่าวถึงเมืองแม่กลองโดยใช้ชื่อเมืองสมุทรสงคราม สันนิษฐานว่า การเปลี่ยนชื่อเมืองคงมีมาแล้วก่อนหน้านี้ ระหว่างปี พ.ศ.2265 - 2299 

ในสมัยโบราณเมืองแม่กลองได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามน้อยมาก เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจากเส้นทางเดินทัพของพม่าที่จะผ่านเข้ามีตีกรุงศรีอยุธยา แต่การเกณฑ์คนไปร่วมรบกับกองทัพในกรุงนั้น ชาวเแม่กลองต้องร่วมอยู่ด้วยทุกสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพม่ายกทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์ ด่านสิงขร และจากทางปักษ์ใต้ 

ในรัชสมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง เรียกว่า ค่ายบางกุ้ง โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้ง ให้วัดอยู่กลางค่าย 

สมัยกรุงธนบุรี   หลังจากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2310 ค่ายบางกุ้งไม่มีทหารอยู่รักษาจนมาถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จีนจากชลบุรี ระยอง กาญจนบุรี และราชบุรี รวบรวมพลพรรคมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ค่ายจีนบางกุ้ง ค่ายนี้จึงเป็นค่ายบนเส้นทางยุทธศาสตร์ ใช้รับศึกในพื้นที่ห่างไกลพระนคร ค่ายบางกุ้งเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ข้าศึกจะเข้าถึงกรุงธนบุรี 

ในสงครามค่ายบางกุ้ง เมื่อปี พ.ศ.2311 กองทัพพม่าโดยเจ้าเมืองทวายเดินทัพเข้ามาทางไทรโยค เข้าล้อมค่ายบางกุ้งไว้ ด้วยกำลังพลสองหมื่นเศษ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยามหามนตรี (บุญมา) จัดกองเรือ 20 ลำ พระองค์เสด็จมาเองโดยเรือพระที่นั่งสุพรรณพิชัยนาวา เรือยาว 18 วา ปากเรือกว้างสามศอกเศษ พลกรรเชียง 28 คน มายังค่ายบางกุ้ง โดยลัดมาทางคลองบางบอน ผ่านคลองสุนัขหอน มาออกแม่น้ำแม่กลอง 

การรบครั้งนี้ตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น ทหารในค่ายจุดประทัด ตีฆ้อง เปิดประตูค่ายส่งกำลังตีกระทุ้งออกมา ทำให้ทหารพม่าอยู่ในศึกกระหนาบ และแตกหนีไป กองทัพไทยได้เรือรบศัตรูทั้งหมด ได้ศาตราวุธตลอดจนเสบียงอาหารเป็นอันมาก

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช   พระองค์ทรงตั้งผู้มีความชอบให้ออกไปเป็น พระยาพระหลวง ครองหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ปักษ์ใต้ ฝ่ายเหนือ ทั้งปวงทุกเมือง สำหรับเมืองสมุทรสงครามทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ นายแสง เป็นที่พระยาสมุทรสงคราม 

การจัดหัวเมือง ทรงพระราชดำริว่าเมื่อครั้งกรุงเก่า เมืองปักษ์ใต้ยกมาขึ้นแก่กรมท่านั้น เพราะกลาโหมมีความผิด บัดนี้พระยามหาเสนาที่สมุหพระกลาโหม มีความชอบมาก จึงพระราชทานแบ่งหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกรวม 20 หัวเมือง มาขึ้นกับกรมพระกลาโหม ส่วนเมืองสมุทรสงครามขณะนั้นขึ้นกรมมหาดไทย ให้มาขึ้นกรมท่า 

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   พระองค์ทรงทีความเกี่ยวข้องกับเมืองสมุทรสงครามมาตั้งแต่ต้นคือ สมเด็จพระบรมราชชนก เคยประทับอยู่ที่เมืองสมุทรสงคราม ก่อนมาเป็นทหารเอกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และกรมสมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ ทรงเป็นชาวเมืองสมุทรสงครามโดยกำเนิด พระองค์ได้เป็นอัครมเหสี หรือพระบรมราชินีองค์แรกในราชวงศ์จักรี 

พระบามสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชสมภพที่เมืองสมุทรสงคราม นับว่าพระองค์เป็นกษัตริย์มีเชื้อสายชาวเมืองสมุทรสงคราม เนื่องจากพระะราชมารดาเป็นชาวเมืองนี้ ราชินิกูลบางช้าง ซึ่งเป็นพระญาติวงศ์ของสมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ เช่น ตระกูลบุนนาค ตระกูลชูโต ตระกูลสวัสิดิชูโต ตระกูลแสงชูโต ตระกูลวงศาโรจน์ ตระกูล ณ บางช้าง ตระกูลภมรบุตร ล้วนแต่เป็นตระกูลที่สืบเนื่องจากชาวบางช้าง ทั้งสิ้น 

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว   ไทยเกิดกรณีพิพาทกับญวนถึงกับทำสงครามกันด้วยเรื่องเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทร์ การสงครามในครั้งนั้นใช้ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ เมื่อมีข่าวว่าญวนได้ขุดคลองลัดจากทะเลสาบมาออกอ่าวไทย และมีท่าทีว่าจะยกกำลังทางเรือมารุกรานไทย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ จึงโปรดให้สร้างป้อมขึ้นตามปากแม่น้ำสำคัญ เริ่มแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาเป็นปากแม่น้ำท่าจีน ปากแม่น้ำแม่กลอง ปากแม่น้ำบางปะกง และปากแม่น้ำจันทบุรี 

สำหรับป้อมที่ปากแม่น้ำแม่กลองนั้น ได้โปรดเกล้า ฯ ให้กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างขึ้น ที่ฝั่งตะวันออกของปากคลองแม่กลอง ต่อจากวัดบ้านแหลม เมื่อปี พ.ศ.2375 เสร็จแล้วพระราชทานนามว่า ป้อมพิฆาตข้าศึก เจ้ากรมป้อม เป็นที่ หลวงละม้าย แม้นมือฝรั่ง ปลัดป้อมเป็นที่ ขุนฉมังแม่นปืน ส่วนป้อมเก่าที่สร้างมาแต่สมัยอยุธยานั้น อาจถูกรื้อออกก่อนสร้างแห่งใหม่ 

ในปี พ.ศ.2371 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ   ให้ขุดลอกคลองสุนัขหอน เพราะตื้นเขินมาก ชื่อคลองสุนัขหอนนี้มีปรากฎอยู่ในหนังสือเก่า ๆ หลายเรื่องด้วยกัน เช่น นิราศท่าดินแดง นิราศพระแท่นดงรัง นิราศเมืองเพชร และนิราศเกาะจาน เป็นต้น การขุดลอกคลองสุนัขหอนนี้ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) จ้างจีนขุดสิ้นเงิน 8,176 บาท (102 ชั่ง 4 ตำลึง 1 สลึง 1 เฟื้อง) โดยพิจารณาเห็นว่าน้ำชนกันที่ตรงนั้นคงตื้นทุกแห่ง ถ้าขุดคลองแยกเข้าไปที่น้ำชนให้สายน้ำไหลเลยเข้าไปที่ตรงน้ำชนนั้นก็จะไม่ตื้น จึงขุดที่น้ำชน แยกเข้าไปทุ่งริมบ้านโพธิ์หักสายหนึ่ง แล้วขอแรงกระบือราษฎรชาวบ้าน ลงลุยในคลองนั้น น้ำขึ้นลงเชี่ยว ก็ลึกอยู่ไม่ตื้นจนทุกวันนี้ 

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยนั้นทางราชการเห็นว่าป้อมมีความสำคัญน้อยมาก ไม่เหมาะสมกับความก้าวหน้า ทางอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ จึงได้รื้อป้อมพิฆาตข้าศึก และกำแพงลง แล้วตั้งกองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 1 ขึ้นแทน โดยได้โปรดเกล้า ฯ ให้นายพลเรือเอกพระยามหาโยธา (ฉ่าง   แสงชูโต) มาอำนวยการสร้างโรงเรียนดังกล่าว สำหรับฝึกอบรมทหารใหม่ที่เกณฑ์จากชายฉกรรจ์ในจังหวัดสมุทรสงครามจำนวนสองกองร้อย ฝึกหัดหนึ่งปีแล้วส่งผลัดเปลี่ยนทหารเก่าในกรุงเทพ ฯ  ตั้งมาจนถึงปี พ.ศ.2465 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยุบกองโรงเรียนพลทหารเรือ โดยกระทรวงทหารเรือได้ยกอาคาร และที่ดินให้กระทรวงมหาดไทย ใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2468 จนถึงปี พ.ศ.2499 จึงได้ทำการปลูกสร้างศาลากลางจังหวัดใหม่บริเวณที่อยู่ปัจจุบัน แล้วโอนศาลากลางเดิมให้กระทรวงสาธารณสุขใช้ในกิจการโรงพยาบาลจังหวัด 

ในปี พ.ศ.2437 ได้โปรดเกล้า ฯ ให้รวมหัวเมืองราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ปราณบุรี ประจวบ ฯ และเมืองสมุทรสงครามเข้าเป็นมณฑลราชบุรี 

ในปี พ.ศ.2458 ได้ยกแขวงบางช้างขึ้นเป็นอำเภอชื่ออำเภออัมพวา ตามชื่อของบ้านอัมพวา ส่วนบ้านบางช้างเป็นตำบลหนึ่งในเขตปกครองของอำเภออัมพวา 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จังหวัดสมุทรสงครามได้รับการส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่หลายประการ ได้แก่ การขุดคลองดำเนินสะดวก จากแม่น้ำท่าจีนไปสู่แม่น้ำแม่กลอง โดยเริ่มต้นที่ประตูน้ำบางยาง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสงคราม ผ่านอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และต่อไปถึงอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ผ่านประตูน้ำบางนกแขวกไปสู่แม่น้ำแม่กลอง ระยะทางยาว 3.5 กิโลเมตร  ในปี พ.ศ.2451 ได้สร้างประตูน้ำบางยางที่อำเภอบ้านแพ้ว และประตูน้ำบางนกแขวกที่ตำบลบางนกแขวก อำเภอบางคนที   ประตูน้ำสองแห่งนี้กั้นคลองดำเนินสะดวก   เพื่ออำนวยประโยชน์ได้ทั้งทางคมนาคมและการเกษตร ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงคลองดำเนินสะดวกตลอดปี เรือสัญจรไปมาได้ทั้งปี และมีน้ำเพื่อการเกษตรให้แก่ชาวนาชาวสวนได้ตลอดปีเช่นกัน 

นอกจากนั้น การสร้างทางรถไฟสายมหาชัย - ท่าจีน - แม่กลอง ใช้หัวรถจักรไอน้ำแล่นจากสถานีแม่กลอง ไปสุดทางที่สถานีบ้านแหลม และลงเรือข้ามฟากไปขึ้นที่ท่ามหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อขึ้นรถไฟที่สถานีมหาชัย ไปสิ้นสุดที่สถานีปากคลองสาน กรุงเทพ ฯ

ที่มา : หอมรดกไทย

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

Thailand 6-3-1
ที่ตั้งจังหวัดสมุทรสงคราม อาณาเขตติดต่อของจังหวัดสมุทรสงคราม

 

สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดในภาคกลาง (หน่วยงานบางแห่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคตะวันตก) มีขนาดพื้นที่เล็กที่สุดของประเทศ คือประมาณ 416.7 ตารางกิโลเมตรทั้งยังมีจำนวนประชากรน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศด้วย นับเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและมีชายฝั่งทะเลติดอ่าวไทยยาวประมาณ 23 กิโลเมตร มีภูเขา 1 ลูก (เขายี่สาร) ไม่มีเกาะ มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มโดยพื้นที่ฝั่งตะวันตกจะสูงกว่าฝั่งตะวันออกเล็กน้อย

อาณาเขต จังหวัดสมุทรสงครามมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดราชบุรีและจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีลำคลองดอนมะโนรา
และรางหัวตำลึงใน เขตท้องที่อำเภอบางคนที และอำเภอเมืองสมุทรสาคร เป็นแนวแบ่งเขต
ทิศใต้ ติดทะเลอ่าวไทย ตรงปากแม่น้ำแม่กลอง และจังหวัดเพชรบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาคร ที่คลองพรมแดนท้องที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดราชบุรี โดยมีลำคลองวัดประดู่
เป็นแนวแบ่งเขตในท้องที่อำเภออัมพวา

 

ลักษณะภูมิประเทศ

พื้นที่โดยทั่วไปของจังหวัดเป็นที่ราบลุ่มริมทะเลโดยตลอด สภาพของดินเป็นดินเหนียวปนทราย ไม่มีภูเขาหรือเกาะ เดิมเคยมีป่าโกงกาง ไม้แสม ตามชายฝั่งทะเลและมีป่าจากตามปากแม่น้ำ แต่ปัจจุบันได้มีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเกือบทั้งหมด ต่อมาการเลี้ยงกุ้งได้เกิดการขาดทุน ทำให้ปล่อยบ่อกุ้งรกร้างจำนวนมากแม่น้ำสำคัญที่ไหลผ่าน คือ แม่น้ำแม่กลองผ่านบริเวณท้องที่อำเภอบางคนที และอำเภออัมพวา ไปออกทะเลอ่าวไทย ที่บริเวณปากแม่น้ำแม่กลองในเขตอำเภอเมืองสมุทรสงคราม นอกจากนี้มีลำคลองใหญ่น้อยมากมาย แยกจากแม่น้ำแม่กลอง 338 คลอง ลำประโดง 1,947 ลำประโดง กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ จากสภาพภูมิประเทศเช่นนี้ ทำให้เกิดความสะดวกในด้านการคมนาคมทางน้ำ และการประกอบอาชีพด้านกสิกรรม

การแบ่งเขตการปกครอง

Samut Songkhram

อำเภอ แบ่งออกเป็น 3 อำเภอ 36 ตำบล 284 หมู่บ้าน 

  1. อำเภอเมืองสมุทรสงคราม มีเนื้อที่ 169.057 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 40.57 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด
  2. อำเภอบางคนที มีเนื้อที่ 170.164 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 40.84 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด
  3. อำเภออัมพวา มีเนื้อที่ 77.486 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 18.59 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด

เทศบาล (รวมพื้นที่ในเขตเทศบาลทั้งหมด 23.95 ตารางกิโลเมตร)

  1. อำเภอเมืองสมุทรสงคราม มี 1 เทศบาล คือ เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม เนื้อที่ 8.0 ตารางกิโลเมตร
  2. อำเภออัมพวา มี 2 เทศบาล คือ เทศบาลตำบลอัมพวา เนื้อที่ 2.5 ตารางกิโลเมตร
  3. เทศบาลตำบลเหมืองใหม่ เนื้อที่ 6.70 ตารางกิโลเมตร
  4. อำเภอบางคนที มี 4 เทศบาล คือ
  • เทศบาลตำบลบางนกแขวก เนื้อที่ 3.75 ตารางกิโลเมตร
  • เทศบาลตำบลบางกระบือ เนื้อที่ 4.26 ตารางกิโลเมตร
  • เทศบาลตำบลบางยี่รงค์ เนื้อที่ 9.03 ตารางกิโลเมตร
  • เทศบาลตำบลกระดังงา เนื้อที่ 3.00 ตารางกิโลเมตร

องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 28 แห่ง (เดิม 30 แห่ง อบต.บางกระบือ และบางยี่รงค์ ยกระดับเป็น เทศบาลตำบล)

         อำเภอในจังหวัดสมุทรสงคราม

ผู้บริหารจังหวัด

1-9-1

นายธนน  เวชกรกานนท์

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม

3-7-1

นายอุทาร  พิชญาภรณ์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม

9a1ea78b-1

ว่าที่ ร.ต.ท.อาทิตย์  บุญโสภัต

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประเภทการเลือกตั้ง

การแบ่งเขตเลือกตั้ง

จำนวนเขตเลือกตั้ง
ส.ส. ถือจ้งหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 1 เขต

 

สมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดสมุทรสงคราม

ชื่อ-สกุล

สังกัดพรรค วัน/เดือน/ปี
ที่ได้รับเลือกตั้ง
วัน/เดือน/ปี
(ครบวาระ 4 ปี)
การศึกษา สถานที่ติดต่อ

3601dd55-1

นางสาวรังสิมา  รอดรัศมี

ประชาธิปัตย์ 3 ก.ค. 2554 2 ก.ค. 2558 ปริญญาตรี/
พยาบาลศาสตรบัณฑิต/
มหาวิทยาลัย
สงขลานครินทร์
64/1 ถนนสมุทรสงคราม-บางแพ
หมู่ที่ 11 ต.บ้านปรก อ.เมือง
จ.สมุทรสงคราม 75000

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

                      หน่วยเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้งกลาง
                             การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

อำเภอ ทบ./ทต./ตำบล จำนวนหน่วยเลือกตั้ง
เมืองฯ เทศบาลเมืองฯ 38
ต.ท้ายหาด 6
ต.ลาดใหญ่ 17
ต.บ้านปรก 13
ต.นางตะเคียน 8
ต.แหลมใหญ่ 11
ต.คลองเขิน 7
ต.บางขันแตก 13
ต.บางแก้ว 11
ต.บางจะกร็ง 6
ต.คลองโคน 7
รวมหน่วยเลือกตั้งอำเภอเมืองฯ 137
อัมพวา ทต.อัมพวา 9
ทต.เหมืองใหม่ 4
ต.เหมืองใหม่ 3
ต.บางแค 6
ต.แทรกหนามแดง 6
ต.แควอ้อม 4
ต.สวนหลวง 6
ต.วัดประดู่ 8
ต.ท่าคา 7
ต.บางนางลี่ 5
ต.ปลายโพงพาง 12
ต.บางช้าง 6
ต.ยี่สาร 5
รวมหน่วยเลือกตั้งอำเภออัมพวา 81
บางคนที ทต.กระดังงา 3
ทต.บางนกแขวก 2
ต.บางสะแก 3
ต.บ้านปราโมทย์ 3
ต.โรงหีบ 3
ต.บางกุ้ง 2
ต.บางคนที 3
ต.ยายแพง 2
ต.กระดังงา 4
ต.ดอนมะโนรา 6
ต.บางพรม 4
ต.จอมปลวก 5
ทต.บางกระบือ 3
ทต.บางยี่รงค์ 2
รวมหน่วยเลือกตั้งอำเภอบางคนที 45
รวมหน่วยเลือกตั้งทั้งจังหวัด 263
หน่วยเลือกตั้งกลางในเขตจังหวัด 1
หน่วยเลือกตั้งกลางนอกจังหวัด 1

 

สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม

ชื่อ-สกุล ประเภท  วัน/เดือน/ปี
ที่ได้รับเลือกตั้ง
 วัน/เดือน/ปี
(ครบวาระ 6 ปี)
 การศึกษา สถานที่ติดต่อ 

433f6a0c-1

นายสุีรจิต  ชิรเวทย์

 การเลือกตั้งทั่วไป  2 มี.ค. 2551 1 มี.ค. 2557 ปริญญษตรี/
นิติศาสตรบัณฑิต/
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 2/33 หมู่ที่ / ถนนทางเข้าเมือง
ต.บางแก้ว อ.เมืองฯ
จ.สมุทรสงคราม 75000

 

จำนวนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม  ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร   ณ  วันที่ 31 ธันวาคม 2554

 ชาย  หญิง  รวม
93,302 100,784 194,086

 

ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและกสิกรรม ได้แก่ การทำสวนมะพร้าว การทำสวนผลไม้ ลิ้นจี่ ส้มโอ กล้วย พืชผักต่าง ๆ ทำประมงและทำนาบ้างเล็กน้อย

อุตสาหกรรมที่สำคัญของจังหวัด ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร และ เครื่องดื่ม อุตสาหกรรมน้ำปลา น้ำตาลสดผ่านระบบการฆ่าเชื้อ (สเตอรีไลน์) น้ำตาลมะพร้าว อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ แปรรูปสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ อุตสาหกรรมห้องเย็น ซ่อมเครื่องยนต์ อุปกรณ์ เครื่องและเรือ ฯลฯ

ในปีการศึกษา 2545 จังหวัดสมุทรสงครามมีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด 79 แห่ง สังกัดกรมสามัญศึกษา 9 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน 11 แห่ง สังกัดกรมอาชีวะ 3 แห่ง สังกัดสำนักงานการศึกษาท้องถิ่น 8 แห่ง มีจำนวนนักเรียนระดับอนุบาลและเด็กเล็ก 5,923 คน ระดับประถมศึกษา จำนวน 17,352 คน ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 9,820 คน และระดับอาชีวศึกษา จำนวน 3,922 คน

ทางด้านการศาสนา ประชากรส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 98.9 นับถือศาสนาพุทธ รองลงมานับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามมีเพียงเล็กน้อย ในปี 2545 จังหวัดสมุทรสงครามมีจำนวนวัดทั้งสิ้น 109 วัด มีจำนวนพระภิกษุ 2,320 รูป จำนวนสามเณร 94 รูป

ทางด้านสาธารณสุข ในปีงบประมาณ 2544 จังหวัดสมุทรสงครามมีโรงพยาบาลทั่วไปขนาด 460 เตียง 3 แห่ง โรงพยาบาลเอกชนขนาด 100 เตียง 2 แห่ง มีสถานีอนามัยทั้งสิ้น 50 แห่ง มีแพทย์ จำนวน 47 คน ทันตแพทย์ 14 คน พยาบาล 513 คน โดยมีอัตราส่วนประชากรต่อแพทย์ 1 คน เท่ากับ 4,349 อัตราส่วนประชากรต่อทันตแพทย์ 1 คน เท่ากับ 14,600

ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการประมง ส่วนอุตสาหกรรมนั้นส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก โดยอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตน้ำปลา อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และมีโรงงานทั้งสิ้น 270 โรงงาน ทุนจดทะเบียนรวม 5,068,084,947 บาท จำนวนการจ้างงาน 7,099 คน สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดสมุทรสงครามขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และการประมงเป็นสาขาการผลิตในภาคเกษตรที่ทำรายได้สูงสุดของจังหวัด รองลงมาก็คือ กสิกรรม และการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างง่าย

ด้านแรงงาน

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, SAMUT SONGKHRAM PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 166,384 168,678 170,493 157,097 145,534 142,163 157,495 175,127 178,264
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 116,894 119,230 121,444 110,124 104,154 103,648 115,540 127,507 129,982
  ผู้มีงานทำ 116,272 117,978 120,692 109,542 103,377 103,114 114,901 126,842 129,608
  ผู้ว่างงาน 600 1,232 752 583 771 534 633 619 349
  ผู้ที่รอฤดูกาล 22 21  -  - 5  - 6 47 25
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 49,490 49,447 49,049 46,972 41,380 38,515 41,955 47,620 48,282
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 78,676 79,784 80,653 73,524 67,196 65,699 73,495 82,409 84,058
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 61,676 63,257 63,924 57,077 53,409 53,065 58,912 66,792 68,082
  ผู้มีงานทำ 61,376 62,501 63,327 56,674 52,896 52,723 58,584 66,550 67,811
  ผู้ว่างงาน 300 755 598 403 508 343 328 242 246
  ผู้ที่รอฤดูกาล  -  -  -  - 5  -  -  - 25
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 17,000 16,527 16,729 16,448 13,787 12,634 14,584 15,618 15,976
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 87,708 88,894 89,840 83,573 78,338 76,464 84,000 92,718 94,206
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 55,218 55,974 57,519 53,048 50,745 50,583 56,628 60,715 61,900
  ผู้มีงานทำ 54,896 55,477 57,366 52,868 50,481 50,391 56,317 60,292 61,797
  ผู้ว่างงาน 300 476 154 180 264 192 305 377 103
  ผู้ที่รอฤดูกาล 22 21  -  -  -  - 6 47  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 32,490 32,920 32,321 30,525 27,593 25,881 27,372 32,002 32,307

 

ประเพณีตักบาตรขนมครก

07006


ความเป็นมา

ใน สมัยพุทธกาล องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ท่านอนาถบิณฑิกะ คฤหบดีผู้เป็นเอตทัคคะ ในทางถวายทานมีรับรองอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ ชื่อ อังคคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เป็นสุตตันตปิฎก ทุติยปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๒ วรรคที่ ๑ ชื่อปุญญาภิ สัณฑวรรค ว่าด้วยความไหลมาแห่งบุญ และทรงตรัสตอบปุจฉาของพระนางสุมนาราชกุมารี พระราชธิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล มีบันทึกในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ ชื่อ อังคุตตรนิกาย ปัญจกฉักกนิบาต เป็นสุตตันตปิฎก ปฐมปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๑ วรรคที่ ๔ ชื่อ สุมณวรรค ว่าด้วยนางสุมนาราชกุมารี ความว่า

การ ถวายอาหารโดยกุศลจิตที่ตั้งไว้ดีแล้ว ชื่อว่าให้อายุ ผิวพรรณ ยศ สุข กำลัง ปณิธาน แลความเป็นใหญ่ ย่อมได้รับผลตามเจตนาแห่งกุศลอันดีแล้ว เป็นความสุขอันหาได้ยากของคฤหัสถ์ ประเพณีการทำบุญตักบาตรแด่หมู่พระสงฆ์ จึงปรากฏมีมาแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน

ครั้ง แรกเมื่อเริ่มตั้งกรุงศรีอยุธยา มีบันทึกในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยพระราชพิธี ๑๒ เดือน ปรากฏหลักฐานของราชสำนักในการตักบาตรขนมเบื้อง ครั้นเมื่อถึงเดือนอ้าย ด้วยมีกุ้งชุกชุมเป็นจำนวนมาก ให้เกณฑ์ฝ่ายในช่วยกันปรุงขนมเบื้องถวายพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงผนวช แลพระราชาคณะ พระราชพิธีตักบาตรขนมเบื้องสืบทอดมาจนถึงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี

พ.ศ. ๒๔๔๙ หลวงปู่โห้ ภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสุนทรสุตกิจ เป็นเจ้าอาวาสวัดแก่นจันทร์เจริญ ได้ชักชวนทายก ทายิกา ร่วมกันตักบาตรขนมครกในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๐ เพื่อเป็นการสืบทอด

ประเพณี ทำบุญตักบาตรนับเนื่องแต่พุทธกาล อานิสงฆ์ที่ได้ทำให้ยังสังขารแลธาตุของคณะสงฆ์ที่อยู่จำพรรษา พัฒนา ฝึกฝน ทั้งทางด้านจิตใจ และความรู้ความสามารถในการปลูกสร้าง ตกแต่ง ซ่อมแซมอาคารต่างๆ ได้รับความรู้หลังจากลาสิขาบทไปแล้ว ยังได้นำปัจจัยไปบำรุงการศึกษาทั้งพระสงฆ์ และลูกหลานของทายก ทายิกา น้ำตาลทรายที่ได้จากการตักบาตร ให้ทายก ทายิกา ได้สืบทอดการทำตังเมมาแต่โบราณ เพื่อแจกจ่ายแก่คณะสงฆ์ และผู้มาช่วยกิจการภายในวัด ทั้งยังใช้ในการปรุงอาหารสำหรับผู้ที่มาทำบุญเมื่อถึงคราวเข้าพรรษาของพระ สงฆ์ แลยังถึงซึ่งความสามัคคีเข้มแข็งของทายก ทายิกาในชุมชนแลเครือข่าย ชุมชนตำบลบางพรมร่วมด้วย

ประเพณีกฐินทางน้ำ

ประเพณีกฐินทางน้ำ เป็นประเพณีการทำบุญของไทยมาตั้งแต่โบราณ และได้ถือปฏิบัติสืบต่อมากันมาในระยะเวลาที่กำหนดให้ในปีหนึ่ง ๆ เรียกว่า

"กฐินบาล" เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 จะทำก่อนหรือหลังจากวันนั้นไม่ได้ ซึ่งมีทั้งกฐินที่พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลไปจนถึงกฐินราษฎร จังหวัดสมุทรสงครามมีการสัญจรทางน้ำมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีวิถีชีวิตที่มีความผูกพันกับแม่น้ำแม่กลอง และวัดส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ เมื่อประชาชนในชุมชนทำบุญก็จะใช้การสัญจรทางน้ำ เช่นการทำบุญตักบาตร การทอดกฐินทางน้ำก็จะมีการประดับประดาเรือให้สวยงามจัดเป็นขบวนแห่ไปตามแม่น้ำ ซึ่งในปัจจุบันนี้เริ่มสูญหายไป วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จึงได้ฟื้นฟูประเพณีนี้ให้คงอยู่สืบต่อไป

ประเพณีไทยทรงดำ

01042

ประเพณีไทยทรงดำ ชาวไทยทรงดำนิยมนุ่งห่มเสื้อผ้าด้วยสีดำ และใช้คำเรียกกางเกงที่สวมใส่ว่า "ซ่งหรือส้วง" จึงมีการเรียกชนชาติไทยทรงดำตามลักษณะเครื่องแต่งกายว่า "ไทยทรงดำ" จังหวัดสมุทรสงครามมีชาวไทยทรงดำอาศัยอยู่ไม่มากนัก บริเวณวัดลาดเป้ง อำเภอเมือง ฯ และมีการจัดงานประเพณีของชาวไทยทรงดำขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี ณ บริเวณวัดลาดเป้ง อำเภอเมือง ฯ จังหวัดสมุทรสงคราม จะมีการแสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยทรงดำที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสมุทรสงคราม, ราชบุรี ,เพชรบุรี

งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

02001 resize


จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ณ อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) มีการแสดงโขนกลางแจ้ง การสาธิตทำอาหารไทยโบราณ นิทรรศการเกี่ยวกับการจัดสวนไทย การละเล่นพื้นบ้าน การจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม รวมทั้งสินค้าพื้นเมืองต่างๆ

งานวันลิ้นจี่

07035


จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนเฉพาะในปีที่ลิ้นจี่ออกผลในบริเวณ เมืองอัมพวา มีการประกวดผลไม้ชนิดต่างๆ ประกวดธิดาชาวสวน จำหน่ายผลไม้ ผลิตผลทางการเกษตร และสินค้าพื้นเมือง

เทศกาลกินปลาทู

02003 resize


หอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นผู้จัดงานนี้ขึ้น ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายอาหารที่ปรุงมาจากปลาทูชนิดต่าง ๆ มากมาย นอกจากนี้ยังสามารถซื้อปลาทูนึ่งหรือปลาทูสด ซึ่งปลาทูของจังหวัดสมุทรสงคราม มีรสชาติดี เนื้อนุ่ม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป และยังมีการจำหน่ายอาหารทะเลทั้งสดและแห้ง ในราคาย่อมเยา จัดขึ้นประมาณปลายเดือนธันวาคม บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด

งานนมัสการและสรงน้ำหลวงพ่อบ้านแหลม

01118


เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้ ประชาชนในจังหวัดสมุทรสงคราม และผู้ที่นับถือหลวงพ่อบ้านแหลมได้นมัสการ และสรงน้ำหลวงพ่อบ้านแหลม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดสมุดทรสงคราม ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๑๓-๑๙ เมษายน ของทุกปี

ประเพณีตักบาตรทางน้ำ

17015 resize


การตักบาตรยามเช้าตรู่ของผู้คนริมสองฝั่งแม่น้ำลำคลอง เป็นภาพที่คุ้นตาในชุมชนริมน้ำมาตั้งแต่ดั้งเดิม แม้จะหาชมได้ยากในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แม่น้ำเพื่อการคมนาคมติดต่ออย่างแพร่หลาย เฉกเช่นสายน้ำที่ยังคงความมีชีวิตชีวาในจังหวัดสมุทรสงคราม วัด ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนริมน้ำ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเช่นเดียวกัน พระภิกษุสงฆ์จึงสามารถใช้เรือเพื่อการบิณฑบาตรยามเช้า ไปยังละแวกบ้านเรือนของชาวบ้านที่อยู่ใก้ลเคียงได้โดยสะดวก

ประเพณีทำบุญกลางบ้าน

07003


ประเพณีทำบุญกลางบ้านเป็นประเพณีโบราณที่สืบทอดกับมาแต่โบราณของชาวประมง เป็นความเชื่อในการเสี่ยงทายเรือสำเภาจำลอง (มีวิธีการทำโดยใช้โครงไม้แล้วใช้ผ้าดิบขึงและใช้แพเป็นฐาน) นำสิ่งของใส่ลงในเรือจำลองเช่น รูปปั้นดินเหนียวเป็นตัวคนใส่ลงไปเพื่อเป็นการปล่อยเคราะห์ ปล่อยโศกลงไปในทะเล มีอาหารคาว – หวาน น้ำ เป็นต้น แล้วอัญเชิญพ่อขุน (เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวประมงในแถบนั้นนับถือ) มาจากศาลบริเวณใกล้หมู่บ้าน มาตั้งไว้ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านอธิฐานขอในสิ่งที่อยากได้ เช่น ขอให้ทำการประมงจับสัตว์น้ำได้มาก , ขอให้ไปออกทะเลแล้วกลับมาอย่างปลอดภัย ฯลฯ และถ้าได้ในสิ่งที่ขอก็จะจัดมหสพถวายในปีต่อไป ในงานประเพณี จัดขึ้น 2 วัน วันแรกจะมีการละเล่นพื้นบ้านมากมาย ช่วงกลางคืนก็จะมีมหรสพของชาวบ้านที่ประสบผลสำเร็จตามคำขอจากพ่อขุนในปีที่แล้วจัดถวายให้ วันที่สอง ชาวบ้านในแถบนั้นจะมาร่วมกันทำบุญตักบาตร แล้วจัดขบวนแห่พ่อขุนและเรือสำเภาจำลองลงเรือไปกลางทะเลซึ่งชาวบ้านจะร่วมกันตั้งขบวนแห่พ่อขุนและเรือจำลองไปในทะเล ระหว่างทางมีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน เมื่อถึงกลางทะเลช่วยกันยกเรือสำเภาลงไปในทะเลเป็นการเสี่ยงทายว่า ถ้าเรือจำลองลอยไปได้ด้วยดี ทำนายว่าปีนี้การทำมาหากินจะดี แต่ถ้าเรือล่มก็จะทำนายว่าปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี และชาวบ้านร่วมกันปล่อยพันธ์สัตว์น้ำด้วย หลังจากเสร็จพิธีก็จะอัญเชิญพ่อขุนไปตั้งไว้ที่ศาลตามเดิม ประเพณีนี้จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ณ ชุมชนบ้านปากมาบ

ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วย

07045


จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน และลำคลองสำคัญหลายสาย ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนมีความผูกพันกับแม่น้ำเป็นอย่างมาก ในอดีตชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำก็จะตักน้ำในแม่น้ำไว้ดื่มกินหรืออาบ เมื่อถึงประเพณีลอยกระทงจึงนับเป็นประเพณีที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ถือเป็นการขอขมาพระแม่คงคา และเพื่อเป็นความสุขทางใจและเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง จึงได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยนิยมนำเอาหยวกกล้วยมาหั่นเป็นท่อนยาวลอกเป็นกาบแล้วทำเป็นรอยหยักที่ริมทั้งสองข้างของกาบกล้วย เอาธูปจุ่มน้ำมันยางไว้กลางกระทง แล้วใส่กระจาดไปลอยแพสวยงามมาก เพราะกระทงลอยเป็นสายยาว

ดอนหอยหลอด Don Hoi Lot

Don Hoi Lot

ดอนหอยหลอด เป็นสันดอนปากน้ำแม่กลอง ที่เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทราย (ชาวบ้าน เรียกทรายขี้เป็ด) มีอาณาบริเวณกว้างประมาณ ๓ กิโลเมตร ยาว ๕ กิโลเมตร มี ๒ แห่ง คือ ดอนนอก อยู่บริเวณปากอ่าวแม่กลอง เดินทางไปได้โดยทางเรือ ส่วนดอนใน อยู่ที่ชายหาดหมู่บ้านฉู่ฉี่ ตำบลบางจะเกร็ง และที่ชายหาดหมู่บ้านบางบ่อ ตำบลบางแก้ว สามารถเดินทางได้โดยทางรถยนต์ บริเวณสันดอนนี้ มีหอยอาศัยอยู่หลายชนิด ได้แก่ หอยลาย หอยปุก หอยปากเป็ด หอยแครง และโดยเฉพาะหอยหลอดมีมากที่สุด หอยหลอดเป็นหอยชนิด ๒ ฝา ตัวสีขาวขุ่น มีเปลือกคล้ายหลอดกาแฟ ฝังตัวอยู่ในทราย การจับหอยหลอดจะใช้ไม้เล็ก ๆ ขนาดก้านธูป จุ่มปูนขาว แล้วแทงลงไปในรูหอยหลอด หอยจะเมาปูนแล้วโผล่ขึ้นมาให้จับ ดอนหอยหลอดนี้ในเวลาน้ำมากจะถูกน้ำท่วม และในช่วงเวลาน้ำน้อย ขณะน้ำลงจะสามารถไปเที่ยวชมทัศนียภาพได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยวชมดอนหอยหลอด คือ ระยะเวลาเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ของทุกปี

อุทยาน ร.2 King Rama II Memorial Park

King Rama II Memorial Park

อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (อุทยาน ร.๒) เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ของมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้พระราชทานศิลปะวัฒนธรรมอันงดงามไว้เป็นมรดกแก่ชาติ จนได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) บริเวณที่ก่อสร้างอุทยานพระบรมราชานุสรณ์แห่งนี้ พระราชสมุทรเมธี เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยารามเป็นผู้น้อมเกล้า ฯ ถวาย มีพื้นที่ประมาณ ๑๑ ไร่ พื้นที่บริเวณนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จ พระราชดำเนินมาเปิดป้ายอุทยานเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๒ และเปิดให้ประชาชนเข้ามาชมภายในอุทยานได้ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๐ อุทยาน ร.๒ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.

ตลาดน้ำอัมพวา Amphawa Evening Floating Market

Amphawa Evening Floating Market

ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา
ในอดีตเมืองอัมพวาถือว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญของจังหวัด สมุทรสงคราม มีตลาดน้ำขนาดใหญ่ และชุมชนริมน้ำ ที่เป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรม

แต่ผลกระทบของการพัฒนาการคมนาคมทางบก ทำให้ความเป็นศูนย์กลางฯ ของอัมพวาต้องสูญเสียไป ตลาดน้ำค่อย ๆ ลดความสำคัญและสูญหายไป ในที่สุดทิ้งไว้แต่ร่องรอยของความเจริญในอดีต ซึ่งยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนในทุกวันนี้ เทศบาลตำบลอัมพวา โดยความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในชุมชน จึงได้ฟื้นฟูตลาดน้ำอัมพวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่ออนุรักษ์ความเป็นอยู่ของชุมชนริมน้ำ ให้สืบทอดตลอดไป โดยใช้ชื่อว่า “ตลาดน้ำยามเย็น” จะมีทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐–๒๒.๐๐น. วันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๑๒.๐๐–๒๒.๐๐ น. และวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่เป็นวันจันทร์, วันพฤหัสบดี ตลาดน้ำยามเย็นที่อัมพวาแห่งนี้ จะจัดขึ้นในช่วงเย็นเรื่อยไปจนถึงเวลาพลบค่ำ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นตลาดน้ำแห่งแรกของประเทศไทยที่จัดในลักษณะเช่นนี้ ในตอนเย็นชาวบ้านจะเริ่มทยอยพายเรือนำสินค้าหลากหลายนานาชนิด อาทิ อาหาร ผลไม้ พืชผัก ขนม ของกินของใช้ มาขายให้กับนักท่องเที่ยว หรือ คนในท้องถิ่นที่สัญจรไปมาที่ตลาดอัมพวา ทำให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติของชีวิตของชุมชนริมน้ำ ซึ่งเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถที่จะหาซื้ออาหารมานั่งรับประมาน บริเวณริมคลองอัมพวาติดกับตลาดน้ำ ซึ่งได้มีการจัดสถานที่ไว้ ทำให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ตลาดน้ำบางน้อย Bang Noi Floating Market

Bang Noi Floating Market

ตลาดน้ำเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี ณ วันนี้ ตลาดน้ำบางน้อย ได้รับการฟื้นฟูและเปิดตลาดขึ้นอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อรักษาสภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของชาวบางน้อยให้คงไว้ชั่วนิจนิรันดร์ “ตลาดน้ำบางน้อย” ตั้งอยู่ที่ปากคลองบางน้อย (วัดเกาะแก้ว) ต.กระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม อยู่ห่างจากตลาดน้ำอัมพวาเพียง ๔ กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีทั้งของกินของใช้มากมาย ทั้งผักสด ผลไม้นานาชนิด และยังเป็นแหล่งรวมของอร่อย ๆ ที่อยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้รู้จัก เริ่มกันที่ “หอยทอดกระโดดน้ำ” ร้านหอยซึ่งเป็นที่ล่ำลือถึงความอร่อย

ถ้าต้องการสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม เชื่อว่า “ตลาดน้ำบางน้อย” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

ตลาดน้ำท่าคา Tha Kha Floating Market

Tha Kha Floating Market

ท่าคา เป็นตลาดน้ำเก่าแก่ที่มีการค้าขายทางน้ำมาช้านาน โดยจัดให้มีตลาดนัดเฉพาะในวันขึ้น ๒ ค่ำ ๗ ค่ำ และ ๑๒ ค่ำ และวันแรม ๒ ค่ำ ๗ ค่ำ และ ๑๒ ค่ำเช่นเดียวกัน สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๖.๐๐-๑๒.๐๐ น. บริเวณตลาดน้ำท่าคา บรรยากาศสองริมฝั่งน้ำร่มรื่นด้วยสวนมะพร้าวและสวนผลไม้ ตั้งแต่ ๗ โมงเช้า ชาวบ้านจะเริ่มทยอยพายเรือออกมาจากสวน บ้างก็มาจากละแวกใกล้เคียง บรรทุกผลไม้ พืชผัก ขนม ของกินของใช้ ล่องมาขายสินค้าที่หลากหลายเหล่านี้ เป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวในท้องถิ่น สภาพภูมิประเทศ พืชพันธุ์ ผลผลิต วิถีชีวิตผู้คน ตลาดน้ำจึงเป็นตัวเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันไว้ด้วยกัน เป็นศูนย์กลางการพบปะของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวจากภายนอก หลายคนติดอกติดใจตลาดน้ำแห่งนี้มากกว่าตลาดน้ำแห่งอื่น เรียกว่าตั้งใจมากันเลยทีเดียว ก็เพราะหลงเสน่ห์ของตลาดที่เป็นแหล่งซื้อขายของชาวบ้านจริง ๆ ไม่ได้สร้างไว้รับท่องเที่ยว สินค้าที่มาขายก็จะเป็นของที่ชาวบ้านต้องกินต้องใช้ กับผลไม้ตามฤดูกาลที่บางส่วนก็เป็นผลผลิตจากสวนในย่านนี้เอง

ตลาดเก่าบางนกแขวก Bang Nok Kwaek Market

Bang Nok Kwaek Market

ตั้งอยู่ปากคลองบางนกแขวก อำเภอบางคนที เป็นตลาดดั้งเดิมของชุมชนย่านบางนกแขวก และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา สภาพของตลาดเป็นเรือนแถวริมแม่น้ำแม่กลอง เลี้ยวเข้ามาในปากคลองบางนกแขวก เป็นบริเวณติดต่อกันกับอาสนวิหารแม่พระบังเกิด และห่างจากประตูน้ำบางนกแขวกที่ใช้กั้นน้ำเค็มไม่ให้เข้าสู่คลอง ดำเนิน-สะดวก วิถีชีวิตปกติสุขแบบไทย ๆ ที่ไม่มีความรีบร้อน ไม่มีการแก่งแย่งแข่งขัน เฉกเช่นในเมืองหลวงและเป็นที่ตั้งของชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่กลิ่นของอดีตยังไม่เคยจางหายจากไป “ตลาดเก่าบางนกแขวก” ตลาดริมน้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เราจึงได้ชมวิถีชีวิตชาวบ้านแท้ๆ ซึ่งตอนนี้ต่างพร้อมใจกันรื้อฟื้นนำของที่เคยมีในรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย กลับมาขายใหม่ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวชมธรรมชาติ และร่องรอยวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของคนที่นี่ บ้างก็มาหาบรรยากาศและอาหารรสชาติแบบดั้งเดิม รับประทานกันที่ร้านริมน้ำ โดยจะเปิดขายทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ ๐๘.๐๐ น. ไปจนถึงเย็นย่ำ “ตลาดน้ำบางนกแขวก” ก็สามารถไปได้ง่าย ๆ เพราะห่างจากอุทยาน ร.๒ อำเภออัมพวาเพียงแค่ ๕ กิโลเมตร

ค่ายบางกุ้ง Bang Kung Barracks

bangkung1bangkung2bangkung3

เดิม เป็นค่ายทหารเรือในสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินได้โปรดเกล้าให้ชาวจีนตั้งค่าย เรียกว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง" ภายในค่ายมีอุโบสถหลังเดิมจะถูกปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่ มองจากภายนอกคิดว่าเป็นกลุ่มต้นไม้ใหญ่


สถานที่ตั้ง ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
เป็น ค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ค่ายบางกุ้ง เรียกว่า "ค่ายบางกุง้" โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ค่ายบางกุ้งก็ร้างไปจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุง ธนบุรี เป็นราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งกองทหารรักษาค่าย จึงมีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง" ในปี พ.ศ. 2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรีมาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเหลือทหารจีนขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย หลังจากนั้นค่ายบางกุ้งแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึง พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น (ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว) และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์

สิ่งที่น่าสนใจ

bangkung6


โบสถ์ปรกโพธิ์
เป็น อุโบสถหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จะถูกปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่ทั้งโพ ไทร ไกร และกร่าง มองจากภายนอกคิดว่าเป็นกลุ่มต้นไม้ใหญ่ มากกว่ามีโบสถ์อยู่ข้างใน รากไม้เหล่านี้ช่วยให้โบสถ์คงรูปอยู่ได้ ทั้งยังให้ความขรึมขลังอีกด้วย ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐาน ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโบสถ์น้อย (หลวงพ่อนิลมณี) และเรียกโบสถ์ว่า "โบสถ์ปรกโพธิ์" และมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง สมัยปลายกรุศรีอยุธยาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ

วัดบางกุ้ง
เป็นวัด เก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน อยู่คนละฝั่งกับค่ายบางกุ้งโดยมีถนนผ่านกลาง สิ่งที่น่าสนใจในวัดนี้ได้แก่ คัมภีร์โบราณ ส่วนมากจะเป็นตำรายาโบราณ และบริเวณหน้าวัดด้านที่ติดกับแม่น้ำแม่กลอง จะมีปลาน้ำจืดต่างๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จนได้ชื่อว่า "วังมัจฉา"

การเดินทาง

ทางรถยนต์
จาก ตัวเมืองสมุทรสงคราม ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 325 (แม่กลอง-อัมพวา) ประมาณ 5 กม. เลยวัดบางกะพ้อม (ยังไม่ถึงตลาดอัมพวา) ให้สังเกตทางแยกซ้ายมือ เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง(สะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์) ตรงไปถึง ถึงสามแยกเลี้ยวขวา ตรงไปผ่านวัดภุมรินทร์ จนถึงสามแยก (มีวัดบางแคใหญ่อยู่ขวามือ) เลี้ยวขวา ตรงไปผ่านวัดบางแคน้อย วัดปากน้ำ ข้ามสะพานคลองแควอ้อม สังเกตค่ายบางกุ้งอยู่ซ้ายมือ จะเห็นแนวกำแพงของค่าย

รถประจำทาง
จากตัวเมืองสมุทรสงคราม นั่งรถโดยสารสองแถว สายแม่กลอง-วัดปราโมทย์ คิวรถอยู่บริเวณธนาคารนครหลวงไทย สาขาสมุทรสงคราม รถจะวิ่งผ่านค่าย

วัดบางกุ้ง Wat Bang Kung

Wat Bang Kung

วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ในเขตตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปี พ.ศ. ๒๓๐๘ กองทัพพม่ายกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ จึงทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้หัวเมืองปากใต้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายสร้างกำแพง ล้อมวัดบางกุ้ง ที่ตำบลบางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม เรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง” กองทัพพม่าซึ่งยกทัพเข้ามาตามลำน้ำแม่กลองและบุกลงมา จนถึงค่ายบางกุ้ง โดยที่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถต้านทานไว้ได้ ค่ายบางกุ้งจึงแตก หลังจากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ค่ายบางกุ้งก็ตกอยู่ในสภาพค่ายร้าง เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนากรุงธนบุรีแล้ว โปรดให้ชาวจีนรวบรวมสมัครพรรคพวกมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่ายเก่าที่บางกุ้ง จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง” ในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาไปประมาณ ๘ เดือน กองทัพพม่านำโดยเจ้าเมืองทวาย ยกทัพบกและทัพเรือลงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ ทหารจีนที่รักษาค่ายบางกุ้งสู้รบอย่างเต็มที่ แต่มีกำลังน้อยกว่าเกือบจะเสียค่ายแก่พม่า กรมการเมืองสมุทรสงครามจึงมีหนังสือกราบทูลไปยังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทราบ จึงยกกองทัพมาตีทัพพม่าแตกพ่ายไป และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๗ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยกกองทัพเรือนำทหารไปออกศึกที่บางแก้ว เมืองราชบุรี ในระหว่างการเดินทางได้หยุดกองทัพพักพลเสวยพระกระยาหารที่วัดกลางค่ายบางกุ้ง

หลักฐานโบราณสถานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ พระอุโบสถก่ออิฐถือปูน ปัจจุบันถูกต้นไทรขึ้นปกคลุมทั้งหลัง หน้าบันของพระอุโบสถมีปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาประดับด้วยเครื่องถ้วย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

นมัสการหลวงพ่อวัดบ้านแหลม Wat Phet Samut Worawihan

Wat Phet Samut Worawihan

วัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือ วัดบ้านแหลม เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง บริเวณถนนเพชรสมุทร เป็นวัดที่สำคัญของจังหวัด เดิมชื่อ วัดศรีจำปา ตามพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขา ปี พ.ศ. ๒๓๐๗ พม่ายกทัพเข้ามาตีเมืองเพชรบุรี แต่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพมาช่วยรักษาเมืองไว้ได้ ชาวบ้านแหลมในเขตเมืองเพชรบุรี อพยพหนีพม่ามาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณตำบลแม่กลอง เหนือวัดศรีจำปา จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านแหลม” ตามชื่อบ้านเดิมของตนในเมืองเพชรและช่วยกันบูรณะวัดศรีจำปา เรียกวัดนี้ใหม่ว่า “วัดบ้านแหลม” ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานของ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของไทย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ศูนย์รวมศรัทธาและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวแม่กลองแห่ง สมุทรสงครามเท่านั้น แต่ยังเป็นที่เคารพสักการะอย่างกว้างขวางของชาวไทยทุกสารทิศมานานนับสมัย จนถึงกับมีคำกล่าวว่า “หากไม่ได้มานมัสการหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ก็เสมือนมาไม่ถึงเมืองสมุทรสงคราม”
งานปิดทองหลวงพ่อบ้านแหลม จะจัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี ซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์ของชาวไทย และชาวรามัญ งานสารทเดือน ๑๑ (ประมาณเดือนตุลาคม) และช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมีครั้งละประมาณ ๗ วัน

วัดอัมพวันเจติยาราม Wat Amphawan Chetiyaram

Wat Amphawan Chetiyaram

เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ปากคลองอัมพวาด้านเหนือ เดิมเรียกกันว่า “วัดอัมพวา” ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอัมพวันเจติยาราม” มีความหมายว่า “วัดที่มีเจดีย์และมีสวนมะม่วงเป็นที่รื่นรมย์และเกษมสำราญน่าเคารพบูชา” วัดนี้เป็นวัดต้นวงศ์ราชินิกุล โดย สมเด็จพระรูปศิริโสภาคย์มหานาคนารี(สั้น) พระราชชนนีใน สมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ (นาก) ทรงบริจาคที่ดิน และ สมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ ได้ทรงรวบรวมพระพี่พระน้อง ร่วมกันสร้างเป็นวัดขึ้นมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้มีการบูรณะใหญ่ และทรงสร้างพระปรางค์เป็นที่บรรจุพระบรมสรีรังคารและพระบรมอัฐิบางส่วนของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมราชชนก นอกจากนี้ยังทรงสร้างพระวิหาร และที่นั่งทรงธรรมขึ้นอีกด้วย

วัดบางกะพ้อม Wat Bang Kaphom

Wat Bang Kaphom

วัดบางกะพ้อม เป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. ๒๓๑๒ สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง มีตำนานเล่าขานกันมาว่ามีตระกูลคหบดีมีฐานะดีตระกูลหนึ่ง ได้ลงเรือพาครอบครัวพร้อมทั้งทรัพย์สิน หนีข้าศึกเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา รอนแรมถึงแหลมบางกะพ้อมแห่งนี้ เห็นเป็นที่เหมาะสมร่มรื่น จึงได้พักแรมสร้างที่อยู่อาศัย โดยอาศัยการสานกระบุง ตะกร้า เสื่อลำแพน และกะพ้อมใส่ข้าวเป็นสินค้านำไปขายเพื่อเป็นค่ายังชีพ ต่อมามีคนมาบอกว่ากองทัพข้าศึกยกมากำลังทำการสู้รบกันอยู่ที่ค่ายบางกุ้ง ให้รีบหนี แต่คหบดีผู้นั้นเห็นว่าคงหลบหนีไม่ทัน จึงได้เข้าไปแอบอยู่ในกะพ้อมที่สานเอาไว้เพื่อจะขาย พร้อมกันนั้นได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ว่า “ขออย่าให้ทหารข้าศึกพบเลย หากรอดพ้นไปได้จะจัดการสร้างวัดและวิหารขึ้นตรงนี้” ซึ่งทหารข้าศึกก็ผ่านไปโดยมิได้พบเห็น ต่อมาจึงได้จัดสร้างวิหารวัดบางกะพ้อมขึ้น ตามที่ตั้งสัตยาธิษฐานไว้ โดยตั้งชื่อวัดว่า “วัดบังกับพ้อม” ต่อมาคงเพี้ยนไปบ้าง หรือเพื่อความเหมาะสมจึงชื่อ “วัดบางกะพ้อม” มาจนถึงปัจจุบันนี้

วัดจุฬามณี Wat Chula Mani

Wat Chula Mani

ตั้งอยู่ริมฝั่งคลองอัมพวาห่างจากตัวอำเภออัมพวาเพียง ๒ กิโลเมตร เดิมเรียกว่า “วัดแม่ย่าทิพย์” สร้างมาแต่รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา ตามประวัติเล่าว่า ท้าวแก้วผลึก (น้อย) ซึ่งเป็นนายตลาดบางช้าง เป็นผู้สร้างวัดจุฬามณีขึ้นบริเวณด้านหลังวัดห่างไป ๕ เส้น เป็นนิวาสถานเดิมของท่านทองและท่านสั้น พระชนกและพระชนนีของสมเด็จพระอัมรินทรามาตย์ (นาก) พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งภายหลังถูกไฟไหม้ ครอบครัวของท่านจึงย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดอัมพวันเจติยาราม อุโบสถวัดจุฬามณีเดิมสร้างจากไม้สักและไม้เนื้อแข็ง จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๑พระครูโกวิทสมุทรคุณ (หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท) ได้เริ่มสร้างอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าที่ทรุดโทรมหลังจากหลวงพ่อเนื่องมรณภาพในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (อิฏฐ ภททฺจาโร) ศิษย์เอกของ หลวงพ่อเนื่อง ได้ดำเนินการต่อจนแล้วเสร็จ

วัดศรัทราธรรม Wat Satthatham

satthatum-01-1satthatum-02-1satthatum-04-1


หรือวัดมอญ สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2428 ปัจจุบันทางวัดได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ทำด้วยไม้สักทองฝังมุก เป็นหลังแรกของประเทศไทย มี ความงดงามมาก นอกจากนี้เขื่อนบริเวณหน้าวัดยังเป็นจุดชมทัศนียภาพปากอ่าวแม่กลองได้สวยงาม

สถานที่ตั้ง ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม

วัดศรัทธาธรรม หรือที่ชาวบ้านเรียกันว่า "วัดมอญ" สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2341 ด้วยแรงศรัทธาในพุทธศาสนาของชาวมอญประมาณ 12 ครอบครัวที่หนีสงครามกลางเมืองในพม่าเข้ามาพึงความร่มเย็นของแผ่นดินไทย โดยมาอาศัยในที่ดินว่างเปล่าในพื้นที่ตำบลบางจะเกร็งในปัจจุบัน ต่อมาถูกทางราชการเวนคืนที่ดิน แต่ชาวมอญไม่ยอมจึงได้ต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งก็ชนะคดีตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นชาวมอญจึงได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ อุโบสถไม้หลังเก่าซึ่งเป็นแพลอยน้ำ ได้กลายเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นับตั้งแต่นั้น ในปี พ.ศ. 2535 อุโบสถไม้สักทองฝังมุกหลังใหม่ถูกสร้างขึ้น

กว่าสองร้อยปี แห่งการดำรงอยู่ วัดศรัทธาธรรม (วัดมอญ) ได้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจและศูนย์กลางทางด้านการศึกษาและสังคมของชุมชนชาว มอญ ณ ตำบลบางจะเกร็ง เช่นเดียวกับที่อุโบสถไม้สักทองฝังมุกแท้รูปเรือสำเภา หนึ่งเดียวของเมืองไทย เป็นสถาปัตยกรรมทางศาสนาทีมี่เอกลักษณ์สวยงามที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจ

satthatum-03-1


โบสถ์ไม้สักฝังมุก อุโบสถ สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ภายนอกอุโบสถ เสาระเบียงฝังมุกลายไทย ผนังภายนอกฝังเปลือกหอยมุกเป็นลายเทพพนม อันวิจิตรบรรจง ส่วนเครื่องบนประดับช่อฟ้า ใบระกา ที่กลางหน้าบันทั้งสองด้าน จำหลักลายหงส์ภายใต้เศวตฉัตร อยู่บนพื้นลายกระหนกเปลว
ภายในอุโบสถ ประดิษฐ์ด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังฝังมุก แสดงเรื่องราวพุทธประวัติและภาพด้านล่างคือ ภาพวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ พระประธานคือพระพุทธชินราชหน้าตักกว้าง 61 นิ้ว ด้านหลังพระประธาน คือภาพพระประจำวันเกิด ภาพเพดานอุโบสถปิดทองลายไทย งบประมาณในการก่อสร้างเกือบหนึ่งร้อยล้านบาท

เนื่อง จากอุโบสถหลังนี้ฝังด้วยมุกเกือบทั้งหมด เมื่อพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า มุกที่ฝังไว้นอกผนังอุโบสถรูปลายเทพพนม จะสะท้อนแสงระยิบระยับส่งประกายสวยงามยิ่ง

กาละแมรามัญ

satthatum-05-1


ใน บริเวณวัด จะมีขนมของชาวมอญ "กาละแม" จัดจำหน่าย โดยกลุ่มแม่บ้านในละแวกวัดรวมตัวกันผลิตขึ้น เพื่อนำรายได้มาเป็นสวัสดิการแก่สมาชิก ซึ่งมีความอร่อยเพราะผลิตจากสูตรดั้งเดิม

การเดินทาง

รถยนต์
จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ถึงจังหวัดสมุทรสงครามตรงไป ทางจังหวัดเพชรบุรี (ไม่เข้าตัวเมือง) ตรงไปอีกประมาณ 2 กม. ก่อนข้ามสะพานสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เลี้ยวซ้ายตรงที่กลับรถ เลยไปประมาณ 200 เมตร มีถนนแยกเล็ก ๆ ให้เลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปอีกประมาณ 1 กม วัดอยู่ทางขวามือ

รถประจำทาง
จากตัวเมืองสมุทรสงคราม นั่งรถโดยสารสายแม่กลอง-ปากมาบ คิวรถอยู่บริเวณโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า

 

ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ Krom Luang Chumpon Shrine

Krom Luang Chumpon Shrine

ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สมุทรสงคราม ตั้งอยู่ที่บ้านฉู่ฉี่ ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ก่อตั้งขึ้นใหม่ แทนศาลเดิม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ ด้วยแรงศรัทธาของเหล่าชมรมทหารเรือ สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด สมาคมประมงสมุทรสงคราม และพ่อค้าประชาชนชาวสมุทรสงคราม ที่มีต่อพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพร ฯพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย อันเป็นที่เคารพสักการะของเหล่าประชาชนและชาวประมงที่ต้องดำรงชีวิตอยู่กับท้องทะเล
มูลนิธิศาลกรมหลวงชุมพร ฯ ได้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์มากมาย อาทิ การส่งเสริมการศึกษา การจัดทำหนังสือรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมการปราบปรามยาเสพติด การสาธารณประโยชน์ทั่งทั้งจังหวัด การท่องเที่ยวบริเวณดอนหอยหลอด และสร้างศูนย์เรียนรู้ชุมชน (ศรช.) ขึ้นในบริเวณด้านหลังของศาล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยว และข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดได้ ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ "เสด็จเตี่ย" สังเกตได้จากปริมาณการจุดประทัดแก้บนในแต่ละวันโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด

แฝดสยาม อิน-จัน In-Jun Siamese Twin

in-jun

แฝดสยาม อิน-จัน เป็นฝาแฝดที่มีร่างกายท่อนบนติดกัน เกิดที่จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๕๔ (ค.ศ. ๑๘๑๑) เรื่องราวของแฝดสยาม อิน-จัน ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปทั่วโลกในชื่อ"Siamese Twin" เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๗๑ - ๒๓๗๒ (ค.ศ. ๑๘๒๘ - ๑๘๒๙) กัปตันคอฟฟินและฮันเตอร์
ได้เดินทางมาติดต่อการค้าที่แม่กลองและได้พบกับฝาแฝดคู่นี้ จึงขอนำกลับไปที่ประเทศอเมริกาและอังกฤษ เพื่อเปิดการแสดงในที่ต่าง ๆ แฝดสยาม อิน-จัน สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติมายาวนานจนถึงอายุ ๖๓ ปี เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่แฝดสยาม อิน-จัน จึงได้มีการสร้างอนุสรณ์แฝดสยาม อิน-จัน อยู่บริเวณตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ด้านหน้ามีสระน้ำขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอาคารโถงแสดงชีวประวัติของแฝดสยาม อิน-จัน มาจัดแสดงไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาค้นคว้า เปิดตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. เสาร์-อาทิตย์ ๐๘.๐๐ - ๑๒.๐๐ น.

นาเกลือ Salt Fields

Salt Fields

จังหวัดสมุทรสงคราม มีอาณาเขตด้านทิศใต้ติดกับจังหวัดเพชรบุรี และอ่าวไทย ดังนั้นจึงมีอาชีพอีกอาชีพหนึ่งที่เราอาจไม่ได้พบเห็นบ่อยนักในจังหวัดอื่น นั่นก็คืออาชีพทำนาเกลือนั่นเอง เพราะการทำนาเกลือต้องใช้พื้นที่อาณาบริเวณมากเป็นหลายสิบไร่ขึ้นไป และต้องมีพื้นที่อยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล ให้สามารถทดน้ำทะเลเข้าฝั่งได้ ดังนั้นการทำนาเกลือจึงพบในบางจังหวัดเท่านั้นที่มีพื้นที่ติดทะเล แต่ที่รู้จักกันดีก็คือสมุทรสงคราม โดยผลผลิตที่ได้เรามักจะเรียกว่า เกลือสมุทร
วิธีการทำนาเกลือ ต้องมีการทดน้ำทะเลเข้าสู่แปลงนาเกลือที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ขังน้ำทะเลไว้และปล่อยให้ตากแดด ส่วนที่เป็นน้ำจะระเหยไปกับแสงแดด ส่วนที่เหลือจะมีความเข้มข้นขึ้นและเมื่อถึงจุดหนึ่ง เกลือในน้ำทะเลที่เหลืออยู่จะตกผลึกเป็นเกลือเม็ดออกมา ชาวนาเกลือจะรวบรวมเกลือที่ได้มารวมกันเป็นกอง ๆ เพื่อเตรียมขนย้ายเข้าสู่วงจรการจำหน่ายต่อไป

ชมหิ่งห้อยยามค่ำคืน Watch fireflies at night

Fireflies

หนึ่งในภาพความประทับใจของผู้คนที่ได้เดินทางมาสัมผัสสมุทรสงคราม คือ การล่องเรือชมหิ่งห้อย ซึ่งบรรดาหิ่งห้อยเหล่านี้ อาศัยอยู่บนต้นลำพู ในยามค่ำคืนจะเปล่งประกายแสงเรืองรอง เพื่อเรียกคู่ไปทั้งต้นลำพู ตลอดสองฝั่งริมน้ำ ราวกับมีไฟขนาดเล็กมาประดับอยู่บนต้นไม้อย่างสวยงาม หิ่งห้อยกะพริบแสง เพราะใช้สื่อสารกับเพศตรงข้าม (ตัวเมีย) เพื่อบอกความพร้อมในการสืบพันธุ์ โดยที่ตัวผู้จะเป็นฝ่ายกะพริบแสงก่อน หากตัวเมียเห็นลีลาการกะพริบแสงแล้วพอใจ ตัวเมียก็จะกะพริบแสงตอบ เพื่อให้ตัวผู้รู้ว่าอยู่ที่ไหน จะได้บินไปหาถูกนั่นเอง คุณอาจคิดว่าหิ่งห้อยมีหลายร้อยตัว ยิ่งเมื่อรวมกันเป็นฝูงแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าแสงจากตัวใดกะพริบ หิ่งห้อยแต่ละชนิดนั้นมันจะมีลีลาในการกะพริบแสงที่แตกต่างกัน อาทิเช่น การกะพริบแสงช้าเร็วต่างกัน และลีลาการเปล่งแสงออกมาของหิ่งห้อยอาจเป็นไปตามสิ่งแวดล้อมที่มันอยู่ มันจึงรู้ว่าตัวใดกะพริบตอบ สิ่งสำคัญนักท่องเที่ยวที่มาเยือนควรเคารพกฎกติกาในการชมหิ่งห้อยด้วย เพื่อให้การท่องเที่ยวชมหิ่งห้อยของจังหวัดสมุทรสงคราม มีความยั่งยืน

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด เว็บไซต์วิกิพีเดีย  www.wikipedia.org
ประวัติศาสตร์   เว็บไซต์วิกิพีเดีย th.wikipedia.org/wiki/สมุทรสงคราม 
สภาพทางภูมิศาสตร์ เว็บไซต์จังหวัดสมุทรสงคราม http://www.samutsongkhram.go.th/2011V2/
การปกครอง เว็บไซต์จังหวัดสมุทรสงคราม http://www.samutsongkhram.go.th/2011V2/
ประชากรและสภาพทางสังคม เว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ http://samutsongkhram.nso.go.th/smskhram/aboutchangwat.htm
การเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรสงคราม http://www2.ect.go.th/home.php?Province=samutsongkhram
ข้อมูลทางเศรษฐกิจ  เว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html
ข้อมูลการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ 

เว็บไซต์จังหวัดสมุทรสงคราม

เว็บไซต์สยามฟรีสไตล์

เว็บไซต์แม่กลองทูเดย์

http://www.samutsongkhram.go.th/2011V2/

http://www.siamfreestyle.com/forum

http://www.maeklongtoday.com/watthai/watthai.ph

รายการอ้างอิงรูปภาพ

แผนที่เมืองแม่กลอง

http://www.samutsongkhram.go.th/2011V2/index1.html 

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง 

เทศบาลตำบลบางยี่รงค์

http://bangyeerong.go.th


  

 

JoomSpirit