สมุทรปราการ

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดสมุทรปราการ

Seal Samut Prakan

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดสมุทรปราการ

คำขวัญประจำจังหวัด

ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

21-1 2-11 3-5
รูปที่ 2 ต้นโพทะเล รูปที่ 3 ดอกโพทะเล รูปที่ 4 ดอกดาวเรือง

 

จังหวัดสมุทรปราการ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดย พระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดนครนายก พุทธศักราช 2489 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2489

ประวัติศาสตร์เมืองสมุทรปราการ มีความเกี่ยวข้องกับเมืองพระประแดง และเมืองนครเขื่อนขันธ์ เพราะเมืองสมุทรปราการตั้งขึ้นในสมัยอยุธยา แต่เมืองพระประแดงเดิมนั้นขอมได้ตั้งขึ้นในสมัยขอม มีอำนาจครอบครองบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสมัยนั้นทะเลยังลึกเข้ามามากจนจรดเขตทางใต้ของกรุงเทพ ฯ ขอมเรียกว่า ปากน้ำพระประแดง

เมื่อตั้งเมืองที่ปากน้ำก็เรียกว่า เมืองพระประแดงในหนังสือเรื่องภูมิสาสตร์สยามของกรมตำรากระทรวงธรรมการ กล่าวถึงประวัติเมืองพระประแดงไว้ว่า เดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำพระประแดงฝั่งซ้ายคือ ฝั่งตะวันออกแถวศาลพระประแดงทุกวันนี้

เมืองนี้เป็นเมืองปากน้ำตั้งแต่ครั้งขอมเป็นใหญ่ มีกำแพงเมืองเป็นหลักฐาน เพิ่งมารื้อเสียเมื่อแผ่นดินงอก ทำให้ทะเลห่างออกไปทุกที จึงตั้งเมืองสมุทรปราการเป็นเมืองปากน้ำ ที่ตำบลบางเจ้าพระยา เรียกว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยา แต่เมืองพระประแดง ก็คงเป็นเมืองอยู่ระหว่างเมืองสมุทรปราการ กับเมืองธนบุรี

ต่อมามีแผ่นดินงอกออกไป เมืองพระประแดงห่างจากปากน้ำเข้าทุกที จึงมีการโยกย้ายตั้งเมืองปากน้ำขึ้นใหม่ เพื่อความเหมาะสม จึงมีทั้งเมืองสมุทรปราการ และเมืองพระประแดงในสมัยอยุธยา ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ความจำเป็นทางการเมือง และความปลอดภัยของประเทศชาติมีมากขึ้น จึงได้ตั้งเมืองนครเขื่อนขันธ์ ปัจจุบันเป็นอำเภอพระประแดง กล่าวได้ว่าจังหวัดสมุทรปราการ หรือเมืองปากน้ำ มีประวัติและอาณาเขตของเมือง สามเมืองรวมกันคือ เมืองพระประแดง เมืองนครเขื่อนขันธ์ และเมืองสมุทรปราการ

การที่ชอบขนานนามเมืองหน้าด่านว่าพระประแดง เพราะคำว่าประแดง หรือบาแดงแปลว่า คนเดินหมาย คนนำข่าวสารหมายความว่า เมืองพระประแดง เป็นเมืองหน้าด่าน มีหน้าที่ต้องแจ้งข่าวสารไปให้ราชธานีที่ขอมตั้งไว้ที่ลพบุรี (ละโว้)

ต่อมาในปี พ.ศ.1893 พระเจ้าอู่ทองได้ทรงอพยพผู้คนมาสร้างพระนครขึ้นใหม่ที่ริมหนองโสนขนานนามว่า กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ประกาศเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัย ได้ยกทัพไปตีเขมรได้นครธมอันเป็นนครหลวงของเขมร และดินแดนทางตะวันตกของเขมรทั้งหมด ส่วนหัวเมืองฝ่ายใต้ อันเป็นอาณาเขตของกรุงสุโขทัยเดิม ก็ได้มาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด ตั้งแต่เมืองราชบุรี เพชรบุรี ลงไปตลอดแหลมมะลายู ทางทิศเหนือได้เมืองลพบุรี ซึ่งติดต่อกับอาณาเขตสุโขทัย พระเจ้าอู่ทองได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองหน้าด่านทั้งสี่ทิศคือ ทิศเหนือเมืองลพบุรี ทิศตะวันออกเมืองนครนายก ทิศตะวันตกเมืองสุพรรณบุรี และทิศใต้เมืองพระประแดง

เมืองหน้าด่านเหล่านี้ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างป้อมปราการมั่นคงแข็งแรงทุกเมือง แต่เมื่อมาถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ เมื่อปี พ.ศ.2019 เกิดสงครามช้างเผือก ระหว่างไทยกับพม่า ทางกรุงศรีอยุธยายกทัพไปตั้งรับข้าศึกที่เมืองสุพรรณบุรี แต่ทานกำลังพม่าไม่ได้ หลังจากพม่ายกทัพกลับไปแล้ว สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงเห็นว่า ป้อมปราการที่เมืองสุพรรณบุรี แม้มีอยู่แต่รับศึกใหญ่ไว้ไม่ได้ และยังเป็นที่มั่นสำหรับข้าศึกได้อีก จึงโปรดเกล้าให้รื้อป้อมปราการ และกำแพงลงเสีย พร้อมทั้งป้อมปราการ และกำแพงที่เมืองลพบุรี และเมืองนครนายกด้วย คงเหลือไว้แต่ที่เมืองพระประแดง สำหรับเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลเพียงแห่งเดียว

เมืองพระประแดงเป็นเมืองเก่ามีอายุเกือบพันปี ไม่ทราบแน่ชัดว่าเริ่มสร้างในสมัยกษัตริย์ขอมองค์ใด ที่ตั้งอำเภอพระประแดงปัจจุบัน ไม่ใช่เมืองพระประแดงเดิม แต่เป็นเมืองนครเขื่อนขันธ์ ซึ่งเริ่มสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเสร็จเรียบร้อยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพระประแดง หรือจังหวัดพระประแดง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
สันนิษฐานว่า เมืองสมุทรปราการ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2136 - 2171) ในบริเวณใต้คลองบางปลากด ซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะสมัยนั้นบริเวณคลองปลากดได้มีชาวฮอลันดา ซึ่งเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทย ตั้งแต่ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณเหนือคลองปลากด เป็นที่ตั้งคลังสินค้า เป็นสถานีการค้าที่มั่นคงใหญ่โต จึงถูกยกย่องกันในหมู่ชาวฮอลันดาว่า นิวอัมสเตอร์ดัม
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยมีเรื่องพิพาทกับฮอลันดา ฮอลันดาจึงทอดทิ้งคลังสินค้าดังกล่าวไป ฮอลลันดาเคยนำเรือรบสองลำ มาปิดอ่าวไทยที่นิวอัมสเตอร์ดัม เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2207 เป็นเวลาสามเดือน เพื่อให้มีผลด้านการแข่งขันทางการค้า
เมืองสมุทรปราการที่สร้างขึ้นนี้เข้าใจว่าจะกลายเป็นเมืองร้างในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2310 และคงถูกพม่าทำลายย่อยยับ ขณะนี้ยังหาทรากเมืองไม่พบ

  • พ.ศ.2121 พระยาจีนจันตุ ขุนนางเขมรไปตีเมืองเพชรบุรีไม่ได้ จึงหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระมหาธรรมราชา ต่อมาเมื่อรู้ว่าพระยาละแวก ไม่เอาโทษจึงลอบพาสมัครพรรคพวกหนีกลับโดยเรือสำเภา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะทรงเป็นพระยุพราช ได้เสด็จลงเรือพระที่นั่งไล่ตามไปทันที่ปากน้ำเจ้าพระยา เกิดรบพุ่งกัน พอดีสำเภาได้ลมแล่นออกทะเลใหญ่หนีไปได้ เวลานั้นเมืองหน้าด่านทางน้ำยังเป็นเมืองพระประแดง อยู่ปากน้ำพระประแดง ซึ่งยังอยู่ลึกเข้ามาถึงด้านคลองเตย
  • พ.ศ.2163 ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม พวกฮอลันดากำลังมีอิทธิพลทางการค้ากับไทย เป็นเหตุให้ชนชาติโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายกับไทยเป็นชาติแรก ไม่พอใจจนเกิดเหตุขึ้น เรือกำปั่นโปร์ตุเกสพบเรือฮอลันดาที่ปากน้ำเจ้าพระยา ก็จับยึดเรือไว้ พระเจ้าทรงธรรมทรงทราบก็ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ทหารลงไปบังคับโปร์ตุเกสให้คืนเรือแก่ชาวฮอลันดา โปร์ตุเกสจึงโกรธเคืองไทยเลิกกิจการค้าขายในกรุงศรีอยุธยา แล้วให้กองทัพเรือมาปิดเอ่าวที่เมืองมะริด
  • พ.ศ.2173 พวกญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร ฯ เกิดขัดใจกับไทยถึงขั้นต่อสู้กัน พวกญี่ปุ่นลงเรือสำเภาหนี กองเรือไทยตามไปทันที่ปากน้ำเจ้าพระยา เกิดการต่อสู้กันบริเวณปากน้ำ ญี่ปุ่นหนีไปได้ และไปอาศัยอยู่ที่เมืองเขมร
  • พ.ศ.2207 ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงดำเนินกิจการค้าอย่างกว้างขวางให้คนจีนมาประจำหน้าที่ในเรือสินค้าหลวง และส่งเรือสินค้าหลวงออกไปค้าขายกับต่างประเทศหลายลำ ทำให้ผู้ค้าของฮอลันดาไม่พอใจ หาว่าไทยทำการค้าผูกขาด ฮอลันดาจึงเลิกกิจการค้าจากกรุงศรีอยุธยา แล้วเอาเรือรบมาปิดอ่าวไทย คอยจับเรือสินค้าหลวงของไทยไปริบบ้าง ทำลายบ้าง ทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงดำเนินวิเทโศบายผูกมิตรกับฝรั่งเศส
  • พ.ศ.2231 ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา ไทยเกิดต่อสู้กับฝรั่งเศสที่เข้ามารักษาป้อมวิชัยประสิทธิ์ (อยู่ที่เมืองธนบุรี) ไทยได้ตั้งค่ายรายปืนที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา เมืองสมุทรปราการ และจับเรือที่ฝรั่งเศสคุมมาได้สองลำ
  • พ.ศ.2199 - 2231 ไทยได้ติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น ส่วนมากเข้ามาทางทะเล เมืองสมุทรปราการจึงเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญมาก มีการปรับปรุงป้อมค่ายให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น และที่ป้อมปากน้ำนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยมีธงชาติขึ้น ในปี พ.ศ.2205 มีเรือกำปั่นฝรั่งเศสเข้ามาทางปากน้ำผ่านป้อมบางกอก และได้ชักธงฝรั่งเศสขึ้น แต่ไทยยังไม่มีธงชาติจึงเอาธงชาติฮอลันดาชักขึ้น ฝรั่งเศสไม่ยอมคำนับธงชาติฮอลันดา ไทยจึงเอาธงชาติฮอลันดาลงแล้วเอาผ้าแดงชักขึ้นแทน ฝรั่งเศสจึงยอมคำนับธงแดง ธงแดงจึงเป็นธงชาติไทยตลอดมาจนกระทั่งมาเพิ่มเป็นธงช้าง
  • พ.ศ.2310 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมืองสมุทรปราการถูกพม่าโจมตีกวาดต้อนผู้คน ปล้นสะดมและทำลายย่อยยับ

ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงย้ายราชธานีมาตั้งที่กรุงธนบุรี แล้วโปรดเกล้าฯ ให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงเดิม ที่ราษฎรบูรณะไปสร้างกำแพงวัง และสิ่งอื่นๆ ที่กรุงธนบุรี

พ.ศ.2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องเชียงสือหลานกษัตริย์ญวนได้หนีภัยการเมือง มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ต่อมาได้ลอบลงเรือหนีไปทางปากน้ำเจ้าพระยา สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงยกกองเรือตามไปแต่ไม่ทัน ทรงเห็นภัยจากองเชียงสือ จึงโปปรดเกล้าฯ ให้พระองค์สำรวจพื้นที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อสร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่ง ทรงเห็นว่าบริเวณลัดโพธิ มีชัยภูมิเหมาะแก่การสร้างเมือง จึงได้มีการสร้างป้อมค่ายขึ้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา (ตรงข้ามกับอำเภอพระประแดงปัจจุบัน) ขึ้นหนึ่งป้อมให้ชื่อว่า ป้อมวิทยาคม

ในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ให้เป็นแม่กองไปทำเมืองต่อ โดยตัดเอาท้องที่แขวงกรุงเทพฯ บ้างแขวงเมืองสมุทรปราการบ้างรวมกันตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่ พระราชทานชื่อว่า เมืองนครเขื่อนขันธ์ ให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานี มีพวกพญาเจ่ง มีชายฉกรรจ์ 300 คน ไปอยู่นครเขื่อนขันธ์

ในปี พ.ศ.2352 ท้าวไชยอุปฮาด อุปราชเมืองนครพนม พาครัว 2,000 คน มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ที่คลองมหาวงษ์ ต่อมาบางส่วนขอไปอยู่ที่พนัสนิคม พวกนี้ได้ชื่อว่าอาสาลาวปากน้ำ

ในปี พ.ศ.2353 ไทยเสียเมืองปันทายมาศ (ฮาเตียม) ให้แก่ญวนขอพระราชทาน อ้างว่าเจ้าเมืองเป็นคนไทย ข่มเหงรังแกกชาวเมือง จึงเป็นเหตุให้ต้องเตรียมการสร้างป้อมทางปากน้ำเจ้าพระยา

การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ เพื่อให้มีความมั่นคงแข็งแรงไว้ป้องกันศึกทางทะเล จึงให้สร้างป้อมทางฝั่งตะวันออกสามป้อมคือ ป้อมเจ้าสมิงพราย ป้อมปีศาจสิง และป้อมราหูจร ทางฝั่งตะวันตกสร้างอีกห้าป้อมคือ ป้อมแผลงไฟฟ้า ป้อมมหาสังหาร ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรอ และป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ ป้อมทั้งหมดชักปีกกาถึงกัน ข้างหลังเมืองทำกำแพงล้อมรอบ ตั้งยุ้งฉางตึกดิน และศาลาไว้เครื่องศาสตราที่ริมแม่น้ำทำลูกหุ่นสายโซ่ สำหรับขึงกับแม่น้ำ เอาท่อนซุงมาทำเป็นต้น โกลนร้อยเกี่ยวเข้ากระหนาบเป็นตอนๆ เข้าไปปักหลักระหว่างต้นโกลนทุกช่อง ร้อยโซว่ผูกหุ่นมั่นคงแข็งแรง

นอกจากนี้ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดใหม่ขึ้นเหนือคลองลัดโพธิ เมืองนครเขื่อนขันธ์จึงตั้งอยู่ระหว่างปากคลองลัดโพธิ และคลองลัดหลวง จึงนิยมเรียกเมืองนี้ว่า ปากลัด ต่อมาในปี พ.ศ.2356 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมเพชรหึงขึ้นอีก

ในปี พ.ศ.2366 พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทรกับเจ้าพระยาคลัง (ดิส) ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่กองไปควบคุมการสร้างเมืองสมุทรปราการ ดำเนินการอยู่สามปีจึงแล้วเสร็จ มีป้องปราการที่สร้างขึ้นสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมหกป้อมด้วยกัน ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสองป้อมคือ ป้อมนาคราช อันเป็นป้อมปืนใหญ่ และป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำตรงข้ามป้อมนาคราช ส่วนทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ อันเป็นที่ตั้งที่ทำการของเมืองมีสี่ป้อมคือ ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ และป้อมกายสิทธิ์ การสร้างเมืองสมุทรปราการครั้งนั้น อยู่บริเวณบางเจ้าพระยาคือ ตำบลปากน้ำในปัจจุบัน อยู่ระหว่างคลองปากน้ำ กับคลองมหาวงษ์ เป็นพื้นที่ตัวเมืองประมาณ 360 ไร่ มีการทำพิธีฝังหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือนสี่ ขึ้นเจ็ดค่ำ ปีเถาะ พ.ศ.2365

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงให้ขยายตัวเมืองออกไปทั้งสี่ทิศ เพื่อสร้างป้อมเพิ่มเติมคือ ทิศเหนือ ข้าคลองวัดพิชัยสงคราม คลองวัดมหาวงษ์ เลียบฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านตำบลบางนาเกร็ง ตำบลบางด้วน เพื่อสร้างป้อมตามโครงการ
ทิศตะวันออก ขยายออกไปเล็กน้อยบริเวณคลองโพงพางต่อวกับคลองพิชัยสงคราม เพื่อสร้างป้อมปีกกา ตำบลท้ายบ้าน ต่อมาในปี พ.ศ.2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ขึ้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใกล้ปากอ่าว ทำหน้าที่เป็นยามคอยเหตุ โดยใช้โทรเลข โทรศัพท์ติดต่อกับตัวเมือง ทิศตะวันตก ขยายเขตเมืองข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดตำบลบางปลากด ตำบลแหลมฟ้าผ่า

ในปี พ.ศ.2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเห็นว่า เมืองพระประแดงเดิมทรุดโทรม จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ เลื่อนออกไปใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ให้ชื่อใหม่ว่า นครเขื่อนขันธ์ ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่าเมืองดังกล่าว อยู่ใกล้เคียงกับเมืองพระประแดงเดิม จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดพระประแดง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2458 แบ่งการปกครองเป็นสามอำเภอคือ พระประแดง ราษฎรบูรณะ และพระโขนง

ต่อมาในปี พ.ศ.2475 ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบจังหวัดพระประแดง ให้อำเภอพระประแดงไปขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอราษฎณบูรณะไปขึ้นกับจังหวัดธนบุรี และอำเภอพระโขนงไปขึ้นกับจังหวัดพระนคร ดังนั้นจังหวัดสมุทรปราการจึงประกอบด้วยอำเภอเมือง ฯ อำเภอพระประแดง อำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ ส่วนกิ่งอำเภอเกาะสีชัง โอนไปขึ้นกับจังหวีดชลบุรี

สถานที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดคือ พระสมุทรเจดีย์ ที่เรียกกันทั่วไปว่า พระเจดีย์กลางน้ำ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเห็นว่า มีหาดทรายที่ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ไว้เป็นอนุสรณ์จึงได้โปรดเกล้าฯ ใให้ถมพื้นที่เกาะดังกล่าว และให้พระราชทานนามพระมหาเจดีย์ที่สร้างนั้นว่าพระสมุทรเจดีย์เป็นการล่วงหน้า แต่ยังสร้างไม่ทันเสร็จพระองค์ก็เสด็จสวรรคตใน ปี พ.ศ.2367

ในปี พ.ศ.2352 อุปราชเมืองนครพนมได้พาสมัครพรรคพวกประมาณ 2,000 คน เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้สำรวงจชายฉกรรจ์ 860 คน ให้ท้าวงอินทสาร (ท้าวอินทพิศาล) บุบตรพระยาอุปราชเป็นพระยาปลัดเมืองสมุทรปราการ

ในปี พ.ศ.2371 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิส) เป็นแม่กองไปอำนวยการสร้างป้อมที่เมืองสมุทรปราการอีกสองป้อมคือ ป้อมปีกกา ต่อกับป้อมประโคนชัย และป้อมตรีเพชร ที่ตำบลบางนางเกรง

ในปี พ.ศ.2377 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมอีกสองป้อมคือ ป้อมนารายณ์กางกร และป้อมคงกระพัน ที่ตำบลบางปลากด

ในปี พ.ศ.2380 มีหมายรับสั่งให้ทำพิธีฝังอาถรรพ์ป้อมเมืองสมุทรปราการ

ในปี พ.ศ.2387 ทางราชการได้ปราบอั้งยี่แสนคำ เมืองสมุทรปราการ

ในปี พ.ศ.2388 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมนาคราชต่อเติมจากเดิม สร้างป้อมปีกกาพันสมุทร อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำ ปรับปรุงขยายป้อมผีเสื้อสมุทรที่สร้างไว้ที่เกาะกลางน้ำโดยให้ขยายปีกกาต่อป้อมออกไปอีกทั้งสองข้าง ให้นำศิลาก้อนใหญ่มาถมปิดปากอ่าวที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า ห้ากอง เมื่อถมแล้วก็จะเป็นร่องเดินเรือโดยเฉพาะเป็นการบังคับให้เรือ ขนาดใหญ่กินน้ำลึกต้องเดินตามร่องน้ำนั้น ร่องน้ำที่เกิดจากการถมหินนั้น เรียกว่า ร่องน้ำโขลนทวาร

ในปี พ.ศ.2391 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เสร้างป้อมบนฝั่งซ้ายแม่น้ำอีกหนึ่งป้อมเป็นป้อมขนาดใหญ่กว่าทุกป้อม ที่สร้างมาแล้วคือ ป้อมเสือซ่อนเล็บ สำหรับผู้บัญชาการกองทัพมาประจำอยู่ สร้างที่ตำบลมหาวงษ์ อันเป็นบริเวณโรงเรียนนายเรือปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2370 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสมุทรเจดีย์ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2371 และได้มีการบูรณะดัดแปลงแก้ไขแบบ และก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นการใหญ่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ทรงพระราชดำริที่จะสร้างป้อมป้องกันข้าศึกขึ้นที่ ตำบลแหลามฟ้าผ่า ตรงบริเวณพื้นที่ที่งอกออกไปในทะเล อยุ่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำ เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2427 เสร็จเมื่อปี พ.ศ.2436 คือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ เป็นป้อมที่ทันสมัย อาวุธของป้อมมีขนาด 6 นิ้ว จำนวน 7 กระบอก ซื้อจากประเทศอังกฤษ เป็นปืนหลุมยกขึ้นลงได้ด้วยแรงน้ำมัน

ในปี พ.ศ.2436 ฝรั่งเศสได้ส่งเรือลูแตง เข้ามาตรึงกำลังในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจอดอยู่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส เพื่อให้รัฐบาลไทยยอมรับว่า ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

ในตอนเย็นของวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 กองเรือรบฝรั่งเศสสองลำ ประกอบด้วย เรือแองกองสตังค์ และเรือโคเมต โดยมีเรือสินค้าฝรั่งเศสชื่อ เรือเย เบ เซย เป็นเรือนำร่องผ่านสันดอนปากน้ำเจ้าพระยา เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย ทหารไทยที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ จึงยิงด้วยกระสุนซ้อมรบสองนัด เพื่อเตือนให้เรือรบฝรั่งเศสแล่นกลับออกไป แต่ไม่เป็นผลจึงได้ยิงด้วยกระสุนจริง ข้ามเรือรบไปสองนัด เรือฝรั่งเศสได้ชักธงรบ และระดมยิงมายังป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ทางป้อมพระจุลฯ ได้ยิงโต้ตอบด้วยปืนใหญ่ทุกกระบอก ที่มีอยู่ในระหว่างนั้นหมู่เรือรบไทยได้แก่ เรือทูลกระหม่อม เข้าร่วมยิงต่อสู้ด้วย ปรากฎว่าเรือเย เบ เซย ถูกยิงทะลุ ต้องแล่นไปเกยตื้นอยู่ ณ บริเวณป้อมพระจุลฯ ส่วนเรือแองกองสตังค์ และเรือโคเมต คงแล่นเข้ามาถึงกรุงเทพฯ และจอดทอดสมออยู่ที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส
จากกรณีพิพาทครั้งนี้ ไทยต้องเสียดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตลอดจนเกาะทั้งหลายในแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และสิทธิอื่นๆ อีกหลายประการ

ในปี พ.ศ.2484 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบก ที่ตำบลบางปู เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ชาวสมุทรปราการประมาณสามพันคน ภายใต้การนำของ ขุนบุรีภิรมย์กิจ (พริ้ม จารุมาศ) ข้าหลวงประจำจังหวัด และนายสุวรรณ รื่นยศ นายอำเภอเมืองฯ พากันไปชุมนุมที่สำโรง เรียงรายมาตามถนนสุขุมวิท มาถึงสะพานมหาวงษ์ แต่การสู้รบไม่ทันได้เกิดขึ้น เพราะทางรัฐบาลไทยยอมให้ทหารญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยได้

ในปี พ.ศ.2485 ได้มีพระราชบัญญัติรวมจังหวัดพระนคร ธนบุรี สมุทรปราการ และนนทบุรี เข้าด้วยกัน รวมเรียกว่า นครบาลกรุงเทพ ฯ ธนบุรี ต่อมาในปี พ.ศ.2489 ได้มีพระราชกฤษฎีการประกาศจัดตั้งจังหวัดสมุทรปราการขึ้นใหม่

ที่มา : หอมรดกไทย

จนถึงปี พ.ศ.2489 รัฐบาลได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งจังหวัดสมุทรปราการขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และดำรงฐานะเป็นจังหวัดสมุทรปราการมาจนถึงทุกวันนี้ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นจังหวัดที่มีป้อมปราการมากมาย ที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึกตั้งอยู่ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาดังต่อไปนี้ คือ

1. ป้อมประโคนชัย
2. ป้อมนารายณ์ปราบศึก
3. ป้อมปราการ
4. ป้อมกายสิทธิ์
5. ป้อมผีเสื้อสมุทร
6. ป้อมตรีเพชร
7. ป้อมคงกระพัน
8. ป้อมเสือซ่อนเล็บ
9. ป้อมพระจุลจอมเกล้า

ซึ่งในปัจจุบันนี้ป้อมปราการในจังหวัดสมุทรปราการเหลืออยู่เพียง 2 ป้อม เท่านั้น คือ ป้อมผีเสื้อสมุทร และป้อมพระจุลจอมเกล้า

ปัจจุบัน จังหวัดสมุทรปราการมีเนื้อที่ 1,004 ตารางกิโลเมตร อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับกรุงเทพมหานคร และจังหวัดฉะเชิงเทรา, ทิศตะวันออกติดต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทรา, ทิศใต้จดอ่าวไทย, ทิศตะวันตกติดต่อกับกรุงเทพมหานคร ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มทั้งหมด มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทางซีกตะวันตกของจังหวัด จากทิศเหนือไปทิศใต้ลงสู่อ่าวไทย มีชายฝั่งทะเลยาว 47.5 กม. เดิมชายฝั่งทะเลมีป่าชายเลนกว้างขวาง เนื่องจากมีตะกอนที่แม่น้ำเจ้าพระยานำพามาทับถมกันที่บริเวณปากน้ำ แต่ปัจจุบันมีการบุกรุกป่าชายเลน ทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นบริเวณกว้าง

ในด้านเศรษฐกิจ จังหวัดสมุทรปราการมีการทำนา ประมง และอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ พระสมุทรเจดีย์กลางน้ำ วัดอโศการาม วัดบางพลีใหญ่ วัดไพชยนต์พลเสพราชวรวิหาร วัดโปรดเกศเชษฐาราม ศาลพระเสื้อเมือง พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เมืองโบราณ สถานตากอากาศบางปู ป้อมพระจุลจอมเกล้า สวางคนิวาส ป้อมแผลงไฟฟ้า ฟาร์มจระเข้

การคมนาคมจากกรุงเทพฯ โดยทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท ตอน กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ) ระยะทาง 25 กิโลเมตร

Thailand Samut Prakan 4-3-1
ที่ตั้งจังหวัดสมุทรปราการ อาณาเขตติดต่อของจังหวัดสมุทรปราการ

 

จังหวัดสมุทรปราการตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยอยู่ตอนปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยาและเหนืออ่าวไทย ระหว่างเส้นรุ้งที่ 13 - 14 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 100 - 101 องศาตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 1,004.092 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 627,557.50 ไร่ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร การคมนาคมจากกรุงเทพฯ โดยทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท ตอน กรุงเทพฯ-สมุทรปราการ) ระยะทาง 25 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ กรุงเทพมหานคร
ทิศใต้ ติดต่อกับ อ่าวไทย
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ กรุงเทพมหานคร

 

ลักษณะภูมิประเทศ

เป็นที่ราบลุ่มทั้งหมด มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทางซีกตะวันตกของจังหวัด จากทิศเหนือไปทิศใต้ลงสู่อ่าวไทย มีชายฝั่งทะเลยาว 47.5 กม. เดิมชายฝั่งทะเลมีป่าชายเลนกว้างขวาง เนื่องจากมีตะกอนที่แม่น้ำเจ้าพระยานำพามาทับถมกันที่บริเวณปากน้ำ แต่ปัจจุบันมีการบุกรุกป่าชายเลน ทำให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นบริเวณกว้าง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่มี แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน ไม่มีภูเขา มีลำคลองมากมาย ใช้ประโยชน์ทางคมนาคมและการขนส่งทางน้ำ รวมทั้งการประมงและการเกษตรกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ไม่มีพื้นที่ป่าไม้ (ป่าบก) มีแต่ป่าชายเลนลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวรณทั้งสองฝั่งเป็นที่ราบลุ่ม เหมาะแก่การทำงาน ทำสวน และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปตามสภาพสภาวะเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองที่เกิดขึ้นใหม่
  2. บริเวณตอนใต้ติดชายทะเล เป็นบริเวณที่ได้รับอิทธิพลของน้ำทะเลท่วมถึง ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม เป็นดินเหลว ลุ่ม ลึกเหมาะแก่การทำป่าจากป่าชายเลน และการเพาะเลี้ยงสัตว์ชายฝั่ง
  3. บริเวณที่ราบตอนเหนือและตะวันออก บริเวณนี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่ สำหรับระบายน้ำและเก็บกักน้ำ อำนวยประโยชน์ในด้านการชลประทาน การทำนา การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

จังหวัดสมุทรปราการแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งออกเป็น 6 อำเภอ ประกอบไปด้วย

200px-Amphoe Samut Prakan

1. อำเภอเมืองสมุทรปราการ
2. อำเภอบางบ่อ
3. อำเภอบางพลี
4. อำเภอพระประแดง
5. อำเภอพระสมุทรเจดีย์
6. อำเภอบางเสาธง*

อำเภอในจังหวัดสมุทรปราการ

 

ใน 6 อำเภอ แบ่งออกเป็น 50 ตำบล 405 หมู่บ้าน

ส่วนท้องถิ่นประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาล จำนวน 17 แห่ง (1 เทศบาลนคร 3 เทศบาล
เมืองและ 13 เทศบาลตำบล) และ องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 31 แห่ง ดังตารางที่ 1

อำเภอ

จำนวนตำบล
(แห่ง)

จำนวนหมู่บ้าน
(แห่ง)
จำนวนเทศบาล
(แห่ง)
จำนวน อบต.
(แห่ง)
เมืองสมุทรปราการ 13 95 7 5
พระประแดง 15 67 3 6
บางพลี 6 83 1 6
พระสมุทรเจดีย์ 5 42 2 4
บางบ่อ 8 74 3 7
บางเสาธง 3 38 1 3
รวม 50 399 17 31


สำหรับการบริหารการปกครองในพื้นที่จังหวัดฯ มีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น 5 ประเภท ดังนี้

  1. สังกัดส่วนภูมิภาค มีจำนวน 26 หน่วยงาน
  2. สังกัดส่วนส่วนกลาง มีจำนวน 27 หน่วยงาน
  3. สังกัดส่วนท้องถิ่น มีจำนวน 49 หน่วยงาน
  4. ส่วนราชการอิสระ มีจำนวน 5 หน่วยงาน
  5. รัฐวิสาหกิจ มีจำนวน 15 หน่วยงาน

ผู้บริหารจังหวัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

นางวรรณิดา บุญประคอง

 

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
(ด้านปกครองและความมั่นคง)

นายสุรชัย อังเกิดโชค

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
(ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม)

นายปวิณ ชำนิประศาสน์

 

หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ     นายจิรศักดิ์ มุทิตานนท์

 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เขตเลือกตั้งที่ 1

อำเภอเมืองสมุทรปราการ
ต.บางโปรง ต.บางด้วน ต.ปากน้ำ
ต.ท้ายบ้าน ต.บางปูใหม่ ต.แพรกษาใหม่

รวมประชากร : 170,404 คน

เขตเลือกตั้งที่ 2

อำเภอเมืองสมุทรปราการ
ต.สำโรงเหนือ ต.เทพารักษ์ ต.แพรกษา

รวมประชากร : 167,102 คน

เขตเลือกตั้งที่ 3

อำเภอเมืองสมุทรปราการ
ต.บางเมือง ต.บางเมืองใหม่ ต.ท้ายบ้านใหม่

รวมประชากร : 156,486 คน

เขตเลือกตั้งที่ 4

อำเภอบางพลี (ยกเว้น ต.หนองปรือ)
ต.บางพลีใหญ่ ต.บางแก้ว ต.บางโฉลง
ต.บางปลา ต.ราชาเทวะ

รวมประชากร : 195,174 คน

เขตเลือกตั้งที่ 5

1. อำเภอบางเสาธง
2. อำเภอบางบ่อ
3. อำเภอบางพลี (เฉพาะ ต.หนองปรือ)
4. อำเภอเมืองฯ (เฉพาะ ต.บางปู)

รวมประชากร : 175,370 คน

เขตเลือกตั้งที่ 6

อำเภอพระประแดง
(ยกเว้น ต.บางครุ และ ต.บางจาก)

รวมประชากร : 155,462 คน

เขตเลือกตั้งที่ 7

1. อำเภอพระสมุทรเจดีย์
2. อำเภอพระประแดง
(เฉพาะ ต.บางครุ และ ต.บางจาก)

รวมประชากร : 165,182 คน

 

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

นายสุโข  วุฑฒิโชติ   สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรปราการ   (ตั้งแต่วันที่  4  มีนาคม 2551 - ปัจจุบัน)

จำนวนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร   ณ  วันที่ 31 ธันวาคม 2554

ชาย

หญิง

รวม

579,927 623,296 1,203,223

 

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ตามราคาประจำปี จำแนกตามสาขาการผลิต จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. 2544 - 2553

GROSS PROVINCIAL PRODUCT AT CURRENT MARKET PRICES BY INDUSTRIAL ORIGIN, SAMUT PRAKAN PROVINCE: 2001 - 2010

หน่วย : ล้านบาท

สาขาการผลิต

2544
-2001
2545
-2002
2546
-2003
2547
-2004
2548
-2005
2549r
(2006r)
2550r
(2007r)
2551r
(2008r)
2552p
(2009p)
2553p1
(2010p1)
ภาคเกษตร 11,908 12,337 10,549 6,894 5,392 4,472 3,058 2,754 2,911 3,252
เกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ 472 474 471 546 527 672 785 985 937 1,131
การประมง 11,436 11,863 10,078 6,348 4,865 3,800 2,273 1,769 1,973 2,121
ภาคนอกเกษตร 338,930 358,827 369,725 403,589 471,610 506,721 612,516 640,410 586,835 694,770
การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน - - 2 6 8 7 6 6 7 7
การผลิตอุตสาหกรรม 277,224 290,439 297,470 323,730 386,167 395,051 415,512 448,110 401,060 490,944
การไฟฟ้า ก๊าซ และการประปา 10,521 11,158 12,375 14,209 13,271 13,029 12,193 11,727 11,821 13,687
การก่อสร้าง 3,223 3,713 4,389 5,814 6,973 8,945 10,326 9,332 7,819 8,031
การขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน 17,032 19,975 20,526 22,276 23,097 23,161 25,233 28,391 25,199 28,964
โรงแรมและภัตตาคาร 5,665 6,982 6,587 6,775 7,511 8,702 10,296 11,379 11,978 13,133
การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 9,090 8,453 9,345 9,572 10,118 33,750 112,720 101,452 100,257 109,941
ตัวกลางทางการเงิน 4,737 5,126 5,668 6,748 7,773 7,089 8,357 9,797 7,661 7,691
บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ การให้เช่า และบริการทางธุรกิจ 3,620 3,710 3,927 4,384 4,961 5,215 5,219 5,109 4,951 5,513
การบริหารราชการแผ่นดินและการป้องกันประเทศ รวมทั้งการประกันสังคมภาคบังคับ 1,284 1,472 1,563 1,706 2,255 2,770 2,980 4,929 5,315 5,422
การศึกษา 2,252 2,500 2,621 2,698 3,274 3,419 3,840 4,023 4,242 4,400
การบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 2,607 3,046 2,997 3,157 3,515 3,784 3,959 4,197 4,476 4,854
การให้บริการชุมชน สังคม และบริการส่วนบุคคลอื่นๆ 1,499 2,077 2,076 2,331 2,501 1,615 1,687 1,765 1,853 1,991
ลูกจ้างในครัวเรือนส่วนบุคคล 176 176 180 184 186 186 190 195 198 193
ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 350,838 371,163 380,274 410,482 477,002 511,193 615,574 643,163 589,746 698,022
มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ยต่อคน (บาท) 320,834 330,913 329,768 345,409 388,308 408,612 484,650 499,820 454,318 528,899
ประชากร (1,000 คน) 1,094 1,122 1,153 1,188 1,228 1,251 1,270 1,287 1,298 1,320

 

การเกษตร
ภาคเกษตรกรรม พบว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคเกษตรกรรมมีแนวโน้มลดลง โดยในปีพ.ศ. 2547 มีมูลค่า 285 ล้านบาท และใน พ.ศ. 2548 มีมูลค่า 241 ล้านบาท โดยพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของจังหวัดสมุทรปราการ คือ ข้าว ซึ่งทำการปลูกมากที่สุดที่อำเภอบางบ่อ ผลไม้ ที่มีการปลูกเป็นจำนวนมากที่สุดได้แก่ มะม่วง มะพร้าว กล้วยน้ำว้า การใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำนา เพาะปลูกพืชยืนต้น และไม้ผล มีแนวโน้มลดลง เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพไปทำการประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากสภาพพื้นที่ของจังหวัด ตั้งอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ติดชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย จึงเหมาะต่อการทำประมงน้ำจืดและน้ำเค็ม อำเภอบางบ่อ จะมีการเลี้ยงปลาสลิด มากที่สุดของประเทศแต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ดินเค็มได้ก่อความเสียหายแก่พืชผลทางการเกษตร จึงต้องมีการปรับการเพาะปลูกเป็นการเกษตรแบบผสมผสาน และไร่นาสวนผสม

อุตสาหกรรม
ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคที่ทำรายได้ให้กับจังหวัดสมุทรปราการสูงสุด และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2547 มูลค่าผลผลิตด้านอุตสาหกรรม จำนวน 248,506 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2548 มูลค่าผลผลิตด้านอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นเป็น 270,278 ล้านบาท

จังหวัดสมุทรปราการมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอ มีนิคมอุตสาหกรรมภายในจังหวัด 2 แห่ง
คือ นิคมอุตสาหกรรมบางพลี และนิคมอุตสาหกรรมบางปู

นิคมอุตสาหกรรมบางพลี ตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี (เฉพาะเขตอุตสาหกรรมทั่วไปเท่านั้น) มีเนื้อที่จำนวนทั้งสิ้น 1,004 ไร่ จำนวนโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ทำสัญญาใช้ที่ดินใช้เขตนิคมอุตสาหกรรม มีจำนวนทั้งสิ้น 160 โรง ประกอบด้วยอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ เช่น

  • โรงงานประกอบการกิจการฉีดพลาสติกและผลิตภัณฑ์งานพลาสติก
  • โรงงานประกอบกิจการอิเล็กทรอนิกส์
  • โรงงานประกอบกิจการสารเคมี (ทำสี)
  • โรงงานประกอบกิจการทอกระสอบ

นิคมอุตสาหกรรมบางปู ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองสมุทรปราการมีเนื้อที่จำนวนทั้งสิ้น 4,000 ไร่ แบ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมทั่วไป ประมาณ 3,400 ไร่ เขตอุตสาหกรรมส่งออก ประมาณ 270 ไร่ เขตพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยประมาณ 250 ไร่ ที่เหลือเป็นที่สาธารณูปโภค และโรงกำจัดน้ำเสียส่วนกลาง โรงงานฯในนิคมอุตสาหกรรมที่ทำสัญญามีทั้งสิ้น 510 โรง แบ่งเป็นเขตโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปและเขตโรงงาน เขตอุตสาหกรรมส่งออก

อุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญ คือ อาหารแปรรูป สิ่งทอชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์โลหะ
พลาสติก เครื่องจักร-อุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์และประกอบรถยนต์ ฯลฯ

จำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามสถานภาพแรงงาน และเพศ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. 2545 - 2554

POPULATION 15 YEARS AND OVER BY LABOR FORCE STATUS AND SEX, SAMUT PRAKAN PROVINCE: 2002 - 2011

หน่วย : คน

สถานภาพแรงงาน  2545
-2002
2546
-2003
2547
-2004
2548
-2005
2549
-2006
2550
-2007
2551
-2008
2552
-2009
2554
-2011
รวม
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 866,277 886,264 897,317 969,151 1,062,656 1,098,096 1,068,863 1,016,150 1,036,971
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 639,942 659,217 668,840 735,011 819,162 859,649 821,792 767,141 779,790
   ผู้มีงานทำ 620,566 638,382 652,793 723,042 802,704 842,066 810,175 749,745 772,782
   ผู้ว่างงาน 19,293 20,835 16,047 11,877 16,196 17,296 11,524 16,984 6,645
   ผู้ที่รอฤดูกาล 84 - - 92 262 287 93 413 363
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 226,335 227,047 228,477 234,141 243,493 238,448 247,071 249,009 257,182
ชาย
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 420,154 429,296 434,473 462,299 500,208 516,822 500,151 470,720 481,040
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 343,272 355,506 361,434 385,731 419,382 441,293 422,648 394,384 398,829
   ผู้มีงานทำ 332,230 343,487 352,235 379,582 410,885 433,174 417,145 385,136 394,678
   ผู้ว่างงาน 11,011 12,018 9,200 6,058 8,450 7,962 5,410 8,957 3,789
   ผู้ที่รอฤดูกาล 31 - - 92 48 158 93 291 363
ผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 76,882 73,790 73,039 76,568 80,827 75,529 77,503 76,336 82,211
หญิง
ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 446,124 456,969 462,845 506,852 562,448 581,274 568,712 545,430 555,931
ผู้อยู่ในกำลังแรงงาน 296,671 303,711 307,406 349,280 399,781 418,356 399,144 372,758 380,960
ผู้มีงานทำ 288,336 294,895 300,559 343,460 391,820

 

งานเจดีย์

f templefair da6ce4e3ef4c73b8a56614c9b1dd0f73

 

งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ เป็นงานประจำปีที่สำคัญของจังหวัดสมุทรปราการ โดยกำหนดเอาวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11ของทุกปีเป็น วันเริ่มงาน ก่อนเริ่มงานประมาณวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11จะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชายหญิงพร้อมใจ กัน ไปช่วยเย็บผ้าแดงผืนใหญ่สำหรับห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ ก่อนวันร่วมงานจังหวัดจะทำพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดจนพระเทพารักษ์ ณ บริเวณองค์พระสมุทรเจดีย์ และพอถึงแรม 5 ค่ำ เดือน 11จะมีการเชิญผ้าแดงผืนนี้ขึ้นตั้งบนบุษบก ใช้เรือยนต์เป็นพาหนะแห่ไปรอบๆตัวเมืองแล้วเชิญผ้าแดงแห่ไปตามลำน้ำเจ้าพระยาจนถึงอำเภอพระประแดง เพื่อให้ชาวพระประแดงร่วมอนุโมทนาแล้วจึงนำขบวนแห่กลับมาทำพิธีทักษินาวรรตรอบองค์พระสมุทรเจดีย์แล้วนำขึ้นห่มทางจังหวัดจัดงานฉลองทั้งสองฝังอำเภอเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งตัวจังหวัดและฝั่งอำเภอพระสมุทรเจดีย์เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน

Read more: http://www.paknam.com/thai/temple-fair.html#ixzz1npokGDfI 

ประเพณีสงกรานต์

066f2dc2e28195496e3f44e8786bcab0 f64c5f6e04a96787ff576fc2761c9a97

 

สงกรานต์เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬแปลว่าการสิ้นปี

พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น ‘Water Festival' เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ

Read more: http://www.paknam.com/thai/songkran-festival.html#ixzz1npq4Z8af

สงกรานต์พระประแดง

 f phrapradaeng  0cda232c2837fce60201936634ada888

 

เป็นงานประเพณีสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่ของภาคกลาง จัดโดยความร่วมแรงร่วมใจของชาวไทยเชื้อสายมอญในแต่ละปี สงกรานต์พระประแดง จะเริ่มในวันอาทิตย์แรกหลังวันที่ 13 เมษายน

พระประแดงซึ่งเดิมเรียกว่า "สงกรานต์ปากลัด" ในงานมีขบวนแห่นางสงกรานต์ การละเล่นพื้นเมืองของชาวมอญ เช่น มีการสรงน้ำพระรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ปล่อยนกปล่อยปลา การเล่นสะบ้าและเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน

ขบวนแห่นางสงกรานต์จะมีสาวงามแต่งชุดไทยหรือชุดรามัญ (มอญ) เดินแถวเรียงหนึ่ง ส่วนหนึ่งถือโหลปลาและอีกส่วนหนึ่งถือกรงนก เดินนำหน้ารถนางสงกรานต์ ขนาบข้างด้วยชายหนุ่มชาวรามัญที่แต่งกายด้วยผ้าโสร่ง สวมเสื้อคอกลม ห่มผ้าสไบคล้องคอ ตวัดชายสไบไปด้านหลังซึ่งเรียกว่าชุดลอยชาย ชายหนุ่มเหล่านี้มีหน้าที่คอยดูความเรียบร้อยของขบวนแห่

Read more: http://www.paknam.com/thai/songkran-phrapradaeng.html#ixzz1npr0gjvF

ประเพณีแข่งเรือ

f boatracing be492aafb06ef453fb8a7a17c4ea7745

 

จังหวัดสมุทรปราการตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งแม่น้ำไหลผ่านจังหวัดความยาวถึง21กิโลเมตรเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ราบลุ่มมีลำคลองมากมายจึงทำให้การสัญจรไปมานิยมใช้ทางน้ำทำให้ทุกครอบครัวมีเรือเป็นของตนเอง

ในอดีตหลังจากการทำบุญในวันออกพรรษาหรือการตักบาตรเทโว ชาวสมุทรปราการจะพากันลงเรือร้องเพลงพายเรือล่องไปตามลำน้ำอย่างสนุกสนานประเพณี การแข่งพายเรือจึงเกิดขึ้นในหลายๆท้องที่ของจังหวัดเช่น

  • การแข่งเรือพายหน้าเมืองพระประแดง จะเริ่มในวันแรม 4 ค่ำ เดือน11 โดยใช้แม่น้ำเจ้าพระยาหน้าอำเภอเป็นที่แข่งขัน
  • การแข่งเรือพายของชาวบางบ่อ จะเริ่มแข่งขันวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 12 โดยแข่งขันที่หน้าอำเภอบางบ่อใช้ คลองสำโรงเป็นที่แข่งขัน
  • การแข่งเรือพายงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ จะเริ่มในวันแรม 8 ค่ำเดือน 11 โดยแข่งกันหน้าศาลากลางจังหวัดใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่แข่งขัน
  • การแข่งเรือพายของอำเภอบางพลี จะเริ่มในวันขึ้น 4 ค่ำเดือน 11 โดยแข่งกันหน้าวัดบางพลีใหญ่ในใช้คลองสำโรงเป็นที่แข่งขัน
  • การแข่งขันเรือพายของชาวสาขลา จะเริ่มแข่งขันวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 โดยแข่งขันกันหน้าวัดสาขลา ตำบลนาเกลือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ใช้คลองสาขลาเป็นที่แข่งขัน

(ที่มา: หนังสือ "แนะนำจังหวัดสมุทรปราการ")

Read more: http://www.paknam.com/thai/boat-race.html#ixzz1nprmpsOx

งานนมัสการหลวงพ่อปาน

f luangphorpan 5db7b7ec579af27c31252430944a6419

 

งานนมัสการหลวงพ่อปาน ครอบครัวของท่านอยู่ที่หมู่บ้านโคกเศรษฐี มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 5 คนท่านเป็นบุตรคนที่3เมื่อตอนเด็กบิดามารดาได้นำไป ฝากไว้กับท่านศรีสากยะบุตรเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามเพื่อให้เรียนหนังสือ ไทย ต่อมาไม่นานท่านเจ้าคุณได้ให้อุปสมบทเป็นสามเณรเมื่ออายุครบบวชจึงได้ อุปสมบทเป็น พระภิกษุอยู่ที่วัดอรุณราชวรารามนั่นเองภายหลังได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดมงคล โคธาราวาส ต่อมาท่านได้ไปเรียนวิปัสสนากับพระอาจารย์ที่วัดสมถะ จ.ชลบุรี

หลวงพ่อปานเป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติ พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด กิจของสงฆ์หลวงพ่อปฏิบัติเป็นประจำไม่เคยขาดคือนำพระภิกษุสงฆ์ออก บิณฑบาตทุกๆเช้านอกจากจะเจ็บป่วยไปไม่ไหวอีกประการหนึ่งคือนำ พระภิษุสงฆ์สวดมนต์เช้าเย็นที่หอสวดมนต์ เป็นประจำวัน และสวกมนต์เป็นคำภีร์หรือผูกเป็นเล่มเป็นวันๆ ไป กระทั้งสวดปาฎิโมกข์ปฎิปฐาน เหตุนี้ในสมัยนั้นพระลูกวัดของท่านจึงสวดมนต์เก่งมาก

งานนมัสการหลวงพ่อปานเป็นงานประจำปีของชาวอำเภอบางบ่อ การจัดงานที่วัดมงคลโคธาวาสกำหนด วันขึ้น 5-7 ค่ำ เดือน12 ของทุกปี รวม 3 วันในวันแรกชาวบ้าน จะอัญเชิญรูปหล่อของหลวงพ่อปาน ประดิษฐานในเรือลำใหญ่ประดับธงทิว กล้วยอ้อยสวยงามมาก ภายในเรือมีพิณพาทย์บรรเลง แห่แหนหรือมีการละเล่นในเรือ ด้วยขบวนแห่จะลากจูงด้วยเรือพาย ซึ่งมีฝีพายประจำคล้ายเรือแข่ง แต่ต่อมาใช้เรือยนต์ลากขบวนแห่จะไปตามลำคลอง ปีกกากระทั่งถึง บางพลีน้อย มาบางบ่อแล้วแห่กลับวัดอัญเชิญรูปหล่อหลวงพ่อไว้ในประรำพิธี


Read more: http://www.paknam.com/thai/luang-phor-pan.html#ixzz1npsSiFbb

ประเพณีรับบัวบางพลี

f rubbua 36ae1f1bcc9d9e0ed9b8dc6b61faec37

 

ประเพณี รับบัวหรือโยนบัวเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวบางพลีอำเภอบางพลีมีประชากร อาศัยอยู่ 3 พวก คือ ไทยรามัญและลาวแต่ละพวก มีหัวหน้าควบคุมดูแลทำมาหากิน ในอาชีพต่างๆต่อมา กลุ่มคนทั้ง3พวกได้ปรึกษากันว่าสมควร จะหักร้างถางพงขยายพื้นที่ทำกินใหม่ให้กว้างขวางขึ้นที่ทำไร่ทำ สวนแต่เดิมเต็มไปด้วยพงอ้อพงแขม และพันธุ์ไม้ต่างๆ มีสัตว์อาศัยอยู่หลายชนิดทางฝั่งใต้ของคลองเต็มไป ด้วยป่าแสม น้ำเป็นน้ำเค็ม ฝั่งเหนือเป็นบึงใหญ่ แต่ละบึงจะมีน้ำลึกมีดอก บัวหลวง ขึ้นอยู่มากมาย คนทั้ง 3พวกได้ช่วยกัน หักร้างถางพงจนถึงสามแยกบริเวณ คลองสลุด คลองชวดลากข้าว คลองลาดกระบังเมื่อ ถึงบริเวณ นี้ต่างตกลงกันว่า ควรแยกย้ายกันไปหากินคนละทางจะดีกว่า ตกลงกันว่าให้พวกลาวไป ทาง คลองสลุดคนไทยไปตามทางคลองชวดลากข้าว พวกรามัญไปทางคลองลาดกระบัง

ต่อ มาคนรามัญที่ไปทางคลองลาดกระบังทำมาหากินอยู่ 2 - 3 ปีก็ไม่ได้ผลมีนกหนูรบกวน การ ทำไร่ ไถ่นา พืชผลเสียหาย จึงปรึกษากันกลับถิ่นฐานเดิมคือ ปากลัดเริ่มอพยพในตอนเช้ามืดของเดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำก่อนไปได้เก็บดอกบัวในบริเวณนั้นไปด้วยเพื่อนำไปบูชาพระคาถาพันที่ปากลัด ในปีต่อมาได้ ้มีการสั่งให้คน ไทยที่ชอบพอกันว่าเมื่อถึงวันขึ้น 4 ค่ำเดือน 11ให้ช่วยกันเก็บดอกบัวไปบูชาหลวงพ่อโต ในวิหารและให้นำ น้ำมนต์หลวงพ่อโตกลับไปเป็นสิริมงคลด้วยส่วนดอกบัวที่เหลือชาวรามัญจะนำกลับ ไปบูชาพระคาถาพัน จึงเป็นที่มาของประเพณีรับบัวมาจนถึงทุกวันนี้

ใน ปัจจุบันพอถึงเดือน 11 ขึ้น 13 ค่ำ ก่อนออกพรรษา 2วันในตอนเย็นชาวบางพลี จะเตรียมดอกบัวไว้โดยเอาดอกบัวหลายดอกเสียบไว้ในใบบัวแล้วเอาใบบัวห่อไว้กัน เหี่ยวตกเย็น ชาวตำบลต่างๆทั้งใกล้และไกลก็ ็จะพากันไปยังตำบลบางพลีใหญ่ ต่างๆช่วยกันพายเรือเรือจะ ตกแต่งอย่างสวยงามตอนกลางคืนมีการจับคู่ ร้องเพลงเรือลำตัดตามแต่ถนัดฝ่ายชาวบ้านบางพลีใหญ่จะตกแต่งบ้านเรือนด้วยธง ทิวโคมบัว จะเล่นจนถึงสว่างบริเวณที่เล่นกันคือคลองสำโรงในตอนเช้าจะมีการโยนบัวลงไปใน ขบวนเรือ ขบวนแห่พระพุทธรูปโดยอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลองลงไว้ในเรือเรือจะแล่นไปตามคลอง สำโรง ให้ประชาชนได้บูชาประชาชนจะโยนดอกบัว ลงไปในเรือแห่หลวงพ่อโต และในเรือที่ชาวบ้านมาร่วมงาน

Read more: http://www.paknam.com/thai/lotus-receiving-festival.html#ixzz1nptIHGdR 

ประเพณีลอยกระทง

f loykrathong 12e71b6f8a42dee3105b6eb0977f2ce1

 

วันลอยกระทงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา "มักจะ" ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ

เดิมเชื่อกันว่าประเพณีลอยกระทงเริ่มมีมาแต่สมัยสุโขทัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยมีนางนพมาศ เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก โดยแต่เดิมเรียกว่าพิธีจองเปรียง ที่ลอยเทียนประทีป และนางนพมาศได้นำดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป[ต้องการแหล่งอ้างอิง] แต่ปัจจุบันมีหลักฐานว่าไม่น่าจะเก่ากว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยอ้างอิงหลักฐานจากภาพจิตรกรรมการสร้างกระทงแบบต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 3

ปัจจุบันวันลอยกระทงเป็นเทศกาลที่สำคัญของไทย ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเที่ยวปีละมากๆ ทั้งนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวมักจะเป็นช่วงต้นฤดูหนาว และมีอากาศดี

ในวันลอยกระทง ยังนิยมจัดประกวดนางงาม เรียกว่า "นางนพมาศ"

Read more: http://www.paknam.com/thai/loy-krathong.html#ixzz1nptrWGlF

เทศกาลอาหารปากน้ำ

IMG 3349 c56f950bfdff07aad81952b9cf7a8082

 

เทศกาลกินเจ

aa6d2232bad81210e182adf5c194dc4e e3ac9c299ae99f2159bc38203d596403

 

ประเพณีการกินเจกำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนทุกๆ ปี รวม 9 วัน 9 คืน มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน

การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ

ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้

  1. งดเว้นเนื้อสัตว์หรือทำอันตรายต่อสัตว์
  2. งดนม เนย และน้ำมันที่มาจากสัตว์
  3. งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
  4. งดผักหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น ผักชี กระเทียม หัวหอม ต้นหอม กุยช่าย รวมทั้งใบยาสูบ สิ่งเสพติดและของมึนเมาต่างๆ
  5. รักษาศีลห้า
  6. รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
  7. ทำบุญทำทาน
  8. นุ่งขาวห่มขาว


สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมแยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้อง ตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด

Read more: http://www.paknam.com/thai/vegetarian-festival.html#ixzz1npv6leIA

เมืองโบราณ

efb4d19be7a94a985859a2a89facb298 8790f89ee2b7f891b2ddb3dbc7a3e300 9bb97223674068261e21eca33a2793ad d1b0967caf786c58880971a686ab45b9

 

เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ เริ่มก่อสร้างเมื่อปลายปี 2506 ตั้งอยู่ในเขตตำบล บางปูใหม่ เป็นศูนย์รวมปูชนียสถาน ที่สำคัญ ๆ ของแต่ละจังหวัด เช่น เขาพระวิหาร ปราสาทหินพนมรุ้ง วัดมหาธาตุสุโขทัย พระพุทธบาทสระบุรี พระธาตุ เมืองนคร พระธาตุไชยาโดยสร้างให้มีขนาดเล็กลง บางแห่งเท่าแบบจริงการสร้าง ฝีมือประณีต นอกจากนั้นยังเป็นแหล่ง รวบรวมศิลปวัฒนธรรม พื้นบ้านที่นับวันจะสูญหายไปจากสังคมยุคใหม่

ฟาร์มจระเข้ และสวนสัตว์สมุทรปราการ

crocodile n 60f110fd02978aae5ecd847d75904d73

 

ตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2493 ปัจจุบันเป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในเขตตำบลท้ายบ้าน ภายในเป็นสถานเพาะเลี้ยงจระเข้ ขนาดต่าง ๆ กว่า 40,000 ตัว มีการแสดงวิธีจับ จระเข้ด้วยมือเปล่า ในส่วนการแสดงของช้างแสนรู้เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอันมาก นอกจากการเลี้ยงจระเข้แล้ว ภายในฟาร์มยังมีสัตว์แสนรู้อื่น ๆ อีก เช่น เสือ และลิงชิมแปนซี สัตว์ประเภทอื่น ๆ เช่น ชะนี เต่า งูเหลือม งูหลาม นก อูฐ ฮิปโป และปลาจำนวนมาก


พระสมุทรเจดีย์

phrasamutchedi s a574f0d615e56653cff6f7103b3991ee

 

อยู่ที่ตำบลปากคลองบางปลากด ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงกันข้ามกับศาลากลางจังหวัด แต่เดิมพระเจดีย์นี้ตั้งอยู่บนเกาะ กลางปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร ต่อมาชายตลิ่งฝั่งขวาของ แม่น้ำตื้นเขินงอกออกมาเชื่อมติดกับเกาะอันเป็น ที่ตั้งพระเจดีย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างแต่ยังไม่ทันเสร็จก็สิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อเป็นพระเจดีย์สูง 20 เมตร ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนรูปทรงพระเจดีย์แล้วก่อให้สูงขึ้นอีกเป็น 38 เมตร ภายในบรรจุพระบรม สารีริกธาตุ พระชัยวัฒน์และพระห้ามสมุทรไว้


ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

26 images1

 

อยู่ที่ตำบลตลาด สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 เป็นหลักเมืองเก่าของอำเภอพระประแดง ในสมัยเมื่อ อำเภอนี้มีฐานะเป็นเมือง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งซึ่งชาวเมืองเคารพนับถือมาก


ศาลพระเสื้อเมือง

images2

 

อยู่ที่ตำบลตลาด สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองพระประแดง ชาวบ้านนับถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เคารพบูชากันมาก


ป้อมปราการ

ป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือ ป้อมพระจุล

ตั้งอยู่บริเวณริมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า เป็นป้อมที่ทันสมัยและมีบทบาทสำคัญยิ่งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นที่ทำการยิงต่อสู้กับอริราชศัตรูมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เป็นป้อมที่จารึกอยู่ในความทรงจำของคนไทยและประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน เพราะในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแสวงหาเมืองขึ้น บรรดาประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ติดเขตแดนไทย ก็ถูกประเทศทั้งสองเข้าครอบครองไปหมดแล้ว นับเป็นภัยใหญ่หลวงสำหรับประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทย พระองค์จึงทรงหาวิธีป้องกันต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันทางน้ำ ทรงดำริให้ปรับปรุงป้อมต่าง ๆ ทางปากน้ำ โดยจ้างชาวต่างประเทศที่ชำนาญการทหารเรือ เป็นที่ปรึกษาวางแผนในการปรับปรุงกิจการทหารเรือในครั้งนั้นด้วย

paknamincident 1 paknamincident 3
paknamincident 5 paknamincident 4

 

กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ร.ศ.๑๑๒112 (พ.ศ. ๒๔๓๖)

สาเหตุ ของสงคราม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสได้ญวน และเขมร ส่วนนอกเป็นเมืองขึ้นจึงเจราจากับไทยว่าดินแดนลาวทางฝั่ง ตะวันออกของแม่น้ำโขงซึ่งตกเป็นเมืองขึ้น ของไทยมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น ได้เป็นเมืองขึ้นของญวนและเขมรตกเป็นเมือง   ขึ้นของฝรั่งเศส ดินแดนเหล่านั้นก็ควรเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสด้วย    ฝ่ายไทยขอให้ฝรั่งเศสแสดงหลักฐาน ประกอบข้อที่อ้างว่า ดินแดนเหล่านั้นเป็นของญวน และเขมร   ฝรั่งเศสไม่พอใจ ในที่สุดไทยกับฝรั่งเศส ก็เกิดกระทบกระทั่งกันขึ้น และเป็นสาเหตุต่อสู้กันตามฝั่งแม่น้ำโขงทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับ ฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒

เมื่อ ฝรั่งเศสได้ส่งเรือลูแตง (Lutin)   เข้ามาตรึงกำลังอยู่ในลำแม่น้ำเจ้าพระยาโดยจอดอยู่หน้าสถานทูต ฝรั่งเศสเพื่อที่จะใช้เป็นกำลังบีบบังคับไทย ในระหว่างนี้ทูตฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ก็ได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยยอมรับ เขตแดนญวนว่าจรดถึงฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ไทยคัดค้านและเต็มใจที่จะนำข้อที่เป็นปัญหากันอยุ่นี้เสนอ ให้อนุญาตให้ ตุลาการวินิจฉัย และรัฐบาลไทยเห็นว่าควรเขิญสหรัฐอเมริกามาเป็นผู้ตัดสิน แต่ฝรั่งเศสปฏิเสธและจะไม่ยอมถอน เรือรบด้วยถ้าไทยไม่ยอมตามที่ขอร้อง    ไทยรู้สึกว่าฝรั่งเศสได้ดำเนินการข่มขู่บังคับยิ่งขึ้น จึงได้ดำเนินการติดต่อ ทางการทูตกับอังกฤษและจัดเตรียมการป้องกันทางปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อรับ สถานการณ์ที่จะบังเกิดขึ้น   อังกฤษได้ ทราบว่าฝรั่งเศสได้สั่งเคลื่อนกำลังทางเรือมารวมกันอยู่ที่ไซง่อน และมีเสียงลือว่าฝรั่งเศสจะส่งกองเรือเข้ามารุกรานไทย ทั้งฝ่ายไทยก็ได้เตรียมกำลังป้องกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา โดยเอาเรือมาจมขวางไว้ที่ปากน้ำ เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปทำให้เกิด ความวิตกกังวลในวงการค้าทั่วไป    อังกฤษจึงส่งเรือรบเข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ชีวิตและ ทรัพย์สิน ของคนชาติอังกฤษ เมื่อฝรั่งเศสได้ทราบข่าวว่าอังกฤษได้จัดส่งเรือรบเข้ามาเพิ่มเติมในน่าน น้ำไทยมีท่าที่ไปในทางเสริม กำลังใจให้แก่ฝ่ายไทย ซึ่งขอให้รัฐบาลส่งเรือรบมาสมทบอีก ๒ ลำคือเรือโคเมทและเรือแองคองสตังค์ ไทยตอบขัดข้อง และอ้างว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถจะยอมให้ประเทศใดๆ ส่งเรือรบเข้ามาจอดในลำแม่น้ำมากกว่าประเทศละหนึ่งลำขึ้นไป ในที่สุดทั้งเรือรบอังกฤษและฝรั่งเศสได้ตกลงจะจอดที่สันดอน   แต่จะเนื่องด้วยกลวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ เรือรบฝรั่งเศสทั้งสองลำจึงดื้อแล่นเลยข้ามสันดอนเข้ามาซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการสู้รบกันขึ้นที่ปากน้ำเจ้าพระยา

เหตุการณ์ในการรบ

ใน วันที่ ๑๓ กรกฏาคม ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) เวลา ๑๘.๐๕ น. กองเรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำประกอบด้วย เรือแองกองสตังค์ และเรือโคเมท โดยมีเรือสินค้าฝรั่งเศสชื่อเยเบเซย์ เป็นเรือนำร่องได้แล่นกระบวนเรียงตามกัน ระยะต่อระหว่างลำ ๔๐๐ เมตร ผ่านสันดอนปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาด้วยความเร็ว ๑๐ น๊อต เวลา ๑๘.๓๐ น. ผ่านทุ่นดำก่อนจึงถึงจุดเลี้ยวตรงเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะห่างจากป้อมพระจุลจอมเกล้าประมาณ ๔,๐๐๐ เมตร ป้อมพระจุลจอมเกล้าได้ทำการยิงด้วยนัดดินเปล่า 2 นัด เพื่อเป็นการเตือนให้เรือรบผรั่งเศสหยุด เรือรบฝรั่งเศสคง แล่นต่อมา ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงได้ทำการยิงด้วยกระสุนจริง ข้ามหัวเรือไป 2 นัด เรือแองกองสตังต์ได้ลด ความเร็วลงทำทีเหมือนจะหยุด พอเรือโคเมทตามขึ้นมาทันประมาณเวลา 18.35 น. เรือรบฝรั่งเศสทั้งสองลำ ได้ทำการยิงมายังป้อมพระจุลจอมเกล้าและแล่นตามร่องน้ำขึ้นมา ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะค่ำ ปืนป้อมพระจุล จอมเกล้าได้ทำการยิงต่อสู้ทุกกระบอกอย่างเต็มที่ และเรือรบไทยก็ได้เข้าร่วมในการรบด้วย ปรากฏว่าเรือ เย เบ เซย์ ของฝรั่งเศสถูกกระสุน เรือทะลุ น้ำเข้าเรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ต้องแล่นไปเกยตื้นขอบขวาของร่อง เรือแองกองสตังต์ถูกกระสุน 1 นัด บนดาดฟ้าทะลุไปออกทางกราบขวา หลักเดวิดหักสะบั้น พันจ่าช่างไม้ประจำเรือตาย เวลา 18.43 น. เรือรบฝรั่งเศสได้แล่นมาถึงจุดเลี้ยวตรงแม่น้ำ ขณะนั้นการยิงต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปและรุ่นแรงยิ่งขึ้น จนถึงเสลาที่เรือรบฝรั่งเศสได้ขึ้นมาถึงและทำการต่อสู้กับเรือรบไทยที่จอดทำ หน้าที่ขัดขวางการตีฝ่าเข้ามานั้น การยิงของป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงได้หยุดลง เวลา 18.50 น. เรือแองกองสตังต์ได้ผ่านขึ้นมาถึงแนวทุ่นระเบิดในบังคับ นายทหารเรือฝ่ายไทยได้บังคับให้ทุ่นระเบิดขึ้นลูกหนึ่งห่างประมาณ 30-40 หลา แต่ไม่ได้ทำอันตรายแก่เรือแต่อย่างใด กองเรือรบฝรั่งเศสผ่านขึ้นมาถึงแนวเรือรบฝ่ายไทย ขณะนั้นเรือรบไทยทุกลำได้ทำการยิงต่อสู้ขัดขวางอย่างเต็มที่ จนถึงขั้นเกิดการรบประชิด กระสุนนัดที่ 5 ของเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ถูกเรือแองกองสตังค์ที่กราบขวา เรือแองกองสตังค์ เลี้ยวเข้าหาตั้งใจจะชนเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ให้จม ขณะนั้นระยะห่างกันไม่ถึง 200 เมตร เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์หันหลบ แต่ก็ยังกระทบกัน ทำให้เสาธงหักและเรือเล็กเสียหายลำหนึ่ง ขณะผ่านแนวเรือรบไทยในระยะใกล้นี้เรือรบฝรั่งเศส ได้ระดมยิงกระหน่ำด้วยปืนลูกโม่และปืนเล็กอื่นฯ ไปยังเรือรบไทยตลอดเวลาจนผ่านพ้นแนวเรือรบฝ่ายไทยขึ้นไป เวลา 19.10 น. เรือรบฝรั่งเศสเข้ามาอยู่ในรัศมีของป้อมผีเสื้อสมุทรและได้เกิดการยิงสู้กัน ขึ้น แต่เนื่องจากเป็น เวลาค่ำ การยิงของป้อมจึงไม่เกิดผลแต่อย่างใด เรือรบผรั่งเศสแล่นต่อไปและไปจอดทอดสมอที่หน้าสถานทูต ฝรั่งเศสในคืนวันเดียวกันนั้นเอง

การติดตามทำลายภายหลังการรบ

เมื่อเรือรบฝรั่งเศสผ่านไปแล้ว พลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ รองผู้ปัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้ เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์นำเรือไปยังสมุทรปราการ รอสมทบกับเรือมกุฎราชกุมาร แล้วจึงแล่นด้วยความเร็วเต็มที่ ไปตามลำแม่น้ำเข้าชนเรือข้าศึกให้จม และให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีซึ่งจอดอยู่ที่ราชวรดิษฐ์กรุงเทพฯ ลงมาร่วมชน เรือรบฝรั่งเศสด้วย ซึ่งในการรบค่ำมืดเช่นนี้ ฝ่ายไทยมีโชคในการทำลายเรือรบฝรั่งเศสได้ดีและความมืดจะเป็น อุปสรรคทำให้การยิงปืนของเรือรบฝรั่งเศสไม่ได้ผล แต่แผนการนี้ไม่ได้รับพระบรมราชานุมัติจากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงเกรงว่าเรื่องราวจะลุกลามไปใหญ่โตถึงประเทศไทยอาจต้องเสียเอกราชไปใน ที่สุด เพราะประเทศไทยไม่สามารถที่จะสู้รบกับประเทศมหาอำนาจโดยลำพังได้พระองค์จึง ทรงยอมเสียสละดินแดน ส่วนน้อยเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ของไทยเอาไว้

เปรียบเทียบกำลังรบ

ฝรั่งเศส อ้างว่าในการสูรบกันครั้งนั้นฝ่ายไทยมีกำลังเหนือกว่า ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า ในจำนวนเรือ 5 ลำที่ฝ่ายไทยจัดไปตั้งรับเรือรบที่ปากน้ำเจ้าพระยามีเรือที่เป็นเรือรบเพียง 2 ลำเท่านั้น คือเรือมกุฏราชกุมารและเรือ มูรธาวสิตสวัสดิ์ซึ่งเป็นเรือที่เล็กกว่าเรือรบฝรั่งเศสและอาวุธประจำเรือก็ เป็นแบบโบราณ บรรจุปากกระบอกยิงได้ช้า ส่วนเรือรบ 2 ลำของฝรั่งเศสมีปืนประจำเรือแบบใ หม่ บรรจุท้ายยิงได้เร็วและอำนาจในการยิงผิดกันมากมาย ส่วนเรืออีก 3 ลำของไทย คือเรือหาญหักศัตรู เรือนฤเบนทร์บุตรี และเรือทูลกระหม่อม ไม่ใช่เรือรบโดยแท้จริงและเป็นเรือขนาดเล็ก เอาปืนโบราณใส่ลงในเรือไม่มีคุณค่าในการรบแต่อย่างใด ใช้เป็นกำบังต้านทานในแนวหลัง เนื่องจากประเทศไทยเป็น ประเทศเล็ก ไม่มีเรือรบที่คุณภาพในทางยุทธวิธีอย่างแท้จริง มีอะไรพอจะใช้ได้ก็เอามาใช้รบตามอัตภาพของตนเพื่อ ให้เกิดความเสียหายแก่ข้าศึกให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้

ส่วนป้อมพระจุลจอมเกล้านั้น มีปืนบรรจุท้ายขนาด 6 นิ้ว นับว่าเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา ในขั้นแรกก็เป็นการยิงเตือนห้ามไม่ให้เรือรบฝรั่งเศสแล่นเข้ามา เมื่อเห็นว่าเรือรบฝรั่งเศสยังคงดื้อห้ามไม่ฟัง จึงได้ทำการ ยิงจริงโดยหมายยิงให้ถูกเรือรบฝรั่งเศส มีเวลาทำการยิงได้ไม่เกิน 10 นาที แม้กระนั้นก็ยังยิงถูกเรือ เย เบ เซย์ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องแล่นไปเกยตื้น การรบในระยะกระชั้นชิดกับเรือรบไทย ปืนกลและปืนเล็กยาว ทำการยิงได้ผลกว่าปืนใหญ่ เรือรบฝรั่งเศลได้เปรียบฝ่ายไทยเพราะมีปืนกลติดตั้งบนหอรบของเสา ซึ่งอยู่ในที่สูง และมีมุมยิงได้ทั่วไป

ความเสียหายภายหลังการรบ

ฝ่ายฝรั่งเศส

  • เรือ เยเบเซย์ ถูกยิง 2 นัด มีรูทะลุน้ำเข้าเรือจึงต้องแล่นไปเกยตื้น ไม่ปรากฏว่ามีคนบาดเจ็บล้มตาย
  • เรือแองกองสตังค์ ตัวเรือและส่วนบนของเรือมีรอยกระสุนปืนเล็กมากมายและมี รอยกระสุนปืนใหญ่หลายแห่ง หลักเดวิดเรือโบตหัก ทหารตาย 1 คน บาดเจ็บ 2 คน
  • เรือโคเมต ตัวเรือและส่วนบนของเรือมีรอยกระสุนปืนเล็กมากมายและมี รอยกระสุนปืนใหญ่ 2 นัด กระจกสะพานเดินเรือแตก เรือเล็กเสียหาย 2 ลำ ทหารตาย 2 คนบาดเจ็บ 1 คน

ฝ่ายไทย

  • เรือมกุฎราชกุมาร ถูกกระสุนปืนใหญ่ 1 นัดที่หัวเรือ เครื่องกว้านสมอชำรุดใช้การไม่ได้ถูกกระสุนปืนใหญ่เล็กจำนวนมาก
  • เรือมุรธาวสิตสวัสดิ์ ถูกกระสุนปืนใหญ่ 2 นัดที่ข้างเรือกราบซ้ายตรงห้องเครื่องจักร ส่วนบนของเรือถูกกระสุนปืนเล็กจำนวนมาก
  • เรือหาญหักสัตรู ถูกยิงที่ท้ายเรือมีช่องโหว่
  • เรือทูลกระหม่อม ถูกกระสุนปืนใหญ่ 1 นัดที่ตัวเรือ
  • ป้อมพระจุลจอมเกล้า ไม่ได้รับความเสียหาย
  • ป้อมผีเสื้อสมุทร บริเวณหลุมปืนถูกยิงแต่ไม่เสียหายมาก

ฝรั่งเศสยื่นคำขาด

ให้เคารพสิทธิของญวนและเขมรเหนือดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆในลำแม่น้ำนี้ ให้ถอนกองทหารไทยที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทำให้เกิความพอใจสำหรับการกระทำอันคุกคามต่างๆ ต่อเรือและทหารประจำเรือฝรั่งเศส ที่ปากน้ำเจ้าพระยาและต่อคนในบังคับฝรั่งเศส ให้ใช้เงินค่าทำขวัญแก่ครอบครัวของผู้ที่ต้องเสียชีวิตและให้ลงโทษผู้กระทำผิด ให้ใช้เงิน 2,000,000 ฟรังค์ เป็นค่าปรับในความเสียหายต่างๆ ที่เกิดแก่คนในบังคับฝรั่งเศส ให้ใช้เงิน 3,000,000 ฟรังค์ โดยชำระเป็นเงินเหรียญโดยทันที่เพื่อเป็นการมัดจำประกัน สำหรับข้อเรียกร้อง ในข้อ 4. และ 5. หรือถ้าไม่สามารถชำระก็ต้องยอมให้รัฐบาลฝรั่งเศสเก็บภาษีในเมืองพระตะบอง และเสียมราฐให้รัฐบาลไทยตอบให้ทราบภายใน 48 ชั่วโมง ว่าจะรับปฏิบัติตามนี้ได้หรือมิได้
สัญญาสงบศึกระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 3 ตุลาคม 2436 (ร. ศ. 112 )

รัฐบาลไทยยอมสละกรรมสิทธิ์ทั้งสิ้น ที่มีอยู่เหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตลอดจนเกาะทั้งหลายในแม่น้ำนั้น รัฐบาลไทยจะไม่ใช้เรือและพาหนะที่ติดอาวุธเดินในลำน้ำโขง รัฐบาลไทยจะไม่สร้างค่ายทหารในรัศมี 25 กิโลเมตร จากเขตแดนของฝรั่งเศส ภายในเขตที่ระบุไว้ในข้อ 3 ฝ่ายไทยจะมีกำลังตำรวจไว้รักษาความสงบได้พอสมควรเท่านั้น รัฐบาลไทยยินยอมที่จะแก้ไขสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีการค้าขายและการเดินเรือกับรัฐบาลฝรั่งเศสเสียใหม่ เพื่อความเจริญแห่งการเดินเรือในลำน้ำโขง รัฐบาลไทยยินยอมให้ฝรั่งเศสสร้างที่ท่าเรือบบนฝั่งแม่น้ำโขง บุคคลสัญชาติหรือบังคับฝรั่งเศสมีสิทธิจะทำการค้าได้โดยสะดวกในเขตที่ระบุในข้อ 3 รัฐบาลฝรั่งเศสจะสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะตั้งกงศุล ณ ที่ใดก็ได้ ในกรณีที่จะต้องตีตวามแห่งสัญญาฉบับนี้ ฉบับภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นจะใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาได้เพื่อที่จะให้ไทย ปฏิบัติตามสัญญาฝ่ายฝรั่งเศสได้เข้ายึดจัดหวัดจันทบุรีไว้จนกว่าฐับาลไทยจะ ได้ปฏิษัติตามนั้นโดยตลอด และแม้ไทยจะได้ปฏิษัติตามคำบังคับนั้นครบถ้วนทุกประการแล้ว ฝ่ายฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมออกจากจังหวัดจันทบุรี กาลล่วงมาแล้วถึง 10 ปี ฝ่ายฝรั่งเศสก็ยังยึดจังหวัดจันทบุรีไว้เรื่อยไป จังหวัดจันทบุรีเป็นดินแดนสำคัญยิ่ง ในการรักษาความปลอดภัยของประเทษไทยทางด้านตะวันออก เมื่อไทยไม่มีกำลังที่จะไล่ฝั่งเศสไปจาก จังหวัดจันทบุรีได้ ก็ต้องขอแลกเปลี่ยน ฝ่ายฝรั่งเศสเรียกร้องข้ามมาเอาดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงอีก ไทยต้องเสียแคว้นหลวงพระบางเมืองมโนไพรและจำปาศักดิ์ให้ฝรั่งเศส โดยฝ่ายฝรั่งเศสอ้างว่าถ้ายกดินแดน ดังกล่าวนี้ให้แล้วจะถอนทหารไปจากจังหวัดจันทบุรีทันที

แต่ปรากฏว่าฝ่ายฝรั่งเศสได้ถอนทหารไปจากจังหวัดจันทบุรี แล้วไปยึดจังหวัดตราดแทน เพื่อเรียกร้องต่อไปอีก การไปยึดจังหวัดตราดนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับการยึดจังหวัดจันทบุรีด้วย เพราะเกาะทั้งหลายใต้แหลมสิงห์ลงไปจนถึง เกาะกูดยังคงอยู่ในความยึดครองของฝรั่งเศสด้วย เพื่อให้ฝรั่งเศสไปจากจังหวัดตราด ไทยต้องเสียพระตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณอีก เป็นอันว่านับแต่เกิดการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) จนถึง วันที่ 6 กรกฏาคม พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นวันที่ฝรั่งเศสถอนทหารออกไปจากจังหวัดตราด นับเป็นเวลาถึง 14 ปี ที่ไทยเราได้ตกอยู่ในฐานะถูกบีบบังคับจากฝ่ายฝรั่งเศสเรื่อยมา และต้องเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสมากมายเพื่อรักษาไว้ ซึ่งสิทธิในความเป็นเอกราชของเราต่อไป

ป้อมปราการ

 fortphoto 1  fortphoto 2

 

ป้อมปราการนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศไทย ในอดีตข้าศึกจะรุกราน ประเทศไทยก็มักจะนั่งเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างป้อมปราการถึง 24 ป้อม เพื่อติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้กับเรือข้าศึกที่รุกราน มีดังนี้

  1. ป้อมวิทยาคม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2326 ตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอพระประแดงในปัจจุบัน
  2. ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ตั้งอยู่ในบริเวณสถานพยาบาลพระแดงในปัจจุบัน ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
  3. ป้อมปีศาจสิง ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับปู่เจ้าสมิงพราย ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
  4. ป้อมราหูจร ตั้งอยู่แนวเดียวกับป้อมปีศาจสิง
  5. ป้อมแผลงไฟฟ้า ตั้งอยู่ในเขต อ. พระประแดง
  6. ป้อมสังหาร ตั้งอยู่บริเวณสถานีตำรวจภูธรพระประแดงในปัจจุบัน
  7. ป้อมศัตรูพินาศ ตั้งอยู่หลังสำนักงานเทศบาลเมืองพระประแดง
  8. ป้อมพระจันทร์ พระอาทิตย์ ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
  9. ป้อมเพชรหึง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2365 ในสมัยรัชกาลที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนอำนวยวิทย์
  10. ป้อมจักรกรด ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
  11. ป้อมประโคนชัย สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณปากครองปากน้ำ
  12. ป้อมนารายณ์ปราบศึก ตั้งอยู่บริเวณ อ. เมืองฯ ในปัจจุบัน
  13. ป้อมกายสิทธิ์ ตั้งอยู่บริเวณ อ. เมืองฯ ในปัจจุบัน
  14. ป้อมผีเสื้อสมุทร สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 แต่สร้างสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่บนเกาะกลางน้ำ ปัจจุบันยังอยู่
  15. ป้อมนาคราช อยู่ในเขตโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์
  16. ป้อมพระกาฬ ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
  17. ป้อมปราการ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตั้งอยู่ในตลาดปากน้ำในปัจจุบัน
  18. ป้อมตรีเพชร ตั้งอยู่ ต. บางนาเกร็ง ปัจจุบันรื้อถอนหมดแล้ว
  19. ป้อมปีกกา ตั้งอยู่ที่ ถ. ท้ายบ้าน เป็นบ้านพักและเก็บพัสดุของเทศบาลเมืองสมุทรปราการ
  20. ป้อมคงกระพัน ตั้งอยู่ที่ปากคลองบางปลากด
  21. ป้อมนารายณ์กางกร ไม่มีซากให้เห็น
  22. ป้อมพับสมุทร ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมนาคราช
  23. 23.ป้อมเสือซ่อนเล็บ ตั้งอยู่ที่ตำบลมหาวงษ์ บริเวณโรงเรียนนายเรือ
  24. 24.ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตั้งอยู่ปากน้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า


ถึงแม้ป้อมทุกป้อมมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา น่าสนใจทั้งในด้านยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ และ เป็นโบราณสถาน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าส่วนใหญ่ได้ถูกรื้อถอนออกจนหมดเพื่อใช้บริเวณของ ป้อมเป็นที่ก่อสร้างสิ่ง ที่เป็นอย่างอื่นขึ้นมาแทน ป้อมบางแห่งมีให้เห็นเพียงซากกำแพงเก่าๆ เท่านั้นและบางแห่งไม่มีแม้แต่ซากให้เห็นเลย ป้อมที่หลงเหลือให้เห็นสมบูรณ์ที่สุดซึ่งมีทั้งส่วนที่สร้างเป็นป้อมและเป็น ปืนใหญ่ คือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ซึ่ง ปัจจุบันกองทัพเรือได้ปรับปรุงให้เป็นที่ท่องเที่ยว ป้อมอีกแห่งหนึ่งที่คนมาเยือนสมุทรปราการมักจะไปชม คือ ป้อม แผลงไฟฟ้า เพราะนอกจากเดินทางสะดวก แล้วทางเทศบาลเมืองพระประแดงยัง ได้ปรับปรุง ให้เป็นสถานที่ พักผ่อน ของประชาชน ที่สำคัญ คือ ยังมีตัวป้อมและปืนใหญ่ให้ชมเกือบสมบูรณ์ใกล้เคียงกับป้อมพระจุลจอมเกล้า ด้วย

ป้อมแผลงไฟฟ้า - Plaeng Fai Fah Fort

plaengfaifah 1 plaengfaifah 2

 

ประตูทางเข้าป้อมอยู่หลังตลาดสดพระประแดง ภายในป้อมได้จัดเป็นสวนสาธารณะที่พักผ่อนของพระประแดง

สร้าง สมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2375 อยู่ฝั่งเดียวกับที่ว่าการอำเภอพระประแดงอยู่ติดกับสถานีตำรวจพระประแดงแลงโรงเรียนเทศบาลพระประแดง ด้านหน้าของป้อมหันออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

ปัจจุบันป้อมอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ จากประตูทางเข้าจะมองเห็นทางลาดขึ้นสู่ด้านบนของป้อม เราสามารถเดินตามเชิงเทินเพื่อชมป้อมได้โดยรอบ บนป้อมมีปืนใหญ่อยู่ในหลุมปืนตั้งให้ชม บริเวณทั่วไปอยู่ในระหว่างดำเนินการบูรณะให้เป็นโบราณสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป

ป้อมผีเสื้อสมุทร - Phi Sua Samut Fort

phisuasamutfort 1 phisuasamutfort 2

 

ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับองค์พระสมุทรเจดีย์ ปัจจุบันยังใช้ประโยชน์ในกิจการของกองทัพเรือ เคยใช้เป็นคลังเก็บวัตถุระเบิดและดอกไม้เพลิง ปัจจุบันเป็นที่ทำการของกองเรือเล็ก กำแพงป้อมที่ถูกน้ำทะเลเซาะพังได้บูรณะซ่อมแซมจนมีสภาพดี เป็นที่อยู่ของค้างคาวแม่ไก่นับหมื่นตัว ในช่วงน้ำลงยังมีนกน้ำออกมาหาหอย ปู ปลา อีกด้านหนึ่งของป้อมที่หันมาทางศาลากลางจังหวัดมีท่าจอดเรือ เยื้องมาทางใต้เป็นปากอ่าวไทยที่มีเรือเดินสมุทร เรือสินค้าจอดหลายสิบลำ ในหน้าหนาวมีฝูงนกนางนวลบินโฉบเฉี่ยวหาเหยื่อ บ้างเกาะบนต้นตาลที่ปักบอกร้องน้ำ เป็นทัศนียภาพที่น่าศึกษาอีกแห่งหนึ่ง ถ้าต้องการผ่านมาชมป้อมแห่งนี้ให้ลงเรือที่ท่าเรือวิบูลย์ศรี ฝั่งปากน้ำหรือลงเรือที่ฝั่งพระสมุทรเจดีย์

ป้อมนาคราช - Nakarat Fort

กำแพงป้อมจะหน้ากว่าป้อมอื่น เพราะดินถูกน้ำทะเลเซาะ ปัจจุบันอยู่ในบริเวณโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์
สร้าง เมื่อ ฑ.ศ. 2365 อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมีซากแนวกำแพงให้เห็น แนวกำแพงอยู่ตั้งแต่บริเวณโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์เรื่อยมาจนถึงบริเวณบ้านพักครูและบ่อลี้ยงปลาที่ชาวบ้านเข้ามาทำมาหากินอยู่ บ้านบางหลังสร้างอยู่ในแนวกำแพงเดิม ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเคยมีการขุดพบปืนใหญ่โบราณแช่น้ำอยู่หลายกระบอก และในหน้าแลงถ้าถางป่าออกหมดจะเห็นแนวกำแพงเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรแต่ไม่ต่อเนื่องกัน

ลักษณะของกำแพงป้อมนาคราชค่อนข้างหนา ใหญ่ ลาดเทกว่าป้อมอื่น คงเนื่องจากอยู่ใกล้ทะเลมีปัญหาเรื่องน้ำเซาะกำแพงนั่นเอง
ป้อมแห่งนี้จะมีการบูรณะต้องใช้งบประมาณอย่างมากผู้ที่น่าจะเป็นเรี่ยวแรงหลักใน การดูแลรักษาป้อมให้คงอยู่ก็คือชาวบ้าน นักเรียน ผู้ปกครอง ร่วมถึงหน่วยราชการไม่ว่าโรงเรียน กองทัพเรือและกรมศิลปากร

นอกจากป้อมที่กล่าวมานี้แล้วยังมีป้อมอื่นอีกเช่นป้อมวิทยาคม ป้อมมหาสังหาร ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรด ป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ ป้อมเพชรหึง ป้อมปีกกาวงเดือน ป้อมปีศาจสิง ราหูจร ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ ป้อมกายสิทธิ์ ป้อมปีกา ป้อมตรีเพชร ป้อมคงกระพัน ป้อมนารายกางกร และป้อมเสือซ่อนเล็บเป็นที่บัญชาการของแม่ทัพ ( ปัจจุบันเป็นโรงเรียนนายเรือ )

จังหวัดสมุทรปราการมีป้อมมากมาย ตั้งแต่พระประแดงถึงปากอ่าวไทยเป็นระยะทางนับสิบกิโลเมตร แต่ละป้อมสร้างจากการทุมเทความคิดหยาดเหงื่อแรงงานและความตั้งใจมั่นของคน จำนวนมาก เพื่อป้องกันเอกราชของชาติ ทหารประจำป้อมเหล่านี้เคยต่อสู้กับอริราชศัตรู ปัจจุบันเราไม่ได้เหลียวแลสถานที่เหล่านี้เท่าควร แม้ว่าเราจะรบแพ้ สู่เขาไม่ได้ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า "ยามสงบถ้า ไม่เตรียมรบให้พร้อมสรรพ เราจะพ่ายแพ้อรราชศัตรูอีก"

หนองงูเห่าฟาร์ม

77bd5d76

 

อยู่ที่ตำบลบางโฉลง เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2529 มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เป็นสถานที่เพาะเลี้ยง งูเห่าชนิดต่าง ๆ และมีการแสดง วิธีรีดพิษงู การจับงู พร้อมทั้งมีผลิตภัณฑ์ทำด้วยหนังงูจำหน่าย


สถานตากอากาศบางปู

6d9e3fe48f5dd401ef56f2d97f758f71

 

อยู่ในเขตตำบลบางปูใหม่ เป็นสถานตากอากาศที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลานานและเป็นสถานพักฟื้น พักผ่อน ของกรมพลาธิการ ทหารบก ภายในมีสวนไม้ดอกไม้ประดับ ร้านอาหาร บ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว และในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนกรกฎาคม จะมีนกนางนวล อพยพมาหากินอยู่ตาม ชายทะเล


พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ

73de780ef5d4c52ba915b30a9f5c2fe9 0b4d085ae5fe2fb252260a651a0103aa

 

ตั้งอยู่ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ ตรงข้ามกับโรงเรียนนายเรือ ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นที่รวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกองทัพเรือไทย และยุทธนาวีครั้งสำคัญ ๆ แบ่งเป็น 2 อาคาร คือ อาคาร 1 จัดเป็นห้องเทิดพระเกียรติพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์พระบิดาของทหารเรือไทย และห้องจัดแสดงเครื่องแบบต่าง ๆ ของทหารเรือไทย อาคาร 2 ชั้นล่างจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ชั้น 2 จัดแสดงเกี่ยวกับเรือพระราชพิธี ชั้น 3 เป็นการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษ หมุนเวียนตามช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญ เช่น ยุทธนาวีที่เกาะช้าง สงครามเอเชียมหาบูรพา วีรกรรมที่ดอนน้อย เรือดำน้ำแห่งราชนาวี และการปฏิบัติการของทหารนาวิกโยธิน


วัดกลางวรวิหาร

watklang 01 watklang 02

 

ตั้งอยู่ถนนศรีสมุทร ตำบลปากน้ำ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท เป็นวัดสมัยอยุธยา ตอนปลาย เดิมชื่อ วัดตะโกทอง พระอุโบสถได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 หน้าบันมีลายปูนปั้นประดับเครื่องลายคราม ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องปฐมสมโพธิกถา ต่อมาเมื่อพ.ศ.2449 มีการสร้างพระมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาท 4 รอย หน้าบันมีลายปูนปั้นเครื่องแถวประดับด้วยถ้วยจานเบญจรงค์ ยอดสุดแต่ละมุมมีปูนปั้นหน้าของท้าวจตุโลกบาล ตามเค้าโครงเรื่องไตรพระภูมิพระร่วง เบื้องบนของผนังภายในซุ้มพระพุทธรูปขนาดย่อมโดยรอบ ศาลาการเปรียญลักษณะเป็นเรือนไทยแบบเรือนหมู่ไม้สักทั้งหลัง หน้าบันมีลวดลายไม้สลักละเอียดอ่อนสวยงามควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง


วัดอโศการาม

watasok t 1 watasok t 2

 

ตั้งอยู่เทศบาลบางปู สร้างเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2505 ฝ่ายธรรมยุตินิกาย โดยพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีร์เมธาจารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง และเป็นสถานที่สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน มีสิ่งที่น่าชม เช่น พระธุตังคเจดีย์ เป็นพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ แต่ละองค์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่ระลึกถึงธุดงควัตร 13 ประการ และวิหารวิสุทธิธรรมรังสี อาคารจตุรมุข 3 ชั้นส่วนยอดเป็นมณฑปประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเช่นกัน ภายในวิหารประดิษฐานสรีระท่านอาจารย์ลี

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

4341481252ab93d3163467d2a51f981f floatingmarket fdf8de4f478bb2ad20af9a1fd5d23aff 6976cbb207a195f26a05222b9e727675

 

เป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ใกล้กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณตำบลบางน้ำผึ้ง เป็นการร่วมมือระหว่าง อบต.บางน้ำผึ้ง และชาวบ้านในชุมชนสร้างตลาดน้ำแห่งนี้เพื่อหาทางแก้ไขภาวะผลผลิตล้นตลาด ซึ่งตลาดน้ำแห่งนี้สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี เสน่ห์ของตลาดน้ำแห่งนี้ คือ วิถีชีวิตชาวบ้านริมคลอง ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายมอญ และยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้านและอาหารที่มีชื่อเสียงของชุมชน เช่น ดอกไม้เกล็ดปลา ปั้นธูปสมุนไพร หอยทอดขนมครก และมะม่วงน้ำดอกไม้

วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร

images4 images3

 

ตั้งอยู่ที่ตำบลบางน้ำผึ้ง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ทรงสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีพระอุโบสถและพระวิหารที่งดงาม ในพระอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัย อยู่บนบุษบกยอดปรางค์จตุรมุข

วัดโปรดเกศเชษฐาราม

images abc

 

อยู่ที่ถนนทรงธรรม ตำบลทรงคะนอง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีเป็นวัดพุทธไทยเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดง เพราะวัดอื่นๆ มักจะเป็นวัดพุทธรามัญ พระยาเพชรพิไชย(เกตุ) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะสถาปัตยกรรมดีเด่นคือ พระอุโบสถไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันมีศิลปะปูนปั้นลายเครือเถาประดับเครื่องลายคราม ภายในมีพระประธานปางมารวิชัยหล่อด้วยโลหะ พระวิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในมีพระพุทธไสยาสน์พระพักตร์งามมาก เหนือหน้าต่างมีภาพปริศนาธรรมเป็นศิลปะตะวันตกแปลกตาหาดูยาก นอกจากนี้ยังมีพระมณฑปหลังคามุงด้วยกระเบื้องรางรายรอบด้วยเก๋งจีน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มีพระปรางค์ที่มุมทั้ง 4 ด้าน ภายในพระมณฑปมีพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทจำลองประดับมุข


วัดทรงธรรมวรวิหาร

chedi watsongtham 2

 

ตั้งอยู่ถนนทรงธรรม เป็นวัดเก่าแก่ในพุทธศาสนารามัญนิกาย สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองนครเขื่อนขันธ์ ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีกุฏิและพระอุโบสถเป็นเครื่องไม้ฝากระดาน ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่าวัดชำรุดทรุดโทรมมากจึงโปรดฯ ให้พระยาดำรงค์ราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) รื้อกุฏิมาสร้างเป็นหมู่เดียวกัน ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท มีพระรามัญเจดีย์องค์ใหญ่ ศิลปะรามัญ พระวิหารก่ออิฐถือปูน มีช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้สัก ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง


พิพิธภัณฑ์หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

1-8

 

ตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี ในมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ก่อตั้งขึ้นด้วยปณิธานของมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และปรัชญามหาวิทยาลัย ในการบำรุงรักษาศิลปวัฒนธรรมและการวิจัยเพื่อชุมชน จัดแสดงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน ด้านต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น ด้านการค้าทางเรือสำเภา การอพยพของชาวจีนเข้ามาประเทศไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การจำลองร้านขายยาแผนโบราณ ภูมิปัญญาชาวจีนด้านการทอผ้า วรรณกรรมที่แปลจากภาษาจีน นิทรรศการ 90 ปีมูลนิธิปอเต็กตึ๊งและยังมีพิพิธภัณฑ์สมุทรปราการ จัดแสดงของที่ได้รับจากชุมชนเช่น สามล้อ เรือ อุปกรณ์ทำนา


วัดบางพลีใหญ่ใน

2 146 paragraph paragraph 233

 

ตั้งอยู่ริมคลองสำโรง ตำบลบางพลีใหญ่ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในชัยชนะของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชต่อพม่า ต่อมาได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่สมัยสุโขทัยปางมารวิชัยลืมเนตร หน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ เนื้อเป็นทองสัมฤทธิ์เป็นพระประธานในโบสถ์ เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนโดยทั่วไปนาม หลวงพ่อโต วัดนี้จึงมีชื่อว่า วัดหลวงพ่อโต ชาวบางพลีได้อัญเชิญหลวงพ่อโตจำลองลงเรือ ในพิธีโยนบัวหรือรับบัวทุกปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11


วัดบางพลีใหญ่กลาง

129040755e7c8d86bb28147d85cade1d ab7e00480f2c6d966fa00d3762942797

 

ตั้งอยู่บริเวณคลองสำโรงฝั่งเหนือ ตำบลบางพลีใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2367 ชาวบ้านเรียกว่า วัดกลาง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนเป็นวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นที่ประดิษฐานสมเด็จพระศากยมุณีศรีสุเมธบพิตร พระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ยาวประมาณ 53 เมตร ภายในองค์พระแบ่งเป็น 4 ชั้น ชั้น 1 เป็นห้องปฏิบัติธรรม ชั้นที่ 2 ใช้ประดิษฐานพระอรหันต์ 500 รูป มีภาพวาดห้องนรกและห้องสวรรค์ ชั้นที่ 3 มีภาพวาดเกี่ยวกับพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกหลายองค์ ชั้นที่ 4 เป็นชั้นที่บรรจุพระสาริกธาตุซึ่งพระอาจารย์จำนงค์ไปอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา ณ วะละ เมืองโคลัมโบเมื่อพ.ศ.2530 ในชั้นนี้มีห้องประดิษฐานหัวใจพระซึ่งประชาชนนิยมมาปิดทองเพื่อเป็นศิริมงคล

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

f84c2c-1

 

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 12 ไร่ ของบริษัท ธนบุรีประกอบยนต์ จำกัด ตำบลบางเมืองใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างจากแรงบันดาลใจ และความคิดของ คุณเล็ก วิริยะพันธ์ ผู้สร้างเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ และปราสาทสัจธรรม เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อให้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุ มรดกทางวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ และเพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้คงอยู่สืบชั่วลูกชั่วหลานสืบไป ช้างเอราวัณหรือช้างสามเศียร เป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะมือแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำจากโลหะทองแดง แผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือนำมาเรียงต่อกันด้วยความประณีตนับแสนชิ้น ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง 43.60 เมตร (หรือสูงขนาดตึก14-17ชั้นโดยประมาณ) อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้าง เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน ลำตัวช้างหนัก 150 ตัน สูง 29 เมตร กว้าง 12 เมตร และยาว 39 เมตร ตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ ส่วนล่างของตัวช้าง เป็นฐาน โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารศาลามีความสูง 14.60 เมตร กระจายน้ำหนักตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบในบนอาคาร ถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสาภายนอกและสี่เสาภายในอาคารศาลาการตกแต่งภายในเป็นการ ผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก, เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสี, การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่าง ๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า "ชั้นบาดาล" เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปสมัยต่าง ๆ และเครื่องลายครามของจีน ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้ม รอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดี และพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของประเทศ มีงานประติมากรรมลอยตัวเรื่อง รามเกียรติ์ วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร

Read more: http://www.paknam.com/thai/chang-erawan.html#ixzz1nqc1YHdu

 

หัวข้อ หน่วยงาน เว็บไซต์
ตราสัญลักษณ์, คำขวัญ, ต้นไม้ประจำจังหวัด    เว็บไซต์วิกิพีเดีย   จังหวัดสมุทรปราการ - วิกิพีเดีย 
ประวัติศาสตร์   เว็บไซต์วิกิพีเดีย  จังหวัดสมุทรปราการ - วิกิพีเดีย 
สภาพทางภูมิศาสตร์ เว็บไซต์จังหวัดสมุทรปราการ    http://www.samutprakan.go.th/Title/hist.html
การปกครอง เว็บไซต์จังหวัดสมุทรปราการ   คณะผู้บริหาร  
การเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประชากรและสภาพทางสังคม 

เว็บไซต์จังหวัดสมุทรปราการ  

http://www.samutprakan.go.th/Title/hist.html

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ 

แรงงาน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/BaseStat/basestat.html
ประเพณีและวัฒนธรรม  เว็บไซต์ปากน้ำ  http://www.paknam.com 
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ   เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ์ http://www.baanjomyut.com

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

ต้นโพทะเล

1. panmai.com 

2. oknation.net 

ดอกดาวเรือง

panmai.com 

แผนที่ที่ตั้งจังหวัดและการแบ่งเขตการปกครอง

www.wikipedia.org

แผนที่อาณาเขต

http://thaienergydata.in.th/ 

ภาพสถานที่ท่องเที่ยว

http://www.paknam.com/thai/chang-erawan.html 

วัดบางพลีใหญ่ใน

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=16695 

พิพิธภัณฑ์หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 

http://travel.upyim.com

  

 

JoomSpirit