โลกจับตาความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

นับเป็นบรรยากาศของสถานการณ์การเมืองโลกที่กำลังคุกกรุ่นอย่างยิ่ง เมื่อสำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี แม้ล่าสุด การยิงทดสอบอาวุธท้าทายสันติสุขโลกของเกาหลีเหนือ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพบกับความล้มเหลวก็ตาม แต่เกาหลีเหนือยังไม่หยุดขู่จะเดินหน้าทดสอบอาวุธต่อไป อ้างอีกว่าจะทำสงครามเต็มรูปแบบหากสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการทางทหารกับเกาหลีเหนือ

ไมก์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางข้ามมายังทวีปเอเชียเป็นเวลา 10 วัน ช่วงที่อยู่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพนซ์ให้ความมั่นใจกับชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ถึงพันธกรณีของสหรัฐที่มีอยู่ในการควบคุมความทะเยอทะยานด้านการพัฒนาอาวุธจรวดและนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ชี้ว่าการเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นถือเป็นเสาหลักของสันติสุขในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

อาเบะกล่าวว่า สิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับญี่ปุ่นคือการแสวงหาการดำเนินความพยายามทางการทูตและการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี ขณะที่รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวเช่นกันว่า ช่วงยุคแห่งความอดทนในทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐได้สิ้นสุดลงแล้ว และในขณะที่ทุกทางเลือกที่มีอยู่บนโต๊ะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังมุ่งมั่นทำงานอย่างใกล้ชิดกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ชาติพันธมิตรทั้งหมดในภูมิภาค และกับจีนเพื่อบรรลุการแก้ไขปัญหาโดยสันติและการปลดนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี

”สหรัฐพร้อมยืนอยู่เคียงข้างชาวญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่ชาวญี่ปุ่นต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการกระทำยั่วยุที่มีเพิ่มมากขึ้นในทะเลญี่ปุ่น” เพนซ์กล่าวอย่างขึงขัง

ขณะที่โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นยังแถลงผลการหารือระหว่างอาเบะกับเพนซ์ว่าต่างเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่สหรัฐและญี่ปุ่นจะต้องช่วยกันโน้มน้าวให้จีนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการกับเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมส่งกำลังทหารไปยังคาบสมุทรเกาหลี หากมีความจำเป็นต้องอพยพชาวญี่ปุ่นออกจากพื้นที่ดังกล่าว แผนการนี้ นางโทโมมิ อินาดะ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น นักการเมืองหญิงสายเหยี่ยวผู้สนับสนุนให้เพิ่มบทบาทของกองทัพญี่ปุ่นมากขึ้น แถลงกลางที่ประชุมรัฐสภาญี่ปุ่นในวันเดียวกัน แต่ยังชี้ว่าอาจเผชิญกับอุปสรรคในการส่งกำลังทหารไปยังพื้นที่ดังกล่าวเอง แม้จะกระทำได้ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่น แต่จำเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย

ขณะที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ร้อนระอุไม่แพ้กัน นายฮวาง คโย-อัน รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเกาหลีใต้ จากการหารือกับเพนซ์ที่มาเยือนกรุงโซลก่อนหน้านี้ว่า เกาหลีใต้จะส่งเสริมการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นและจะร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิดในการควบคุมเกาหลีเหนือ

ด้านฝั่งมหาอำนาจเอเชีย หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนกล่าว ที่กรุงปักกิ่ง ย้ำจุดยืนของจีนต่อปัญหาเกาหลีเหนือว่าวิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้นควรใช้การทูตในการแก้ปัญหาเท่านั้น
ท่ามกลางแรงกดดันมาเพิ่มมากขึ้นในฐานะเป็นชาติพันธมิตรหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนือ มิตรของจีนต่างต้องการให้จีนกดดันเกาหลีเหนือให้หยุดการกระทำที่ยั่วยุใดๆ

ทางฝั่งของเกาหลีเหนือแทบจะไม่ยี่หระกับแรงกดดันมากมาย ฮัน ซง-รยอล รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเกาหลีเหนือ ให้สัมภาษณ์ บีบีซี ว่าเกาหลีเหนือจะเดินหน้าทดสอบจรวดต่อไป จะทดสอบให้มากขึ้นเป็นทุกอาทิตย์ ทุกเดือน ทุกปี พร้อมขู่จะทำ สงครามเต็มรูปแบบ หากสหรัฐใช้มาตรการทางทหารใดๆ กับเกาหลีเหนือ

“หากสหรัฐกำลังวางแผนที่จะโจมตีทางทหารต่อเรา เราก็จะชิงโจมตีด้วยนิวเคลียร์ก่อนในรูปแบบและวิธีการของเรา” รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเกาหลีเหนือกล่าว

อย่างไรก็ตาม เอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐได้แสดงท่าทีอย่างชัดแจ้งว่ามาตรการทางทหารเป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดการเกาหลีเหนือ แต่รัฐบาลสหรัฐก็ย้ำว่ายังคงให้ความสำคัญกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับเกาหลีเหนือที่เข้มข้น รวมถึงการห้ามการค้าน้ำมัน การแบนสายการบิน การสกัดกั้นเรือขนส่งสินค้าไปยังเกาหลีเหนือ และการลงโทษธนาคารพาณิชย์จีนที่ทำธุรกรรมกับเกาหลีเหนือ

ขณะที่เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐและนายหยาง เจียฉี สมาชิกสภาแห่งรัฐของจีน ได้โทรศัพท์หารือกัน ฝ่ายจีนยังตอกย้ำความจำเป็นต้องบังคับใช้ข้อมติของยูเอ็นอย่างเคร่งครัดและการดำเนินการจากนานาชาติในการกดดันเกาหลีเหนือให้มากขึ้น เพื่อให้ยุติการกระทำอันยั่วยุและยอมปลดนิวเคลียร์โดยสันติ

สำหรับประเทศไทย รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงทูตต่างๆ ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ต้องคอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป คิดว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ประเทศใหญ่ๆ จะตัดสินใจอะไรลงไป ต้องมีความยับยั้งชั่งใจเรื่องการจะเกิดสงคราม สิ่งที่เราต้องเตรียมความพร้อมคือติดตามสถานการณ์ ปัญหาที่เราจะได้รับมีอยู่เรื่องเดียวคือผลกระทบทางเศรษฐกิจ

“วันนี้เรายังมีปัญหาอยู่ และเราไม่ได้เตรียมการรองรับเรื่องความเสี่ยงจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์โลก เพราะเราไม่ได้สร้างระบบเศรษฐกิจเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน แยกกันทำมาตลอด วันนี้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาทุกประการ ทั้งเรื่องกฎระเบียบ พระราชบัญญัติ การค้าการลงทุนต่างๆ มากมาย ต้องดูรอบบ้านว่าปรับปรุงอะไรไปบ้างด้วย อย่างไรก็ตาม ขออย่าตื่นตระหนกเดี๋ยว
จะไปกันใหญ่ การค้าการลงทุน ตลาดหุ้นจะลงหมด ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งหมดด้วย” นายกฯกล่าว

ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือว่า ไม่มีอะไร ขณะนี้เราจะเรียกว่าเรื่องเงียบลงก็พอได้ เพราะเริ่มมีการคุยกันแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดี ไม่ต้องห่วงอะไร

อธิบดีกรมสารนิเทศกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ยังมีเวทีที่ประเทศต่างๆ พูดคุยกันได้ อาทิ การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เออาร์เอฟ) หรือการเจรจา 6 ฝ่าย

“สหรัฐได้หารือกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้น่าจะส่งผลในทางการทูตไม่ให้เกิดบรรยากาศที่ตึงเครียด หวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมถึงสหรัฐและเกาหลีเหนือจะยับยั้งชั่งใจไม่อยากให้มีการใช้ความรุนแรง มีผลกระทบต่อภูมิภาคและประชาชน เท่าที่ติดตามคิดว่าไม่น่าจะมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี สถานเอกอัครราชทูตไทยได้มีแผนอพยพกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเร่งด่วนอยู่แล้ว แต่จากที่ดูสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เห็นความจำเป็น และไม่ใช่เวลาจะนำแผนดังกล่าวมาปฏิบัติ การเดินทางไปมายังสามารถทำได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังไม่เห็นความจำเป็นต้องออกคำแนะนำการเดินทางแต่อย่างใด มีคนไทยเดินทางไปเกาหลีใต้ราวปีละ 470,000 คน ขณะที่มีคนไทยอยู่ในเกาหลีใต้ 91,690 คน” น.ส.บุษฎีกล่าว

นอกจากนั้น เฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล รายงานว่าศรัณย์ เจริญสุวรรณ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ กล่าวกับพี่น้องคนไทยที่วัดพุทธรังษีโซล ยืนยันว่าสถานการณ์ในภูมิภาคยังคงปกติ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสาร

ข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์ วันที่ 19 เม.ย. 60 ,13:17 น.

 

JoomSpirit