ลพบุรี

ตราสัญลักษณ์ประจําจังหวัดลพบุรี

2

รูปที่ 1 ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดลพบุรี

รูปพระนารายณ์ประทับเหนือพระปรางค์สามยอด หมายถึง การระลึกถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2208 และสร้างความเจริญให้กับแผ่นดินลพบุรีนับเอนกอนันต์ ส่วนพระปรางค์สามยอดเป็นโบราณสถานที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองลพบุรี

คำขวัญประจำจังหวัด

วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง ปรางค์สามยอดลือเลื่อง

เมืองแห่งดินสอพอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกริกก้อง แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

ต้นไม้ประจำจังหวัด -ต้นพิกุล

3-1 4-1
รูปที่ 2 ต้นพิกุล รูปที่ 3 ดอกพิกุล

 

ลพบุรีเป็นอีกหนึ่งเมืองลูกหลวงที่เก่าแก่และมีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในสยาม เป็นเมืองโบราณเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน จากการที่มีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์เหมาะสม มีความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่อันเนื่องมาจากได้รับตะกอนจากแม่น้ำใหญ่ถึง 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก ทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตข้าวขนาดใหญ่โดยไม่ต้องอาศัยการชลประทานมากนัก ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นอกจากจะมีผลทางเศรษฐกิจแล้วยังมีผลทำให้องค์ประกอบด้านเชื้อชาติของประชากรเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งโดยไม่ขาดสาย และด้วยตำแหน่งที่ตั้งและการคมนาคมที่สะดวก กล่าวคือ ตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่แม่น้ำสายใหญ่หลายสายไหลมาบรรจบกันและสามารถออกสู่ทะเลยังอ่าวไทยได้สะดวก ทำให้กลายเป็นศูนย์รวมของสินค้า เป็นเมืองท่าในการค้าขายและสามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมทางน้ำจากดินแดนตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามายังอ่าวไทย อีกทั้งเป็นบริเวณที่เป็นจุดกึ่งกลางของดินแดนอันเป็นที่ตั้งของศูนย์อำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรมในสมัยโบราณได้แก่ พม่า เขมร และแถบแหลมมลายู ทำให้ลพบุรีกลายเป็นจุดเชื่อมต่อทางการเมืองและวัฒนธรรมที่สำคัญ และมีผลต่อลพบุรีทั้งด้านการค้า การทำสงคราม การรับและเผยแพร่อารยธรรม ตลอดจนการอพยพของประชากร ดังปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์ของลพบุรีในแต่ละยุคสมัย

ลพบุรีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลพบุรีเป็นดินแดนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เนื่องจากมีการขุดพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่หลายแห่งของลพบุรี ทั้งสมัยหินกลางและยุคโลหะ บริเวณที่ขุดพบการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคหินพบกระจายทั่วไป ได้แก่ ถ้ำกระดำ ตำบลเขาสนามแจง อำเภอบ้านหมี่ , บ้านท่าแค อำเภอเมือง , ตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง และศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี

ถ้ำกระดำ เป็นถ้ำหินปูนมีความลึก 8 เมตร ได้มีการสำรวจพบเครื่องมือหินกะเทาะของมนุษย์ยุคหิน ซึ่งทำด้วยหินไรโอไลท์ หินกรีนสโตนและหินที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิด เครื่องมือกะเทาะหินนี้ ศาสตราจารย์ฟริทซ์ สารสิน ( Fritz Sarasin ) นักมานุษยวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นผู้สำรวจพบ ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเครื่องมือหินกะเทาะที่ถูกขุดพบว่าน่าจะเป็นของวัฒนธรรมโหบินเนียน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่มีอายุประมาณ 12,000 ปี - 4,000 ปี เจ้าของวัฒนธรรมโหบินเนียนที่อยู่ในประเทศไทยเป็นพวกออสตราโล - มาเลซิเนียน มีรูปร่างไม่สูงกว่าคนไทย มนุษย์พวกนี้เป็นพรานล่าสัตว์ หาผลไม้ จับสัตว์น้ำ เช่น หอย ปู ปลา กินเป็นอาหาร อาศัยอยู่ตามถ้ำ เมื่อตายจะมีประเพณีฝังศพในท่านอนชันเข่า ญาติผู้ตายจะนำอาหารใส่ลงไปในหลุมศพด้วย เหนือศพจะนำเอาดินสีแดงมาโปรยไว้

l1

รูปทรงของภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบที่จังหวัดลพบุรี เนื้อดินมีสีแดงมีการขูดขีดให้เป็นลวดลายง่ายๆ
ที่มา กระทรวงศึกษาธิการ, ลพบุรี ธานีแห่งอารยธรรม, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2542), หน้า 21

ต่อจากสมัยวัฒนธรรมโหบินเนียนก็คือสมัยหินใหม่ที่มีอายุประมาณ 4,000 ปี ถึงประมาณ 2,000 ปี เครื่องมือหินของมนุษย์สมัยหินใหม่จะมีลักษณะขัดจนเรียบไม่กะเทาะเหมือนสมัยหินกลาง หลักฐานที่แสดงว่ามีมนุษย์สมัยหินใหม่อยู่ที่จังหวัดลพบุรีก็คือ ขวานฟ้ารูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ขวานฟ้าขนาดเล็กนี้เข้าใจว่าจะเป็นของสมัยหินใหม่ตอนปลายหรือยุคโลหะตอนต้น

บ้านท่าแค ผลจากขุดค้นทางโบราณคดีได้พบชั้นวัฒนธรรมหลายสมัย โดยสมัยที่เก่าที่สุดกำหนดอายุได้ราว 3,000 - 2,500 ปี มีการพบหลุมฝังศพ เศษภาชนะดินเผาซึ่งส่วนใหญ่มีเนื้อดินสีแดงทำเป็นลายขูดขีดและลายเชือกทาบ ขวานหินขัด กำไล ลูกปัดหินรวมทั้งเศษกำไลสำริด และกระดูกสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งหลักฐานที่พบที่บ้านท่าแคนี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่มักพบทั่วไปในประเทศไทยที่เป็นวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ระดับหมู่บ้านเกษตรกรรม สมัยต่อมาพบภาชนะดินเผาที่มีวิวัฒนาการในด้านรูปทรง เช่น ภาชนะก้นกลมสีน้ำตาลปนแดงจนถึงน้ำตาลเข้ม มีทั้งผิวขัดมันและลายกดประทับ รวมทั้งพบเศษเครื่องมือที่ทำจากโลหะกระจายอยู่ทั่วไป

l2

โครงกระดูกของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุราว 2,500 - 3,500 ปีจากแหล่งโบราณคดีท่าแค
ที่มา กระทรวงศึกษาธิการ, ลพบุรี ธานีแห่งอารยธรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2542), หน้า 23

ตำบลซับจำปา มีการขุดพบหลักฐานของมนุษย์สมัยหินใหม่ได้แก่ การใช้รูปงูเป็นสัญลักษณ์บนเครื่องปั้นดินเผา จากการนำเศษภาชนะดินเผาไปกำหนดอายุเทียบเคียงกับบ้านท่าแคพบว่าอยู่ในสมัยเดียวกันคือราว 3,000 - 2,500 ปีมาแล้ว มนุษย์สมัยหินใหม่นี้จะอาศัยอยู่บนที่ราบ ใกล้ห้วย ลำธาร หนอง บึงหรือแม่น้ำ รู้จักนำสัตว์มาเลี้ยง ทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำเครื่องปั้นดินเผา มีการจักสาน ทอผ้า ใช้หอกที่ทำด้วยกระดูก ใช้กระสุน ฉมวก และเครื่องมือหินที่ขัดจนเรียบ ถัดจากยุคหินใหม่ก็คือยุคโลหะ ซึ่งแหล่งที่เป็นยุคโลหะสำคัญของภาคกลางได้แก่ บริเวณศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี

ศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี บริเวณบ้านพักทหารศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี ถือเป็นแหล่งมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยหลังสุดของลพบุรี จากการขุดค้นของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.2507 - 2508 พบโบราณวัตถุจำนวนมากเช่น เครื่องปั้นดินเผาสีเทาและแดง แวดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยเหล็กและสำริด ได้แก่ ขวานสำริด หอกเหล็ก และขวานเหล็ก เครื่องประดับได้แก่ กำไลสำริด แหวนสำริด ลูกกระพรวนสำริด ตุ้มหูสำริด กำไลแก้ว ลูกปัดแก้วสีต่างๆ กำไลหิน กำไลดินเผา ลูกปัดหอย ดินเผาทำเป็นรูปหัวสัตว์ขนาดเล็ก ดินเผาทำเป็นรูปขวาน ฯจากโครงกระดูกมนุษย์ที่ขุดพบที่บริเวณศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี ทำให้ทราบถึงประเพณีการฝังศพของมนุษย์ยุคโลหะว่านิยมฝังศพในท่านอนหงาย โดยทุกศพจะหันศีรษะไปทางทิศเหนือ มนุษย์ยุคโลหะที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรีจัดเป็นผู้ที่แต่งกายงามมีการสวมเสื้อแขนยาว นุ่งผ้าถุง ที่มวยผมจะมีลูกปัดสีร้อยเป็นพวงประดับอยู่ มีการสวมแหวนทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้า โดยเฉพาะการสวมแหวนที่นิ้วมือนั้นจะนิยมสวมมากกว่า 1 วง นอกจากนี้ที่ข้อมือของมนุษย์ยุคโลหะจะสวมกำไลสำริด กำไลแก้ว หรือกำไลดินเผา

การพบหลักฐานต่างๆ เหล่านี้ แสดงว่า ลพบุรี เป็นที่ตั้งของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ในราวพุทธศตวรรษที่ 7 บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีเมืองต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย บันทึกจีนได้กล่าวถึงแคว้น " ทุนซุน" ซึ่งสันนิษฐานว่าอยู่บริเวณตอนล่างของลุ่มน้ำแม่กลองว่าเป็นตลาดที่ชุมนุมของตะวันออกและตะวันตก เป็นไปได้ว่าชุมชนในขณะนั้นพัฒนาจากชุมชนกสิกรรมกลายเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ น่าจะมีสาเหตุหลักคือการรับเอาศาสนาและการค้า

ลพบุรีในสมัยทวารวดี

เมืองละโว้เมื่อแรกตั้งมีกำแพงและคูเมืองกว้างราว1,000 เมตร ยาว 1,450 เมตร ผังเมืองเป็นรูปวงรี ไม่สม่ำเสมอ ประวัติการสร้างเมืองละโว้มีปรากฏในพงศาวดารเหนือว่า " พระพุทธศักราช 1,002 .... พระยากาฬวรรณดิศราชได้เสวยราชสมบัติ.....จึงให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้... " มานิต วัลลิโภดมเชื่อว่า พระยากาฬวรรณดิศราชเป็นกษัติรย์ปกครองเมืองนครปฐม อาจเป็นไปได้ว่าละโว้ในระยะแรกนี้ขึ้นอยู่กับนครปฐมซึ่งคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรฟูนันอีกต่อหนึ่ง อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏหลักฐานว่านครปฐมมีอำนาจทางการเมืองจนถึงขั้นเป็นศูนย์อำนาจของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ละโว้คงผูกพันกับนครชัยศรีอย่างหลวม ๆ เท่านั้น และอาณาจักรฟูนันในระยะที่เกิดละโว้คงเสื่อมอำนาจลงมากแล้ว และในศตวรรษต่อมาฟูนันก็หมดอำนาจ ดังนั้นฟูนันคงไม่มีอำนาจหรือมีอิทธิพลเหนือละโว้มากนัก

หลังจากพุทธศตวรรษที่ 12 มีหลักฐานว่าบ้านเมืองในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรที่เกิดใหม่ที่ชื่อว่า " ทวารวดี " จดหมายเหตุของหลวงจีนฟาเหียนและหลวงจีนอี้จิงที่ได้เดินทางมายังสุวรรณภูมิกล่าวถึงราชอาณาจักร " โถ-โล-โป-ตี้ " ที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองศรีเกษตร ( ในพม่า ) และเมืองอีศานปุระ ( ในเขมร )

มีการพบเหรียญเงินโบราณจารึกอักษรอินเดียใต้ซึ่งจอร์จ เซเดส์อ่านได้ความว่า " ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ " ซึ่งหมายถึงบุญกุศลของพระราชาแห่งทวารวดี นอกจากนี้ยังพบโบราณสถานและโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่าละโว้เป็นเมืองหลวงทางด้านตะวันออกของราชอาณาจักรทวารวดี และนครปฐม อู่ทองและสุพรรณภูมิ เป็นเมืองหลวงทางด้านตะวันตก ในสมัยทวารวดีได้ปรากฏชื่อเมือง "ละโว้" หรือ"ลวปุระ" จากหลักฐานทั้งที่เป็นจารึกและจดหมายเหตุ เมืองลพบุรีหรือลวปุระเคยถูกสันนิษฐานว่าเป็น 1 ใน 3 ของศูนย์กลางอาณาจักรทวารวดี เนื่องจากเป็นเมืองขนาดใหญ่และพบโบราณสถานและโบราณวัตถุมาก อย่างไรก็ตามข้อสันนิษฐานว่าลพบุรีเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดีค่อนข้างมีน้ำหนักน้อย เนื่องจากเอกสารจีนได้กล่าวถึงอาณาจักรหนึ่งที่เจริญคู่กับโถโลโปตี้ ( ทวารวดี ) ชื่อเมือง " ตูเหอหลอ " ซึ่งอาจจะเป็นเป็นเมืองละโว้ นอกจากนี้ยังมีการพบเหรียญเงินมีจารึกภาษาสันสกฤตว่า " ลวปุระ " ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่ 17 แสดงว่าน่าจะเป็นอีกเมืองหนึ่งที่เจริญคู่กันและเป็นอาณาจักรใหญ่ที่ผลิตเหรียญขึ้นใช้เอง

l3

เหรียญเงินเป็นรูปศรีวัตสะ ( ซ้าย ) และรูปพระอาทิตย์ครึ่งดวง ที่ถูกขุดพบบนเนินดินในแหล่งโบราณคดีบ้านซับน้อย ลักษณะของเหรียญรูปนี้พบได้ทั่วไปในบริเวณที่มีอิทธิพลของวัฒนธรรมทวารวดี เช่น เมืองอู่ทอง นครปฐมฯ เครื่องหมายศรีวัตสะเลียนแบบรูปแบบสัญลักษณ์อันเป็นมงคลของอินเดียที่แสดงถึงความมั่งคงอุดมสมบูรณ์

ที่มา สุดารา สุจฉายา, ลพบุรี (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สารคดี, 2542), หน้า 44.

นอกจากนี้ชื่อคำว่าละโว้ยังปรากฏในตำนานชินกาลมาลีปกรณ์เมื่อครั้งฤาษีวาสุเทพสร้างเมืองหริภุญไชยแล้วเสร็จในปี พ.ศ.1206 (จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) โดยอัญเชิญพระราชธิดาของกษัตริย์เมืองลวปุระชื่อพระนางจามเทวีขึ้นครองราชย์ จากการติดต่อค้าขายและเกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมโดยการรับเอาความเชื่อจากประเทศอินเดียมาผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้เกิดลักษณะร่วมของกลุ่มชนในแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยมีความเชื่อทางศาสนาพุทธ นิกายหินยานเป็นหลัก จนทำให้เกิดรูปแบบทางศิลปะที่เรียกว่า "ศิลปะแบบทวารวดี" ซึ่งรับอิทธิพลจากศิลปะคุปตะและหลังคุปตะจากประเทศอินเดีย โบราณสถานและโบราณวัตถุที่ถูกพบในเมืองลพบุรีช่วงเวลานี้ ล้วนเกิดจากความเชื่อทางศาสนาพุทธเป็นหลัก ส่วนหลักฐานอื่น ๆ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ได้แก่ เหรียญ ตราประทับ จะมีสัญลักษณ์อันเป็นมงคลเลียนแบบอินเดีย เช่น เหรียญรูปเมล็ดข้าว พระอาทิตย์ ฯ

เมืองลพบุรีในช่วงวัฒนธรรมทวารวดีเป็นยุคที่รุ่งเรืองมากพบหลักฐานสมัยต่าง ๆ ที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 -13 ที่ชี้ให้เห็นว่าเมืองลพบุรีมีความมั่งคั่งทางพุทธศาสนา ตัวอย่างของหลักฐานที่ว่าได้แก่เสาแปดเหลี่ยมที่ถูกพบที่ซับจำปามีจารึกคาถาบาลีต่าง ๆ เช่น คาถาเยธัมมา ชิ้นส่วนของธรรมจักร รวมทั้งพระพุทธรูปที่มีลักษณะร่วมแบบทวารวดีอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่าช่วงเวลานี้เมืองลพบุรีเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็ว่าได้

l4 l6 l7
  • พระพุทธรูปปางเสด็จจากดาวดึงส์ พบที่วัดเขาสมอคอน จังหวัดลพบุรี ที่มา สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ., ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519), หน้า 81.
  • เศียรพระพุทธรูป ที่มีลักษณะร่วมกับวัฒนธรรมทวารวดี ที่มา กรมศิลปากร, เมืองซับจำปา (สระบุรี : โรงพิมพ์ปากเพียวการช่าง, 2524), หน้า 14 และ 16.
  • พระพุทธรูปปางมารวิชัย  สลักจากศิลาสูง1.39 เมตร พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรีเป็นศิลปะทวารวดีตอนปลาย  อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 ที่มา สุภัทรดิศ  ดิศกุล , ม.จ.,ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519), หน้า 84.

l5

ชิ้นส่วนของธรรมจักรที่แตกหัก มองเห็นลายดอกกลมสลับสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน พบจากแหล่งโบราณคดีซับจำปา
ที่มา กรมศิลปากร , เมืองซับจำปา (สระบุรี: โรงพิมพ์ปากเพรียวการช่าง, 2524) , หน้า 11.

ลพบุรีในสมัยพุทธศตวรรษที่ 15 - 18 (อิทธิพลศิลปะเขมร)

ในช่วงนี้เมืองลพบุรีหรือละโว้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากโดยเฉพาะด้านการปกครองอันเนื่องมาจากสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างกษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นทั้ง 3 ได้แก่ ละโว้ หริภุญชัย และนครศรีธรรมราชและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ศิลปะและวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากอิทธิพลเขมร ตามตำนานมูลศาสนาและชินกาลมาลีปกรณ์ได้กล่าวว่ากษัตริย์เมืองหริภุญชัยยกกองทัพมาเพื่อยึดละโว้ ในขณะนั้น กษัตริย์จากนครศรีธรรมราชคือพระเจ้าชัยวีรวรมันก็ได้ยกทัพมายึดละโว้เช่นกันและสามารถยึดได้ ทำให้กษัตริย์ละโว้และหริภุญชัยหนีขึ้นไปทางเหนือ จนในที่สุดกษัตริย์ละโว้เข้ายึดหริภุญชัยได้

ราวพุทธศตวรรษที่ 15 - 18 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางศาสนาและวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากการแผ่อำนาจของเขมร เริ่มแรกสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากเมืองศรีเทพ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเขมรแถบลุ่มแม่น้ำป่าสัก การตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเขมรเป็นระยะ ๆ ปรากฏในจารึกเช่น จารึกที่ปราสาทสดกก๊อกธมกล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 ที่รบชนะคู่แข่งของพระองค์ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือใน พ.ศ.1545 ก่อนที่จะยึดเมืองพระนครและขึ้นครองราชย์ ศิลาจารึกที่พบที่ปราสาทพระขรรค์กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงส่งพระพุทธรูป " ชัยพุทธมหานาถ " ไปยังเมืองต่าง ๆ 32 เมืองหนึ่งในนั้นคือ "ละโว้ทยะปุระ" ซึ่งคงหมายถึงเมืองละโว้นั่นเอง จากหลักฐานที่ยกมาดังกล่าวนี้แสดงถึงอิทธิพลทางการเมืองที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะและวัฒนธรรมของละโว้ หลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุที่มีลักษณะที่ถูกสร้างขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายานและศาสนาฮินดู ได้แก่ ปรางค์แขก พระปรางค์สามยอด วัดมหาธาตุ พระพุทธรูปนาคปรก เป็นต้น ลักษณะของศิลปกรรมดังกล่าวแตกต่างไปจากทวารวดีชัดเจน เนื่องจากงานศิลปะเหล่านี้ไม่ได้เป็นฝีมือของช่างเขมรโดยตรงหากเป็นการลอกเลียนแบบจึงทำให้มีลักษณะที่ต่างออกไปแต่ทว่าก็ยังมีลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกันกับเขมร

l8 l9 l10
  • ปรางค์แขก จังหวัดลพบุรี ที่มา กรมวิชาการ, ลพบุรี ธานีแห่งอารยธรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2542), หน้า 33.
  • กระดิ่งสำริดที่ด้ามจับด้านบนทำเป็นตรีศูลโดยตัวง่าม 2 ง่ามทำเป็นรูปพญานาค ตัวด้ามแกะเป็นรูปพระวิษณุและพระพิฆเณศ ขุดพบบริเวณวิทยาลัยเทคนิคปัจจุบัน ที่มา สุดารา สุจฉายา, ลพบุรี (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สารคดี, 2542), หน้า 44.
  • พระพุทธรูปนาคปรกสลักจากศิลา สูง1.13 เมตร พบที่วัดมหาธาตุ จังหวัดอยุธยาเป็นศิลปะแบบลพบุรี อายุพุทธศตวรรษที่16 - 17 ที่มา สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ.,ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย(กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519), หน้า 118.

ในด้านของงานศิลปะ ระยะนี้เกิดงานประติมากรรมและสถาปัตยกรรมอันเนื่องมาจากศาสนาฮินดูเป็นจำนวนมาก ต่อมาในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงเป็นศาสนาพุทธลัทธิมหายานอิทธิพลทางการเมืองของขอมคงสิ้นสุดลงพร้อม ๆ กับรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 หลังจากนั้นละโว้คงเป็นอิสระ ราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอันมีสาเหตุจากการเกิดศูนย์การเจริญแห่งใหม่ที่ "อโยธยา" และการเข้ามาของศาสนาพุทธ "ลัทธิลังกาวงศ์" จากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร์ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนใต้ ตะกอนจากแม่น้ำใหญ่หลายสายที่ทับถมกันเป็นเวลานานทำให้พื้นที่ตื้นเขินเหมาะแก่การเพาะปลูกและอยู่อาศัยด้วยเหตุนี้เมืองอโยธาจึงพัฒนากลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ด้วยที่ตั้งของเมืองอโยธยาใกล้ทะเลมากกว่าละโว้และอยู่บริเวณที่แม่น้ำสำคัญ3สายใหญ่คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ลพบุรี ป่าสัก ไหลมารวมกันทำให้สามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการขยายตัวทางการค้าทางทะเลของเอกชนชาวจีนในราวพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 ที่สามารถเข้าถึงเมืองท่าที่อโยธยาได้สะดวกกว่าละโว้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เศรษฐกิจของเมืองอโยธยามีความสำคัญมากขึ้น

เมื่อศูนย์กลางทางเศรษฐกิจย้ายไปอยู่ที่อโยธยาทำให้ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรมย้ายตามไปด้วยทำให้เกิดราชธานีแห่งใหม่ที่อโยธยา ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ละโว้ลดความสำคัญลง แม้จะสูญเสียความเป็นราชธานีแต่ละโว้ยังคงเป็นเมืองเก่าที่มีความเจริญทางด้านศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะทางศาสนาดังปรากฏในตำนานมูลศาสนาว่าพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย พระยามังรายและพระยางำเมืองจากพะเยาได้เคยไปศึกษาที่กรุงละโว้

จากการเข้ามาของพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งเป็นลัทธิที่เข้าถึงสามัญชนผิดกับศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาแบบมหายานซึ่งเป็นศาสนาของราชสำนัก จึงทำให้ลัทธิลังกาวงศ์เป็นที่นิยมทั้งในระดับกษัตริย์ พระราชวงศ์ ขุนนางและประชาชนทั่วไป การนับถือศาสนาจึงเปลี่ยนจากศาสนาพราหมณ์ฮินดูและศาสนาพุทธแบบมหายานที่รับอิทธิพลจากขอมเป็นพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ( เถรวาท ) แทน ซึ่งมีผลทำให้งานศิลปกรรมของละโว้ในช่วงนี้เปลี่ยนไป ดังนั้นสถาปัตยกรรมที่ปรากฏจึงเป็นลักษณะการสร้างสถูปวิหารแทนเทวาลัยหรือปราสาทหิน ประติมากรรมที่ถูกสร้างขึ้นยังมีลักษณะร่วมที่คล้ายคลึงกันกับเขมรในช่วงนี้จึงมีลักษณะที่

l11 

พระพุทธรูปปางมารวิชัย สำริด สูง 72 ซม. จากวัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรี ศิลปะแบบอู่ทองรุ่น 2 อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19 - 20 ประทับขัดสมาธิราบ พระหัตถ์แสดงปางมารวิชัย ลักษณะเศียร ของพระพุทธรูปมีความใกล้ชิดกับลักษณะของพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่น 1 เช่น พระนลาฏกว้าง มีไรพระศก พระขนงยังมีเค้ารูปปีกกา ชายสังฆาฏิปลายตัด แต่สังเกตที่รัศมีเป็นรูปเปลวอันแสดงถึงความเกี่ยวข้องกับอิทธิพลสุโขทัย ที่มา สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ., ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519), หน้า 160.

ละโว้ - ลพบุรี สมัยอยุธยา

เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีในปี พ.ศ. 1893 ทรงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ (สมเด็จพระราเมศวร) ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ไปครองเมืองลพบุรี เนื่องจากลพบุรีเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของอยุธยา ดังนั้นเมื่อสมเด็จพระราเมศวรขึ้นครองลพบุรีพระองค์จึงโปรดให้สร้างป้อม คูเมืองและกำแพงเมืองเพื่อป้องกันข้าศึก รวมทั้งซ่อมแซมบูรณะวัดต่าง ๆ เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.1912 สมเด็จพระราเมศวรได้เสด็จกลับไปครองราชสมบัติที่อยุธยา 1 ปี แต่ต่อมาได้ถวายราชสมบัติให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ( ขุนหลวงพระงั่ว ) ซึ่งเป็นพระปิตุลาของพระองค์แล้วเสด็จกลับมาครองเมืองลพบุรี หลังจากสิ้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 พระเจ้าทองลันราชโอรสขึ้นครองราชย์ได้เพียง 7 วัน สมเด็จพระราเมศวรก็ยกทัพจากลพบุรีจับพระเจ้าทองลันสำเร็จโทษ จากนั้นจึงขึ้นครองราชย์อีกเป็นครั้งที่ 2 ในยุคสมัยของพระองค์อยุธยาขยายอาณาเขตไปถึงเชียงใหม่และยกทัพไปยึดนครธมไว้ได้

นับจากสมเด็จพระราเมศวรได้ครองเมืองลพบุรีนาน 38 ปี ( พ.ศ1893 - 1931 ) ในระยะต่อมาไม่มีเจ้านายพระองค์ใดในราชวงศ์อยุธยาเสด็จขึ้นมาปกครองลพบุรีอีก คงมีแต่ป้อมปราการไว้ป้องกันข้าศึกที่จะเข้าตีอยุธยาทางด้านเหนือเท่านั้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิซึ่งทำสงครามกับพม่าตลอดเวลา แลเห็นว่าป้อมปราการและกำแพงเมืองจะเป็นประโยชน์กับข้าศึกมากกว่ากรุงศรีอยุธยาจึงโปรดให้รื้อออกในปีพ.ศ.2086 เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสร็จศึกจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแล้วได้ทรงมอบราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระมหินทราธิราชในปี พ.ศ.2095 เพื่อทรงผนวช และก่อนที่พระองค์จะทรงผนวชได้เสด็จมาที่เมืองลพบุรีและปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ( พ.ศ.2199 - 2231 ) กษัตริย์องค์ที่ 28 แห่งกรุงศรีอยุธยา ในสมัยของพระองค์มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างประเทศ จนในปี พ.ศ.2207 เกิดกรณีพิพาทระหว่างฮอลันดากับไทย ฮอลันดาได้นำเรือมาปิดปากอ่าวไทยบังคับให้ไทยเสียเปรียบโดยการทำสนธิสัญญาทางการค้าและเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงมีพระพระราชดำริว่ากรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ริมแม่น้ำใหญ่ไม่ไกลจากทะเลเท่าใดนัก หากเกิดศึกสงครามกับชาวยุโรปที่มีกองทัพเรือที่เข้มแข็งอาจทำให้เสียกรุงได้โดยง่าย ไม่ปลอดภัย จึงโปรดเกล้าให้สร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีแห่งที่ 2 สำหรับการก่อสร้างพระราชวังที่เมืองลพบุรีนั้น พระองค์โปรดเกล้าให้ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ออกแบบ ดังนั้นสถาปัตยกรรมที่เมืองลพบุรีในสมัยของพระองค์จึงเป็นสถาปัตยกรรมผสมที่มีรูปแบบไทยปนตะวันตก เช่น พระราชวัง บ้านหลวงราชฑูต ป้อมปราการต่าง ๆ

แม้ว่าจะมีราชธานี 2 แห่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชคือกรุงศรีอยุธยาและลพบุรี แต่ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นทางการพระองค์ทรงโปรดให้จัดที่กรุงศรีอยุธยาเท่านั้น เช่น พระราชพิธีรับพระราชสาสน์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และการต้อนรับเอกอัครราชฑูตจากฝรั่งเศส 2 ครั้งคือคณะฑูตเดอโชมองต์ในปี พ.ศ. 2208 และเดอลาลูแบร์ในปี พ.ศ.2230 ส่วนภาระกิจที่ไม่เป็นทางการจะโปรดให้เข้าเฝ้าที่ลพบุรี

จาการที่พระองค์เสด็จประทับลพบุรีเนือง ๆ ทำให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องตามเสด็จไปด้วย ขุนนางที่มีตำแหน่งสำคัญ ๆ เช่น เสนากรมมหาดไทย กรมเวียง คลัง วัง นา ก็ต้องเข้าเฝ้าด้วย นอกจากขุนนางของไทยแล้วยังมีขุนนางต่างประเทศก็ต้องตามเสด็จไปลพบุรีและมีที่พักอยู่ที่ลพบุรีด้วย เช่น คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิเชยนทร์

พระราชวังและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นที่เมืองลพบุรีได้แก่

พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งท้องพระโรงที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จออกรับคณะราชฑูตหรือแขกเมืองต่างประเทศ

พระที่นั่งจันทรพิศาล ใช้เป็นที่ประชุมองคมนตรี

พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ที่ประทับส่วนพระองค์และเป็นที่ที่พระองค์เสด็จสวรรคต

ตึกเลี้ยงรับรองแขกเมือง เป็นสถานที่สมเด็จพนะนารายณ์มหาราชใช้ในการพระราชทานเลี้ยงแก่คณะฑูตของฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2228 และ 2230

l12

ด้านหน้าพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญมหาปราสาท ที่มา กรมวิชาการ, ลพบุรี ธานีแห่งอารยธรรม, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2542), หน้า 41.

ตึกพระเจ้าเหา สันนิษฐานว่าเป็นหอประจำพระราชวัง

หมู่ตึกสิบสองท้องพระคลัง สันนิษฐานว่าเป็นคลังเก็บสินค้าหรือสิ่งของที่ใช้ในราชการ

นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำ และโรงช้างหลวง จากการที่พระองค์ทรงโปรดการแปรพระราชฐานที่ลพบุรีเป็นเวลานาน ๆ พระองค์จึงเอาพระราชหฤทัยเอาใจใส่ต่อการก่อสร้างพระราชวังที่เมืองลพบุรีให้สวยงามขึ้นเรื่อย ๆ ในสมัยของพระองค์ได้มีการนำวิทยาการใหม่ๆ มาใช้เช่น ระบบการจัดการประปาโดยต่อท่อประปาดินเผาจากอ่างซับเหล็กที่อยู่ห่างจากพระราชวัง 16 กิโลเมตร และการจัดทำบ่อน้ำพุในเขตพระราชวัง เป็นต้น ในตอนปลายรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์มหาราชประทับที่เมืองลพบุรีโดยตลอดจนกระทั่งเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเพทราชากษัตริย์ลำดับต่อมาได้ย้ายราชธานีกลับไปที่กรงุศรีอยุธยา

ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ( พ.ศ.2275 - 2301 ) ได้เสด็จประพาสเมืองลพบุรีและทำการคล้องช้างริมทะเลชุบศรถึง 2 ครั้งนอกจากนี้ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ได้เสด็จประพาสเมืองลพบุรีเพื่อแปรพระราชฐาน หลังจากนั้นเมืองลพบุรีก็ร่วงโรยลงในที่สุด

ลพบุรีสมัยรัตนโกสินทร์

นับจากการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชาได้ขึ้นครองราชย์ต่อแต่ไม่โปรดเมืองลพบุรี เมืองลพบุรีจึงถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงหัวเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นยุคของการล่าอาณานิคมจากประเทศตะวันตกได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส ทั้งสองประเทศต่างแข่งกันแสวงหาเมืองขึ้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตระหนักถึงภัยอันตรายอันเกิดจากการรุกรานของต่างชาติ จึงทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างราชธานีแห่งที่ 2 ไว้เป็นที่สำรองในยามบ้านเมืองเกิดเหตุฉุกเฉิน ประกอบกับพระองค์มีความสนพระทัยในเมืองลพบุรีมาก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากพระองค์เคยเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการและประทับแรมที่วัดเกาะแก้ว (ปัจจุบันคือวัดมณีชลขัณฑ์) หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2297 พระองค์ได้โปรดเกล้าให้พระยาลพบุรีซ่อมแซมอุโบสถ กุฎิ และศาลาวัด ต่อมาใน พ.ศ. 2399 ทรงเสด็จทอดพระเนตรวังและกำแพงเมืองลพบุรี ในปี พ.ศ. 2408 ทรงพระราชทานพระกฐินที่วัดเสาธงทองและวัดกวิศราราม จะเห็นได้ว่าพระองค์เสด็จมาเยี่ยมชมเมืองลพบุรีเป็นระยะ ๆ ตลอดรัชกาลของพระองค์

l13

ด้านหน้าโบสถ์วัดชลมณีขัณฑ์ วัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประทับแรม
ที่มา กรมวิชาการ, ลพบุรี ธานีแห่งอารยธรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2542), หน้า 85.

แรงจูงใจที่พระองค์ทรงสร้างพระราชวังที่ลพบุรีน่าจะมาจากการที่ทรงใช้สถานที่ในเมืองลพบุรีเป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ๆ เช่น ทำพิธีชุบพระแสงศรที่สร้างขึ้นใหม่เป็นเครื่องราชูปโภคในปี พ.ศ.2397 หรือการที่นำน้ำจากสระที่ขุดเก็บไว้ที่ลพบุรีใส่ตุ่มผูกผ้าขาวที่ปากและประทับตราส่งมาที่กรุงเทพเพื่อต้มเสวยเป็นพระสุธารส (ชา) นอกจากนี้พระองค์ยังสนพระทัยในประวัติศาสตร์และโบราณสถานจึงทรงค้นคว้าประวัติศาสตร์ลพบุรีและโปรดทอดพระเนตรที่เมืองนี้หลายครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตกพระองค์จึงเห็นว่าลพบุรีมีทำเลที่เหมาะสมอีกทั้งยังเคยเป็นราชธานีของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปี พ.ศ. 2399 จึงตัดสินพระทัยสร้างพระราชวังที่เมืองลพบุรีเพื่อใช้เป็นพระนครชั้นใน เวลานั้นพระราชวังเดิมที่เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรุดโทรมมากเนื่องจากไม่มีผู้คนอยู่ ชาวบ้านจึงเข้ามาทำสวนและรื้อส่วนที่กีดขวางออก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่จึงมีพระบรมราชโองการให้พระยาพิไชยสงคราม พระยาพิชิตณรงค์และพระยานริทรราชเสนีเป็นแม่กองปฏิสังขรณ์โดยเกณฑ์คนจากเมืองนครราชสีมามาทำการก่อสร้างพระราชวังใหม่ มีการสร้างพระที่นั่งใหม่และซ่อมแซมพระที่นั่งจันทรพิศาลซึ่งเป็นพระที่นั่งเก่าให้อยู่ในสภาพเดิม หลังจากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานนามว่า "พระนารายณ์ราชนิเวศน์" เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศแก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

พระราชวังที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบไปด้วย

พระที่นั่งพิมานมงกุฎ หรือหมู่พระที่นั่งใหญ่ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หมู่ตึกพระประเทียบ ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับขุนนางข้าราชบริพารผู้ตามเสด็จ

l14

หมู่ตึกพระประเทียบที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างสำหรับขุนนางที่ตามเสด็จ

ที่มา กรมวิชาการ, ลพบุรี ธานีแห่งอารยธรรม (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2542), หน้า 57.

ตึกที่พักของทหารรักษาการณ์หรือทิมดาบ ใช้เป็นที่พักของทหารรักษาพระองค์เพื่อถวายความปลอดภัย

ประวัติจังหวัดลพบุรีโดยสรุป

ลพบุรี เป็นเมืองที่มีแห่งความหลากหลาย และต่อเนื่องของความเจริญทางวัฒนธรรมยาวนานกว่า 3,000 ปี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีหลักฐานสำคัญแสดงถึงความเจริญ ดังกล่าว ได้แก่

  • การขุดพบโครงกระดูกมนุษย์พร้อมภาชนะดินเผา ที่แหล่งโบราณคดีบ้านท่าแค อายุระหว่าง 3,500-4,500 ปี
  • การขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่ ที่บ้านโคกเจริญ อายุระหว่าง 2,700-3,500 ปี
  • การขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคสำริด ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อายุระหว่าง 2,300 - 2,700 ปี
  • การขุดพบชุมชนโบราณในสมัยทวารวดี ที่เมืองโบราณซับจำปา อ.ท่าหลวง เมืองโบราณดงมะรุม อ.โคกสำโรง เมืองใหม่ไพศาลี ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ 1,000 ปี
  • การพบหลักฐานที่เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ เช่น เหรียญทำด้วยเงิน มีลายดุนเป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆ ตามคตินิยมของที่ต.หลุมข้าว อ.โคกสำโรง

ในส่วนของการ สร้างเมืองลพบุรีนั้น ตามประวัติศาสตร์ในพงศาวดารโยนก กล่าวว่า ผู้สร้างเมืองลพบุรีหรือที่เรียกว่า "ละโว้" ในสมัยโบราณ คือ "พระเจ้ากาฬวรรณดิษ" ราชโอรสแห่งพระเจ้ากรุงขอม ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ.1002 และเป็นเมืองที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ สมัยทวารวดีเคยอยู่ใต้อำนาจของมอญและขอม จนกระทั่งในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ คนไทยเริ่มมีอำนาจในดินแดนแถบนี้ ในรัชสมัยของพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ลพบุรีดำรงฐานะเป็นเมืองลูกหลวง กล่าวคือ พระเจ้าอู่ทองได้โปรดให้พระราเมศวร ราชโอรสองค์ใหญ่เสด็จมาครองเมืองลพบุรี ซึ่งพระราเมศวรโปรดให้สร้างป้อม คูเมืองและสร้างกำแพงเมืองอย่างมั่นคง เมื่อพระเจ้าอู่ทองสวรรคตในปีพ.ศ.1912 พระราเมศวรได้ถวายราชบัลลังค์ให้แก่พระปิตุลาของพระองค์ ซึ่งได้ครองราชย์ พระนามว่า พระบรมราชาธิราชที่ 1 ส่วนพระ ราเมศวรยังคงครองเมืองลพบุรีต่อไปจนถึง พ.ศ.1931 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 สวรรคต พระราเมศวรจึงขึ้นครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยา

หลังจากนั้น เมืองลพบุรีได้ลดความสำคัญลง จนกระทั่งถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองลพบุรีได้รับการทำนุบำรุงขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งนี้สืบเนื่องจากการคุกคามของชนชาติฮอลันดาที่ติดต่อ ค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาไม่ปลอดภัยจากการปิดล้อมและระดมยิงของข้าศึกยามเกิดศึกสงคราม จึงได้สร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ขึ้น เพราะเมืองลพบุรีมีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์เหมาะสมซึ่งในการสร้างเมืองลพบุรีนั้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้รับความช่วยเหลือจากช่างชาวฝรั่งเศสและอิตาเลียน ได้สร้างพระราชวังที่มีป้อมปราการเป็นแนวป้องกันอย่างมั่นคง ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดประทับที่เมืองลพบุรี ตามหลักฐานปรากฏว่า พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองลพบุรี ปีละ 8-9 เดือน โปรดให้ทูตและชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าที่เมืองลพบุรีหลายครั้ง

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสวรรคต ในปี พ.ศ.2231 ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมืองลพบุรีก็หมดความสำคัญลง สมเด็จพระเพทราชาได้ทรงย้ายหน่วยราชการทั้งหมดกลับกรุงศรี อยุธยา และในสมัยต่อมาก็ไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเสร็จมาประทับที่เมืองลพบุรีอีก จนกระทั่งถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดให้บูรณะเมืองลพบุรีขึ้นมาอีกครั้งในปีพ.ศ.2406 มีการซ่อมกำแพงเมือง ป้อมและประตู รวมทั้งมีการสร้างพระที่นั่งพิมานมงกุฎในพระราชวัง พร้อมทั้งพระราชทานนามพระราชวังว่า "พระนารายณ์ราชนิเวศน์" ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลพบุรีได้รับการทำนุบำรุงอีกครั้งสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการวางผังเมืองใหม่และตั้งหน่วยทหารขึ้นมาในเมืองลพบุรี ลพบุรีจึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองทหารเพราะมีหน่วยทหารตั้งอยู่ถึง 11 หน่วย ลพบุรีในปัจจุบันจึงเป็น "เมืองเศรษฐกิจ เมืองท่องเที่ยวและเมืองทหาร"

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่ จังหวัดลพบุรี ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศไทย บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำลพบุรี มีระยะทางห่างจาก กรุงเทพมหานครไปทางทิศเหนือตามเส้นทางถนนพหลโยธิน 153 กิโลเมตรหรือตามเส้นทางรถไฟประมาณ 133 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 6,199.753 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 3,874,846 ไร่

l15 l16
ที่ตั้งจังหวัดลพบุรี อาณาเขตติดต่อของจังหวัดลพบุรี

 

อาณาเขต

อาณาเขต จังหวัดลพบุรีมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอตากฟ้าและอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอพระพุทธบาท และอำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอเมืองสิงห์บุรีและอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง และอำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

 

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศจังหวัดลพบุรี จากรายงานการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดิน 2532 สามารถแบ่งตามธรณีสัณฐาน ได้ดังนี้

ที่ราบน้ำท่วมถึง เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำใหญ่ในฤดูน้ำหลากแต่ละปี น้ำจากแม่น้ำลำคลองจะไหลท่วมบริเวณนี้แล้วจะพัดพาเอาตะกอนมาทับถมกันทุกปี ทำให้เกิดมีสภาพเป็นที่ราบ มีความลาดเทน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่กว้างใหญ่อยู่ในอำเภอท่าวุ้ง บ้านหมี่และอำเภอเมืองลพบุรี พื้นที่บริเวณนี้จะสูงกว่า ระดับน้ำทะเล 2 - 20 เมตร ส่วนการทับถมของตะกอนใหม่จากแม่น้ำป่าสักจะทำให้เกิดเป็นที่ราบลุ่ม เป็นแนวแคบ ๆ ตามความยาวของแม่น้ำ ซึ่งไหลผ่านอาณาเขตอำเภอชัยบาดาล และอำเภอพัฒนานิคมจากทิศเหนือลงทิศใต้ ที่ราบลุ่มบริเวณนี้จะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 25 - 60 เมตร บริเวณพื้นที่ราบลุ่มนี้ถูกใช้ประโยชน์ในการทำนาส่วนใหญ่และได้ผลดี

ลานตะพักน้ำกลางเก่ากลางใหม่รวมทั้งเนินตะกอนรูปพัด ส่วนใหญ่พบเกิดอยู่ติดต่อกับที่ราบน้ำท่วมถึง ลักษณะสภาพส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบเรียบมีความลาดเทน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ พบเป็นบริเวณกว้างในเขตอำเภอบ้านหมี่ อำเภอเมืองลพบุรี และอำเภอโคกสำโรง โดยจะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 8 - 20 เมตร สำหรับเนินตะกอนรูปพัด พบเกิดเป็นส่วนน้อยและมักอยู่บริเวณเชิงเขา การใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ทำนาซึ่งให้ผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ดี

ลานตะพักน้ำเก่า เกิดจากการทับถมของตะกอนลำน้ำที่มาทับถมกันนานแล้ว โดยแบ่งเป็นลานตะพักน้ำระดับต่ำซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 20 - 50 เมตร และลานตะพักน้ำระดับสูง ซี่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50 - 70 เมตร ลานตะพักน้ำระดับต่ำส่วนใหญ่พบอยู่ติดต่อกับลานตะพักน้ำกลางเก่ากลางใหม่ มีความลาดเทน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ และพบเป็นบริเวณเล็กน้อย ในเขตอำเภอโคกสำโรงและอำเภอพัฒนานิคม ใช้ประโยชน์ในการทำนาเป็นส่วนใหญ่ ให้ผลผลิตค่อนค้างต่ำ ส่วนลานตะพักน้ำระดับสูงมีพื้นที่ติดต่อและสูงขึ้นมาจากลานตะพักน้ำระดับต่ำ สภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่นใหญ่ มีความลาดเท 2 - 8 เปอร์เซ็นต์ พบเป็นบริเวณเล็กน้อยในเขตอำเภอโคกสำโรงและอำเภอพัฒนานิคมใช้ประโยชน์ในการทำไร่

พื้นผิวที่ถูกกัดกร่อนและเนินเขา พื้นที่เป็นลูกคลื่นส่วนใหญ่มีความลาดเท ประมาณ 2 -16 เปอร์เซ็นต์ สภาพภูมิประเทศแบบนี้จะพบเป็นบริเวณกว้างในเขตอำเภอชัยบาดาล อำเภอพัฒนานิคม อำเภอโคกสำโรงและทางด้านทิศตะวันออกของอำเภอเมืองลพบุรี ส่วนใหญ่ที่ดินจะใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชไร่

ภูเขา พื้นที่บริเวณนี้เกิดจากการโค้งตัวและการยุบตัวของผิวโลก ทำให้มีระดับความสูงต่ำต่างกันมาก มีความลาดเทมากกว่า 16 เปอร์เซ็นต์ และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100 - 750 เมตร พบอยู่กระจัดกระจายในอำเภอชัยบาดาล อำเภอพัฒนานิคม อำเภอโคกสำโรง และทางด้านทิศตะวันออกของอำเภอเมืองลพบุรี ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำกสิกรรม บริเวณนี้เป็นที่ลาดชันเชิงซ้อน

กล่าวโดยสรุป สภาพภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี อาจแบ่งได้เป็น 2 บริเวณ คือ บริเวณพื้นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขา ครอบคลุมพื้นที่ทางทิศตะวันออกของอำ เภอเมืองลพบุรีบางส่วนด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอบ้านหมี่ ด้านเหนือและด้านใต้ของอำเภอโคกสำโรง พื้นที่เกือบทั้งหมดของอำเภอสระโบสถ์ อำเภอโคกเจริญ อำเภอท่าหลวง อำเภอชัยบาดาลและอำเภอพัฒนานิคม คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด อีกบริเวณหนึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าวุ้งซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองลพบุรี บางส่วนของอำเภอบ้านหมี่และอำเภอโคกสำโรง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทั้งหมด

ลักษณะภูมิอากาศ

จังหวัดลพบุรี ตั้งอยู่ในเขตร้อน สภาวะอากาศโดยทั่วไปร้อนอบอ้าวเกือบตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีมีค่าประมาณ 27 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามอุณหภูมิจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และฤดูกาล ในช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิสูงสุดในตอนบ่าย ปกติจะสูงถึงเกือบ 40 องศาเซลเซียส หรือมากกว่านั้น

ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยเฉพาะเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนจัดที่สุดในรอบปีส่วนฤดูหนาวอุณหภูมิต่ำสุดในตอนเช้ามืด จะลดลงอยู่ในเกณฑ์หนาวถึงหนาวจัด โดยเฉพาะเดือนธันวาคมถึงมกราคม เป็นช่วงที่มีอากาศหนาวมากที่สุดในรอบปี

ปริมาณฝนรวมตลอดปีค่าเฉลี่ยมีค่าประมาณ 1,200 มิลลิเมตร เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้นบ้าง พร้อมทั้งมีพายุฟ้าคะนอง และเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนปริมาณฝนจะเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีปริมาณฝนมากที่สุดในเดือนสิงหาคมหรือกันยายน พื้นที่ที่มีปริมาณฝนมากส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหน้าทิวเขา หรือด้านรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ลมผิวพื้นที่พัดปกคลุมผันแปรไปตามฤดูกาล ในฤดูหนาวหรือฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ลมที่พัดปกคลุมส่วนใหญ่เป็นลมฝ่ายเหนือและลมตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงฤดูฝนหรือฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ลมที่พัดปกคลุมส่วนใหญ่เป็นลมตะวันตก ลมตะวันตกเฉียงใต้และลมใต้ สำหรับช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่ลมแปรปรวน แต่พื้นที่ส่วนใหญ่มักมีลมฝ่ายใต้พัดปกคลุม

ในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องถึงต้นฤดูร้อน (พฤศจิกายนถึงมีนาคม) จะมีท้องฟ้าโปร่ง และมีเมฆปกคลุมน้อยกว่าช่วงอื่น ๆ ของปี เมฆที่ปกคลุมในช่วงดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นเมฆชั้นสูงและมีเมฆก่อตัวในทางตั้ง เช่น เมฆคิวมูลัส หรือเมฆคิวมูโล-นิมบัส ที่ก่อให้เกิดฝนฟ้าคะนองได้บ้าง โดยเฉาะช่วงตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไปถึงพฤษภาคม เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนส่วนใหญ่ท้องฟ้าจะมีเมฆมาก หรือมีเมฆเต็มท้องฟ้า เว้นแต่ในช่วงฝนทิ้งประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม อาจมีโอกาสที่จะมีท้องฟ้าโปร่งบ้าง

จากข้อมูลสถิติภูมิอากาศของสถานีอุตุนิยมวิทยาลพบุรี พบว่าจังหวัดลพบุรีมีอุณหภูมิสูงสุด 41.8องศา เซลเซียส เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2503 มีอุณหภูมิต่ำสุด 8.4 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2503

ความชื้นสัมพันธ์ต่ำสุด 11 % เมื่อวันที่ 25,26 กุมภาพันธ์ 2515 ฝนตกหนักที่สุดใน 1 ชั่วโมง วัดได้ 86.8มิลลิเมตร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2507 ฝนตกหนักที่สุดใน 1วัน วัดได้ 203.4 มิลลิเมตร เมื่อวันที่ 4ตุลาคม 2533 ฝนตกหนักที่สุดใน 1 เดือน วัดได้ 516.5 มิลลิเมตร เมื่อเดือนกันยายน 2533 ฝนตกหนักที่สุดใน 1 ปี วัดได้ 1,951.1 มิลลิเมตร เมื่อ พ.ศ. 2500 ฝนตกน้อยที่สุดใน 1 ปี วัดได้ 772.1 มิลลิเมตร เมื่อพ.ศ.2522 และลมแรงที่สุด 96.4 กิโลเมตร/ชั่วโมง (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2505

ฝน ปริมาณน้ำฝนของจังหวัดลพบุรี ระหว่างปี 2544 ถึง 2553 จะอยู่ในช่วง 877 มิลลิเมตร ถึง 1,473.2มิลลิเมตร โดยฝนตกมากที่สุดในปี 2551 วัดได้ถึง 1,473.2 มิลลิเมตร มีจำนวนวันฝนตก 109 วัน ส่วนปีที่มีฝนตกน้อยที่สุดคือปี 2544 วัดได้ 877 มิลลิเมตร จำนวนวันฝนตก 104 วัน

ที่มา สถานีอุตุนิยมวิทยาลพบุรี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2553)

การแบ่งเขตการปกครอง

จังหวัดลพบุรีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ 121 ตำาบล 1,122 หมู่บ้าน 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 22 เทศบาล (3 เทศบาลเมือง 19 เทศบาลตำบล)  103 องค์การบริหารส่วนตำบล

l17

1.อำเภอเมืองลพบุรี

2.อำเภอพัฒนานิคม

3.อำเภอโคกสำโรง

4.อำเภอชัยบาดาล

5.อำเภอท่าวุ้ง

6.อำเภอบ้านหมี่

 

 

7.อำเภอท่าหลวง

8.อำเภอสระโบสถ์

9.อำเภอโคกเจริญ

10.อำเภอลำสนธิ

11.อำเภอหนองม่วง

อำเภอในจังหวัดลพบุรี

 

 


หัวหน้าส่วนราชการ

1-1

ผู้ว่าราชการจังหวัด
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ 
ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน วันที่  1  ตุลาคม  2552

l19

รองผู้ว่าราชการจังหวัด
นายวัชระ ทิพย์พิลา

l18

รองผู้ว่าราชการจังหวัด

นายธนาคม จงจิระ

หัวหน้าสำนักงานจังหวัด     นายณัฐภัทร  สุวรรณประทีป

หน่วยงานบริหารราชการ

จังหวัดลพบุรี มีส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 210 หน่วยงาน  แยกเป็นส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาค 32 หน่วยงาน  ส่วนราชการบริหารส่วนกลาง 53 หน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 125 หน่วยงาน 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พ.ศ. 2554 เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2554 กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 4 เขตเลือกตั้ง โดยแต่ละเขตเลือกตั้ง จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละ 1 คน โดยผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในครั้งที่ผ่านมา ในแต่ละเขตดังนี้

เขต 1

นาย พิชัย เกียรติวินัยสกุล

พรรค เพื่อไทย
เขต 2

นางสาว มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช

พรรค ภูมิใจไทย
เขต 3

นาย อำนวย คลังผา

พรรค เพื่อไทย
เขต 4

นาย เกียรติ เหลืองขจร

พรรค ภูมิใจไทย

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดลพบุรีสามารถมีสมาชิกวุฒิสภาได้จำนวน 1 คน ดังนี้
ลำดับที่ 1   นายวรวิทย์   วงษ์สุวรรณ์

จังหวัดลพบุรีมีประชากร ณ เดือนธันวาคม 2554 รวมทั้งสิ้น 756,127 คน เป็นชาย 379,805 คน หญิง 376,322 คน ความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ยทั้งจังหวัดประมาณ 121 คนต่อตารางกิโลเมตร โดยอำเภอที่มีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดคือ อำเภอเมืองลพบุรี และอำเภอที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยที่สุดคือ อำเภอท่าหลวง

ประชากรของจังหวัดลพบุรีส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายลาวแต่ปัจจุบันมีหลายกลุ่มที่รู้สึกมีความเป็นไทย ชาวไทยภาคกลางนั้นจะหนาแน่นแถบอำเภอเมืองใกล้รอยต่อระหว่างลพบุรี-อยุธยา-อ่างทอง รอบนอกเมืองลพบุรีส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายลาวทุกอำเภอ ซึ่งแต่เดิมปรากฏว่ามีการใช้ภาษาลาวด้วย แต่ปัจจุบันหลายชุมชนในอำเภอเมืองมีแนวโน้มในการใช้ภาษาลาวลดลง และมีชนเชื้อสายจีนปะปนอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีชนเชื้อสายลาวพวนส่วนใหญ่อยู่ในท้องที่อำเภอบ้านหมี่ มีบ้างในตำบลถนนใหญ่ และโคกกระเทียมในอำเภอเมือง ชนเชื้อสายมอญอาศัยอยู่ในเขตท้องที่ตำบลบางขันหมากส่วนล่าง (ส่วนบนส่วนใหญ่เป็นชาวไทย) อำเภอเมืองลพบุรี นอกจากนี้ยังมีชาวไทเบิ้ง ซึ่งเป็นชนกลุ่มเดียวกับชาวไทยโคราช ที่ส่วนใหญ่อาศัยในอำเภอพัฒนานิคม ส่วนชาวอีสานนั้นเข้ามาทางตะวันออกซึ่งติดกับจังหวัดนครราชสีมา กับจังหวัดชัยภูมิ และอาศัยทางโคกเจริญ ชัยบาดาล ฯลฯ ชาวไทยเชื้อสายปากีสถานและอินเดียก็อาศัยในอำเภอเมืองและชัยบาดาล ซึ่งชนเชื้อสายต่าง ๆ นี้ยังคงรักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ลักษณะนิสัยต่างๆจึงแตกต่างกัน แต่ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับประชากรส่วนใหญ่ได้ดี

ศาสนา

จังหวัดลพบุรีมีศาสนสถานในศาสนาต่าง ๆ ดังนี้

1. ศาสนาพุทธ มีจำนวนวัดรวมทั้งสิ้น 659 วัด สำนักสงฆ์ 121 แห่ง พระภิกษุ 4,432 รูป

2. ศาสนาคริสต์ มีจำนวนโบสถ์ทั้งสิ้น 15 แห่ง

3. ศาสนาอิสลาม มีจำนวนมัสยิดรวมทั้งสิ้น 7 แห่ง

การศึกษา

ในปีการศึกษา 2554 จังหวัดลพบุรี มีสถานศึกษา รวมทั้งสิ้น 361 แห่ง มีครู/อาจารย์ 4,022 คนและนักเรียน นิสิต นักศึกษา 69,848 คน และจำนวนห้องเรียน 3,772 คน ซึ่งอัตราส่วนครู/อาจารย์ต่อนักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็น 1 : 17 และอัตราส่วนห้องเรียน ต่อ นักเรียน เป็น 1: 18

การสาธารณสุข

ในปี 2554 จังหวัดลพบุรี มีจำนวนโรงพยาบาลของรัฐ ทั้งสิ้น 11 แห่ง มีจำนวนเตียง 1,195 เตียงบุคลากรด้านสาธารณสุขที่สำคัญ คือ แพทย์ มีจำนวน 114 คน ทันตแพทย์ มีจำนวน 39 คน เภสัชกร มีจำนวน 52 คน และพยาบาล มีจำนวน 1,015 คน

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

ปี 2553 จังหวัดลพบุรีมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 74,493 ล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 28 ของประเทศ รายได้ส่วนใหญ่ขึ้นกับสาขาเกษตรกรรมร้อยละ 24.7 รองลงมาได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมร้อยละ 22.9 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งจังหวัด ประชากรมีรายได้ต่อหัว 95,412 บาท/คน/ปี สูงเป็นอันดับที่ 30 ของประเทศ

การเกษตรกรรม

  1. การกสิกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ของจังหวัดลพบุรีประกอบอาชีพด้านการกสิกรรมเป็นหลัก โดยในปี พ.ศ. 2553/2554 พืชที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด ได้แก่ ข้าวนาปี มีพื้นที่เพาะปลูก 916,623 ไร่ รองลงมาได้แก่ อ้อยโรงงาน มีพื้นที่เพาะปลูก 673,156 ไร่ ข้าว นาปรัง มีพื้นที่เพาะปลูก 4 86,973 ไร่ ตามลำดับ
  2. การปศุสัตว์ การปศุสัตว์ในจังหวัดลพบุรี มีความสำคัญในการผลิตทางการเกษตรรองลงมาจากการกสิกรรม โดยชนิดของสัตว์ที่เลี้ยงกันมากเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด ได้แก่ ไก่ สุกร โคเนื้อ และโคนม โดยมีพื้นที่ปศุสัตว์กระจายในทุกอำเภอ การเลี้ยงไก่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอพัฒนานิคม โคกสำโรง เมืองลพบุรี และหนองม่วง การเลี้ยงสุกรส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอพัฒนานิคม โคกสำโรง เมืองลพบุรี และท่าวุ้ง ส่วนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม โคกสำโรง เมืองลพบุรี และท่าวุ้ง และส่วนการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตอำเภอพัฒนานิคม โคกสำโรง และชัยบาดาล
  3. การประมง จากการที่จังหวัดลพบุรีมีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน ได้แก่แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำบางขาม และยังมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่คือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้มีการทำการประมงกระจายไปทั่วจังหวัด นอกจากนั้น เกษตรกรยังขุดบ่อเลี้ยงปลาควบคู่ไปกับการทำนาทำไร่อีกด้วย


การอุตสาหกรรม

จังหวัดลพบุรี มีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 718 แห่ง มีเงินลงทุนรวม 101,541.06 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงาน รวม 93,071 คน โรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่มีทั้งขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งอุตสาหกรรม ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยมีหมวดอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโรงงานมากที่สุด คือ หมวดอุตสาหกรรมการเกษตร จำนวน 176 แห่ง รองลงมา คือ อุตสาหกรรมอาหาร จำนวน 79 แห่ง อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล จำนวน 77 แห่ง อุตสาหกรรมที่มีโรงงานน้อยที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ จำนวน 2 แห่ง

การพาณิชยกรรม

บริษัทและห้างหุ้นส่วนในจังหวัดลพบุรี ในปี 2554 รวม 3 ไตรมาส มีจำนวนทั้งสิ้น 148 ราย เงินลงทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้นจำนวน 198,450,000 บาท จำแนกเป็นบริษัท จำนวน 43 ราย เงินลงทุนจดทะเบียน 96,200,000 บาท เป็นห้างหุ้นส่วน จำนวน 105 ราย เงินลงทุนจดทะเบียน 102,250,000 บาท

ด้านแรงงาน

ในปี 2554 จังหวัดลพบุรีมีสถิติผู้สมัครงานรวมทั้งสิ้น 9,620 คน แยกเป็นชาย 3,861 คน หญิง 5,759 คน ตำแหน่งงานว่างรวมทั้งสิ้น 5,133 ตำแหน่ง แยกเป็นชาย 1,087 ตำแหน่ง หญิง 718 ตำแหน่ง ไม่ระบุเพศ 3,328 ตำแหน่ง การบรรจุงานรวมทั้งสิ้น 5,192 คน แยกเป็นชาย 2,229 คน หญิง 2,963 คน

การเงินและการธนาคาร

เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในจังหวัดลพบุรี ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดย ณ เดือนกรกฎาคม 2554 มีปริมาณเงินฝากทุกประเภทรวมกัน 32,503 ล้านบาท ขยายตัวจากสิ้นปีก่อนร้อยละ 7.80

ธนาคารพาณิชย์

จังหวัดลพบุรีมีธนาคารพาณิชย์เปิดให้บริการฝากเงินและให้กู้ยืมเงิน จำนวน 14 ธนาคาร รวม 67 สาขา โดยสาขาของธนาคารจะตั้งอยู่ในอำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 34 สาขา อำเภอชัยบาดาล 8 สาขา อำเภอโคกสำโรง จำนวน 6 สาขา ที่เหลือ 19 สาขา ตั้งอยู่ในอำเภออื่น ๆ ยกเว้น อำเภอโคกเจริญและลำสนธิที่ไม่มีสาขาธนาคารตั้งอยู่

ไฟฟ้า

จังหวัดลพบุรีมีผู้ใช้ไฟฟ้า 217,353 ครัวเรือนและไม่มีไฟฟ้าใช้ 9,164 ครัวเรือน

ประปา

จังหวัดลพบุรีมีจำนวนกำลังการผลิต น้ำประปาจำนวน 1,030,855 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง ปริมาณน้ำประปาที่ผลิตได้จำนวน 17,473,877 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำที่จำหน่ายแก่ผู้ใช้ 1 3,399,474 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำที่จำหน่ายเพื่อสาธารณประโยชน์และรั่วไหลจำนวน 4,273,017 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำที่ใช้ในระบบจำนวน 650,304 ลูกบาศก์เมตร และจำนวนผู้ใช้น้ำประปา จำนวน 62,057 ราย อำเภอที่มีจำนวนผู้ใช้น้ำประปามากที่สุดคือ อำเภอเมืองลพบุรีจำนวน 39,263 ราย รองลงมาคืออำเภอโคกสำโรง จำนวน 7,485 ราย

เส้นทางคมนาคม

ในปี 2554 จังหวัดลพบุรี มีสายทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักทางหลวงที่ 9 และสำนักงานทางหลวงชนบท รวมทั้งสิ้น 2,066.047 กิโลเมตร เป็นถนนในความรับผิดชอบของสำนักทางหลวงที่ 9 จำนวน 1,103.542 กิโลเมตร และเป็นถนนในความรับผิดชอบของสำนักงานทางหลวงชนบท 962.505 กิโลเมตร ถนนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง 1,903.866 กิโลเมตร นอกนั้นเป็นถนนลูกรัง 139.127 กิโลเมตร และถนนคอนกรีต 23.054 กิโลเมตร

ประเพณีและวัฒนธรรม

  1. งานจัดเลี้ยงโต๊ะจีนลิง จัดขึ้นที่บริเวณพระปรางค์สามยอดและศาลพระกาฬ ช่วงประมาณ เดือนพฤศจิกายน จะมีลิงซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมาร่วมกินอาหาร พร้อมทั้งขนมและผลไม้ที่จัดไว้
  2. งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนารายณ์ที่มีต่อลพบุรีและประเทศชาติ เนื่องจากเมืองลพบุรีเป็นราชธานีแห่งที่สองในสมัยนั้น ที่พระองค์ทรงโปรดปรานประทับอยู่ที่นี่นานกว่าที่กรุงศรีอยุธยา บริเวณงานส่วนใหญ่อยู่ที่บริเวณพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ เริ่มด้วยพิธีบวง สรวงดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระ นารายณ์ฯ ขบวนแห่ต่าง ๆ เช่น ขบวน แห่พระราชสาส์น ขบวน เจ้านายชั้นสูงฝ่ายใน ขบวนทหาร ฯลฯ การแต่งกาย สมัยพระนารายณ์ การแสดงการละเล่น การประดับประทีปโคมไฟในพระราชวัง เพื่อทำให้ บรรยากาศกลับคืนสู่อดีตเมื่อ 300 ปีที่ผ่านมา
  3. ประเพณีกำฟ้า เป็นงานบุญพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวไทยพวน มีอยู่หลายหมู่บ้านในเขตอำเภอ เมือง และอำเภอบ้านหมี่ จัดขึ้นเพื่อขอพรจากเทพยดาผู้รักษาฟากฟ้าและบันดาล ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล มักจะถือเอาวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันสุกดิบ และรุ่ง ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 จะเป็นวันกำฟ้าโดยชาวบ้านจะร่วมกันใส่บาตรด้วยข้าวหลาม และข้าวจี่
  4. ประเพณีใส่กระจาด หรือประเพณีเสื่อกระจาด ตามภาษาพวนเรียกว่า "เส่อกระจาด" เป็นการทำบุญยิ่งใหญ่ประจำปี ประเพณีที่ชาวไทยพวนถือปฏิบัติกันในเขต อ.บ้านหมี่ จัดให้มีขึ้นในงานเทศกาลเทศน์ มหาชาติ ส่วนมากจะกำหนดในฤดูกาลออกพรรษาคือ เดือน 11 ข้างแรม ก่อนถึง วันใส่กระจาดหนึ่งวัน ชาวบ้านจะช่วยกันทำขนมห่อข้าวต้ม ตำข้าวปุ้น ในคืนนั้น หนุ่ม ๆ จะไปเที่ยวตามบ้านสาวที่ตนชอบ โดยช่วยทำขนมและมีโอกาสได้พูดคุย กัน รุ่งขึ้นจะเป็นวันใส่กระจาด ชาวบ้านจะนำของ เช่น กล้วย อ้อย ส้ม ธูป เทียน หรืออื่นๆ มาใส่กระจาดตามบ้านของคนที่ตนรู้จัก เจ้าของบ้านก็จะนำอาหารที่ เตรียมไว้มาเลี้ยงรับรองแขก เมื่อแขกจะกลับ เจ้าของบ้านจะนำข้าวต้มมัดฝากไป ให้เรียกว่าคืนกระจาด ในวันรุ่งขึ้น เป็นวันเทศน์มหาชาติ จะนำของที่แยกมาใส่ กระจาดทำเป็นกัณฑ์ ไปถวายพระที่วัด โดยถือว่าการทำบุญมหาชาติ
  5. ประเพณีชักพระศรีอาริย์ วัดไรย์ ประเพณีชักพระศรีอาริย์หรือแห่พระศรีอาริย์ถือปฏิบัติกันมานาน ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 หรือเดือนพฤษภาคมซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ทางวัดจะจัดให้มีการ อัญเชิญพระศรีอาริย์มาประดิษฐานบนแท่นตะเฆ่ แล้วให้ประชาชนรวมกันชัก พระไปทางทิศเหนือ เริ่มจากวัดไรย์ไปสุดทางที่วัดท้องคุ้ง แล้วชักกลับมายังวัด ไรย์ ระหว่างทางจะมีผู้เข้าร่วมขบวนเป็นจำนวนมาก จะหยุดขบวนในแต่ละจุด เพื่อให้ผู้ที่ศรัทธาได้สรงน้ำและนมัสการ
  6. ประเพณีกวนข้าวทิพย์ เป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาแต่พุทธกาล ในจังหวัดลพบุรีได้มีประเพณีกวนข้าว ทิพย์หลายแห่ง โดยเฉพาะที่วัดนิคมสามัคคีชัย ต.นิคม อ.เมือง ได้ทำพิธีกวนข้าวทิพย์มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยจะกระทำในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 และจะนำไปถวายพระในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ส่วนที่เหลือก็จะแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ไปร่วมทำบุญในวันนั้น ถือเป็นการให้ทาน
  7. งานทุ่งทานตะวันบาน จัดขึ้นประมาณเดือนธันวาคมของทุกปี เนื่องจากเป็นเนื่องจากเป็นช่วงที่ดอกทานตะวันบาน ปัจจุบันจังหวัดลพบุรีมีพื้นที่ปลูกทานตะวันนับแสนไร่ ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ดอกทานตะวันจะบานเหลืองอร่าม สวยงาม

 

สถานที่สำคัญและท่องเที่ยว

  1. ศาลพระกาฬ ตั้งอยู่ริมทางรถไฟด้านทิศตะวันออกพระปรางค์สามยอด ตำบลท่าหิน เป็นเทวสถานเก่าของขอม สร้างด้วยศิลาแลงเรียงซ้อนกันเป็นฐานสูง ที่ทับหลังสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ทำด้วยศิลาทราย 1 แผ่น อายุราวพุทธศตวรรษที่15 วางอยู่ติดฝาผนังวิหารหลังเล็กชั้นบน พบหลักศิลาจารึกแปดเหลี่ยม จารึกอักษรมอญโบราณ ส่วนด้านหน้าเป็นศาลที่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2494

  2. พระปรางค์สามยอด มีลักษณะเป็นปรางค์เรียงต่อกัน 3 องค์ มีฉนวนทางเดินเชื่อมติดต่อกัน พระปรางค์สามยอดเป็นศิลปะเขมรแบบบายน ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 สร้างด้วยศิลาแลงหินทรายและตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่สวยงาม ตรงซุ้มประตูเดิมคงมีทับหลัง แต่ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ เสาประดับกรอบ ประตูแกะสลักเป็นรูปฤาษีนั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งเป็นแบบเฉพาะของเสาประดับกรอบประตู ศิลปะเขมรแบบบายน

  3. พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตั้งอยู่กลางวงเวียนเทพสตรีใกล้ศาลากลางจังหวัดลพบุรี อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นรูปปั้นในท่าประทับ ยืนผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบ ก้าวพระบาทซ้ายออกมาข้างหน้าเล็กน้อย

  4. สระแก้ว ตั้งอยู่กลางวงเวียนศรีสุริโยทัย หรือวงเวียนสระแก้ว ถนนนารายณ์มหาราช เป็นสระน้ำขนาดใหญ่กลาง สระมีสถาปัตยกรรมรูปร่างคล้ายเทียน ขนาดยักษ์ ตั้งอยู่บนพานขนาดใหญ่รอบขอบพานประดับเครื่องหมายประจำ กระทรวงต่าง ๆ มีสะพานเชื่อม ถึงกันโดยรอบทั้ง 4 ทิศ ที่เชิงสะพานมีคชสีห์ในท่านั่งหมอบเป็นยามอยู่สะพานละ 2 ตัว

  5. สวนสัตว์สระแก้วลพบุรี สวนสัตว์แห่งนี้สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2483 สมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้มุ่งพัฒนาเมืองลพบุรีให้เป็นเมืองสำคัญ โดยได้ก่อสร้าง สิ่งต่าง ๆ มากมายรวมทั้ง สวนสัตว์แห่งนี้ด้วย ต่อมาเมื่อสิ้นยุคสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม สวนสัตว์ก็พลอยถูกทอดทิ้งและร้างไปในที่สุด ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ศูนย์สงครามพิเศษ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ สวนสัตว์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งชมรม สโมสร พ่อค้า ประชาชน ดำเนินการปรับปรุงบูรณะสวนสัตว์ แห่งใหม่ให้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งสำหรับศึกษาหาความรู้ใน เรื่องสัตว์และพืช

  6. เทวสถานปรางค์แขก อยู่ใกล้กับนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นปรางค์ก่อด้วยอิฐมีสามองค์ แต่ไม่มีฉนวนเชื่อมต่อกันเหมือนปรางค์สามยอด นักโบราณคดีกำหนดว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 เพราะมีลักษณะคล้าย กับปรางค์ ศิลปะเขมรแบบพะโค (พ.ศ. 1425 - 1536) เป็นปรางค์แบบเก่า ซึ่งมีประตูทางเข้าแบบโค้งแหลม ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ โปรดให้สร้างวิหารขึ้นด้านหลัง และถังเก็บน้ำซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของปรางค์

  7. บ้านหลวงรับราชทูต หรือ บ้านหลวงวิชาเยนทร์ ตั้งอยู่บนถนนวิชาเยนทร์ สร้างขึ้นใน สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทูตจากประเทศฝรั่งเศสชุดแรกที่เข้ามา เมื่อปี พ.ศ. 2228 ได้พัก ณ สถานที่แห่งนี้จึงได้ ชื่อว่า บ้านหลวงรับราชทูต และเนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่พำนักของเจ้าพระยา วิชยาเยนทร์ ขุนนางสำคัญในสมัยนั้น ในภายหลังจึงได้ชื่อว่า "บ้านวิชาเยนทร์" อีกชื่อหนึ่ง พื้นที่ในบริเวณบ้านหลวงรับราชทูต แบ่งออกเป็น 3 ส่วน สังเกตุได้ จากประตูเข้าด้านหน้า ซึ่งสร้างไว้สำหรับเป็นทางเข้าออกแต่ละส่วน คือ ส่วนทิศตะวันตก ส่วนกลาง และส่วนทางทิศ ตะวันออก ส่วนทิศตะวันตก เป็นกลุ่มอาคาร ได้แก่ ตึก 2 ชั้นหลังใหญ่ก่อด้วยอิฐ และอาคารชั้นเดียวแคบยาว ซุ้มประตูทางเข้าเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม ส่วนกลางมีอาคารที่สำคัญ คือ ฐานของสิ่งก่อสร้างซึ่งเข้าใจว่าเป็นหอระฆัง และโบสถ์คริสตศาสนา ซึ่งอยู่ทางด้านหลังซุ้มประตูทางเข้าเป็นรูปจั่ว ส่วนทิศตะวันออก ได้แก่ กลุ่มอาคารใหญ่ 2 ชั้น มีบันไดขึ้นทางด้านหน้าเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม

  8. พระนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นพระราชวังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้าง ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ณ เมืองลพบุรี แบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน กำแพงพระราชวังก่อด้วยอิฐถือปูนมีใบเสมา เรียงรายบนสันกำแพงมีซุ้มประตูทั้งหมด 11 ประตู ช่องประตูทางเข้าโค้งแหลม หลังตาประตูเป็นทรงจตุรมุข ตรงจั่วซุ้ม ประตูตกแต่งลายกระจังปูนปั้นที่ วิวัฒนาการมาจากดอกบัว ที่ซุ้มประตูและกำแพงพระราชฐานชั้นกลางและชั้นในมีช่องเล็ก ๆ เจาะเป็นรูปโค้งแหลม คล้ายบัวเรียงเป็นแถวสำหรับวางตะเกียง ประมาณ 2,000 ช่อง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว (รัชกาลที่ 4 ) โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2399 เพื่อให้เป็นราชธานีชั้นใน

  9. ตึกพระเจ้าเหา ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของเขตพระราชฐานชั้นนอก ตึกหลังนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้อย่างชัดเจนมาก เป็นตึกที่ สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ตัวตึกเป็นรูป ทรงไทย ฐานก่อด้วยศิลาแสง และจึงก่ออิฐขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ปัจจุบันเหลือแต่ผนังประตูหน้าต่าง ทำเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์

  10. ตึกรับรองคณะทูตต่างประเทศ ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอก บันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า ตึกหลังนี้อยู่กลางอุทยาน ซึ่งแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบตึกมีคูน้ำล้อมรอบ ภายในคูน้ำมีน้ำพุเรียงรายได้ระยะยาว 20 แห่ง สมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้พระราชทานเลี้ยงแก่คณะ ทูตจากประเทศฝรั่งเศส ณ สถานที่นี้ใน พ.ศ. 2228 และ พ.ศ. 2230

  11. พระคลังศุภรัตน์ (หมู่ตึกสิบสองท้องพระคลัง) เป็นหมู่ตึกตั้งอยู่ระหว่างถังเก็บน้ำประปา และตึกซึ่งใช้เป็นสถานที่ พระราชทานเลี้ยงชาวต่างประเทศสร้างขึ้นอย่างมี ระเบียบด้วยอิฐเป็น 2 แถว ยาวเรียงชิดติดกัน อาคารมีลักษณะค่อนข้างทึบ มีถนนผ่ากลาง มีจำนวนรวม 12 หลัง เข้าใจ ว่าเป็น คลังเพื่อเก็บสินค้า หรือเก็บสิ่งของเพื่อใช้ในราชการ

  12. อ่างซับเหล็ก อยู่ในเขตตำบลนิคมสร้างตนเอง เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่มีมาแต่โบราณ ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงโปรดให้ช่างชาวฝรั่งเศสและชาว อิตาเลียนเป็นผู้วางท่อส่งน้ำจากอ่างซับ เหล็กนำมาใช้ในเขตพระราชฐาน เมื่อปี พ.ศ. 2497 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้สร้างเขื่อนดินกั้นน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 จังหวัดลพบุรีได้ปรับปรุงอ่างซับเหล็ก ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยทำถนนรอบอ่าง เก็บน้ำ ปลูกต้นไม้และสร้างศาลาพักร้อน

  13. โรงช้างหลวง ตั้งเรียงรายเป็นแถวชิดริมกำแพงเขตพระราชฐานชั้นนอกด้านในสุด โรงช้างส่วนใหญ่ปรักหักพังเหลือแต่ฐานปรากฎให้ เห็นประมาณ 10 โรง ช้างซึ่งยืนโรงในพระราชวัง คงเป็นช้างหลวง หรือช้างสำคัญ สำหรับใช้เป็นพาหนะของสมเด็จ พระนารายณ์ฯ เจ้านายหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่

  14. หมู่บ้านดินสอพอง (ทำดินสอพอง) อยู่ที่บ้านหินสองก้อน เป็นหมู่บ้านที่มีการ ทำดินสอพองกันแทบทุกครัวเรือน และบริเวณนั้นจะมีดินสีขาว เรียกว่า "ดินมาร์ล" ซึ่งเป็นดินที่มี คุณสมบัติเฉพาะสำหรับการทำดินสอพอง

  15. พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้าน ตั้งอยู่ที่ศาลากลางเปรียญไม้ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2470 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี เป็นสถาปัตยกรรมแบบศาลาวัดในชนบทของ ภาคกลางในประเทศไทย ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยาก ต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2531 โครงการ พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้านจึงได้เกิดขึ้น และนับเป็น พิพิธภัณฑ์เรือพื้นบ้านแห่งแรกของประะทศไทย

  16. เขาวงพระจันทร์ ตั้งอยู่ในเขตตำบลห้วยโป่ง อำเภอโคกสำโรง บริเวณเชิงเขาจะเป็นที่ตั้งของวัดเขาวงพระจันทร์ จะมีทางบันไดขึ้นไปสู่ยอดเขาประมาณ 3,890 ชั้น ยอดเขานี้สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 650 เมตร ถ้าวัดจากเชิงเขาถึงยอดเขาโดยแนวบันไดจะยาว 1,680 เมตร ใช้เวลา เดินทางจากเชิงเขาถึงยอดเขาประมาณ 2 ชั่วโมง สองข้างทางจะเต็มไปด้วยป่าไม้ขึ้นสลับซับซ้อนเต็มไปหมด บางแห่งจะ เป็นที่ลาด บางแห่งจะเป็นที่ชัน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาวงพระจันทร์จะมองเห็นทิวทัศน เบื้องล่างได้ไกลสุดสายตา ในหน้าเทศกาลเดือน สาม ประชาชนโดย เฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งใกล้ และไกลจะหลั่งไหลกันมานมัสการ รอยพระพุทธบาทและพระพุทธรูปบนยอดเขาแห่งนี้ อย่างเนืองแน่นเป็นประจำทุกปีสิ่งก่อสร้างและรูปแบบของการแสดงความเคารพที่วัดนี้จึงค่อนข้าง จะมีอิทธิพลจีนหรือ ฝ่ายมหายานอยู่มาก เขาวงพระจันทร์ได้ชื่อว่าเป็นเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดลพบุรี และเป็นภูเขาที่สร้างชื่อเสียงให้ผู้คนรู้จัก เมืองลพบุรีมาช้านานแล้ว นอกจากนั้นภูเขานี้ยังเป็น ที่มาแห่งตำนานเมืองเรื่อง ท้าวกกขนากและเรื่องพระเจ้ากงจีน อีกด้วย

  17. ปรางค์นางผมหอม อยู่ในเขตบ้านโคกคลี ตำบลหนองรี เป็นปรางค์องค์เดียวโดดๆ ก่อด้วยอิฐไม่ถือปูน เช่นเดียวกับเทวสถานปรางค์แขก สภาพปัจจุบันยอดหักลงมาหมดแล้ว มีประตูเข้า ภายในปรางค์ได้ ภายในปรางค์เป็นห้องโถง กรอบประตูสร้างด้วยแท่งหิน รอบๆ ปรางค์ยังมีหินก้อนใหญ่อยู่ เกลื่อนกลาดห่างจากปรางค์นางผมหอมไม่มากนัก เป็นด่านกักสัตว์บ้านโคกคลี เป็นเนินดินมีซากอิฐ เข้าใจว่าเป็นฐานวิหาร หรือเจดีย์ ชาวบ้านเรียกโคกคลีน้อย ยังมีเนินกว้างอีกแห่งหนึ่งเรียกโคกคลีใหญ่ ที่ตั้งของปรางค์นางผมหอมมีแม่น้ำมาบรรจบกันสองสาย คือ ลำสนธิกับลำพระยากลาง สันนิษฐานว่า สถานที่แห่งนี้แต่เดิมเป็นเมืองโบราณ

  18. น้ำตกวังแสนดี ตั้งอยู่ตำบลหนอง เป็นแก่งหินกั้นลำน้ำพญากลางทำให้เกิดเป็นน้ำตกขนาดเล็กมีต้นไม้ขนาดกลางทั้งที่ขึ้นเองตาม ธรรมชาติ และปลูกเพิ่มเติมให้ความร่มรื่น

  19. เขาสมอคอน อยู่ในเขตตำบลเขาสมอคอน เป็นเทือกเขาที่มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ มีตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับเขาสมอคอนอยู่หลายเรื่องที่น่าสนใจจากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถานกล่าวไว้ว่า เขาสมอคอนนี้เป็นที่อยู่ของ สุกกทันตฤาษี อาจารย์ของพระเจ้ารามคำแหงมหาราชและพระยางำเมือง กษัตริย์เมืองพะเยา ซึ่งน่าจะเป็นราชวงค์หนองแส โยนก เชียงแสน ทั้งสองพระองค์ เพระเมื่อทรงพระเยาว์ได้เสด็จมาศึกษา ศิลปวิทยาที่เขาสมอคอนนี้ ซึ่งสมัยนั้นกษัตริย์ เมืองลพบุรีก็เป็นราชวงค์เดียวกัน

  20. ทุ่งทานตะวัน ตั้งอยู่ที่ตำบลช่องสาริกา เป็นทุ่งทานตะวันขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ดอกทาน ตะวันจะบานสะพรั่งในช่วง ประมาณเดือนตุลาคม - มกราคม จนกลายเป็นทุ่งทานตะวันที่มีความงดงามตามธรรมชาติ

 

หัวข้อ

หน่วยงาน

เว็บไซต์

ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัด

คำขวัญประจำจังหวัด

ต้นไม้และดอกไม้ประจำจังหวัด

เว็บไซต์วิกิพีเดีย

www.wikipedia.org 

ประวัติศาสตร์

เว็บไซต์เมเนเจอร์

เว็บไซต์จังหวัดลพบุรี

mblog.manager.co.th/leknuaon/th-65561/  

รวบรวมโดย เนื้ออ่อน  ขรัวทองเขียว  

www.lopburi.go.th

ข้อมูลทั่วไป

ที่ตั้งและขนาดพื้นที่

อาณาเขต

ลักษณะภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิอากาศ

เว็บไซต์จังหวัดลพบุรี

สถานีอุตุนิยมวิทยาลพบุรี

http://www.lopburi.go.th

 

การปกครอง

การแบ่งเขตการปกครอง

หัวหน้าส่วนราชการ

 หน่วยงานบริหารราชการ

เว็บไซต์วิกิพีเดีย

เว็บไซต์จังหวัดลพบุรี

http://th.wikipedia.org

http://www.lopburi.go.th/office/index_office.htm

การเลือกตั้ง

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลพบุรี

http://www2.ect.go.th/home.php?Province=lopburi

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ

โครงสร้างพื้นฐาน

เว็บไซต์จังหวัดลพบุรี http://www.lopburi.go.th/otheroffice_1/data_lopburi.pdf

ประชากรและสภาพทางสังคม

ศาสนา

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี

http://www.lopburi.go.th/otheroffice_1/data_lopburi.pdf

ประเพณี

สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว

เว็บไซต์บ้านจอมยุทธ์ http://www.baanjomyut.com

 

รายการอ้างอิงรูปภาพ

รูปที่ 1. ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดลพบุรี

http://th.wikipedia.org

รูปที่ 2. ต้นไม้ประจำจังหวัด ลพบุรี

www.suansavarose.com

รูปที่ 3. ดอกไม้ประจำจังหวัดลพบุรี

www.oknation.net

รูปที่ 4. ที่ตั้งจังหวัดลพบุรี

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/68/Thailand_Lopburi.png

รูปที่ 5. อาณาเขตติดต่อของจังหวัดลพบุรี

http://www.lopburi.go.th/map.htm

รูปที่ 6. อำเภอในจังหวัดลพบุรี

http://th.wikipedia.org

รูปที่ 7. , 8. และ 9. หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลพบุรี

ที่มา http://www.lopburi.go.th/


  

 

JoomSpirit