เพชรบุรี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดเพชรบุรี

Seal Phetchaburi

ต้นตาลโตนดมีมากในจังหวัดนี้มาแต่โบราณ ให้น้ำตาล ที่มีรสหวานแหลม เป็นที่ขึ้นชื่อกันทั่วไป ผืนนาปลูกข้าว หมายถึง ข้าวพันธุ์ดี อาชีพและความอุดมสมบูรณ์ของ จังหวัด ส่วนเทือกเขาสามยอดเบื้องหลัง คือ เขาวัง

คำขวัญประจำจังหวัด

เขาวังคู่บ้าน ขนมหวาน เมืองพระ เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรมะ ทะเลงาม

ต้นไม้ประจำจังหวัด

suan haus168 tr
ต้นหว้า ต้นหว้า

 

ชื่อที่เรียก ต้นหว้า

ชื่ออื่นๆ มะห้า มะเกี่ยวแขก ห้าขี้แพะ

หมวดหมู่ทรัพยากร พืช

ลักษณะ หว้า เป็นผลไม้ยืนต้น ลำต้นตรงสูงประมาณ 5-12เมตร การแตกกิ่งเป็นมุมแหลม ปลายกิ่งตั้ง กระจายกิ่งกลางลำต้นขึ้นไป

ผิวเปลือก เปลือกของลำต้นชั้นนอกมีสีเทาขาว ผิวขรุขระ เปลือกไม่หลุดลอกออกเป็นแผ่น
ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว เกิดเป็นคู่อยู่ตรงข้ามระนาบเดียวกัน แผ่นใบรูปไข่รี โค้งมน ปลายใบมน ผิวใบเรียบลื่น
ดอก ดอกเป็นช่อเกิดตามปลายกิ่งมีมาก ดอกคล้ายไข่มด
ผล เป็นผลสดเป็นช่อเมื่อสุก มีสีม่วงดำ ผิวเรียบ เนื้อฉ่ำน้ำ รสฝาด หรือหวานปนฝาด เมล็ดกลมสีขาว

ประโยชน์ หว้า" มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ในผลหว้าจะประกอบด้วย น้ำตาล วิตามินซี มีแคลเซียม(สูง) และเหล็ก ส่วนในเมล็ดหว้าจะมีสารอัลคาลอยด์ น้ำมันหอมระเหย ฟอสฟอรัส และแคลเซียม

สรรพคุณของหว้าและวิธีใช้

เปลือกและใบหว้า ใช้ทำยาอม ยากวาดคอ แก้ปากเปื่อย ลิ้นและคอมีเม็ด

ใบและเมล็ดหว้า ใช้แก้บิด มูกเลือด ท้องเสีย นำใบและเมล็ดหว้ามาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ในการชะล้างแผลเน่าเปื่อย หรือนำใบและเมล็ดหว้ามาตำแล้วใช้ทาแก้โรคผิวหนัง

เมล็ดหว้า เมล็ดหว้าเมื่อนำมาต้มหรือบด แล้วนำมารับประทาน มีสรรพคุณใช้แก้เบาหวาน แก้บิด แก้ท้องร่วงได้
"ผลหว้าสุก" จะลักษณะสีม่วงดำ และมีรสเปรี้ยวฝาดอมหวาน จึงสามารถนำมาใช้ในการทำไวน์ได้ดี ส่วนยอดอ่อนของหว้า สามารถใช้รับประทานเป็นผักสด

ฤดูกาลใช้ประโยชน์ ทุกฤดูกาล

ชื่อสามัญ Bo Tree, Sacred Fig Tree, Pipal Tree, peepul tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ Eugenia cumini Druce

ชื่อวงศ์ MYRTACEAE

แหล่งที่มาของข้อมูล www.kmitl.ac.th/agritech/nutthakorn

ดอกไม้ประจำจังหวัด ไม่มี

เพชรบุรี เป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณและเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของไทยในกลุ่มหัวเมือง ฝ่ายตะวันตก มีชื่อเรียกปรากฏในหนังสือชาวต่างประเทศ เช่นชาววิลันดา เรียกว่า "พิพรีย์" ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า "พิพพีล์" และ "ฟิฟรี" จึงสันนิษฐานกันว่าชื่อ "เมืองพริบพรี" คงเป็นชื่อเดิมของเมืองเพชรบุรี ชื่อ "เพชรบุรี" มีปรากฏเป็นหลักฐานมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มาของชื่อมีที่มาได้ 2 ทาง ทางแรกเป็นการเรียกตามชื่อแม่น้ำเพชรบุรี ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นการเรียกตามตำนานที่เล่าสืบกันมาว่าในสมัยโบราณเคยมีแสงระยิบระยับในเวลากลางคืนที่เขาแด่น ทำให้คนเข้าใจว่ามีเพชรพลอยบนเขานั้น

สมัยหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ คือ ยุคสุวรรณภูมิซึ่งมีอาณาจักรฟูนาน เริ่มแต่พุทธศตวรรษที่ 6 - 12 นั้น หนังสือ "สมุดเพชรบุรี" กล่าวว่ามีความเชื่อตาม ดร.จัง บัวเซอร์ ลิเอร์ (Jean Boisselier) ว่าอาณาจักรนี้มีอาณาเขตตั้งแต่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตลอดไปถึงลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลางและเวียดนามใต้ทั้งนี้ เพราะได้ขุดพบโบราณวัตถุหลายอย่างแสดงว่าเป็นแหล่งและสมัยเดียวกัน และยังเชื่อว่าอาณาจักรนี้จะต้องคลุมถึงราชบุรี เพชรบุรี ตลอดไปจนถึงชุมพรโดยได้สันนิษฐานว่าเมื่อปี พ.ศ.2518 ชาวบ้านได้ขุดพบโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น ลูกปัด ศิวลึงค์ ฐานตั้งศิวลึงค์ ที่เขาสามแก้ว อำเภอเมืองชุมพร โดยเฉพาะลูกปัดเป็นชนิดเดียวกัน นอกจากนี้ได้พบลูกปัดสมัยทวารวดีอีกเป็นจำนวนมาก จึงได้สันนิษฐานว่าเมืองเพชรบุรีคงอยู่ในอาณาจักร ดังกล่าว

อาณาจักรทวารวดีอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11 - 16 อาณาจักรนี้มีกล่าวไว้ใน จดหมายเหตุจีนและจดหมายเหตุการเดินทางของหลวงจีน เรียกอาณาจักรนี้ว่า ตุยลอปาตี หรือ สุ้ยล้อปึ๊งตี๋ ซึ่งรวมเมืองราชบุรี เพชรบุรี คูบัว พงตึก นครปฐม กำแพงแสน ลพบุรี นครสวรรค์ ลำพูน ฯลฯ นักโบราณคดีเชื่อกันว่า ชนชาติที่อาศัยอยู่ในแถบนี้เป็นชนชาติมอญ ศิลปวัฒนธรรมที่ได้พบในภาคกลางโดยเฉพาะที่เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม ส่วนใหญ่เป็นศิลปะที่มีฝีมือดีกว่าแถบอื่น (ผู้เขียนเชื่อว่าอาณาจักรนี้เลยลงไปถึงเมืองปราณบุรี และชุมพรดังหลักฐานที่ได้กล่าวมาแล้ว) สำหรับเมืองหลวงของอาณาจักรนี้ บ้างก็ว่าเป็นนครปฐม บ้างก็ว่าเป็นเมืองอู่ทอง เพราะทั้งสองแห่งได้พบโบราณสถานขนาดใหญ่

จากตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ว่า พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชพระบวรเชษฐพระราชกุมาร อันเป็นพระราชนัดดา ได้ลาพระเจ้าปู่พระเจ้าย่ามาตั้งบ้านเมืองอยู่ ณ เพชรบุรี โดยได้นำคนมาสามหมื่นสามพันคน ช้างพังทลายห้าร้อยเชือก ม้าเจ็ดร้อยตัว สร้างพระราชวังและบ้านเรือนอยู่หน้าพระลาน ให้คนเหล่านั้นทำนาเกลือ ครองราชย์อยู่กรุงเพชรบุรีไม่นานนัก มีสำเภาจีนลำหนึ่งถูกพายุมาเกยฝั่ง ชาวเพชรบุรีได้นำขุนล่ามจีนเข้าเฝ้า ขุนล่ามได้ถวายเครื่องราชบรรณาการแก่กษัตริย์เมืองเพชรบุรี ขุนล่ามจีนได้ขอฝาง ทางเมืองเพชรบุรีได้มอบฝางให้จนเต็มเรือ เมื่อเรือกลับถึงเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนทรงทราบจึงโปรดพระราชทานบุตรีชื่อ พระนางจันทรเทวีศรีบาทราชบุตรีทองสมุทร ซึ่งประสูติแต่นางจันทรเมาลีศรีบาทนาถสุรวงศ์พระธิดาเจ้าเมืองจำปาได้ถวายแก่พระเจ้ากรุงจีน พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชทรงมี พระราชบุตรหลายพระองค์ องค์หนึ่งพะนามว่าพระพนมวังมีมเหสีทรงพระนามว่าพระนางสะเดียงทอง พระพนมทะเลโปรดให้ไปสร้างเมืองนครดอนพระ พร้อมด้วยพระเจ้าศรีราชา พระราชทานคนเจ็ดร้อยคน แขกห้าร้อยคน ช้างสามร้อยเชือก ม้าสองร้อยตัว เมื่อไปถึงเมืองและสร้างพระธาตุ จากตำนานเรื่องนี้แสดงว่า เมืองเพชรบุรีได้เจริญรุ่งเรืองและเป็นเมืองหลวง เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง พระโอรสของกษัตริย์เมืองนี้ได้ไปสร้างเมืองศิริธรรมนครหรือนครศรีธรรม- ราชและสร้างพระบรมธาตุเมืองนครด้วย

จากคำให้การของชาวกรุงเก่าได้กล่าวถึงพระเจ้าอู่ทองสร้างเมืองเพชรบุรีไว้ว่า พระ-อินทราชาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าชาติราชาได้ครองเมืองสิงห์บุรี พระอินทราชาไม่มีโอรส จึงทรงมอบราชสมบัติให้พระราชอนุชาครองราชสมบัติแทน พระนามว่าพระเจ้าอู่ทอง ส่วนพระองค์ได้เสด็จไปซ่อมแปลงเมืองเพชรบุรีเป็นเมืองหลวง บ้างก็กล่าวว่าพระองค์ถูกพระอนุชาและพระมเหสีคบคิดกันจะลอบปลงพระชนม์ พระองค์จึงหนีไปสร้างเมืองเพชรบุรี ต่อมาทรงได้พระราชโอรสองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระอู่ทอง ตามชื่อพระเจ้าอา พระโอรสองค์นี้ประสูติแต่พระมเหสีชื่อ มณีมาลา เมื่อพระอู่ทองมีพระชนม์ได้ 16 พรรษา พระอินทราชาสวรรคต พระองค์จึงได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอู่ทอง มเหสีทรงพระนามว่า พระนางภูมมาวดีเทวี

ในศักราช 1196 พระเจ้าอู่ทองได้ทรงแบ่งเขตแดนกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราช เจ้าเมืองศิริธรรมนคร โดยใช้แท่นหินเป็นเครื่องหมาย ทางเหนือเป็นของพระเจ้าอู่ทอง ทางใต้เป็นของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช และทั้งสองประเทศจะเป็นไมตรีเสมอญาติกัน หากพระเจ้าศรี-ธรรมโศกราชสิ้นพระชนม์เมื่อใด ก็ขอฝากนางพญาศรีธรรมโศกราช พญาจันทรภานุและพญา-พงศ์สุราหะพระอนุชาด้วยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนสินค้ากัน โดยทางฝ่ายเพชรบุรีส่งเกลือไปให้ ทางเมืองนครศรีธรรมราชส่งหวาย แซ่ม้าเชือก เป็นต้น มาให้พระเจ้าศรีธรรมโศกราชฯ ให้ซ่อมแปลงพระธาตุและส่งเครื่องราชบรรณาการและพระราชสาส์นมายังพระเจ้าอู่ทอง พระองค์โปรดฯ ให้นำเครื่องไทยทานไปยังเมืองนครศรีธรรมราช

ต่อมาเมืองเพชรบุรีเกิดข้าวยากหมากแพง ราษฎรอดอยาก เกิดโรคภัยไข้เจ็บ พระเจ้าอู่ทองจึงทรงหาที่ตั้งเมืองใหม่ โดยทรงตกลงสร้างเมืองขึ้น ณ ตำบลหนองโสน ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ทรงสร้างนครอินทปัตย์ เมื่อ พ.ศ.1111 เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้วทรง ตั้งชื่อว่ากรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกบวรรัตนราชธานีบุรีรมย์ และทรงสถาปนาพระองค์ใหม่ว่าพระเจ้ารามาธิบดีสุริยประทุมสุริยวงศ์

จากบันทึกของลาลูแบร์ได้กล่าวถึงกษัตริย์เมืองเพชรบุรีไว้ว่า ปฐมกษัตริย์สยามทรงพระนามว่าพระปฐมสุริยเทพนรไทยสุวรรณบพิตร ครองนครไชยบุรี พ.ศ.1300 สืบราชสันติวงศ์มาสิบชั่วกษัตริย์ องค์สุดท้ายทรงพระนามว่าพญาสุนทรเทพมหาเทพราช โปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวงตั้งชื่อใหม่ว่าธาตุนครหลวง (Tasoo Nocorn Louang) ในปี พ.ศ.1731 กษัตริย์องค์ที่ 12 สืบต่อมาจากพญาสุนทรฯ ทรงพระนามว่าพระพนมไชยศิริ พระองค์โปรดฯ ให้ราษฎรไปอยู่ ณ เมืองนครไทยทางตอนเหนือของเมืองพิษณุโลก ส่วนพระองค์เองไปสร้างเมืองใหม่ชื่อพิบพลี (Pipeli) ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีพระมหากษัตริย์สืบต่อมา 4 ชั่วกษัตริย์จนถึงองค์สุดท้ายทรงพระนามว่า รามาธิบดี ได้สร้างเมืองสยามขึ้นเมื่อ พ.ศ.1894 จากบันทึกนี้กับตำนานเมืองนครศรีธรรมราชมีส่วนคล้ายคลึงกันมาก เพียงแต่เพี้ยนนามเท่านั้น คือ พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิทราธิราชกับพระพนมไชยศิริ ส่วนองค์ที่สร้างกรุงศรี-อยุธยานั้นพระนามตรงกัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องพระพนมไชยศิรินี้ บางตำนานได้กล่าวไว้ว่า เป็นเจ้าเมืองเวียง-ไชยปราการได้หนีข้าศึกมาจากเมืองสุธรรมวดี (สะเทิม) เมื่อ พ.ศ.1547 ในตอนแรกจะอพยพครอบครัวไปทางทิศตะวันตกของแม่น้ำกก แต่ในขณะนั้นในแม่น้ำมีมาก จึงล่องใต้มายังตำบลหนึ่งแล้ว จึงสร้างเมืองขึ้นให้ชื่อว่า กำแพงเพชร และที่เมืองสุโขทัยยังมีเมืองๆ หนึ่งชื่อ เมืองเพชรบุรี อยู่ที่อำเภอคีรีมาศริมฝั่งคลองสาระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

เรื่องเมืองเพชรบุรี หรืออาณาจักรเพชรบุรี เคยมีกษัตริย์ปกครองนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้ข้อคิดเห็นว่า เดิมเมื่อประมาณพันปีเศษมาแล้ว เมืองเพชรบุรีมีกษัตริย์ปกครองเช่นเดียวกับเมืองนครศรีธรรมราช มาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นใหญ่ อำนาจของเมืองทั้งสองจึงตกแก่กรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะรวบรวมพระนามกษัตริย์อาณาจักรเพชรบุรีที่ปรากฏมี 6 พระนามคือ

  1. พระพนมทะเลศรีมเหนทราชาธิราช
  2. พระพนมไชยศิริ
  3. พระกฤติสาร
  4. พระอินทราชา
  5. พระเจ้าอู่ทอง
  6. เจ้าสาม

 

เมืองเพชรบุรีในสมัยสุโขทัยนั้น เข้าใจว่าเป็นอาณาจักรเล็กๆ อาณาจักรหนึ่งขึ้นตรงต่ออาณาจักรสุโขทัย จากบันทึกของจีนสมัยพระเจ้าหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ พ.ศ.1837 กล่าวว่า "กัมจูยือตัง (กันจูเออตัน กมรเตง) แห่งเมืองปิกชิกฮั้นปูลีเฮียะ (ปีฉีปุลีเยะเพชรบุรี) ส่งทูตมาถวายเครื่องบรรณาการ" แต่จดหมายเหตุบางฉบับเขียนเป็น ปิกชิกปูลี หรือ ปิชะปูลี ซึ่งกล่าวถึงเมืองเพชรบุรี นอกจากนี้ยังได้กล่าวอีกว่า " พระโองการชี้ชวนให้กันจูยือตัง (กันจูเออตัน, กมรเตง) เจ้าประเทศสยามมาเฝ้า มีกิจก็ให้ลูกน้องชายกับอำมาตย์มาเป็นตัวจำนำ" และใน พ.ศ.1934 สมัยรัชกาลพระเจ้าฮ่งบู้ ประเทศริวกิวสยาม เปียกสิกโปบลี้ (เปะชีปาหลี่) กัศมิระ เข้าถวายบรรณาการ ข้อความนี้นายเลียง เสถียรสุต ผู้แปลโดยอธิบายว่า เมืองเปียกกสิกโปบลี้หรือเปะซีปากลี่ นั้นหมายถึงแคว้นโคถานในมงโกล แต่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นเมืองเพชรบุรีมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคำอื่นที่จีนได้บันทึกไว้ดังคำแรก ๆ ที่กล่าวไว้ข้างบนใน พ.ศ.ดังกล่าวจะตรงกับรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 2 ซึ่งครองราชย์ถึง พ.ศ.1942

ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ได้จารึกเรื่องราวในสมัยนั้นไว้ตอนหนึ่งได้กล่าวถึงพระราชอาณาเขตไว้ว่า "เบื้องตะวันออกรอดสระหลวงสองแควลุมบาจายสคาเท้าฝั่งโขงถึงเวียงจันเวียงคำเป็นที่แล้ว เบื้องหัวนอนรอดคนทีพระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ศรีธรรมราชฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว

การปกครองหัวเมืองในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้จัดแบ่งเป็นหัวเมืองฝ่ายตะวันออก หัวเมืองฝ่ายตะวันตก หัวเมืองฝ่ายเหนือ และหัวเมืองปักษ์ใต้ สำหรับเมืองเพชรบุรีนั้นสังกัด หัวเมืองฝ่ายตะวันตกซึ่งมีเมืองต่าง ๆ ดังนี้ เมืองเพชรบุรี ราชบุรี นครไชยศรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ศรีสวัสดิ์ ไทรโยคท่ากระดาน ทองท่าพี และเมืองทองผาภูมิ

ในสมัยนี้อาจถือได้ว่า เมืองเพชรบุรีเป็นเมืองที่สำคัญเมืองหนึ่ง เพราะเป็นเมืองที่ข้าศึกต้องยกทัพผ่านเข้ามา เพื่อจะไปตีกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองท่าที่เรือสินค้าต่าง ๆ จอดแวะพักก่อนที่จะเข้าไปยังเมืองหลวง หรือจะล่องไปยังหัวเมืองปักษ์ใต้ หรือจะเดินทางไปเมืองมะริด เมาะลำเลิง หัวเมืองมอญ ดังนั้นเจ้าเมืองนี้จึงต้องมีความรู้ความสามารถหลายด้าน คือทั้งด้านการรบ การปกครอง รวมทั้งการติดต่อสัมพันธ์กับเมืองอื่น ในส่วนการทำมาหากินนั้น เมืองนี้ก็อุดมสมบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหาร ยามใดที่บ้านเมืองเปลี่ยนแผ่นดิน หรือมีข้าศึกมาติดพันหลายด้าน เมืองเพชรบุรีต้องเตรียมตัวที่จะต่อสู้กับศัตรูโดยตรงรวมทั้งศัตรูที่ลอบเข้ามาปล้นบ้านเมืองซ้ำเติมอีกด้วย

ใน พ.ศ.2100 แผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียงปีเดียว พระยาละแวกก็ยกทัพมาตี กรุงศรีอยุธยา มีกำลังพลเพียงสามหมื่น ขณะนั้นปืนใหญ่น้อยรอบพระนครถูกพระเจ้าหงสาวดีเอาไปเกือบหมดสิ้น เมื่อได้ปรึกษากับเสนาบดีทั้งหลายแล้ว บางท่านว่าควรอพยพไปอยู่ที่เมืองพิษณุโลกชั่วคราว โดยให้รีบแต่งกองเรือพระที่นั่ง การครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าเมืองเพชรบุรี คือ พระเพชรรัตน์เจ้าเมืองเพชรบุรีในขณะนั้นมีความผิดด้วยสถานใดไม่ทราบได้ ถูกปลดออกจากเจ้าเมืองตนจึงคิดขบถโดยเตรียมสะสมผู้คนไว้เพื่อปล้นทัพหลวงที่จะแยกไปยังเมืองพิษณุโลกแต่พระองค์มิได้เสด็จทั้งนี้เพราะขุนเทพวรชุนได้กราบทูลให้ ต่อสู้กับเขมรเพราะเห็นว่าการทัพครั้งนี้ไม่ใหญ่โต พระองค์จึงเตรียมรับศึกเขมร การรบคราวนี้เขมรไม่สามารถตีเอากรุงศรีอยุธยาได้ จึงยกทัพกลับไป

ในสมัยเดียวกันนี้เมื่อ พ.ศ.2113 พระยาละแวกได้ให้พระยาจีนจันตุกับพระยาอุเพศราช ยกทัพเรือมาตีเมืองเพชรบุรีด้วยกำลังพลสามหมื่น พระศรีสุรินทรฤาไชยเจ้าเมืองเพชรบุรี พร้อมด้วยกรมการเมืองได้รักษาเมืองไว้เต็มความสามารถรบพุ่งต่อสู้กันถึงสามวัน ข้าศึกเสียรี้พลและอาวุธเป็นจำนวนมาก เมื่อพระยาทั้งสองเห็นว่าจะตีเมืองเพชรบุรีไม่ได้แน่แล้ว จึงยกทัพกลับ แต่พระยาจีนจันตุมิได้กลับเมืองเขมร ด้วยเกรงพระยาละแวกจะเอาโทษในฐานที่ตีเอาเมืองเพชรบุรีไม่ได้ จึงอพยพครอบครัวเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา พระมหาธรรมราชาธิราชทรงอุปถัมภ์เป็นอย่างดี แต่มินานพระยาจีนจันตุได้ลอบหนีไปโดยสำเภา

ครั้นถึง พ.ศ.2115 ในเดือนสาม พระยาละแวกได้ยกทัพมาตีเมืองเพชรบุรีอีก คราวนี้มาด้วยตนเอง มีพลประมาณเจ็ดหมื่นคน ทางกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดฯ ให้เมืองยโสธรราชธานีกับเมืองเทพราชธานี ยกทัพออกไปช่วยออกพระศรีสุรินทรฤาไชย เจ้าเมืองเพชรบุรี ต่างก็ได้ช่วยกันตกแต่งกำแพง คู หอรบให้แข็งแรง เมื่อพระยาละแวกยกทัพมาล้อมเมืองเพชรบุรีได้สามวันจึงให้ทหารเอาบันไดปีนกำแพงเมือง แต่ชาวเพชรบุรีได้ต่อสู้อย่างเต็มความสามารถ ข้าศึกไม่สามารถจะตีเอาเมืองได้จึงถอยออกไป และคิดว่าหากเข้าตีไม่ได้ก็จะยกทัพกลับ แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า ภายในค่ายเมืองเพชรบุรี เริ่มแตกความสามัคคีกันระหว่างพระยาทั้งสาม คือมิได้ร่วมมือกันวางแผนปราบปรามข้าศึก ต่างก็บังคับบัญชาทหารฝ่ายของตน มิได้สัมพันธ์ร่วมมือรบ หรือปรึกษากัน ครั้นถึงวันแปดค่ำพระยาละแวกได้ยกเข้าตีทางด้านตำบลคลองกระแชง และทางด้านตำบลบางจานยกเข้าเผาหอรบทลายลงพร้อมกับปีนกำแพงเข้าเมืองได้ ออกพระศรีสุรินทรฤาไชย เมืองยโสธรราชธานี เมืองเทพราชธานีตายในที่รบ พระยาละแวกได้กวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากไปยังเขมรเมืองเพชรบุรีต้องแตกยับเยินครั้งนี้เพราะผู้นำแตกความสามัคคีกัน อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นมินานบ้านเมืองก็คงสภาพปกติ

สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงเตรียมกองทัพที่จะยกไปตีเมืองเขมร โดยเกณฑ์พลจากเมืองนครราชสีมา ส่วนหัวเมืองปักษ์ใต้เกณฑ์กองเรืองรบ จำนวน 250 ลำ จากเมืองนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ไชยา คนสองหมื่น มอบให้พระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพกองเรือนี้เพื่อจะยกไปตีเมืองป่าสักของเขมรซึ่งมีพระยาวงศาธิราชเป็นแม่ทัพ กองทัพเขมรแตกย่อยยับ พลทหารจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก พระยาวงศาธิราชตายในที่รบ ทัพไทยตีได้เมือง ป่าสักพระยาเพชรบุรียกทัพรุดไปยังเมืองปากกระสัง ซึ่งขณะนั้นทัพของพระยาราชวังสันกำลังรบกับเขมรอยู่ พระยาเพชรบุรีจึงยกตีขนาบเข้าไปทัพเขมรแตก กองทัพพระยาราชวังสันกับพระยาเพชรบุรียกเข้าตีเมืองจัตุรมุขแตก แล้วยกไปสมทบกับทัพหลวงที่เมืองละแวกยกเข้าตีเมืองละแวกแตก จับพระยาละแวกทำพิธปฐมกรรม สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงยกทัพกลับ

ในคราวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงยกทัพไปตีพม่านั้น พระยาเพชรบุรีก็เป็นนายทัพด้วย เมื่อกองทัพบกไปถึงแม่น้ำสะโตง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดฯ ให้พระมหาเทพเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพม้า ยกออกนำหน้าทัพหลวง ส่วน พระยาเพชรบุรียกทัพช้างม้าและพลรบจำนวนสามพันเป็นทัพหนุนพระมหาเทพ

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์เคยเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ ในปีเถาะ พ.ศ.2134 ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปยังตำบลสามร้อยยอดทางสถลมาร์คและประทับแรมที่นั้นเป็นเวลา 14 วัน เพื่อทรงเบ็ด หลังจากนั้นได้เสด็จมาประทับแรม ณ ตำหนักตำบลโตนดหลวงเป็นเวลา 12 วัน จึงเสด็จเข้ายังเมืองเพชรบุรี

สมเด็จพระเชษฐาธิราชได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแทนพระเจ้าทรงธรรม เมื่อ พ.ศ.2170 พระองค์มีอนุชาสององค์คือ สมเด็จพระพันปีศรีศิลป์กับสมเด็จพระอาทิตย์วงศ์ สมเด็จพระพันปีศรีศิลป์ทรงพิโรธหาว่าเสนาบดีทั้งหลายมิได้ยกราชสมบัติให้พระองค์ พระองค์จึงทรงพาข้าราชบริพารลอบหนีมายังเมืองเพชรบุรี เพื่อซ่องสุมผู้คนจะยกเข้ากรุง สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงทราบเหตุจึงโปรดฯ ให้ไปจับกุมตัวมาสำเร็จโทษเสียที่วัดโคกพระยา ส่วนชาวเมืองเพชรบุรีที่เข้าด้วยกับสมเด็จพระพันปีศรีศิลป์นั้นให้เอาตัวไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง

ประมาณ พ.ศ.2203 ทางเมืองพม่าพวกฮ่อได้ยกเข้ามาล้อมเมืองอังวะ พระเจ้า อังวะเกณฑ์หัวเมืองมอญให้ไปช่วยป้องกันเมือง มอญไม่เต็มใจจึงยกเข้ามาพึ่งไทย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดฯ ให้ไปอยู่ ณ ตำบลสามโคก เมื่อพวกฮ่อยกทัพกลับไปแล้ว พระเจ้าอังวะจึงให้เจ้าเมืองหงสาวดีเจ้าเมืองตองอู ยกไปเอาครัวมอญที่หนีมาเมืองไทยกลับไปให้ได้ เจ้าเมืองทั้งสองจึงยกทัพเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี ทางกรุงศรีอยุธยาจึงสั่งให้พระยาจักรีเกณฑ์กองทัพหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายทะเลตะวันตกให้เจ้าพระยาโกษาเหล็กเป็นแม่ทัพหลวง พระยาเพชรบุรีเป็นทัพหน้า พระยาราชบุรีเป็นกองหนุนยกไปยังตำบลปากแพรกเข้าตีทัพพม่าแตกพ่ายไป

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถือได้ว่าเป็นสมัยที่มีการติดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศมากที่สุดและได้ผลเป็นที่น่าชื่นชม โดยเฉพาะสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ส่งราชทูตชื่อเชวาติ เอ เดอ โชมอง มายังกรุงศรีอยุธยา เมื่อราชทูตมาถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าเมืองบางกอกกับเจ้าเมืองเพชรบุรีออกไปต้อนรับ โดยเจ้าเมืองเพชรบุรีได้นำขุนนางข้าราชการพร้อมด้วยเรือยาวประมาณ 40 ลำ มาคอยรับอยู่ก่อนแล้วหนึ่งวัน เจ้าเมืองทั้งสองได้เข้าไปแสดงความชื่นชมยินดีกับราชทูตหลังจากนั้นจึงจัดขบวนเรือเพื่อเดินทางเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา เมื่อถึงเมืองบางกอก เรือสินค้าของอังกฤษได้ยิงสลุดพร้อม ๆ กับการยิงสลุตจากตัวเมืองบางกอก ครั้นถึงเมืองบางกอกเจ้าเมืองเพชรบุรีกับเจ้าเมืองบางกอกตั้งแถวต้อนรับ โดยท่านทั้งสองยืนคอยรับอยู่หัวแถว เพื่อนำราชทูตไปยังที่พักในเมืองบางกอกหลังจากนั้นจึงได้เดินทางเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนี้มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับชาวจังหวัดเพชรบุรีอีกเรื่องหนึ่งคือ ประมาณเดือนอ้ายเดือนยี่มีพระราชพิธีตรียัมพวาย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงม้าพระที่นั่งเพื่อเสด็จไปยังตำบลชีกุนอันเป็นที่ตั้งเทวสถานเพื่อประกอบพิธีดังกล่าว สมเด็จเจ้ารามกับสมเด็จเจ้าฟ้าทองได้แต่งชาวเพชรบุรี 300 คนถือกระบองซุ่มอยู่ข้างทาง ครั้นเสด็จไปถึงทางสี่แยกบริเวณป่าเขาชมพู่กับตะแลงกุนป่ายา ชาวเพชรบุรีตรงเข้ายึดเอาบังเหียนม้าพระที่นั่ง กรมพระตำรวจจับตัวมาสอบถาม ชาวเพชรบุรีให้การว่า สมเด็จเจ้าฟ้ารามกับสมเด็จเจ้าฟ้าทองใช้ให้มาทำร้ายพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จกลับสู่พระราชวัง ได้ตรัสสอบถามเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์ ซึ่งก็ทรงรับว่าเป็นความจริง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงโปรดฯ ให้ลูกขุน ณ ศาลาพิจารณาโทษ ทั้งสองพระองค์เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษมาครั้งหนึ่งแล้วยังคิดกบฏอีก คณะลูกขุนจึงพิจารณาตัดสินสำเร็จโทษเสีย อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับเรื่องนี้พงศาวดารบางเล่มมิได้ระบุว่าเป็นชาวเพชรบุรีเพียงแต่กล่าวไว้ว่า พระไตรภูวนารถทิพยวงศ์ (สมเด็จเจ้าฟ้าราม) กับสมเด็จเจ้าฟ้าทองได้ซ่องสุมผู้คนและเตรียมการไว้เท่านั้น

ทางเมืองไชยาแจ้งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาว่า เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้ซ่องสุมผู้คนไว้เพื่อแข็งเมือง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงโปรดฯ ให้พระยาสุรสงครามเป็นแม่ทัพหลวง พระสุนเสนาเป็นยกกระบัตร พระยาเพชรบุรีเป็นเกียกกาย (กองเสบียงของทหาร) พระยาสีหราชเดโชเป็นกองหน้า พระยาราชบุรีเป็นทัพหลวงยกไปทางบกส่วนทัพเรือมีพระยาราชวังสันเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองนครศรีธรรมราชราว พ.ศ.2229

ในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ พ.ศ.2246 พระองค์โปรดการทรงเบ็ด จึงได้เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี ประทับแรมที่ตำบลโตนดหลวงซึ่งเป็นที่เคยประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถ พระพุทธเจ้าเสือเสด็จเลยไปจนถึงตำบลสามร้อยยอด ทรงเบ็ด แล้วเสด็จย้อนกลับมายังตำหนักโตนดหลวง จึงเสด็จกลับคืนสู่กรุงศรีอยุธยา

ใน พ.ศ.2302 สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 หรือ กรมขุนอนุรักษมนตรีเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแทนสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 หรือเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อซึ่งสละราชสมบัติ ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งอยู่ข้างฝ่ายสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 ได้ทูลลาผนวก เจ้าพระยาอภัยราชา พระยาเพชรบุรี หมื่นทิพเสนา นายจุ้ย นายเพงจัน ได้ร่วมคิดกับกรมหมื่นเทพพิพิธเป็นกบฏ สมเด็จพระบรมราชาธิราชทรงทราบจึงให้จับตัวบุคคลดังกล่าว กรมหมื่นเทพพิพิธถูกเนรเทศไปเมืองลังกา ส่วนพระยาอภัยราชา พระยาเพชรบุรี นายจุ้ย ให้ลงพระราชอาชญาเฆี่ยนแล้วจำไว้ ส่วนนายเพงจันหมื่นทิพเสนาหนีไป เมื่อพม่ายกทัพมาในฤดูแล้งปีเดียวกันนี้ โปรดฯให้แก้จำเจ้าพระยาอภัยราชา พระยาเพชรบุรี พระยายมราชออกมารบ ให้พระยายมราชเป็นแม่ทัพ พระยาเพชรบุรีเป็นทัพหน้า พระยาราชบุรีเป็นยกกระบัตร พระสมุทรสงครามเป็นเกียกกาย พระธนบุรีและพระนนทบุรีเป็นกองหลัง ยกไปรักษาเมืองมะริด แต่พอยกไปถึงด่านสิงขรก็ทราบว่า เมืองดังกล่าวถูกข้าศึกยึดได้เสียแล้ว ทัพพม่ายกตีเข้ามาถึงทัพพระยายมราชแตกกระจาย ไล่มาตั้งแต่เมืองกุยบุรี ปราณบุรี จนเข้ามาถึงเมืองเพชรบุรี โดยไม่มีผู้คิดสู้ป้องกันเมืองเลย

ใน พ.ศ.2307 กองทัพพม่าซึ่งมีมังมหานรธาเป็นแม่ทัพ ยกไปตีเมืองทวาย ตีจะเรื่อยมายังเมืองมะริด ตะนาวศรี มะลิวัน ระนอง ชุมพร ไชยา ปทิว คลองวาฬ กุย ปราณ จนถึงเมืองเพชรบุรี แต่ที่เมืองเพชรบุรีมีกองทัพพระยาพิพัฒโกษากับทัพของพระยาตาก ยกมาจากกรุงศรีอยุธยา ทันรักษาเมืองไว้ได้ เมื่อพม่ายกมาถึงเมืองเพชรบุรีปะทะกับกองทัพไทยเข้าก็ถอยไปทางด่านสิงขรอย่างไรก็ตามในปีเดียวกันนี้ พระเจ้าอังวะได้มีพระราชสาส์นมายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อขอตัวเจ้าเมืองทวายกลับไป หากไทยขัดขืนจะยกทัพใหญ่มา ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยามิได้มอบให้ไป และได้เตรียมกำลังไว้ป้องกันบ้านเมืองโดยเกณฑ์ทหารไปรักษาด่านอย่างมั่นคง พม่ายกทัพมาคราวนี้เป็นทัพของกษัตริย์องค์ใหม่ คือ หลังจากพระเจ้าอังวะสวรรคตประมาณ พ.ศ.2308 กองทัพได้ยกเข้ามาทางเมืองทวาย ตะนาวศรี แล้วยกเข้าตีเมืองเพชรบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี สมเด็จพระบรมราชาธิราชโปรดฯ ให้เจ้าพระยาจักรียกทัพไปตั้งรับที่เพชรบุรี ราชบุรี แต่สู้กำลังข้าศึกไม่ได้จึงเสียเมืองแก่พม่า หลังจากนั้นพม่าจึงยกเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา ขณะที่พม่าล้อมกรุงอยู่นั้น สมเด็จพระบรมราชาธิราชโปรดฯ ให้พระยาเพชรบุรีคุมกองทัพเรือกองหนึ่ง พระยาตากสินคุมอีกกองหนึ่ง ยกออกไปตั้งรับทัพพม่าที่จะเข้ามาทางท้องทุ่ง ครั้นพม่ายกเข้ามา พระยาเพชรบุรีจะยกออกไปสู้รบพม่า พระยาตากสินเห็นว่าข้าศึกมีกำลังเหนือกว่า ไม่ควรยกออกไปจึงห้ามไว้ พระยาเพชรบุรีเห็นว่าพอจะสู้ได้จึงยกออกไปถูกพม่าล้อมไว้แล้วเอาดินปืนทิ้งลงในเรือดินระเบิดขึ้น พระยาเพชรบุรีตายในที่รบ ส่วนพระยาตากสินมิได้ต่อสู้กับข้าศึกแต่ได้ถอยมาตั้งรับที่วัดพิชัย และมิได้เข้าไปในกรุงศรีอยุธยาอีกเลย หลังจากนั้นกรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ.2310

หลังจากกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาผลาญเสียหายยับเยินแล้ว ผู้นำที่มีความสามารถต่างก็ตั้งตัวเป็นหัวหน้าเป็นอิสระเป็นก๊ก ก๊กต่าง ๆ เหล่านี้มีพระยาตากสินด้วยก๊กหนึ่ง ซึ่งต่อมาตั้งตัวเป็นเจ้าทรงพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระองค์ทรงปราบก๊กต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แล้วตั้งเมืองธนบุรีเป็นเมืองหลวงและมีเมืองรอบเมืองหลวงพอที่จะตั้งเจ้าเมืองออกไปได้และมีกำลังพอที่จะรวบรวมผู้คนจัดบ้านเมืองเสียใหม่เมืองเหล่านี้ประมาณ 11 เมืองรวมทั้งเมืองเพชรบุรีด้วย ใน พ.ศ.2312 โปรดฯ ให้เจ้าพระยาจักรี พระยายมราช พระยาอภัยรณฤทธิ์ และพระยาเพชรบุรี เป็นกองหน้ายกไปตีเมืองนครศรีธรรมราชกองทัพคราวนี้กำลังพลห้าพัน โดยยกไปทางบกถึงเมืองไชยาและท่าข้ามได้ต่อสู้กัน การรบคราวนี้พระยาเพชรบุรีและพระยาศรีพิพัฒน์ตายในที่รบ ทั้งนี้เพราะนายทัพนายกองมิได้สามัคคีกัน เมื่อถึงท่าหมากกองทัพของพระยาทั้งสองจึงเสียทีข้าศึก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงยกทัพหลวงไปทางเรือ เมื่อกองเรือมาถึงตำบลบางทะลุ หาดเจ้าสำราญ ถูกพายุเรือล่มเป็นจำนวนหลายลำ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงตั้งพิธีบวงสรวงและพักที่เพชรบุรีระยะหนึ่ง

ครั้งถึง พ.ศ.2317 ทางพม่าได้ยกทัพเข้ามาอีก โดยเข้ามาทางปากแพรก ตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลบางแก้ว โปรดฯ ให้พระเจ้าจุ้ยลูกเธอและพระยาธิเบศรบดีเป็นแม่ทัพ ยกออกไปตั้งรับทัพข้าศึก ณ เมืองราชบุรี เมื่อยกไปถึงปรากฏว่าทัพหน้าซึ่งมีพระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยาเพชรบุรี หลวงสมบัติบาลและหลวงสำแดงฤทธาแตกทัพมา เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบ โปรดฯ ให้จับบุตรภรรยาของนายทัพนายกองแตกทัพมานั้นจำไว้ แล้วให้ยกออกไปรบแก้ตัวใหม่ การศึกครั้งนี้ที่จริงแล้วอะแซหวุ่นกี้แม่ทัพมิได้มุ่งหวังที่จะให้ยกทัพมาตีเมืองไทยแต่ประการใด เพียงแต่ให้ยุงอคงหวุ่นติดตามครอบครัวมอญที่หนีเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ยุงอคงหวุ่นเลยถือโอกาสปล้นครัวไทย โดยแบ่งกำลังออกเป็นสองกอง ตั้งค่ายอยู่ที่ปากแพรกกองหนึ่ง คอยปล้นผู้คนแถวเมืองกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และนครไชยศรี อีกกองหนึ่งได้ยกไปปล้นเมืองราชบุรี สมุทรสงครามและเมืองเพชรบุรี ครั้นยกมาถึงตำบลบางแก้วก็ทราบว่ามีกองทัพไทยยกไปตั้งรับที่ราชบุรี ยุงอคงหวุ่นจึงได้ตั้งทัพที่ตำบลบางแก้วสามค่าย ทางกองทัพไทยได้ตั้งล้อมกองทหารพม่า เพื่อตัดเสบียงอาหาร พม่ายกออกปล้นค่ายพระยาพิพัฒน์โกษา และค่ายพระยาเพชรบุรีแต่ไม่สามารถตีหักเอาได้ ขณะนั้นได้มีใบบอกเข้ามายังกรุงว่า กองทหารพม่าที่ยกเข้ามาทางเมืองมะริได้เข้าปล้นค่ายเมืองทับสะแก เมืองกำเนิดนพคุณ จึงโปรดฯ ให้แจ้งแก่เจ้าเมืองกุยบุรี เมืองปราณบุรี ให้ทำลายหนองน้ำบ่อน้ำตามรายทางที่คิดว่ากองทัพพม่าจะยกมายังเมืองเพชรบุรีให้หมดสิ้นโดยให้เอาของสกปรกหรือยาพิษใส่ลงไป อย่าปล่อยให้เป็นกำลังแก่ฝ่ายข้าศึกได้โปรดให้พระเจ้าหลานเธอกรมขุนอนุรักษ์สงครามมาอยู่ฟู่รักษาเมืองเพชรบุรีด้วย

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปราบดาภิเษกและสร้างกรุงเทพมหานครไม่กี่ปีพม่าก็เตรียมทัพใหญ่ที่จะยกมา คือในปีมะเส็ง พ.ศ.2328 พระเจ้าปดุงได้เกณฑ์รี้พลประมาณแสนเศษ โดยจัดเป็นเก้าทัพ ทัพที่ 1 ให้แมงยี แมงข่องกยอ เป็นแม่ทัพยกไปตีหัวเมืองฝ่ายตะวันตกถึงเมืองถลาง ทัพที่ 2 ให้ออกนอกแฝกคิดหวุ่นเป็นแม่ทัพยกมาตั้งที่เมืองทวาย เดินทางเข้ามาทางด่านบ้องตี้ เข้าตีเมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรีลงไปถึงเมืองชุมพร จรดทัพที่หนึ่ง ทัพที่ 3 ให้หวุ่นคยีสะโดะศิรีมหาอุจะนาเข้ามาทางเมืองเชียงแสน สุโขทัย แล้วยกลงมายังกรุงเทพมหานคร ทัพที่ 4 มีเมียนหวุ่นแมงยีมหาทิมข่องเป็นแม่ทัพ ยกมาทางเมืองเมาะตะมะเป็นทัพหน้ายกเข้าตีกรุงเทพมหานคร เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทัพที่ 5 ให้เมียนเมหวุ่นเป็นแม่ทัพหน้ายกมาตั้งที่เมืองเมาะตะมะเป็นทัพหนุนทัพที่สี่ ทัพที่ 6 ให้ตะแคงกามะราชบุตรที่สองเป็นแม่ทัพ เป็นทัพหน้าที่ 1 ของทัพหลวงยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทัพที่ 7 ให้ตะแคงจักกุราชบุตรที่สามเป็นแม่ทัพ เป็นทัพหน้าที่ 2 ของทัพหลวง ทัพที่ 8 เป็นทัพหลวงมีพระเจ้าปดุงเป็นนายทัพยกมาทางเมืองเมาะตะมะ ทัพสุดท้ายมีจอข่องนรธาเป็นแม่ทัพ ยกมาทางด่านแม่ละเมายกเข้ามาตีเมืองตาก กำแพงเพชร แล้วยกมายังกรุงเทพมหานคร

ทางฝ่ายกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดฯ ให้จัดทัพไว้รับ 4 ทัพด้วยกันคือ ทัพที่ 1 ให้กรมพระราชวังหลังเป็นแม่ทัพยกไปขัดตาทัพที่เมืองนครสวรรค์ ทัพที่ 2 เป็นทัพใหญ่ให้กรมพระราชวังบวรฯ ยกไปยังเมืองกาญจนบุรี คอยต่อสู้กับข้าศึกที่จะยกมาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทัพที่ 3 ให้เจ้าพระยาธรรมา (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราช ยกไปตั้งรับที่เมืองราชบุรีคอยคุ้มกันทัพที่ 2 และคอยต่อสู้กับข้าศึกที่จะยกมาทางปักษ์ใต้และเมืองทวาย ทัพสุดท้ายเป็นทัพหลวงตั้งที่กรุงเทพฯ เป็นกองหนุน การรบคราวนี้โดยเฉพาะการรบที่ลาดหญ้า มีเรื่องที่กล่าวถึงพระยาเพชรบุรี คือ กองทัพทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้กันและไม่สามารถจะตีหักกันได้ สมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ จึงทรงจัดตั้งเป็นกองโจร โดยให้พระยาสีหราชเดโชชัย พระยาท้ายน้ำ และพระยาเพชรบุรีคุมทหารไปคอยซุ่มโจมตีหน่วยลำเลียงเสบียงอาหารที่จะส่งไปยังค่ายข้าศึก แต่นายทัพทั้งสามดังกล่าวมิได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจึงดำรัสสั่งให้ประหารชีวิตเสียทั้งสามคน แล้วโปรดฯ ให้พระองค์เจ้าขุนเณรไปแทนอย่างไรก็ดี การสงครามคราวนี้พม่าเสียหายยับเยินกลับไป

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดฯ ให้เตรียมทัพเพื่อไปตีพม่าใน พ.ศ. 2336 โดยยกไปตั้งทัพที่เมืองทวาย ซึ่งขณะนั้นเมืองทวาย ตะนาวศรี และเมืองมะริดเป็นของไทย กองทัพที่ยกไปตั้งยังเมืองดังกล่าวมีทัพของเจ้าพระยามหาเสนา เจ้าพระยารัตนาพิพิธ พระยาสีหราชเดโช พระยากาญจนบุรี พระยาเพชรบุรี เจ้าพระยามหาโยธา พระยาทวายและกองทัพของพระยายมราช นอกจากนี้ยังมีกองทัพเรืออีกด้วย ครั้นถึงฤดูแล้ว ทัพหลวงได้ยกออกไปทางเมืองไทรโยคทางฝ่ายพม่ายกทัพใหญ่มาล้อมเมืองทวายไว้ การรบคราวนี้พระยากาญจนบุรีตายในที่รบ กองทัพพม่ายกเข้าตีค่ายพระยามหาโยธาแตก แล้วยกเข้าตีค่ายพระยาเพชรบุรี แต่ไม่สามารถจะตีหักเอาได้จึงลงเรือถอยกลับไป ต่อมาอีกสามวันพม่าเกณฑ์ทหารอาสาเข้าตีค่ายพระยาเพชรบุรีอีก คราวนี้เสียทีแก่ข้าศึกอย่างไรก็ตามกองทัพไทยเข้าตีเอากลับคืนมาได้ในที่สุด

ถึงสมัยรัชกาลที่ 2 พม่าได้ยกกองทัพมาอีก คราวนี้ยกไปตีหัวเมืองปักษ์ใต้ถึงเมืองถลาง รัชกาลที่ 2 โปรดฯ ให้พระยาจ่าแสนยากร (บัว) คุมกองทัพล่วงหน้าลงไปก่อน ให้พระยาพลเทพลงมารักษาเมืองเพชรบุรีไว้ และโปรดฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิทักษ์มนตรีเสด็จไปคอยจัดการสั่งกองทัพอยู่ ณ เมืองเพชรบุรี กองทัพที่มาตั้ง ณ เมืองเพชรบุรีนี้ จากการรายงานของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีว่าทหารมีความประพฤติไม่ดี คือ ได้กักเรือบรรทุกข้าว น้ำตาลของชาวบ้านเก็บค่าผ่านทาง แม้แต่สินค้าพวกไม้ไผ่ เขาวัว ก็ไม่เว้น การกระทำดังกล่าวเป็นที่น่าอับอายขายหน้าแก่ชาวเมืองเพชรบุรียิ่งนัก สู้กองทัพที่ตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรีไม่ได้ ทหารที่เมืองเพชรบุรีต่างคนต่างทำต่างคนต่างคิดมิได้สามัคคีกัน ทางฝ่ายพม่าได้เขียนหนังสือมาแขวนไว้ที่แดนเมืองตะนาวศรี เพื่อให้ไทยเลิกจับกุมพลลาดตระเวนของตน ไทยได้มีหนังสือตอบไปโดยนำไปแขวนไว้ที่ชายแดนเช่นกัน โดยให้พระยาพลสงครามแห่งเมืองเพชรบุรีเป็นผู้ตอบ

การสงครามระหว่างไทยกับพม่าสิ้นสุดลงแล้ว แต่ทางปักษ์ใต้ยังไม่สงบ ต้องปราบปรามหัวเมืองมลายู โดยเฉพาะเจ้าเมืองไทรบุรีและเจ้าเมืองใกล้เคียงที่พากันกระด้างกระเดื่อง ทั้งนี้เพราะมีต่างชาติคอยยุยงอยู่เบื้องหลัง เมื่อ พ.ศ. 2382 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าเมืองไทรบุรีแข็งเมืองอีกทั้งๆ ที่เมืองนี้เคยถูกปราบมาแล้ว ซึ่งพระยาเพชรบุรีเคยยกทัพไปปราบ

คราวนี้รัชกาลที่ 3 โปรดฯ ให้พระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพ ยกไปประมาณสามพันคน รวมทั้งชาวเพชรบุรีด้วยเก้าร้อยคน ทั้งนี้ต้องไปรวมทัพกับเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองสงขลา รวมรี้พลประมาณหมื่นเศษ กองทัพนี้เป็นกองทัพเรือ โดยเกณฑ์เรือจากเมืองเพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร เขมร เป็นต้น โดยเฉพาะกองทัพของพระยาเพชรบุรีที่ยกออกไปจากเมืองเพชรบุรีนั้น จากรายงานของหลวงเมืองปลัดเมืองเพชรบุรีว่า เรือทั้งหมด 9 ลำ ทหาร 599 คน อาวุธปืนประจำเรือ คือ ปืนหน้าเรือ ท้ายเรือ แคมเรือและปืนหลังรวม 48 กระบอก ปืนคาบศิลา 270 กระบอก ดินปืน 10 หาบ เมื่อยกทัพไปถึง หัวเมืองปักษ์ใต้ โปรดฯ ให้พระยาเพชรบุรีประจำอยู่ ณ เมืองสายบุรี เพื่อจะได้ดูแลหัวเมืองมลายู ทางเจ้าเมืองแข็งเมืองโดยตั้งค่ายสู้รบ แต่เมื่อทราบว่ากองทัพของพระยาเพชรบุรียกไปตั้งที่เมืองสายบุรีเจ้าเมืองกลันตันให้คนมาแจ้งแก่พระยาเพชรบุรีว่า ตนจะรื้อค่ายลงเพราะเกรงว่าประชาชนจะพากันหลบหนีไปหมด อย่างไรก็ตาม พระยากลันตันหาได้กระทำดังกล่าวไว้ไม่ แต่ได้มีหนังสือมาถึงพระยาเพชรบุรีขออ่อนน้อมต่อไทย พระยาเพชรบุรีจึงตอบตกลงไปให้พระยากลันตัน พระยากลันตันได้มอบทองคำให้พระยาเพชรบุรี ค่ายดังกล่าวนี้ต่อมาพระยาไชยาได้รื้อเผาไฟจนหมดสิ้น

สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดเมืองเพชรมาก จะเห็นได้จากการที่พระองค์ได้เสด็จมาเมืองเพชรหลายครั้งในระหว่างผนวช พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญสมณธรรม ณ ถ้ำเขาย้อย อำเภอเขาย้อย และยังได้ประทับแรมที่วัดมหาสมณารามเชิงพระนครคีรีอีกด้วย จากจดหมายเหตุของหมอบรัดเล่ย์ ได้กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงที่ได้เสด็จมายังเมืองเพชรบุรีว่า

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2403 ได้เสด็จเมืองเพชรบุรีเป็นครั้งที่สองในปีนี้ เพื่อทอดพระเนตรการก่อสร้างพระนครคีรี วันที่ 22 มิถุนายน ได้แห่พระมายังเมืองเพชรบุรี วันที่ 28 มิถุนายน เสด็จมาเมืองเพชรเป็นครั้งที่สาม วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2403 หลังจากงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 56 พรรษาแล้ว เสด็จมาเมืองเพชรโดยเรือพระที่นั่งจากพระราชหัตถเลขาทรงมีไปถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงวันที่ 23 ตุลาคมว่า พระองค์เสด็จถึงปากน้ำตำบลบ้านแหลมเวลา 3 โมงเช้าถึงพระนครคีรีเวลาบ่าย 2 โมง ทรงทอดพระกฐิน ณ วัดพระพุทธไสยาสน์และวัดมหาสมณาราม ส่วนพระราชธิดาในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้า-อยู่หัวนั้นได้เสด็จไปทอดพระกฐิน ณ วัดเขาบรรไดอิฐและวัดมหาธาตุ วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2404 ได้เสด็จมาประทับ ณ พระนครคีรีในปีเดียวกันนี้ พระเจ้าแผ่นดินประเทศปรัสเซียได้ส่งราชทูตชื่อคอลออยเลนเบิร์ตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิทจัดเรือแจวเรือพายให้ทูตที่มาเที่ยวเมืองเพชรบุรีใช้เป็นจำนวนสองลำ มี ฝีพายลำละ 20 คน ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าคัคณางยุคล ประทับอยู่ ณ พระนครคีรี รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเพื่อทรงแจ้งให้ทราบว่า ราชทูตปรัสเซียจะมาเที่ยวและพักผ่อนที่เมืองเพชรบุรี ขอให้จัดรถบริการให้ด้วย ส่วนขากลับโปรดให้จัดเรือพระที่นั่งเสพย์สหายไมตรีมารับที่เพชรบุรี เพื่อนำไปส่งที่เรือรบที่สันดอน วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2405 เป็นวันที่เสด็จกลับกรุงเทพมหานคร การเสด็จเมืองเพชรบุรีครั้งนี้ โปรดให้จัดพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรบนพระนครคีรี และทรงบรรจุพระธาตุบนยอดเจดีย์บนเขามหาสวรรค์ด้วย วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2406 เสด็จมาเมืองเพชรบุรีด้วยเรือกลไฟพระที่นั่งและเสด็จกลับเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ในเดือนเมษายนพันเอกเรโบลได้นำเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากฝรั่งเศสชื่อ เรจิออง ดอนเนอร์ เข้ามาทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้นำนายพันเอกเรโบลมาเที่ยวเมืองเพชรบุรีโดยเรือเสพย์สหายไมตรี วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2408 เป็นวันที่เสร็จงานพระราชพิธีโสกันต์พระเจ้าลูกเธอที่เมืองเพชรบุรี

นอกจากจะทรงสร้างพระนครคีรีแล้ว ยังโปรดฯ ให้ตกแต่งเขาหลวงซึ่งมีพระพุทธรูปโบราณในถ้ำโดยสร้างบันไดหินลงไป สร้างพระพุทธรูปเพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแก่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนๆ ทรงสร้างเป็นส่วนพระองค์เองบ้าง ทรงให้เจ้านายฝ่ายในและพระบรมวงศานุวงศ์สร้างบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ซ่อมแซมพระนครคีรีใหม่ทั้งหมด เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับแรมพักผ่อนอิริยาบถและเพื่อใช้รับรองแขกเมืองด้วย ทรงจัดตั้งมณฑลราชบุรีขึ้น เมืองเพชรบุรีขึ้นกับมณฑลนี้ พระองค์ได้เสด็จมาประทับที่เมืองเพชรบุรีหลายครั้ง เพราะอากาศถูกพระโรคที่ทรงประชวรในฤดูฝน โดยเฉพาะในเดือนกันยายน อย่างไรก็ดีเดือนนี้ไม่เหมาะที่จะประทับบนพระนครคีรีดังนั้นจึงทรงสร้างพระราชวังบ้านปืนขึ้นอีกแห่งหนึ่ง แต่ไม่แล้วเสร็จก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างต่อจนสำเร็จพระราชทานนามว่า พระรามราชนิเวศน์นอกจากจะทรงพระสำราญที่เมืองเพชรบุรีแล้ว รัชกาลที่ 5 ยังโปรดเสวยน้ำที่แม่น้ำเพชรบุรีอีกด้วยโดยเฉพาะน้ำตรงท่าน้ำวัดท่าไชยศิริ ดังความว่า "ด้วยมีตราพระคชสีห์ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมออกไปแต่ก่อน ให้ข้าพเจ้าแต่งกรมการกำกับกันคุมไพร่ไปตักน้ำหน้าวัดถ้าไช (วัดท่าไชยศิริ) ส่งเข้ามาเป็นน้ำส่ง (สรง) น้ำเสวยเดือนละสองครั้ง ๆ ละยี่สิบตุ่มเสมอจงทุกเดือนนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้แต่งตั้งให้ขุนลครประการคุมไพร่ไปตักน้ำหน้าวัดถ้าไชยี่สิบตุ่ม ได้เอาผ้าขาวหุ้มปากตุ่มประทับตรารูปกระต่ายประจำครั่ง มอบให้ขุนลครประการคุมมาส่งด้วยแล้ว" ใบบอกฉบับนี้ พ.ศ. 2420 โดยพระยาสุรินทรฤาไชย เรื่องน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีนี้นอกจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรดฯ เสวยแล้วยังใช้เป็นน้ำสำหรับเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่สมัยโบราณมา ซึ่งมีแม่น้ำสำคัญ 5 สาย คือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำเพชรบุรี ดังสารตราถึงพระ-ยาเพชรบุรีเมื่อ พ.ศ. 2394 ความว่า ทางกรุงเทพฯ จะตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการนี้ต้องการน้ำสำหรับเข้าพระราชพิธีดังกล่าว จึงให้หลวงยกกระบัตรเมืองเพชรบุรี หลวงเทพเสนีถือสารตรามายังพระยาเพชรบุรี ให้แต่งตั้งกรมการไปตักน้ำที่หน้าเมืองเพชรบุรี แล้วเอาใบบอกปิดปากหม้อ เอาผ้าขาวหุ้มปากหม้อผูกปิดตราประจำครั่ง แล้วมอบให้หลวงยกกระบัตร หลวงเทพเสนีคมเข้าไปส่งยังกรุงเทพมหานครให้ทันกำหนดการพระราชพิธีดังกล่าว

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับแรมยังจังหวัดเพชรบุรีหลายครั้ง แต่ละครั้งเป็นเวลาหลายวัน บางครั้งแรมเดือน หลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2453 แล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังเพชรบุรีเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2457 โดยเสด็จมากับกองเสือป่าเสนาหลวงรักษาพระองค์ เพื่อเดินทางไกลไปจอมบึง บ้านโป่ง ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2457 ได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสตัวเมืองเพชรและทอดพระเนตรกรีฑาของกรมทหารราบที่ 14 เพชรบุรี รุ่งขึ้นวันที่ 14 มกราคม จึงทรงม้าพระที่นั่งเคลื่อนขบวนเสือป่าเดินทางไกล

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้โดยรถไฟพระที่นั่ง เมื่อรถไฟพระที่นั่งถึงสถานีเมืองเพชรบุรี ได้มีข้าราชการและประชาชนเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก ข้าราชการเมืองเพชรบุรีมี พระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทียน บุนนาค) จางวาง พระยาเพชรพิไสยศรีสวัสดิ์ (แม้น วสันตสิงห์) ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ เสือป่า ต่างเฝ้ารับเสด็จประชาชนที่ถูกเพลิงไหม้ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า ทรงสงสารราษฎรที่เคราะห์ร้ายเหล่านั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ งดเก็บเงินบำรุงท้องที่เป็นเวลาหนึ่งปี

สำหรับเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ตลาดเมืองเพชรบุรีเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2468 นั้น บริเวณตลาดดังกล่าวคือฟากตะวันตกของแม่น้ำตั้งแต่เชิงสะพานจอมเกล้าไปตามถนนชี สะอินจรดถนนราชดำเนิน จากถนนราชดำเนินไปจนจรดถนนราชวิถีและถึงแม่น้ำ เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้รายงานกราบบังคมให้ทรงทราบ พระองค์ทรงสลดพระราชหฤทัยและทรงสงสารชาวเพชรบุรียิ่งนัก ทรงพระราชดำริเห็นว่า ที่เมืองเพชรบุรีนั้น บ้านเรือนของราษฎรสร้างกันแออัดเกินไป และใช้ไม้หลังคาจากเป็นเชื้อเพลิงได้ดี ถนนก็แคบไม่เป็นระเบียบ ไม่สามารถจะป้องกันอัคคีภัยได้ทันท่วงที จึงโปรดฯ ให้ขยายถนนเก่า และห้ามสร้างปลูกเพิงไม้ที่จะเป็นเชื้อไฟได้อีกต่อไปในบริเวณไฟไหม้

สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง พ.ศ. 2484 - พ.ศ. 2488 ญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ตามจุดต่าง ๆ คือ ที่สงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และที่บางปู ขณะนั้นไทยต้องทำสัญญาพันธมิตรกับญี่ปุ่น มิตรขณะนั้นคือ เยอรมัน อิตาลี ส่วนปัจจามิตรคือ สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ
พ.ศ. 2486 เครื่องบินข้าศึกได้โจมตีกรุงเทพมหานคร เวลา 01.30 น. ที่เพชรบุรีได้มีสัญญาณภัยทางอากาศ เครื่องบินได้บินผ่านและทิ้งระเบิด วันที่ 9 และ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2484 เครื่องบินได้บินวนเวียนและผ่านไป วันที่ 9 มิถุนายน ปีเดียวกันมีสัญญาณเตือนให้หลบภัย วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2488 มีสัญญาณภัยทางอากาศ เครื่องบินผ่านทิ้งระเบิดยังทุ่นระเบิดตามปากน้ำต่าง ๆ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2488 เวลา 13.15 น. เครื่องบินข้าศึกได้ยิงกราดลงมาถูกตู้รถไฟบรรทุกน้ำมันจำนวน 3 หลัง ไฟไหม้หมด ส่วนบริเวณอื่น ๆ ปลอดภัย เมื่อสงครามสงบทางเจ้าหน้าที่สหประชาชาติได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจดูเชลยศึก สำหรับที่เพชรบุรีนี้มีทหารเชลยชาวฮอลันดาจำนวนประมาณร้อยคนผ่านมา ทางจังหวัดขณะนั้นมีนายอมร อินทรกำแหง อัยการจังหวัดรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำเจ้าหน้าที่ สหประชาชาติดูสถานที่ที่จะให้เชลยศึกพัก โดยได้เลือกโรงเรียนฝึกหัดครูมูลเพชรบุรีเป็นที่พักเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2488

ในมหาสงครามครั้งนี้ ได้มีคนไทยทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ ก่อตั้งองค์การใต้ดินขึ้นเรียกว่า ขบวนการเสรีไทย เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นและให้ความร่วมมือกับพันธมิตร กองบัญชาการใหญ่ตั้งที่วังสวนกุหลาบ มีสมาชิกย่อย ๆ ตามจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งเมืองเพชรบุรีด้วย ซึ่งตั้งหน่วยปฏิบัติการอยู่ที่ตำบลบางค้อ กิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้อง มีการฝึกอาวุธให้กับสมาชิกอาสา-สมัครเป็นการฝึกรบแบบกองโจร แต่เหตุการณ์สงครามได้สิ้นสุดลงเสียก่อน

ที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคฯ

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ 

map 76-1
ที่ตั้งจังหวัดเพชรบุรี อาณาเขตติดต่อของจังหวัดเพชรบุรี

 

จังหวัดเพชรบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 ระยะทางประมาณ 123 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 6,225.138 ตารางกิโลเมตรหรือ 3,890,711.20 ไร่ โดยมีส่วนที่กว้างที่สุดวัดได้ 103 กิโลเมตรจากทิศตะวันออก-ตะวันตกและส่วนที่ยาวที่สุดวัดได้ 80 กิโลเมตรจากทิศเหนือ-ใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและประเทศใกล้เคียงต่อไปนี้

  • ด้านเหนือ ติดกับอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
  • ด้านตะวันออก ติดชายฝั่งอ่าวไทย (น่านน้ำติดต่อตรงข้ามกับน่านน้ำจังหวัดชลบุรี ด้านทิศใต้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้านทิศเหนือ น่านน้ำจังหวัดสมุทรสงครามน่านน้ำจังหวัดสมุทรสาคร น่านน้ำกรุงเทพมหานคร และน่านน้ำจังหวัดสมุทรปราการ) จากจุดอักษร ก. ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ ละติจูด 12 องศา-35 ลิปดา45 ฟิลิปดาเหนือ, ลองจิจูด 49 องศา-47 ลิปดา-30 ฟิลิปดาตะวันออก; ขนานกับเส้นละติจูดไปถึงจุดหมายเลข (1) ละติจูด 12 องศา-35 ลิปดา-45 ฟิลิปดาเหนือ, ลองจิจูด 100 องศา-27 ลิปดา-30 ฟิลิปดาตะวันออก จากจุดอักษร ข. บนเส้นแบ่งเขตจังหวัดระหว่างจังหวัดเพชรบุรีกับจังหวัดสมุทรสงครามไปถึงจุดหมายเลข (2) ละติจูด 13 องศา-13 ลิปดา-00 ฟิลิปดาเหนือ, ลองจิจูด 100 องศา-10 ลิปดา-00 ฟิลิปดาตะวันออก; แล้วขนานกับเส้นละติจูดไปถึงจุดหมายเลข (3), ละติจูด 13 องศา-13 ลิปดา-00 ฟิลิปดาเหนือ, ลองจิจูด 100 องศา-27 ลิปดา-30 ฟิลิปดาตะวันออก จากจุดหมายเลข (3) ละติจูด 13 องศา-13 ลิปดา-00 ฟิลิปดาเหนือ, ลองจิจูด 100 องศา-27 ลิปดา-30 ฟิลิปดาตะวันออก; ขนานกับเส้นลองจิจูดไปบรรจบกันที่จุดหมายเลข (1) ละติจูด 12 องศา-35 ลิปดา-45 ฟิลิปดาเหนือ, ลองจิจูด 100 องศา-27 ลิปดา-30 ฟิลิปดาตะวันออก
  • ด้านใต้ ติดกับอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  • ด้านตะวันตก ติดกับเขตตะนาวศรีของสหภาพพม่า

AoThai-Ratchakitcha

แผนที่แนบท้ายพระราชบัญญัติกำหนดเขตจังหวัดในอ่าวไทยตอนใน พ.ศ. 2502

ภูมิประเทศ

พื้นที่ด้านตะวันตกเป็นป่าไม้และภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นกั้นอาณาเขตระหว่างไทยกับสหภาพพม่า เฉพาะในเขตจังหวัดเพชรบุรีมีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร แม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี มีความยาวตลอดสาย 227 กิโลเมตร แม่น้ำบางกลอย มีความยาว 44 กิโลเมตร และแม่น้ำบางตะบูน มีความยาว 18 กิโลเมตร มีประชากรอาศัยหนาแน่นทางตะวันออกของพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล ลักษณะภูมิประเทศจังหวัดเพชรบุรี แบ่งเป็น 3 เขต คือ

ก. เขตภูเขาและที่ราบสูง อยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัดติดกับพม่าในบริเวณอำเภอแก่งกระจานและอำเภอหนองหญ้าปล้อง มีภูเขาสูงและเป็นบริเวณที่สูงชันของจังหวัด มีลักษณะเป็นเทือกเขาทอดยาวจากเหนือมาใต้ พื้นที่ถัดจากบริเวณนี้จะค่อย ๆ ลาดต่ำลงมาทางด้านตะวันออก บริเวณนี้เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี

ข. เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ บริเวณตอนกลางของจังหวัดซึ่งอุดมสมบูรณ์ที่สุด มีแม่น้ำเพชรบุรีซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน และมีเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนเพชรบุรีซึ่งเป็นแหล่งน้ำระบบชลประทาน บริเวณนี้เป็นเขตเกษตรกรรมที่สำคัญของจังหวัด เขตนี้คือบริเวณบางส่วนของอำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง อำเภอชะอำ อำเภอบ้านลาด อำเภอบ้านแหลม และอำเภอเขาย้อย

ค. เขตที่ราบฝั่งทะเล อยู่ทางด้านตะวันออกของจังหวัด ติดกับชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย บริเวณนี้นับเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของจังหวัดในด้านการประมง การท่องเที่ยว เขตนี้ได้แก่ บางส่วนของอำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอบ้านแหลม อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ ลักษณะพื้นที่ชายฝั่งเพชรบุรี เหนือแหลมหลวงไปทางทิศเหนือเป็นพื้นที่ชายฝั่งหาดโคลน มีระบบนิเวศป่าชายเลน ด้านทิศใต้ของแหลมหลวงลงไปด้านทิศใต้เป็นหาดทราย มีระบบนิเวศเป็นหาดทราย แหลมหลวงซึ่งอยู่ในพื้นที่ตำบลแหลมผักเบี้ยจึงเป็นแหลมที่แบ่งระบบนิเวศป่าชายเลน ออกจากระบบนิเวศหาดทราย เหนือแหลมหลวงขึ้นไปด้านทิศเหนือมีลักษณะเป็นหาดโคลนเพราะอยู่ใกล้พื้นที่ชุมน้ำของแม่น้ำสายใหญ่ ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำบางตะบูน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง เมื่อฤดูน้ำหลากน้ำจากแม่น้ำได้พัดพาตะกอนลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้พื้นที่ของชายฝั่งแถบนี้มีตะกอนในน้ำสูง ส่งผลให้ชายฝั่งมีโคลนจำนวนมาก ซึ่งเหมาะแก่ระบบนิเวศป่าชายเลน เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเล บริเวณอ่าวไทยในเขตอำเภอบ้านแหลมถือว่าเป็นอ่าวที่พบหอยหลากชนิด เช่น หอยเสียบหอยปากเป็ด หอยตระกาย หอยตลับ หอยหลอด หอยแครง เป็นต้น โดยเฉพาะหอยแครง เป็นแหล่งที่พบมากที่สุดในโลก ภายหลังได้มีการตัดไม้ป่าชายเลนนำไปเผาถ่าน ทำลายป่าเพื่อทำนากุ้งกุลาดำ จึงส่งผลให้ป่าชายเลนถูกทำลายเป็นจำนวนมาก

ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดเพชรบุรีอยู่ติดอ่าวไทยจึงได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ในฤดูฝน ซึ่งมีผลทำให้ฝนตกชุก และอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว จึงทำให้มีอากาศหนาวเย็นในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถแบ่งฤดูกาลออกเป็น 3 ฤดู

  • ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 32.13 องศาเซลเซียส
  • ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละ 959.5 มิลลิเมตร
  • ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 24.16 องศาเซลเซียส

ในปี 2550 อุณหภูมิอากาศสูงที่สุด 37.0 องศาเซลเซียส (วันที่ 19 เมษายน 2550) อุณหภูมิอากาศต่ำที่สุด 16.0 องศาเซลเซียส (วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550) อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยทั้งปี 28.02 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนตกรวมทั้งปี 1,113.4 มิลลิเมตร มีจำนวนวันฝนตกวัดได้ตั้งแต่ 0.1 มิลลิเมตร จำนวน 99 วัน จากสถิติปริมาณน้ำฝนตั้งแต่ปี 2537-2550 เฉลี่ยวันฝนตกประมาณปีละ 103 วัน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในรอบ 12 ปี (ปี 2539-2550) 1003.43 มิลลิเมตรต่อปี มีฝนตกมากในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม

การแบ่งเขตการปกครอง

amphoe
  1. อำเภอเมืองเพชรบุรี
  2. อำเภอเขาย้อย
  3. อำเภอหนองหญ้าปล้อง
  4. อำเภอชะอำ
  5. อำเภอท่ายาง
  6. อำเภอบ้านลาด
  7. อำเภอบ้านแหลม
  8. อำเภอแก่งกระจาน

อำเภอในจังหวัดเพชรบุรี

 

จังหวัดเพชรบุรีมีรูปแบบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน 3 รูปแบบ คือ

1. การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วยหน่วยงานสังกัดส่วนกลางซึ่งมาตั้งหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 75 ส่วนราชการ

2. การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มีหน่วยราชการที่อยู่ในความควบคุมดูแลของ ผู้ว่าราชการจังหวัด คือ ส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับจังหวัด และอำเภอ ส่วนราชการในระดับจังหวัดเป็นหน่วยงาน 2 ลักษณะ คือ หน่วยราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคประจำจังหวัด และหน่วยราชการบริหารส่วนกลางในจังหวัด (ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง) หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคประจำจังหวัดของจังหวัดเพชรบุรีมีทั้งสิ้น 33 หน่วยงาน สังกัดกระทรวงมหาดไทย 8 หน่วยงาน และสังกัดกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ 26 หน่วยงาน

ระดับจังหวัด ประกอบด้วยส่วนราชการประจำจังหวัด จำนวน 26 ส่วนราชการ

ระดับอำเภอ ประกอบด้วย 8 อำเภอ 93 ตำบล 698 หมู่บ้าน

3. การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น มี 3 รูปแบบ คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล

  • การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี 1 แห่ง เทศบาล 13 แห่ง (แบ่งเป็นเทศบาลเมือง 2 แห่ง และเทศบาลตำบล 11 แห่ง) องค์การบริหารส่วนตำบล 71 แห่ง มีรายละเอียดดังนี้
    • เทศบาลเมือง 2 แห่ง :: เทศบาลเมืองเพชรบุรี และ เทศบาลเมืองชะอำ
    • เทศบาลตำบล 11 แห่ง จำแนกตามอำเภอได้ดังนี้
    • องค์การบริหารส่วนตำบล 71 แห่ง จำแนกตามอำเภอได้ดังนี้
      • อำเภอเมืองเพชรบุรี :: องค์การบริหารส่วนตำบลบางจาน องค์การบริหารส่วนตำบลนาพันสาม องค์การบริหารส่วนตำบลธงชัย องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน องค์การบริหารส่วนตำบลไร่ส้ม องค์การบริหารส่วนตำบลบางจาก องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหม้อ องค์การบริหารส่วนตำบลต้นมะม่วง องค์การบริหารส่วนตำบลช่องสะแก องค์การบริหารส่วนตำบลนาวุ้ง องค์การบริหารส่วนตำบลสำมะโรง องค์การบริหารส่วนตำบลโพพระ องค์การบริหารส่วนตำบลต้นมะพร้าว องค์การบริหารส่วนตำบลโพไร่หวาน องค์การบริหารส่วนตำบลดอนยาง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขนาน และ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพลับ
      • อำเภอเขาย้อย :: องค์การบริหารส่วนตำบลเขาย้อย องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาไหล องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปรง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองชุมพล องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโรง องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยท่าช้าง และ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองชุมพลเหนือ
      • อำเภอหนองหญ้าปล้อง :: องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหญ้าปล้อง องค์การบริหารส่วนตำบลยางน้ำกลัดใต้ และ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตะคร้อ
      • อำเภอชะอำ :: องค์การบริหารส่วนตำบลบางเก่า องค์การบริหารส่วนตำบลหนองศาลา องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทรายเหนือ องค์การบริหารส่วนตำบลไร่ใหม่พัฒนา และ องค์การบริหารส่วนตำบลสามพระยา
      • อำเภอท่ายาง :: องค์การบริหารส่วนตำบลท่าคอย องค์การบริหารส่วนตำบลยางหย่อง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองจอก องค์การบริหารส่วนตำบลมาบปลาเค้า องค์การบริหารส่วนตำบลวังไคร้ องค์การบริหารส่วนตำบลกลัดหลวง องค์การบริหารส่วนตำบลปึกเตียน องค์การบริหารส่วนตำบลเขากระปุก และ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านในดง
      • อำเภอบ้านลาด :: องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหาด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทาน องค์การบริหารส่วนตำบลตำหรุ องค์การบริหารส่วนตำบลสมอพลือ องค์การบริหารส่วนตำบลไร่มะขาม องค์การบริหารส่วนตำบลท่าเสน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกระเจ็ด องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกะปุ องค์การบริหารส่วนตำบลไร่โคก องค์การบริหารส่วนตำบลโรงเข้ องค์การบริหารส่วนตำบลไร่สะท้อน องค์การบริหารส่วนตำบลท่าช้าง องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำรงค์ และ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยลึก
      • อำเภอบ้านแหลม :: องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหลม องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนไทร องค์การบริหารส่วนตำบลปากทะเล องค์การบริหารส่วนตำบลบางแก้ว องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมผักเบี้ย องค์การบริหารส่วนตำบลบางตะบูน องค์การบริหารส่วนตำบลบางครก องค์การบริหารส่วนตำบลท่าแร้ง และ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าแร้งออก
      • อำเภอแก่งกระจาน :: องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งกระจาน องค์การบริหารส่วนตำบลสองพี่น้อง องค์การบริหารส่วนตำบลวังจันทร์ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง องค์การบริหารส่วนตำบลพุสวรรค์ และ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง

ผู้บริหารจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

นายวินัย บัวประดิษฐ์

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

นายประสาน วงศ์สวัสดิ์
นายสมชาย ปัญญเจริญ

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเพชรบุรี

นางสาวณุวรรณา อนันตกิจไพศาล  โทรศัพท์ 08-9203-4267 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปพ.ศ. 2554 (กรณียุบสภา) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จังหวัดเพชรบุรีแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 3 เขตเลือกตั้งดังนี้

เขตเลือกตั้งที่ 1

อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอบ้านแหลม 

(ยกเว้นตำบลบ้านแหลม ตําบลบางตะบูน และตำบลบางตะบูนออก)

นายอรรถพร พลบุตร พรรค ประชาธิปัตย์
เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอชะอำ อำเภอท่ายาง  นายกัมพล สุภาแพ่ง พรรค ประชาธิปัตย์
เขตเลือกตั้งที่ 3

อำเภอเขาย้อย อำเภอบ้านลาด อำเภอหนองหญ้าปล้อง

อำเภอแก่งกระจานและอำเภอบ้านแหลม 

(เฉพาะ ตำบลบ้านแหลม ตำบลบางตะบูนและตำบลบางตะบูนออก)

 นายอภิชาต สุภาแพ่ง พรรค ประชาธิปัตย์

  

มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 350,963 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 79.98 โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผแทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีบัตรเสียร้อยละ 7.94 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนร้อยละ 6.59

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

มีบัตรเสียร้อยละ 4.64 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนร้อยละ 4.82

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 340,630 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 64.71 บัตรเสียร้อยละ 2.71 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนร้อยละ 7.20

ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งได้แก่ นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์

ตามประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2554 จังหวัดเพชรบุรีมีประชากร จำนวน 466,079 คน เป็นชาย 225,884 คน หญิง 240,195 คน จำนวนบ้าน 171,797 หลังคาเรือน

ศาสนา

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ (ร้อยละ 96.67) และศาสนาอื่น ๆ ได้แก่ ศาสนาอิสลาม(ร้อยละ 3.26) และศาสนาคริสต์ (ร้อยละ 0.07 ) นอกนั้นเป็นศาสนาอื่นๆ

จังหวัดเพชรบุรีมีวัด 263 วัด มัสยิด 14 แห่ง โบสถ์คริสต์ 8 แห่ง พระภิกษุ 3,415 รูปสามเณร 270 รูป

จำนวนศาสนสถาน

1. จำนวนวัด 263 วัด

1.1 จำแนกตามฐานะ

1) พระอารามหลวง 4 วัด

2) วัดราษฎร์ 259 วัด

1.2 จำแนกตามนิกาย

1) มหานิกาย 242 วัดประกอบด้วยพระอารามหลวง 3 วัด และ วัดราษฎร์ 238 วัด

2) ธรรมยุต 21 วัดประกอบด้วยพระอารามหลวง 1 วัด และ วัดราษฎร์ 20 วัด

2. จำนวนพระภิกษุ 3,415 รูป

1. มหานิกาย 3,120 รูป

2. ธรรมยุต 295 รูป

3. จำนวนสามเณร 270 รูป

1. มหานิกาย 245 รูป

2. ธรรมยุต 25 รูป

2. จำนวนวัดร้าง 68 วัด

3. จำนวนมัสยิด 14 แห่ง

4. จำนวนโบสถ์คริสต์ 8 แห่ง

4. จำนวนศาสนิกชน 458,975 คน

1. พุทธศาสนิกชน 446,774 คน

2. อิสลามิกชน 11,466 คน

3. คริสต์ศาสนิกชน 735 คน

การศึกษา

จังหวัดเพชรบุรี มีสถาบันการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา ทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชน ดังนี้

1. การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ดังนี้

สังกัด จำนวนโรงเรียน จำนวนห้องเรียน จำนวนครู จำนวนนักเรียน ครู : นักเรียน
สนง.คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 253 2,705 3,123 51,582  1:16
สนง.บริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน    19 420 661 14,766 1:22
ท้องถิ่น (เทศบาลเมืองเพชรบุรีและเทศบาลเมืองชะอำ) 13  237 397 7,035 1:14
สังกัดอื่น - ตชด. 2 16 17 418 1:24
การศึกษาสงเคราะห์ (โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เพชรบุรี)    1 24 50 606 1:13
การศึกษาพิเศษ(ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดเพชรบุรี)    1 8 15 144 1:10
รวม     289 3,410 4,263 74,551 1:17

 

2. การศึกษาระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา แยกรายละเอียด ดังนี้

สังกัด จำนวนสถานศึกษา จำนวนห้องเรียน  จำนวนอาจารย์ จำนวนนักศึกษา ครู : นักเรียน
สนง.คณะกรรมการอุดมศึกษา(มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี) 1 141 351 12,233 1:35
กรมอาชีวศึกษา 7 25 312 5,658  1:18
รวม   8 166 663 17,891 1:26

 

การสาธารณสุข (ที่มา : สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี)ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2554 มีสถานบริการสาธารณสุขของภาครัฐและเอกชน ดังนี้

สถานพยาบาลภาครัฐ /เอกชน

1. สถานพยาบาลของรัฐ ประกอบด้วย

  • โรงพยาบาลทั่วไป 1 แห่ง (ตามกรอบ 365 เตียง, เตียงจริง 410 เตียง)
  • โรงพยาบาลชุมชน 7 แห่ง (ขนาด 60 เตียง 2 แห่ง, ขนาด 30 เตียง 5 แห่ง)
  • โรงพยาบาลของรัฐสังกัดอื่น (กระทรวงกลาโหม) 1 แห่ง ขนาด 10 เตียง
  • โรงพยาบลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล 117 แห่ง
  • ศูนย์บริการสาธารณสุขของเทศบาล 3 แห่ง (เทศบาลเมืองชะอำ, เทศบาลเมืองเพชรบุรี,เทศบาลตำบลบางตะบูน)
  • สถานีกาชาด 1 แห่ง

2. สถานพยาบาลเอกชน แบ่งเป็น 2 ประเภท

2.1 ประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนมี

  • โรงพยาบาลเอกชน 2 แห่ง (ขนาด 100 เตียง)
  • สถานพยาบาล 1 แห่ง (ขนาด 10 เตียง)

2.2 ประเภทไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน มี

  • คลินิกเวชกรรม 69 แห่ง
  • คลินิกทันตกรรม 18 แห่ง
  • คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 54 แห่ง
  • คลินิกการแพทย์แผนไทย 76 แห่ง
  • คลินิกการแพทย์แผนไทยประยุกต์ 2 แห่ง

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2544 - 2553

GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, PHETCHABURI PROVINCE: 2001 - 2010

หน่วย : ล้านบาท

สาขาการผลิต 2544 2545 2546 2547 2548 2549r 2550r 2551r 2552p 2553p1
-2001 -2002 -2003 -2004 -2005 (2006r) (2007r) (2008r) (2009p) (2010p1)
ภาคเกษตร 3,832 4,233 5,287 7,847 7,842 10,021 11,090 12,862 13,694 15,810
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 3,530 3,909 4,937 7,407 7,237 9,497 10,525 12,261 13,023 15,168
การประมง 303 324 350 441 605 524 566 601 671 642
ภาคนอกเกษตร 26,870 27,190 27,913 31,577 35,145 37,204 39,385 42,145 41,624 44,035
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน 586 548 592 940 1,147 1,313 1,443 2,259 1,712 1,672
การผลิตอุตสาหกรรม 6,332 6,880 7,423 8,255 9,068 10,270 10,038 10,044 10,130 10,775
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 695 778 820 877 970 1,119 1,138 1,112 1,294 1,381
การก่อสร้าง 1,679 1,450 1,613 1,840 2,035 1,823 2,022 2,359 1,815 1,907
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์
ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 5,686 4,958 4,646 5,151 5,792 4,829 5,032 5,113 5,429 5,792
โรงแรมและภัตตาคาร 1,881 1,956 1,808 1,889 2,063 2,755 2,849 3,034 2,982 3,172
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 2,516 2,579 2,607 2,916 3,292 3,523 3,941 4,308 3,985 3,894
ตัวกลางทางการเงิน 782 849 821 1,142 1,229 1,250 1,729 1,738 1,614 1,613
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 1,019 1,053 1,076 1,133 1,180 1,259 1,263 1,223 1,300 1,327
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 2,509 2,831 3,086 3,659 3,992 4,263 4,549 5,282 5,411 6,458
การศึกษา 1,699 1,797 1,874 2,052 2,441 2,723 3,120 3,322 3,507 3,601
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 957 936 955 1,034 1,213 1,352 1,483 1,538 1,678 1,647
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่น ๆ 509 554 569 667 700 702 754 787 739 771
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 21 21 22 23 24 24 25 26 27 27
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 30,702 31,423 33,199 39,424 42,987 47,224 50,475 55,007 55,318 59,845
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 68,615 69,979 73,773 87,504 95,346 104,368 111,047 120,409 120,445 129,586
ประชากร (1,000 คน) 447 449 450 451 451 452 455 457 459 462

 

การเกษตรกรรม (ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี) ในปีการเพาะปลูก 2554 จังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งสิ้น 948,343 ไร่ โดยมีพื้นที่ทำนามากที่สุด คือ 406,962 ไร่ ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งจังหวัด รองลงมาเป็นพื้นที่ทำไร่230,286 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น 197,816 ไร่ และพื้นที่ทำการเกษตรอื่น ๆ 113,279 ไร่

การประมง (ที่มา : สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี) จังหวัดเพชรบุรี มีพื้นที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกติดต่อกับอ่าวไทยตั้งแต่อำเภอบ้านแหลมจนถึงอำเภอชะอำ รวมระยะทางประมาณ 82 กิโลเมตร ทำให้อาชีพการประมงเป็นอาชีพที่มีความสำคัญและสร้างรายได้ให้กับจังหวัดสูงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชายฝั่งอำเภอบ้านแหลมเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยแครงที่สำคัญของประเทศปริมาณสัตว์น้ำ ทั้งจากการทำประมงในทะเลและประมงน้ำจืด ในปี 2554 มีผลผลิตรวมทั้งสิ้น 22,636.29 ตัน แบ่งเป็น

ผลผลิตสัตว์น้ำทะเล

1. จากการประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง

  • กุ้งทะเล ผู้ประกอบการ 994 ราย ผลผลิต 7,077.42 ตัน มูลค่า 813,904,335บาท (คิดจากหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ)
  • หอยทะเล ผู้ประกอบการ 876 ราย ผลผลิต 8,041.68 ตัน
  • ปลากะพงขาว ผู้ประกอบการ 45 ราย 163.57 ตัน

2. จากการประกอบการด้วยเครื่องมือประมงทะเล

  • จำนวนเรือประมงที่ใช้ในการประกอบการ จำนวน 1,067 ลำ ผลผลิต 6,402 ตัน

3. จำนวนครัวเรือนประมง 3,456 ครัวเรือน

  • ผู้ค้าปัจจัยการผลิต 4 แห่ง ประกอบด้วย ตำบลท่าคอย 1 แห่ง ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม 1 แห่ง ตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง 1 แห่ง ตำบลหนองโสน 1 แห่ง
  • แพ พ่อค้าคนกลาง ผู้รวบรวม 2 แห่ง ประกอบด้วย ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม 2 แห่ง
  • แปรรูปเบื้องต้น 8 แห่ง ประกอบด้วย ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม 1 แห่ง ตำบลบางตะบูนออก อำเภอบ้านแหลม 1 แห่ง ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม 6 แห่ง
  • แปรรูปพื้นเมือง 2 แห่ง ประกอบด้วย ตำบลโพพระ อำเภอเมือง 1 แห่ง ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม 1 แห่ง
  • แปรรูปสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ 1 แห่ง ประกอบด้วย ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม 1 แห่ง

ผลผลิตสัตว์น้ำจืด

  • ผลผลิตสัตว์น้ำจืดจากการเพาะเลี้ยงปลานิล 951.62 ตัน มูลค่า 65,186,175.5 บาท (คิดจากหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ)

การปศุสัตว์ (ที่มา : สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี ) ผลผลิตทางด้านปศุสัตว์ของจังหวัดเพชรบุรี ปี 2554 มีมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาทการเลี้ยงปศุสัตว์ที่เป็นรายได้สำคัญ คือ การเลี้ยงโคนม โคเนื้อ สุกร และสัตว์ปีก โดยเป็นการเลี้ยงทั้งในรูปแบบรายย่อยและในรูปแบบฟาร์มพื้นที่เลี้ยงสัตว์ที่สำคัญ ได้แก่

  1. โคนม มีการเลี้ยงมากในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอชะอำ อำเภอแก่งกระจานอำเภอเมืองเพชรบุรี และ อำเภอท่ายาง
  2. โคเนื้อมีการเลี้ยงทั่วไปในทุกอำเภอประกอบด้วยการเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์ลูกผสม และโคพื้นเมือง
  3. สุกร มีเกษตรกรการเลี้ยงทั่วไปทุกอำเภอ
  4. แพะ มีการเลี้ยงในทุกพื้นที่ พื้นที่ที่เลี้ยงแพะมากที่สุดคืออำเภอชะอำ อำเภอแก่งกระจาน และอำเภอท่ายาง ตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแพะเนื้อ พันธุ์พื้นเมือง, ซาแนน, แองโกลนูเบียน และมีฟาร์มแพะเนื้อมาตรฐาน จำนวน 69 ฟาร์ม
  5. สัตว์ปีก มีเกษตรกรเลี้ยงในทุกอำเภอ ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงไก่พื้นเมือง ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ซึ่งมีฟาร์มไก่เนื้อมาตรฐานเพื่อการส่งออก จำนวน 54 ฟาร์ม ส่งเนื้อไก่ไปจำหน่ายต่างประเทศประมาณปีละ 3.4 ล้านตัวมูลค่าประมาณ 255 ล้านบาท ส่งขายในประเทศปีละประมาณ 1.6 ล้านตัว มูลค่าประมาณ 120 ล้านบาท และฟาร์มไก่ไข่มาตรฐาน จำนวน 59 ฟาร์ม

 

การอุตสาหกรรม (ที่มา : สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี) จังหวัดเพชรบุรีอยู่ในเขตส่งเสริมการลงทุนเขตที่ 3 เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาอุตสาหกรรมในด้านต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันตก เนื่องจากมีความพร้อมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุดิบ แรงงาน และทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะอำเภอเขาย้อย ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ มาก และอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 80 กิโลเมตรจังหวัดเพชรบุรีมีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 694 แห่ง จำแนกตามจำพวกโรงงาน ดังนี้

  • ในเขตการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 0 โรงงาน
  • โรงงานจำพวกที่ 1 (นอกเขตฯ) จำนวน 182 โรงงาน
  • โรงงานจำพวกที่ 2 (นอกเขตฯ) จำนวน 87 โรงงาน
  • โรงงานจำพวกที่ 3 (นอกเขตฯ) จำนวน 425 โรงงาน

เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 30,522.268 ล้านบาท มีคนงาน 19,392 คน เป็นชาย 10,259 คนหญิง 9,133 คน

ข้อมูลอื่นๆ (ด้านสิ่งแวดล้อม)

ปริมาณน้ำเสียสูงสุด (MAX_FLOW) รวมทั้งสิ้น 611 ลบ.ม./วัน

ปริมาณน้ำเสียปัจจุบัน (EXIST_FLOW) รวมทั้งสิ้น 528 ลบ.ม./วัน

ปริมาณน้ำทิ้งที่ระบายออก (DISCHARGE) รวมทั้งสิ้น 610 ลบ.ม./วัน

ประมาณการวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากโรงงานฯ

  • ประเภทไม่อันตราย (ฉ.1) 51,008.64 ตัน/ปี
  • ประเภทอันตราย (ฉ.6) 7,659.61 ตัน/ปีวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีการขออนุญาตนำออกนอกโรงงาน ปี 2552
  • ประเภทไม่อันตราย (ฉ.1) 79,029.00 ตัน
  • ประเภทอันตราย (ฉ.6) 1,511.15 ตัน

การพาณิชยกรรม (ที่มา : สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดเพชรบุรี ) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 มีนิติบุคคล รวม 1,694 ราย ทุนจดทะเบียน39,112,554,085 บาท ดังนี้

  • ห้างหุ้นส่วนจำกัด จำนวน 718 ราย ทุนจดทะเบียน 1,471,454,685.00 บาท
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 1 ราย ทุนจดทะเบียน 350,000.00 บาท
  • บริษัทจำกัด จำนวน 974 ราย ทุนจดทะเบียน 37,638,249,400.00 บาท
  • บริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1 ราย ทุนจดทะเบียน 2,500,000.00 บาท

การเงิน จังหวัดเพชรบุรีมีธนาคารต่าง ๆ รวมทั้งสาขาย่อย จำนวน 52 แห่ง ดังนี้

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 5 แห่ง
  2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 4 แห่ง
  3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 5 แห่ง
  4. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 5 แห่ง
  5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 6 แห่ง
  6. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 2 แห่ง
  7. ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 5 แห่ง
  8. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 1 แห่ง
  9. ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) 1 แห่ง
  10. ธนาคารซีไอเอ็มบี จำกัด (มหาชน) 1 แห่ง
  11. ธนาคาร ธ.ก.ส. 6 แห่ง
  12. ธนาคารออมสิน 8 แห่ง
  13. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 1 แห่ง
  14. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME) 1 แห่ง
  15. ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) 1 แห่ง

 

การคลัง การจัดเก็บภาษีสรรพากร (ที่มา : สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบุรี)ในปีงบประมาณ 2554 (ตุลาคม 2554 - ธันวาคม 2554) สามารถจัดเก็บภาษีได้จำนวน 327.503 ล้านบาท

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต (ที่มา : สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เพชรบุรี)

ในปีงบประมาณ 2554 (มกราคม 2554 - ธันวาคม 2554) จัดเก็บภาษีได้จำนวน 133,901,161.26 บาท ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บได้เรียงลำดับมากไปหาน้อยตามลำดับ ดังนี้

  • ภาษีรถยนต์ 102,380,394.53 บาท
  • ภาษีสุรา (แสตมป์) 13,062,192.90 บาท
  • ภาษีสถานบริการ (สนามกอล์ฟ) 11,307,759.40 บาท
  • ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน 2,669,940.37 บาท
  • ภาษีเครื่องดื่ม 2,128,895.10 บาท
  • รายได้เบ็ดเตล็ด 2,097,300.88 บาท
  • ภาษีรถจักรยานยนต์ 198,531.00 บาท
  • ภาษีสถานบริการอาบน้ำฯ 49,299.08 บาท
  • ภาษีไนต์คลับและดิสโก้เธค 6,200.00 บาท
  • ภาษีแบตเตอรี่ 648.00 บาทรวม 133,900,161.26 บาท

ด้านแรงงาน

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดเพชรบุรี พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, PHETCHABURI PROVINCE: 2002 - 2011

สถานภาพแรงงาน 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551 2552 2554
  -2002 -2003 -2004 -2005 -2006 -2007 -2008 -2009 -2011
รวม                  
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 341,785 345,825 350,380 347,891 346,788 347,046 360,469 376,300 385,021
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 238,023 240,533 250,414 248,741 248,615 253,802 264,444 274,686 283,063
  ผู้มีงานทำ 235,993 238,347 247,224 245,381 245,463 251,533 261,365 270,914 281,622
  ผู้ว่างงาน 1,972 1,549 3,027 3,330 3,126 2,145 3,007 3,772 1,383
  ผู้ที่รอฤดูกาล 59 636 164 30 27 124 72  - 58
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 103,762 105,292 99,966 99,150 98,173 93,244 96,024 101,614 101,958
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 165,428 167,467 169,733 164,353 159,255 159,751 168,943 179,381 183,987
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 126,487 127,129 133,598 129,218 126,660 128,593 136,279 145,627 145,998
  ผู้มีงานทำ 125,532 125,858 131,890 127,250 124,874 127,450 134,317 143,397 145,299
  ผู้ว่างงาน 956 852 1,647 1,967 1,759 1,052 1,925 2,230 699
  ผู้ที่รอฤดูกาล  - 419 62  - 27 91 37  -  -
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 38,940 40,338 36,134 35,135 32,595 31,158 32,664 33,754 37,988
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 176,357 178,358 180,648 183,539 187,533 187,295 191,526 196,919 201,035
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 111,536 113,404 116,816 119,524 121,955 125,209 128,165 129,060 137,065
  ผู้มีงานทำ 110,461 112,489 115,335 118,131 120,589 124,084 127,049 127,517 136,323
  ผู้ว่างงาน 1,017 697 1,380 1,363 1,367 1,093 1,082 1,542 684
  ผู้ที่รอฤดูกาล 59 218 102 30  - 33 35  - 58
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 64,821 64,954 63,831 64,015 65,578 62,086 63,361 67,860 63,970

 

ที่มา: การสำรวจภาวะการทำงานของประชากร  สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
รวบรวมโดย: สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ

การประปา (ที่มา : สำนักงานประปาเพชรบุรี) ณ เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2554การประปาส่วนภูมิภาคสาขาเพชรบุรีเป็นหน่วยงานในสังกัดการประปาส่วนภูมิภาคกระทรวงมหาดไทย มีสถานีผลิตน้ำ 2 แห่ง และสถานีจ่ายน้ำ 4 แห่ง ดังนี้

สถานีผลิตน้ำ

  1. สถานีผลิตน้ำบ้านลาด อำเภอเมืองเพชรบุรี กำลังผลิต 2,500 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมงใช้น้ำในการผลิตจากแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งผลิตจ่ายน้ำให้กับผู้ใช้น้ำอำเภอเมืองเพชรบุรี และอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
  2. สถานีผลิตน้ำนายาง อำเภอชะอำ กำลังผลิต 200 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง ใช้น้ำในการผลิตจากคลองชลประทาน ซึ่งผลิตจ่ายน้ำให้แก่ผู้ใช้น้ำในอำเภอชะอำบางส่วน และอำเภอท่ายาง บางส่วน

 

สถานีจ่ายน้ำ

  1. สถานีจ่ายน้ำบ้านแหลม รับน้ำจากสถานีผลิตน้ำบ้านลาดและสูบจ่ายน้ำให้กับเทศบาลตำบลบ้านแหลมและเทศบาลตำบลบางตะบูน
  2. สถานีจ่ายน้ำหาดเจ้าสำราญ รับน้ำจากสถานีผลิตน้ำบ้านลาด เพื่อสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีการสูบจ่ายน้ำ โดยในเขตเทศบาลหาดเจ้าสำราญ รับน้ำส่งตรงจากสถานีผลิตน้ำบ้านลาด เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ใช้น้ำในพื้นที่
  3. สถานีจ่ายน้ำโตนดหลวง รับน้ำจากสถานีผลิตน้ำนายางมา เพื่อสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินซึ่งในปัจจุบันไม่มีการสูบจ่ายน้ำ โดยในพื้นที่โตนดหลวงและพื้นที่ใกล้เคียง รับน้ำส่งตรงจากสถานีผลิตน้ำนายางเพื่อจ่ายให้แก่ผู้ใช้น้ำในพื้นที่
  4. สถานีจ่ายน้ำบางขุนไทร รับน้ำจากสถานีผลิตน้ำบ้านลาด เพื่อสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ปัจจุบันไม่มีการสูบจ่ายน้ำ โดยในพื้นที่ตำบลบางขุนไทร รับน้ำส่งตรงจากสถานีผลิตน้ำบ้านลาด เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ใช้น้ำในพื้นที่
  • มีกำลังการผลิตน้ำเฉลี่ยรวม 1,415,174 ลูกบาศก์เมตร/เดือน
  • อัตราการจ่ายน้ำเฉลี่ยรวม 1,285,481 ลูกบาศก์เมตร/เดือน
  • มีผู้ใช้น้ำรวม 41,887 ราย แยกเป็น
  • อำเภอเมืองเพชรบุรี 28,574 ราย
  • อำเภอบ้านลาด 739 ราย
  • อำเภอบ้านแหลม 9,267 ราย
  • อำเภอท่ายาง 866 ราย
  • อำเภอชะอำ 2,441 ราย
  • ให้บริการน้ำประปาดื่มได้ในเขตตำบลท่าราบ และตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี

การไฟฟ้า (ที่มา : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบุรี) (ณ เดือนธันวาคม 2554)สถานะการให้บริการประชาชนด้านสาธารณูปโภคพลังงานไฟฟ้า ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบุรี มีรายละเอียดดังนี้

  1. จำนวนผู้ใช้ไฟทั้งหมด 163,679 ราย 706 หมู่บ้าน 93 ตำบล 8 อำเภอ มีผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี รับบริการกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอหัวหิน จำนวน 1ตำบล 10 หมู่บ้าน 1,889 ราย (ป่าเด็ง)
  2. ปริมาณหน่วยจำหน่ายเฉลี่ยรวม 94.820 ล้านหน่วย
  3. ระบบจำหน่วยสายส่ง 85.100 วงจร/ก.ม.
  4. ระบบจำหน่ายแรงสูง 2,980.87 วงจร/ก.ม.
  5. ระบบจำหน่ายแรงต่ำ 4,510.55 วงจร/ก.ม.

 

มีสถานีจ่ายไฟ 7 สถานี ได้แก่ เพชรบุรี 1, เพชรบุรี 2, เขาย้อย 1, เขาย้อย 2, แก่งกระจาน, ชะอำ 1 และชะอำ 2

การสื่อสารไปรษณีย์ (ที่มา : ที่ทำการไปรษณีย์เพชรบุรี ) (ณ เดือนธันวาคม 2554)จังหวัดเพชรบุรีมีที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน 10 แห่ง และที่ทำการไปรษณีย์อนุญาตเอกชน จำนวน 24 แห่ง

สถานีวิทยุ (ที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบุรี) จังหวัดเพชรบุรีมีสถานีวิทยุกระจายเสียง 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเพชรบุรี คือสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเพชรบุรี ระบบ FM คลื่นความถี่ 95.75 MHZสามารถส่งกระจายเสียงครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดใกล้เคียง

โทรศัพท์ [ที่มา : บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ]ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554 จังหวัดเพชรบุรีมีสถานะการให้บริการโทรศัพท์ดังนี้

  • ศูนย์บริการลูกค้า 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการลูกค้าสาขาเพชรบุรี, ท่ายาง, ชะอำ และเขาย้อย
  • ชุมสายโทรศัพท์ จำนวน 144 แห่งทีโอที 114 แห่ง TT&T 30 แห่ง
  • เลขหมายที่ให้บริการ (ผู้ใช้บริการและสาธารณะ) จำนวน 61,764 เลขหมายทีโอที 37,680 เลขหมาย TT&T 24,084 เลขหมาย
  • เลขหมายโทรศัพท์ที่มีผู้ใช้บริการ จำนวน 61,764 เลขหมายทีโอที 25,918 เลขหมาย TT&T 13,511 เลขหมาย
  • เลขหมายว่าง เพื่อใช้สำรองหรือให้เช่า จำนวน 21,963 เลขหมายทีโอที 11,390 เลขหมาย TT&T 10,573 เลขหมาย

หนังสือพิมพ์ (ที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบุรี)หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี มี 3 ฉบับ สำนักงานตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบุรีและออก เดือนละ 2 ครั้ง ได้แก่

  1. หนังสือพิมพ์เพชรภูมิ
  2. หนังสือพิมพ์สาส์นมวลชน
  3. หนังสือพิมพ์ปฏิรูป

 

เคเบิ้ลทีวี (ที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบุรี)

  1. หจก.เพชรบุรีเคเบิลทีวี ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเพชรบุรี
  2. บริษัท ชาลีเคเบิลทีวี ชะอำ จำกัด /สำนักข่าว PPNEW ตั้งอยู่ที่อำเภอชะอำ
  3. บริษัท เมืองเพชรเคเบิลทีวี จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอท่ายาง
  4. หจก.เพชรบุรีเคเบิลทีวี สาขาบ้านลาด ตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านลาด
  5. หจก.เพชรบุรีเคเบิลทีวี สาขาบ้านแหลม ตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านแหลม

 

ผู้สื่อข่าวทีวีประจำจังหวัดเพชรบุรี (ที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบุรี)จังหวัดเพชรบุรีมีผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ประจำจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ ไทยทีวีสีช่อง 3, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และช่อง 7, ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท., INN, ร่วมด้วยช่วยกัน, TPBS, สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ,เนชั่นทีวี และ ASTV NEWS 1

การชลประทาน

จังหวัดเพชรบุรีจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคกลางกลุ่มตะวันตก ที่มีพื้นที่ทั้งหมด 6,225 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,890,711 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 993,748 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 678,743 ไร่ร้อยละ 17.46 ของพื้นที่จังหวัด โดยมีโครงการชลประทานสำคัญๆ ที่ดำเนินการจัดหาน้ำให้กับเกษตรกรเพื่อใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพและการอุปโภคบริโภค ดังนี้

  • โครงการชลประทานเพชรบุรี จำนวน 124,157 ไร่ รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง11 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กพระราชดำริ 22 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กถ่ายโอน 65 แห่ง
  • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี จำนวน 468,286 ไร่ รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานและรับน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่ง จำนวน 45,000 ไร่
  • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งขวา จำนวน 86,500 ไร่ รับน้ำจากเขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี

อ่างเก็บน้ำที่สำคัญในจังหวัดเพชรบุรี

  • อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 1 แห่ง ได้แก่เขื่อนแก่งกระจาน ตั้งอยู่ที่อำเภอแก่งกระจาน สามารถเก็บกักน้ำได้ 710 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 454.55 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  • อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 13 แห่ง ได้แก่
  1. อ่างเก็บน้ำห้วยตะแปด ตั้งอยู่ที่ อ.ชะอำ เก็บกักน้ำได้ 4.00 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 0.4040 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  2. อ่างเก็บน้ำห้วยทราย ตั้งอยู่ที่ อ.ชะอำ เก็บกักน้ำได้ 1.95 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 0.0400 (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  3. อ่างเก็บน้ำบ้านทุ่งขาม ตั้งอยู่ที่ อ.ชะอำ เก็บกักน้ำได้ 8.00 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 1.0000 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  4. อ่างเก็บน้ำห้วยพุหวาย ตั้งอยู่ที่ อ.ชะอำ เก็บกักน้ำได้ 0.80 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 0.2000 (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  5. อ่างเก็บน้ำโป่งทะลุ ตั้งอยู่ที่ อ.ชะอำ เก็บกักน้ำได้ 0.81 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 0.0950 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  6. อ่างเก็บน้ำหุบกะพง ตั้งอยู่ที่ อ.ชะอำ เก็บกักน้ำได้ 0.36 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 0.0109 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  7. อ่างเก็บน้ำห้วยวังยาว ตั้งอยู่ที่ อ.ท่ายาง เก็บกักน้ำได้ 0.265 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 0.0586 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  8. อ่างเก็บน้ำห้วยสามเขา ตั้งอยู่ที่ อ.ท่ายาง เก็บกักน้ำได้ 3.40 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 0.8307 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  9. อ่างเก็บน้ำบ้านกระหร่างสาม ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งกระจาน เก็บกักน้ำได้ 6.00 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำต่ำกว่าระดับเก็บกัก (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  10. อ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย ตั้งอยู่ที่ อ.ท่ายาง เก็บกักน้ำได้ 4..054 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 1.6948 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  11. อ่างเก็บน้ำพุน้อย ตั้งอยู่ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง เก็บกักน้ำได้ 0.32 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 0.0686 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  12. อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ ตั้งอยู่ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง เก็บกักน้ำได้ 42.20 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 30.22 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)
  13. อ่างเก็บน้ำห้วยผาก ตั้งอยู่อำเภอท่ายาง เก็บกักน้ำได้ 27.50 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำ 9.74 ล้าน ลบ.ม. (ณ วันที่ 23 มกราคม 2555)

 

• แหล่งน้ำขนาดเล็ก จำนวน 6 ประเภท ดังนี้

  1. อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามพระราชดำริ จำนวน 22 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 11.45 ล้านลบ.ม.
  2. อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตาม พน. หรือ กชช. จำนวน 65 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 21.424 ล้านลบ.ม.
  3. ศูนย์บริการเกษตรเคลื่อนที่ จำนวน 98 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 0.63 ล้านลบ.ม.
  4. ขุดลอกหนองน้ำธรรมชาติ จำนวน 26 แห่ง เก็บกักน้ำได้ 0.52 ล้านลบ.ม.
  5. แหล่งน้ำในไร่นาตามแผนปกติ จำนวน 589 บ่อ เก็บกักน้ำได้ 0.74 ล้านลบ.ม.
  6. แหล่งน้ำในไร่นาตามแผนปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร จำนวน 308 บ่อ เก็บกักน้ำได้ 0.74 ล้านลบ.ม.

 

• หน่วยงานชลประทานที่มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตจังหวัดเพชรบุรีมีดังนี้

  1. โครงการชลประทานจังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่ที่ 77/15 หมู่ที่10 ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
  2. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 6 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
  3. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาราชบุรีฝั่งขวา ตั้งอยู่ที่ 179 หมู่ที่ 7 ตำบลอ่างทอง อำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี
  4. โครงการก่อสร้าง 1/14 ตั้งอยู่ที่ 175 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอหนองหญ้าปล้องจังหวัดเพชรบุรี
  5. โครงการปฏิบัติคันคูน้ำที่ 14 ตั้งอยู่ที่ 175 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
  6. สำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่ที่ 76 หมู่ที่4 ตำบลหนองปรุง อำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี
  7. สถานีทดลองการใช้น้ำชลประทานที่ 6 ตั้งอยู่ที่ ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
  8. หมวดปฏิบัติการเครื่องจักรกลสูบน้ำจังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 10 ตำบลท่าแลงอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

 

• โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ที่กรมชลประทานให้การสนับสนุน)

  1. โครงการเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  2. โครงการศึกษาพัฒนาและวิจัยสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  3. โครงการศูนย์สาธิตสหกรณ์ดอนขุนห้วย 1 โครงการตามพระราชประสงค์
  4. โครงการศูนย์สาธิตสหกรณ์ดอนขุนห้วย 2 โครงการตามพระราชประสงค์
  5. โครงการศูนย์สาธิตสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง โครงการตามพระราชประสงค์
  6. โครงการพัฒนาห้วยแม่เพรียง ตามพระราชดำริ
  7. หน่วยสาธิตสหกรณ์หนองพลับ โครงการตามพระราชประสงค์
  8. โครงการหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ ตามพระราชดำริ
  9. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  10. โครงการที่ดินของมูลนิธิส่งเสริมศิลปชีพ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
  11. โครงการสถานีเพาะเลี้ยงม้าแห่งใหม่ของสภากาชาดไทย

 

การคมนาคม

จังหวัดเพชรบุรี เป็นจังหวัดที่มีเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อกับภาคใต้และภูมิภาคอื่น ๆของประเทศการเดินทางเข้าสู่จังหวัดทำได้หลายทาง ดังนี้

ทางรถยนต์

  1. เส้นทาง นครปฐม - ราชบุรี - เพชรบุรี ในถนนบรมราชินี หรือถนนคู่ขนานลอยฟ้า จากเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ผ่านเขตตลิ่งชัน แยกพุทธมณฑลสาย 2 แยกพุทธมณฑลสาย 4 จนไปบรรจบกับถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ซึ่งตรงมาจากท่าพระ บางแค หนองแขม อ้อมน้อยจนถึงอำเภอนครชัยศรี จากนั้นมุ่งตรงผ่านจังหวัดนครปฐม ราชบุรี เข้าสู่จังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทางจนถึงตัวเมืองเพชรบุรีประมาณ 166 กิโลเมตร
  2. เส้นทางสมุทรสาคร - สมุทรสงคราม - เพชรบุรี ใช้ถนนพระราม 2 (ทางหลวงหมายเลข35) ซึ่งเริ่มต้นจากทางด่วนเฉลิมนคร เชิงสะพานพระราม 9 ผ่านเขตบางมด ภาษีเจริญ หัวกระบือเอกชัย จนเข้าเขตจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จนบรรจบกับ ถนนเพชรเกษมที่บริเวณแยกวังมะนาว เข้าสู่จังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทาง จนถึงตัวเมืองเพชรบุรี ประมาณ 123 กิโลเมตร

 

ทางรถไฟ มีขบวนรถขึ้น - ล่องผ่านจังหวัดเพชรบุรีวันละประมาณ 24 ขบวน ระยะทาง167 กิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร สามารถขึ้นรถไฟได้ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) และสถานีธนบุรี (บางกอกน้อย) สถานีรถไฟที่สำคัญในเขตจังหวัดเพชรบุรี คือ สถานีเขาย้อย สถานีเพชรบุรี และสถานีชะอำ

ทางอากาศ มีสนามบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากอำเภอชะอำ ประมาณ 20 กิโลเมตร หรือประมาณ 60 กิโลเมตรจากตัวจังหวัดเพชรบุรี

ทางน้ำ ด้วยเรือเดินทะเลจะทำให้สามารถติดต่อกับชายฝั่งทะเลตะวันออก เช่น พัทยาและจังหวัดชลบุรีได้ คาดว่าในอนาคตอันใกล้จะมีบริษัทเอกชนลงทุนในกิจการดังกล่าว ซึ่งจะทำให้จังหวัดเพชรบุรีเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สำคัญอย่างยิ่งในภาคตะวันตก

1. งานพระนครคีรีเมืองเพชร จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันที่ 1 - 10 เมษายน รวม 10วัน 10 คืน เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์เมืองเพชร ตลอดจนเพื่อเผยแพร่สิ่งที่ดีงามในทุกด้านให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การแสดงและสาธิตงานศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแข่งขันวัวเทียมเกวียน เป็นต้น ในช่วงของจัดงานจะมีการประดับไฟบนเขาวัง สวยงามเป็นอย่างมาก

2. ประเพณีวัวลานหรือวัวระดอก การเล่นวัวลานมีวิวัฒนาการมาจากการใช้วัวนวดข้าวเพราะลักษณะลานนวดข้าวเป็นวงกลม วิธีการนวดข้าวนั้น วัวที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลางไม่ต้องใช้กำลังและฝีเท้ามากเพราะอยู่ในช่วงหมุนรอบสั้น แต่วัวตัวที่อยู่นอกสุดอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางมาก ระยะทางที่ต้องหมุนจะยาวกว่าจึงต้องเลือกวัวตัวที่มีกำลังและฝีเท้าดี ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงคิดการเล่นวัวลานขึ้นมาเพื่อความสนุกสนานประกวดว่าวัวของใครจะมีฝีเท้าและกำลังดีกว่ากันและยังมีผลต่อการค้าขายวัวใช้งานอีกด้วยเพราะวัวที่ชนะการเล่นวัวลานจะมีผู้สนใจซื้อในราคาสูง

3. วัวเทียมเกวียน เมืองเพชรบุรีได้จัดให้มีการประกวดวัวเทียมเกวียนขึ้นทุก ๆ ปี ในช่วงของการจัดงานพระนครคีรี - เมืองเพชร เพื่ออนุรักษ์การละเล่นพื้นบ้านและสืบทอดประเพณีชาวบ้านนิยมนำวัวมาประกวดเพราะมีความหมายว่า วัวที่มีความสมบูรณ์จะเป็นเครื่องบ่งบอกถึงฐานะความเป็นอยู่ของผู้เป็นเจ้าของ ลักษณะการประกวดวัวเทียมเกวียนจะประกวดครั้งละ 1 คู่ กล่าวคือ วัวจำนวน 2 ตัวต่อเกวียน 1 เล่ม หรืออาจจะประกวดทั้งสองคู่ก็มี ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม การเดินของวัวในระหว่างที่เดินประกวดจะมีเสาหลักปักไว้เป็นคู่ ๆ วัวเทียมเกวียนจะต้องเดินให้ครบ 3 รอบและห้ามวัวเดินชนเสาหลัก ในระหว่างที่เดินอาจจะมีดนตรีบรรเลงเพื่อความสนุกสนานด้วย

4. ละครชาตรี เป็นละครรำที่เก่าแก่ที่สุด ได้รับวัฒนธรรมจากละครของอินเดีย เข้ามาสู่เมือเพชรบุรี ตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน มีเพียงประวัติว่า หม่อมเมืองซึ่งเป็นหม่อมในรัชกาลที่ 5 เป็นคนเพชรบุรี ด้วยเป็น ผู้มีความสามารถในการละเล่นละครชาตรี จึงมักเล่นถวายหน้าพระที่นั่งทุกครั้งที่เสด็จมาจนได้รับพระราชทานบริเวณ "หน้าพระลาน" เพื่อเป็นที่แสดงละครเป็นประจำต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 มีผู้นำละครนอกมาประสมกับละครชาตรี เรียกว่า ละครเข้าเครื่อง หรือละครชาตรีเครื่องใหญ่ เป็นละครที่รวมศิลปะการร้อง และการรำเข้าด้วยกัน และได้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน

5. ไทยทรงดำ หรือไทยดำ หรือ ไทยโซ่ง หรือ ลาวโซ่ง เป็นชื่อกลุ่มชนเผ่าไทยกลุ่มหนึ่งในท้องถิ่นจังหวัด เพชรบุรี ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในอำเภอเขาย้อย อาชีพหลักของชาวไทยทรงดำ คือทำนาทำไร่ หาของป่า และจับสัตว์ป่า นอกจากนี้ยังมีความสามารถเป็นพิเศษในการจับปลาตามห้วย หนองลำคลอง ส่วนอาชีพรอง คือ อาชีพจักสาน โดยเฉพาะการจักสานหลัก หรือเข่ง ภาษาของชาวไทยทรงดำ มีลักษณะคล้ายกับภาษาไทยอื่นๆ ทั่วไป แต่มีลักษณะเฉพาะในการออกเสียงและศัพท์เฉพาะบางคำและมีอักษรเขียนของตนเองซึ่งปัจจุบันมีผู้อ่านได้น้อยลง ทรงผมเป็นเอกลักษณ์ อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจโดยเฉพาะทรงผมของผู้หญิงมีถึง 8 แบบ แต่ละแบบจะบ่งบอกถึงสถานภาพของสตรีผู้นั้น

6. การแข่งเรือยาว ประเพณีการแข่งขันเรือยาวของจังหวัดเพชรบุรี นิยมเล่นกันตามวัดต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี ตั้งแต่กลางเดือน 11 ถึงกลางเดือน 12 ซึ่งในวันแข่งเรือยาวจะเป็นวันเดียวกับที่เจ้าภาพนำผ้ากฐินทอด ณ วัดนั้น การแข่งเรือจะมีขึ้นในเวลาประมาณเที่ยง แข่งขันเป็นคู่ ๆ เรื่อยไป เรือยาวลำใดชนะก็จะได้รางวัล สมัยก่อนรางวัลไม่กำหนดแน่นอน ส่วนมากจะเป็นผ้าแถบ ผ้าแพรสีต่าง ๆ โดยจะใช้ผูกหัวเรือหรือมอบกับฝีพายหญิงที่นั่งพายคู่อยู่ส่วนหัวเรือ ซึ่งจะมี4 คู่ 5 คู่ หรือมากกว่านั้น หรืออาจเป็นผ้าขาวม้า ซึ่งนิยมมอบให้กับฝีพายผู้ชาย ซึ่งอาจมี 8 คู่ 10คู่ นั่งอยู่ส่วนท้ายเรือ

7. เห่เรือบก เป็นการดัดแปลงจากการเห่เรือน้ำซึ่งเป็นประเพณีดังเดิมของชาวเพชรบุรี การเห่เรือบกเริ่มมากว่า 20 ปี ต่อมาภายหลังจากสร้างเขื่อนเพชรปิดกั้นแม่น้ำเพชรบุรีที่อำเภอท่ายางเป็นผลให้แม่น้ำเพชรบุรี แห้งขอดลง และส่วนตอนกลางแม่น้ำก็ตื้นเขิน ไม่เหมาะแก่การเห่เรือน้ำเหมือนในอดีต ผู้เคยเล่นเรือน้ำจึงคิดดัดแปลงลักษณะของการเห่เรือน้ำมาเล่นบนบก โดยเอาเนื้อร้องและทำนองมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับท่าทางของฝีพายขณะเดินเห่ ผู้เล่นมีทั้งหญิงและชายซึ่งเป็นทั้งฝีพายและลูกคู่ ส่วนเรือที่จำลองจะประดับประดาสวยงามมาก เนื้อความที่ใช้เห่เรือบกจะเริ่มด้วย บทไหว้ครูบทเกริ่น บทเกี้ยวพาราสี บทชมนกชมไม้ มีข้อสังเกตว่าไม่มีบทว่าโต้ตอบกัน ต้นเสียงจะเห่บทเพลงไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาก็จะเห่บทอำลาและอวยพรให้ผู้ชม

8. การละเล่นหนังตะลุง ได้รับอิทธิพลจากภาคใต้แถบจังหวัดพัทลุง เมื่อประมาณ 100กว่าปีมาแล้ว การแสดงหนังตะลุงของจังหวัดเพชรบุรี ยังคงรักษาแบบแผนการแสดงหนังตะลุงเหมือนทุกคณะก่อนแสดงจะมีโหมโรงจับลิงหัวค่ำ (แสดงเรื่องสั้นก่อนไหว้ครู) ออกรูปฤาษี แล้วจึงแสดงเรื่องใหญ่ เรื่องที่ใช้แสดงส่วนมาก เป็นเรื่องรามเกียรติ์ มโนรา เป็นต้น เวลาที่ใช้แสดงเริ่มตั้งแต่เวลา 3 ทุ่มเดิมการแสดงหนังตะลุงมักนิยมแสดงในงานสมโภช งานที่ต้องการความสนุกสนานครึกครื้นเป็นพิเศษหรือจัดเป็นมหกรรมการแสดงหนังตะลุง แต่ปัจจุบันมักใช้แสดงในการแก้บนเป็นส่วนใหญ่

9. ประเพณีสลากภัต เป็นประเพณีการถวายข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์ ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี ในพื้นที่ระหว่างอำเภอเมืองเพชรบุรี และอำเภอบ้านลาด การถวายสลากภัตมักจะจัดในระหว่างเดือน 8 - เดือน 10 ซึ่งเป็นฤดูฝนพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาเป็นเวลา 3เดือน บางครั้งไม่สามารถออกไปบิณฑบาตได้ ประชาชนจึงนำของแห้ง เช่น ข้าวสาร น้ำปลา ขนม นมเนย ที่สามารถเก็บไว้ได้นาน จัดใส่หาบไปถวายแต่การถวายนั้นเป็นไปตามศรัทธา บางคนจัดดีมีของมาก บางคนก็จัดน้อยไม่เสมอกัน จึงใช้วิธีให้พระสงฆ์จับสลาก (ฉลาก) เมื่อจับฉลากตรงกับหมายเลขใด เจ้าของหาบฉลากก็หาบไปถวายแด่พระภิกษุรูปนั้น ปัจจุบันวัดที่ยังคงรักษาขนมธรรมเนียมนี้ไว้ได้แก่ วัดโพธิ์กรุ วัดเขาน้อย วัดหนองกาทอง วัดหนองแก วัดบ่อบุญ วัดโพธิ์ลอย วัดโพธิ์เรียง วัดจันทาราม วัดดอนหว้า วัดดอนกอก วัดหัวนา วัดวังบัว วัดหนองจอก เป็นต้น

10. ประเพณีเวียนศาลา เป็นประเพณีของชาวกระเหรี่ยงแถบอำเภอหนองหญ้าปล้อง และแก่งกระจานที่ปฏิบัติมานานในปีหนึ่งๆ จะเวียนศาลา 2 ครั้ง คือ วันแรม 8 ค่ำ เดือน 5 ของทุกๆ ปีโดยจะนำดอกไม้สดมาร้อยด้วยมือเป็นมาลัยซึ่งมีลักษณะคล้ายการเวียนเทียนของชาวไทย จะประกอบไปด้วย ธูปเทียน ดอกไม้และนัดกันมาเวียนศาลาในเวลากลางคืน จะทำกันที่ศาลาวัดเก่าครั้งโบราณประจำหมู่บ้าน เป็นความเชื่อว่าเมื่อเวียนศาลาแล้วจะมีความสุขความเจริญ เป็นการบูชาและทำความเคารพดวงวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วที่ที่มาสิงสถิตอยู่ ณ ศาลา (ในหมู่บ้านของชาวกระเหรี่ยงต้องมรศาลาทุกหมู่บ้าน)

11. ประเพณีข้าวกระเหรี่ยง เป็นประเพณีที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกระเหรี่ยงอำเภอหนองหญ้าปล้อง และอำเภอแก่งกระจาน เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ลูกหลาน ญาติๆ กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันในครอบครัว โดยมีการผูกแขนเรียกขวัญ และกินข้าวห่อกระเหรี่ยง โดยกำหนดพิธีกรรมในวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี การกำหนดวันประเพณีขึ้นอยู่แต่ละหมู่บ้านกำหนดกันเอง ช่วงเวลาที่ทำพิธีกรรมมี 2 วัน

12. ประเพณีการแห่เรือองค์ คือประเพณีการทอดกฐินหรือทอดผ้าป่าทางน้ำ ที่พุทธศาสนิกชนชาวเมืองเพชรได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาซึ่งจะจัดในช่วงเทศกาลกฐิน ประมาณเดือน 11และเดือน 12อันเป็นระยะเวลาที่น้ำหลาก และมักมีการแข่งเรือยาวประเพรีควบคู่กันไปด้วย

13. ประเพณีงานปีผีมด เป็นประเพณีพื้นบ้านของชาวเมืองเพชร เพื่อเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษผีบ้านผีเรือนและพระภูมิเจ้าที่ เป็นความเชื่อที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษซึ่งเชื่อกันว่าถ้าผู้ใดประกอบพิธีแล้ว จะทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ครอบครัวจะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่เจ็บป่วย มีความเจริญก้าวหน้า ทำมาค้าขึ้น แต่ถ้าไม่ทำแล้วจะส่งผลให้คนในครอบครัวเจ็บป่วย หรือทำมาหากินไม่ขึ้นประเพณีนี้กระทำกันในเดือน 4 -7 ยกเว้นเดือน 5 และในระหว่างเข้าพรรษา ระยะเวลาที่จะกระทำแต่ละครั้งนั้นต้องแล้วแต่เจ้าของงานปีผีมดที่มารับการเซ่นไหว้ คือเจ้าพ่อโหราม และเจ้าพ่อหงส์ทอง จะกำหนดให้โดยผ่านคนทรง ว่าครอบครัวนั้นๆ ควรจะจัดงานเมื่อไหร่ เช่น 3 ปี,5 ปี,7 ปี หรือ 9 ปีต่อครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าภาพด้วย และในชั่วชีวิตเจ้าภาพคนหนึ่งจะจัดงานปีผีมดเพียง 3 ครั้งเท่านั้น เมื่อครบแล้วไม่ต้องจัดอีกตลอดชีวิต แต่จะให้ผู้สืบสันดานรับช่วงปฏิบัติต่อไป โดยมีความเชื่อว่า ถ้าบุคคลใดรับช่วงงานปีผีมดไปแล้วละเลยไม่ปฏิบัติจะทำให้เจ็บป่วยอย่างหนัก หรือถ้าบุคคลใดยังไม่พร้อมที่จะจัดงานเมื่อถึงกำหนดก็จะต้องไปขอผัดผ่อนต่อเจ้าโหราม และเจ้าหงส์ทองโดยผ่านคนทรง

14. การละเล่นเพลงปรบไก่ เป็นการละเล่นที่สืบทอดกันมา ราว 150 ปี โดยเริ่มแรกมีการเล่นในกรุงเก่า ครั้นเสียกรุงครั้งที่ 2 แล้ว เมื่อว่างจากการทำนาทำไร่ ก็ยังคงมีการเล่นเพลงปรบไก่และเพลงต่างๆกันอยู่ตามงานเทศกาลประเพณี เพลงปรบไก่นี้ เป็นเพลงพื้นเมืองของเพชรบุรี ที่นับวันจะหาดูได้ยาก ปัจจุบันยังมีที่บ้านดอนข่อย ตำบลลาดโพธิ์ อำเภอบ้านลาด เล่นเป็นประจำทุกปี

15. ประเพณีสารทลาวเวียง เป็นประเพณีของชาวไทย เชื้อสายลาวเวียง ตำบลสระพังอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี จัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี เพื่อให้พี่น้องลูกหลานที่ไปทำมาหากินต่างถิ่นกลับมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันนี้ ชาวลาวเวียงจะแต่งกายด้วยเสื้อผ่าที่สวยงามแบบชาวลาวเวียง โดยเริ่มพิธีตั้งแต่เวลาประมาณ 09.00 น. จะนำสำรับอาหารคาว หวานที่เรียกว่า "พาเวน" โดยจะมีอาหารคาว 2-3 อย่าง อาหารหวานจำพวกขนมหม้อแกง ทองหยิบ ทองหยอด และผลไม้ต่าง ๆ และที่ขาดไม่ได้ คือ กระยาสารท โดยนำอาหารมาถวายเพลที่วัด เจ้าของพาเวนจะต้องจุดเทียนไว้ที่พาเวนของตน เมื่อพระสงฆ์ ญาติ โยมทั้งหลายจะนำห่อข้าวน้อย เป็นห่อข้าวที่ทำเป็นคู่ ๆ ข้างในจะมีข้าวปลาอาหาร นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ โดยมีความเชื่อว่าเป็นการทำบุญให้กับผีที่ไม่มีญาติ

16. ประเพณีใต้ดอกไม้ เป็นประเพณีของชาวไทยเชื้อสายลาวเวียง หมู่บ้านสระพัง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ได้สูญหายไปเกือบ 30 ปี แล้วได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยพระครูวิธาณปุญญาวัฒน จิรปุญโญ เจ้าอาวาสวัดสระพัง คุณฉวี ใจภักดี ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลคนแรก และคณะกรรมการหมู่บ้าน ตามตำนานทางพุทธศาสนากล่าวไว้ว่าในระหว่างฤดูเข้าพรรษาพระพุทธเจ้าได้เสด็จขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อแสดงธรรมให้พระมารดาฟัง เมื่อเสร็จกิจแล้วได้เสด็จกลับสู่โลกมนุษย์และได้รับการต้อนรับจากพสกนิกรทั่วไป เพื่อเป็นการระลึกถึงวันนี้ในพุทธกาล ชาวลาวเวียงจึงได้จัดงานประเพณี "ไต้ดอกไม้ " ในเวลากลางคืน มีกำหนด 3 วัน คือ ขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 11ในช่วงออกพรรษา เพื่อเฉลิมฉลองด้วยการบูชาด้วย ธูป เทียน ดอกไม้ เครื่องสักการะต่าง ๆ และเป็นงานรื่นเริง มีการฟ้อนรำของชาวลาวเวียงด้วย เพื่อให้ชาวลาวเวียงได้เห็นคุณค่าความสำคัญของประเพณีและสืบทอดต่อไป

เอกลักษณ์ของท้องถิ่น

1. เขาวัง ในสมัยโบราณนิยมเรียกกันว่า "เขาสมน" ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพระนครคีรีซึ่งเป็นพระราชวังบนเขาสูง นับเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเพชรบุรีเช่นเดียวกับต้นตาลโตนด กล่าวได้ว่าหากมีโอกาสมาเมืองเพชรบุรีแล้วไม่ได้ขึ้นเขาวัง ก็ดูเหมือนยังมาไม่ถึงเมืองเพชรบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯมาที่เมืองเพชรบุรีและทรงพอพระราชหฤทัยกับธรรมชาติบนเขาแห่งนี้ จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชวังขึ้นเพื่อเป็นที่สำหรับแปรพระราชฐานมาประทับพักผ่อน ในครั้งนั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นแม่กองในการก่อสร้าง และเมื่อสำเร็จแล้วโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า " พระราชวังพระนครคีรี" ส่วนเขาลูกนี้ก็พระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า "เขามหาสวรรค์"

2. ต้นตาล จังหวัดเพชรบุรีมีต้นตาลมากที่สุดในประเทศไทย ดังปรากฏหลักฐานจาก"นิราศเมืองเพชรบุรี" ของสุนทรภู่ ความตอนหนึ่งว่า "ทุกประเทศเขตแคว้นแดนพริบพรี เหมือนจะชี้ไปไม่พ้นแต่ต้นตาล"" ด้วยเหตุนี้ ต้นตาลจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเพชรบุรี คู่กับเขาวัง หรือพระนครคีรี ปรากฏเป็นตราและธงประจำจังหวัดเพชรบุรี สืบมาจนถึงทุกวันนี้ต้นตาลเมืองเพชรบุรีให้ผลผลิตน้ำตาลโตนดที่ดีที่สุดมาตั้งแต่สมัยโบราณตราบจนถึงปัจจุบัน จึงมีชื่อเสียงติดปากคนทั่วไปว่า "น้ำตาลเพชรบุรี" เพราะมีรสหวาน หอมอร่อย รสชาติกลมกล่อมชวนรับประทาน จนเป็นที่มาของคำว่า "หวานเหมือนน้ำตาลเมืองเพชร" โดยทั่วไปตามชนบทชาวนาจะปลูกข้าวและทำตาลควบคู่กันไป ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกต้นตาลไว้บริเวณคันนา บริเวณที่มีต้นตาลมากที่สุดของจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ ท้องทุ่งตำบล หนองไม้เหลือง ตำบลโตนดหลาย ตำบลไร่ส้ม ตำบลโรงเข้ เป็นต้น ในท้องที่เหล่านี้เมื่อมองผ่านต้นตาลจะมองไม่เห็นท้องฟ้า อีกด้านหนึ่ง แต่ปัจจุบันเนื่องจากมีการทำนา 2 ครั้ง เป็นผลให้ต้นตาลปรับสภาพไม่ทันเพราะพื้นที่มีน้ำมากเกินไปเนื่องจากกลายเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ต้นตาลไม่ได้พักตัวที่เรียกว่า"แต่งตัว" ในที่สุดก็ต้องยืนตายภายในเวลาไม่นาน ปัจจุบันจำนวนต้นตาลจึงลดลงบ้างจังหวัดเพชรบุรีได้ยื่นคำขอจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สำหรับน้ำตาลโตนดเมืองเพชรตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2551 ซึ่งจะได้รับการประกาศโฆษณา เพื่อรับขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เร็ว ๆ นี้นอกจากนี้ จังหวัดเพชรบุรีได้มีการส่งเสริมให้ปลูกตาลโตนดเป็นสวนหรือเข้าแถว เพื่อง่ายต่อการเก็บผลผลิตและเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้มีการแปรรูปน้ำตาลโตนดปึกเป็นน้ำตาลโตนดผงบรรจุซอง ซึ่งเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสร้างสรรค์ (Creative Economy)

3. ชมพู่เพชรสายรุ้ง เป็นผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งชาวเพชรบุรีมีความภาคภูมิใจโดยเฉพาะรสชาติที่หวานกรอบ อร่อย แตกต่างไปจากชมพู่พันธุ์อื่น ๆ หรือแม้แต่จะนำพันธุ์ของชมพู่เพชรไปปลูกที่อื่นคุณภาพก็จะไม่ดีเท่ากับปลูกที่เมืองเพชรบุรี ดังนั้นการปลูกชมพู่เพชรจึงทำรายได้ให้แก่เกษตรกรจำนวนมากความเป็นมาของการปลูกชมพู่เพชรนั้น ปรากฏเรื่องเล่าต่อกันมาว่านายหรั่ง แซ่โค้ว เกิดเมื่อปี พ.ศ.2358 ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำเมืองเพชรบุรี ฝั่งตรงข้ามวัดขุนตรา ซึ่งเดิมเรียกกันว่า "บ้านสะพานยายนม" นายหรั่ง มีอาชีพค้าน้ำตาลทางเรือระหว่างจังหวัดเพชรบุรี -กรุงเทพฯ ต่อมานายหรั่งได้นำกิ่งตอนพันธุ์ชมพู่เพชรมา 3 กิ่ง ไม่ปรากฏว่ามาจากสวนแห่งใด ชมพู่เพชรทั้ง 3 กิ่งนี้ เป็นชมพู่เพชรรุ่นแรกที่นำมาปลูกในบริเวณแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งริมน้ำมีดินดี มีความร่วนซุยน้ำท่วมถึง มีปุ๋ยและอินทรีย์วัตถุอุดมสมบูรณ์ที่เรียกว่า "น้ำไหลทรายมูล" มาทับถมอยู่ไม่ขาด เหตุนี้ชมพู่เพชรจึงเจริญเติบโตงอกงามให้ผลดี สีสวยและมีรสชาติอร่อย แตกต่างไปจากชมพู่เขียวที่มีอยู่เดิม ต่อมามีผู้ขอขยายพันธุ์ชมพู่เพชรไปปลูกบ้างแต่เจ้าของไม่ประสงค์จะให้ขยายกิ่งพันธุ์ชมพู่เพชรไปปลูกแพร่หลายดังนั้นในระยะแรกชมพู่เพชรทั้งสามต้น จึงยังไม่ได้แพร่พันธุ์ไปปลูกในที่แห่งใด อย่างไรก็ตาม ต่อมาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 ได้มีการขยายตอนกิ่งชมพู่เพชรออกจำหน่ายให้กับคนที่ต้องการในราคาประมาณกิ่งละ 200 - 250 บาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่แพงมากในสมัยนั้น และภายหลังจาก พ.ศ.2500 เป็นต้นมา กิ่งชมพู่เพชรก็เป็นที่แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ของจังหวัดเพชรบุรี สำหรับการใช้ชื่อชมพู่เพชร ต้องเป็นพันธุ์เพชรสายรุ้ง เท่านั้น ไม่ใช้กับชมพู่สายพันธุ์อื่นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 เนื่องจากจังหวัดเพชรบุรีได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สินค้าชมพู่เพชรสายรุ้ง และกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกประกาศโฆษณาการรับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้ว ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2553 เพื่อป้องกันการแอบอ้างหลอกลวงผู้บริโภคให้สับสนหรือหลงผิดในสินค้า และรักษาชื่อเสียงสินค้าเพชรสายรุ้ง ของจังหวัดเพชรบุรีไว้ และจังหวัดเพชรบุรีได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 เรื่อง การปิดป้ายชื่อสินค้าและราคาจำหน่ายชมพู่เพชรสายรุ้ง โดยขอความร่วมมือผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย ปิดป้ายชื่อสินค้าและราคาจำหน่ายชมพู่เพชรให้ชัดเจนด้วย

4. แม่น้ำเพชรบุรี หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า "น้ำเพชร" เป็นธรรมชาติมีต้นน้ำจากทิวเขาตะนาวศรีซึ่งแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศสหภาพพม่า ไหลผ่านพื้นที่ในเขตอำเภอท่ายางอำเภอบ้านลาด วัดท่าไชย อำเภอเมืองเพชรบุรี และลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่อำเภอ บ้านแหลมทางด้านทิศเหนือของจังหวัด น้ำเพชร มีความสำคัญในฐานะที่เป็นศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ฯลฯ ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เป็นน้ำเสวยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ 4 สืบมา จนกระทั่งยกเลิกไปใน พ.ศ.2465 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในอดีตกล่าวกันว่า น้ำเพชรมีรสอร่อย ใสสะอาด และจืดสนิท จึงถือได้ว่าน้ำเพชรเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเพชรบุรีอีกประการที่หนึ่งที่ชาวเพชรบุรีภาคภูมิใจ

หาดเจ้าสำราญ

chaosamran-beach

 

เป็นชายหาดที่เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากตั้งแต่สมัยโบราณ ตามประวัติเล่ากันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยเสด็จมาที่นี่พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงพอพระราชหฤทัยในความงามของหาดแห่งนี้มาก ทรงประทับแรมอยู่หลายวัน จนกระทั่งชาวบ้านเรียกหาดนี้ว่า หาดเจ้าสำราญ

ถ้ำเขาหลวง

buddhas

อยู่บนเขาหลวง ห่างจากเขาวังประมาณ 2 กิโลเมตร จากเชิงเขามีบันไดคอนกรีตนำสู่ทางลงถ้ำ มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ภายในมีปล่องที่แสงอาทิตย์สามารถส่องเข้ามาภายในถ้ำได้ทำให้สวยงามยิ่งขึ้น ถ้ำเขาหลวงถือเป็นถ้ำใหญ่และสำคัญที่สุดในเมืองเพชร ภายในถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์อันสำคัญยิ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเคยเสด็จประพาสมาและทรงโปรดถ้ำแห่งนี้มาก ทั้งยังทรงบูรณะพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีมาแต่โบราณภายในถ้ำนี้หลายองค์ด้วยกัน และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างบันไดหินลงไปในถ้ำ

พระรามราชนิเวศน์ หรือ "พระราชวังบ้านปืน"

banpuen-palace

ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านหม้อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อเป็นพระราชนิเวศน์สำหรับประทับแรมในฤดูฝน ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่จากราษฎร และให้จอมพลเรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต กับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นแม่กองจัดการก่อสร้าง สร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรป ออกแบบโดยมิสเตอร์คาล เดอริง ชาวเยอรมัน เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2452 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2459 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า พระที่นั่งศรเพ็ชรปราสาท และทรงเปลี่ยนเป็นพระรามราชนิเวศน์ ปี พ.ศ. 2461 ใช้เป็นที่รับรองแขกเมือง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนผู้กำกับลูกเสือ โรงเรียนฝึกหัดครูเกษตรกรรม โรงเรียนประชาบาลประจำตำบล

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง)

kao wang entrance

เป็นโบราณสถานเก่าแก่คู่เมืองเพชรบุรี ตั้งอยู่บนยอดเขาใหญ่ 3 ยอด แต่เดิมชาวบ้านเรียกภูเขานี้ว่า "เขาสมน" พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพอพระราชหฤทัยที่จะสร้างพระราชวังสำหรับเสด็จแปรพระราชฐานขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระสมุหกลาโหมเป็นแม่กองก่อสร้าง จนสำเร็จเรียบร้อยเมื่อปี พ.ศ. 2403 ทรงพระราชทานนามว่าพระนครคีรี แต่ชาวเมืองเพชรเรียกกันติดปากว่าเขาวัง สืบมาจนบัดนี้ พระนครคีรีมีพระที่นั่ง พระตำหนัก วัด และกลุ่มอาคารต่าง ๆ มากมาย ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนิโอคลาสสิคผสมสถาปัตยกรรมจีน ตั้งอยู่บนยอดเขาใหญ่ๆ 3 ยอดด้วยกัน

สหกรณ์หุบกระพง

sm-hoobkapong010

ซึ่งอยู่ในตำบลเขาใหญ่ เขตอำเภอชะอำ แต่เดิมมีสภาพแห้งแล้ง จนในปี พ.ศ.2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ ที่จะช่วย เหลือเกษตรกรในนิคมเขื่อนเพชร โครงการพัฒนาชนบท "หุบกระพง" ตามพระราชประสงค์ จึงได้เริ่มขึ้น ในปี พ.ศ. 2507 โดยมีประเทศอิสราเอลให้ความช่วยเหลือ โครงการนี้ชื่อว่า "โครงการไทย-อิสราเอล" ได้มีการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกพืฃผลต่าง ๆ ตามความต้องการของตลาด มีการแนะนำให้เกษตรกร รู้จักการปลูกพืชตามหลักวิชาการ และมีการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง นักท่องเที่ยวสามารถ ซื้อผลิตผลทางการเกษตรได้ที่ ตลาดหน้าศูนย์สาธิต รวมทั้งสามารถซื้อสินค้าในโครงการศิลปาชีพ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากป่านศรนารายณ์

 

ถ้ำเขาย้อย

entrance

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาย้อย ภายในถ้ำนี้มีพระพุทธรูปใหญ่น้อยหลายปางประดิษฐานอยู่ คล้ายกับถ้ำเขาหลวงและวัดถ้ำเขาบันไดอิฐที่อยู่ในเขตอำเภอเมืองเพชรบุรี ตามประวัติเล่าว่าพระพุทธรูปเหล่านี้มีมานานแล้ว ต่อมาพระครูอ่อนวัดท้ายตลาดมาบูรณะใหม่

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

terrace

ตั้งอยู่ในบริเวณค่ายพระรามหก ตำบลห้วยทรายเหนือ เป็นพระตำหนักที่ประทับริมทะเล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รื้อพระตำหนักหาดเจ้าสำราญมาปลูกขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2466 ได้รับขนานนามว่า "พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง" ลักษณะเป็นพระตำหนักแบบไทยผสมยุโรป เป็นอาคารไม้ใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้สักทอง พระตำหนักฝ่ายในอยู่ปีกขวา ทางปีกซ้ายเป็นส่วนของฝ่ายหน้า ประกอบด้วยพระที่นั่งสามองค์เชื่อมต่อถึงกันโดยตลอด พระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรชายา พระที่นั่งพิศาลสาครเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอาคารข้าราชบริพารฝ่ายหน้าเป็นบริวารหลายหลัง และมีแนวระเบียงยื่นลงสู่ทะเลเป็นที่ลงสรงน้ำ และพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นอาคารโถงสองชั้นเปิดโล่งใช้เป็นที่ประชุมในโอกาสต่าง ๆ

หาดชะอำ

haad-cha-am

อยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรี 41 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าชายหาด ระยะทาง 2 กิโลเมตร เป็นชายหาดที่สวยงามและมีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี เดิมชะอำเป็นเพียงตำบลหนึ่งขึ้นอยู่กับอำเภอหนองจอก แต่ภายหลังที่หัวหินมีชื่อเสียง ที่ดินแถบชายทะเลถูกจับจองหมด เจ้านายชั้นผู้ใหญ่สมัยนั้นจึงพยายามหาสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ โดยการนำของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และได้พบว่าหาดชะอำเป็นชายหาดที่สวยงามไม่แพ้หัวหิน ชะอำจึงเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นมา ชะอำได้รับการพัฒนาเจริญเติบโตขึ้น และยกฐานะเป็นอำเภอ

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

kaengkrchan-view3

เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายในอุทยานฯ นี้ มีจุดที่น่าสนใจหลายแห่ง ทั้งที่เป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ประมาณ 45 ตารางกิโลเมตร และความสงบในท่ามกลาง ความงดงามของหินผา บริเวณป่าสนเขาธรรมชาติเป็นจุดชมวิวที่สร้างความประทับใจสำหรับคนที่รัก ธรรมชาติมานักต่อนักแล้ว

แหลมหลวง

มีลักษณะเป็นปลายแหลมของหาดทราย ยื่นยาวออกไปในทะเลประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นชายทะเลภาคใต้แห่งเดียวที่สามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เป็นแหลมทรายที่ยาวที่สุดของประเทศ ได้ชื่อว่าเป็นทรายเม็ดแรกของอ่าวไทย ตั้งอยู่ในตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม ห่างจาก ตัวเมืองเพชรบุรีไป 15 กิโลเมตร บนเส้นทางเดียวกับหาดเจ้าสำราญ โดยแยกซ้ายก่อนถึงหาดเจ้าสำราญเล็กน้อย

คอกระออม

เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เป็นที่พักผ่อนของชุมชนริมแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณสะพานข้าม แม่น้ำหน้าเขื่อนเพชร เหมาะสำหรับพาครอบครัว และเพื่อนฝูง ไปนั่งพักผ่อนเด็ก ๆ สามารถเล่นห่วงยางในแม่น้ำได้อย่างปลอดภัย เพราะน้ำตื้น

น้ำตกแม่กระดังลา

เป็นน้ำตกที่มีความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ มีน้ำตลอดทั้งปี การเดินทางเข้า เที่ยวชมสะดวก ห่างจากเส้นทางหลัก (เพชรเกษม) ประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งใช้เส้นทางเดียวกันกับน้ำพุร้อนหนองหญ้าปล้อง ระยะทางเลยน้ำพุร้อนไป 7 กิโลเมตร ถ้าเดินทางหน้าฝน ต้องใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ เนื่องจากเส้นทางมีน้ำไหลผ่านถนนเป็นระยะ ๆ

อุทยานสวรรค์แก่งกระจาน

เป็นอุทยานทางศาสนา ประกอบด้วย ปฏิมากรรมปูนปั้นพระพุทธรูปปรางค์ต่างๆ โดยเฉพาะองค์เจ้าแม่กวนอิมปางพันมือ ซึ่งแกะสลักจากไม้ ซึ่งเป็นไม้มีกลิ่นหอมจากเมืองจีนและเป็นปรางค์แกะจากไม้หอมใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งมีประวัติการจุติขององค์พระโพธิสัตว์ อีกหลายพระองค์ ซึ่งมีแสดงไว้ในอุทยาน

วัดเขาบันไดอิฐ

DSC047931

อยู่ห่างจากเขาวังประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียง มาตั้งแต่สมัยอยุธยา บนเขาบันไดอิฐมีถ้ำเล็กใหญ่หลายคูหาอยู่ลึกลงไปใต้เขา ได้แก่ ถ้ำประทุน ถ้ำพระเจ้าเสือ และถ้ำ พระพุทธไสยาสน์ เป็นต้น

วัดกำแพงแลง

pic4

วัดนี้เดิมเป็นเทวสถานในสมัยขอมสร้างตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ เทวสถานที่สร้างขึ้นเดิมมีปรางค์ 5 หลัง ทำด้วยศิลาแลง ปัจจุบันเหลือเพียง 4 หลัง ต่อมาเมื่ออิทธิพลของศาสนาพุทธแผ่ขยาย เข้ามา จึงได้แปลงเทวสถานแห่งนี้เป็นศาสนาสถานในพุทธศาสนา

วัดท่าไชยศิริ

เป็นวัดตั้งแต่สมัยอยุธยาเรียกกันว่า "วัดใต้" ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี น้ำตรงบริเวณ ท่าน้ำของวัดนี้เชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ และเป็นน้ำที่นำไปใช้ประกอบพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี

วัดมหาธาตุวรวิหาร

buddha

เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเพชรบุรี มีการแบ่งเขตพุทธวาสออกจาก สังฆวาส ภายในวัดมีพระปรางค์ห้ายอดซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะเป็นพระเจดีย์ห้ายอดเช่นเดียวกับที่เมืองนครศรีธรรมราช แล้วมาดัดแปลงเป็นพระปรางค์ในสมัยหลัง ที่น่าสนใจคือมีภาพปูนปั้น ซึ่งเป็นฝีมือช่างเมืองเพชร ที่หาดูได้ยาก

วัดใหญ่สุวรรณาราม

sala

เป็นวัดเก่าแก่มีศาลาการเปรียญเป็นศาลาหลังยาวเสาแปดเหลี่ยม ประตูจำหลักไม้ลายก้านขดปิดทอง ในพระอุโบสถมีรูปหล่อของสมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) ซึ่งเป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดนี้ ประดิษฐานไว้ที่หน้าพระประธาน

วัดกุฏิ

wooden-art

ตั้งอยู่ที่ตำบลบางเค็ม ตามทางหลวงหมายเลข 4 ก่อนถึงทางเข้าที่ว่าการอำเภอเขาย้อย 6 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดเพชรบุรี สร้างในสมัยอยุธยา พระอุโบสถสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง รอบพระอุโบสถด้านนอกสลักเป็นเรื่องทศชาติ มหาชาติ และไซอิ๋ว หน้าบันโบสถ์ทิศตะวันออก แกะสลักเป็นเหรียญตรามงกุฎ สมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนด้านหลังทางทิศตะวันตก แกะสลักเป็นรูปเหรียญกษาปณ์ ราคา 1 บาท พร้อมตราแผ่นดินรัชกาลที่ 5 บานประตูเป็นลายเถาทะลุโปร่ง แกะสลักลายลึก ฝีมือประณีตด้วยฝีมือช่างชั้นครู

วัดเขาตะเครา

เป็นวัดอยู่ในอำเภอบ้านแหลมเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสูง 29 นิ้ว หน้าตักกว้าง 21 นิ้ว เรียกกันว่า "หลวงพ่อเขาตะเครา"

วัดสระบัว

เป็นวัดตั้งอยู่เชิงเขาวังด้านตรงข้ามกับวิหารพระพุทธไสยาสน์

วัดเกาะแก้วสุทธาราม

เป็นวัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีธรรมาสน์ที่เป็นงานไม้แกะสลักชั้นเยี่ยมที่ฝีมือละเอียดประณีตงดงาม

วัดไผ่ล้อม

ปัจจุบันเป็นวัดร้าง ตั้งอยู่ใกล้กับเรือนจำจังหวัดเพชรบุรี เหลือเพียงพระอุโบสถที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ

เว็บไซต์วิกิพีเดีย 

จังหวัดเพชรบุรี - วิกิพีเดีย

ต้นไม้ประจำจังหวัด  BIOGANG

สภาพทางภูมิศาสตร์ 

การปกครอง 

สภาพทางสังคม

จำนวนประชากร

โครงสร้างพื้นฐาน

ประเพณีและวัฒนธรรม

เว็บไซต์จังหวัดเพชรบุรี

:.: จังหวัดเพชรบุรี ยินดีต้อนรับ :.:

www.phetchaburi.go.th/data/dataphet_55.pdf

การเลือกตั้ง

http://nongkhai108.fix.gs/index.php?topic=433.msg736#msg736 

กลุ่ม 40 ส.ว. - วิกิพีเดีย

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

ข้อมูลแรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สถิติพื้นฐานที่เป็นอนุกรมเวลา) สถิติประชากร ลูกจ้าง การว่างงาน สาเหตุการตาย

ประวัติศาสตร์

ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ

จังหวัดเพชรบุรี

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ตราสัญลักษณ์

แผนที่ที่ตั้งและการแบ่งเขตการปกครอง

ไฟล์:Seal Phetchaburi.png - วิกิพีเดีย 

ต้นหว้า 

kasetporpeang.com

panmai.com

แผนที่อาณาเขต

::THAIENERGYDATA::  

สถานที่ท่องเที่ยว

เพชรบุรี ที่พัก ท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ชะอำ หาดปึกเตียน


  

 

JoomSpirit