สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พร้อมเรียก "หลุมแห่งอคติ"

 BBC Thai 25062561 Meeting

สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พร้อมทั้งกล่าวหาว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เป็น "หลุมแห่งอคติทางการเมือง"

นักเคลื่อนไหวพากันเห็นว่าการลาออกของสหรัฐฯ ในครั้งนี้อาจจะส่งผลต่อการเฝ้าระวังและการหยิบยกประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นมาหารือให้ทั่วโลกเกิดความตระหนัก

เมื่อคืนนี้(ตามเวลาสหรัฐฯ) นางนิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ ประกาศความตั้งใจของสหรัฐฯ ที่จะลาออกจากคณะมนตรีฯ ในการแถลงร่วมกับนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ ซึ่งเขาเรียกคณะมนตรีฯ ว่า "ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนที่อ่อนแอ"

นางเฮลีย์กล่าวหาด้วยว่าคณะกรรมการชุดนี้เป็นพวก "มือถือสากปากถือศิล" และ "เอาแต่ประโยชน์ของตนเอง" ซึ่งตลอดมาได้กระทำการเย้ยหยันต่อสิทธิมนุษยชน

ก่อนหน้านี้นางเฮลีย์ก็เคยได้กล่าวหาว่าคณะมนตรีฯ ว่าเป็นพวก "ต่อต้านอิสราเอลอยางยืดเยื้อ" และเผยว่าสหรัฐฯ กำลังทบทวนการเป็นสมาชิกของกรรมาธิการชุดนี้อยู่

ในขณะที่ นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวผ่านโฆษกของเขาว่า ถ้าเป็นไปได้ เขาก็อยากจะให้สหรัฐฯ อยู่ในคณะมนตรีฯ ต่อไป

ส่วนนายเซยิด ราอัด อัล ฮุสเซน กรรมาธิการคนหนึ่งในคณะมนตรีฯ กล่าวถึงการประกาศถอนตัวว่า "เป็นข่าวที่น่าผิดหวัง แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจนัก" ขณะที่อิสราเอล พันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางนั้นสรรเสริญการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในครั้งนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงถึงนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แยกเด็กออกจากพ่อแม่ผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่ชายแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก

ไม่ใช่ครั้งแรก

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกล่าวว่าเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการที่รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับ "แนวคิดการเป็นพหุสังคม" ที่มีแม้มีความแตกต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และทำให้คนที่มองสหรัฐฯ ด้วยความหวังว่าจะช่วยส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนทั่วโลกนั้นไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯ มีปฏิกริยารุนแรงกับคณะกรรมการที่รับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น เมื่อปี 2006 ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ บุชผู้ลูกก็ได้คว่ำบาตรไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะมนตรีฯ เนื่องมาจากปัญหาหลักสองประการก็คือ การยอมรับประเทศที่มีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเป็นสมาชิก และการประณามอิสราเอลอย่างต่อเนื่องในกรณีปาเลสไตน์

ปี 2009 สหรัฐฯกลับเข้าร่วมเป็นสมาชิกในคณะมนตรีฯ ในสมัยของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แต่หลังจากนั้นก็เกิดสถานการณ์ที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่ยอมเข้าร่วมในตอนแรกก็คือ คณะมนตรีฯ ยอมให้ประเทศที่มีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงเข้ามาเป็นสมาชิกด้วย จากเหตุการณ์ที่ จีน, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, อัลจีเรีย และเวียดนาม ได้รับเลือกให้เข้ามาเป็นสมาชิกในปี 2013

ตามมาด้วยการที่อิสราเอลประกาศคว่ำบาตรคณะมนตรีฯ เพราะมองว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อตนเอง ซึ่งเมื่อปีที่แล้วนางเฮลีย์กล่าวว่า ยากที่จะยอมรับมติซึ่งคณะมนตรีฯ ผ่านออกมาที่ให้ประณามอิสราเอล ในขณะเดียวกันกลับไม่มีการประณามเวเนซุเอลาในเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลสังหารผู้ประท้วงหลายสิบคนเมื่อเกิดเหตุจลาจลทางการเมืองขึ้น

อิสราเอลนั้นเป็นประเทศเดียวที่อยู่ภายใต้การจับตามองอย่างถาวร หมายถึงว่าการกระทำใด ๆ ของอิสราเอลที่เกี่ยวกับปาเลสไตน์จะได้รับการจับจ้องและตำหนิตลอดเวลา

ก่อนหน้าจะมีการประกาศ พันธมิตรหลายประเทศก็พยายามที่จะเจรจาให้สหรัฐฯ ยังคงอยู่ในคณะมนตรีฯ ต่อไป แม้แต่กลุ่มที่เห็นด้วยกับสิ่งที่สหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์คณะมนตรีฯ ก็ยังเห็นความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะยังคงความเป็นสมาชิกอยู่และเริ่มการปฏิรูปจากภายในมากกว่าที่จะถอนตัวออกไปเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม นางเฮลีย์ก็บอกว่า "จะต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าการประกาศลาออกจากคณะมนตรีฯ ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะรามือจากพันธะด้านส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด

ข้อมูลและภาพจาก BBC ไทย วันที่ 20 มิถุนายน 2561

JoomSpirit